ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์

มันเป็นเรื่องแปลกประหลาดที่ประเทศของเรา…ทุกครั้งนายกฯ หลุดเก้าอี้ด้วยคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ ไม่มีแม้แต่ครั้งเดียวที่ไปจากเก้าอี้โดยการโหวตไม่ไว้วางใจในรัฐสภา

ข้อความของนายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร์ และหัวหน้าพรรครักประเทศไทย ที่โพสผ่านทางเฟสบุ๊ก “ชูวิทย์ I’m No.5” ในวันที่ 7 พฤษภาคม 2557 ภายหลังการประกาศคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญที่ตัดสินให้นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร สิ้นสภาพนายกรัฐมนตรี ในวันเดียวกัน

ที่มา: เฟสบุ๊กส่วนตัวของนายชูวิย์ เมื่อวันที่ 7/05/2557

ข้อความที่นายชูวิทย์ โพสผ่านเฟสบุ๊กส่วนตัว
ข้อความที่นายชูวิทย์ โพสผ่านเฟสบุ๊กส่วนตัว

บริบท

จากคดีคำร้องขอให้พิจารณาสถานภาพการเป็นรัฐมนตรีของนางสาวยิ่งลักษณ์ กรณีโยกย้าย นายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับการพ้นตำแหน่งเฉพาะตัว โดยมีข้อเท็จจริงที่พบว่านายกฯ ใช้อำนาจแทรกแซงการโยกย้ายนายถวิล แม้จะอ้างว่า ไม่ได้เกี่ยวข้องแต่แรกเริ่ม แต่ก็เข้าข่ายแทรกแซงการแต่งตั้ง

ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 266 ห้ามฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติเข้ามาก้าวก่ายการบรรจุแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการประจำ เพื่อผลประโยชน์ส่วนตน หรือเป็นไปในทางเอื้อประโยชน์แก่พวกพ้อง แต่พบว่าการโยกย้ายนายถวิลนั้นได้เอื้อให้ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงษ์ ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นการใช้สถานะตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แทรกแซง ตามมาตรา 266และ268

วิเคราะห์ข้อมูล

การสิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรี

ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญปี 2550 มาตรา 182 ได้ระบุถึงสาเหตุของการพ้นสภาพรัฐมนตรี (เป็นการเฉพาะตัว) เอาไว้ดังนี้

1. ตาย

2. ลาออก

3. ต้องคำพิพากษาให้จำคุก ยกเว้นความผิดลหุโทษ

4. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีมติไม่ไว้วางใจ

5. ขาดคุณสมบัติ หรือมีลักษณะต้องห้ามตามที่กฎหมายระบุไว้เบื้องต้น

6. มีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง

7. กระทำการต้องห้ามตามมาตรา 267 268 และ269

8. วุฒิสภามีมติให้ถอดถอนจากตำแหน่ง

และสำหรับนายกรัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่งหากดำรงตำแหน่งเกิน 8 ปี ซึ่งตำแหน่งนายกรัฐมนตรีถือเป็นตำแหน่งรัฐมนตรีตำแหน่งหนึ่งที่มีฐานะสูงสุด เป็นหัวหน้ารัฐมนตรีทั้งปวงการสิ้นสุดจากตำแหน่งจึงใช้ฐานในการพิจารณาเดียวกัน

นายกไทยพ้นจากตำแหน่งด้วยวิธีใดบ้าง

สำหรับนายกรัฐมนตรีของไทยทั้งหมด 28 คนเมื่อนับรวมนางสาวยิ่งลักษณ์ นั้นพ้นจากตำแหน่งด้วยวิธีต่างๆ กันดังนี้

ภาพอธิบายการพ้นตำแหน่งของนายกฯ ไทย โดยวิธีต่างๆ ตั้งแต่ พ.ศ.2520-2557
ภาพอธิบายการพ้นตำแหน่งของนายกฯ ไทย โดยวิธีต่างๆ ตั้งแต่ พ.ศ.2520-2557

จากภาพเป็นการย้อนดูในช่วงระยะเวลา 40 ว่านายกรัฐมนตรีไทยพ้นจากตำแหน่งด้วยสาเหตุใดบ้าง ซึ่งส่วนใหญ่พ้นจากตำแหน่งโดยการประกาศ “ยุบสภา” รองมาคือพ้นจากตำแหน่งโดย “การยุบสภา” และ “ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้พ้นจากตำแหน่ง” ตามลำดับ แต่หากย้อนดูนายกรัฐตรีไทยทั้งหมด 28 คน สาเหตุการพ้นจากตำแหน่งแสดงตามตารางดังนี้

สรุป

จากตารางข้างต้นจะเห็นได้ว่า สาเหตุหลักๆ ของการพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไทย 3 อันดับแรก คือการลาออก การยุบสภา และการรัฐประหาร การพ้นจากตำแหน่งโดยการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญเพิ่งปรากฏในช่วงทศวรรษ 2550 นี้เอง ส่วนการพ้นจากตำแหน่งโดยการอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้นไม่เคยเกิดขึ้น จะมีเหตุการณ์อภิปรายไม่ไว้วางใจในสมัยพลเอก พระยาพระหลฯ นายกรัฐมนตรีคนที่ 2 ของไทย แต่ก็มีการชิงลาออกก่อน

ดังนั้นข้อความของนายชูวิทย์ “มันเป็นเรื่องแปลกประหลาดที่ประเทศของเรา…ทุกครั้งนายกฯ หลุดเก้าอี้ด้วยคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ ไม่มีแม้แต่ครั้งเดียวที่ไปจากเก้าอี้โดยการโหวตไม่ไว้วางใจในรัฐสภา” มีส่วนที่เป็นความจริงคือ ไม่มีแม้แต่ครั้งเดียวที่นายกพ้นจากตำแหน่งโดยการโหวตไม่ไว้วางใจจากสภา ส่วนที่บอกว่า “ทุกครั้ง” นายกฯ หลุดเก้าอี้ด้วยคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญนั้นไม่เป็นความจริง ข้อความนี้จึงจัดอยู่ในเกณฑ์ “กึ่งจริงกึ่งเท็จ”