ThaiPublica https://thaipublica.org กล้าพูดความจริง Thu, 04 Apr 2019 10:48:46 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.1.1 กล้าพูดความจริง ThaiPublica กล้าพูดความจริง ThaiPublica https://thaipublica.org/wp-content/plugins/powerpress/rss_default.jpg https://thaipublica.org เมืองไทยประกันชีวิต ปรับโฉมองค์กรสู่โลกยุคใหม่ พร้อมตอบโจทย์ลูกค้าทุกไลฟ์สไตล์ https://thaipublica.org/2019/04/muangthai-life-rebranding/ https://thaipublica.org/2019/04/muangthai-life-rebranding/#respond Thu, 04 Apr 2019 10:48:46 +0000 https://thaipublica.org/?p=163932

ข่าวประชาสัมพันธ์

นายสาระ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ MTL เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลา 68 ปีที่ผ่านมา เมืองไทยประกันชีวิตได้มุ่งมั่นในการสร้างความสุขและรอยยิ้มแก่ทุกคน พร้อมดำเนินธุรกิจด้วยความโดดเด่น ทั้งในด้านของการนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่หลากหลายและแตกต่างด้วยนวัตกรรม สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในทุกไลฟ์สไตล์ อีกทั้งยังเป็นองค์กรที่มีความทันสมัยเป็นสากลโดยมีการขยายตลาดไปในหลายประเทศ (Regional Company) จนก้าวสู่การเป็นบริษัทประกันชีวิตไทยชั้นนำของประเทศที่อยู่ในใจคนไทยมาอย่างยาวนาน

ในโลกที่พฤติกรรมของลูกค้ามีความหลากหลายและเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วจากปัจจัยด้านความล้ำสมัยในยุคดิจิทัล เมืองไทยประกันชีวิตยังคงเดินหน้าพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง พร้อมผลักดันพลังแห่งความเป็นตัวตนของเมืองไทยประกันชีวิตให้เด่นชัดมากขึ้นอีกครั้ง ด้วยการปรับภาพลักษณ์องค์กรครั้งใหญ่ (Brightening the Brand) ในรอบ 15 ปีที่ผ่านมา ให้มีความสดใส ทันสมัย และเป็นสากลมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม ภายใต้สโลแกน “Happiness Means Everything: เพราะความสุขคือทุกอย่าง” โดยมุ่งเน้นเรื่องของการส่งมอบความสุขในทุกด้านให้กับลูกค้า พนักงาน พันธมิตร และผู้เกี่ยวข้อง อย่างยั่งยืน พร้อมตอกย้ำจุดยืนนโยบาย “MTL Everyday Life Partner” ที่พร้อมเดินเคียงข้างในทุกช่วงของชีวิต

สำหรับตัวตนของเมืองไทยประกันชีวิตต่อจากนี้ จะยังคงความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ (Products) กระบวนการทำงาน (Process) และการให้บริการ (Services) ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้หลากหลายในรูปแบบเฉพาะบุคคล (Personalized) มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้บริษัทฯ ได้ยกระดับองค์กรสู่ความเป็นสากล ทันสมัย และสามารถรับมือกับโลกยุคดิจิทัลได้อย่างเต็มตัว ด้วยการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า (Data Analytics) รวมถึงได้นำระบบกระบวนการทำงานอัตโนมัติ (Robotic Process Automation หรือ RPA) เพื่อให้การทำงานเป็นแบบอัตโนมัติและเพิ่มประสิทธิภาพมากขึ้น และปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence หรือ AI) มาใช้ซึ่งสามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้รวดเร็ว สะดวก และง่ายยิ่งขึ้น

นอกจากนี้บริษัทฯ ได้มีการเชื่อมต่อกับเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจในด้านต่าง ๆ (Ecosystem Partners) เพื่อดูแลลูกค้าได้อย่างครอบคลุม ไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายสถานพยาบาล ห้างสรรพสินค้า รวมไปถึงพันธมิตรในตลาดอีคอมเมิร์ซ และพันธมิตรในกลุ่มสตาร์ทอัพด้าน InsureTech หรือ HealthTech มาช่วยตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างเข้าถึง

“ต่อจากนี้เมืองไทยประกันชีวิต จะเป็นองค์กรที่มีคนอยากเข้ามาทำงานอันดับต้น ๆ เรามีการปรับโครงสร้างเพื่อให้พนักงานสามารถเติบโตก้าวหน้าได้ ควบคู่ไปกับการทำงานอย่างมีความสุข มีความพึงพอใจ และจะเป็นศูนย์รวมของผู้ที่มีความเชี่ยวชาญ ความรู้ความสามารถ ในหลากหลายมิติ เพื่อคิดค้นนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ กระบวนการทำงาน และการให้บริการ และมีการพัฒนาองค์กรให้มีความทันสมัยและก้าวทันกับโลกที่เกิดขึ้นใหม่อยู่ตลอดเวลา” นายสาระ กล่าว

นายสาระ กล่าวว่า สำหรับการ Brightening the Brand ครั้งนี้ นอกจากจะได้เห็นตัวตนที่ชัดเจนขึ้นของเมืองไทยประกันชีวิตแล้ว ยังจะได้เห็นภาพลักษณ์ใหม่ผ่านโลโก้ ที่มีรูปลักษณ์โค้งมน และสื่อสารผ่านสีที่หลากหลาย เพื่อสื่อถึงความสดใส เข้าถึงง่าย สร้างความใกล้ชิดกับลูกค้าเพื่อมุ่งผลักดันให้บริษัทฯ เป็นองค์กรยุคใหม่ ที่พร้อมขยายธุรกิจและฐานลูกค้าออกไปสู่ตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง พร้อมเปิดตัวสัญลักษณ์แห่งความสุข หรือ “Celebration (เซเลเบรชัน)” เข้ามาเพื่อตอกย้ำตัวตนของเมืองไทยประกันชีวิตมากยิ่งขึ้น โดยมีความหมายแสดงถึง “การปกป้องดูแล” ที่จะติดตามไปทุกที่ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน

นอกจากนี้บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าสู่การเป็นผู้นำตลาดในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตและสุขภาพที่โดดเด่นด้านนวัตกรรม สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้อย่างเหมาะสมและตรงจุด โดยล่าสุดได้เปิดตัวโครงการ “เอ็กซ์ตร้า แคร์ พลัส” ซึ่งมีจุดเด่นอยู่ที่ ลูกค้าจะได้รับความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลแบบเหมาจ่าย โดยเป็นการท็อปอัพ (Top Up) จากสวัสดิการหรือประกันสุขภาพที่มี จึงช่วยให้เบี้ยประกันภัยถูกกว่าความคุ้มครองสุขภาพทั่วไป เพราะจ่ายเบี้ยเพียงหลักพัน(1)แต่ได้ความคุ้มครองสูงถึงหลักแสน เลือกค่าห้องได้สูงสุด 8,000 บาท/วัน(2) โดยลูกค้าสามารถเลือกความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลได้สูงสุดถึง 400,000 บาท/ครั้ง(3) ไม่ต้องสำรองจ่ายเมื่อเข้ารับการรักษากับสถานพยาบาลในเครือข่ายกว่า 400 แห่งทั่วประเทศ พร้อมนำเบี้ยประกันภัยไปใช้สิทธิหักลดหย่อนภาษีได้ ขณะที่ในด้านการบริการของเมืองไทยประกันชีวิตได้พัฒนาและผสมผสานรูปแบบของการบริการ ทั้งเรื่องของนวัตกรรมใหม่ๆ การบริการผ่านระบบ Digital และ Non Digital ทั้งรูปแบบการบริการเชิงรับและเชิงรุก เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าที่ต้องการใช้บริการทั้ง Self Service และ Human Touch ทั้งนี้เพื่อเป็นการส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดในทุก Journey ของลูกค้า เพื่อให้ลูกค้ามีแต่รอยยิ้มในทุกครั้งที่เราพบกัน ผ่านโมเดลการให้บริการที่เรียกว่า “MTL Smile Service” ซึ่งประกอบไปด้วย “MTL Smile Care” “เมืองไทย Smile Club” “MTL Smile Tech” และ “MTL Smile Touch” เพื่อส่งมอบความสุขให้กับลูกค้า นับตั้งแต่ก้าวแรกที่ลูกค้าสนใจในผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ ทุกกระบวนการนำเสนอ ตลอดจนการส่งมอบบริการหลังการขายอย่างเป็นเลิศให้กับลูกค้า นับจากวันแรกตลอดจนช่วงชีวิตของลูกค้า

และที่พิเศษสุด กับการ Brightening “เมืองไทย Smile Club” ต้นตำรับกิจกรรมเพื่อความสุขและรอยยิ้ม ภายใต้ภาพลักษณ์ใหม่ ที่เข้มข้นไปด้วยกิจกรรมและสิทธิประโยชน์ที่ถูกสร้างสรรค์เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าในทุกๆ มิติ อีกทั้งยังมีการพัฒนาด้าน Innovation Trend, Personal Life และไลฟ์สไตล์ ต่างๆ รวมถึงกระบวนการพัฒนาเรื่องของ Ecosystem ในการผนึกกำลังกับพันธมิตรให้มีความแข็งแรง และตอบโจทย์ลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น เพื่อให้สมาชิกฯ ได้ “Smile is All Around” สุขรอบกาย สไมล์รอบตัว ตลอดทั้งปี

นอกจากนี้เมืองไทยประกันชีวิต ได้เปิดตัวแอปพลิเคชันใหม่ในชื่อ “MTL Smile App” เพื่อเพิ่มศักยภาพในการบริการดูแลลูกค้าและตอบสนองความต้องการในยุคดิจิทัล แอปพลิเคชันใหม่ สามารถให้ลูกค้าดู Portfolio ของตนได้ โดยแบ่งตามรูปแบบของผลิตภัณฑ์เพื่อให้เข้าใจได้ง่าย โดยเห็นภาพรวมความคุ้มครองและการลงทุนของตนเอง

ลูกค้าสามารถทำบริการผ่านแอปพลิเคชัน ไม่ว่าจะเป็นการเคลม ติดตามผล ดูประวัติการเคลม ชำระเบี้ยประกันภัย ขอเอกสารต่าง ๆ เช่น หนังสือรับรองการชำระเบี้ยประกันภัย รวมถึงฟังก์ชัน “My Health Care” ที่สามารถหาโรงพยาบาลคู่สัญญาที่สามารถใช้สิทธิความคุ้มครองสุขภาพที่ใกล้ลูกค้ามากที่สุด และการพบแพทย์ผ่าน Virtual Hospital สำหรับประกันชีวิตและสุขภาพกลุ่ม ที่ปัจจุบันทำร่วมกับโรงพยาบาลสมิติเวช โดยที่ผู้มีประกันชีวิตและสุขภาพกลุ่มกับเมืองไทยประกันชีวิตสามารถปรึกษาแพทย์และรับยาตามสิทธิที่ได้เสมือนการพบแพทย์ผ่านโรงพยาบาล

แอปพลิเคชัน “MTL Smile App” ยังสามารถให้บริการด้านการขอเงินกู้ตามสิทธิของกรมธรรม์ประกันชีวิตที่มีมูลค่าเงินสดและส่งตรงเข้าถึงบัญชีของลูกค้า และเหล่านี้คือบริการเบื้องต้นที่ “MTL Smile App” สามารถทำได้ และการพัฒนาจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีการออกฟังก์ชันใหม่เพื่อตอบโจทย์ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น โดยบริการถัดมาที่จะเกิดขึ้นภายในปีนี้คือบริการ “Smile Club” สำหรับการบริหารจัดการคะแนนสมาชิกและบริการเสริมต่างๆ ที่เมืองไทย Smile Club มีให้กับลูกค้า

“ขั้นตอนการพัฒนาถูกทำขึ้นจากการพูดคุยและทดสอบจากกลุ่มลูกค้าและกลุ่มเป้าหมายเพื่อให้ตอบโจทย์และเกิดประโยชน์อย่างแท้จริง และผลจากการได้พูดคุยและทราบถึงพฤติกรรมของลูกค้า ทำให้เราเห็นว่าในหนึ่งครอบครัวมักจะมีคุณพ่อหรือคุณแม่ที่เป็นผู้จัดการดูแลเรื่องการประกันภัยให้คนในครอบครัว จากพฤติกรรมดังกล่าวทำให้เราพัฒนาฟีเจอร์ หรือบริการที่เรียกว่า “My Shared Policy” ที่ให้สมาชิกในบ้านสามารถแชร์ข้อมูลกรมธรรม์ให้แก่กันบนแอปพลิเคชันได้โดยผู้ที่เป็นหลักของครอบครัวสามารถจ่ายเบี้ยประกันภัยให้สมาชิกในครอบครัวได้ผ่านแอปพลิเคชันเช่นกัน และเพื่อความปลอดภัยการแชร์จะต้องผ่านการยอมรับจากทั้งผู้แชร์และผู้รับ” นายสาระกล่าว

นายสาระ กล่าวว่า ในโอกาสนี้เมืองไทยประกันชีวิตยังได้เปิดตัววิธีการทำงานแบบใหม่ในยุคของการ Disruptive บนพื้นที่การทำงานใหม่ที่เรียกว่า“Transformation Work Place” ในชื่อ “The Garage by Muang Thai Life” เพื่อให้พนักงานได้ปฏิบัติงานในโครงการพิเศษต่างๆ และเป็นพื้นที่สำหรับการเสริมสร้างความสามารถที่รอบด้านมากขึ้น (Multi Skill) แก่พนักงาน และนำมาซึ่งนวัตกรรมของผลิตภัณฑ์ (Products) กระบวนการทำงาน (Process) และการให้บริการ (Services) ที่จะตอบโจทย์ความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าแบบ Outside In ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้บริษัทฯ สามารถเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน

]]>
https://thaipublica.org/2019/04/muangthai-life-rebranding/feed/ 0
สถาบันวิจัยป๋วยฯ เผย “ต้นทุน” ของมลพิษทางอากาศในสังคมไทย – ชี้ปี 2560 กทม.ขึ้นอันดับ 1 ทะลุ 400,000 ล้านบาท https://thaipublica.org/2019/04/pier-air-pollution-pm2-5/ https://thaipublica.org/2019/04/pier-air-pollution-pm2-5/#respond Thu, 04 Apr 2019 10:03:44 +0000 https://thaipublica.org/?p=163863

รายงานโดย รศ. ดร.วิษณุ อรรถวานิช อาจารย์ประจำภาควิชาเศรษฐศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

องค์การอนามัยโลก (WHO) พบว่ามลพิษทางอากาศเป็นสาเหตุทำให้คนที่อาศัยในเขตเมืองและชนบทเสียชีวิตก่อนวัยอันควรสูงถึง 4.2 ล้านคนทั่วโลกในปี 2559 ซึ่งนับว่าเป็นมลพิษที่สร้างความเสียหายสูงสุดเมื่อเทียบกับมลพิษประเภทอื่นๆ โดยร้อยละ 92 ของผู้เสียชีวิตก่อนวัยอันควรทั้งหมดนี้อยู่ในประเทศที่มีรายได้ต่ำและปานกลาง และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมถึงแปซิฟิกตะวันตกมีจำนวนผู้เสียชีวิตมากที่สุด (WHO, 2018)

ประเทศไทยก็เป็นประเทศหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เผชิญปัญหามลพิษทางอากาศมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะมลพิษทางอากาศจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก แม้ว่างานศึกษาวิจัยที่ประเมินมูลค่าผลกระทบจากมลพิษทางอากาศอันนำไปสู่แนวทางแก้ไขปัญหาของประเทศไทยยังมีอยู่อย่างจำกัด แต่สังคมไทยคงอยากทราบว่า

    1) มลพิษทางอากาศจะส่งผลกระทบอย่างไรและก่อให้เกิดต้นทุนต่อสังคมไทยมากน้อยเพียงใด
    2) ทำไมมลพิษทางอากาศของประเทศไทยถึงทวีความรุนแรงมากขึ้น
    3) เราควรมีมาตรการในการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศอย่างไร บทความชิ้นนี้ขอนำเสนอข้อมูลเพื่อตอบคำถามใน 3 ประเด็นข้างต้น

มลพิษทางอากาศจะส่งผลกระทบอย่างไร และก่อให้เกิดต้นทุนต่อสังคมไทยมากน้อยเพียงใด

มลพิษทางอากาศนับว่าเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่สำคัญของประเทศไทย ซึ่งสังเกตได้จากระดับมลพิษในฝุ่นละอองขนาดเล็กมากขนาด 2.5 ไมครอน (PM2.5) ที่มีระดับความเข้มข้นเกินค่ามาตรฐานตามข้อแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO guideline) และกระทรวงสิ่งแวดล้อมของประเทศสหรัฐอเมริกา (US EPA) และยังเกินค่ามาตรฐานของประเทศไทยที่อนุญาตให้ระดับมลพิษสูงกว่าค่ามาตรฐานขององค์การอนามัยโลกถึง 2 เท่า

จากภาพที่ 1 จะพบว่าระดับมลพิษทางอากาศในกรุงเทพมหานครจะยิ่งมีค่าสูงมากในช่วงเดือนธันวาคมถึงมีนาคมของทุกปี โดย Oanh (2007) ได้ทำการศึกษาแหล่งกำเนิดฝุ่น PM2.5 ในกรุงเทพมหานครและพบว่าฝุ่น PM2.5 ที่เขตดินแดงมาจากไอเสียรถดีเซลร้อยละ 52 จากการเผาชีวมวลร้อยละ 35 ฝุ่นทุติยภูมิและอื่นๆ ร้อยละ 13 ขณะที่ Oanh (2017) ได้ศึกษาแหล่งกำเนิดฝุ่น PM2.5 ในประเทศแถบเอเชียและพบว่าฝุ่น PM2.5 มาจากไอเสียรถดีเซลร้อยละ 20.8-29.2 จากการเผาชีวมวลร้อยละ 24.6-37.8 ฝุ่นทุติยภูมิร้อยละ 15.8-20.7 และอื่นๆ ทั้งนี้ ในช่วงหน้าแล้งจะมีการเผาชีวมวลสูงกว่าในช่วงหน้าฝน

ภาพที่ 1 ความเข้มข้นของฝุ่นละออง PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมง ในพื้นที่กรุงเทพมหานครช่วงปี 2554-2562
ที่มา: ดัดแปลงจากสุพัฒน์ หวังวงศ์วัฒนา (2562) กรมควบคุมมลพิษ (2562) และ WHO (2018)

แม้ว่าในประเทศไทยยังไม่มีงานศึกษาใดที่ประเมินความเสียหายของมลพิษทางอากาศต่อสุขภาพ แต่ในต่างประเทศได้มีการศึกษาไว้พอสมควร เช่น งานล่าสุดโดย Rangel and Vogl (2019) ที่พยายามวัดผลกระทบจากการเผาอ้อยโดยตรงต่อสุขภาพมนุษย์ในรัฐเซาเปาโล ประเทศบราซิล ผลการศึกษาพบว่า การเผาไร่อ้อยจะทำให้ฝุ่นละอองขนาดเล็กขนาด 10 ไมครอน (PM10) เพิ่มขึ้นในบริเวณ 26-34% และโอโซน (O3) เพิ่มขึ้น 7-8% ในรัศมี 50 กิโลเมตร และหากมารดาที่กำลังตั้งครรภ์ได้รับมลพิษจากการเผาไร่อ้อยในช่วง 3 เดือนสุดท้ายก่อนคลอด จะทำให้ 1) ทารกแรกเกิดมีน้ำหนักน้อยกว่า 1.5 กิโลกรัม 2) คลอดก่อน 32 สัปดาห์ (น้อยกว่า 8 เดือน) 3) ทารกมีขนาดเล็กกว่าปกติร้อยละ 12 และ 4) เพิ่มอัตราการตายของทารกในครรภ์ (17 คน ใน 1000 คน)

ผลการศึกษาข้างต้นสะท้อนถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในประเทศไทยได้เช่นกันเนื่องจากนิยมเผาเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรในพืชเศรษฐกิจหลัก ได้แก่ ข้าว อ้อยโรงงาน และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่เพาะปลูกกว่า 85.8 ล้านไร่ ในปีเพาะปลูก 2559/2560 โดย Attavanich and Pengthamkeerati (2018) พบว่า การเผาในพื้นที่ปลูกข้าวนาปรังและข้าวนาปีมีสูงถึงร้อยละ 57 และ 29 ของพื้นที่เก็บเกี่ยวตามลำดับ ขณะที่พื้นที่ปลูกอ้อยโรงงานและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีการเผาประมาณร้อย 47 และ 34 ของพื้นที่เก็บเกี่ยวตามลำดับ

นอกจากนั้น งานศึกษาหลายงานในต่างประเทศได้พยายามตีมูลค่าต้นทุนความเสียหายทางเศรษฐศาสตร์จากมลพิษทางอากาศ เช่น Levinson (2012) ได้ประเมินมูลค่าต้นทุนของมลพิษทางอากาศในสหรัฐอเมริกาช่วงปี ค.ศ. 1984-1996 ซึ่งพบว่า ความเต็มใจที่จะจ่ายในการลดมลพิษ 1 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m3) ของ PM10 มีค่าเท่ากับ 1,037 เหรียญดอลลาร์สหรัฐต่อครัวเรือนต่อปี

อย่างไรก็ตาม ในประเทศไทยงานศึกษาในลักษณะนี้มีจำกัดอย่างมาก Attavanich (2019) นับเป็นงานวิจัยชิ้นแรกที่ได้พยายามตีมูลค่าต้นทุนความเสียหายทางเศรษฐศาสตร์จากมลพิษทางอากาศในประเทศไทย งานวิจัยนี้ได้ประยุกต์ใช้แนวคิด subjective well-being เหมือนกับงานศึกษาของ Levinson (2012) ซึ่งมีข้อสมมติว่าสิ่งแวดล้อมเป็นหนึ่งในปัจจัยที่กำหนดคุณภาพชีวิตที่วัดจาก “ความพึงพอใจในชีวิต” ที่จะถูกประมาณให้เป็นฟังก์ชันของปัจจัยต่างๆ เช่น รายได้ สิ่งแวดล้อม โดยมีการควบคุมปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจและสังคม ประชากรศาสตร์ และปัจจัยเชิงพื้นที่ จากนั้นใช้วิธีทางเศรษฐมิติเพื่อประมาณมูลค่าความเต็มใจที่จะจ่ายหน่วยสุดท้ายที่แอบแฝงอยู่กับความพึงพอใจ ซึ่งสะท้อนมูลค่าความเต็มใจที่จะจ่ายต่อปีของครัวเรือนเพื่อให้มลพิษลดลง 1 หน่วย โดยที่ความพอใจของครัวเรือนไม่เปลี่ยนแปลง งานวิจัยใช้ข้อมูลจากหลายแหล่ง ได้แก่ ข้อมูลจากการสำรวจความพึงพอใจและความสุขในชีวิตของชาวไทยในปี 2555 ซึ่งจัดทำโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติและสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ข้อมูลมลพิษทางอากาศจากสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศทั่วประเทศของกรมควบคุมมลพิษ ข้อมูลสภาพอากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา ข้อมูลประชากรจากกระทรวงมหาดไทย และข้อมูลรายได้ครัวเรือนจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ

ผลการศึกษาพบว่า ในกรุงเทพฯ แต่ละครัวเรือนจะมีมูลค่าความเต็มใจที่จะจ่ายหน่วยสุดท้ายเท่ากับ 6,379.67 บาท/ปี/µg/m3 ของ PM10 ถ้านำมูลค่าดังกล่าวมาคูณกับจำนวนครัวเรือนของกรุงเทพฯ ณ สิ้นปี พ.ศ. 2560 ซึ่งมีจำนวน 2,887,274 ครัวเรือน จะพบว่า ทุกๆ 1 µg/m3 ของ PM10 ที่เกินกว่าระดับปลอดภัยตามเกณฑ์มาตรฐาน จะสร้างความเสียหายให้กับคนกรุงเทพฯ สูงถึง 18,420 ล้านบาทต่อปี หากนำมาคูณกับความเข้มข้นของฝุ่น PM10 ในกรุงเทพฯ ที่มีค่าเกินระดับปลอดภัยถึง 24.21 µg/m3 (คำนวณจากส่วนต่างระหว่างระดับปลอดภัยของฝุ่น PM10 ตามมาตรฐานที่แนะนำโดยองค์การอนามัยโลกที่ 20 µg/m3/ปี และระดับฝุ่น PM10 ในปี 2560 ซึ่งเท่ากับ 44.21 µg/m3/ปี) ผลการศึกษาครั้งนี้พบว่า มูลค่าต้นทุนความเสียหายทางเศรษฐศาสตร์จากฝุ่น PM10 ของกรุงเทพฯ จะมีมูลค่าสูงถึง 446,023 ล้านบาทในปี 2560

แม้ว่าในปัจจุบันยังไม่มีงานศึกษาใดประเมินต้นทุนความเสียหายทางเศรษฐศาสตร์จากฝุ่น PM2.5 เนื่องจากเพิ่งเริ่มมีการจัดเก็บไม่นานและยังมีข้อมูลไม่ครอบคลุมทั่วประเทศ อย่างไรก็ตาม เราอาจพิจารณาใช้ต้นทุนความเสียหายทางเศรษฐศาสตร์จากฝุ่น PM10 เป็นข้อมูลแสดงความเสียหายขึ้นต่ำที่เกิดขึ้น เนื่องจากฝุ่นละอองขนาดเล็กสามารถเข้าไปในร่างกายมนุษย์พร้อมเชื้อโรคที่ติดอยู่กับฝุ่นได้ง่ายกว่าฝุ่นละอองที่มีขนาดใหญ่กว่า ซึ่งพบว่าสอดคล้องกับงานศึกษาของ World Bank & Institute for Health Metrics and Evaluation (2016) ที่ประมาณว่าในประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากมลพิษทางอากาศจำนวน 31,173 คน และ 48,819 คน ในปี 2533 และ 2556 ตามลำดับ และยังพบว่า มลพิษทางอากาศก่อให้เกิดต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์สูงถึง 210,603 และ 871,300 ล้านบาทในปี 2533 และ 2556 ตามลำดับ เมื่อปรับมูลค่าของเงินให้อยู่ ณ ปี 2561

นอกจากนั้น แบบจำลองที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ยังสามารถประมาณมูลค่าความเต็มใจที่จะจ่ายหน่วยสุดท้ายรายจังหวัดทั่วประเทศไทยได้ด้วย โดยใช้รายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนต่อปีของจังหวัดต่างๆ ที่มีการรายงานโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ ผลการศึกษาพบว่า ในทุกๆ 1 µg/m3 ของฝุ่น PM10 ที่เพิ่มขึ้นเกินกว่าระดับปลอดภัยตามเกณฑ์มาตรฐาน ครัวเรือนเต็มใจที่จะจ่าย 3,458 ล้านบาทต่อปีในจังหวัดนนทบุรี 3,456 ล้านบาทต่อปีในจังหวัดชลบุรี 3,081 ล้านบาทต่อปีในจังหวัดปทุมธานี 2,939 ล้านบาทต่อปีในจังหวัดนครราชสีมา 2,386 ล้านบาทต่อปีในจังหวัดสมุทรปราการ 2,338 ล้านบาทต่อปีในจังหวัดสุราษฎร์ธานี 1,890 ล้านบาทต่อปีในจังหวัดเชียงใหม่ 1,855 ล้านบาทต่อปีในจังหวัดนครศรีธรรมราช และ 1,807 ล้านบาทต่อปีในจังหวัดอุบลราชธานี ตามลำดับ (ภาพที่ 2)

ภาพที่ 2 มูลค่าความเสียหายจากฝุ่น PM10 ต่อ 1 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร/ปี ที่เพิ่มขึ้นรายจังหวัด
ที่มา: Attavanich (2019)

ผู้กำหนดนโยบายสามารถนำมูลค่าความเต็มใจที่จะจ่ายหน่วยสุดท้ายในจังหวัดนั้นๆ ที่ประมาณได้ไปคูณกับระดับความเข้มข้นของมลพิษจากฝุ่น PM10 ที่เกินกว่าระดับปลอดภัยเพื่อประเมินมูลค่าต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์จากฝุ่น PM10 ดังที่ได้ยกตัวอย่างการคำนวณกรณีกรุงเทพฯ นอกจากนั้น ผู้กำหนดนโยบายสามารถนำมูลค่าความเต็มใจที่จะจ่ายหน่วยสุดท้ายที่ประมาณได้ไปพิจารณาความคุ้มค่าของการใช้งบประมาณผ่านมาตรการที่นำมาใช้เพื่อลดระดับของมลพิษ เช่น หากมาตรการทำให้ฝุ่น PM10 ลดลง 3 µg/m3/ปี ในกรุงเทพฯ แสดงว่า มาตรการข้างต้นก่อให้เกิดประโยชน์กับสังคมคิดเป็นมูลค่า 55,260 ล้านบาทต่อปี (3 x 18,420) หากสมมติว่าใช้งบประมาณเพียง 10,000 ล้านบาท ก็นับว่ามาตรการดังกล่าวมีความคุ้มค่าเชิงเศรษฐศาสตร์ในการใช้งบประมาณ และผู้กำหนดนโยบายยังสามารถนำมูลค่าความเต็มใจที่จะจ่ายหน่วยสุดท้ายมาร่วมคำนวณเพื่อจัดลำดับความสำคัญของนโยบาย มาตรการ หรือโครงการภายใต้งบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัดอีกด้วย

แม้ว่าการประมาณมูลค่าความเต็มใจที่จะจ่ายหน่วยสุดท้ายข้างต้นจะใช้ชี้วัดมูลค่าต้นทุนที่สังคมสูญเสียจากมลพิษทางอากาศ แต่นับว่ายังไม่ครอบคลุมผลกระทบเชิงลบในด้านอื่นๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น เช่น ผลกระทบของมลพิษทางอากาศต่อการท่องเที่ยว เป็นต้น โดยงานศึกษาในอดีตพบว่า มลพิษทางอากาศจะส่งผลทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงในพื้นที่ที่มีมลพิษทางอากาศสูง โดยผลกระทบจะมีความแตกต่างกันตามลักษณะของนักท่องเที่ยว เช่น Cheung, Catherine & Law (2001) ได้ศึกษาผลกระทบของคุณภาพอากาศในประเทศฮ่องกงต่อการท่องเที่ยว และพบว่า ชาวตะวันตกที่อาศัยในประเทศที่มีคุณภาพอากาศดีกังวลกับมลพิษทางอากาศน้อยกว่าคนเอเชีย และ Zhang et al. (2015) ได้ศึกษาผลกระทบของวิกฤตหมอกควันในกรุงปักกิ่ง ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ต่อการท่องเที่ยว ซึ่งพบว่า นักท่องเที่ยวต่างประเทศมีจำนวนลดลงในช่วงเวลาที่มลพิษทางอากาศรุนแรง และบางรายระงับหรือเลื่อนการท่องเที่ยวตามแผนที่กำหนดไว้ สำหรับประเทศไทยซึ่งภาคการท่องเที่ยวเป็นกลจักรสำคัญในการสร้างรายได้ให้ประเทศอาจได้รับผลกระทบจากมลพิษทางอากาศเช่นกันหากระดับมลพิษมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงต่อไป โดยเฉพาะในช่วงธันวาคมถึงมีนาคมที่มีระดับมลพิษทางอากาศสูงในหลายพื้นที่ ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับฤดูกาลท่องเที่ยวของชาวตะวันตกและชาวเอเชีย

นอกจากนั้น มลพิษทางอากาศไม่ได้เกิดจากฝุ่นละออง PM2.5 หรือ PM10 เท่านั้น แต่ยังมีมลพิษทางอากาศจากก๊าซชนิดอื่น เช่น โอโซน (O3) ไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2) คาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) และซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) ภาพที่ 3 แสดงระดับมลพิษทางอากาศจากโอโซนในกรุงเทพฯ โดยใช้ค่าเฉลี่ย 8 ชั่วโมงจากข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษ ซึ่งพบว่าจากอดีตจนถึงปัจจุบันมลพิษดังกล่าวมีระดับเกินค่ามาตรฐานที่แนะนำโดยองค์การอนามัยโลก (WHO) และสหภาพยุโรป (EU) และยังเกินค่ามาตรฐานของประเทศไทยด้วย ในอนาคตโอโซนจะมีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากขึ้นจากภาวะโลกร้อนและแก้ปัญหาได้ยากกว่ามลพิษจากฝุ่นเพราะไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

ภาพที่ 3 ความเข้มข้นของโอโซนระดับพื้นดิน (O3) ค่าเฉลี่ย 8 ชั่วโมง ในพื้นที่กรุงเทพมหานครช่วงปี 2552-2560
ที่มา: Attavanich (2019)

ทำไมมลพิษทางอากาศของประเทศไทยถึงทวีความรุนแรงมากขึ้น

ที่ผ่านมามลพิษทางอากาศในประเทศไทยมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูง คำถามคือ จากนี้ไปประเทศไทยควรจะทำอย่างไรเพื่อให้คุณภาพอากาศดีขึ้นกว่าปัจจุบัน เพื่อตอบคำถามนี้ เราสามารถถอดบทเรียนที่เกิดขึ้นในอดีตเพื่อร่วมกันหาแนวทางแก้ไขปัญหา ซึ่งสามารถสรุปได้ 4 ประเด็นหลัก ดังนี้

ประเด็นแรก ที่ผ่านมาประเทศไทยเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจมากและให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมน้อย

หากสังเกตจากตัวเลขการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายภาครัฐช่วงปี 2558-2562 จะพบว่างบประมาณรายจ่ายด้านการเศรษฐกิจ (545,023-656,400 ล้านบาทต่อปี) มีสัดส่วนที่สูงเป็นอันดับที่ 2 รองจากงบประมาณรายจ่ายด้านการบริหารทั่วไปของรัฐ (576,735-671,385 ล้านบาทต่อปี) โดยงบประมาณรายจ่ายด้านการสิ่งแวดล้อมมีสัดส่วนน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับงบประมาณรายจ่ายตามลักษณะงานอื่นๆ ซึ่งมีงบประมาณรายจ่ายเพียง 3,929-10,945 ล้านบาท จากงบประมาณรายจ่ายของประเทศ 2.56-3.05 ล้านล้านบาท แสดงให้เห็นว่าที่ผ่านมาประเทศไทยให้ความสำคัญด้านการป้องกันและรักษาสิ่งแวดล้อมน้อยมาก คิดเป็นสัดส่วนเพียงร้อยละ 0.4 ของงบประมาณปี 2562 และหากเปรียบเทียบสัดส่วนงบประมาณรายจ่ายด้านการปกป้องสิ่งแวดล้อมต่องบประมาณรายจ่ายรวมกับประเทศหรือภูมิภาคอื่นๆ (ภาพที่ 4a) พบว่า ประเทศไทยมีสัดส่วนงบประมาณด้านสิ่งแวดล้อมน้อยมาก โดยในปี 2559 ประเทศไทยมีสัดส่วนงบประมาณด้านสิ่งแวดล้อมต่องบประมาณรายจ่ายรวมร้อยละ 0.25 ขณะที่สหภาพยุโรป 28 ประเทศ (EU-28) และประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน มีสัดส่วนงบประมาณด้านสิ่งแวดล้อมต่องบประมาณรายจ่ายรวมร้อยละ 1.62 และ 2.52 ตามลำดับ และหากพิจารณาสัดส่วนงบประมาณด้านสิ่งแวดล้อมต่อมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศเบื้องต้น (GDP) พบว่า ประเทศไทยมีงบประมาณรายจ่ายด้านสิ่งแวดล้อมคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 0.05 ของ GDP ขณะที่สหภาพยุโรป อเมริกาใต้ และประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน มีงบประมาณร้อยละ 0.70, 0.10 และ 0.64 ของ GDP ตามลำดับ (ภาพที่ 4b)

ภาพที่ 4 ร้อยละของงบประมาณด้านสิ่งแวดล้อมต่องบประมาณรายจ่ายรวมและ GDP รายประเทศ ปี 2559
ที่มา: Attavanich (2019) คำนวณจากสำนักงบประมาณ (2560) EUROSTAT (2017) OECD (2017) และ World Bank (2017)

นอกจากเรื่องงบประมาณด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว สิ่งที่สะท้อนว่าประเทศไทยให้ความสำคัญมากด้านเศรษฐกิจและให้ความสำคัญน้อยกับสิ่งแวดล้อมมีอีกหลายประเด็น ได้แก่

    1) ไม่เปลี่ยนแปลงค่ามาตรฐานคุณภาพอากาศให้เข้มงวดขึ้น ประเทศไทยเริ่มกำหนดค่ามาตรฐานคุณภาพอากาศในปี 2538, 2547, 2550, 2552 และ 2553 และยังไม่มีการปรับปรุงหลังจากนั้น และได้มีการเริ่มกำหนดค่ามาตรฐาน PM2.5 ตั้งแต่ปี 2553 แต่ยังไม่มีการเก็บข้อมูลที่แพร่หลาย
    2) ขาดการสร้างความตระหนักรู้เรื่องผลกระทบเชิงลบจากมลพิษทางอากาศ เช่น ประเทศไทยเริ่มกำหนดค่ามาตรฐาน PM2.5 ตั้งแต่ปี 2553 แต่ประชาชนน้อยมากที่ทราบถึงอันตรายที่ร้ายแรงของมลพิษดังกล่าว และไม่มีการตรวจวัดในพื้นที่อย่างทั่วถึง
    3) เก็บภาษีรถเก่าในอัตราที่ต่ำกว่ารถใหม่ทำให้มลพิษเพิ่มขึ้นเนื่องจากรถเก่ามีการปลดปล่อยมลพิษที่มากกว่ารถใหม่
    4) ใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ไม่คำนึงถึงความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม เช่น การใช้มาตรการรถคันแรกในช่วงปลายปี 2554 ทำให้มีการซื้อรถใหม่กันมากขึ้น ขณะที่รถเก่าก็ยังอยู่ในระบบ ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาการจราจรติดขัดและนำไปสู่การปลดปล่อยมลพิษจำนวนมาก
    5) ใช้มาตรฐานไอเสียและน้ำมันเดิมเป็นเวลานานโดยไม่มีการยกระดับมาตรฐานให้สูงขึ้น ไทยมีการใช้มาตรฐานไอเสียและน้ำมันยูโร 4 (EURO4) ในรถบรรทุกขนาดเล็กตั้งแต่ปี 2555 ขณะที่มีการใช้มาตรฐานยูโร 3 (EURO3) ในรถบรรทุกขนาดใหญ่ตั้งแต่ปี 2553 โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง ขณะที่ประเทศอื่นๆ เช่น สหภาพยุโรป ฮ่องกง และเกาหลีใต้ ใช้เวลาเพียง 3 ปี และประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนใช้เวลาเพียง 4 ปี ในการยกระดับมาตรฐานไอเสียและน้ำมันจากยูโร 4 เป็นยูโร 5

ดังนั้น นับจากนี้ไปเราคงต้องให้ความสำคัญเรื่องงบประมาณด้านสิ่งแวดล้อมให้มากขึ้น เพื่อให้เป้าหมายที่ตั้งไว้ของประเทศไทยประสบผลสำเร็จทั้งเรื่องฝุ่นที่เป็นวาระแห่งชาติ ปัญหาสิ่งแวดล้อมโดยรวม และการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ประเด็นที่สอง ที่ผ่านมาเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ถูกนำมาแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมน้อยมาก

แม้ว่าที่ผ่านมาประเทศไทยจะมีการใช้มาตรการควบคุมมลพิษทางอากาศและมลพิษอื่นๆ แต่หากพิจารณาหลายๆ มาตรการจะพบว่ามีการใช้ในลักษณะบังคับ (command and control) เช่น มาตรการห้ามเผาในที่โล่งแจ้ง การใช้มาตรฐานไอเสียและน้ำมัน เป็นต้น ข้อเสียของมาตรการบังคับตามแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์คือทำให้เอกชนไม่มีแรงจูงใจในการปรับตัวเพื่อปรับปรุงวิธีการผลิตให้ดีขึ้น ดังนั้น หากภาครัฐไม่มีนโยบายหรือเป้าหมายที่ชัดเจนเรื่องการยกระดับคุณภาพอากาศ เอกชนย่อมไม่มีความพยายามในการปรับตัวเพราะจะทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นและกำไรลดลง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ มาตรฐานไอเสียและน้ำมันยูโร 4 ซึ่งประเทศไทยเริ่มใช้ในปี 2555 และมีแผนว่าจะยกระดับไปสู่มาตรฐานยูโร 5 ในปี 2563 โดยแผนดังกล่าวได้ถูกเลื่อนออกไปเป็นปี 2565 และ 2567 ตามลำดับ และล่าสุด ได้ปรับย่นระยะเวลาการใช้มาตรฐานเป็นปี 2566 เนื่องจากได้รับแรงกดดันจากสังคมที่มีความกังวลกับมลพิษทางอากาศ ตัวอย่างข้างต้นแสดงให้เห็นถึงความไม่ชัดเจนของผู้กำหนดนโยบายในการปรับปรุงคุณภาพสิ่งแวดล้อม

ในทางเศรษฐศาสตร์ การออกแบบมาตรการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมจะต้องคำนึงถึง 3 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) กลไกในการควบคุมพฤติกรรม (บังคับหรือสร้างแรงจูงใจ) 2) ระดับของการควบคุมมลพิษเป็นแบบทางตรงหรือทางอ้อม และ 3) ตัวแปรที่ใช้ในการควบคุม ได้แก่ ราคา ปริมาณ และเทคโนโลยี โดยการแก้ปัญหาที่ใช้ 3 องค์ประกอบข้างต้น ต้องคำนึงด้วยว่าแหล่งที่ก่อให้เกิดมลพิษนั้นเป็นแหล่งกำเนิดที่เคลื่อนที่ได้ เช่น รถยนต์ หรือเป็นแหล่งกำเนิดชนิดอยู่กับที่ เช่น พื้นที่เพาะปลูกของเกษตรกร หรือโรงงานอุตสาหกรรม (วิษณุ อรรถวานิช, 2559) จากหลักการข้างต้นจะเห็นว่า เราสามารถนำมาตรการมาใช้ได้หลากหลาย ไม่จำเป็นต้องใช้มาตรการบังคับเสมอไป เช่น การเก็บภาษีรถยนต์ที่ปล่อยมลพิษสูงในอัตราที่สูง การใช้กลไกภาษีส่งเสริมสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สร้างตลาดให้กับเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร

ดังนั้น นับจากนี้ไปประเทศไทยควรมีการนำเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์มาใช้ในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมให้มากขึ้น

ประเด็นที่สาม ไม่มีหน่วยงานกำกับดูแลที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จและคอยติดตามประเมินผล

ที่ผ่านมา หน่วยงานที่กำกับดูแลเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมคือกรมควบคุมมลพิษ ซึ่งไม่มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการจัดการกับปัญหาสิ่งแวดล้อมเพราะมักจะเกี่ยวกับกระทรวงอื่นๆ ด้วย เช่น หากมีการลักลอบปล่อยมลพิษในโรงงานอุตสาหกรรม หรือรถยนต์ที่ปล่อยมลพิษ กรมควบคุมมลพิษมักไม่มีอำนาจเด็ดขาดในการดำเนินการเชิงปฏิบัติ เพราะขึ้นอยู่กับกระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงคมนาคม ซึ่งสอดคล้องกับกฎหมายสิ่งแวดล้อมที่มักกระจัดกระจายไปตามหน่วยงานต่างๆ ทำให้ไม่มีการบูรณาการในการแก้ไขปัญหา นอกจากนั้น ที่ผ่านมา แม้ประเทศไทยจะมีแผนแม่บท แผนยุทธศาสตร์ หรือแผนปฏิบัติการที่ดีมาก แต่มักจะไม่มีการติดตามและประเมินผล และไม่มีบทลงโทษที่ชัดเจนหากไม่สามารถทำได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

ดังนั้น นับจากนี้ไปควรมีการพิจารณาจัดตั้งหน่วยงานที่กำกับดูแลเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการจัดการกับปัญหาสิ่งแวดล้อมเหมือนในหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ที่มีการจัดตั้งสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา (US EPA) และพิจารณาบูรณาการกฎหมายจากหน่วยงานต่างๆ ที่กระจัดกระจายเข้าด้วยกัน พร้อมกับเน้นการติดตามและประเมินผลอย่างเข้มงวดพร้อมบทลงโทษที่ชัดเจน

ประเด็นที่ 4 ขาดการศึกษาวิจัยอย่างถ่องแท้ก่อนนำมาตรการมาใช้ในทางปฏิบัติ

การออกมาตรการต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการศึกษาอย่างถ่องแท้และให้มั่นใจได้ว่ามาตรการดังกล่าวสามารถใช้ได้ผลและใช้ได้จริงในเชิงปฏิบัติ อย่างไรก็ตาม ในประเทศไทย หลายๆ มาตรการที่นำมาใช้ยังไม่ได้มีผลการศึกษาวิจัยมาลองรับ เช่น กรณีที่รัฐบาลอาจพิจารณานำ “มาตรการคุมรถวันคู่-คี่” มาใช้หากมลพิษทางอากาศเข้าขั้นวิกฤติ ซึ่งยังไม่ได้มีผลการศึกษาวิจัยมารองรับว่าจะใช้ได้ผลหรือไม่ ในต่างประเทศ “มาตรการคุมรถวันคู่-คี่” ไม่สามารถลดมลพิษได้เสมอไป แต่อาจจะทำให้มลพิษยิ่งแย่กว่าเดิม โดยงานศึกษาของ Davis (2008) ที่ทำการประเมินผลของ “มาตรการคุมรถโดยใช้เลขทะเบียนรถหลักสุดท้าย” ในประเทศเม็กซิโก มาตรการนี้ถูกนำมาใช้เพื่อลดปัญหามลพิษทางอากาศที่รุนแรงมากในกรุงเม็กซิโกซิตี้ช่วงฤดูหนาว เหมือนกรุงเทพฯ ที่เป็นช่วงอากาศตายและไม่มีลม ผลการศึกษาพบว่า มาตรการข้างต้นไม่สามารถลดมลพิษทางอากาศได้ในทุกกรณี แต่กลับทำให้มลพิษทางอากาศรุนแรงมากขึ้นในช่วงวันหยุด และวันธรรมดาช่วงที่ไม่ใช่ชั่วโมงเร่งด่วน เนื่องคนไม่ยอมหันไปใช้รถโดยสารสาธารณะตามที่รัฐบาลคาดการณ์ แต่กลับหันไปซื้อรถใหม่กันมากขึ้น รถใหม่บางส่วนที่ซื้อคือรถยนต์มือสองที่อายุการใช้งานนาน ทำให้ระบบการเผาไหม้ของเครื่องยนต์มีประสิทธิภาพน้อยกว่ารถใหม่ เพื่อให้สามารถมีรถยนต์ขับกันได้ทุกวัน

นอกจากนั้น งานศึกษาในประเทศจีน ซึ่งมีการนำ “มาตรการคุมรถวันคู่-คี่” มาบังคับใช้ในกรุงปักกิ่งก็ไม่ประสบผลสำเร็จเช่นกัน (Wang, Xu & Qin, 2014; Xie, Tou, & Zhang 2017) โดยงานวิจัยพบว่า สามารถทำให้รถยนต์ลดลงบนถนนได้เพียงเล็กน้อยในระยะสั้นเท่านั้น และมลพิษก็ไม่ได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนั้นยังทำให้คนมีพฤติกรรมละเมิดกฎข้อบังคับที่ตั้งไว้ถึงร้อยละ 47.8 ของรถยนต์ที่ถูกควบคุม ในทางตรงกันข้ามกลับพบว่านโยบายที่เน้นส่งเสริมให้ประชาชนใช้บริการระบบขนส่งมวลชนสามารถแก้ไขปัญหามลพิษได้ดีกว่าการบังคับใช้มาตรการคุมรถต่างๆ และอาจพิจารณาใช้มาตรการอื่นควบคู่กันไป เช่น การจัดเก็บค่าผ่านทางในพื้นที่การจราจรแออัด ค่าธรรมเนียมการจอดรถ ภาษีพลังงาน ที่จอดรถส่วนบุคคลเพื่อใช้ระบบขนส่งสาธารณะ เป็นต้น

ดังนั้น นับจากนี้ไปควรมีการศึกษาวิจัยอย่างถ่องแท้ก่อนนำมาตรการมาใช้ในทางปฏิบัติ โดยศึกษาประสบการณ์ในต่างประเทศให้รอบคอบ และพิจารณาปรับให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทยทั้งพฤติกรรมของคนไทยและความพร้อมของโครงข่ายระบบขนส่งมวลชนด้วย

เราควรมีมาตรการในการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศอย่างไร

จากเนื้อหาทั้งหมดที่กล่าวมา เราสามารถออกแบบมาตรการในการแก้ปัญหามลพิษทางอากาศโดยใช้การผสมผสานระหว่างมาตรการทางสังคมและมาตรการทางเศรษฐศาสตร์ ซึ่งสามารถสรุปได้ดังนี้

  • สร้างความตระหนักรู้ถึงอันตรายของมลพิษ
  • ในระยะสั้น (ภายใน 1 ปี) สิ่งที่สำคัญมากที่สุดคือการสร้างความตระหนักรู้ถึงอันตรายของมลพิษให้ทุกคนได้รับทราบอย่างทั่วถึง รวมถึงเกษตรกรและผู้บริหารของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน และให้ข้อมูลถึงวิธีป้องกันตนเองให้ปลอดภัย งานวิจัยในต่างประเทศพบว่าวิธีนี้เป็นวิธีที่ต้นทุนต่ำสุดแต่สามารถก่อให้เกิดผลประโยชน์ที่สูงมาก นอกจากนั้นควรเพิ่มจุดตรวจวัดคุณภาพอากาศให้มากขึ้นในทุกพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อภัยจากมลพิษ และเชื่อมโยงแอปพลิเคชันเพื่อส่งข้อมูลเตือนภัยคุณภาพอากาศแบบเรียลไทม์ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ง่าย

    ในระยะกลาง (1-3 ปี) ควรพิจารณาส่งเสริมงานวิจัยเพื่อประเมินผลกระทบจากมลพิษต่อสุขภาพทั่วประเทศเพื่อกำหนดพื้นที่อ่อนไหว และนำข้อมูลมาสร้างความตระหนักรู้พร้อมหาแนวทางรับมือ ซึ่งรวมถึงการศึกษาพฤติกรรมของคนในการรับมือกับมลพิษ และทดลองหาแนวทางรับมือที่เหมาะกับบริบทของประเทศไทย สำหรับในระยะยาว (ตั้งแต่ 3 ปีเป็นต้นไป) ควรสร้างความตระหนักรู้ถึงอันตรายของมลพิษประเภทต่างๆ ตั้งแต่เด็ก โดยออกแบบเนื้อหาวิชาเรียนเพื่อสอดแทรกความรู้ถึงอันตรายของมลพิษต่าง ๆ ตั้งแต่ระดับประถมศึกษา นอกจากนั้น ควรพิจารณาปรับเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพอากาศให้เข้มงวดมากขึ้นจากปัจจุบัน ตัวอย่างเช่น ปัจจุบันไทยกำหนดมาตรฐานฝุ่นเฉลี่ย 24 ชั่วโมงของ PM2.5 และ PM10 ที่ 50 และ 120 ไมโครกรัม/ลบ.ม. ขณะที่องค์การอนามัยโลกกำหนดมาตรฐานฝุ่นรายปี PM2.5 และ PM10 ที่ 25 และ 50 ไมโครกรัม/ลบ.ม.

  • ลดมลพิษจากการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงในรถยนต์
  • ในระยะสั้น (ภายใน 1 ปี) ควรเคร่งครัดการตรวจจับควันดำ และการดัดแปลงเครื่องยนต์ในรถทุกชนิด การต่อทะเบียนรถยนต์ใหม่ทุกครั้งต้องเข้มงวดให้มากเรื่องการตรวจสภาพรถซึ่งต้องทำให้ต่อเนื่องและปรับจริงหากพบการละเมิด ในระยะกลาง (1-3 ปี) ควรพิจารณาใช้หลายแนวทางดังนี้ 1) หาแนวทางจำกัดปริมาณรถยนต์ในบริเวณเขตเมืองที่มีการจราจรคับคั่งโดยใช้ระบบโซนนิง หากใครต้องการขับรถยนต์เข้าไปต้องเสียค่าผ่านเข้าเขตดังกล่าว 2) เพิ่มประสิทธิภาพระบบขนส่งมวลชนให้สามารถเชื่อมโยงกันมากขึ้นด้วยราคาที่สมเหตุสมผล 3) ปรับปรุงแผนและการจัดการด้านการขนส่งและจราจรให้ดีขึ้นกว่าปัจจุบัน 4) เก็บภาษีสิ่งแวดล้อมและสุขภาพสำหรับรถยนต์ใหม่เพิ่มเพื่อชะลอการเพิ่มขึ้นของปริมาณรถยนต์ โดยนำภาษีส่วนนี้มาใช้เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมและสุขภาพเท่านั้น 5) เก็บภาษีรถยนต์เพิ่มตามอายุการใช้งาน 6) ยกระดับมาตรฐานน้ำมันและไอเสียจากระดับยูโร 4 เป็นยูโร 5 หรือ ยูโร 6 สำหรับรถยนต์ขนาดเล็ก 7) ยกระดับมาตรฐานไอเสียและน้ำมันของเครื่องยนต์ดีเซลสำหรับรถบรรทุกขนาดใหญ่จากระดับยูโร 3 ซึ่งถูกนำมาใช้ตั้งแต่ปี 2550 เป็นยูโร 5 และในระยะยาว (ตั้งแต่ 3 ปีเป็นต้นไป) ควรส่งเสริมและเตรียมความพร้อมในการใช้รถที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า (electric vehicle: EV) โดยลงทุนโครงสร้างพื้นฐานรองรับ เช่น ระบบชาร์จไฟฟ้า และปรับลดอัตราการจัดเก็บภาษีรถยนต์ EV ให้สามารถแข่งขันได้กับรถยนต์ที่ใช้น้ำมันขับเคลื่อน

  • ลดมลพิษจากการเผาในที่โล่งแจ้งในภาคเกษตรและป่าไม้
  • ในระยะสั้น (ภายใน 1 ปี) มี 6 มาตรการที่ควรนำมาใช้ ได้แก่ 1) ควรส่งเสริมการจัดระเบียบการเผาเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ในสหรัฐอเมริกาหรือออสเตรเลียเกษตรกรรายใดจะเผาไร่ต้องลงทะเบียนแจ้งรัฐก่อน จากนั้นจะมีการทยอยเผาไม่ให้พร้อมกันในครั้งเดียว และจะเผาในช่วงที่อากาศไม่ปิด เป็นต้น (Arkansas Department of Environmental Quality, 2015) และมีบทลงโทษสำหรับผู้ละเมิด 2) สร้างข้อตกลงเพื่อลดการเผาด้วยความสมัครใจร่วมกันระหว่างเกษตรกร ภาคเอกชนผู้รับซื้อผลผลิตทางการเกษตร และรัฐบาล โดยพิจารณาศึกษาประสบการณ์จากประเทศบราซิลซึ่งสามารถลดการเผาอ้อยได้สำเร็จผ่าน “ระเบียบการสีเขียว” (Green Protocol) 3) ควรเพิ่มแรงจูงใจที่เหมาะสมให้กับเกษตรกรที่ไม่เผาผ่านการให้เงินอุดหนุนเนื่องจากการไม่เผามีต้นทุนในการจัดการแปลงมากกว่าการเผา โดยให้คิดว่าเป็นการโอนย้ายผลประโยชน์จากผู้ที่ได้รับประโยชน์จากการไม่เผาไปสู่ผู้ที่เสียประโยชน์ซึ่งก็คือเกษตรกร 4) ควรกำหนดการห้ามเผาในพื้นที่ใกล้ชุมชน 5) ควรบังคับใช้มาตรการห้ามเผาในพื้นที่ป่าไม้อย่างเคร่งครัดพร้อมวางระบบการแจ้งเหตุไฟไหม้ป่าและมีการดับไฟป่าอย่างทันท่วงที พร้อมสร้างฐานข้อมูลที่สามารถแยกแยะได้ว่าไฟเกิดขึ้นในที่ป่าหรือเกษตร 6) ควรส่งเสริมการบริหารจัดการเชื้อเพลิงในพื้นที่ป่าเพื่อลดการเกิดไฟป่า

    ในระยะกลาง (1-3 ปี) มี 5 มาตรการที่ควรนำมาใช้ ได้แก่ 1) ควรส่งเสริมให้เกษตรกรนำเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาทำปุ๋ยหมักในทุกพื้นที่ พร้อมพิจารณาให้เงินช่วยเหลือเกษตรกรต่อไร่เพื่อชดเชยกับต้นทุนที่ต้องจ่ายเพิ่มกรณีไม่เผา ปัจจุบันทางกระทรวงเกษตรฯ มีโครงการลักษณะแบบนี้อยู่แล้วแต่ได้รับงบประมาณน้อยและพื้นที่ครอบคลุมจำกัดจึงไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างสมบูรณ์ 2) ควรส่งเสริมการสร้างตลาดเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเพื่อทำให้เศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมีราคา ในทางเศรษฐศาสตร์มลพิษเกิดขึ้นเพราะไม่มีตลาดรองรับเหมือนสินค้าทั่วไป ปัจจุบันฟางข้าวบางส่วนจะถูกมัดเป็นก้อนเพื่อนำไปเป็นอาหารสัตว์ เกษตรกรจะมีรายได้เพิ่มจากการขายฟางข้าว 250-500 บาทต่อไร่ ขณะที่ต้องเสียค่าอัดฟางก้อนประมาณ 150-225 บาทต่อไร่ การทำในลักษณะนี้ยังไม่แพร่หลายทั่วประเทศ มีเฉพาะบางพื้นที่เท่านั้นที่ใกล้กับแหล่งปศุสัตว์ ถ้าขยายตลาดรับซื้อให้ครอบคลุมทั่วประเทศ น่าจะช่วยบรรเทาผลกระทบได้ 3) ควรเร่งส่งเสริมตลาดเช่าซื้อเครื่องจักรกลการเกษตรสมัยใหม่ให้แพร่หลายทั่วประเทศและเกิดการแข่งขัน พร้อมให้ความรู้กับเกษตรกรในการเตรียมแปลงให้พร้อมสำหรับเครื่องจักรกลที่จะนำมาใช้ การส่งเสริมดังกล่าวจะช่วยให้ราคาเช่าบริการเครื่องจักรเพื่อจัดการแปลงและเก็บเกี่ยวอยู่ในระดับที่สมเหตุสมผล 4) ควรส่งเสริมการทำเกษตรผสมผสานแทนการทำเกษตรเชิงเดี่ยวในพื้นที่สูงและลาดชันที่เครื่องจักรกลไม่สามารถเข้าถึงได้ และ 5) ในภาคป่าไม้ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนที่อยู่ใกล้ชิดป่าในการดูแลรักษาป่าไม้ไม่ให้ถูกเผาทำลาย ด้วย “การปลูกป่าในใจคน” ตามพระราชปณิธานของในหลวงรัชกาลที่ 9 พร้อมพิจารณางบประมาณสนับสนุนที่เพียงพอ และเน้นการปลูกป่าในเชิงผสมผสาน ทั้งด้านเกษตร วนศาสตร์ และเศรษฐกิจสังคม เพื่อให้ชุมชนได้รับประโยชน์จากป่าและรู้สึกรักและหวงแหนป่าไม้

    ในระยะยาว (ตั้งแต่ 3 ปี เป็นต้นไป) ควรส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าโดยใช้ฟางข้าวรวมถึงเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร งานวิจัยพบว่าการผลิตไฟฟ้าในลักษณะนี้จะก่อให้เกิดความคุ้มค่าในเชิงเศรษฐศาสตร์ และสามารถทำได้จริง (Delivand et al. (2011)) มาตรการนี้จะช่วยทำให้เศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมีราคาขึ้นมาจากเดิมที่ไม่มีมูลค่าและต้องเผาเท่านั้น

  • ลดมลพิษจากการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงจากกระบวนการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม
  • ในระยะสั้น (ภายใน 1 ปี) ควรเคร่งครัดการตรวจสอบการปล่อยมลพิษ โดยดำเนินการปรับหรือปิดโรงงานหากพบว่ามีการละเมิดไม่ปฏิบัติติตามระเบียบอย่างเคร่งครัด สำหรับในระยะกลาง (1-3 ปี) ควรเร่งส่งเสริมและยกระดับการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้แพร่หลายมากขึ้น และในระยะยาว (ตั้งแต่ 3 ปีเป็นต้นไป) ควรส่งเสริมเทคโนโลยีการผลิตที่ใช้พลังงานที่สะอาดมากขึ้น เช่น ลดการใช้ถ่านหินในการผลิตไฟฟ้า

  • ลดมลพิษที่มาจากประเทศเพื่อนบ้าน
  • เนื่องจากมลพิษส่วนหนึ่งถูกพัดมาจากประเทศเพื่อนบ้านจากการเผาเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ในทางเศรษฐศาสตร์เรียกปัญหานี้ว่า “ผลกระทบภายนอกข้ามพรมแดน” (trans-boundary externality) เราสามารถแก้ไขปัญหาได้ดังนี้ ในระยะสั้น (ภายใน 1 ปี) ควรเจรจาขอความร่วมมือและสร้างข้อตกลงร่วมกันกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อลดการเผาเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรในที่โล่งแจ้ง พร้อมพิจารณาให้เงินช่วยเหลือควบคู่ไปด้วยเพื่อให้มีโอกาสนำข้อตกลงไปสู่การปฏิบัติ โดยอาจพิจารณาระบุตัวชี้วัดที่ชัดเจน เช่น จำนวนพื้นที่เผาที่ลดลง สำหรับในระยะกลางและระยะยาว (ตั้งแต่ 1 ปีเป็นต้นไป) ควรพิจารณาเตรียมศึกษาและนำมาตรการกีดกันทางการค้าและการลงทุนที่กระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมแบบค่อยเป็นค่อยไปหากการขอความร่วมมือยังไม่เกิดขึ้นในทางปฏิบัติ

  • ประเมินผลความสัมฤทธิ์ของมาตรการ
  • สำหรับมาตรการสุดท้ายซึ่งก็คือ การประเมินผลความสัมฤทธิ์ของมาตรการต่างๆ ข้างต้น ควรพิจารณานำมาใช้ทั้งระยะสั้น ระยะปานกลาง และระยะยาว เนื่องจากประเทศไทยมักมีแผน/มาตรการที่ดีแต่การปฏิบัติจริงมักไม่สัมฤทธิ์ผล ดังนั้น ควรสร้างตัวชี้วัดเพื่อประเมินความสำเร็จของมาตรการข้างต้น พร้อมระบุบุคคลและหน่วยงานผู้รับผิดชอบตั้งแต่หน่วยงานส่วนกลางลงไปถึงหน่วยงานท้องถิ่นระดับพื้นที่

    ข้อสรุป

    ผลการศึกษาบ่งชี้ว่าปัญหามลพิษทางอากาศก่อให้เกิดต้นทุนต่อสังคมไทยที่สูงมาก โดยเฉพาะประเด็นเรื่องสุขภาพและคุณภาพชีวิต โดยปัญหาได้ทวีความรุนแรงมากขึ้นเนื่องจากการพัฒนาเศรษฐกิจไทยที่ผ่านมาให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมน้อย มีการใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์เพื่อแก้ไขปัญหาในวงจำกัด ไม่มีหน่วยงานกำกับดูแลที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จพร้อมกฎหมายที่บูรณาการทุกมิติของปัญหา และขาดการศึกษาวิจัยก่อนนำมาตรการมาใช้ในทางปฏิบัติ เพื่อแก้ปัญหามลพิษทางอากาศโดยเฉพาะจากฝุ่นละอองขนาดเล็กอย่างยั่งยืน ผู้กำหนดนโยบายควรนำมาตรการ 6 ด้านมาประยุกต์ใช้ซึ่งประกอบด้วย 1) เร่งสร้างความตระหนักรู้ถึงอันตรายของมลพิษ 2) ลดมลพิษจากการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงในรถยนต์ 3) ลดมลพิษจากการเผาในที่โล่งแจ้งในภาคเกษตรและป่าไม้ 4) ลดมลพิษจากการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงจากกระบวนการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม 5) ลดมลพิษที่มาจากประเทศเพื่อนบ้าน และ 6) ประเมินผลความสัมฤทธิ์ของมาตรการที่ใช้ ได้เวลาเร่งหาทางแก้ไขอย่างจริงจังเพื่อสุขภาพที่ดีของคนไทยรุ่นปัจจุบัน และลูกหลานของพวกเราทุกคนในอนาคต

    หมายเหตุ : ข้อคิดเห็นที่ปรากฏในบทความนี้เป็นความเห็นของผู้เขียน ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความเห็นของสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์

    เอกสารอ้างอิง

    วิษณุ อรรถวานิช. (2559). เศรษฐศาสตร์พลังงาน. พิมพ์ครั้งที่ 3. สำนักพิมพ์บริษัท แดเน็กซ์ อินเตอร์คอร์ปอเรชั่น จำกัด. 257 หน้า ISBN 978-616-374-721-1, 276 หน้า

    สุพัฒน์ หวังวงศ์วัฒนา (2562). ฝุ่น PM2.5 เกิดอะไรขึ้นใน กทม. เอกสารนำเสนอในการเสวนาแก้ไขปัญหา PM2.5 http://www.deqp.go.th/media/

    สำนักงบประมาณ (2560; 2562) ฉบับพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย (พ.ร.บ.)

    Arkansas Department of Environmental Quality. (2015). “State Approaches to Particulate Matter Emissions from Agricultural Burning: Laws and Policies Across the United States.”

    Attavanich, W. (2019). “Social Cost of Air Pollution in Thailand and Solutions.” PIER Discussion Paper (forthcoming).

    Attavanich, W. and P. Pengthamkeerati (2018). “Support to the Development and Implementation of the Thai Climate Change Policy: Experts on GHG mitigation options in the Thai Agriculture sector.” Funded by Deutsche Gesellschaft für Internationale Zusammenarbeit (GIZ) GmbH under supervision of ONEP & OAE.

    Cheung, Catherine & R, Law. (2001). “The Impact of Air Quality on Tourism: The Case of Hong Kong. Pacific” Tourism Review. 5. 69-74.

    Davis, L. W. (2008). “The effect of driving restrictions on air quality in Mexico City.” Journal of Political Economy, 116(1), 38-81.

    Delivand, Mitra Kami, Mirko Barz, Shabbir H. Gheewala, and Boonrod Sajjakulnukit. (2011). “Economic feasibility assessment of rice straw utilization for electricity generating through combustion in Thailand.” Applied Energy 88, no. 11: 3651-3658.

    EUROSTAT. (2019). “Government expenditure on environmental protection.”

    Levinson, A. (2012). “Valuing public goods using happiness data: The case of air quality.” Journal of Public Economics 96: 869-880.

    Oanh, K. (2007). “Improving air quality in Asian developing countries (AIRPET)”

    Oanh, K. (2017). “A Study in urban air pollution improvement in Asia.” Asian Institute of Technology

    OECD. (2019). Environmental protection expenditure and revenues. https://stats.oecd.org/Index.aspx?DataSetCode=EPER

    Rangel, M. A., & Vogl, T. S. “Agricultural Fires and Health at Birth.” Review of Economics and StatisticsForthcoming.

    Wang, L., Xu, J., & Qin, P. (2014). “Will a driving restriction policy reduce car trips?—The case study of Beijing,” China. Transportation Research Part A: Policy and Practice, 67, 279-290.

    World Bank. (2017). GDP (current LCU). https://data.worldbank.org/indicator/NY.GDP.MKTP.CN

    World Bank and Institute for Health Metrics and Evaluation. (2016). “The cost of air pollution: Strengthening the economic case for action.”

    World Health Organization (WHO) (2018). “Ambient (outdoor) air quality and health.”

    Xie, X., Tou, X., & Zhang, L. (2017). “Effect analysis of air pollution control in Beijing based on an odd-and-even license plate model.” Journal of Cleaner Production, 142, 936-945.

    Zhang, A., Zhong, L., Xu, Y., Wang, H., & Dang, L. (2015). “Tourists’ perception of haze pollution and the potential impacts on travel: Reshaping the features of tourism seasonality in Beijing, China.” Sustainability, 7(3), 2397-2414.

    ]]>
    https://thaipublica.org/2019/04/pier-air-pollution-pm2-5/feed/ 0
    “จันทวรรณ สุจริตกุล” แจงบทบาท ธปท.ในอาเซียน สานต่อความร่วมมือภาคการเงิน ขับเคลื่อนประชาคมเศรษฐกิจ https://thaipublica.org/2019/04/bot-chantawan-sucharitkul-asean-connectivity/ https://thaipublica.org/2019/04/bot-chantawan-sucharitkul-asean-connectivity/#respond Thu, 04 Apr 2019 09:08:04 +0000 https://thaipublica.org/?p=163883
    นางจันทวรรณ สุจริตกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายยุทธศาสตร์และความสัมพันธ์องค์กร ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

    ประเทศไทยรับหน้าที่ประธานอาเซียนในปี 2562 ด้วยแนวคิดหลัก “ร่วมมือ ร่วมใจ ก้าวไกล ยั่งยืน” (Advancing Partnership for Sustainability) ซึ่งนับเป็นโอกาสสำคัญในการประสานความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนอาเซียนอย่างมีพลวัต สร้างความเป็นหุ้นส่วนภายในอาเซียนและกับประชาคมโลก รวมถึงการสร้างความยั่งยืนในทุกมิติ

    ในส่วนของภาคการเงินซึ่งจะมีบทบาทสำคัญที่จะหนุนเสริมการค้าการลงทุนในอาเซียน และสนับสนุนการรวมตัวทางเศรษฐกิจจริงในภูมิภาค นางจันทวรรณ สุจริตกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายยุทธศาสตร์และความสัมพันธ์องค์กร ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ให้สัมภาษณ์นิตยสาร BOT พระสยาม MAGAZINE ฉบับที่ 2/2562 ของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่จะเผยแพร่ในเดือนพฤษภาคมนี้ ถึงบทบาทของ ธปท.ในการผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจการเงินในกลุ่มสมาชิกอาเซียน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการใช้สกุลเงินท้องถิ่นของภูมิภาค การเปิดเสรีการประกอบธุรกิจโอนเงินระหว่างประเทศ การยกระดับความปลอดภัยทางไซเบอร์ รวมถึงการส่งเสริมความเชื่อมโยงทางด้านการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ในอาเซียน

    ยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ

    นางจันทวรรณกล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมา กลุ่มประเทศอาเซียนมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระดับที่สูงเฉลี่ย 5.4% ในรอบ 15 ปีที่ผ่านมา โดยได้รับอานิสงส์จากความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจในภูมิภาค ทั้งการเชื่อมโยงด้านระบบการผลิตของอุตสาหกรรม และการพึ่งพาการบริโภคจากในภูมิภาคกันเองมากขึ้น การค้าระหว่างกันเองในภูมิภาคเอเชียมีสัดส่วนสูงที่สุด เมื่อเทียบกับการค้ากับนอกภูมิภาคนับตั้งแต่ปี 2547 และเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นกันชนให้กับเศรษฐกิจเอเชียในช่วงจากวิกฤติการเงินโลกในปี 2551 ทว่าการค้ากันเองภายในอาเซียนมีสัดส่วนเฉลี่ยแค่เพียง 25% เทียบกับการค้าภายในสหภาพยุโรปที่มีสัดส่วนกว่า 50% อาเซียนจึงยังมีเส้นทางเดินอีกยาวไกลในการก้าวไปสู่การเชื่อมโยงตลาดและฐานการผลิตร่วมกัน

    “ในฐานะที่ไทยเป็นประธานอาเซียนในปีนี้ ไทยจะยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคให้แน่นแฟ้นขึ้น นอกจากจะช่วยสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจแล้ว ยังช่วยบรรเทาผลกระทบท่ามกลางบรรยากาศความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ตามแนวคิดหลัก ‘ร่วมมือ ร่วมใจ ก้าวไกล ยั่งยืน’” นางจันทวรรณกล่าว

    ภาคการเงินนับว่ามีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการรวมตัวทางเศรษฐกิจจริง เนื่องจากเป็นการสนับสนุนการค้า และการลงทุนในกลุ่มสมาชิกอาเซียนให้มีความคล่องตัว มีประสิทธิภาพสูง และต้นทุนต่ำ ในปีนี้ ธปท.เตรียมสานต่อความร่วมมือทางการเงินที่สำคัญของอาเซียน เช่น การส่งเสริมการใช้สกุลเงินท้องถิ่นในการชำระค่าสินค้าบริการและการลงทุน การเชื่อมโยงการชำระเงินรายย่อย และการโอนเงินอิเล็กทรอนิกส์ข้ามประเทศ เป็นต้น

    “บทบาทที่ ธปท.ขับเคลื่อนในเวทีต่างประเทศมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในระดับทวิภาคีและในระดับภูมิภาค คือ การสนับสนุนให้ภาคการเงินในอาเซียนมีความเชื่อมโยงกันมากขึ้น และมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนการรวมตัวของภาคเศรษฐกิจจริงในอาเซียน ผ่านการอำนวยความสะดวกของการเคลื่อนย้ายเงินทุน การสนับสนุนการใช้เงินสกุลท้องถิ่นเพื่อการค้าและการลงทุน การพัฒนานวัตกรรมทางการเงินเพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการทางการเงินที่มีต้นทุนต่ำและปลอดภัย” นางจันทวรรณกล่าว

    ส่งเสริมการใช้เงินสกุลท้องถิ่น

    ในเรื่องเกี่ยวกับสกุลเงิน ธปท.สนับสนุนให้ผู้ประกอบการส่งออกและนำเข้ามีทางเลือกในการใช้เงินสกุลท้องถิ่นในการทำธุรกรรมทางการเงิน เพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนที่เกิดจากการแปลงรายรับ เช่น ในสกุลดอลลาร์ สรอ.มาเป็นบาท โดยการกำหนดราคา (invoicing currency) และการชำระธุรกรรม (settlement) การค้าการลงทุนระหว่างประเทศในรูปเงินสกุลท้องถิ่นเมื่อมีการซื้อขายกันเองในระหว่างอาเซียนหรือในภูมิภาคเอเชีย นางจันทวรรณกล่าวว่า ปัจจุบัน ธปท.ได้จัดทำความร่วมมือในการส่งเสริมการใช้เงินสกุลท้องถิ่นกับหลายประเทศในรูปแบบที่แตกต่างกันไปตามความเหมาะสม ได้แก่

    1) การส่งเสริมให้ธนาคารพาณิชย์กำหนดอัตราแลกเปลี่ยน หยวน-บาท เพื่อสนับสนุนธุรกรรมการค้าและการลงทุนระหว่างไทยและจีน ในขณะที่ภาครัฐมีการจัดทำ bilateral swap arrangement (BSA) ระหว่างธนาคารกลาง เพื่อสร้างความมั่นใจต่อผู้ร่วมตลาดว่าจะมีสภาพคล่องเงินบาทและเงินหยวนจีนเพียงพอรองรับการทำธุรกรรมระหว่างประเทศ

    2) การแต่งตั้งธนาคารพาณิชย์เพื่อทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินรูเปียห์อินโดนีเซียกับเงินบาท และเงินริงกิตมาเลเซียกับเงินบาท เพื่อสนับสนุนการใช้เงินสกุลท้องถิ่นเพื่อชำระค่าสินค้าและบริการ โดยทางการผ่อนคลายกฎเกณฑ์การควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินให้บางส่วน เพื่อความสะดวกในการบริหารสภาพคล่องในสกุลเงินของคู่ค้า

    3) การผลักดันให้ธนาคารพาณิชย์กำหนดอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างบาท-เยนญี่ปุ่น โดยไม่ต้องคำนวณผ่านดอลลาร์สหรัฐฯ (direct quotation) ซึ่งจะช่วยเพิ่มผู้เล่นและสภาพคล่องในตลาด และนำไปสู่การลดต้นทุนการแลกเปลี่ยนเงิน (spread) และจะช่วยกระตุ้นความต้องการใช้เงินสกุลท้องถิ่น

    นางจันทวรรณกล่าวว่า การค้าระหว่างไทยกับคู่ค้าประเทศเหล่านี้ เริ่มจะเห็นว่าสัดส่วนการใช้เงินบาทเพิ่มขึ้นตามลำดับ ทว่าการใช้เงินสกุลท้องถิ่นยังไม่สูงมากนัก ส่วนหนึ่งเพราะผู้ประกอบการยังคุ้นเคยกับการใช้เงินสกุลหลัก แต่การเตรียมโครงสร้างพื้นฐานมีความจำเป็นเพื่อรองรับปริมาณธุรกรรมการใช้สกุลเงินท้องถิ่นที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้น เมื่อผู้ประกอบการเล็งเห็นความสำคัญของการใช้เงินสกุลท้องถิ่นเป็นทางเลือก และนำไปสู่ต้นทุนการทำธุรกรรมที่ลดลง

    ธปท. ได้ร่วมมือกับธนาคารพาณิชย์ที่อยู่ภายใต้กลไกการส่งเสริมการใช้เงินสกุลท้องถิ่น ประชาสัมพันธ์เรื่องการใช้เงินสกุลท้องถิ่น ผ่านการจัดสัมมนาให้กับผู้ประกอบการ และช่องทางสื่อต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ภาคเอกชนมีความเข้าใจและเลือกใช้เงินสกุลท้องถิ่นตามความเหมาะสม

    “ในปีนี้ ธปท.อยู่ระหว่างเจรจาจัดตั้งกลไกการชำระเงินสกุลเงินท้องถิ่นกับฟิลิปปินส์ เพื่อสนับสนุนการชำระเงินสกุลท้องถิ่นระหว่างกัน และผลักดันความร่วมมือกับประเทศอื่นๆ โดยใช้รูปแบบที่เหมาะสมตามบริบทของประเทศคู่เจรจา” คุณจันทวรรณกล่าว

    “ความท้าทายจากสภาพแวดล้อมทางการเงินที่มีแนวโน้มผันผวนขึ้นมาก จากความไม่แน่นอนของนโยบายการเงินของประเทศอุตสาหกรรมหลักจะกระทบต่อการไหลกลับของเงินทุนต่างชาติ และความผันผวนของตลาดการเงิน โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา (emerging markets economy – EME) การหารือแนวทางในการบรรเทาความเสี่ยงร่วมกัน โดยเปิดโอกาสให้เอกชนสามารถเลือกใช้เงินสกุลที่เหมาะสมในการค้าระหว่าง EME จะเป็นอีกทางเลือกในการช่วยลดผลกระทบจากการค้าขายในเงินสกุลหลักที่มีแนวโน้มผันผวนขึ้น” นางจันทวรรณกล่าว

    เปิดเสรีธุรกิจโอนเงินระหว่างประเทศ

    ปัจจุบันค่าธรรมเนียมการโอนเงินระหว่างประเทศของประชาชนรายย่อยผ่านธนาคารพาณิชย์ และตัวแทนโอนเงินระหว่างประเทศ (money transfer agent) อยู่ในเกณฑ์ที่สูงกว่าหลายประเทศในภูมิภาค ซึ่งสะท้อนถึงต้นทุนของการทำธุรกรรมโอนเงินที่สูง โดยสาเหตุหนึ่งมาจากผู้ให้บริการในไทยที่มีจำนวนจำกัด

    นางจันทวรรณกล่าวว่า “ธปท.จึงได้ผ่อนคลายการประกอบธุรกิจโอนเงินระหว่างประเทศ โดยลดเงื่อนไขคุณสมบัติของผู้ประกอบการจากเดิมที่คนไทยต้องมีสัดส่วนถือหุ้นร้อยละ 75 เป็นร้อยละ 25 เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบธุรกิจรายใหม่ๆ สามารถเข้ามาให้บริการได้มากขึ้น ซึ่งจะเพิ่มการแข่งขันและพัฒนาการให้บริการมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะนำไปสู่ค่าธรรมเนียมที่ลดลง เพราะในปัจจุบันค่าธรรมเนียมการโอนเงินของประชาชนไปยังบางประเทศผ่านธนาคารพาณิชย์และตัวแทนโอนเงิน อาจสูงถึง 10% ซึ่งสูงกว่าหลายประเทศในภูมิภาค”

    ทั้งนี้ การประกอบธุรกิจโอนเงินระหว่างประเทศจำเป็นต้องอาศัยเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ การเปิดให้ผู้ประกอบธุรกิจรายใหม่ที่มีเครือข่ายที่ครอบคลุมในหลายประเทศ จะช่วยให้เกิดการแข่งขัน และมีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาให้บริการ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อคนไทยและคนในภูมิภาคโดยรวม ให้สามารถทำธุรกรรมสะดวก คล่องตัว ตอบโจทย์มากยิ่งขึ้น ตัวอย่างเช่น คนไทยที่ทำงานในต่างประเทศที่ต้องส่งเงินกลับให้ครอบครัว แรงงานต่างด้าวในไทยที่ต้องส่งเงินกลับ ผู้ประกอบการ SMEs รวมทั้งผู้ที่ค้าขายตามแนวชายแดน ซึ่งจะมีต้นทุนการโอนเงินและการทำธุรกิจที่ถูกลง รวมทั้งจะส่งเสริมให้การค้าชายแดนของประเทศมีความคล่องตัวและเติบโตมากขึ้น

    “การเปิดเสรีครั้งนี้เป็นหนึ่งในมาตรการของ ธปท.เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อยทั้งภูมิภาคได้รับบริการทางการเงินด้วยต้นทุนที่ถูกลง สะดวก และทั่วถึงมากขึ้น เช่นเดียวกับการส่งเสริมบริการ e-payment ที่ผ่านมาที่ทำให้ค่าธรรมเนียมการโอนเงินในประเทศและข้ามประเทศในภูมิภาคถูกลงอย่างมาก เพื่อรองรับการรวมกลุ่มทางการเงินในอาเซียน” นางจันทวรรณกล่าว

    พัฒนามาตรฐาน QR Code ในอาเซียน

    ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา พัฒนาการด้านการชำระเงินของไทยก้าวหน้าเป็นอย่างมาก มีการใช้บริการชำระเงินออนไลน์หรือโอนเงินผ่านโทรศัพท์มือถืออย่างแพร่หลายด้วยระบบพร้อมเพย์ และเทคโนโลยีมาตรฐาน QR code ที่สะดวกรวดเร็วแทนการใช้เงินสด ส่งเสริมให้ประชาชนและภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs สามารถโอนเงินได้สะดวก และเป็นการขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัล และเข้าสู่สังคมที่ใช้เงินสดน้อยลง (less cash society)

    ปัจจุบัน เทคโนโลยี QR code นับเป็นวิธีการชำระเงินผ่านมือถือที่ได้รับความนิยมสูงสุด ซึ่งความก้าวหน้าของพัฒนาการระบบการชำระเงินในไทยนับเป็นตัวอย่างที่ดีแก่ประเทศสมาชิกอาเซียนในการพัฒนาการชำระเงินผ่านมาตรฐานที่เชื่อมโยงกัน (interoperability) ในภูมิภาคอาเซียน เพื่อส่งเสริมการเชื่อมโยงการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างกันในอาเซียน

    “ธปท.จึงได้สนับสนุนให้ประเทศสมาชิกในอาเซียนพัฒนามาตรฐาน QR code เพื่อรองรับบริการการชำระเงินทั้งภายในประเทศและข้ามประเทศ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้เกิดการเชื่อมโยงระบบการเงินในภูมิภาคที่ทันสมัย สอดคล้องกับหลักการนำมาตรฐานสากลมาใช้ให้เกิดประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งเป็นวิธีที่ง่าย สะดวก เพิ่มความสะดวกรวดเร็วให้แก่ผู้จ่ายและผู้รับ มีมาตรฐานความปลอดภัยสูง ลดภาระการถือเงินสด นอกจากนี้ ค่าธรรมเนียมการโอนเงินต่ำกว่าการจ่ายเงินผ่านบัตรเครดิต หรือการแลกเงินตราต่างประเทศที่เคาน์เตอร์ธนาคาร และยังเป็นการสนับสนุนการใช้เงินสกุลท้องถิ่นระหว่างกันอีกทางหนึ่งด้วย”

    นางจันทวรรณอธิบายเสริมว่า ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ การที่นักท่องเที่ยวเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศสมาชิกอาเซียนไม่สามารถจะใช้บัตรเครดิตในทุกๆ ร้านค้าได้ เพราะบางร้านค้าไม่มีการติดตั้งเครื่องรับบัตรเครดิตเนื่องจากค่าใช้จ่ายที่สูง

    การชำระเงินจึงเป็นลักษณะของการแลกเงินสดแล้วใช้เงินตราของประเทศนั้นๆ ชำระค่าอาหารหรือของที่ระลึก แต่เงินสดที่แลกก็จะเป็นภาระให้ต้องแลกกลับเมื่อเหลือเงินตราต่างประเทศ ดังนั้น หากนักท่องเที่ยวสามารถใช้ QR Code เพื่อชำระค่าสินค้าและบริการโดยหักจากบัญชีโดยตรงของประชาชนก็จะสะดวกขึ้นมาก ลดภาระในการถือเงินสด และสามารถบริหารบัญชีรายจ่ายการท่องเที่ยวได้อย่างสะดวกรวดเร็ว นอกจากนี้ ผู้ประกอบการรายย่อย หรือ SMEs ก็จะสามารถขายของและได้รับชำระเงินเร็วขึ้น ทั้งสินค้าพื้นเมืองที่ขายนักท่องเที่ยวโดยตรง และสินค้าที่วางขายออนไลน์ที่จะมีคนสั่งซื้อข้ามประเทศ

    “การส่งเสริมการชำระเงินรายย่อยข้ามประเทศจะเป็นการสนับสนุนการรวมตัวในระดับประชาชน และ SMEs จากที่ปัจจุบันธุรกิจขนาดใหญ่สามารถขยายการลงทุนในสมาชิกอาเซียนได้เป็นอย่างดีแล้ว”

    กลไกแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับภัยทางไซเบอร์

    นางจันทวรรณกล่าวถึงประเด็นทางด้านเทคโนโลยีว่า เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมในหลายมิติ ทั้งในมิติของการสื่อสาร การดำเนินธุรกิจ การให้บริการของภาครัฐ รวมถึงการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชน บริการทางการเงินก็ไม่ได้รับการยกเว้น และอาจจะเป็นอุตสาหกรรมแรกๆ ที่มีการนำดิจิทัลมาใช้อย่างแพร่หลาย ซึ่งช่วยเพิ่มความสะดวกสบาย และเพิ่มประสิทธิภาพตลอดจนการเข้าถึงบริการทางการเงินอย่างทั่วถึง เช่น การพัฒนาระบบข้อมูล SMEs ที่จะสนับสนุนการให้สินเชื่อโดยไม่ต้องพึ่งพิงหลักประกันเพียงอย่างเดียว ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนในการปล่อยสินเชื่อ อันจะนำไปสู่บริการทางการเงินที่ถูกลง ทั่วถึง และเป็นธรรม

    “ในอีกด้านหนึ่ง เทคโนโลยีดิจิทัลอาจส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมธนาคารและสถาบันการเงิน หากเกิดความเปราะบางทางไซเบอร์ ทำให้เสี่ยงต่อภัยคุกคามทางไซเบอร์เพราะความเชื่อมโยงทางการค้าและธุรกิจที่เพิ่มขึ้น” ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายยุทธศาสตร์และความสัมพันธ์องค์กรกล่าวและเสริมว่า ยังมีประเด็นเรื่องการลงทุนด้านดิจิทัลเพื่อป้องกันภัยไซเบอร์ ที่ก้าวไม่ทันกับพัฒนาการเทคโนโลยี รวมถึงภัยทางไซเบอร์ที่มีผลกระทบขนาดใหญ่ต่อโครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน และนับเป็นความเสี่ยงเชิงระบบ

    ในปีนี้ ไทยร่วมกับประเทศสมาชิกอาเซียนจะยกระดับความปลอดภัยทางไซเบอร์ให้เป็นหนึ่งในวาระสำคัญของอาเซียน โดยธนาคารกลางอาเซียนเองได้ร่วมมือกันพัฒนาเครือข่ายกลไกการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางไซเบอร์ (cyber-threat intelligence) ทั้งภัยคุกคาม และแนวทางปฏิบัติที่ดี เพื่อเท่าทันภัยไซเบอร์ รวมถึงพัฒนาศักยภาพในการดูแลความปลอดภัยทางไซเบอร์ในอาเซียน เพื่อให้ธุรกิจและผู้ใช้บริการสามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐาน ดิจิทัล และเทคโนโลยีทางการเงินที่มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และสะดวกสบาย

    เน้นเสถียรภาพระบบการเงินในภูมิภาค

    นางจันทวรรณกล่าวสรุปว่า “ธปท.อยู่ในฐานะที่จะเล่นบทบาทสนับสนุนให้ภาคการเงินในอาเซียนมีความเชื่อมโยงกันมากขึ้น และมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนการรวมตัวของภาคเศรษฐกิจจริงในอาเซียน ผ่านการอำนวยความสะดวกของการเคลื่อนย้ายเงินทุน การสนับสนุนการใช้เงินสกุลท้องถิ่นเพื่อการค้าและการลงทุน การพัฒนานวัตกรรมทางการเงินเพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการทางการเงินที่มีต้นทุนต่ำและปลอดภัย”

    นอกเหนือจากการส่งเสริมการเชื่อมโยงทางการเงินแล้ว ภาคการเงินในอาเซียนยังต้องเสริมสร้างเสถียรภาพของระบบการเงินในภูมิภาค เพื่อรองรับความเสี่ยงจากเศรษฐกิจการเงินโลก รวมถึงส่งเสริมให้สถาบันการเงินในภูมิภาคมีแนวปฏิบัติที่คำนึงถึงผลในระยะยาวต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และมีการเสริมสร้างหลักธรรมมาภิบาลที่ดี เพื่อยกระดับให้ภูมิภาคอาเซียนมีการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน

    ความร่วมมือทางการเงินที่สำคัญในกลุ่มอาเซียนอีกด้านหนึ่งที่เป็นรากฐานสำคัญในการทำงานของธนาคารกลางในการดูแลเสถียรภาพการเงินก็คือ การที่อาเซียนสามารถจะผนึกกำลังและมีท่าทีร่วมในการเจรจากับคู่ค้าในความตกลงทางการค้า (free trade agreement – FTA) ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น RCEP (ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค) หรือความตกลงทวิภาคีกับประเทศ

    คู่เจรจาอื่นๆ หัวข้อสำคัญที่อาเซียนสามารถผลักดันให้เกิดความเข้าใจร่วมกันมากขึ้น คือ เรื่องสิทธิ์ของประเทศในการดำเนินการเพื่อรักษาไว้ซึ่งเสถียรภาพทางการเงินของประเทศ แม้ว่าสิทธิ์นั้นอาจจะกระทบต่อคู่ค้าบ้างในบางช่วงเวลา

    แต่ทุกฝ่ายก็ยอมรับว่า การดำเนินการเพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบการเงินเป็นเป้าหมายสำคัญที่ควรได้รับการยกเว้นจากหน้าที่อื่นๆ เช่น หน้าที่ในการเปิดตลาด หรือในการต้องให้ national treatment กับต่างชาติ ทั้งนี้โดยมีกติกากำกับดูแลการใช้มาตรการต่างๆ ในกรณีที่จำเป็นเพื่อไม่ให้มีการใช้เพื่อการกีดกันคู่ค้า หรือหลีกเลี่ยงการปฏิบัติตามพันธกรณีของความตกลง จะเห็นได้ว่า ความร่วมมือทางการเงินสามารถเสริมสร้างความเข้มแข็งในภาคการเงินอาเซียน ซึ่งส่วนนี้พลเมืองของอาเซียนโดยทั่วไปอาจจะไม่สามารถสัมผัสหรือเห็นชัดได้เท่ากับเรื่องการอำนวยความสะดวกทางด้านการโอนเงินรายย่อยข้ามประเทศ หรือบริการการเงินอื่นๆ แต่ก็ถือว่าเป็นความร่วมมือที่ช่วยสร้างอำนาจต่อรองของเรากับองค์กรระหว่างประเทศ หรือมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ ล่าสุด อาเซียนก็สามารถหาจุดยืนร่วมกันในเรื่อง การใช้เครื่องมือเพื่อบริหารเงินทุนเคลื่อนย้าย (safeguard for capital flows management) ซึ่งจะเพิ่มความคล่องตัวให้กับทางการในการบริหารเงินทุนเคลื่อนย้ายที่มีแนวโน้มผันผวนสูง รวมทั้งเพิ่มความมั่นใจให้กับสมาชิกในการทยอยเปิดเสรีบัญชีทุน (progressive liberalization of capital accounts) เพราะจะยังคงมีอำนาจในการจัดการในยามฉุกเฉินหากจำเป็นต้องนำมาตรการเงินทุนเคลื่อนย้ายมาใช้

    ]]>
    https://thaipublica.org/2019/04/bot-chantawan-sucharitkul-asean-connectivity/feed/ 0
    แบงก์ไทยพาณิชย์มอบเครื่องกรองอากาศ – หน้ากากอนามัย ให้พี่น้องชาวเชียงใหม่จากวิกฤตฝุ่น https://thaipublica.org/2019/04/scb-pr-4-4-2562/ https://thaipublica.org/2019/04/scb-pr-4-4-2562/#respond Thu, 04 Apr 2019 07:55:42 +0000 https://thaipublica.org/?p=163902

    ข่าวประชาสัมพันธ์

    จากสถานการณ์วิกฤตฝุ่นละอองขนาดเล็กหรือ PM 2.5 ที่สูงกว่าค่ามาตรฐานติดต่อกันมาหลายสัปดาห์ในเขตพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพและกระทบต่อวิถีการดำเนินชีวิตของประชาชนจำนวนมาก

    ธนาคารไทยพาณิชย์มอบเครื่องกรองอากาศ จำนวน 600 ชุด พร้อมด้วยหน้ากากอนามัยกันฝุ่น PM 2.5 จำนวน 1,296 ชิ้น ภายใต้โครงการ “ช่วยผู้ประสบภัยกับไทยพาณิชย์” โดยมีนายศุภชัย เอี่ยมสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ รับมอบจากนางสาวพรรณพร คงยิ่งยง นายธนา เธียรอัจฉริยะ รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส และนางสาวอารยา ภู่พานิช รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ ณ ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์แก้ไขปัญหาหมอกควันและไฟป่า จังหวัดเชียงใหม่ โดยทางศูนย์บัญชาการฯ จะนำไปส่งต่อให้แก่ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล โรงพยาบาล โรงเรียน รวมถึงศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในจังหวัดเชียงใหม่

    ทั้งนี้ เครื่องกรองอากาศเป็นผลงานของห้องวิจัยนวัตกรรมเทคโนโลยีการเรียนรู้ ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยเป็นเครื่องกรองอากาศอย่างง่าย แต่มีประสิทธิภาพในการกรองอากาศได้ดี ประสิทธิภาพไส้กรองอากาศ 99.3% ที่อนุภาคขนาด 0.3 ไมครอน ปริมาตรลม 270 ลบ.ม.ต่อชั่วโมง เหมาะกับพื้นที่ขนาด 20-30 ตารางเมตร

    ]]>
    https://thaipublica.org/2019/04/scb-pr-4-4-2562/feed/ 0
    ธนาคารธนชาต -BCEL ร่วมพัฒนาระบบการชำระเงินข้ามพรมแดนเรียลไทม์ ผ่านมาตรฐาน QR Code https://thaipublica.org/2019/04/tbank-bcel-cross-border-payment-thailland-lao-pdr-qr-code/ https://thaipublica.org/2019/04/tbank-bcel-cross-border-payment-thailland-lao-pdr-qr-code/#respond Thu, 04 Apr 2019 05:52:40 +0000 https://thaipublica.org/?p=163865

    ข่าวประชาสัมพันธ์

    ดร.วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย และนายสอนไชย สิดพะไชย ผู้ว่าการธนาคารแห่ง สปป. ลาว ร่วมทดสอบ QR Code สำหรับชำระเงินผ่านระบบพร้อมเพย์ข้ามประเทศเป็นครั้งแรก ระหว่างธนาคารธนชาตและ BCEL ภายในงาน ASEAN Payment Connectivity Exhibition ซึ่งจัดขึ้นที่ จ.เชียงราย

    ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) ประกาศความสำเร็จในการพัฒนาต่อยอดการใช้มาตรฐาน QR Code สำหรับชำระเงินผ่านระบบพร้อมเพย์ข้ามประเทศเป็นครั้งแรก ภายในงาน ASEAN Payment Connectivity Exhibition ซึ่งจัดขึ้นที่ จังหวัดเชียงราย ระหว่างวันที่ 2-5 เมษายน 2562 โดยร่วมมือกับพันธมิตรลาว คือ ธนาคารการค้าต่างประเทศลาว BCEL (Banque Pour Le Commerce Exterieur Lao Public) ธนาคารพาณิชย์ที่ใหญ่ที่สุดในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และเป็นธนาคารชั้นนำด้านเทคโนโลยี e-banking ที่ครองส่วนแบ่งการตลาดสูงสุดในประเทศลาว โดยมีนายอนุวัติร์ เหลืองทวีกุล รองกรรมการผู้จัดการ ธุรกิจลูกค้ารายย่อยและลูกค้าธุรกิจขนาดเล็ก ธนาคารธนชาต พร้อมทั้ง นายพู่ขง จันทะจัก กรรมการผู้จัดการ BCEL และนายนันทะลาด แก้วปะเสิด รองกรรมการผู้จัดการ BCEL ร่วมสาธิตการใช้บริการดังกล่าว

    สำหรับการให้บริการชำระเงินข้ามพรมแดน QR ขาเข้า Cross Border QR Payment Inbound ช่วยให้ลูกค้า ของ BCEL ชำระค่าสินค้าและบริการในประเทศไทยแบบเรียลไทม์ เพียงสแกน QR Code ของร้านค้าของไทย ด้วยโมบายแอปพลิเคชัน BCEL One นับเป็นการนำประสบการณ์การชำระเงินมือถือข้ามพรมแดนไปสู่อีกระดับหนึ่ง

    โดยปีที่ผ่านมา ธนาคารธนชาตและ BCEL ได้ร่วมกันเปิดให้บริการ Cross Border QR Payment สำหรับธุรกรรมชำระเงินผ่านระบบพร้อมเพย์ข้ามประเทศเป็นครั้งแรก โดยลูกค้าของ BCEL หรือลูกค้าชาวลาวที่ต้องการซื้อสินค้าและบริการในประเทศไทยสามารถจ่ายด้วยการสแกน QR Code ผ่านแอปพลิเคชั่น BCEL One Pay ได้อย่างสะดวกสบายแบบ Real Time ตลอดเวลา โดยมีธนชาตทำหน้าที่เป็นตัวแทนชำระเงิน (Sponsor Bank) ในประเทศไทยให้กับ BCEL เมื่อลูกค้าของ BCEL เดินทางมาประเทศไทยก็สามารถใช้โมบายแอพฯ สแกนซื้อสินค้าในไทยร้านใดก็ได้ที่รับชำระด้วยมาตรฐาน QR Code ไม่ว่าร้านค้านั้นจะเป็นลูกค้าของธนาคารใดก็ตาม ภายใต้มาตรฐานและความปลอดภัยสูงสุด ถือเป็นการเพิ่มความสะดวกรวดเร็วให้แก่ผู้จ่ายและผู้รับ ลดภาระการถือเงินสด ลดความเสี่ยง ในการแปลงสกุลเงินตราต่างประเทศ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการให้บริการที่สะดวกยิ่งขึ้น นับเป็นการนำประสบการณ์การชำระเงินมือถือข้ามพรมแดนไปสู่อีกระดับหนึ่ง และเป็นความสำเร็จด้านการชำระเงินข้ามประเทศที่ใช้ได้จริงและสมบูรณ์มากที่สุดเป็นรายแรกของประเทศไทย

    นายอนุวัติร์ เหลืองทวีกุล รองกรรมการผู้จัดการ ธุรกิจลูกค้ารายย่อยและลูกค้าธุรกิจขนาดเล็ก ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว เมื่อลูกค้าของ BCEL เดินทางมาประเทศไทย สามารถใช้โมบายแอปพลิเคชัน BCEL One Pay สแกนซื้อสินค้าในไทยร้านใดก็ได้ที่รับชำระด้วยมาตรฐาน QR Code ได้อย่างสะดวกสบายแบบเรียลไทม์ เพิ่มความสะดวกรวดเร็วให้แก่ผู้จ่ายและผู้รับ ลดภาระการถือเงินสด ลดปัญหาการทอนเงิน และลดความเสี่ยงในการแปลงสกุลเงินตราต่างประเทศให้กับลูกค้าของทั้งสองประเทศ ซึ่งได้ทดลองให้บริการมาตั้งแต่ไตรมาส 3 ของปีที่แล้ว และในปีนี้ ธนาคารธนชาต ได้ต่อยอดความร่วมมือกับ BCEL พัฒนาระบบการรับชำระค่าสินค้าและบริการนี้ให้ครบถ้วนสมบูรณ์ ที่เรียกว่า Cross Border QR Payment Outbound ทำให้คนไทยที่ไปท่องเที่ยวใน สปป.ลาว สามารถชำระค่าสินค้าและบริการผ่านโมบายแอปพลิเคชั่นของทุกธนาคารไทย โดยการสแกน QR Code ที่ร้านค้าซึ่งเป็นลูกค้าของธนาคาร BCEL

    ความสำเร็จจากความร่วมมือกันของธนาคารธนชาตกับ BCEL ในการพัฒนาระบบการใช้มาตรฐาน QR Code เพื่อชำระค่าสินค้าและบริการผ่านพร้อมเพย์ข้ามแดนได้เป็นครั้งแรกนี้ จะสามารถส่งเสริมการค้าและสนับสนุนการชำระเงินระหว่างสองประเทศอีกด้วย เนื่องจากเล็งเห็นโอกาสจากบริเวณจังหวัดชายแดนที่ติดกับประเทศเพื่อนบ้าน มีการข้ามแดนมาซื้อสินค้าและบริการในฝั่งประเทศไทยเป็นจำนวนมาก

    ]]>
    https://thaipublica.org/2019/04/tbank-bcel-cross-border-payment-thailland-lao-pdr-qr-code/feed/ 0
    โรดแมป ข้อตกลงอาเซียน “ปลอดหมอกควัน Haze-Free ปี 2020” https://thaipublica.org/2019/04/asean-haze-free-2020/ https://thaipublica.org/2019/04/asean-haze-free-2020/#respond Thu, 04 Apr 2019 03:03:14 +0000 https://thaipublica.org/?p=163812

    การประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลังอาเซียนครั้งที่ 23 (23rd ASEAN Finance Ministers’ Meeting) หรือ 23rd AFMM กับการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางอาเซียนครั้งที่ 5 (5th ASEAN Finance Ministers’ and Central Bank Governors’ Meeting) หรือ 5th AFMGM โดยไทยเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2-6 เมษายน ที่จังหวัดเชียงราย ซึ่งกำลังตกอยู่ในสถานการณ์หมอกควันรุนแรงได้เริ่มขึ้นแล้วนั้น

    ช่วงเวลาเดียวกัน ได้มีการประชุมคณะทำงานด้านเทคนิคเกี่ยวกับมลพิษหมอกควันข้ามประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงครั้งที่ 14( 14th Meeting of the Technical Working Group on Transboundary Haze Pollution in the Mekong Sub-Region :TWG Mekong) ที่กัมพูชา ซึ่งเริ่มขึ้นวันที่ 1 เมษายนและสิ้นสุดในวันที่ 7 เมษายน 2562

    ขณะที่จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่และอีกหลายจังหวัดในภาคเหนือของไทยประสบกับปัญหาหมอกควันที่กระทบต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างหนัก จึงน่าสนใจอย่างยิ่งว่าการประชุมคณะทำงานด้านเทคนิคเกี่ยวกับมลพิษหมอกควันข้ามประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงครั้งที่ 14 จะมีแนวทางแก้ไขปัญหาไฟป่าอย่างยั่งยืนหรือไม่ และสามารถขับเคลื่อนบรรลุเป้าหมายอาเซียนปลอดหมอกควัน Haze-Free 2020 ได้อย่างชัดเจนหรือไม่

    ในวันที่ 3 เมษายน คุณภาพอากาศทั้งในเชียงรายและเชียงใหม่ยังอยู่ในระดับอันตราย โดยค่า AQI ที่เชียงรายอยู่ที่ 204 และเชียงใหม่อยู่ที่ 177

    ที่มาภาพ: https:// www. airvisual.com/thailand/chiang-rai
    ที่มาภาพ: https:// www. airvisual.com/thailand/chiang-mai

    จุดความร้อนรอบไทยใน CLMV

    ปัญหาหมอกควันนี้เกิดทั้งในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน โดยแผนที่ข้อมูลจุดความร้อน(Hotspot) ที่พบบนภาพถ่ายดาวเทียมในระบบ VIIRS ซึ่งบ่งชี้ตำแหน่งของจุดที่มีอุณหภูมิสูงกว่าบริเวณโดยรอบและคาดว่าน่าจะมีการเผาไหม้ ในวันที่ 2 เมษายน 2562 ที่เปิดเผยผ่านเว็บไซต์ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA พบว่า จุดความร้อนในเมียนมา มีจำนวน 4,844 จุด ลาว 2,380 จุด เวียดนาม 452 จุด กัมพูชา 124 จุดส่วนจุดความร้อนใน 9 จังหวัดของไทยมีจำนวน 215 จุด

    ที่มาภาพ: http://fire. gistda.or.th/fire/y2019/FR82_special/maps_allthai_npp/5_Thai_20190402_0000.jpg
    ที่มาภาพ: http://fire. gistda.or.th/fire/y2019/FR82_special/maps_9prv/9_Prov_20190402.jpg

    มกราคม-มีนาคมฤดูไฟป่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (National Aeronautics and Space Administration:NASA) หรือนาซ่า ระบุว่า ช่วงเดือนมกราคมถึงมีนาคมของทุกปีจะเป็นฤดูไฟป่าของภูมิภาคเอเชียตะวันออกฉียงใต้ โดยจะมีไฟป่าจุดเล็กๆเกิดจำนวนมากในพื้นที่ชนบทของเอเชียตะวันออกฉียงใต้ เนื่องจากช่วง 3 เดือนนี้เป็นช่วงที่อากาศเย็นสบายและแห้ง ซึ่งเป็นสภาพอากาศที่ทำให้ไฟลุกง่าย

    ในปี 2561 มีอยู่วันหนึ่งในกัมพูชาที่เกิดไฟป่ามากกว่าประเทศอื่นที่ใกล้เคียงโดยข้อมูลจุดความร้อนที่พบบนภาพถ่ายดาวเทียมในระบบ VIIRS มีสูงถึง 1,868 จุด ขณะที่พบในลาว 185 จุด เมียนมา 77 จุด ในไทย217 และเวียดนาม 114 จุด

    ที่มาภาพ: https:// earthobservatory.nasa.gov/images/91771/its-fire-season-in-southeast-asia

    ข้อมูลลักษณะนี้เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอในรอบหลายปีที่ผ่านมาและข้อมูลที่สำรวจโดยดาวเทียมยังพบว่าเพิ่มขึ้น 4-5 เท่าในกัมพูชา เวียดนามและไทยระหว่างเดือนสิงหาคม 2559 ถึงกุมภาพันธ์ 2561 ขณะที่จุดความร้อนในลาวเมื่อเปรียบเทียบแล้วก็มีจำนวนที่มากกว่า

    องค์การนาซาให้เหตุผลของการเผาไฟในเอเชียตะวันเฉียงใต้ไว้หลายข้อ ในพื้นที่ป่าบางแห่ง เกษตรกรรายย่อยมักใช้วิธีฟันพืชผล หรือต้นไม้ทิ้งให้แห้งแล้วเผา เพื่อเตรียมดินทำการเกษตร บางส่วนเผาเพื่อไล่ให้สัตว์ป่าออกมา บางส่วนเผาเพื่อเก็บเห็ด ส่วนในพื้นที่ที่ไม่ใช่ป่า เกษตรก็ใช้วิธีเผาตอไม้หรือตอซังฟางข้าวหลังจากเก็บเกี่ยว หรือบางครั้งเกิดจากความมักง่ายของคนที่ทิ้งก้นบุหรี่ลงพื้น

    อินโดนีเซียเกิดซ้ำซาก

    ปัญหาหมอกควันในอาเซียนปีนี้ไม่ได้เกิดเฉพาะที่ประเทศไทย เพราะในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 จังหวัดรีอาวบนเกาะสุมาตราประกาศ ภาวะฉุกเฉิน ในเป็นเวลานาน 8 เดือน เพื่อแก้ไขปัญหาหมอกควัน

    สำนักงานบริหารจังหวัดประกาศภาวะฉุกเฉินในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ โดยผู้ว่าราชการจังหวัด นาย วัน ธัมริน ฮัสอิมกล่าวว่า ไฟที่เกิดในป่าพรุได้กระจายพื้นที่ในวงกว้างช่วง 2-3 สัปดาห์นี้

    นาย ซูโตโป ปูร์โว นูโกรโฮ โฆษกสำนักงานบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ National Disaster Mitigation Agency กล่าวว่า ไฟในป่าพรุเกิดจากการเผาเพื่อเตรียมพื้นที่ ทำให้เกิดหมอกควันปกคลุมทั่วไป

    เกษตรกรยังคงใช้วิธีการตัดแล้วเผาซึ่งผิดกฎหมาย เพื่อเตรียมพื้นที่สำหรับการปลูกปาล์มน้ำมันและยูคาลิปตัสเพื่อป้อนอุตสาหกรรมกระดาษและเยื่อกระดาษ

    ไฟป่าในจังหวัดรีอาวได้กระจายออกไปเมืองใกล้เคียงกินพื้นที่ราว 1,700 เฮกตาร์ หมอกควันจึงปกคลุมหลายพื้นที่เช่นกัน

    ในปี 2561 เดือนกุมภาพันธ์ ผู้วาราชการจังหวัดรีอาวได้ประกาศภาวะฉุกเฉินจนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม ก่อนหน้านี้ในเดือนมีนาคม 2559 ได้ประกาศภาวะฉุกเฉินมาแล้วจากปัญหาหมอกควันจากไฟป่าเช่นกัน

    ก่อนหน้านี้ปี 2558 อินโดนีเซียประสบปัญหาหมอกควันปกคลุมเกาะสุมาตราและกลิมันตันมาแล้ว ที่จังหวัดรีอาวเช่นกัน ส่งผลกระทบเศรษฐกิจถึง 16.5 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 1.9% ของจีดีพี รวมทั้งยังมีผลต่อสิ่งแวดล้อมเพราะไฟป่าเผาพื้นที่เพาะปลูกและป่า 2.6 ล้านเฮกตาร์ทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนราว 1.75 พันล้านตันมากกว่าการปล่อยมลพิษของญี่ปุ่นและเยอรมนีรวมกันอีก ตลอดจนมีผลให้มีการสั่งปิดโรงเรียนและประชาชนเป็นโรคทางเดินหายใจทั่วภูมิภาคและเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจำนวนมาก 100,000 คน เพราะหมอกควันยังลอยไปถึงประเทศไทย สิงคโปร์และมาเลเซีย

    ข้อมูลจากกระทรวงสิ่งแวดล้อมและป่าไม้ปี 2559 ระบุว่า จุดความร้อนในประเทศลดลงจาก 70,971 ในปี 2558 มาที่ 9,245 จุดในปี 2561

    ที่มาภาพ:https:// www.straitstimes.com/asia/se-asia/fire-burns-almost-1700-hectares-of-land-forests-in-riau-as-haze-spreads

    มาเลเซียไหม้กระจายหลายจุด

    สัปดาห์สุดท้ายของเดือนมีนาคม 2562 ได้เกิดไฟป่าที่ตรังกานู ของมาเลเซียที่กินพื้นที่เกือบ 300 เฮกตาร์ และใช้เวลากว่า 2 สัปดาห์ในการดับไฟ ขณะที่รัฐยะโฮร์ ติดชายแดนสิงคโปร์มีไฟไหม้เกิดขึ้น 1,443 จุด ในช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้ สำนักงานดับเพลิงของยะโฮร์ระบุว่า 141 จุดเป็นไฟป่าแต่อีก 879 เป็นไฟจากพุ่มไม้ นอกจากนี้ในเดือนกุมภาพันธ์ยังเกิดไฟป่าพรุรัฐปาหังในเนื้อที่ราว 40 เฮกตาร์ ขณะที่ปี 2559 รัฐปาหังประสบกับไฟป่าพรุในเนื้อที่ 70 เฮกตาร์มาแล้ว ส่วนรัฐกลันตันประสบปัญหาไฟป่าเช่นกัน

    เหตุการณ์ไฟป่าทำให้ค่าคุณภาพอากาศ(Air Pollutant Index:API) ในมาเลเซียสูงขึ้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการให้อำนาจผู้บริหารโรงเรียนในการสั่งปิดหรือจำกัดกิจกรรมในพื้นที่โล่ง

    Haze-free ASEAN 2020 Roadmap

    ปัญหาหมอกควันในภูมิภาคจากไฟป่าที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อมและประชากรในอาเซียน โดยเฉพาะสถานการณ์ที่รุนแรงในปี 2558 จากการเผาสวนปาล์มในอินโดนีเซียที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อประเทศอื่นๆ ทำให้ในเดือนสิงหาคม 2559 ได้เห็นชอบแผนความร่วมมือป้องกันมลพิษจากหมอกควันข้ามพรมแดน หรือ Roadmap เพื่อขับเคลื่อนบรรลุเป้าหมายอาเซียนปลอดหมอกควัน ในปี 2563 หรือ Haze-Free 2020 หลังจากที่ปี 2545 ได้ลงนามในข้อตกลงการป้องกันมลพิษจากหมอกควันข้ามพรมแดน( ASEAN Agreement on Transboundary Haze Pollution :AATHP) ไปแล้ว

    Roadmap ฉบับนี้เป็นกรอบการดำเนินงานที่จะดึงความร่วมมือการปฏิบัติงานร่วมกันของประเทศสมาชิกในการควบคุมมลพิษจากหมอกควันข้ามพรมแดน โดยกำหนดวิสัยทัศน์ไว้ว่า อาเซียนปลอดหมอกควัน ในปี 2563 หรือ “Transboundary Haze-Free ASEAN by 2020” ที่ครอบคลุมมลพิษจากไฟป่าหรือการเผาพื้นที่ทำกิน โดยมีตัวชี้วัดที่ชัดเจน คือ

      1.จำนวนวันที่คุณภาพอากาศดีต้องเพิ่มขึ้นหรือค่า AQI ค่าฝุ่น PM2.5 PM10 ต้องอยู่ในระดับ Moderate ไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ 2.ลดจำนวนจุดความร้อนลงให้ต่ำกว่าการเตือนระดับ 2 ตามเกณฑ์ของมาตรฐานวิธีปฏิบัติของอาเซียน(ASEAN SOP)
      3.ลดพื้นที่ที่ได้รับมลพิษจากหมอกควัน
    การประชุมรัฐมนตรีอาเซียนมห้ความเห็นชอบ Haze-free Roadmap 2020 ที่มาภาพ:http://haze.asean.org/2016/08/12th-meeting-of-the-conference-of-the-parties-to-the-asean-agreement-on-transboundary-haze-pollution/?share%3Demail

    สำหรับยุทธศาสตร์ของโรดแมปนี้มี 8 ข้อหลัก คือ

    หนึ่ง ขับเคลื่อนข้อตกลงการป้องกันมลพิษจากหมอกควันข้ามพรมแดน ซึ่งคาดว่าจะมีการจัดทำความตกลงก่อตั้งศูนย์ความร่วมมืออาเซียนสำหรับการควบคุมหมอกควันข้ามพรมแดนอย่างเต็มรูปแบบ (the Establishment Agreement and Host Country Agreement of the ASEAN Coordinating Centre for Transboundary Haze Pollution Control: ACC THPC)

    สอง บริหารและป้องกันไฟจากพื้นที่ป่าพรุอย่างยั่งยืน ข้อนี้เสริมยุทธศาสตร์การบริหารป่าพรุอย่างยั่งยืนปี 2549-2563 (ASEAN Peatland Management Strategy(APMS) 2006-2020 และ โครงการบริหารระบบนิเวศป่าพรุอย่างยั่งยืนปี 2557-2563(ASEAN Programme for Sustainable Management of Peatland Ecosystems :APSMPE) 2014-2020

    ตัวชี้วัดของยุทธศาสตรข้อนี้คือ จำนวนจุดความร้อนที่ลดลงในพื้นที่ป่าพรุ พื้นที่ป่าพรุที่ไฟไหม้ลดลง ลดการเผาที่ได้รับอนุญาตลง เพิ่มพื้นที่ป่าพรุที่ได้รับการคุ้มครองมากขึ้น และเพิ่มจำนวนป่าพรุที่ไม่มีการเผาไหม้ให้มากขึ้น โดยความร่วมมือของธุรกิจและชุมชน

    ส่วนแนวปฏิบัติและกรอบการดำเนินการ คือ

      1. สำรวจรวบรวมป่าพรุในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงและฟิลิปปินส์ และมีการจัดทำแยกข้อมูลพื้นที่ที่ชัดเจนรวมทั้งประเมินสภาพ ส่วนในอาเซียนตอนใต้นั้นให้ประเมินสภาพป่าพรุให้เสร็จสมบูรณ์

      2 นำแผนของประเทศและแนวความร่วมมือระดับภูมิภาคไปปฏิบัติใช้สำหรับอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงและฟิลิปปินส์ ส่วนอาเซียนตอนใต้ให้ปฏิบัติตามแผนของประเทศและรายงานความคืบหน้า

      3. ส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและป่าพรุแบบองค์รวม

      4. เร่งลดการเผาป่าพรุให้เป็นศูนย์และควบคุมการอนุญาตให้เผาตามที่จำเป็น

      5. เพิ่มประสิทธิภาพการคุ้มครองทรัพยากรที่ลดลงรวดเร็วและดับไฟป่าให้เร็ว

      6.ฟื้นฟูป่าที่ถูกเผาไหม้ ด้วยการมุ่งที่สาเหตุของการเกิดไฟไหม้

      7. ให้ความสำคัญกับป่าพรุ

    สาม บริหารพื้นที่เกษตรกรรมและป่าขนาดใหญ่ หรือการป้องกันไฟป่า

    การป้องกันพื้นที่เกษตรกรรมและป่าจากไฟต้องมีกลไกบริการพื้นที่เกษตรและป่าแบบยั่งยืน กฎเกณฑ์ต้องมีประสิทธิภาพในทุกระดับ รวมทั้งต้องมีการวางแผนเพื่อนำไปใช้ ดังนั้นต้องมีการส่งเสริมไม่ให้มีการเผาและควบคุมการเผาพื้นที่เกษตรกรรมและป่าและต้องผลักดันอย่างเข้มแข็ง นอกจากนี้อาจจะต้องให้สิทธิประโยชน์สำหรับแนวปฏิบัติที่ทำให้ไม่มีการเผาเลยหรือมีไม่มีมลพิษหมอกควัน มาตรการป้องกันต้องประเมินจากต้นเหตุและปัจจัยที่ทำให้เกิดไฟป่าและพื้นที่ในวงกว้าง

    สำหรับตัวชี้วัดได้แก่ จำนวนจุดความร้อนที่ลดลง พื้นที่ที่ถูกเผาไหม้ลดลง ลดการเผาในพื้นที่เกษตรและป่า จำนวนกฎระเบียบที่เพิ่มขึ้นหรือการให้สิทธิประโยชน์แก่แนวปฏิบัติจูงใจไม่ให้เผา และการนำกฎระเบียบไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อจูงใจไม่ให้มีการเผา

    กรอบในการปฏิบัติ ได้แก่

      1. ประเมินต้นเหตุและจัดทำมาตรการป้องกันตามลำดับความสำคัญ
      2.จัดทำแผนอนุรักษ์และคุ้มครองป่าอย่างยั่งยืนและนำแผนไปปฏิบัติ
      3. เสริมการป้องกันไฟป่าและไฟในพื้นที่ขนาดใหญ่
      4.ควบคุมการลุกไหม้ของไฟด้วยการตรวจสอบ
      5. ส่งเสริมและสนับสนุนไม่ให้มีการเผาและควบคุมการจัดการกับการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม
      6. พัฒนาและส่งเสริมแนวทางการควบคุมการเผา โดยเฉพาะแรงงานที่รับเก็บเกี่ยวผลผลิตและเกษตรกรรายย่อย
      7. ส่งเสริมแนวทางที่เหมาะสมในการทิ้งหรือใช้ขยะเกษตร เช่นการพัฒนาตลาดสำหรับการใช้ชีวมวล

    สี่ เสริมความเข้มงวดของนโยบาย กฎหมาย กฎเกณฑ์และการนำไปปฏิบัติ รวมทั้งการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และข้อมูลระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    ห้า เสริมความร่วมมือ การแลกเปลี่ยนข้อมูลและเทคโนโลยี เพิ่มความเข้มแข็งให้สถาบันทุกระดับ

    หก เสริมการรับรู้ของสาธารณชนและทุกภาคส่วน และการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสีย

    เจ็ด การมีสรรพกำลังที่เพียงพอจากผู้มีส่วนได้เสียหลายกลุ่ม เพื่อป้องกันมลพิษจากหมอกควันข้ามแดน

    แปด ลดความเสี่ยงต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมและปกป้องสิ่งแวดล้อมโลก

    เรียบเรียงจาก environmentalpaper,jakartapost,straitstimes,malaysianinsight,aseanpost,
    ,

    ]]>
    https://thaipublica.org/2019/04/asean-haze-free-2020/feed/ 0
    “นพปฎล เดชอุดม” เป้าหมายความยั่งยืนเครือซีพี (จบ) : ต้องกล้าบอกเรื่องที่น่าขายหน้าคืออะไร – ระบุปี 2030 เครือซีพีจะไม่ใช่ตัวถ่วงโลก https://thaipublica.org/2019/04/cp-group-sustainability-philosophy-practice-noppadol-dej-udom-02/ https://thaipublica.org/2019/04/cp-group-sustainability-philosophy-practice-noppadol-dej-udom-02/#respond Wed, 03 Apr 2019 08:47:02 +0000 https://thaipublica.org/?p=161727
    นายนพปฎล เดชอุดม ประธานคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนในองค์กร เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี)

    ในตอนที่ 1 “นพปฎล เดชอุดม” เป้าหมายความยั่งยืนเครือซีพีกรุ๊ป ( 1) : “รับมือ – สะสาง – เลิกแก้ตัว” ลงมือแก้ปัญหาวิกฤติความเชื่อมั่น

    นายนพปฎลกล่าวว่า “คุณศุภชัย (เจียรวนนท์) ประกาศในวันที่เข้ารับตำแหน่งซีอีโอของเครือเจริญโภคภัณฑ์ กับผู้บริหารระดับสูงทุกคน ทั้งในประเทศและจากต่างประเทศว่า มีวาระที่จะมาเป็นซีอีโอ 10 ปี และมีแค่ 2 เป้าหมายที่จะมาทำงานกับทุกคน คือ 1. เป้าหมายที่จะสร้างมูลค่าทางธุรกิจ มีตัวเลข มี growth rate ที่จะต้องทำให้สำเร็จ 2. เป้าหมายของความยั่งยืน โดยระบุชัดเจนว่าแต่ละปีจะประกาศให้โลกรู้ว่าเครือซีพีจะส่งมอบความยั่งยืนแบบไหน เพราะเมื่อถึงวันที่วัด global goal ขององค์การสหประชาชาติซึ่งคือ ปี 2030 เครือซีพีจะไม่ใช่ตัวถ่วงโลก ฉะนั้นเครือซีพีตั้งเป้าสิ่งที่ต้องทำคือ ปี 2020 จะเป็นคนที่ดึงค่าเฉลี่ยของบริษัทอื่นขึ้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่ยูเอ็นให้ทำภายในปี 2030 เครือซีพีจะส่งมอบในปี 2020 แล้วหลังจากนั้นจะดึงขึ้นมาเรื่อยๆ และจะไม่ใช่ตัวถ่วง”

    “ผมเรียนเลยว่าถ้าบริษัทจะทำเรื่องความยั่งยืน ปัจจัยสำคัญที่สุดที่จะทำได้จริง ข้อแรก tone at the top ถ้าคนที่อยู่ข้างบนคิดว่ามันเป็นงานพีอาร์ คุณอย่าไปอยู่เลยฝ่ายนี้ เพราะมันไม่จริง แต่หากซีอีโอคุณบอกว่ามี 2 เป้าหมายให้ทุกคนไปทำ วัดแบบนี้ และวัดแค่นั้นไม่พอ จะประกาศให้ชาวโลกรู้ว่าที่เราน่าขายหน้าคืออะไร ก็เลยออกมาเป็นรายงานความยั่งยืนว่าอันไหนเราทำได้ดี อันไหนที่ยังห่างเป้า เรายินดีประจานตัวเองให้ฟังเลย”

    กางสมุดพกตรวจการบ้านความยั่งยืน

    ดังนั้นเรื่องความยั่งยืนที่สำคัญที่สุดอย่างแรกเลยคือ tone at the top ผู้นำจริงใจ ทำสำเร็จแน่นอน ข้อสอง ต้องกล้า define เป้าหมายที่วัดได้ในเวลาที่กำหนด ถ้าไม่กล้า ก็ไม่น่าเชื่อ ทำไปเรื่อยๆ และข้อที่สาม ต้องไปเปรียบเทียบกับชาวโลก best practice ของโลกว่าเราอยู่ในระดับไหน

    ทั้งนี้เครือซีพีได้จัดทำรายงานความยั่งยืนครั้งแรกปี 2016 ในประเทศไทยประเทศเดียว โดยที่ไม่สามารถบอกได้ว่าจะมีผลอะไรตามมา และล่าสุดได้จัดทำสรุปความยั่งยืนที่บรรลุเป้าหมายรวมทั้งสิ่งที่ยังไม่สามารถทำได้ตามเป้าหมาย เพื่อให้รู้ว่าต้องทำตรงจุดไหนเพิ่มขึ้น

    “ผมย้ำเลยว่าเป็น mentality ของคุณศุภชัย คือผู้นำก็มีหลายคาแรกเตอร์ ผมคิดว่าองค์กรเราก็โชคดี คือผู้นำแบบไหนในเวลาไหน ไม่ได้เหมาะทุกเวลาหรอกครับ แต่พอดีของเรามีเรื่องมีราวในช่วงที่ผ่านมา แล้วคุณศุภชัยก็บอกว่า ถ้าไม่เห็นความผิดของตัวเอง เราแก้อะไรไม่ได้หรอก นายนพปฎลกล่าว

    นายนพปฎลกล่าวต่อว่า ความยั่งยืนมีผลพลอยได้ คือได้คนทำงานที่มีความคิดกว้างกว่าตัวเอง ได้คนที่คิดถึงผลกระทบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และยิ่งทำตรงนี้ก็ยิ่งดึงดูดคนประเภทนี้มาร่วมงานมากขึ้น ประกอบเด็กสมัยใหม่รู้เรื่องว่ามีผลกระทบต่อเขาอย่างไร อย่างมลพิษเรื่องฝุ่นที่เราเจอกันแล้ว

    “ถามว่า pay off ไหม ยิ่งกว่า pay off อีก มากกว่าที่เราคิด” นายนพปฎลกล่าว

    นายนพปฎลกล่าวว่า ปีนี้เป็นปีแรกที่เครือซีพีทำทั่วโลกในประเทศที่ทำธุรกิจอยู่ ซึ่งเป็นความท้าทายมาก เพราะในหลายประเทศไม่เคยได้ยินเรื่องความยั่งยืนเลย ก็เหมือนกับไทยเมื่อ 10 กว่าปีก่อน ดังนั้นจึงต้องไปสร้างตั้งแต่การรับรู้ ใช้ทั้งมาตรการแข็งและอ่อน เริ่มประยุกต์ เริ่มวัดผล

    ทุกอย่างไปได้เพราะคุณศุภชัยเรียกเอาสมุดพกมาดู แล้วเปิดให้ทุกคนดู คนที่ไม่รู้เรื่องก็ทำตัวรู้เรื่องทันทีว่าตกอยู่ข้างล่างเป็นตัวถ่วง ตอนนี้คุณศุภชัยซีเรียสมากๆ เรื่องพวกนี้ เพราะฉะนั้นทุกคนเลยหนีที่จะไม่อยู่เป็นตัวถ่วง แล้วเราก็ประกาศบอกทุกคน ว่าคุณคือตัวถ่วงของเครือ คุณทำให้เราสอบตก ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่มาก ตอนนี้ทุกคนก็เลยเข้าใจแล้วว่าอันนี้เราเอาจริง และเรามีการวัดผลกันตลอด แล้วมีการให้บุคคลภายนอกมาตรวจสอบอีก เหมือนกับผู้ตรวจสอบบัญชี เขาก็ไปตรวจสอบแล้วคุณตก คุณทำให้เครือตก ดังนั้นรายงานสรุปนอกจากจะชื่นชมคนที่ทำแล้วยังกดดันคนที่ไม่มีผลงานให้ทำ ” นายนพปฎลกล่าว

    นายนพปฎลกล่าวเสริมว่า โมเดลความยั่งยืนของเครือซีพีทุกประเทศทั่วโลกเหมือนกัน เรียกว่าเป็นบ้านของความยั่งยืน มี 3 ด้าน คือ Heart-Health-Home ในรายละเอียดก็แบ่งเป็น 4 ส่วนที่เกี่ยวกับเครือโดยตรง แต่ในเป้าหมายความยั่งยืนทั้ง 17 ข้อของ SDG เครือซีพีเกี่ยวข้องเกือบทุกข้อ เพราะทำหลายธุรกิจ

    Heart เรื่องแรกที่สำคัญที่สุดคือเรื่อง governance ที่ผ่านใน 3-4 ปี เครือซีพีพัฒนาไปมาก และมีเป้าหมายจะเป็นผู้นำการพัฒนาเรื่องธรรมาภิบาล การดูแลบริษัท ปัจจุบันผู้บริหารทุกคนจะต้องทำแบบทดสอบเรื่อง code of conduct ซึ่งมีข้อกำหนดว่า ต้องทำแบบทดสอบให้ได้ 100% ถ้าไม่อย่างนั้นถือว่าสอบตก โดยให้โอกาสสอบ 3 ครั้ง แล้วจะจับ random ด้วย

    “the strongest signal” ทุกคนรู้ว่าโลกเปลี่ยน

    การผลักดันความยั่งยืนของเครือซีพีในแต่ละด้าน ได้คำนึงถึงการรักษาความสมดุลที่บอกว่าระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหรือ stakeholders ดังกรณีปลาป่น ที่หยุดซื้อปลาป่นที่มาจาก by catch และ by product หรือกรณีข้าวโพดที่น่าน ที่ใช้มาตรการที่ค่อนข้างเฉียบขาดซึ่งมีผลต่อซัพพลายเออร์ปลาป่นและซัพพลายเออร์ข้าวโพดที่เป็นคู่ค้ามา 20-30 ปี แต่เครือไม่ทำ ก็ไม่ได้ เพราะต้องทำตามสิ่งที่ถูกต้อง

    กรณีปลาป่น เมื่อเครือหยุดซื้อ ผู้ประกอบธุรกิจปลาป่นโจมตีมาก เพราะส่งออกก็ไม่ได้ เนื่องจากไม่มีการรับรอง แต่ตอนนี้ผู้ประกอบรู้ว่าเป็นสิ่งที่ต้องทำ ก็หาวิธีปรับตัว นอกจากนี้คู่ค้าบางรายพร้อมที่จะร่วมมือใน Seafood Task Force เพื่อปรับเปลี่ยนตรงนี้

    “มองในแง่ดี ถือเป็น the strongest signal ให้ทุกคนรู้เลยว่าโลกเปลี่ยน ถ้ามาด้วยกัน เราก็อยู่กันไปได้อีกนาน แต่ถ้าไม่เต็มใจ ก็มาด้วยกันไม่ได้ เครือซีพีมีคู่ค้าที่พร้อมจะปรับเปลี่ยนและพร้อมเข้าร่วมโครงการความยั่งยืนประมาณ 250 ราย ซึ่งซีพีเอฟจัดการอบรมให้เตรียมรับการเปลี่ยนผ่าน ชี้ให้เห็นถึงแนวโน้ม รวมทั้งเงื่อนไขการซื้อของซีพีเอฟ ซึ่งไม่ใช่สร้างแรงจูงใจแค่เงินอย่างเดียว แต่รวมถึงในแง่ของการเปลี่ยนพฤติกรรมในการทำธุรกิจด้วย”

    สำหรับการใช้มาตรการเฉียบขาดที่จังหวัดน่าน นายนพปฎลกล่าวว่า เป็นครั้งแรกที่เครือใช้มาตรการเฉียบขาด แต่ก่อนจะทำ ได้คำนวณว่ามีความเสี่ยงอะไรบ้าง ซึ่งยอมรับความจริงว่าผลออกมาหนักมากเลยในบางเรื่อง แล้วต้องเข้าไปแก้อีก เพราะสิ่งที่คิดไม่ได้เป็นอย่างที่คิดไว้

    “เรารู้ว่าระหว่างช่วงเปลี่ยนผ่าน ชาวนา ชาวไร่ เดือดร้อนมาก แล้วเราจะเอาอะไรไปเสริมให้อยู่ได้ ต้องหาผลิตภัณฑ์อะไรที่สามารถสร้างรายได้ให้เร็วที่สุด ซึ่งก็มีถั่วมะแฮะ ก็ขึ้นมาเร็ว มีออกมาขายได้เลย พวกนี้เป็นนวัตกรรมใหม่ๆ หรือปลูกไผ่ พวกนี้จะโตเร็ว ปลูกกาแฟ ก็เอามาทดแทนข้าวโพด ทางเรามีตลาดสามารถรับซื้อได้หมด” นายนพปฎลกล่าว

    นอกจากนี้ ห้างแม็คโครที่เปิดในจังหวัดน่านตอนเริ่มที่มีปัญหา ก็เป็นศูนย์กลางในการรับซื้อผลผลิตจากชาวน่าน เช่น มะนาวในโครงการส่งเสริมของมูลนิธิปิดทองฯ รวมทั้งผักและพวกมะม่วงของกลุ่มเกษตรกรในอบต.เมืองจัง เป็นต้น

    นายนพปฎลกล่าวว่า ที่สำคัญ เครือยึดในหลักการ หากไม่มีหลักการจะไม่มีทางทำได้ เพราะที่ผ่านมาใช้แนวทางประนีประนอมมาตลอด เครือซีพียอมรับกำไรที่น้อยลงได้หรือขาดทุนในบางครั้งแต่ต้องทำ เมื่อเวลาผ่านไป 2-3 ปี ความใจแข็งและยึดในหลักการพิสูจน์ว่าไปได้

    “สำหรับรายได้ของชาวบ้าน ซึ่งนับเป็นความท้าทายอย่างหนึ่งในการประเมินผลตอบแทนจากการลงทุนด้านสังคม ตอนนี้กำลังใช้โมเดลต่างๆ ประเมินอยู่ แต่สิ่งที่ตอบได้ชัดอันหนึ่งเลย คือ ที่สบขุ่น เห็นเลยว่าครั้งสุดท้ายที่คุณศุภชัยถามว่าใครจะทำแบบนี้บ้าง ยกมือกันหมด อันนั้นตอบได้ดีที่สุด ไม่ต้องไปวิจัยอะไรเลย เขาคุยกันแล้วอยู่ได้ แล้วชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น จำนวนชาวบ้านที่เข้าร่วมเพิ่มขึ้นมาก ปีแรกสิบกว่าราย ปีที่สองหกสิบกว่าราย” นายนพปฎลกล่าว

    นายนพปฎลกล่าวว่า เครือซีพียินดีที่จะตั้งต้นว่าจะต้องลงทุนกับชาวบ้าน แต่ต้องทำให้แน่ใจว่ามีแผนที่จะให้ชาวบ้านเดินหน้า สร้างคุณค่าในชุมชน หรือให้เดินหน้าแก้ปัญหาชุมชนของเขาต่อไปเองได้ ต้องให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเขาไปต่อได้ อาจจะมีเครือซีพีหรือไม่มีเครือซีพีก็ได้ แต่ให้ชุมชนไปต่อให้ได้ เพราะเป็นแนวคิดของเครือ

    โครงการ CONNEXT ED. แก้ไขการศึกษา

    นอกเหนือจากความยั่งยืนใน 3 ด้านที่เครือซีพีได้เข้าไปมีส่วนร่วมแล้ว นายนพปฎลกล่าวว่า เครือซีพียังได้มีส่วนร่วมในด้านการศึกษาอีกด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำมาภายใต้ความรับผิดชอบของทรู ที่เริ่มจากโครงการทรูปลูกปัญญา จนกระทั่งเข้าไปมีส่วนในโครงการประชารัฐ

    “ด้านที่เรา passion ที่สุดก็คือด้านการศึกษา คุณศุภชัยทำมาตั้งแต่สมัยทรูปลูกปัญญา อันนี้ก็มาทำเรื่องประชารัฐ แล้วก็เรื่องพาร์ตเนอร์ชิปโรงเรียน โรงเรียนที่เราเข้าไปช่วย เราไม่ได้ไปบริจาค แนวคิดของความยั่งยืนของท่านประธานอาวุโสคือไม่ใช่การบริจาค แต่เป็นการทำให้เขายืนได้ด้วยตัวเอง แล้วก็ไปด้วยตัวเองให้ได้” นายนพปฎลกล่าว

    การมีส่วนร่วมในการแก้ไขการศึกษาที่เครือซีพีเข้ามามีส่วนร่วม และเห็นเหมือนกันว่าประเทศไทยจะมีปัญหาในเวทีโลกหากปล่อยไว้แบบนี้ ซึ่งเป็นโครงการที่เกิดก่อนที่จะมาร่วมกับรัฐบาลในโครงการประชารัฐ ทั้งนี้เมื่อคิดในเชิงธุรกิจ การแก้ไขปัญหาการศึกษายังช่วยให้ธุรกิจเติบโต เพราะหากประชากรในประเทศไม่มีความรู้ไม่มีความสามารถ ธุรกิจก็เดินหน้าต่อไปไม่ได้ แต่หากประเทศไทยไปดี ทุกคนมีเงิน มีฐานะ ธุรกิจในประเทศขยายตัวได้อีกมาก

    “ธุรกิจของเครือซีพี ปัจจุบันมูลค่าของธุรกิจในประเทศไทยทั้งหมดมีประมาณครึ่งหนึ่งของมูลค่าของเครือ ที่เหลือมาจากต่างประเทศ แต่ในต่างประเทศจะโตเร็วกว่า ธุรกิจที่ไทยก็โต แต่โตน้อยกว่าที่อื่น ไทยก็จะด้อยความสำคัญลงไปทุกปี จะลงต่ำกว่า 50% ” นายนพปฎลกล่าว

    นายนพปฎลกล่าวถึง การดำเนินการของ CONNEXT ED. ว่า เนื่องจากผู้เข้าร่วมโครงการไม่มีใครจบด้านการศึกษา จึงว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญจากภายนอก คือ McKinsey บริษัทที่ปรึกษาระดับโลก ซึ่งได้ให้คำปรึกษาประเทศที่ปฏิรูปการศึกษาสำเร็จ เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย มาศึกษาระบบการศึกษาของไทย

    เมื่อที่ปรึกษาทำการศึกษาเสร็จ ได้นำแนวคิดนี้ไปเสนอ รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการในขณะนั้นคือ พลเอก ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ โดยบอกว่า CONNEXT ED. จะช่วยปฏิรูปเรื่องการศึกษาด้วยการทำใน 5 เรื่อง

    หนึ่ง ความโปร่งใส เนื่องจากโรงเรียนจะอยู่ได้อย่างยั่งยืนทุกที่ในโลก ต้องได้รับการสนับสนุนจากชุมชนในพื้นที่ที่โรงเรียนตั้งอยู่ จากการศึกษาพบว่า ชุมชนไม่กล้าสนับสนุนทางการเงินให้โรงเรียน เพราะไม่รู้ว่าโรงเรียนใช้เงินอย่างไร ประกอบกับไม่สามารถประเมินหรือวัดผลการดำเนินงานของโรงเรียนได้อย่างชัดเจนและถูกต้อง ซึ่งผลการดำเนินงานของโรงเรียนคือ การที่เด็กได้รับความรู้อย่างถูกต้อง มีการพัฒนาทางการเรียนการสอน

    “ความโปร่งใสคือข้อสำคัญที่สุด คือต้องบอก performance ของโรงเรียนนั้นอย่างแท้จริง วัดให้ถูกด้วยวิธีการที่เหมาะสมและถูกต้อง ชุมชนจะได้รู้ว่าการเรียนการสอนของโรงเรียนเป็นอย่างไร จะส่งลูกหลานไปเรียนไหม หรือต้องส่งลูกหลานไปเรียนอีกอำเภอหนึ่ง นอกจากนี้ต้องมีความโปร่งใสเรื่องการเงิน ทำบัญชีให้ถูกต้อง เปิดเผยให้สาธารณชนรับรู้ ถ้าเปิดเผยข้อมูลแบบนี้ เชื่อว่าคนในชุมชนยินดีที่จะช่วยสนับสนุนทางการเงิน เพราะการบริจาคเงินยังหักภาษีได้ตั้ง 2 เท่า” นายนพปฎลกล่าว

    สอง leadership ซึ่งได้แก่ ผู้อำนวยการโรงเรียน เป็นจุดที่สำคัญที่สุดเลยที่จะเปลี่ยนจุดแรก ตัวอย่างที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือที่นิวยอร์กซิตี สมัยก่อนยุค 90 น่ากลัวมาก นักเรียนพกปืน คะแนนนักเรียนแย่ แต่วันนี้ โรงเรียน public school ของนิวยอร์กซิตีดีหมด เนื่องจากมีการปรับที่ผู้อำนวยการโรงเรียน ไม่มีใครอายุเกิน 35 ปี

    เมื่อได้ข้อมูลแล้ว โครงการ CONNEXT ED. จึงได้จัดคอร์สเชิญผู้อำนวยการโรงเรียนมาเข้าร่วม แล้วคัดเทรนเนอร์ฝีมือดีไปฝึกอบรมผู้อำนวยการโรงเรียน ซึ่งผู้อำนวยการโรงเรียนที่มาส่วนใหญ่อายุมากแล้ว

    สาม หลักสูตรหรือวิธีการสอน วิธีการจัดตารางสอน โครงการจึงคัดโรงเรียนที่ดีที่สุดของประเทศไทยมา 25 แห่ง แล้วให้จัดทำเป็นวิดีโอ โดยให้ผู้อำนวยการโรงเรียนเหล่านี้เล่าให้ฟังถึงวิธีการจัดตารางปฏิทินของปี ชีวิตประจำวัน แต่ละวันมุ่งเน้นตรงไหน ซึ่งโรงเรียนที่มาร่วม ได้แก่ โรงเรียนนานาชาติไอเอสบี, บางกอกพัฒนา, เตรียมอุดม, สาธิต, มหิดลวิทยานุสรณ์, โรงเรียนลำปลายมาศของอาจารย์มีชัย (วีระไวทยะ) และเก็บวิดีโอไว้ในไลบรารีออนไลน์

    นอกจากนี้ ยังได้นำผู้อำนวยการโรงเรียนที่เข้าร่วมนี้เดินทางไปบรรยายทั้งสี่ภูมิภาคทั่วไทย และเชิญผู้อำนวยการโรงรียนในพื้นที่เข้าฟัง โดยให้เลือกฟังได้ตามความสนใจ พร้อมมีการประชุมเพื่อที่จะได้ปรับ เปลี่ยน จากการได้ข้อมูลโดยตรง แล้วใช้เด็กนักเรียนเป็นศูนย์กลางในการเรียนการสอน

    ส่วนใหญ่โรงเรียนชั้นนำจะยึดนักเรียนเป็นหลัก จากสมัยก่อนที่การเรียนการสอนครูผู้สอนเป็นฝ่ายสอนให้ข้อมูลด้านเดียว แต่ยุคนี้ที่ข้อมูลหาง่ายเพราะการพัฒนาระบบอินเทอร์เน็ต ครูที่สอนบางครั้งตามเด็กไม่ทัน เพราะฉะนั้นครูจะเปลี่ยนบทบาท จากการประสิทธิ์ประสาทวิชาเป็นรู้จักเด็ก แต่ละคน นักเรียนก็จะเป็นตัวชี้วัดของครูเองด้วย และเป็นตัวประสานไปกับตัวผู้ปกครองของเด็ก เพราะต้องมีส่วนร่วมทั้งผู้ปกครอง ทั้งครู ทั้งชุมชน และตัวเด็ก

    สี่ การแชร์เทคโนโลยี ใช้โครงสร้างพื้นฐานและดิจิทัลคอนเทนต์มาเสริมเรื่องนี้

    ห้า การใช้กลไกตลาด เพื่อประสานผู้ปกครอง ชุมชน และบุคลากรของโรงเรียน ในการกำหนดทิศทาง สร้าง engagement จากเดิมที่มี 12 บริษัท ตอนนี้มี 33 บริษัทที่เข้ามาช่วย และมีประมาณ 4,700 โรงเรียนที่เข้าร่วม

    “ขณะนี้ มี 30 กว่าบริษัทที่เข้ามาช่วย และเราจะ survive ทุกรัฐบาล ประชารัฐไม่อยู่ก็ไม่เป็นไร แต่ CONNEXT ED. จะ survive ทุกคนเพราะอนาคตของประเทศไทยต้อง survive ทุกรัฐบาล ประเทศยิ่งใหญ่กว่ารัฐบาล เราก็จะอยู่กัน แล้วเพิ่มสมาชิกเข้ามา และเรากำลังหา best practice เพราะเอาคนเก่งที่สุดมาทำ” นายนพปฎลกล่าว

    นอกจากนี้เครือซีพียังลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน fiber to school ในพื้นที่ชนบทห่างไกล เชื่อมโยงไป 1,294 โรงเรียน ใช้อินเทอร์เน็ตเข้าไปช่วยด้วยงบประมาณจำนวนมาก เพราะโรงเรียนส่วนใหญ่ยากจนและอยู่ไกล รวมทั้งยังได้เริ่มโครงการ School Partner เนื่องจากแม้เชื่อมอินเทอร์เน็ตให้โรงเรียนได้ โรงเรียนมีคอมพิวเตอร์ แต่ครูใช้งานไม่เป็น

    โครงการ School Partner ได้นำผู้จัดการรุ่นกลางที่จะขึ้นเป็นผู้บริหารระดับสูงไปดูแลโรงเรียนเหล่านี้ โดยผู้จัดการหนึ่งคนต้องดูแล รับผิดชอบ 3 โรงเรียน มีสมุดบันทึกสำหรับรายโรงเรียน และทำหน้าที่เป็นโค้ชของผู้อำนวยการทั้ง 3 โรงเรียน แต่กระนั้นก็ยังมีปัญหา

    เนื่องจากผู้จัดการรุ่นกลางของเครือมีอายุเฉลี่ย 30 กว่า แต่ผู้อำนวยการโรงเรียนส่วนใหญ่อายุเฉลี่ย 56 ปีขึ้นไป เครือก็ได้จัดการอบรมผู้จัดการเหล่านี้ถึงวิธีการทำงาน ขณะเดียวกันเครือก็เรียนรู้ไปพร้อมกับผู้จัดการรุ่นกลางของเครือ จากการแบ่งปันข้อมูลระหว่างกัน

    เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา เครือซีพีได้จ้างคนมาทำงานด้านนี้โดยตรง โดยเป็นเด็กที่จบการศึกษาด้านไอทีจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ มาทำงานที่ทรูในตำแหน่งครูไอซีที ใน 2 ปีแรกส่งไปทำงานที่โรงเรียน ครูไอซีที 1 คน จะดูแล 5 โรงเรียนที่อยู่ใกล้กัน

    “สิ่งที่เราไม่ได้คาดคิดและออกมาดีมากๆ คือ น้องเหล่านี้ที่เป็น ICT Talent ตอนนี้เรามี 200 คน ดูแล 1,000 โรงเรียน น้องๆเหล่านี้เป็นผู้นำที่ดีมากๆ เขาก็ไม่ได้ตั้งใจจะไปเป็นครู แต่เขามาทำ แล้วเราจ่ายเงินเหมือนเขามาทำงานที่ทรูเลย จ่ายเงินเต็มที่ แต่ประจำที่โรงเรียน 2 ปี ครบแล้วเลือกจะกลับมาทำงานที่สำนักงานใหญ่ก็ได้ ตอนนี้ก็ปีที่ 2 แล้ว น้องๆ พวกนี้ทัศนคติดีมาก เทคโนโลยีต้องทำทุกอย่างที่โรงเรียน ไม่ใช่ทำโปรแกรมอย่างเดียว แต่ทำหมด แก้ปัญหาทุกอย่าง พวกนี้น่าประทับใจมาก เราถึงรู้ว่าเด็กๆ รุ่นใหม่ ทัศนคติของเจเนอเรชันเปลี่ยนไป คนที่เขาแคร์เรื่องพวกนี้มีอยู่เยอะแยะ แต่เขาไม่มีโอกาส ” นายนพปฎลกล่าว

    “โครงการนี้ยังคงเดินหน้าต่อเนื่อง โดยคุณศุภชัยบอกว่าอย่างน้อย 10 ปี ซึ่งซีอีโอบริษัทที่เข้าร่วมก็เห็นด้วยทุกท่าน ทำแล้วเห็นผล เปลี่ยนแปลงได้ ตอนนี้มีโรงเรียนในโครงการ 4,500 โรงเรียน 15% ของโรงเรียนทั้งหมดของภาครัฐที่มี 33,000 โรงเรียน นับว่าเป็นจุดหักเหที่จะแก้ในส่วนที่เหลือ เนื่องจากกระทรวงเห็นด้วยและยอมรับ เพราะเห็นผล เห็นคะแนนสอบ เห็นสมุดพกของโรงเรียน”

    อย่างไรก็ตาม แม้มีความคืบหน้า แต่ถือว่ายังเร็วไม่พอ ที่เป็นปัญหาสังคมก็ยังเห็นกันอยู่ เนื่องจากโครงการเน้นที่เด็กกลุ่มประถมส่วนใหญ่ มีบ้างที่เลื่อนชั้นขึ้นมัธยมบางโรงเรียน เด็กรุ่นนี้ยังไม่ได้ผลัดรุ่นทั้งหมด อีกทั้งทำโครงการได้เพียง 4,500 โรงเรียนซึ่งไม่พอ เพราะทั้งหมดมี 30,000 กว่าโรงเรียน ปีนี้กำลังจะปีที่4

    “ที่ผมประทับใจโรงเรียนอยู่บนเกาะ มีนกอินทรีเป็นร้อยๆ ตัว ไปถึงมีเด็กสองคนมารับที่ท่าเรือ แล้วเป็นหมู่บ้านยากจน ผมทึ่งมาก เด็กพูดภาษาอังกฤษได้ คือเขาใช้เครื่องมือทั้งหมดที่เราให้ไปที่เป็นมัลติมีเดีย เด็กเขาปรับตัวเร็ว แล้วพูดภาษาอังกฤษ สำเนียงได้ เหมือนฝรั่ง เด็กกล้ามากๆ กล้ากว่าผม 100 เท่า เป็นเด็กอยู่ ม.2 เด็กผู้หญิงตัวเล็กนิดเดียว ทั้งเกาะเป็นมุสลิมหมด แล้วเด็กผู้ชายอีกคนหนึ่ง เก่งมาก มันคนละสมัยจริงๆ เด็กเขาพร้อมจะซึมซับ เราส่งของดีๆ ไป เขารับได้หมดเลย” นายนพปฎลกล่าว

    ประสานองค์กรระดับโลกใช้มาตรฐานสากล

    นอกจากนี้ เครือซีพียังให้ความสำคัญเรื่องสิทธิมนุษยชน พยายามจะนำมาตรฐานของโลกมาใช้ เนื่องจากเครือมีแรงงานต่างชาติจำนวนมาก ตั้งแต่ระดับผู้บริหารจนถึงแรงงานในโรงงาน ต้องดูแลให้ทั่วถึง ต้องใช้แสตนดาร์ดที่ต่างชาติใช้กัน ซึ่งที่ผ่านมาเครือซีพีได้รับการสนับสนุนจาก UN Global Compact ที่เชื่อในความจริงใจและความมุ่งมั่น จึงให้เครือซีพีมาตั้งเป็น chapter หนึ่ง ที่เมืองไทย ทำ 4 เรื่องหลัก คือ สิทธิมนุษยชน แรงงาน สิ่งแวดล้อม และการต่อต้านการทุจริต ซึ่งก็อยู่ภายใต้ความยั่งยืน

    เครือซีพียังได้ร่วมเป็นสมาชิก WBCSD (World Business Council for Sustainable Development) และ World Economic Forum ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญ ที่ทำให้เครือซีพีมีความริเริ่มบางเรื่อง และสนับสนุนในสิ่งที่เครือซีพีทำบางเรื่อง เพราะกลุ่มเหล่านี้เป็นประเทศพัฒนาแล้วผ่านการปรับเปลี่ยนมาก่อน การที่ได้ร่วมกับองค์กรเหล่านี้ทำเครือซีพีเห็นภูมิทัศน์ (landscape) ที่กว้างขึ้น อีกทั้งสามารถนำแนวทางที่ใช้แล้วประสบความสำเร็จมาใช้กับเครือได้

    นายนพปฎลกล่าวต่อว่า คนในอาชีพความยั่งยืนเป็นอาชีพใหม่ แต่เป็นอาชีพที่มีความจำเป็นอย่างมากสำหรับโลก เพราะในปี 2050 อุณหภูมิของโลกจะสูงขึ้น 4 องศา หมายความว่าถ้าเทียบกับวันนี้ พื้นที่ที่จะขาดน้ำจะเพิ่มขึ้น 50% ของทั้งโลก เนื่องจากความร้อนสูงขึ้น แต่ละ 1 องศาทำให้ความสามารถในการผลิตเกษตรกรรมของทั้งโลกจะลดลง 10% หากอุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้น 4 องศา พื้นที่เกษตรกรรมจะลดลงไป 40% ในปีนั้นจะมีคนอยู่ในโลกหมื่นล้านคน ไม่มีผลผลิตมากพอที่จะเลี้ยงคน

    “ความยากอยู่ตรงนี้ อยู่ตรงที่สมดุล จะทำยังไง ด้านหนึ่งก็สิ่งแวดล้อม ต้องทำให้ดี ให้กลับไปเหมือนสมัยตอนปู่ทวดเรา เราอยู่กันอย่างนั้นโดยมีเทคโนโลยีใหม่ๆ ช่วย แต่อีกด้านหนึ่งคนก็ไม่หยุดโต ประชากรต้องการโปรตีน แล้วจะเอามาจากที่ไหน ในขณะที่ทุกวันนี้ปศุสัตว์เขาจะให้เลิกหมด อาหารไม่มี โลกก็ร้อนขึ้น นี่คือความท้าทายจริงๆของความยั่งยืนว่าจุดสมดุลอยู่ตรงไหน แล้วจุดไหนที่จะต้องเปลี่ยน” นายนพปฎลกล่าว

    ]]>
    https://thaipublica.org/2019/04/cp-group-sustainability-philosophy-practice-noppadol-dej-udom-02/feed/ 0
    “บิ๊กตู่” งดให้สัมภาษณ์นักข่าว เตือน ปชช. เสพ “สื่อโซเชียล” อย่างมีสติ – มติ ครม.แจงฐานะการคลังปี 61 แข็งแกร่ง https://thaipublica.org/2019/04/ncpo-cabinet-2562-14/ https://thaipublica.org/2019/04/ncpo-cabinet-2562-14/#respond Tue, 02 Apr 2019 15:22:53 +0000 https://thaipublica.org/?p=163738
    พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
    ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/

    เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2562 ที่ทำเนียบรัฐบาลมีการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยมี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธาน โดยในช่วงเช้านายกรัฐมนตรีพร้อมคณะ เช่น พล.อ. ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี, พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย, นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, พล.อ. สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, นายแพทย์ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เดินทางจากท่าอากาศยานทหาร 1 กองบิน 6 ไปยังจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อตรวจเยี่ยมกองบัญชาการควบคุมสถานการณ์หมอกควัน กองทัพภาคที่ 3 ส่วนหน้า และส่งมอบอุปกรณ์สนับสนุนการปฏิบัติงาน หลังพบว่าตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมามลพิษทางอากาศของเชียงใหม่และเชียงรายสูงขึ้นจนติดทอป 3 ของประเทศที่มีค่าฝุ่นพิษอยู่ในเกณฑ์อันตราย

    บินด่วนเชียงใหม่ แก้ฝุ่นพิษ – ดับไฟป่าใน 7 วัน – เผย ร.10 ทรงห่วงใย

    โดยการตรวจราชการครั้งนี้มีการประชุมติดตามสถานการณ์การจัดการและแก้ไขปัญหาหมอกควันและไฟป่าในพื้นที่ภาคเหนือ ณ ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคเหนือ ซึ่งนายกรัฐมนตรีระบุว่า การประชุมนี้มีเพื่อให้เกิดการจัดการปัญหาไฟป่าอย่างบูรณาการในภาพกว้าง ซึ่งเมื่อมีไฟป่าเกิดขึ้นให้รีบจัดการ ซึ่งอาจต้องมีการใช้เฮลิคอปเตอร์เข้าช่วย ตนขอให้ทุกคนทุ่มเทเสียสละ สำหรับเรื่องเครื่องมือตนจะรีบดำเนินการจัดหาให้ ขอขอบคุณทุกคนที่ทุ่มเทแก้ปัญหา พร้อมขอความร่วมมือชาวบ้านช่วยกันเฝ้าระวังด้วย และติดตามข่าวสารในโซเชียลมีเดีย เพื่อจะได้แก้ไขปัญหาได้ทันเวลา ขออวยพรให้ประสบความสำเร็จโดยเร็วพลัน

    “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นห่วงกำชับมาให้แก้ปัญหานี้โดยเร็วที่สุด เราต้องทำเพื่อถวายพระเกียรติ ซึ่งใกล้จะถึงงานพระราชพิธีสำคัญ ที่ใกล้จะมีพิธีตักน้ำพลีกรรม ขอให้ทุกคนทำงานเพื่อถวายสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในงานพระราชพิธีด้วย ขอให้ทุกคนสู้ๆ โดยสู้กับความไม่ดี ความอันตรายต่างๆ ถ้าเราคนไทยไม่ช่วยกันใครจะช่วย ใครจะทำให้ เราคือคนไทยใช่หรือไม่ ก็ต้องช่วยกันแก้ปัญหาประเทศไทยในทุกเรื่อง ใครก็ตามที่บ่อนทำลายความสงบเรียบร้อยฝ่าฝืนกฎหมายต้องถูกดำเนินคดีทุกอย่าง” 

    พร้อมกันนี้นายกรัฐมนตรีได้ขอให้ทหารและเจ้าหน้าที่ป่าไม้ต้องมีชุดกระจายพื้นที่เข้าไปยังจุดอันตรายเพื่อแก้ไขปัญหาได้อย่างทันทวงที โดยการลาดตระเวนขอให้คำนึงถึงความปลอดภัย ระมัดระวังไม่ให้เกิดความสูญเสียเพิ่ม ขณะเดียวกันได้มีการประสานความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านไปแล้ว และเตรียมแผนการแก้ปัญหาระยะยาวคือ 5 ปีขึ้นไป โดยเน้นย้ำให้การบูรณาการแก้ปัญหาจะต้องทำให้สถานการณ์ดีขึ้นภายใน 7 วัน ทั้งนี้ตนไม่ได้หมายความว่าจะต้องทำให้ปัญหาหมดไปได้ภายใน 7 วัน เพราะต้องยอมรับว่าปัญหานี้ต้องใช้เวลา

    “เราไม่ได้ใช้อุปกรณ์ทางการทหารเพื่อทหารอย่างเดียว แต่ต้องดูแลทุกข์สุขของพี่น้องประชาชน ทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ ดูแลเรื่องภัยพิบัติ แม้ภารกิจนั้นจะไม่ใช่ภารกิจของทหารโดยตรง เราต้องดูแลพี่น้องคนไทยทั้งประเทศ ต้องดูแลให้ได้ วันนี้มาเพื่อให้กำลังใจ ไม่มีปัญหาอะไรที่แก้ไม่ได้ เราต้องรู้สาเหตุของปัญหาเกิดจากอะไร ต้องหาให้เจอ ขอบคุณและรักทุกคน ขอให้ปลอดภัยทุกคน และต้องช่วยกันสร้างความเข้าใจกับประชาชนที่จุดไฟเผาพื้นที่ทางการเกษตร วันนี้ต้องแยกแยะให้ออกในเรื่องของค่าฝุ่นละออง PM2.5 ด้วย และชี้แจงประชาชน ไม่ใช่นั้นก็จะสับสนกันไปหมด” นายกรัฐมนตรีกล่าว

    พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวต่อไปว่า ที่ตนนำคณะลงพื้นที่วันนี้เนื่องจากยังไม่พอใจผลของการทำงานเพื่อแก้ปัญหาหมอกควันไฟป่าในพื้นที่ แต่ไม่ใช่ไม่พอใจการทำงานของเจ้าหน้าที่ เพราะรู้ว่าทุกฝ่ายได้ทำงานอย่างเต็มที่แล้ว และขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลกลุ่มของเด็กและผู้สูงอายุซึ่งมีความอ่อนไหวต่อปัญหาหมอกควันที่เกิดขึ้น ซึ่งได้ภาครัฐได้มีการแจกจ่ายหน้ากากอนามัยป้องกันฝุ่นละอองให้กับประชาชนในจังหวัดเชียงใหม่แล้วประมาณ 1,700,000 ชิ้น และโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้ตรวจเยี่ยมความพร้อมแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่จะจัดให้มีการประกอบพิธีพลีกรรมตักน้ำศักดิ์สิทธิ์ ณ วัดบุพพาราม

    งดให้สัมภาษณ์นักข่าว เตือน ปชช. เสพ “สื่อโซเชียล” อย่างมีสติ

    เวลา 17.30 น. ภายหลังประชุม ครม.เสร็จสิ้น นายกรัฐมนตรียังคงปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์และตอบคำถามสื่อมวลชน แต่ได้ฝากคำตอบให้แก่ พล.ท. วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ชี้แจง และตอบคำถามสื่อมวลชน

    พล.ท. วีรชน กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีระบุถึงเหตุผลของการออกสารของนายกรัฐมนตรี 2 ครั้งที่ผ่านมาว่า ในช่วงเวลาดังกล่าว ถือเป็นช่องทางในการสื่อสารของนายกรัฐมนตรีในการแสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์ อยากให้ทุกคนใช้สติ และเหตุผลในการรับข้อมูล

    “ไม่อยากใช้คำว่าเตือนสติ แต่เป็นการที่จะทำให้เราใช้วิจารณญาณในการรับและเชื่อมข้อมูลต่างๆ เพราะในช่วงเวลานั้นมีข้อมูลออกมาจำนวนมากผ่านทางโซเชียลมีเดีย โดยอยากให้ใช้สติและเหตุผลมากกว่าอารมณ์ในการรับฟังข้อมูล หรือตัดสินว่าข้อมูลที่ได้รับทราบผ่านโซเชียลมีเดียมีความจริงหรือไม่อย่างไร”

    ต่อคำถามว่าสารทั้ง 2 ฉบับมีส่วนเกี่ยวข้องกับท่าทีของ พล.อ. อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) หรือไม่นั้น พล.ท. วีระชน ระบุว่า นายกรัฐตรีปฏิเสธว่าไม่เกี่ยวข้อง เพราะช่วงนั้นนายกฯ ไม่ทราบว่า พล.อ. อภิรัชต์ นั้นพูดว่าอะไร สิ่งที่อยู่ในสาร 2 ฉบับนั้นมาจากท่าทีและความรู้สึกของนายกรัฐมนตรีเอง ว่ามีความห่วงใยในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และอยากให้ทุกคนใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์

    พล.ท. วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ขณะกำลังแถลงผลการประชุม ครม. ที่มาภาพ: www.thaigov.go.th

    แจง “บิ๊กแดง” ใช้คำ “ฝ่ายซ้าย” เหตุมีขบวนการบ่อนทำลาย

    พล.ท. วีรชน ตอบคำถามเรื่องที่ว่า การตอบโต้นักวิชาการที่เห็นต่างในหลักการประชาธิปไตยโดยมีการใช้คำว่า “ฝ่ายซ้าย” ของ ผบ.ทบ. จะทำให้สังคมกลับไปสู่ความขัดแย้งเหมือนในอดีตหรือไม่ โดยบอกว่านายกรัฐมนตรีคิดว่าคงไม่ได้หมายความตามนั้นทั้งหมด แต่การที่ พล.อ. อภิรัชต์ ออกมาพูดเช่นนั้น ประชาชนน่าจะทราบดีว่ามีสาเหตุจากขบวนการ หรือความพยายามที่อาจจะใช้คำว่า “การบ่อนทำลาย” อยู่บ้าง จึงแสดงท่าทีออกไปเช่นนั้น แต่ท่านคงไม่ได้เหมารวมว่าตอนนี้สถานการณ์รุนแรงไปถึงขั้นนั้น เพียงแต่เป็นการเตือนสติสังคมเท่านั้น

    “เลือกตั้ง”แล้ว ประเทศกำลังเดินหน้า วอน ปชช.อย่าเชื่อข่าวลวง

    พล.ท. วีรชน ตอบคำถามถึงสภาวะที่สังคมเริ่มมีความแตกต่างมากขึ้น นายกรัฐมนตรีจะแก้ไขปัญหานี้อย่างไรไม่ให้เกิดความขัดแย้งแบบในอดีต นายกรัฐมนตรีให้ความเห็นว่า วันนี้ประเทศไทยเข้ามาถึงจุดที่มีการเลือกตั้งและไทยกำลังเดินหน้าไปสู่ประเทศที่มีการปกครองระบอบประชาธิปไตย เราอยู่ในขั้นตอนที่จะมีการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ขึ้น สิ่งที่อยากจะเห็นคือเราต้องมองไปข้างหน้า เราต้องพยายามเดินหน้าและไม่สร้างเงื่อนไขที่จะทำให้เราถอยหลังกลับไปอีก

    “ท่านนายกฯ มีความเชื่อมั่นว่า เหตุการณ์เหล่านี้ ตามที่สื่อกังวลจะไม่เกิดขึ้น หากประชาชนใช้สติ เหตุผล มากกว่าอารมณ์ และไม่หลงเชื่อการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารต่างๆ และสิ่งเหล่านี้ที่ออกมาในลักษณะการบิดเบือน ทำให้คนหลงเชื่อ เพราะเราอยู่ในช่วงที่มีเรื่องราวที่อาจทำให้คนใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล ตรงนี้เป็นอัตรายต่อประเทศชาติ และต่อประชาชนเอง แต่เรื่องที่ใครจะคิดอย่างไรทำอย่างไร รัฐบาลบังคับไม่ได้ เพียงแต่ขอร้องให้ใช้เหตุผลมากกว่าใช้อารมณ์”

    ชี้ นศ.เคลื่อนไหว พวกหน้าเก่า – ใครหนุนอยู่สื่อรู้ดี

    พล.ท. วีรชน ตอบคำถามถึงสถานการณ์ความเคลื่อนไหวทางการเมืองหลังการเลือกตั้ง โดยเฉพาะกรณีที่มีการปลุกกลุ่มนักศึกษาขึ้นมาเคลื่อนไหวกดดันคณะกรรมการการเลือกตั้ง และมองว่าเหตุการณ์นี้มีใครอยู่เบื้องหลังหรือไม่ โดยระบุว่า นายกรัฐมนตรีเห็นว่า จริงๆ ตอนนี้เราก็เห็นอยู่ว่ามีความพยายามจากฝ่ายไหนบ้าง คงไม่ต้องพูดให้ชัดเจนมากกว่านี้ ประชาชนเห็นกันอยู่แล้วเรื่องของการเมืองปัจจุบันว่าฝ่ายไหนมีการดำเนินการอย่างไร มีความพยายามที่จะทำให้สถานการณ์ไปสู่จุดไหนอย่างไรบ้าง

    “จริงๆ แล้วสื่อและบุคคลที่ก่อเหตุรู้อยู่แล้ว แต่ก็อยากขอความร่วมมือสื่อมวลชน เพราะเป็นผู้ที่มีข้อมูลเชิงลึก และติดตามข้อมูลกันอย่างใกล้ชิดตลอดมา ก็น่าจะสามารถช่วยตอบคำถามนี้ได้ แต่สำหรับรัฐบาล เราไม่อยากไปปรักปรำใคร แต่อยากให้สื่อเป็นผู้ให้ข้อมูลแก่สาธารณชน เราก็รู้อยู่แล้วว่ากลุ่มไหนใครเป็นคนทำ เพราะที่ผ่านมาก็มักเป็นกลุ่มคนเดิมๆ ไม่ใช่คนหน้าใหม่ และมีการเรียกร้องมาก่อนการเลือกตั้งว่า การเลือกตั้งต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้ พอมีการเลือกตั้งเสร็จก็มีเรื่องอื่นๆ เรียกร้องตามมา จึงเกิดเป็นเหตุการณ์เช่นที่เห็น”

    วอนเปิดใจฟัง กตต.แจง “สูตรคำนวณ ส.ส. – บัตรเสียนิวซีแลนด์”

    พล.ท. วีรชน กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีตอบคำถามกรณีการไม่เปิดเผยหรือชี้แจงเรื่องสูตรคำนวณสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) บัญชีรายชื่อของ กกต. นั้น จะทำให้สังคมเกิดความเคลือบแคลงสงสัยต่อการเลือกตั้งครั้งนี้เพิ่มขึ้นหรือไม่ว่า อยากให้ประชาชนที่ติดตามข้อมูลข่าวสารใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์ ฟัง กกต.ชี้แจง และขอให้เปิดใจฟังเหตุผลของ กกต.บ้าง ซึ่งที่ผ่านมา กกต.ก็มีการพยายามชี้แจงเป็นระยะๆ ตามแต่ละขั้นตอน

    “ไม่อยากให้ทุกคน และสังคมด่วนสรุปหาคำตอบให้ตนเองกันเร็วเกินไป อยากให้ใจเย็นๆ ใช้เหตุผลในการตัดสินใจและคิดบนพื้นฐานของการใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์ แต่ก็อย่างที่บอกไปว่ารัฐบาลไม่สามารถไปบอกได้ว่าต้องติดแบบไหนทำแบบไหน แต่ขอร้องว่าให้ใช้เหตุผลมากกว่าใช้อารมณ์ ทุกอย่างมีกฎกติกา”

    ต่อกรณีคนไทยในนิวซีแลนด์ เรียกร้องต่อกระทรวงการต่างประเทศผ่านเฟซบุ๊ก เรียกร้องความรับผิดชอบจากกระทรวงการต่างประเทศและนายกรัฐมนตรีนั้น พล.ท. วีรชน กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีเห็นว่า เรื่องดังกล่าวขอให้ กกต.เป็นผู้ชี้แจง และขอให้ประชาชนรับฟัง กกต.สักนิด เพราะที่ผ่านมาเมื่อมีข่าวออกมาทางโซเชียลมีเดีย หลายๆ ฝ่ายก็จะเอาความคิดของตนมาตัดสิน ถามเองตอบเอง เอาหลักคิดของตัวเองมาตอบ ทำให้เกิดความรู้สึกไม่ได้ดั่งใจ ไม่รอที่จะฟังคำอธิบายจากบุคคลที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจริงๆ ไม่มีทุกอย่างเป็นไปตามที่เราคิดได้ ต้องใช้เหตุผลอย่าใช้อารมณ์

    ไม่หวั่นแรงกดดันโลก หาก ปชช. ไม่เล่นด้วย ตปท.ก็แทรกแซงไม่ได้

    พล.ท. วีรชน ตอบคำถามเรื่องมีความกังวลต่อกระแสกดดันของโลกเกี่ยวกับการเลือกตั้งหรือไม่ว่า นายกรัฐมนตรีให้ความเห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศเราเป็นเรื่องราวของประเทศเรา หากภายในประเทศไม่สร้างความกดดัน ต่างประเทศก็จะเข้ามายุ่งเกี่ยวไม่ได้ แต่ที่เราเห็นคือ มีความพยายามที่จะให้เรื่องราว ซึ่งจริงๆ มีทางแก้ไข และมีคำอธิบายได้ ให้ลุกลามบานปลาย

    “ก็เน้นย้ำว่า หากเราไม่สร้างแรงกดดันขึ้นมาเองแล้ว ต่างประเทศหรือโลกก็กดดันไทยไม่ได้ เว้นแต่มีการพยายามทำให้ลุกลามบานปลายขึ้นไปจากผู้ไม่หวังดี ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้เป็นหน้าที่ กกต.ที่จะตอบคำถาม และข้อสงสัยต่างๆ “

    มติ ครม.มีดังนี้

    นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ โฆษกประจำรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th

    แจงฐานะการคลังปี 61 แข็งแกร่ง

    นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ โฆษกประจำรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ กล่าวว่า ครม.รับทราบรายงานความเสี่ยงทางการคลังปีงบประมาณ 2561 ซึ่งเป็นการประเมินความเสี่ยงที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากผลกระทบของเศรษฐกิจมหภาค ระบบการเงิน นโยบายของรัฐบาล และผลการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ โดยสถานการณ์การคลังของรัฐบาลอยู่ในระดับที่มีเสถียรภาพ รัฐบาลมีรายได้นำส่งคลังตามระบบกระแสเงินสด จำนวน 2,524,249 ล้านบาท ขยายตัวจากปีก่อน 7.2% ขณะที่การเบิกจ่ายงบประมาณมีจำนวน 3,007,203 ล้านบาท สามารถเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีได้ 92% ของประมาณการ ส่งผลให้รัฐบาลขาดดุลงบประมาณ 482,954 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อน ส่วนเงินคงคลังปลายปีมีจำนวน 633,436 ล้านบาท และสัดส่วนหนี้สาธารณะคิดเป็น 42% ของจีดีพี ซึ่งยังอยู่ในกรอบความยั่งยืนทางการคลังที่ไม่เกิน 60% ต่อจีดีพี

    สำหรับกองทุนนอกงบประมาณ รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณ 224,729 ล้านบาท ซึ่งเป็นการจัดสรรงบประมาณให้เพิ่มขึ้นต่อเนื่องโดยเฉพาะกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ด้านรัฐวิสาหกิจพบว่ามีความเสี่ยงทางการคลังอยู่ในระดับต่ำ สถานะของรัฐวิสาหกิจยังอยู่ในระดับแข็งแกร่ง โดยมีเงินนำส่งรัฐ 103,152 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 6.2% จากปีก่อนหน้า แต่ยังมีรัฐวิสาหกิจบางแห่งที่ยังอยู่ในภาวะขาดทุนสะสมและเป็นภาระความเสี่ยงของรัฐบาล จำนวน 218,405 ล้านบาท ด้านสถาบันการเงินของรัฐ ยังมีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง รัฐบาลยังไม่มีภาระต้องเพิ่มทุนในปีงบประมาณ 2561 แต่มีภาระในปีงบประมาณ 2562 ที่ต้องเพิ่มทุนธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย วงเงิน 16,079 ล้านบาท สุดท้าย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยังคงพึ่งพารายได้ส่วนใหญ่จากรัฐบาลเป็นหลัก โดยมีเงินอุดหนุนจากรัฐบาล 253,792 ล้านบาท และรายได้จากรัฐบาลแบ่งให้ 130,094 ล้านบาท โดยมีการจัดเก็บเอง 10.8% ของรายได้ทั้งหมด

    เร่งผลักดัน “เอกสารราชการดิจิทัล” เล็งยกเลิกกระดาษปี 63

    นายณัฐพรกล่าวว่า ครม.มีมติเห็นชอบการออกเอกสารหลักฐานของทางราชการผ่านระบบดิจิทัล ตามที่ ก.พ.ร. (สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ) เสนอ โดยมอบหมายให้สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ ETDA กำหนดมาตรฐานการดำเนินงานทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกันและเกิดความปลอดภัย ป้องกันการปลอมแปลง สามารถนำไปใช้เป็นพยานหลักฐานในชั้นศาลได้ รวมทั้งให้แก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้สามารถดำเนินการในรูปแบบดิจิทัลได้ ไม่ว่าจะเป็นการอนุมัติ อนุญาต และการออกเอกสารต่างๆ

    ทั้งนี้ ในช่วงเปลี่ยนแผน ให้หน่วยงานดำเนินการผ่านระบบดิจิทัลควบคู่ไปกับการให้บริการปกติได้ โดยให้ปรับปรุงแก้กฎระเบียบที่กำหนดให้ผู้ยื่นคำขอจะต้องไปรับใบอนุญาตให้แล้วเสร็จภายในปี 2562 และจัดทำแผนพัฒนางานบริการให้เป็นระบบ e-Services หลังจากนั้นกำหนดระยะเวลาให้ยกเลิกการใช้กระดาษให้ได้ภายในปี 2563 หากหน่วยงานใดยังไม่พร้อมให้แจ้งสำนักงาน ก.พ.ร.ทราบภายในเดือนมีนาคม 2562

    อนึ่ง ก.พ.ร.มีเป้าหมายให้ภาครัฐจะต้องพัฒนางานบริการให้เป็นระบบ e-services จำนวนรวมเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 50 งานบริการ ทั้งนี้ ในปัจจุบันมีบางหน่วยงานได้ดำเนินการไปแล้ว เช่น กรมการจัดหางาน ใช้ digital work permit ของคนต่างด้าวบนมือถือแทน สำนักงานประกันสังคมได้ยกเลิกบัตรผู้ประกันตนและเชื่อมโยงรหัสบัตรประชาชนเข้ากับฐานข้อมูลของหน่วยงานแทน เป็นต้น

    บังคับผู้สูงอายุต่างชาติทำประกันก่อนเข้าไทย

    นายณัฐพรกล่าวว่า ครม.มีมติอนุมัติในหลักการเพิ่มเติมหลักเกณฑ์การทำประกันสุขภาพสำหรับคนต่างด้าวผู้ขอรับการตรวจลงตราประเภทคนอยู่ชั่วคราว หรือ non-immigrant visa รหัส O-A (ระยะ 1 ปี) รวมทั้งมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กระทรวงมหาดไทย (มท.) กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ดำเนินการปรับปรุงแก้ไขกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องพร้อมกับประชาสัมพันธ์ให้ชาวต่างชาติทราบอย่างทั่วถึง และให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) ร่วมกับสมาคมประกันที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการจัดเตรียมช่องทางสำหรับซื้อประกันสุขภาพในรูปแบบออนไลน์ให้มีความพร้อมรองรับ

    “ที่ผ่านมามีชาวต่างชาติจำนวนมากที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยและมีเหตุต้องเข้ารับการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลในไทย ซึ่ง สธ. ได้รับรายงานข้อมูลจากสถานพยาบาลภาครัฐและเอกชนว่ามีชาวต่างชาติจำนวนมากที่เข้ารับการรักษาพยาบาลแต่ไม่มีทุนทรัพย์เพียงพอสำหรับใช้เป็นค่ารักษาพยาบาลจึงก่อให้เกิดปัญหาหนี้สูญแก่สถานพยาบาลโดยเฉพาะในสถานพยาบาลภาครัฐทั่วประเทศ โดยสถานพยาบาลต้องให้การรักษาชาวต่างชาติทุกรายตามหลักสิทธิมนุษยชนอย่างเต็มประสิทธิภาพแม้ว่าจะไม่อาจจัดเก็บค่ารักษาพยาบาลได้ ทั้งนี้ ในปี 2561 จากนักท่องเที่ยว 38 ล้านคน มีจำนวนการรักษาพยาบาล 3.42 ล้านครั้ง และไม่ชำระหนี้ 680,000 ครั้ง เป็นมูลค่า 305 ล้านบาท ดังนั้น เพื่อให้เกิดกลไกและมาตรการคุ้มครองชาวต่างชาติทางด้านสุขภาพ รัฐบาลจึงจำเป็นต้องผลักดันนโยบายการทำประกันสุขภาพสำหรับชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าสู่ประเทศ ในระยะเริ่มแรกของนโยบายพิจารณาแล้วเห็นควรดำเนินการนำร่องในกลุ่มคนต่างด้าวผู้ขอรับการตรวจลงตราประเภทคนอยู่ชั่วคราว non-immigrant visa รหัส O-A (ระยะ 1 ปี) หรือกลุ่มคนที่มีอายุมากกว่า 50 ปีที่มาใช้ชีวิตบั้นปลายที่ไทย จำนวน 80,950 ราย” นายณัฐพรกล่าว

    ไฟเขียวร่างแถลงการณ์ประชุม “รมว.คลัง – ผู้ว่าแบงก์ชาติ” อาเซียน

    นายณัฐพรกล่าวว่า ครม.เห็นชอบในหลักการต่อร่างแถลงการณ์ร่วมการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางอาเซียน ครั้งที่ 5 ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขร่างแถลงการณ์ร่วมการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางอาเซียน ครั้งที่ 5 ในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทย ให้กระทรวงการคลังดำเนินการได้โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง พร้อมทั้งอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังหรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังร่วมรับรองร่างแถลงการณ์ดังกล่าวตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ซึ่งมีกำหนดการรับรองร่างแถลงการณ์ร่วมฯ ในวันที่ 5 เมษายน 2562 ณ จังหวัดเชียงราย

    ทั้งนี้ ร่างแถลงการณ์ร่วมฯ มีสาระสำคัญเกี่ยวกับการรายงานสถานการณ์เศรษฐกิจและความท้าทายด้านนโยบาย การรวมตัว และการเปิดเสรีบริการด้านการเงิน การอำนวยความสะดวกด้านการค้าและการลงทุน ความเชื่อมโยงระบบการชำระเงินและบริการทางการเงิน การระดมทุนโครงสร้างพื้นฐาน การเงินที่ยั่งยืน การเข้าถึงบริการทางการเงิน การระดมทุนเพื่อการบริหารจัดการภัยพิบัติ การสร้างภูมิคุ้มกันทางไซเบอร์ และความร่วมมือด้านกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งสอดคล้องกับทั้งนโยบายรัฐบาลในปัจจุบันและแนวคิดหลักของการดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนของประเทศไทยในปี 2562 คือ “ร่วมมือ ร่วมใจ ก้าวไกล ยั่งยืน” (Advancing Partnership for Sustainability) และจะช่วยกระความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับรัฐสมาชิกอาเซียนต่อไป

    อ่านมติครม.ประจำวันที่ 2 เมษายน 2562เพิ่มเติม

    ]]>
    https://thaipublica.org/2019/04/ncpo-cabinet-2562-14/feed/ 0
    “นพปฎล เดชอุดม” เป้าหมายความยั่งยืนเครือซีพีกรุ๊ป ( 1) : “รับมือ – สะสาง – เลิกแก้ตัว” ลงมือแก้ปัญหาวิกฤติความเชื่อมั่น https://thaipublica.org/2019/04/cp-group-sustainability-philosophy-practice-noppadol-dej-udom-01/ https://thaipublica.org/2019/04/cp-group-sustainability-philosophy-practice-noppadol-dej-udom-01/#respond Tue, 02 Apr 2019 01:21:19 +0000 https://thaipublica.org/?p=161686
    นายนพปฎล เดชอุดม ประธานคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนในองค์กร เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี)

    การประกาศเจตนารมย์ของ “ศุภชัย เจียรวนนท์” ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือเครือซีพี เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2560 ถึงเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนปี 2563 ของเครือซีพี หรือ “CP Group Sustainability Goals 2020” ว่า “เป้าหมายนี้จะทำให้เครือซีพีอยู่ในระดับโลก (worldclass) ด้านความยั่งยืนภายในปี 2563 โดยเราวางไว้ว่าภายใต้โรดแมป 10 ปีจากนี้เราอยากให้เครืออยู่ใน TOP10-TOP20 ด้านความยั่งยืนของโลก”

    การประกาศในครั้งนั้นใช้จังหวะก้าว หลังจากบริษัทธุรกิจหลักและเครือซีพีได้รับการยอมรับจาก 4 สถาบันจาก 3 ทวีป เช่น การได้เป็นสมาชิก Dow Jones Sustainability Indices, การเป็นสมาชิกความยั่งยืน FTSE4Good Emerging Index การได้รับการประเมินที่ดีจากสภาธุรกิจโลกเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ World Business Council on Sustainable Development (WBCSD) และการได้ CG 5 ดาวจากโครงการ CGR2560 ของสถาบันกรรมการบริษัทไทย

  • “ศุภชัย เจียรวนนท์” ปักธงพาเครือซีพีขึ้น TOP 10 บริษัทที่ยั่งยืนที่สุดในโลก
  • ประกาศผล DJSI 2018 บริษัทไทยท็อปฟอร์มขึ้นที่ 1 “บริษัทยั่งยืน” ของโลก ใน 6 อุตสาหกรรม
  • ถัดจากนั้น ปี 2561 บริษัทในเครือเจริญโภคภัณฑ์ 3 ราย ประกอบด้วยบริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ บริษัทซีพีออลล์ จำกัด (มหาชน) และบริษัททรูคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้รับเลือกให้เป็นสมาชิก Dow Jones Sustainability Indice ดัชนีวัดความยั่งยืนระดับโลก โดยซีพีเอฟซึ่งเป็นบริษัทหลักในกลุ่มธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารได้รับเลือกประเภทตลาดเกิดใหม่ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ส่วนซีพีออลล์ซึ่งเป็นบริษัทหลักในกลุ่มการตลาดและการจัดจำหน่าย ได้รับเลือกประเภทตลาดเกิดใหม่ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 และได้รับการคัดเลือกในกลุ่ม World Index เป็นปีแรก ขณะที่ทรู บริษัทหลักในกลุ่มธุรกิจโทรคมนาคม ได้รับเลือกประเภทตลาดเกิดใหม่ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2

    นั่นเป็นจุดตั้งต้น เพื่อเริ่มก้าวที่ยั่งยืนแท้จริง

    ประกาศ “รับมือ-สะสาง” วิกฤติความเชื่อมั่น

    นายนพปฎล เดชอุดม ประธานคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนองค์กร เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวกับไทยพับลิก้า ถึงความคืบหน้าของการขับเคลื่อนความยั่งยืนของเครือซีพีว่า ” เครือซีพีตั้งสำนักงานความยั่งยืนขึ้นเมื่อประมาณ 4 ปีที่แล้ว ตอนนั้นเครือซีพีเป็นหนึ่งในบริษัทที่ประสบวิฤติความเชื่อมั่น เรื่องแรกที่ตูมขึ้นมาคือเรื่องปลาป่น การค้าแรงงานทาส และการเผาทำลายป่าเพื่อปลูกข้าวโพด พูดง่ายๆตั้งแต่ภูเขายันทะเล และยังมีเรื่องธรรมาภิบาลของเครือที่ต้องดูแล ตอนนั้นท่านประธานธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ ท่านจัดตั้งเรื่องสำนักงานความยั่งยืนขึ้นมา เพื่อให้เป็นไปตามหลักสากล”

    “บริษัทเราอยู่มาถึงปีนี้ก็ 98 ปี โฟกัสในการทำธุรกิจตามแนวความคิดพื้นฐานเรียกว่า 3 ประโยชน์ ที่พนักงานและผู้บริหารทุกคนต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เพราะต้นกำเนิดของเครือซีพีมาจากคุณพ่อของท่านประธานธนินท์ ท่านอพยพมาจากเมืองจีน มาตั้งร้านเมล็ดพันธุ์ผักที่ทรงวาด ท่านก็สอนลูกสอนหลานว่าต้องทำประโยชน์ให้ประเทศไทย แม้จะมาจากเมืองจีน รวมทั้งทำประโยชน์ให้คนไทยและบริษัท เรื่องที่เห็นได้ชัดๆ ก็คือ ท่านเป็นคนนำเรื่องของวันหมดอายุมาใช้เมื่อสมัยประมาณ 100 ปีที่แล้ว เขียนด้วยมืออยู่บนซอง วันที่บรรจุซอง เพื่อจะให้ชาวนาชาวไร่ที่มาซื้อได้รู้ว่าเมล็ดพันธุ์สดแค่ไหน แล้วก็รับเปลี่ยนคืนด้วย สมัยนั้นยังไม่มีใครทำ แต่ยุคนั้นเป็นยุคที่เขียนวันหมดอายุอยู่บนซอง เริ่มมาจากตรงนั้น” นายนพปฎลกล่าว

    แนวคิดการขับเคลื่อนความยั่งยืนของเครือซีพีมาจาก ปรัชญา 3 ประโยชน์ อันประกอบด้วย ประเทศ สังคม และองค์กร ที่ปฏิบัติต่อเนื่องมาเกือบ 100 ปี นับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท รวมทั้งการยึดหลักการรักษาสมดุลของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทำให้สามารถขยายไปประเทศอื่นได้ ขณะที่บริษัทข้ามชาติส่วนใหญ่ เวลาเขาจะไปทำประโยชน์ในประเทศใหม่ เมื่อมีผลประโยชน์เกิดขึ้นก็จะส่งกลับบริษัทแม่ ส่งกลับประเทศตัวเอง แต่ของเครือซีพีจะไม่ใช่อย่างนั้น ไปอยู่ประเทศไหน ก็เป็นบริษัทประเทศนั้น

    “ผมยกตัวอย่างที่เวียดนาม สมัยก่อนคุณสุขสันต์ (เจียมใจสว่างฤกษ์) เป็นซีอีโอซีพีอยู่ที่เวียดนาม ท่านอยู่ที่นั่น 10 ปี ท่านเป็นคนที่ตื่นเช้าขึ้นมาต้องมายืนร้องเพลงและชักธงชาติไทยกับธงเวียดนาม ยืนเคารพ เปิดเพลงชาติเวียดนาม แล้วคนทั้งเวียดนามเขาก็ trust เราว่ามาอยู่ประเทศเขาไม่ใช่ไปกอบโกย แต่ไปทำประโยชน์ให้กับประเทศเขา เพราะฉะนั้นจะสังเกตได้ว่าเครือซีพีจะมี unique point คือ ส่วนใหญ่ประเทศที่เราไป รัฐบาลเขาเชิญให้ไป ถามว่าทำไมรัฐบาลเขาเชิญให้ไป เพราะพิสูจน์แล้วว่าเราไปประเทศไหน เราก็เป็น corporate citizen ของประเทศนั้น” นายนพปฎลกล่าว

    “ที่ผมต้องพูดเรื่องนี้เยอะก็เพราะว่า สิ่งนี้เป็น foundation จากการขยายเมล็ดพันธุ์ผักที่อยู่ห้องแถวหนึ่งห้อง จนวันนี้เรามีฐานการผลิตอยู่ 20 ประเทศทั่วโลก อยู่ครบเกือบทุกทวีป ยกเว้นขั้วโลกเหนือ ขั้วโลกใต้ และส่งผลิตภัณฑ์ไปขายกว่า 120 ประเทศทั่วโลกได้ เพราะว่าเริ่มมาจาก 3 ประโยชน์ ที่ท่านประธานเน้นย้ำทุกครั้งที่เจอผู้บริหาร พนักงาน” นายนพปฎลกล่าว

    นายนพปฎลกล่าวว่า การดำเนินในสิ่งต่างๆ ของเครือซีพี และก่อนการตัดสินใจ ต้องวัดก่อนว่า สิ่งที่จะทำนั้น 1. มีประโยชน์กับประเทศนั้นไหม 2. มีประโยชน์กับประชาชนในประเทศนั้นไหม และ 3. มีประโยชน์กับองค์กรไหม ถ้าดีทั้ง 3 ด้าน ก็ทำเลย แต่หากดีเพียงด้านใดด้านหนึ่ง เช่น ดีต่อองค์กร แต่ไม่ดีกับประเทศ ก็จะไม่ทำ เพราะจะทำให้เครือซีพีเสียหลักการ ตรงนี้จึงเป็นปรัชญาเริ่มมานานแล้ว และทำให้สามารถขยายไปยังนานาประเทศที่ยินดีต้อนรับ

    วิกฤติปลาป่นสู่นวัตกรรม “พัฒนาอาหารกุ้งจากโปรตีนพืช”

    แน่นอนว่าการทำธุรกิจถูกสอนคือการสร้างมูลค่าให้ผู้ถือหุ้น สมัยที่เรียนไม่มีวิชาความยั่งยืน ทางเราดำเนินธุรกิจโดยดูเรื่อง 3 ประโยชน์มาตลอด มาถึงจุดที่เรามีปัญหา อย่างปัญหาเรื่องการค้าแรงงานทาส การจับปลาที่ผิดกฏระเบียบติดลูกปลามาด้วย ด้วยเครือซีพีไม่ได้ทำธุรกิจประมง มาหาว่าเราไปเกี่ยวกับธุรกิจประมง แต่เราเป็นลูกค้ารายใหญ่ที่ซื้อปลาป่น

    พร้อมอธิบายเพิ่มเติมว่า ปลาป่นสมัยก่อนคือขยะของปลา เมื่อเรือประมงแยกปลาขนาดใหญ่ไปขายแล้ว แต่ขยะที่เหลือหรือปลาเล็กปลาน้อย ขายไม่ได้ก็นำไปป่น เครือซีพีซื้อมาเพื่อผลิตเป็นอาหารกุ้ง เพราะปลาป่นเป็นโปรตีนสำคัญสำหรับกุ้ง และยอมรับว่าเครือซีพีเป็นลูกค้ารายใหญ่ ซื้อจากหลายโรงงานในประเทศไทย

    แต่หลังปี 2000 เรื่องความยั่งยืน เขาให้เรารับผิดชอบทั้ง supply chain ทั้งหมด ตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ แต่ช่วงแรกเครือซีพียังไม่เข้าใจนัก เพราะมองว่าปัญหาบางด้าน เช่น การค้าทาส บริษัทใดบริษัทหนึ่งไม่สามารถผลักดันได้ เพราะการค้าทาส ค้าแรงงาน ต้องใช้กำลังจากภาครัฐในการจัดการ

    เครือซีพีได้เข้าไปสืบสวนสอบสวนก็พบว่ามีปัญหาอยู่จริง ประกอบกับช่วงนั้น ประเทศไทยก็โดนใบเหลืองเรื่องการประมงผิดกฎหมายที่ขาดการรายงานและไร้การควบคุม (ไอยูยู) จึงได้เริ่มเข้าไปศึกษา เนื่องจากไม่ได้อยู่ในธุรกิจนั้นเลย และไม่รู้เรื่องมาก่อน แต่พยายามที่จะแก้ โดยเริ่มจากการประมวลว่า ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเป็นใครบ้าง มีหน่วยงานใดที่รับผิดชอบอยู่ มีองค์กร NGO ไหนที่รู้เรื่องนี้ รวมทั้งได้เข้าไปพบภาครัฐด้วยให้ช่วยเป็นกำลังเสริม ซึ่งภาครัฐตอนนั้นก็ขยับที่จะทำอย่างจริงจัง เพราะหากไม่ทำจะมีปัญหากันทั้งประเทศ จนในที่สุดก็สามารถผลักดันให้มีการแก้ไขและยกระดับขึ้นมาได้

    นายนพปฎลเล่าว่า …Necessity is the mother of invention ความจำเป็นคือแม่ของการคิดค้นประดิษฐ์ของใหม่

    ในช่วงแรกเครือซีพีได้ทำทุกอย่างที่สามารถทำได้ แต่ยังไม่มีผลใดๆ เกิดขึ้น จึงหาทางออกไว้ 2 ทาง คือ

    หนึ่ง หาแหล่งโปรตีนใหม่ให้กับกุ้ง เนื่องจากอุตสาหกรรมปลาป่นได้เปลี่ยนไป จากเดิมที่ใช้ขยะปลาหรือปลาเล็กปลาน้อย มาเป็นการจับปลาเล็กเพื่อผลิตปลาป่นโดยตรง ซึ่งในวงการเรียกกันว่า by catch มีเรือออกไปจับปลาเล็ก ตั้งใจไปจับปลาเล็ก เครือซีพีจึงปรับไม่ซื้อปลาป่นที่ผลิตจาก by catch รวมทั้งปลาป่นที่ผลิตจากเศษปลา หรือที่เรียกว่า by product ที่เหลือจากการผลิตเป็นผลิตภัณฑ์อื่น เช่น ปลาทูน่ากระป๋อง ที่ใช้เฉพาะตัว แต่ หัว หรือครีบ ไม่ได้ใช้ในการผลิต

    “ช่วงที่ปรับธุรกิจ เรายากลำบากมาก เพราะประเทศไทยไม่มีองค์กรไหนยอมรับรองปลาป่นให้เลยว่าต้องเป็นแรงงานถูกต้อง เป็นปลาที่ถูกต้อง by product ไม่ใช่ by catch เครือซีพีจึงไปหาองค์กร “IFFO RS Standard” เพื่อหาข้อมูลว่า มีแหล่งใดบ้างที่จะซื้อปลาป่นที่ผลิตอย่างถูกต้อง ก็พบว่ามีที่เวียดนาม เครือซีพีจึงนำเข้าจากเวียดนาม ยอมเสียภาษีทุกอย่างแพงหมดเลย ยอมมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น แม้คุณภาพก็ด้อยว่าการใช้ปลาเล็ก แต่เครือซีพีก็นำมาแปรรูป” นายนพปฎลกล่าว

    แนวทางที่สอง ได้มอบหมายให้นักวิทยาศาสตร์คิดค้นโปรตีนจากถั่วเหลือง แล้วนำมาผสมกัน ทำเป็นอาหารกุ้งใหม่ ซึ่งประสบความสำเร็จหลังจากใช้เวลานานเป็นปี ทดลองใช้เลี้ยงกุ้ง เพื่อให้ได้น้ำหนัก การเจริญเติบโตไม่ต่ำกว่าการใช้อาหารกุ้งที่ทำจากปลาป่นโดยตรง จากนั้นจึงนำอาหารกุ้งที่ผลิตจากถั่วเหลืองไปขายทั้งหมดทดแทนอาหารกุ้งที่ผลิตจากปลาป่นและหยุดซื้อปลาป่นในประเทศไทยอย่างสิ้นเชิง แต่ซื้อจากแหล่งที่มีการรับรองคือ เรือถูกต้อง ขนาดแหถูกต้อง มีการตรวจสอบตั้งแต่เรือมาเทียบท่าว่าจับอะไรมาได้บ้าง ซึ่งทำให้เครือซีพีสามารถที่จะแก้ปัญหาและดำเนินการตามแนวทางความยั่งยืนได้ทั้ง chain

    นายนพปฎลกล่าวว่า “ผมอยากจะแชร์ว่ามันไม่ง่ายอย่างที่คิด อาหารกุ้งที่ผลิตจากถั่วเหลืองของเครือซีพีขายไม่ออก เราก็แปลกใจมากทั้งที่ใช้ชื่อแบรนด์เดิม เนื่องจากเป็นอาหารกุ้งที่ไม่กลิ่น ต่างจากอาหารกุ้งเดิม ที่ผลิตโดยใช้ปลาป่นที่กลิ่นแรงมาก คนเลี้ยงกุ้งรู้ว่ามีการเปลี่ยนสูตร อาหารกุ้งไม่มีกลิ่น จึงไม่ซื้อ บอกว่ากุ้งไม่กิน ธรรมชาติของกุ้งถือว่าเป็น bottom feeder กินขยะ กินซากศพของปลาและอาหารที่เน่าแล้ว ส่งผลให้การขายอาหารกุ้งของเครือซีพีตกลง ขณะที่ผู้ผลิตอาหารกุ้งรายอื่นยังซื้อปลาป่นเมืองไทย ปลาป่นในไทยไม่ได้ลดลง ยังเหมือนเดิมในช่วงนั้น ธุรกิจของเครือซีพีจึงปั่นป่วน”

    พร้อมเล่าต่อว่า“การปรับเปลี่ยนพวกนี้ ตอนนั้นก็ถูกบีบหลายๆ ส่วน ยอดขายก็ตก คนก็ไม่ยอมซื้อ ต้องออกไปให้ความรู้ว่า สินค้าตัวนี้ดีกว่าอย่างไร คือ เริ่มนำเรื่องความยั่งยืนไปให้เขาคิด ว่าประมงไทยจะเดือดร้อนกันหมด ถ้าจับลูกปลามาทำปลาป่นหมด จะเหลืออะไรให้จับ โดยเฉพาะชาวประมงพื้นบ้านเดือดร้อนกันมาก ซึ่งเราใช้เวลาประมาณ 6 เดือนกว่ายอดขายจะเริ่มกลับมา pick up แต่ยอดขายก็ตกไปเยอะมาก เป็นเรื่องของความเชื่อ ลบยาก ใช้เวลานาน แต่ตอนนี้ผมแฮปปี้แล้ว เพราะทุกคนก็มีความเชื่อว่ากินแบบนี้ก็เหมือนเดิม กุ้งน้ำหนักก็ได้ อะไรก็ได้ เนื้อก็ยังอร่อย คุณภาพไม่ได้ต่างกัน ทุกอย่างกลับมาเหมือนเดิม แล้วเราก็ใช้แหล่งที่ certify แล้วนักวิทยาศาสตร์เราก็เก่งขึ้นเรื่อยๆ เราสามารถใช้โปรตีนทดแทนได้เกือบทั้งหมด อีกหน่อยใช้โปรตีนจากพืชได้ แต่ต้องไปทำหลายขั้นตอน” นายนพปฎลกล่าว

    อเมริกาชวนทำฟาร์มกุ้ง – จับมือ Seafood Task Force ทำประมงยั่งยืน

    นายนพปฎลกล่าวว่า เชื่อว่าเครือซีพีเป็นรายแรกของโลกที่พัฒนาอาหารกุ้งจากโปรตีนพืช เพราะนักวิทยาศาสตร์ของเครือซีพีคิดขึ้นเอง และประสบความสำเร็จมีชื่อเสียง จนรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ของอเมริกา นายวิลเบอร์ รอสส์ ที่มาประชุมกับรัฐบาลไทย ได้มาพบกับนายศุภชัย (เจียรวนนท์) เพื่อชวนไปทำฟาร์มกุ้งที่สหรัฐอเมริกา

    “อเมริกานำเข้ากุ้งมากที่สุดในโลก เป็นตลาดใหญ่ แต่ที่อเมริกาไม่มีฟาร์มกุ้งเลย เนื่องจากเดิมคำนึงสิ่งแวดล้อม จึงไม่ได้สนับสนุนการทำฟาร์มกุ้ง แม้จะมีพื้นที่เหมาะสมในแถบนิวออร์ลีนส์ ลุยเซียนา ฟลอริดา รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ของอเมริกาบอกว่ามีข้อมูลว่า เครือซีพีมีเทคโนโลยีครบถ้วนทุกอย่าง แล้วเป็นฟาร์มระบบปิด เพราะฉะนั้นไม่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม แล้วสามารถบริหารเรื่องต้นทุนได้ดี เพราะใช้เทคโนโลยีเข้ามาจัดการ ซึ่งเครือซีพีตอบรับคำเชิญ โดยขณะนี้เริ่มช่วยอเมริกาพัฒนาเพราะต้องปรับหลายอย่าง น้ำไม่เหมือนกัน นี่จึงเป็นโอกาสที่มาจากวิกฤติ ช่วงที่เครือซีพีไปอเมริกา ได้รับการยกย่องจากมหาวิทยาลัย”

    นายนพปฎลกล่าวต่อว่า เครือซีพีเป็นผู้ส่งออกกุ้งรายใหญ่ที่สุดในโลก เพราะฉะนั้นเป็นโอกาสในปัจจุบัน แต่เครือซีพีไม่ได้หยุดการดำเนินการเพื่อความยั่งยืน แม้ประเทศไทยหลุดจากเรื่องของใบเหลืองแล้ว โดยเครือซีพีได้เข้าร่วม Seafood Task Force ของโลก เป็นแกนสำคัญอันหนึ่ง ขณะนี้กำลังพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ อุปกรณ์ติดตามเรือ VMS (vessel monitoring system) สำหรับการติดตามเรือทุกลำ ที่สามารถบอกได้ว่า เรือใช้อวนขนาดไหน จากความเร็วของเรือหากใช้อวนถี่ที่ลากน้ำ จะมีผลต่อความเร็วของเรือ สามารถทำการจับกุมได้ทันที รวมทั้งเรือที่ใช้ลากกับพื้นที่ทำลายปะการัง

    Seafood Task Force เป็นความร่วมมือระหว่างผู้ผลิตกับลูกค้า เช่น คอสโก้ วอลมาร์ท มาร์คแอนด์ สเปนเซอร์ ธุรกิจค้าปลีกระดับโลกที่มาช่วยกัน รวมทั้งเครือซีพีที่ร่วมกับนานาชาติราว 30-40 บริษัท และ NGO คือ WWF เพื่อที่จะหาทางออกเกี่ยวกับการประมงอย่างยั่งยืน

    “เครื่องมือนี้ออกแบบและจะผลิตในเมืองไทย แล้วจะส่งขายไปทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งขณะนี้อยู่หว่างทดลองการใช้งาน แต่จะเมื่อนำออกใช้จริงจะร่วมกับ Seafood Task Force ไม่ว่า อินโดนีเซีย กัมพูชา เวียดนาม เพื่อทุกประเทศจะได้ใช้แบบเดียวกันหมด จะได้ไม่มีใครได้เปรียบใคร” นายนพปฎลกล่าว

    อุปกรณ์ติดตามเรือ VMS นี้นอกจากจะช่วยเรื่องการใช้อวนแล้ว ยังช่วยเรื่องการป้องกันใช้แรงงานทาสด้วย เพราะติดตามได้ว่าเรือออกไปนานแค่ไหน หากมีการเปลี่ยนถ่ายแรงงานไปขึ้นเรือเรียกว่าเรือผี แล้วเรือกลับเข้าฝั่งโดยไม่มีคน

    นายนพปฎลกล่าวว่า เมื่อศึกษาลึกลงไปพบว่า การประมงเมืองไทยมีการจับสัตว์น้ำมากเกินไป (over fishing) อันที่จริงปัญหานี้เกิดขึ้นทุกที่ในโลก แต่อังกฤษ ยุโรป ได้มีการจัดการเรื่องนี้ไปเมื่อ 40-50 ปีที่แล้ว และถึงเวลาที่คนรุ่นปัจจุบันจะต้องรับผิดชอบกับอนาคตลูกหลาน ซึ่งเมื่อหยุด over fishing ได้ ประมงพื้นบ้านไทยได้ประโยชน์มหาศาล เพราะปลาขนาดโตขึ้น มีจำนวนมากขึ้น ปลาของประมงพื้นบ้านขายได้ราคาดีกว่าประมงพาณิชย์

    แต่ส่วนที่มีปัญหาคือ ประมงพาณิชย์ ซึ่งเป็นเรือที่ถูกต้องตามกฎหมาย มีใบอนุญาตครบทุกลำ จากเดิมที่ใช้ใบอนุญาตเดียวกับเรือทุกลำ เมื่อต้องจอดเรือเพื่อหยุดจับปลาตามกติกา ก็มีปัญหาทางการเงิน ซึ่งอาจจะนำไปสู่ปัญหาสังคมได้ เพราะมีคนจำนวนมากที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการไม่มีรายได้ชำระหนี้ที่เกิดจากการลงทุนซื้อเรือ และเพื่อการเลี้ยงชีพได้

    “ผมก็ลงไปดูเอง ลงไปคุยกับครอบครัวเขา(ประมงพาณิชย์) ต้องหาวิธีไปแก้ตรงนั้นต่อเข้าไปอีก เพราะการแก้ปัญหาอย่างหนึ่ง ไปกระทบอีกปัญหาหนึ่ง แล้วปัญหานี้เป็นของจริง ว่าจะช่วยแก้ปัญหาให้เขาได้อย่างไร ” นายนพปฎลกล่าว

    “passion + มาตรการเฉียบขาด” แก้ปัญหาปลูกข้าวโพดทำลายป่า

    อย่างเรื่องภาคเหนือ เครือซีพีโดนโจมตีมาก กรณีข้าวโพด พันธุ์ 888 ที่บอกว่าเอาเท้าเขี่ยๆมันก็ขึ้นแล้ว มันขึ้นที่ไหนก็ได้ แต่ว่าอันนี้…จริงครึ่งเดียว ที่คนไม่รู้เลยว่า หากคนเลือกได้เขาจะไม่เลือกที่จะปลูกข้าวปลูกบนภูเขา เพราะไม่มีชลประทาน ผลผลิตจะต่ำกว่า มันยากกว่าเยอะ

    เครือซีพีก็โดนโจมตีมากว่าซีพีให้ทำลายป่า และจากการลงพื้นที่หาข้อมูล พบว่ามีการทำการตลาดแข่งกัน และซีพีมีส่วนแบ่งทางการตลาดในภาคเหนือของไทยอยู่ประมาณ 25% ของการขายเมล็ดพันธุ์ข้าวโพด แต่เป็นเพราะมีชื่อซีพี ทุกคนก็เลยคิดว่า 100% มาจากซีพี และซีพีปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ เพราะมีส่วนแบ่งจริง 25% นอกจากนี้ยังได้ศึกษาถึงสาเหตุของการทำลายป่า ซึ่งพบว่ามีการเข้าไปยึดครองพื้นที่จนตั้งเป็นหมู่บ้าน

    “การปลูกข้าวโพดบนภูเขาให้ผลผลิตต่ำมาก ภูเขาไม่มีระบบชลประทาน ผลผลิตจะต่ำกว่าที่ราบ โดยได้ผลผลิตเพียง 1/3 ต่อไร่ อีกทั้งมีค่าใช้จ่ายในการขนส่งสูง ต้องใช้รถบรรทุกวิ่งขึ้นเขา คุณศุภชัยไปด้วยตัวเอง พาผมไปด้วย ไปเห็นเอง ไปทำเอง ไปคุยเอง ผู้ใหญ่บ้านก็พาคุณศุภชัยขึ้นไปบนภูเขา พบว่าอยู่กันหลายร้อยครัวเรือน พอขึ้นไปถึงก็บอกว่าลูกเพิ่งเข้าเรียนราชภัฏได้ ปีนี้ก็ต้องทำอีกสามหุบเขานี้ นั่นคือป่าเลยนะอยู่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติ ถึงจะไปซื้อมอเตอร์ไซค์ จ่ายค่าเล่าเรียนลูกที่ไปเรียนในกรุงเทพฯ ” นายนพปฎลกล่าว

    ข้อมูลที่ได้รับจากผู้ใหญ่บ้านเล่าว่า ชาวบ้านซึ่งเดิมเป็นคนภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้เข้ามาทำกินในพื้นที่นี้ตั้งแต่สมัยคอมมิวนิสต์ปี 1960 มาล้อมเมืองไทย รัฐบาลไทยในยุคนั้นมีมาตรการสร้างพื้นที่กันชน จึงนำคนที่ไม่มีทรัพย์สิน ไม่มีรายได้เข้าไปทำกินบนภูเขา เพื่อไม่ให้พวกคอมมิวนิสต์เข้ามา พร้อมกับสัญญาว่าจะออกกรรมสิทธิ์ที่ดินออกโฉนดให้ แต่ประเทศไทยมีการเปลี่ยนรัฐบาลหลายครั้งจนไม่มีใครจำข้อมูลนี้ได้

    ต่อมาเมื่อมีการทำแผนที่โดยใช้ดาวเทียม ส่งผลให้พื้นที่อุทยานครอบพื้นที่ทำกินเดิม ชาวบ้านจึงมีปัญหาและถามว่าเขาผิดตรงไหน รัฐบาลใหม่ก็ไม่ยอมรับว่ามีการดำเนินการในลักษณะนี้มานาน จึงส่งผลให้กลายเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาสังคม การแก้ปัญหาจึงขึ้นอยู่กับว่าจะเลือกแก้ด้านใดก่อน

    “ตอนนั้นเข้าไปเจอแต่ละเรื่อง ยากกว่าที่เราคิดไว้เยอะเลย แต่ต้องยอมรับ และเข้าไปเรียนรู้ ผมเรียนเลยว่าถ้าคุณศุภชัยไม่มี passion เรื่องนี้ ทำไม่สำเร็จ เพราะเป็นเรื่องที่ธุรกิจเขาไม่ทำกัน ไม่ได้สร้างกำไรอะไรเลย แต่เราเข้าไปก็คิดแบบธุรกิจว่าทำยังไงให้คนอยู่กับป่าได้” นายนพปฎลกล่าว

    นายนพปฎลกล่าวต่อว่า การแก้ไขปัญหาได้ใช้การวางแผนธุรกิจ นำมาจัดการพื้นที่ป่าตามระดับความสูงโดยป่ามี 3 ชั้น ชั้นสูงสุดคือป่าต้นน้ำ อย่างจังหวัดน่าน มีความสำคัญเพราะจะต้องมีป่าดงดิบอยู่บนเขา มิฉะนั้นประเทศจะมีปัญหาเรื่องน้ำ ซึ่งป่าต้นน้ำนี้ห้ามเข้าใช้ประโยชน์อย่างเด็ดขาด ส่วนป่าในชั้นความสูงรองลงมาเรียกว่า belt เป็นป่าใช้สอยได้ คือ เข้าไปเก็บผลิตภัณฑ์ป่ามาใช้ได้ แต่ห้ามตัดไม้ ขณะที่ชั้นล่างสุด ให้ใช้ประโยชน์ได้ ให้คนอยู่ได้ แม้ไม่ถูกต้อง ไม่มีโฉนด แต่คนที่จะเข้ามาทำกินต้องดูแล ถือเป็นหน้าที่ หากทำให้พื้นที่ป่าเสียไป 1 ไร่ จะถูกเอาพื้นที่คืน 3 ไร่

    แนวทางการแก้ไขปัญหานี้ได้รับความสนับสนุนจากมูลนิธิปิดทองหลังพระ ที่จัดระบบชลประทานให้กับชาวบ้านที่ลงมาทำกินในป่าชั้นล่างสุด ซึ่งถือว่าเป็นปัจจัยที่ทำให้ประสบความ สำเร็จ เพราะแม้พื้นที่ทำกินข้างล่างจะลดลงจากพื้นที่ภูเขา แต่ด้วยระบบชลประทาน ประกอบกับเทคโนโลยีของซีพีที่จะช่วยทำให้ผลผลิตสูงถึง 3 เท่าของพื้นที่บนภูเขา เป็นการรับรองรายได้ว่าจะมากกว่าพื้นที่บนภูเขา และซีพีรับซื้อผลผลิตทั้งหมด

    ในช่วงแรกของการใช้โมเดลนี้เข้าไปจัดการไม่มีการตอบรับมากนัก เพราะความเชื่อเปลี่ยนได้ยาก ดังจะเห็นจากการเผาไร่ข้าวโพด ที่เกษตรกรไทยเชื่อว่าส่งผลดีกับดิน ทั้งที่ไม่เป็นความจริง การเผาทำให้ความชื้นบนผิวดินหาย เมื่อเกษตรกรยังมีการใช้ปุ๋ยเคมี ก็ยิ่งส่งผลเสียมากขึ้น ทั้งที่จริงการไถกลบทำให้ดินร่วน ไม่ต้องใส่ปุ๋ย แต่ไม่ทำกัน ไม่ว่าจะโน้มน้าวอย่างไรเกษตรกรก็ไม่เชื่อ ต้องทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง โดยใช้พื้นที่ป่าในส่วน belt

    จากการที่ทรูมีการก่อตั้ง True Coffee ทำให้มีทางแก้ไข โดยใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าตรง belt หรือป่าใช้สอยได้ ให้เป็นพื้นที่ปลูกกาแฟ เพราะมีระดับความสูงประมาณ 700 เมตร เหมาะสมกับการปลูกกาแฟพันธุ์ดี และแนวทางนี้ยังมีโอกาสสูง เนื่องจากข้อแรกตลาดกาแฟขยายตัวทั่วโลก ข้อสอง กาแฟปลูกได้ดีในช่วงเส้นศูนย์สูตร ประเทศไทยเองตั้งอยู่บนเส้นศูนย์สูตร ข้อสาม คือ กาแฟต้องปลูกในที่ร่ม ถึงจะเติบโตได้ดี

    นายนพปฎลเล่าต่อว่า “คุณศุภชัย พร้อมทีมงาน ได้เดินทางไปที่หมู่บ้านสบขุ่น อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน ซึ่งเป็นพื้นที่กลางอุทยานแห่งชาติ มีการทำลายป่า มีชาวบ้านอยู่รวมกันเป็นหมู่บ้าน เพื่อนำเสนอแนวคิดการปลูกกาแฟให้กับชาวบ้าน วันที่เราไป ชาวบ้านเผาข้าวโพดเสร็จพอดี เหมือนทะเลทรายเลย เป็นสีน้ำตาล เผาจนเรียบ เตรียมดินแล้ว เหมือนทะเลทรายกลางน่าน คุณศุภชัยบอกว่าเรามาโปรโมททำอันนี้ จะทำให้เป็นกาแฟมีชื่อของน่านเลย แล้วก็จะให้ชาวบ้านเป็นเจ้าของทั้งหมด จะตั้งโรงงานกาแฟให้ เราจะซัพพลายเมล็ดต้นกล้า ก็มีคนมานั่งฟังเกือบร้อยคน ถามว่าใครจะทำกับเราบ้าง มีผู้หญิงคนหนึ่งยกมือเป็นคนแรก โดยรวมแล้วครั้งแรกมีชาวบ้านร่วมโครงการประมาณสิบกว่าคน”

    เลิกแก้ตัว ลงมือแก้ปัญหา

    นายนพปฎลกล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้จากการกลับไปเยี่ยมโครงการหลังจากเริ่มมาได้ 3 ปี ผู้หญิงคนแรกที่ยกมือเข้าโครงการได้ชวนนายศุภชัยไปดูพื้นที่ของเขา ซึ่งมีป่าขึ้นมามีต้นไม้สูงมากกลายเป็นพื้นที่สีเขียวในเวลา 2 ปี พร้อมกับบอกว่าป่าไม่ต้องไปทำอะไรหรอก มีอยู่ในดินอยู่แล้ว เพียงแต่อย่าเผาท่านั้น แล้วในพื้นที่นั้นก็มีต้นกาแฟ ซึ่งเก็บได้แล้ว

    “คุณศุภชัยถามว่าเป็นยังไงบ้างครับ มาทำอันนี้ เขาร้องไห้เลยนะ เขาบอกว่าเขาเกิดที่หมู่บ้านนี้ แล้วเขาลืมไปเลยว่าจริงๆ มันมีนก มีอะไรเยอะมากๆ แต่ตอนนี้เขาตื่นมา เขาได้ยินเสียงนกที่เดียวเลยในหมู่บ้านนี้ คือได้ยินเสียงนกแล้วร่มรื่น แล้วเขาก็เก็บกาแฟได้ เขาบอกว่าไม่เคยคิดว่าจะกลับมาได้ แล้วเขาก็อยู่ได้ รายได้ก็ไม่ได้น้อยไปกว่าเดิม ชีวิตก็ดีขึ้น แล้วที่สำคัญที่สุด เขาบอกว่าไม่ต้องใช้พวกเคมีที่ทำให้มือของเกษตรกรมีปัญหาจากการใช้มือหยิบสารเคมี ปุ๋ยเคมี สารพัดอย่าง ยาฆ่าแมลง ที่นี่เขาไม่ต้องทำเลย เพราะปลูกกาแฟ แล้วมีป่ามาคลุมอยู่ เพราะฉะนั้นเวลามองจะไม่เห็นกาแฟ เห็นเป็นป่าธรรมดา แต่เขาเก็บกาแฟ เอามาคั่ว แล้วขายส่ง ตอนนี้ราว 60% ของหมู่บ้านเอาด้วยหมด อีกหน่อยก็จะกลับมาเป็นป่าเหมือนเดิม” นายนพปฎลกล่าว

    สำหรับแนวทางการสร้างรายได้ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ชาวบ้านปลูกถั่วมะแฮะนำไปขาย อีกทั้งพื้นที่ข้าวโพดไม่ได้เลิกทั้งหมดในครั้งเดียว ยังมีพื้นที่เหลือส่วนหนึ่ง แต่ต้องให้สัญญาว่าจะเลิก ไม่ขยายต่อ เมื่อกาแฟปลูกเต็มพื้นที่ ก็สามารถมีรายได้จากการขายกาแฟเต็ม 100%

    “ในระหว่างนั้นเราต้องใช้มาตรการแบบเฉียบขาด ซึ่งตรงนี้ก็จะคล้ายๆ ภาคใต้ ในปีแรกคุณศุภชัยถอนการขายและซื้อทั้งหมดออกจากจังหวัดน่าน แล้วแบนเลยว่าถ้าใครไปซื้อในเครือเรา เราจะลงโทษซัพพลายเออร์ ห้ามเมล็ดพันธุ์ซีพีเข้าไปในจังหวัดน่านเลย ถ้าจับได้ว่าขนเข้าไปขาย เราก็ตัดดิสทริบิวเตอร์คนนั้นเลย อันนี้ทำตั้งแต่แรกๆ เลย แล้วก็ไม่ซื้ออะไรที่มาจากจังหวัดน่าน เพราะจังหวัดน่านมีพื้นที่ราบแค่ 15% ตอนนั้นก็โดนแรงเสียดทานเยอะมากๆ”นายนพปฎลกล่าว

    “เมื่อเราประกาศว่าไม่ซื้อ ก็เอาคอมพิวเตอร์มาตรวจทุกล็อตตั้งแต่ปีนั้น แต่หากจะซื้อเมล็ดข้าวโพดต้องมาพร้อมโฉนด แล้วตรวจสอบโฉนดกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งเครื่องจะบอกเลยว่าผลิตได้กี่ตัน เครือซีพีก็จะซื้อเท่าที่ได้ข้อมูลจากเครื่อง ที่เหลือไม่ซื้อให้เอากลับไป ตอนนั้นก็โดนเยอะ เราบอกก็ไม่เชื่อว่าไม่ซื้อ ทางฝั่งการซื้อก็ว่าเรามาก ส่วนเกษตรกรก็ว่า พอเราไม่ซื้อ เขาก็ไปขายแบบถูกๆ ให้พ่อค้าคนกลาง เป็นปัญหาสังคมจริงๆ ตอนนั้น แต่สุดท้ายคุณศุภชัยเลิกแก้ตัวว่าไม่เกี่ยว แล้วกระโดดลงไปแก้ปัญหาๆ แต่เราต้องทำในสิ่งที่ถูก พยายามให้เดินกันไปได้ ถ้าทางราชการรับรองว่ามาจากพื้นที่ แม้ไม่มีโฉนด แต่ผู้ว่าราชการจังหวัดลงนามรับรองว่าเป็นพื้นที่จัดสรรให้ทำอย่างนี้ เราก็ซื้อหมด บางทีซื้อแพงกว่าตลาดด้วย คือสร้างแรงจูงใจ” นายนพปฎลกล่าว

    นายนพปฎลกล่าวว่า การแก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดน่าน ถือว่ามีความคืบหน้า พอใจกับผลที่เกิดขึ้น เพราะไม่ได้ทำเป็นตัวอย่างหรือกระบะทรายทดลอง แต่ทำแบบจริงจัง เป็นโครงการกาแฟรักษ์ป่าน่าน รับซื้อกาแฟทั้งหมดในจังหวัดน่าน และได้ขยายโครงการไปที่บ่อเกลือ น้ำพาง ซึ่งที่น้ำพางยังอยู่ระหว่างการฟื้นฟู นอกจากนี้ยังมีโครงการที่แม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่

    ข้อมูล ณ เดือนมิถุนายน ปี 2561 โครงการกาแฟรักษ์ป่าน่านทำไปแล้ว 420 ไร่ จากเป้าหมายทั้งหมด 1,000 ไร่ เฉพาะบ้านสบขุ่น มีชาวบ้านเข้าร่วมโครงการ 67 ราย แล้วก็จะขยายผลไปอำเภอต่างๆ ในจังหวัดน่าน

    นายนพปฎลกล่าวต่อว่า ปัญหาการเผาทางเมียนมากำลังจะเจอเหตุการณ์เหมือนไทย เครือซีพีจึงไปเมียนมา ไปให้ข้อมูลกับรัฐบาล โดยเอาบทเรียนไร่ข้าวโพดไปขยายผล เพื่อจะไปหยุดไม่ให้เผา เพื่อไม่ให้เกิดการทำลายป่า ให้เก็บป่าต้นน้ำไว้ ซึ่งได้เริ่มทำไปแล้ว ประกอบกับได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิปิดทองหลังพระที่เข้าไปดำเนินโครงการในเมียนมาด้วย

    แนวคิดโมเดล Mega Farm พัฒนาอีสาน

    นายนพปฎลกล่าวว่า เครือซีพีได้รับการชักชวนจากมูลนิธิปิดทองหลังพระไปดำเนินโครงการที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เนื่องจากเครือซีพีมีเทคโนโลยีและความชำนาญด้านการตลาด ซึ่งจะช่วยเสริมงานของมูลนิธิฯ ที่มีพันธมิตรในระดับประเทศ ระดับภูมิภาค ระดับโลก ได้รอบด้านขึ้น

    ปัญหาของภาคตะวันออกเฉียงเหนือไม่เหมือนที่อื่น เพราะเป็นพื้นที่ราบ อายุเฉลี่ยของเกษตรกรคือ 58 ปี เด็กรุ่นใหม่ไม่มีใครยอมรับมรดก เพราะต้องการมาทำงานในเมือง เป็นค่านิยมของเด็กยุคนี้ เป็นกระแสการพัฒนาเมือง หรือ urbanization ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะโซเชียลมีเดียที่ทำให้เด็กรุ่นนี้เห็น และย้ายเข้ามาในเมือง ทิ้งการเกษตร ซึ่งหากไม่แก้ปัญหา อีกไม่นานก็จะไม่มีคนทำการเกษตร

    “ตรงนี้เป็นเรื่องยากและเป็นประเด็นอ่อนไหวของคนไทยมาก ผมคิดว่าเป็นความท้าทายใหม่ วิธีแก้มี ตอนนี้ต้องหาวิธีที่จะทำยังไงให้เดินไปได้ ให้คนไทยเข้าใจ” นายนพปฎลกล่าว

    นายนพปฎลกล่าวว่า สิ่งที่มีค่าที่สุดของเกษตรกร คือ ที่ดิน ซึ่งเกษตรหวงมาก นับเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เพราะเป็นมรดกสืบทอด แต่สิ่งที่เกษตรลืมไปคือ ขนาดที่ดินเล็กลง ต่างจากสมัยก่อนที่ที่ดินเป็นแปลงใหญ่ซึ่งสามารถทำกินได้และเลี้ยงชีพได้ ปัจจุบันที่ดินมีการแบ่งซอยย่อยแบ่งให้กับลูกหลาน แล้วยังมีการสร้างคันนาเพื่อแบ่งเขต ยิ่งมีผลให้ที่ดินเล็กลงไปอีก การผลิตจึงไม่ได้ขนาด ที่ทางเศรษฐศาสตร์เรียกว่า economies of scale ทำให้ไม่สามารถสร้างผลผลิตจำนวนมากได้ จุดนี้ยังไม่มีใครคำนึงถึง

    นายนพปฎลให้ข้อมูลว่า ประเทศที่พัฒนาแล้ว กลับทำในสิ่งที่ตรงข้ามกัน เนื่องจากเกษตรกรลดน้อยลง เช่น สหรัฐอเมริกา จำนวนเกษตรกรเหลือเพียง 1% แต่พื้นที่ที่ใช้ประกอบกิจการมีขนาดมหาศาล โดยใช้แนวคิด mega farm

  • ซีพีกับโมเดลเกษตรอุตสาหกรรมสมัยใหม่: ฟาร์มไก่ไข่ 3 ล้านตัวที่ผิงกู่ เทคโนโลยีทันสมัยที่สุดในโลก-ใช้หุ่นยนต์เลี้ยงไก่
  • เครือซีพีได้ใช้โมเดล mega farm และประสบความสำเร็จมาแล้วที่ประเทศจีน ที่ผิงกู่ โครงการผิงกู่ เลี้ยงไก่ไข่ เพราะมีปัญหาคล้ายกัน คือ เป็นเกษตรกรรายย่อยมีที่ดินผืนเล็ก เมื่อที่ดินผืนเล็กไม่สามารถไปกู้เงินจากธนาคารได้ เพราะฉะนั้นบริษัทก็เข้าไปในดำเนินการฟาร์มไก่ไข่ มีธนาคารเข้ามาร่วม โดยธนาคารจะเข้ามาร่วมเมื่อมีการเข้าไปสนับสนุนเกษตรกร เอาที่ดินแปลงเล็กๆ มารวมกันเป็นแปลงใหญ่ เพื่อสามารถไปจำนองได้ ขณะเดียวกันรัฐบาลก็สนับสนุน เนื่องจากที่ดินเมืองจีนเป็นของรัฐบาล

    “โครงการผิงกู่ประสบความสำเร็จ แล้วคนพวกนั้นกลายเป็นคนที่เก็บค่าเช่าที่แทน เพราะเราไปเช่าที่เขาตรงนั้น แล้วเขาก็ส่งคนงานมาปลูกเองด้วย คือพิสูจน์แล้วว่าทำได้จริง” นายนพปฎลกล่าว

    แนวคิดของ mega farm คือการรวมที่ดินแปลงเล็กให้เป็นแปลงใหญ่แล้วใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการผลิต ซึ่งปัจจุบันเทคโนโลยีพัฒนาไปมากจนสามารถพยากรณ์สภาพอากาศแต่ละช่วงได้ ช่วยให้สามารถวางแผนการผลิตได้อย่างเหมาะสม ตั้งแต่การเลือกพันธุ์พืชปลูกสลับกัน แทนการปลูกพันธุ์เดียวตลอด ไปจนถึงการเก็บผลผลิต และยังช่วยปกป้องสิ่งแวดล้อม เพราะเมื่อเก็บผลผลิตเสร็จแล้วมีการไถกลบเป็นปุ๋ย ไม่ต้องใช้สารเคมี

    แนวทางนี้มีความเป็นไปได้ เนื่องจากประเทศไทยเริ่มมีธุรกิจเพื่อสังคมเกิดขึ้น หาแนวทางให้ธุรกิจเพื่อสังคมเข้ามาร่วมและอาจจะเป็นเจ้าของ ขณะที่ผลิตภัณฑ์สามารถตรวจสอบย้อนกลับแหล่งผลิตได้ เพราะวิธีการผลิตใช้เทคโนโลยีทั้งหมด แต่ทั้งนี้ต้องทำให้เกษตรกรเข้าใจประโยชน์ของการผลิตบนพื้นที่ขนาดใหญ่ก่อนถึงจะดำเนินการได้ เพราะขณะนี้ตลาดพร้อม สถาบันการเงินพร้อมที่จะเข้ามาสนับสนุน

    อ่านต่อตอนที่2(ตอนจบ)

    ]]>
    https://thaipublica.org/2019/04/cp-group-sustainability-philosophy-practice-noppadol-dej-udom-01/feed/ 0
    มลพิษอากาศเชียงใหม่วิกฤติที่สุดในโลก – คนตื่นตัวใช้โซเชียลแชร์ข้อมูลเตือน – ไทยเดินหน้าจัดประชุมอาเซียนที่เชียงราย https://thaipublica.org/2019/04/asean-meeting-afmm-afmgm-chiangmai-chiangrai-air-quality-pollutant-crisis/ https://thaipublica.org/2019/04/asean-meeting-afmm-afmgm-chiangmai-chiangrai-air-quality-pollutant-crisis/#respond Mon, 01 Apr 2019 15:36:47 +0000 https://thaipublica.org/?p=163629

    ปัญหาฝุ่นและหมอกควันในจังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่กลับมาอีกครั้งในเดือนมีนาคม และเลวร้ายลงในช่วงปลายเดือนที่เกิดจากไฟป่า ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนจำนวนมากโดยเฉพาะเด็กเล็ก จากสภาพตัวเมืองที่ปกคลุมด้วยหมอกควันที่หนาทึบ

    เชียงใหม่มีค่ามลภาวะทางอากาศสูงเกินมาตรฐานมาเป็นระดับสีแดงคือมีผลกระทบต่อสุขภาพ (unhealthy) จนติดอันดับ 1 ของโลกมาเกือบทุกวันของเดือนโดยในวันที่ 10 มีนาคม มีค่าดัชนีคุณภาพอากาศ (air quality index: AQI) ที่ระดับ 212 จากการแสดงผลของเว็บไซต์ AirVisual ต่อมาติดอันดับ 1 ของโลกเป็นวันที่ 2 ในเช้าวันที่ 13 มีนาคม โดยค่า US AQI อยู่ที่ 197 แสดงให้เห็นว่าอากาศมีมลภาวะที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัย

    ที่มาภาพ: https:// www.airvisual.com/thailand/chiang-mai

    AirVisual เป็นเว็บไซต์ที่รวบรวมข้อมูลการตรวจวัดคุณภาพอากาศจากเมืองสำคัญทั่วโลกแบบเรียลไทม์ และแสดงผลคุณภาพอากาศด้วยค่าดัชนีคุณภาพอากาศ หรือ US AQI

    สถานการณ์ยังคงเลวร้ายต่อเนื่องจนถึงวันนี้ (1 เมษายน) ณ เวลา 13.30 น. ของเชียงใหม่ ซึ่งแสดงโดยเว็บไซต์ AirVisual สูงติดอันดับ 1 ของโลก อีกครั้ง โดยค่า AQI ขึ้นมาที่ 191 และค่า PM 2.5 เฉลี่ยในรอบ 24 ชั่วโมง (ฝุ่นละอองที่มีขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน) สูงขึ้นมาที่ 133.8 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ค่า PM10 อยู่ที่ 210 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งเกินมาตรฐาน 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

    ค่า PM2.5 วัดได้สูงสุด 324 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ที่ศาลากลางจังหวัด รองลงมา 245 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ในพื้นที่โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย

    ที่มาภาพ: https:// www.airvisual.com/thailand/chiang-mai

    AirVisual ยังคาดการณ์มลภาวะทางอากาศในเชียงใหม่ว่าจะอยู่ในระดับสูงและมีผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนไปตลอดทั้งสัปดาห์

    สำหรับจังหวัดเชียงรายอยู่ในสถานการณ์ที่ย่ำแย่กว่าเชียงใหม่ โดยดัชนีคุณภาพอากาศซึ่งวัดโดย AirVisual ขึ้นมาที่ 207 เป็นระดับสีม่วงคือมีผลกระทบต่อสุขภาพมาก (very unhealthy) และค่า PM 2.5 สูงขึ้นมาที่ 151 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ค่า PM10 อยู่ที่ 218 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ค่าโอโซน (O3) อยู่ที่ 115 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ค่าก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) อยู่ที่ 2684.7 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร AQI ของอำเภอแม่สายจังหวัดเชียงรายอยู่ที่ระดับ 256 โดยมีค่า PM 2.5 สูงขึ้นมาที่ 206 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

    AirVisual คาดการณ์ว่ามลภาวะทางอากาศในเชียงรายจะอยู่ในระดับสูงและมีผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนไปตลอดทั้งสัปดาห์เช่นกัน

    ที่มาภาพ: https:// www.airvisual.com/thailand/chiang-rai

    วิกฤติมลพิษทางอากาศทำให้สถาบันการศึกษาหลายแห่งประกาศปิดการเรียนการสอน เช่น มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ประกาศเมื่อวันที่ 31 มีนาคมว่า เนื่องจากสถานการณ์หมอกควันที่รุนแรงและส่งผลกระทบต่อสุขภาพ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงจึงของดการเรียนการสอน ระหว่างวันที่ 1–2 เมษายน 2562

    นอกจากนี้ เริ่มมีการณรงค์ผ่านสื่อโซเชียล ขอรับบริจาคหน้ากาก N95 เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่กำลังประสบภัยฝุ่นพิษ และอาสาสมัครดับไฟป่าภาคเหนือ ทั้งในเชียงใหม่และเชียงราย

    ปัญหาฝุ่นพิษยังได้กระจายไปจังหวัดอื่น คือ พะเยาซึ่งมีค่า AQI ที่ 820 ซึ่งเป็นระดับที่อันตราย ส่วนที่แม่ฮ่องสอน ค่า AQI อยู่ที่ 259 และจังหวัดอื่นที่ค่า AQI สูงเกิน 150 ขึ้นไปและมีผลกระทบต่อสุขภาพทั้งสิ้นตั้งแต่ น่าน ลำพูน ลำปาง แพร่

    ที่มาภาพ: https:// www.airvisual.com/thailand

    นายกรัฐมนตรีลงพื้นที่ 2 เม.ย. คุมแก้ไขปัญหา

    เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาลเผยแพร่ข่าว นายกรัฐมนตรีย้ำทุกฝ่ายช่วยกันแก้ปัญหาฝุ่นละอองหมอกควันอย่างเต็มที่ ระบุทุกคนต้องร่วมมือกัน เผยพบจุดไฟป่าเป็นจำนวนมาก

    วันนี้ บริเวณหน้าห้องวายุภักษ์ 2-4 ชั้น 4 โรงแรมเซ็นทารา บาย เซ็นทารา ศูนย์ราชการและคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ ถนนแจ้งวัฒนะ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีกล่าวภายหลังการเป็นประธานในพิธีมอบเกียรติบัตรและเข็มเชิดชูเกียรติข้าราชการพลเรือนดีเด่น ประจำปี 2562 ถึงปัญหาวิกฤติฝุ่นละอองและหมอกควันในพื้นที่ภาคเหนือว่า ได้ติดตามปัญหาฝุ่นละอองภาคเหนือมาโดยตลอด เรียกได้ว่าหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นเดือนๆ แล้วทั้งในกรุงเทพมหานครและภูมิภาค วันนี้พบว่า ยังมีการจุดไฟในพื้นที่ป่าจำนวนมาก แม้จะร้องขอความร่วมมือแล้วยังเกิดขึ้นอีก นั่นคือสิ่งที่พวกเราต้องร่วมกันคิดว่าควรจะทำอย่างไร ในส่วนรัฐบาล ราชการ ระดับนโยบาย ระดับพื้นที่ ได้ทำงานกันอย่างเต็มที่ไปแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าราชการในระดับจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัด แต่ปัญหาก็คือ จะให้ประชาชนร่วมมือกับเราได้อย่างไร

    นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือเรื่องของการศึกษา การทำความเข้าใจระเบียบวิธีการปฏิบัติต่างๆ ของราชการ ของรัฐบาล ท้องถิ่น ประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการหารือร่วมกันแก้ปัญหาเหล่านี้ หากรวมจุดที่มีไฟไหม้ป่าทั้งในประเทศและนอกประเทศ วันนี้มีจำนวนไม่ต่ำกว่า 1,000 จุดขึ้นไป รัฐบาลได้ปรึกษาหารือกับประเทศเพื่อนบ้านแล้ว แต่ต้องเริ่มจากภายในประเทศของเราไปพร้อมกันด้วย ดังนั้น อย่าให้ใครมาบิดเบือนในเรื่องต่างๆ เหล่านี้นำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นๆ อีก

    นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อไปถึงการลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดเชียงใหม่ในวันที่ 2 เม.ย. นี้ เพื่อร่วมประชุมติดตามสถานการณ์และการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองเกินค่ามาตรฐานในพื้นที่ภาคเหนือว่า ต้องไปดูสถานการณ์ ซึ่งได้กำชับเจ้าหน้าที่ไปเป็นเดือนแล้ว ปัญหาฝุ่นละอองในพื้นที่ภาคเหนือเกิดจาก 2 สาเหตุ คือ ไฟป่าและปัญหาในพื้นที่เมือง แม้จะมีความเข้มงวดในการแก้ปัญหาแต่ก็ลดลงได้น้อย จากการตรวจสอบของสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือจิสด้า หลายจังหวัดภาคเหนือและต่างประเทศโดยรวมมีพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบกว่า 3,000 จุด ซึ่งต้องแก้ไขปัญหาตรงนี้ โดยในเขตเมืองก็ต้องเข้มงวด

    ทั้งนี้ ประชาชนไม่ค่อยมีความสุขเพราะเจ้าหน้าที่ต้องบังคับใช้กฎหมายและประชาชนต้องร่วมมือในการแก้ไขปัญหา ซึ่งไฟไหม้ป่าส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากไฟป่าอย่างเดียว แต่เกิดเพราะถูกจุดขึ้น ดังนั้นวันนี้จะต้องมีความร่วมมือภายในพื้นที่ผ่านกระทรวงมหาดไทย สำหรับในต่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจะมีการหารือในเวทีอาเซียน เพื่อทำให้การแก้ไขปัญหาไฟป่ามีความยั่งยืน ที่ผ่านมาเกิดขึ้นทุกปี เรามีการดำเนินการแก้ไขมาเป็นระยะ แต่ไม่สามารถควบคุมพื้นที่ป่าได้มากนักเพราะเป็นพื้นที่ภูเขาสูง ขอให้เห็นใจเจ้าหน้าที่ด้วย ทั้งนี้ ทราบว่าเมื่อ 31 มี.ค. มีอาสาสมัครดับไฟป่าเสียชีวิต สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นผลดีกับประเทศชาติบ้านเมือง ทุกคนต้องมีความเข้าใจ มีความรู้ว่าจะรักษาธรรมชาติได้อย่างไร แม้ตนเห็นใจผู้มีรายได้น้อย แต่ไม่ว่าจะมีรายได้น้อยหรือมาก เป็นคนรุ่นเก่าหรือรุ่นใหม่ ก็ต้องช่วยกันแก้ปัญหาประเทศของเราให้ได้

    นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อไปว่า มาตรการแก้ไขปัญหาในเบื้องต้น ขณะนี้ได้ดำเนินการเบื้องต้นไปแล้วและจะทำให้เข้มงวดมากขึ้น โดยจะมีการแก้ปัญหาการจุดไฟในพื้นที่ป่า ที่มีการจับกุมดำเนินคดีไปหลายคดีแล้ว แต่ก็ยังเกิดขึ้นอีก นั่นหมายความว่ากฎหมายไม่สามารถบังคับใช้ได้หมด จึงอยู่ที่การสร้างหัวใจของคนในพื้นที่ ซึ่งก็คือประชาชนคนไทย ส่วนต่างประเทศก็เป็นเรื่องของต่างประเทศที่จะต้องหารือร่วมกัน วันนี้ไม่ต้องมีขั้น 1 ขั้น 2 ขั้น 3 เพราะจะต้องทำเรื่องเหล่านี้ให้ดีที่สุดพร้อมกับการแสวงหาความร่วมมือจากต่างประเทศ มันคงไม่มีขั้นไหนได้อีกแล้ว เพราะสามารถใช้กฎหมายและขอความร่วมมือได้อย่างเดียว

    เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2562 พล.ท. วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะเดินทางไปตรวจราชการที่ จังหวัดเชียงใหม่ และประชุมติดตามสถานการณ์ปัญหาฝุ่นละออง รวมทั้งการแก้ไขปัญหาหมอกควันไฟป่าร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนและจังหวัดตาก ในวันอังคารที่ 2 เมษายน เวลา 09.00 น. ณ ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคเหนือ จ.เชียงใหม่ และในช่วงบ่ายจะเดินทางกลับมาประชุมคณะรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาลตามปกติ

    ประชุมรัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการ ธนาคารกลางอาเซียนที่เชียงราย 2-5 เมษายนนี้

    ปีนี้ประเทศไทยทำหน้าที่เป็นประธานอาเซียนโดยยึดแนวคิดหลัก คือ Advancing Partnership for Sustainability หรือ “ร่วมมือ ร่วมใจ ก้าวไกล ยั่งยืน” ที่มี 3 องค์ประกอบ คือ หนึ่ง การก้าวไกล (advancing) สอง การร่วมมือ ร่วมใจ (partnership) สาม ความยั่งยืน (sustainability)

    ไทยจึงเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมที่เกี่ยวข้องกับอาเซียนมาหลายครั้งตั้งแต่เดือนมกราคม 2562 เป็นต้นมา และในวันที่ 2-6 เมษายนนี้จะเป็นการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลังอาเซียนครั้งที่ 23 (23rd ASEAN Finance Ministers’ Meeting) หรือ 23rd AFMM กับการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางอาเซียนครั้งที่ 5 (5th ASEAN Finance Ministers’ and Central Bank Governors’ Meeting) หรือ 5th AFMGM

    การประชุมครั้งนี้เริ่มขึ้นในเช้าวันที่ 2 เมษายน ด้วยการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสกระทรวงการคลังและธนาคารกลางอาเซียน ขณะที่การประชุมการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางอาเซียนและสภาที่ปรึกษาธุรกิจอาเซียนจะเริ่มขึ้นในเที่ยงวันที่ 4 เมษายน ส่วนการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางอาเซียนและสภาธุรกิจอาเซียน-สหภาพยุโรปเริ่มขึ้นในช่วงเช้าวันที่ 5 เมษายน และตามมาด้วยการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลังครั้งที่ 23 ช่วงสายในวันเดียวกัน

    นอกจากนี้ยังมีพิธีลงนามในพิธีสารอนุวัติข้อผูกพันการเปิดเสรีการค้าบริการด้านการเงิน ฉบับที่ 8 ภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วยการค้าบริการของอาเซียน

    ในวันที่ 5 เมษายนยังมีการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางอาเซียนและสภาธุรกิจอาเซียน-สหรัฐฯ และปิดท้ายด้วยการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางอาเซียนครั้งที่ 5

    การประชุมใหญ่อาเซียนครั้งนี้ได้เลือกจังหวัดเชียงรายให้เป็นสถานที่จัดการประชุมอีกครั้งหลังจากที่ได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียน (Senior Officials’ Meeting – SOM) ระหว่างวันที่ 7-8 มีนาคม 2562 ซึ่งขณะนั้นยังไม่มีปัญหาและหมอกควันเหมือนในช่วงนี้ จึงเป็นที่น่าสนใจว่ารัฐบาลและจังหวัดจะจัดการแก้ไขปัญหาเพื่อให้ทันกับการประชุมที่จะเริ่มขึ้นตั้งแต่วันพรุ่งนี้อย่างไร

    ผู้ว่าเชียงใหม่ยกระดับจับมือทหารตำรวจดับไฟป่า

    ขณะที่เว็บไซต์เชียงใหม่นิวส์รายงานข่าวว่า วันนี้ (1 เมษายน) นายศุภชัย เอี่ยมสุวรรณ ผู้ว่าราชการ จังหวัดเชียงใหม่ ได้แถลงข่าวผลการปฏิบัติการของศูนย์บัญชาการเหตุการณ์แก้ไขปัญหาหมอกควันไฟป่าจังหวัดเชียงใหม่ ว่า วันนี้ได้เรียกประชุมนายอำเภอทั้ง 25 อำเภอ เพื่อเน้นย้ำ 3 เรื่อง คือ การยุติไฟป่าให้หมดไปจากพื้นที่ การลดภาวะฝุ่นละอองโดยการเพิ่มความชุ่มชื้นให้อากาศต่อเนื่อง และการดูแลสุขภาพของประชาชน

    นายศุภชัย เอี่ยมสุวรรณ ผู้ว่าราชการ จังหวัดเชียงใหม่
    ที่มาภาพ: https:// www.chiangmainews.co.th/page/archives/959428

    ส่วนการออกปฏิบัติการดับไฟป่าที่เกิดขึ้น จะต้องรายงานผลการปฏิบัติงานให้จังหวัดทราบทุกครั้ง ที่ผ่านมาก็สามารถดับไปได้หลายจุด แต่ก็ยังมีไฟป่าเกิดขึ้นอยู่ จึงต้องดำเนินการให้ต่อเนื่อง โดยจังหวัดกำหนดแผนปฏิบัติงานไปจนถึงสิ้นเดือนเมษายนเพื่อยับยั้งปัญหาไฟป่าให้ได้

    สำหรับการตรวจสอบจุดความร้อนจากไฟป่าผ่านดาวเทียม เช้าวันนี้พบจุดความร้อนเพิ่มขึ้น จึงโทรศัพท์ด่วนไปยังนายอำเภอทุกอำเภอให้เร่งเข้าไปดับไฟป่าและรายงานเข้ามาภายในช่วงเที่ยงวันนี้ ซึ่งจุดความร้อนที่เพิ่มขึ้น แสดงให้เห็นว่ายังมีไฟป่าเกิดในพื้นที่ แต่จากการตรวจสอบไฟป่าที่เกิดขึ้นยังกินพื้นที่ไม่มากนักประมาณ 5-10 ไร่ มากที่สุดคือ 30 ไร่

    ส่วนผลกระทบด้านการท่องเที่ยว จากการประเมินสถานการณ์พบว่ายังมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาเป็นปกติ ส่วนผลกระทบอาจเกิดขึ้นเพียงเล็กน้อย เช่น เที่ยวบินจากต่างประเทศที่บินเข้ามาไม่สามารถลงจอดที่สนามบินเชียงใหม่ได้ จึงเปลี่ยนไปลงที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิแทน แต่หลังหมอกควันจางก็สามารถบินกลับมาลงที่สนามบินเชียงใหม่ได้

    นายศุภชัยกล่าวว่า ยังได้สั่งการให้อำเภอและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ต่างๆ จัดตั้งเซฟตี้โซนเพิ่มเติม เพื่อให้ประชาชนได้เข้ามาใช้บริการ นอกจากนี้ได้ประสานไปยังศึกษาธิการจังหวัด เพื่อสั่งการให้ทุกโรงเรียนตรวจสอบเรื่องสุขภาพของนักเรียน หากพบมีนักเรียนเจ็บป่วยจากผลพวงของมลพิษหมอกควัน ให้จัดแพทย์มาตรวจร่างกายเพื่อประเมินอาการและรักษาตามขั้นตอนต่อไป

    นายศุภชัยระบุด้วยว่า ไฟป่าที่เกิดขึ้นในขณะนี้สาเหตุหลักเกิดจากฝีมือมนุษย์ จึงต้องพยายามทำความเข้าใจและสร้างความรับรู้ให้ประชาชนทราบถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น ขณะเดียวกันก็ต้องใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างเด็ดขาดกับคนเผาป่า นอกจากแผนระยะสั้นที่ดำเนินการในห้วงภาวะวิกฤตินี้แล้ว จังหวัดยังมองถึงแผนระยะปานกลาง และระยะยาวที่จะแก้ปัญหาไฟป่าและหมอกควันอย่างยั่งยืนไว้ด้วย โดยหลังจากนี้จะมีการตั้งคณะทำงานร่วมที่มีส่วนราชการ ภาควิชาการ เอกชน และประชาชน เข้าร่วมเพื่อวางแผนการทำงานต่อไป

    คนเชียงใหม่ตื่นตัวแห่แชร์โซเชียลเตือน

    วิกฤติมลพิษทางอากาศในเชียงใหม่ทำให้หลายองค์กรและคนเชียงใหม่ตื่นตัวมากขึ้น และหันมาใช้สื่อโซเชียลเป็นช่องทางในให้ข้อมูลแก่สาธารณะ เพื่อให้เตรียมรับสถานการณ์รวมทั้งเปิดรับการขอรับบริจาคหน้ากากกันฝุ่นสำหรับเด็กและคนชรา และอุปกรณ์ เครื่องมือเครื่องใช้ อาหารแห้ง และเงิน ให้กับอาสาสมัครที่ร่วมโครงการดับไฟป่า ตลอดจนเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ไขปัญหาเร่งด่วนและยกเลิกกิจกรรมหลายด้าน

    นอกจากนี้ พบว่าประชาชนตื่นตัวและตระหนักถึงผลกระทบ โดยในวันที่ 30 มีนาคม เฟซบุ๊กของเครือข่ายแก้ไขปัญหาหมอกควันเชียงใหม่ ของสถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้เปิดเผยผลการตอบแบบสอบถามเบื้องต้นหมอกควันภาคเหนือเกี่ยวกับปัญหา ผลกระทบ และแนวทางแก้ไข ปี 2562 ช่วงวันที่ 26 มีนาคม เวลา 16.00 น. ถึง 28 มีนาคม เวลา 17.00 น. (49 ชั่วโมง) จากจำนวนผู้ตอบแบบสอบถาม 7,199 ชุด และผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงวัยทำงาน ดังนี้
    • กลุ่มเสี่ยงที่มีในครอบครัว เป็นผู้สูงอายุอยู่ในครอบครัว 60.7% เด็ก 39.1%
    • ปัญหาอันดับ 1 ที่ทำให้เกิดหมอกควันในชุมชน เกิดจากไฟป่าจากมนุษย์ การเผาขยะในชุมชน และเกษตรพื้นที่สูง ตามลำดับ
    • ปัญหาหมอกควัน มีผลกระทบทางด้านอารมณ์มากที่สุด รองลงมาคือด้านเศรษฐกิจ ด้านสุขภาพ และการดำรงชีวิต ตามลำดับ
    • ผลกระทบด้านอารมณ์จากการใช้หมอกควัน 81.4% มีภาวะเครียด 80.2% เกิดความวิตกกังวล กลัวตัวเองป่วย
    • ผลกระทบด้านเศรษฐกิจ 84% เสียเงินซื้อหน้ากากอนามัย 74.5% เสียเงินค่าไฟเพิ่มเพราะต้องเปิดแอร์ พัดลม เครื่องฟอกอากาศ
    • ผลกระทบด้านสุขภาพ 82.3% แสบจมูก 79.3% แสบตา 72.3% หายใจไม่สะดวก
    • ผลกระทบด้านการใช้ชีวิตในภาวะหมอกควัน 87.0% พบว่าวิสัยทัศน์ในการมองเห็นมีจำกัด 81.4% ทำให้ไม่ได้ออกกำลังกายกลางแจ้ง
    • ประชาชน 74.7% ช่วยไม่ให้เกิดปัญหาหมอกควัน โดยการตรวจเช็ครถของตนเองให้อยู่ในสภาพดี

    เฟซบุ๊กคณะแพทย์ศาสตร์โพสต์เมื่อวันที่ 1 เมษายน ขอเชิญชวนคนสวนดอก ช่วยกันซื้อเสื้อของโครงการรับมือฝุ่นพิษ ซึ่งเงินรายได้จะนำไปใช้เป็นทุนในการต่อสู้กับฝุ่นพิษที่คาดว่าจะมีมาอีกหลายปี และก่อนหน้านี้ในวันที่ 30 มีนาคม ได้โพสต์ข้อความเแนะนำมาตรการรับมือฉุกเฉิน 4 ข้อให้กับบุคคลที่มีความเสี่ยง เนื่องจากสภาพอากาศของจังหวัดเชียงใหม่และภาคเหนืออยู่ในภาวะวิกฤติ (คุณภาพอากาศอยู่ในโซนสีม่วง และสีน้ำตาล) สาเหตุจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ซึ่งมีผลต่อสุขภาพทั้งระยะสั้นและระยะยาว

    ขณะที่เฟซบุ๊กของนายแพทย์รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ อาจารย์แพทย์โรคหัวใจ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งเป็นผู้ที่เคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ธรรมชาติมานานและต่อเนื่อง และได้ออกมาเรียบร้องให้แก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ได้โพสต์ข้อความเมื่อวันที่ 29 มีนาคมว่า ศัพท์ใหม่ที่คนเชียงใหม่ต้องเรียนรู้ เพราะมันเกิดขึ้นแล้ว Beyond AQI ภาวะมลพิษทางอากาศที่เลวร้ายจนไม่ต้องบอกตัวเลขกันแล้ว กรณี PM2.5 เกิน 500 รายงานดัชนีคุณภาพอากาศจะรายงานเป็น Beyond AQI ไปเลย

    ต่อมาในวันที่ 1 เมษายน ได้โพสต์เพิ่มเติมว่า “กำลังประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาหมอกควัน กับผู้ว่าฯ ในห้อง AQI 169 มีผมใส่ mask คนเดียว” พร้อมภาพแสดงตัวเลข AQI ที่อยู่ในระดับ 169 ต่อมาได้โพสต์เพิ่มเติมตัวเลขคุณภาพอากาศที่วัดได้จากห้องปลอดมลพิษที่จังหวัดเตรียมไว้ให้ประชาชน ซึ่งตัวเลข AIQ สูงถึง 172 พร้อมระบุคิดว่าปัญหาอยู่ที่ปริมาตรห้องมันใหญ่เกินไป เครื่องฟอกอากาศมีประสิทธิภาพไม่เพียงพอครับ

    ในวันที่ 28 มีนาคม นายแพทย์รังสฤษฎ์ ได้มีพูดคุยกับนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ที่ได้เดินทางมาลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่เพื่อหาข้อมูลเรื่องปัญหาฝุ่นควันและแนวทางแก้ไข ร่วมกับภาคเอกชนและนักวิชาการ

    เฟซบุ๊กผู้ใช้นามว่า Pharadon Phonamnuai นักดนตรีที่ออกมาเคลื่อนไหวประเด็นเชิงสังคม ได้ใช้ค่าดัชนี AQI เป็นเกณฑ์ตัดสินใจเปิดหรือปิดร้าน รวมทั้งยังเป็นสื่อกลางในการรับบริจาคหน้ากากกันฝุ่นอีกด้วย

    สำหรับผู้ใช้เฟซบุ๊กรายอื่นได้โพสต์ภาพที่แสดงให้เห็นถึงสถานการณ์ที่เลวร้าย

    ]]>
    https://thaipublica.org/2019/04/asean-meeting-afmm-afmgm-chiangmai-chiangrai-air-quality-pollutant-crisis/feed/ 0