สุเทพ เทือกสุบรรณ

ผมเป็นนักการเมืองมาตลอดชีวิต เป็นผู้แทนราษฎรตั้งแต่อายุ 29 ปี วันนี้จะ 65 ปีแล้ว …ได้ทำเรื่องที่ถูกใจประชาชนบ้าง ขัดใจประชาชนบ้างแต่สิ่งหนึ่งไม่เคยทำคือทุจริต คอร์รัปชันโกงประเทศชาติโกงประชาชน

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีต ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ ช่วงเวลานั้นมีบทบาทเป็นเลขาธิการ กปปส. พูดถึงชีวิตการเมืองของตน ระหว่างปราศรัยแก่ผู้ชุมนุม "คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" หรือที่คุ้นกันในชื่อย่อ กปปส. เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2556

ตลอดการปราศรัยในวันนั้น นายสุเทพได้กล่าวถึงการผ่านร่างกฎหมายนิรโทษกรรมฯ ของรัฐบาล และกล่าวถึงแผนการจัดการกับแกนนำ กปปส. ของฝ่ายรัฐบาล

ที่มา: ถ่ายทอดสดการปราศรัย เวทีกปปส. ช่อง Blue Sky ออกอากาศวันที่ 9/11/2556

โดยคำกล่าวครั้งนั้นเป็นการกล่าวในวันที่ “นายสุเทพ” ไม่มีตำแหน่งทางการเมืองแล้ว แต่ยังคงอยู่ในกระบวนการต่อสู้คดีต่างๆ ที่ติดค้าง มาตั้งแต่สมัยที่ยังมีตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งทางสถานีโทรทัศน์ Voice TV ได้นำคดีความต่างๆ ตลอดชีวิตทางการเมืองของนายสุเทพมานำเสนอ

วิเคราะห์ข้อมูล

คดีใหญ่ที่สำคัญ และเกี่ยวพันในประเด็นการทุจริตพอสรุป 2 คดีดังนี้

  • ดคีที่1 กรณีการดำเนินนโยบาย “ปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม” หรือ “สปก.4-01” เเป็นกรณีของ “ที่ดิน” ที่จะต้องจัดสรรให้กับ “เกษตรกรผู้มีรายได้น้อย” แต่เมื่อพรรคฝ่ายค้านตรวจสอบกลับพบว่า ที่ดินดังกล่าวไปอยู่ในมือของ “เศรษฐีและกลุ่มนายทุน" ที่ใกล้ชิดนายสุเทพ ซึ่งไม่มีสิทธิ์ตามกฎหมาย กว่า 10 ราย และหนึ่งในนั้นมีชื่อของนายทศพร เทพบุตร สามีของ นางอัญชลี วานิช เทพบุตร เลขานุการของนายสุเทพขณะนั้น

สมัยเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระหว่างปี 2535-2537 พรรคฝ่ายค้าน (พรรคชาติไทย) เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายสุเทพ กรณีการทุจริตในการแจกที่ดินทำกินแก่เกษตรกรผู้มีรายได้น้อย ซึ่งก็คือ ที่ ส.ป.ก.4-01 ส่งผลให้ นายชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรีต้องตัดสินใจยุบสภา ก่อนที่จะมีการลงมติ และจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2538

แม้ว่าจะถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจกรณีทุจริตการแจกที่ดิน ส.ป.ก.4-01 ในปี พ.ศ. 2538 แต่นายสุเทพไม่เคยถูกฟ้องร้องดำเนินคดีในชั้นศาลเกี่ยวกับกรณีนี้แต่อย่างใด มีเพียงผู้รับมอบจากนายสุเทพที่ถูกเพิกถอนสิทธิ์ในที่ดินเหล่านั้น และศาลฎีกาพิพากษาได้สั่งให้นายทศพร เทพบุตร ออกจากที่ดินหลวงที่ยึดครองเป็นสมบัติส่วนตัวนานถึง 12 ปี

โดยคดีนี้เริ่มต้นเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2537 เมื่อครั้งนายสุเทพ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เดินทางมามอบเอกสารที่ดิน ส.ป.ก.4-01 ให้กับเกษตกรผู้มีรายได้น้อย จำนวนที่ดิน 592 แปลง เป็นพื้นที่ 10,536 ไร่ 2 งาน 95 ตารางวา มีผู้ได้รับ 489 ราย

เมื่อตรวจสอบ พบรายชื่อ 11 ตระกูลดัง ที่ได้รับสิทธิในที่ดิน สปก.4-01 ดังนี้ ตระกูลเทพบุตร, ศรีแสนสุชาติ, หงษ์หยก, ถาวรว่องวงศ์, ประจันทบุตร, สุขศิริสัมพันธ์, เอกวานิช, ตันติวิท, ทองตัน, อมรไพโรจน์ และกี่สิ้น จากนั้นทางจังหวัดภูเก็ตได้ตั้งกรรมการขึ้นมาสืบสวนข้อเท็จจริง และตรวจสอบคุณสมบัติผู้ที่ได้รับสิทธิ ส.ป.ก.4-01 รวมทั้งการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ในวันที่ 17 เมษายน 2538 คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดภูเก็ต ได้มีมติเพิกถอนเอกสารในที่ดิน ส.ป.ก.4-01 ที่แจกให้นายทุนจำนวน 8 ราย เพราะขาดคุณสมบัติ ตามที่คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความ

อย่างไรก็ตาม สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมทั้งมีมติให้เพิกถอนสิทธิ ส.ป.ก.4-01 อีก 24 ราย และแม้คดีของนายทศพรจะมีการยื่นอุทธรณ์ แต่ในที่สุด ศาลจังหวัดภูเก็ตได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาพิพากษายืนคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คืนสิทธิ และให้นายทศพรและบริวารออกจากที่ดิน ส.ป.ก.4-01 ก. เลขที่ 140 อ.เมือง จ.ภูเก็ต เนื้อที่ 98 ไร่ 1 งาน 7 ตารางวา เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2550

  • คดีที่ 2 ​ขณะเดียวกัน ในช่วงที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ดำรงตำแหน่งเป็นรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาล "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2555 ก็ปรากฏข้อมูลการพาดพิงถึงนายสุเทพจากการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจโดยนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรครักประเทศไทย ใน "โครงการก่อสร้างอาคารที่พักอาศัย (แฟลต) 163 แห่ง” กรอบวงเงินงบประมาณ 3,709,800,000 บาท และ “โครงการก่อสร้างอาคารที่ทำการสถานีตำรวจ (ทดแทน) 396 แห่งทั่วประเทศ” กรอบวงเงินงบประมาณกว่า 6,672,000,000 บาท ซึ่งทั้งหมดถูกทิ้งร้างมาจนทุกวันนี้

โดยคดีนี้ เริ่มแรกกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) รับไปดำเนินการ ต่อมาได้ส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ทำการไต่สวนต่อ ปัจจุบันเรื่องอยู่ระหว่างการดำเนินการไต่สวน และเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2557 ในแถลงผลการประชุม คสช. ครั้งที่ 3 สรุปว่าจะดำเนินการสร้างโรงพักทั้ง 369 แห่ง ให้แล้วเสร็จ ส่วนเรื่องคดี จะมีการดำเนินการคดีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับโครงการนี้ต่อไป รวมถึงในส่วนของดีเอสไอที่รับเรื่องการทุจริตโครงการก่อสร้างอาคารสถานีตำรวจ ซึ่งยังคงเดินหน้าต่อไปเช่นกัน

ทั้งนี้ยังมีอีกหนึ่งคดีดัง คือคดีรุกล้ำที่ดินเขาแพง กว่า 60 ไร่ ที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.พรรคเพื่อไทย อภิปรายไม่ไว้วางใจนายสุเทพเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม – 1 มิถุนายน 2553 ในประเด็นที่ว่านายสุเทพอาจเป็นผู้ครอบครองที่แท้จริง เพียงแต่ให้บุตรชาย คือ นายแทน เทือกสุบรรณ ถือครองเพื่อปกปิดบัญชีทรัพย์สิน อีกยังเป็นถือครองที่ดินโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งทางดีเอสไอได้รับเรื่องนี้ไว้เป็นคดีพิเศษ ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า ที่ดินผืนดังกล่าวมีการออกเอกสารสิทธิ์โดยมิชอบ อีกทั้งยังรุกเข้าไปในพื้นที่ป่า โดย ป.ป.ช. ได้รับเรื่องกรณีการออกเอกสารสิทธิ์ของเจ้าหน้าที่ไว้พิจารณา

และเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2556 อัยการฝ่ายคดีพิเศษได้สั่งฟ้องนายแทน และบุคคลที่เกี่ยวข้องอีก 4 คนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในความผิดฐาน "ก่อสร้าง แผ้วถางป่าหรือเผาป่า หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการทำลายป่า หรือเข้ายึดถือครอบครองป่าเพื่อตนเองและผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต และเข้าไปยึดถือครอบครองก่อสร้าง หรือเผาป่าในที่ดินของรัฐโดยมิได้มีสิทธิครอบครองหรือไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ 2484 "

ส่วนคดีอื่นๆ ของนายสุเทพที่ยังยู่ในการดำเนินงานของ ป.ป.ช. ดูได้ที่นี่

สรุป

จากคดีที่ดิน ส.ป.ก.4-01 เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2550 ศาลมีคำสั่งให้นายทศพร ผู้ครอบครองที่ดินจำนวน 98 ไร่ 1 งาน 7 ตารางวา คืนที่ดิน และออกจากที่ดิน รวมทั้งผู้ถือครองที่ดินอื่นๆ ที่ไม่มิสิทธิตามกฎหมาย ทางคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมได้เรียกคืนที่ดินทั้งหมด ส่วนกรณีสร้างสถานีตำรวจทดแทนนั้นกำลังอยู่ในขั้นตอนการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่ง คสช. เองก็เห็นชอบให้มีการดำเนินการในคดีนี้ต่อไป

ดั้งนั้น คำกล่าวในการปราศรัยของนายสุเทพ ที่ว่า “ผมเป็นนักการเมืองมาตลอดชีวิต เป็นผู้แทนราษฎรตั้งแต่อายุ 29 ปี วันนี้จะ 65 ปีแล้ว ผมไม่ได้เป็นนักการเมืองที่ยิ่งใหญ่ แต่ผมมีหัวใจให้ประชาชนเสมอ ตลอดชีวิตการเมืองของผม ได้ทำเรื่องที่ถูกใจประชาชนบ้าง ขัดใจประชาชนบ้างแต่สิ่งหนึ่งไม่เคยทำคือทุจริต ครอรัปชั่น โกงประเทศชาติโกงประชาชน” จึงอยู่ในเกณฑ์ “เป็นเท็จ”