ThaiPublica https://thaipublica.org กล้าพูดความจริง Sat, 19 Jan 2019 13:58:15 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.0.3 กล้าพูดความจริง ThaiPublica กล้าพูดความจริง ThaiPublica https://thaipublica.org/wp-content/plugins/powerpress/rss_default.jpg https://thaipublica.org ไทยไปไกลกว่าได้เลือกตั้งพร้อมก้าวทันโลก รัฐบาลใหม่เร่งปฏิรูปให้ประชาชนมีส่วนร่วม https://thaipublica.org/2019/01/thailand-future-after-election-reform/ https://thaipublica.org/2019/01/thailand-future-after-election-reform/#respond Sat, 19 Jan 2019 12:41:59 +0000 https://thaipublica.org/?p=158003
งานสัมมนาสาธารณะ “มองเมืองไทย ให้ไกลกว่าได้เลือกตั้ง” โดย ศ.กิตติคุณ นพ.จรัส สุวรรณเวลา(ที่ 3 จากซ้าย) ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ (กลาง) นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐกิจและการเมือง รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก (ที่ 3 จากขวา)นักวิชาการด้านกฎหมาย ดร.วรชาติ ดุลยเสถียร(ที่ 2 จากขวา) ผู้เชี่ยวชาญโซ่อุปทานด้านเกษตร CLMV และนางสาวสารี อ๋องสมหวัง (ที่ 2 จากซ้าย)เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค โดยมีนายสุภาพชาย บุตรจันทร์ และดร.รุ่งทิพย์ โชติณภาลัย ดำเนินการเสวนา

เมื่อวันที่ 19 มกราคม พ.ศ.2562 หลักสูตรผู้บริหารการสื่อสารมวลชนระดับสูงด้านกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (บสส.) รุ่นที่ 8 สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า หลักสูตร บสส.8 สถาบันอิศรา ได้จัดงานสัมมนาสาธารณะ “มองเมืองไทย ให้ไกลกว่าได้เลือกตั้ง” ณ ห้องออดิทอเรียม ชั้น 6 อาคารปฏิบัติการวิทยุโทรทัศน์ บมจ. อสมท.

โดยนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญผู้ทรงคุณวุฒิที่ร่วมเวทีสัมมนา ประกอบด้วย ศ.กิตติคุณ นพ.จรัส สุวรรณเวลา ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐกิจและการเมือง รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก นักวิชาการด้านกฎหมาย ดร.วรชาติ ดุลยเสถียร ผู้เชี่ยวชาญโซ่อุปทานด้านเกษตร CLMV และนางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค โดยมีนายสุภาพชาย บุตรจันทร์ และดร.รุ่งทิพย์ โชติณภาลัย ดำเนินการเสวนา

รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขวิกฤติการศึกษา

ศ.กิตติคุณ นพ. จรัส สุวรรณเวลา กล่าวว่า ด้านการศึกษามีปัญหาหนัก 4 ข้อได้แก่ หนึ่ง คุณภาพต่ำการเรียนการสอนยังไม่ดีขึ้นเน้นการท่องจำเทียบ ต่างประเทศไม่ได้ สอง ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษารุนแรงมาก ทำให้ไม่สามารถแข่งขันได้เป็นปัญหาข้ามรุ่น สาม ไร้ความสามารถการแข่งขันกับต่างชาติ ตกอยู่ในอันดับที่ 56 ของโลก ถือเป็นตัวถ่วงประเทศไทย และสี่ ใช้งบประมาณสูงถึง 150,000 ล้านบาท เพื่อการศึกษาแต่กลับไม่ได้ผล

ศ.กิตติคุณ นพ.จรัส สุวรรณเวลา ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา

“เกือบยี่สิบปีให้หลัง ประเทศไทยปฏิรูปการศึกษาไม่สำเร็จ ดังนั้นการปฏิรูปการศึกษาต้องสำเร็จให้ได้ เพราะจะมีผลการพัฒนาเศรษฐกิจตามไปด้วย ขณะนี้มีเด็กหลุดจากระบบการศึกษา 10 ล้านกว่าคน ขณะที่ในระดับอุดมศึกษาจากที่ก้าวหน้ามากกลับถูกประเทศอื่นนำ ทั้งฮ่องกง ไต้หวัน มาเลเซียที่ระบบการศึกษาพัฒนาหลังไทย จนสถาบันศึกษาระดับอุดมศึกษาไทยไม่ติดใน 200 อันดับแรกของโลก ส่วนใน 300 อันดับมีติดเป็นที่เดียว” นายแพทย์จรัสกล่าว

ศ.กิตติคุณ นพ. จรัส กล่าวว่า พระราชบัญญัติพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาได้ประกาศใช้แล้ว เพื่อให้ผลักดันบางส่วน เนื่องจากไทยประสบกับวิกฤตการศึกษา โดยมีโรงเรียนกว่า 30,000 โรงเรียนแต่โรงเรียนที่มีปัญหาถึง 10,000 โรงต้องแก้ไข โดยวิธีการแก้ไขต้องจัดการที่ระดับครูและโรงเรียน ไม่ใช่ระบบด้านบนสั่งการลงมา และปัจจุบันนี้มีเทคโนโลยีดิจิตอลแล้ว ควรให้นักเรียนเข้าถึง รวมทั้งต้องเปลี่ยนหลักสูตรจากท่องจำมาเป็นการสร้างสมรรถนะหากทำได้จะทำให้ระบบการศึกษาพัฒนาทุกระดับของผู้เรียน

“วิกฤติการศึกษาไทยต้องรีบแก้ไขให้ได้ผล แม้ต้องใช้เวลา แต่บางด้านสามารถแก้ไขได้ในระยะเวลา 3-5 ปี เพราะไม่ว่ารัฐบาลชุดไหน เปลี่ยนรัฐบาลก็ต้องมีการแก้ไขต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการเรียนระดับไหน โดยต้องมีกลไกแก้ไขปัญหาอย่างถูกต้อง มีการแก้ไขกฎระเบียบบางอย่างที่เป็นข้อจำกัด เช่น ข้อกำหนดการมีใบประกอบวิชาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา ”ศ.กิตติคุณ นพ. จรัส กล่าว

ก้าวให้ทันภูมิรัฐศาสตร์เปลี่ยน

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ ให้ความเห็นว่า ประเด็นด้านภูมิรัฐศาสตร์โลกเป็นสิ่งที่ท้าทายไทยในยุคดิจิทัล ดังนั้นการเข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและข้อตกลงระหว่างประเทศทั้งในลักษณะทวิภาคี หรือพหุภาคจึงมีความสำคัญ เนื่องจากเป็นความสัมพันธ์ที่ให้ผลประโยชน์ต่อประเทศ

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐกิจและการเมือง

รศ.ดร.สมชายกล่าวว่า ไทยเป็นสมาชิกข้อตกลงระหว่างประเทศหลายกลุ่มแต่ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้มาก เช่น ข้อตกลง AFTA หรือเขตการค้าเสรีอาเซียน ไทยได้ประโยชน์จากการย้ายฐานการผลิตเท่านั้น และเริ่มผลักดันการลงทุนที่สร้างมูลค่าเพิ่มในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา

ข้อตกลงระหว่างประเทศที่ไทยต้องให้ความสำคัญและวางแนวปฏิบัติเพื่อได้ให้ประโยชน์ได้แก่ หนึ่ง Regional Comprehensive Economic Partnership (RCEP) หรือ กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่าง ASEAN 10 ประเทศกับคู่ภาคี อีก 6ประเทศ คือ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ และสอง Trans-Pacific Strategic Economic Partnership Agreement (TPP) หรือ ความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก เป็นความตกลงการค้าเสรีกรอบพหุภาคีของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ที่สำคัญต้องรู้จักสมาชิกของแต่ละกรอบความร่วมมือให้ดี เพราะบางประเทศเป็นสมาชิกของหลายข้อตกลง

“ประเทศไทยต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาทางเทคโนโลยี เพราะจะทำให้มีความไม่เท่าเทียมเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่ความเหลื่อมล้ำทางด้านรายได้และทางการศึกษาอยู่แล้ว เพราะความก้าวหน้าทางดิจิทัลทำให้คนส่วนหนึ่งที่ฉลาดอยู่แล้ว จะมีโอกาสมากขึ้น จากการเข้าสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรม ช่องว่างจะกว้างมาก โลกกำลังเข้าสู่การเปลี่ยนแปลง การเมืองต้องตอบคำถามนี้ให้ได้” รศ.ดร.สมชายกล่าว

ประชาชนต้องมีส่วนร่วม

รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก ให้ความเห็นว่า อย่าฝากความหวังไว้กับนักการ เมือง เนื่องจากมีตัวอย่างให้เห็นมาหลายยุคแล้ว เห็นได้ชัดจากผลสำรวจความเห็นประชาชน ที่ให้คำตอบเดิมถึงความต้องการพื้นฐานที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขไม่ว่าจะเป็นการสำรวจจากหน่วยงานใดและสำรวจช่วงใด ได้แก่ ความต้องการให้แก้ไขปัญหาปากท้อง ต้องการนักการเมืองที่มีคุณธรรมเสียสละ ต้องการเห็นการบังคับใช้กฎหมายที่เท่าเทียม การพัฒนาการศึกษา ชีวิตความเป็นอยู่

รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก นักวิชาการด้านกฎหมาย

“คำตอบเหล่านี้สะท้อนถึงความเป็นประเทศที่กำลังพัฒนา และเป็นคำตอบที่จะไม่ได้เจอในประเทศพัฒนาแล้ว ไม่ว่าเขียนกฎหมายได้ดีแค่ไหน ก็ยังวนเวียนอยู่ในการแย่งชิงอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นยุคไหน ยุคเลือกตั้งก็เป็นการแย่งชิงระหว่างพรรคการเมือง ยุคปฏิวัติรัฐประหารเป็นการแย่งชิงระหว่างทหารกับพลเรือน” ดร.เจษฏ์กล่าว

รศ.ดร.เจษฏ์มองว่า การพัฒนาทางการเมืองให้เป็นผลดีกับบ้านเมือง เป็นโจทย์ใหญ่มากสำหรับไทยที่ไม่เคยทำได้ ไทยมีการดำเนินนโยบายพัฒนาประเทศแบบตั้งรับ รวมทั้งขาดการตระหนักและคำนึงถึงผลประโยชน์ จากความสัมพันธ์และข้อตกลงระหว่างประเทศ และนับจากการปฏิวัติยึดอำนาจในวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ไม่มีการปฏิรูปประเทศ แม้มีการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในปี 2560 ก็ยังไม่ช่วยให้ไทยพัฒนาได้มาก เนื่องจากยังขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนจากทุกกลุ่มในทุกด้าน

“สิ่งเหล่านี้เป็นประเด็นคิดว่า เมื่อไปหย่อนบัตรแล้ว ภายหลังการหย่อนบัตร ชีวิตจะเป็นอย่างไร เราฝากความหวังกับนักการเมืองไม่ได้ แต่ฝากความหวังกับตัวเองได้ ที่ผ่านมาทุกเรื่องของประเทศประชาชนมีส่วนร่วม ดังนั้นสุดท้ายแล้วหย่อนบัตรแล้ว ประชาชนก็ยังต้องไปช่วย” ดร.เจษฏ์กล่าว

“นักการเมืองไม่ว่าจะมาจากระบบการเมืองแบบไหน หากเล่นการเมืองอย่างสร้างสรรค์ ยึดหลักการ นำหลักการมาสู่การปฏิบัติได้ ในหลายประเทศนักการเมืองไม่ได้ยกร่างรัฐธรรมนูญเองที่ญี่ปุ่น คนที่เขียนรัฐธรรมนูญให้คือศัตรูที่มาทิ้งระเบิดที่ฮิโรชิมา มาจากระบอบประธานาธิบดี มาเขียนรัฐธรรมนูญให้กับระบอบรัฐสภา นี่คือการสร้างสรรค์ ไทยต้องเอาสิ่งเหล่านี้มาทำประโยชน์” ดร.เจษฎ์กล่าว

ต้องเพิ่มวิจัยโยงเพื่อนบ้านส่งสินค้าเกษตร

ดร.วรชาติ ดุลยเสถียร มองว่า ศักยภาพด้านการเกษตรของไทยจะด้อยลงต่อเนื่อง แม้ประเทศไทยเป็นประเทศการเกษตรที่มีประชากรส่วนใหญ่ร้อยละ 55 เป็นเกษตรกร เนื่องจากยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีไม่ได้ให้ความสำคัญกับภาคเกษตร ดังนั้นจึงมีผลต่อการพัฒนาการเกษตรของประเทศในระยะต่อไป

ดร.วรชาติ ดุลยเสถียร ผู้เชี่ยวชาญโซ่อุปทานด้านเกษตร CLMV

การแข่งขันด้านการเกษตรของไทยในการค้าโลก กำลังถดถอยจากผู้ส่งออกข้าวอันดับหนึ่งของโลก แต่ปัจจุบันเวียดนามนำหน้าไทยในการประกวดข้าวของโลกเป็นอันดับ 1ส่วน อันดับ 2 คือ ข้าวหอมลำดวนของกัมพูชา อันดับ 3 คือข้าวหอมมะลิของไทย ขณะเดียวกันพริกไทยและกาแฟอันดับหนึ่งของโลกคือเวียดนาม ขณะที่กัมพูชาได้อันดับหนึ่งของโลกในเรื่องของมันสำปะหลัง ส่วนการส่งออกไม้ผลที่เคยทำรายได้สูงก็ลดลง

ประเทศไทยมีข้อดี คือ หนึ่ง พันธุกรรม พืชเขตร้อน ประมงเขตร้อน ปศุสัตว์เขตร้อน นับเป็นจุดแข็ง ข้อที่ที่สองคือความรู้ดีกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ที่เรียนรู้จากสิ่งที่ไทยประสบความสำเร็จทำให้ระยะเวลาการเรียนรู้สั้น การออกแบบให้หน่วยรัฐหรือเกษตรกรเป็นเรื่องจำเป็น อย่างไรก็ตามไทยต้องพัฒนาชุดความรู้ด้าน Value Chain และการวิจัย ที่ยังมีน้อย เช่น การควบคุมระยะเวลาการส่ง ควบคุมกระบวนการสุกของผลไม้

“เราพอคาดการณ์ได้ว่าหลังเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร แต่เราต้องส่งสัญญานให้ผู้ข้องเกี่ยวรับรู้มากที่สุด ไทยตกขบวนไม่ได้ ถ้าสินค้าเกษตรเราโดนคุกคามเราจะอยู่อย่างไร เราทำได้ถ้ามีนโยบายช่วย เชื่อในศักยภาพของคนไทย เพียงแต่เราเพิกเฉยมากเกินไป เราไม่ตระหนักกับเรื่องที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะเรื่องเกษตร” ดร.วรชาติกล่าว

สิ่งที่ต้องจับตามองอีกประเด็นคือ การก่อสร้างเส้นทางรถไฟความเร็วระดับกลางจากจีนมาเวียงจันทร์ ที่จะแล้วเสร็จในปี2564 ไทยควรได้ประโยชน์จากเรื่องนี้ด้วย โดยต้องเป็นพันธมิตรกับประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากไทยไม่มีชายแดนติดกับจีน ขณะที่เมียนมาเป็นประเทศที่มีอนาคตมาก เพราะมีพรมแดนติดกับจีนและอินเดีย ซึ่งจีนจะใช้ประเทศเหล่านี้ เช่น อ่าวตังเกี๋ย เป็นเส้นทางออกทะเล ไม่อ้อมแหลมฉบัง เส้นทางเหล่านี้จะเปลี่ยนกิจกรรมทางการเกษตรของประเทศไทยทั้งหมด ไทยต้องปรับตัว ต้องมีแนวทางการจัดการ

งานแรกรัฐบาลใหม่ลดความเหลื่อมล้ำ

นางสาวสารี อ๋องสมหวัง กล่าวว่า การเลือกตั้งมีความสำคัญ แต่ไม่ได้แก้ปัญหาทุกอย่าง ประชาชนต้องทำเอง ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำหลังเลือกตั้งเรื่องแรก คือ การสร้างความเท่าเทียมในเรื่องคุณภาพชีวิต อย่างเช่น การรักษาพยาบาลระหว่างประชาชน และข้าราชการที่มีการรักษาไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นจึงต้องทำให้การรักษาพยาบาลมีความเท่าทียมกันจากเปอร์เซ็นต์ความเท่าเทียมในเรื่องคุณภาพชีวิตที่มีประมาณ 4% หวังว่าจะเพิ่มขึ้น 40% หลังเลือกตั้ง

นางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค

“ค่ารักษาพยาบาล เป็นเรื่องที่สำคัญ เนื่องจากในเวลานี้มีค่าใช้จ่ายที่แพงมาก จนกระทบกับคุณภาพชีวิตของประชาชนที่ไปใช้บริการ เพราะในการใช้สวัสดิการของรัฐอย่าง บัตรทอง ที่มีสถานรักษาพยาบาลที่อยู่ห่างจากที่พักอาศัยเป็นต้น ดังนั้นค่ารักษาพยาบาลจึงมีการตรวจสอบได้ และมีเพดานราคา อย่างเช่น ประเทศสิงคโปร์ ที่มีการกำกับราคาค่ารักษาพยาบาล ด้วยเหตุนี้ถ้ามีการเลือกตั้ง สิ่งที่ต้องทำหลังเลือกตั้ง คือ การผลักดันค่ารักษาพยาบาลให้เกิดความท่าเทียมกัน มีการตรวจสอบได้” นางสาวสารี กล่าว

ส่วนเรื่องที่สองนั้น ควรมีการผลักดันเรื่องการลดความเหลื่อมล้ำด้านสวัสดิการให้ชัดเจนมากขึ้น อย่างเช่น ระบบประกันสังคมที่ประชาชนคนไทยทุกคนจะต้องได้รับสิทธิประโยชน์ได้เท่าที่เสียภาษีในรูปแบบมูลค่าเพิ่มเหมือนๆกันทุกคน โดยอาจจะเข้าไปจัดลำดับงบประมาณแผ่นดินของประเทศที่มีประมาณ3.3 ล้านล้านบาท แต่ไม่สามารถให้งบประมาณเพียง 300 ล้านบาทให้กับองค์กรผู้บริโภค เป็นต้น

ทั้งนี้ นางสาวสารี กล่าวต่อว่า การจัดลำดับงบประมาณ เพื่อนำมาใช้อย่างมีประโยชน์ เพื่อทำให้ประชาชนมีความมั่นคง และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เช่น 1.การศึกษา ต้องให้เรียนไปจนถึงระดับปริญญาตรฟรี เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต 2.ต้องให้ผู้บริโภคมีอำนาจการต่อรอง เนื่องจากผู้บริโภคทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการทำให้สินค้าพัฒนาคุณภาพ และส่งผลให้ประชาชนมีคุณภาพที่ดีขึ้น 3.ระบบการขนส่ง ควรมีเพดานราคา ให้ประชาชนจ่ายเพียง 10%ของรายได้ขั้นต่ำ

]]>
https://thaipublica.org/2019/01/thailand-future-after-election-reform/feed/ 0
อาเซียนบนบกกับเศรษฐกิจแห่งขุนเขา (Mountain Economy) https://thaipublica.org/2019/01/piti-mountain-economy/ https://thaipublica.org/2019/01/piti-mountain-economy/#respond Sat, 19 Jan 2019 10:58:53 +0000 https://thaipublica.org/?p=157939

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปิติ ศรีแสงนาม
ศูนย์อาเซียนศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ผมเพิ่งจะเดินทางกลับจากการไปประชุม BIMSTEC Network of Policy Think Tanks ที่ประเทศภูฏานครับ BIMSTEC (Bay of Bengal Initiative for Multi-Sectoral Technical and Economic Cooperation) คือความร่วมมือในระดับอนุภูมิภาครอบอ่าวเบงกอลซึ่งประกอบด้วยสมาชิก 7 ประเทศ ได้แก่ ไทย เมียนมา บังกลาเทศ อินเดีย ศรีลังกา เนปาล และภูฏานครับ อ่าวเบงกอลคือประตูบ้านของอาเซียนทางทิศตะวันตกครับ และ BIMSTEC ก็คือความร่วมมือที่เชื่อมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือประชาคมอาเซียนของเราเข้ากับเอเซียใต้ ภูมิภาคที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ประชากรจำนวนมหาศาลที่มีทั้งกำลังซื้อ และทรัพยากรมนุษย์วัยทำงานที่มีคุณภาพ และมี ทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์

หนึ่งในความร่วมมือของ BIMSTEC และผมคิดว่าอาเซียนเราพูดเรื่องนี้กันน้อยจนเกินไป คือความร่วมมือในการพัฒนาเศรษฐกิจแห่งขุนเขา (Mountain Economy) ซึ่งในอาเซียนเอง โดยเฉพาะในพื้นที่ผมนิยมเรียกว่า อาเซียนบนบก หรืออาจจะเรียกอย่างเป็นทางการว่า Mainland ASEAN หรืออาเซียนภาคพื้นทวีป อันประกอบไปด้วย ไทย กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม ก็มีหลายๆ พื้นที่โดยเฉพาะพื้นที่ทางตอนเหนือที่มีลักษณะทางภูมิศาสตร์เป็นภูเขาสูงชัน สลับกับหุบเขาที่เป็นที่ราบริมฝั่งแม่น้ำที่มีกำเนิดมาจากเทือกเขาเหล่านี้ โดยเทือกเขาในบริเวณอาเซียนบนบกนี้เป็นส่วนหางตอนปลายของเทือกเขาหิมาลัย ปราการทางธรรมชาติที่สูงที่สุดจนหลายครั้งถูกเรียกกันว่าหลังคาของโลก

เศรษฐกิจแห่งขุนเขามีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะหิมะที่ละลายจะไหลจากเทือกเขาสูงชันเหล่านี้ รวมกันกับน้ำจากแหล่งต้นน้ำต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากความอุดมสมบูรณ์ของป่าไม้จนกลายเป็นแม่น้ำสายสำคัญๆ ที่หล่อเลี้ยงทวีปเอเชีย ไม่ว่าจะเป็น แม่น้ำคงคา (Ganges) พรหมบุตร (Brahmaputra) ในประเทศอินเดีย แม่น้ำแยงซีเกียง (Yangtze) และแม่น้ำจูเจียง (Zhujiang หรือ Pearl River) ในประเทศจีน รวมทั้งแม่น้ำโขง (Mekong) หรือแม่น้ำล้านช้าง (Lancang) ที่ไหลต่อเนื่องจากจีนตอนใต้จนกลายเป็นแม่น้ำนานาชาติแห่งประชาคมอาเซียนของเรา รวมทั้งแม่น้ำอิรวดี (Irrawaddy) และแม่น้ำสาละวิน (Salween) ซึ่งเป็นแม่น้ำสายสำคัญของเมียนมาและไทย

ในขณะที่แม่น้ำเจ้าพระยาของไทยก็เกิดขึ้นจากการรวมของแม่น้ำ 4 สาย ปิง วัง ยม และน่าน ซึ่งเกิดขึ้นจากเทือกเขาถนนธงชัย เทือกเขาผีปันน้ำ เทือกเขาแดนลาว และเทือกเขาหลวงพระบาง ขุนเขาจึงเป็นแหล่งกำเนิดของสายน้ำแห่งชีวิตเหล่านี้ ซึ่งประชากรมากกว่า 250 ล้านคนในอนุภูมิภาคอาเซียนภาคพื้นทวีปอาศัยอุปโภคบริโภค ใช้ในกระบวนการผลิตทั้งในภาคเกษตรกรรมที่ดูดซับกำลังแรงงานส่วนใหญ่ในภูมิภาคนี้ รวมทั้งใช้เป็นวัตถุดิบตั้งต้นในทุกกระบวนการผลิตภาคอุตสาหกรรม

แม่น้ำจากขุนเขาเหล่านี้คือปัจจัยส่งเสริมการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ในฐานะเส้นทางคมนาคมสำคัญที่เชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์จากท่าเรือริมชายฝั่งมหาสมุทรสู่ที่ราบสูงทางตอนบนของอาเซียนบนบก ในขณะเดียวกัน กระแสน้ำจากเทือกเขาสูงเหล่านี้ก็เป็นเครื่องมือหลักในการขับเคลื่อนภาคเศรษฐกิจของเมียนมาและ สปป.ลาว จากการขายพลังงานสะอาดที่ได้จากแหล่งน้ำธรรมชาติเหล่านี้ ควบคู่ไปกับอุตสาหกรรมป่าไม้และเหมืองแร่ซึ่งมีถิ่นกำเนิดจากขุนเขา

ขุนเขายังเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของประชากรจำนวนมากในภูมิภาค ทรัพยากรที่สำคัญของป่าไม้บนขุนเขาอีกประเภทหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งคือ ความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งแน่นอนว่านอกจากจะมีคุณประโยชน์ในด้านการบริหารจัดการสภาพแวดล้อม ลดการสะสมของก๊าซเรือนกระจก ลดภาวะการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ และลดความเสี่ยงที่จะเกิดภัยธรรมชาติ ทั้งภัยจากความแห้งแล้ง และอุทกภัยแล้ว ความหลากหลายทางชีวภาพเหล่านี้ยังมีส่วนสำคัญยิ่งในอุตสาหกรรมยาและบริการทางการแพทย์ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ของการดำรงชีวิต

และในมิติทางสังคม-วัฒนธรรม เทือกเขาสูงชันสลับหุบเขาที่เป็นแหล่งต้นน้ำเหล่านี้ทำให้เกิดการกระจายตัวของชุมชนที่ทำให้เกิดความหลากหลายทางวัฒนธรรม ซึ่งนำไปสู่การขยายโอกาสในภาคบริการการท่องเที่ยว ที่ทำให้พื้นที่เหล่านี้มีความสมบูรณ์ของแหล่งท่องเที่ยวทั้งความสวยงามตามธรรมชาติ ปรากฏการณ์ธรรมชาติ และความหลากหลายของวัฒนธรรมที่แตกต่างกันของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่

อย่างไรก็ตาม พื้นที่ขุนเขาเหล่านี้เองก็มีความสุ่มเสี่ยงอย่างยิ่งต่อภัยธรรมชาติ ภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเกิดจากภาคอุตสาหกรรมและมลพิษจากเมืองใหญ่ในพื้นที่ราบ หลายๆ ครั้งชุมชนบนขุนเขากลายเป็นผู้รับผลกระทบจากปัญหาเหล่านี้ ในทางตรงกันข้าม เมืองใหญ่ในที่ราบทางตอนล่างกลับเรียกร้องให้ชุมชนบนขุนเขาต้องยอมที่จะลดโอกาสของตนเองในการจะพัฒนาให้มีความทันสมัย โดยใช้ข้ออ้างในเรื่องของการอนุรักษ์

ในขณะเดียวกัน ด้วยข้อจำกัดทางสภาพภูมิศาสตร์ทำให้ขุนเขากลายเป็นพื้นที่ที่เข้าถึงได้ยาก และมีต้นทุนโลจิสติกส์สูง จนทำให้ชุมชนที่อยู่ในพื้นที่ขุนเขาเหล่านี้มีโอกาสทางเศรษฐกิจที่น้อยลงมากกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับชุมชนบนพื้นราบ หรือชุมชนบริเวณชายฝั่ง หากพิจารณาจากตัวเลขของธนาคารโลกในรายงาน Doing Business เราจะพบว่าประเทศที่ไม่มีชายฝั่งทะเล (landlocked countries) มีแนวโน้มที่จะมีต้นทุนในการทำการค้าระหว่างประเทศที่สูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ รวมทั้งยังต้องมีการใช้เอกสารในการส่งออกและนำเข้าจำนวนมากกว่าประเทศที่มีชายฝั่งอย่างยิ่ง ทั้งนี้เนื่องจากต้องมีการข้ามแดนและผ่านแดนหลายครั้งกว่าสินค้าจะเดินทางไปถึงท่าเรือ และแน่นอน ทำให้ต้องใช้เวลาในการขนส่งนานมากกว่าประเทศที่มีชายฝั่ง

เหล่านี้แสดงให้เห็นว่าประเทศในภาคพื้นทวีป โดยเฉพาะในบริเวณที่เป็นขุนเขา มีความสำคัญอย่างยิ่งทั้งในมิติเศรษฐกิจ ความมั่นคงของมนุษย์ สังคม-วัฒนธรรม และระบบนิเวศในระดับโลก แต่ในขณะเดียวกัน พื้นที่นี้กลายเป็นพื้นที่ที่ห่างไกล มีแนวโน้มด้อยพัฒนา ต้นทุนสูง และเสียโอกาส ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่กรอบความร่วมมือในระดับภูมิภาคอย่างเช่นประชาคมอาเซียนต้องมองเห็นความสำคัญ เรียนรู้ และวางแนวนโยบายเพื่อให้แต้มต่อกับประเทศที่มีลักษณะเช่นนี้

ในกรณีของ BIMSTEC เศรษฐกิจแห่งขุนเขาและเศรษฐกิจแห่งมหาสมุทร (Blue Economy) ถูกจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในมิติที่สำคัญที่ประเทศสมาชิกจะต้องสร้างความร่วมมือและให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษ และนี่คือสิ่งที่ประชาคมอาเซียนควรเรียนรู้จาก BIMSTEC

สำหรับอาเซียนเอง กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม หรือ กลุ่ม CLMV ถือเป็นประเทศสมาชิกใหม่ที่อาเซียนให้แต้มต่อ และมีความร่วมมือที่เรียกว่า Initiative for ASEAN Integration (IAI) and Narrowing the Development Gap (NDG) ซึ่งปัจจุบันมีการวางแผนและดำเนินการลดช่องว่างในการพัฒนาระหว่างประเทศสมาชิกเดิมของอาเซียนและประเทศสมาชิกใหม่ โดยปัจจุบันอยู่ในแผนปฏิบัติการฉบับที่ 3 ที่จะครอบคลุมระยะเวลาตั้งแต่ปี 2016 ถึง 2020

ดังนั้น ในฐานะที่ไทยจะเป็นประธานอาเซียนในปีนี้ปี 2019 การวางแผนปฏิบัติการฉบับที่ 4 ของ IAI จึงมีความสำคัญ โดยเน้นความเชื่อมโยงระหว่างอาเซียนบนบก หรือประเทศสมาชิกอาเซียนบนภาคพื้นทวีปที่มีจุดเด่นด้านเศรษฐกิจแห่งขุนเขา เข้ากับอาเซียนในน้ำ หรือประเทศสมาชิกอาเซียนภาคพื้นมหาสมุทรที่มีจุดเด่นด้านเศรษฐกิจสีน้ำเงิน

]]>
https://thaipublica.org/2019/01/piti-mountain-economy/feed/ 0
ประเด็นฮอตรอบสัปดาห์: “ป.ป.ช. แจงเหตุตีตกนาฬิกาหรูบิ๊กป้อม – เผย ยังสอบต่อว่าเข้าข่ายรับของเกิน 3 พันหรือไม่” และ “กลุ่มก่อการร้ายโจมตีโรงแรมดุสิตดีทู ไนโรบี” https://thaipublica.org/2019/01/hot-issue-social-media-2019-002/ https://thaipublica.org/2019/01/hot-issue-social-media-2019-002/#respond Sat, 19 Jan 2019 02:59:33 +0000 https://thaipublica.org/?p=157974

ประเด็นฮอตรอบสัปดาห์ประจำวันที่ 12-18 ม.ค. 2562

  • ป.ป.ช. แจงเหตุตีตกนาฬิกาหรูบิ๊กป้อม – เผย ยังสอบต่อว่าเข้าข่ายรับของเกิน 3 พันหรือไม่
  • คพ. เผย ฝุ่นพิษเกินมาตรฐานเหลือ 1 พื้นที่ วอน ปชช. งดเผาในที่โล่ง-งดใช้รถควันดำ
  • ขนส่งแจงปมตำรวจไม่เอาใบขับขี่ดิจิทัล – มีใบขับขี่ดิจิทัลแล้วต้องพกใบจริงด้วย
  • จ่อขึ้นค่ารถไฟชั้นสาม-เบรกขึ้นค่ารถเมล์
  • กลุ่มก่อการร้ายโจมตีโรงแรมดุสิตดีทู ไนโรบี
  • ป.ป.ช. แจงเหตุตีตกนาฬิกาหรูบิ๊กป้อม – เผย ยังสอบต่อว่าเข้าข่ายรับของเกิน 3 พันหรือไม่

    ที่มาภาพ: เว็บไซต์ WORKPOINT NEWS (http://bit.ly/2RUnNo2)

    เว็บไซต์ WORKPOINT NEWS รายงานว่าhttp://bit.ly/2RUnNo2 ป.ป.ช. เปิดห้องคุยกับสื่อมวลชน เมื่อวันที่ 17 ม.ค. 2562 เกี่ยวกับกรณีนาฬิกาหรูของ พล.อ. ประวิตร โดยระบุว่าไม่สามารถหาข้อมูลเจ้าของนาฬิกาจากบริษัทผู้ผลิตในต่างประเทศได้เลย ส่วนข้อสงสัยว่าทำไมนาฬิกาบางเรือนจึงยังอยู่ที่ พล.อ. ประวิตร หลังจากที่เพื่อนเสียชีวิตไปแล้ว ป.ป.ช. ระบุว่าเป็นเพราะครอบครัวเพื่อน พล.อ. ประวิตร ไม่พร้อมรับคืนไปเอง

    วันนี้ในช่วงเช้า คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้เปิดห้องพบสื่อมวลชนระดับบรรณาธิการ เพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนประเด็นการเปิดเผยข้อมูลการตรวจสอบการทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองของ ป.ป.ช. โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีการตรวจสอบการครอบครองนาฬิกาหรูทั้ง 22 เรือนของ พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมคนปัจจุบัน

    โดยนายสุรศักดิ์ คีรีวิเชียร หนึ่งในคณะกรรมการ ป.ป.ช. เสียงข้างมากในกรณีนี้ได้อธิบายว่า ในขั้นตอนการตรวจสอบทาง ป.ป.ช. ได้ทำหนังสือสอบถามไปยังประเทศผู้ผลิตแล้ว แต่ติดปัญหาเนื่องจาก พ.ร.บ.ความร่วมมือทางอาญา พ.ศ. 2535 ของหลายประเทศในยุโรปไม่ถือว่าการจงใจไม่แสดงทรัพย์สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นความผิดทางอาญา เป็นเพียงความผิดทางจริยธรรม ดังนั้นหลายประเทศจึงไม่ให้ความร่วมมือในการส่งเอกสารใบรับรองนาฬิกามายังประเทศไทย

    เมื่อเป็นเช่นนั้น ทาง ป.ป.ช. จึงได้ตรวจสอบวิธีใหม่ โดยการสอบถามไปยังตัวแทนจำหน่ายในประเทศ แต่ก็ได้คำตอบว่า นาฬิกาเหล่านั้นไม่ได้ซื้อผ่านตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทย ทาง ป.ป.ช. จึงตรวจสอบต่อไปยังกรมศุลกากร เนื่องจากคาดว่านาฬิกาจะถูกนำเข้ามาผ่านทางศุลกากร แต่ก็ปรากฎว่าไม่พบข้อมูลใดๆ อีก

    ทาง ป.ป.ช. จึงใช้วิธีการสอบถามไปยังสถานทูต ให้ช่วยสอบถามบริษัทเอกชนผู้ผลิตนาฬิกาทั้ง 22 เรือนดังกล่าวให้ ซึ่งคำตอบที่ได้กลับมาจากบริษัทผู้ผลิตเหล่านั้นคือ “ไม่ได้เก็บข้อมูล” หรือไม่ก็ “ไม่ให้ข้อมูล” เมื่อเป็นเช่นนั้น ทาง ป.ป.ช. จึงหมดหนทางที่จะพิสูจน์ความเป็นเจ้าของนาฬิกาเหล่านั้นด้วยข้อมูลจากทางบริษัทผู้ผลิตนาฬิกา

    อย่างไรก็ตาม ในบรรดา 4 ประเทศที่เป็นที่มาของนาฬิกาหรูทั้ง 22 เรือนนั้น มีหนึ่งประเทศที่ตอบรับว่าจะให้ความร่วมมือกับทาง ป.ป.ช. ผ่านทาง พ.ร.บ.ความร่วมมือทางอาญา แต่เสียงข้างมากของ ป.ป.ช. เห็นว่าหากใช้วิธีดังกล่าว การตรวจสอบก็ต้องยืดระยะเวลาไปอีก 6 เดือนถึงหนึ่งปี และก็คาดว่าจะได้คำตอบเหมือนเดิมอยู่ดีว่า การจงใจไม่แสดงทรัพย์สินไม่ถือเป็นความผิดทางอาญา จึงอาจทั้งเสียเวลาและไม่ได้คำตอบอยู่ดี ดังนั้นจึงเห็นว่าควรยุติการพิจารณาเรื่องนี้ไปเลยดีกว่า

    ส่วนเสียงข้างน้อย เช่น น.ส.สุภา ปิยะจิตติ ซึ่งเป็นนักบัญชีมาก่อน เห็นว่าควรต้องตรวจสอบต่อให้สิ้นสุด จนได้ข้อมูลครบถ้วนที่สุด แต่ในเมื่อเสียงข้างมากตัดสินใจยุติการสืบสวนแล้ว ตนเองก็เคารพการตัดสินใจ
    สำหรับประเด็นที่มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า นาฬิกาหรูบางเรือน พล.อ. ประวิตร ยังคงสวมใส่อยู่หลังจากที่เพื่อนชื่อ ปัฐวาท สุขศรีวงศ์ เสียชีวิตไปแล้วนั้น ทาง ป.ป.ช. อธิบายว่า เป็นเพราะทางครอบครัวของนายปัฐวาทยังไม่พร้อมที่จะรับนาฬิกาคืน เนื่องจากยังอยู่ในช่วงจัดงานศพและยังโศกเศร้าเสียใจอยู่

    ในส่วนของพยานที่ทาง ป.ป.ช. ได้เชิญพูดคุยเพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติม ปรากฎว่าพยานทุกคน ให้การ “เป็นคุณ” กับ พล.อ. ประวิตร ทั้งหมด ไม่สามารถหาพยานที่ให้การ “เป็นโทษ” กับ พล.อ. ประวิตร ได้เลยแม้แต่คนเดียว

    และในกรณีที่มีผู้นำกรณีนี้ไปเปรียบเทียบกับกรณีการอ้างว่ายืมรถยนต์ของนายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม นั้น ทาง ป.ป.ช. อธิบายว่าสองกรณีนี้ต่างกันโดยสิ้นเชิง เนื่องจากในกรณีของนายสุพจน์นั้น มีพฤติการณ์ครอบครองรถยนต์ตั้งแต่แรก นั่นคือทั้งเลือกรุ่น เลือกสี และเลือกทะเบียนรถเอง แต่กรณีของ พล.อ. ประวิตร ไม่พบว่ามีพฤติกรรมเหล่านี้

    อย่างไรก็ตาม ป.ป.ช. ระบุว่าตอนนี้กำลังตรวจสอบเพิ่มเติม กับข้อเรียกร้องให้มีการตรวจสอบ ว่าการยืมนาฬิกาของ พล.อ. ประวิตร นั้น จะเข้าข่ายการรับของมูลค่าเกิน 3,000 บาทหรือไม่

    คพ. เผย ฝุ่นพิษเกินมาตรฐานเหลือ 1 พื้นที่ วอน ปชช. งดเผาในที่โล่ง-งดใช้รถควันดำ

    ที่มาภาพ: เว็บไซต์ AIR4THAI กองจัดการคุณภาพอากาศและเสียง กรมควบคุมมลพิษ (http://bit.ly/2S1raK9)

    วันที่ 18 ม.ค. 2562 เฟซบุ๊กกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) รายงานสถานการณ์ PM2.5 พื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล วันที่ 18 มกราคม 2562 เวลา 15.00 น.

  • พื้นที่ริมถนน เกินค่ามาตรฐาน (50 มคก./ลบ.ม.) 1 พื้นที่
  • พื้นที่ทั่วไป อยู่ในเกณฑ์ค่ามาตรฐาน (50 มคก./ลบ.ม.) ทุกพื้นที่

    โดยรวมปริมาณฝุ่นละอองมีแนวโน้มลดลง

    คพ. ขอความร่วมมือประชาชน งดการเผาในที่โล่งทุกประเภท และงดการใช้รถยนต์ควันดำอย่างเด็ดขาด

    ท่านสามารถติดตามสถานการณ์คุณภาพอากาศของหน่วยงานราชการได้ทางแอ๊พพลิเคชั่น Air4Thai และเว็ปไซต์  http://air4thai.pcd.go.th/ และสถานการณ์คุณภาพอากาศจากสถานีตรวจวัดของกรุงเทพมหานครbangkokairquality.com

    ขนส่งแจงปม มีใบขับขี่ดิจิทัลแล้วต้องพกใบจริงด้วย

    นางจันทิรา บุรุษพัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานครพื้นที่ 5 กรมการขนส่งทางบก (ขบ.)
    ที่มาภาพ: เว็บไซต์ประชาชาติธุรกิจ (http://bit.ly/2HinGhT)

    จากกรณีที่กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) จะนำใบขับขี่ดิจิทัลมาใช้ โดยให้ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันสแกนใบขับขี่ใส่ไว้ในโทรศัพท์มือถือหรือสมาร์ทโฟน เพื่อใช้แสดงแก่เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเมื่อถูกเรียกตรวจ พร้อมประโยชน์อื่นๆ ซึ่งหวังแก้ปัญหาลืมพกพาและสอดคล้องกับวิถีชีวิตประชาชนปัจจุบันนั้น เว็บไซต์ไทยรัฐออนไลน์รายงานว่า ส่อเกิดปัญหาขึ้นในทางปฏิบัติ เมื่อหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายอื่นๆ ยังไม่ตอบรับ

    พล.ต.ต. เอกลักษณ์ ลิ้มสังกาศ รองผู้บัญชาการศึกษาสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ในฐานะคณะทำงานแก้ไขกฎหมาย สตช. กล่าวถึงกรณีที่กรมการขนส่งทางบก จะนำใบขับขี่ดิจิทัลมาใช้ ตั้งแต่วันที่ 15 ม.ค. 2562 นี้ ว่า ทางปฏิบัติการเรียกตรวจผู้ขับขี่ทำผิดกฎหมายจราจร ผู้ขับขี่จะต้องแสดงใบขับขี่ต่อเจ้าพนักงานตำรวจจราจร และหากกระทำผิดจริง ตำรวจมีอำนาจยึดใบขับขี่และออกใบสั่งให้ผู้กระทำความผิดชำระค่าปรับตามกฎหมาย โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 140 แห่งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) จราจรทางบกปี 2522 ซึ่งกฎหมายฉบับดังกล่าว อยู่ระหว่างดำเนินการแก้ไขเรื่องการยกเลิกเรียกเก็บใบขับขี่ เพื่อให้รองรับการใช้ใบขับขี่ดิจิทัลตามที่กรมการขนส่งทางบกเสนอ โดยจะเสนอเข้าที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อพิจารณาวันที่ 17 ม.ค. 2562 นี้ ดังนั้น ระหว่างนี้ ตำรวจจราจรยังมีอำนาจที่จะยึดใบขับขี่ หากไม่สามารถนำใบขับขี่มาแสดงได้ จะมีความผิดเพิ่มอีกข้อหาไม่พกพาใบอนุญาตขับขี่

    พล.ต.ต. เอกลักษณ์ กล่าวต่อว่า ขณะนี้ กฎหมาย 2 ฉบับ ได้แก่ พ.ร.บ.จราจรทางบก กับ พ.ร.บ.ขนส่งทางบกขัดแย้งกัน โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้แจ้งไปยังอธิบดีกรมการขนส่งทางบกทราบแล้ว เพื่อขอให้เลื่อนการใช้ใบขับขี่ดิจิทัลออกไปก่อน จนกว่าการแก้ไขกฎหมายจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติระหว่างผู้ขับขี่กับตำรวจจราจร อย่างไรก็ตาม หากกรมการขนส่งทางบกยืนยันจะใช้ใบขับขี่ดิจิทัลตามกำหนดที่วางไว้โดยไม่รอกฎหมายใหม่เชื่อว่าจะมีปัญหาแน่นอน เพราะตำรวจจราจรมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายเช่นกัน

    เว็บไซต์ประชาชาติธุรกิจรายงานว่า นางจันทิรา บุรุษพัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานครพื้นที่ 5 กรมการขนส่งทางบก ยืนยันว่าแม้ว่าประชาชนจะใช้ใบขับขี่อัจฉริยะผ่านมือถือ แต่การใช้งานจริงตามกฎหมายประชาชนยังต้องมีการพกพาใบขับขี่กระดาษอยู่ เพราะตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกปี พ.ศ. 2522 ใบขับขี่อัจฉริยะถือเป็นทางเลือกเท่านั้น และการพัฒนาแอปพลิเคชันถือเป็นการพัฒนาตามนโยบาย 4.0 ตามนโยบายของรัฐบาล ในการพัฒนาระบบเพิ่มอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน

    ส่วนการพัฒนาเชื่อมระบบจากแอปพลิเคชันระหว่าง ขบ. กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติในอนาคตเพื่อให้ เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถดึงข้อมูลจากใบขับขี่อัจฉริยะนั้น ทั้ง 2 หน่วยงานจะต้องมีการหารือในรายละเอียดอีกครั้งเพราะในระบบสามารถทำได้ในการตัดแต้มหรือยึดใบขับขี่

    นางจันทิรากล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตามในเบื้องต้นขณะนี้การพัฒนาระบบดังกล่าวเพื่อเป็นการต่อยอดเกี่ยวกับข้อมูลของกรมการขนส่งทางบกมาไว้บนมือถือผ่านการดาวน์โหลดแอปพลิเคชันของ ขบ. เช่น ข้อมูลการต่อทะเบียน ต่อภาษี การตรวจสภาพ วันหมดอายุ หรือขั้นตอนการดำเนินการต่างๆของ ขบ. รวมถึงแอปพลิเคชันดังกล่าวยังสามารถแชร์เส้นทางการเดินรถโดยสารสาธารณะ หรือปุ่มฉุกเฉินเพื่อขอความช่วยเหลือ ซึ่งประโยชน์ต่างๆ ก็เพื่อให้ประชาชนได้รับความสะดวกสบายในการรับบริการจากขนส่งทางบก

    จ่อขึ้นค่ารถไฟชั้นสาม-เบรกขึ้นค่ารถเมล์

    ที่มาภาพ: Ashik Salim ในเว็บไซต์ Unsplash (http://bit.ly/2Hibw8N)

    เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจรายงานว่า นางสิริมา หิรัญเจริญเวช รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยว่า รฟท. เตรียมเสนอแผนปรับกรอบอัตรากำลัง และแผนการสรรหาบุคลากรเพิ่ม เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนบุคลากรและรองรับโครงการรถไฟทางคู่สายใหม่ที่จะเปิดให้บริการในอนาคต โดยเมื่อวันที่ 17 ม.ค. 2562 ได้เสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ซึ่งมี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นประธาน พิจารณาอนุมัติการสรรหาบุคลากรเพิ่ม 1,904 คนตามมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) คาดว่าจะสรรหาทั้งหมดได้ภายในปีนี้

    นางสิริมา กล่าวต่อว่า ส่วนความคืบหน้าแผนฟื้นฟูกิจการนั้น จะเริ่มจากยุทธศาสตร์รถไฟทางคู่ระยะที่สอง โดยเตรียมเสนอความคืบหน้าโครงการรถไฟทางคู่ ช่วงเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ ระยะทาง 323 กม. วงเงิน 8.53 หมื่นล้านบาท ขณะที่โครงการรถไฟทางคู่ ช่วงบ้านไผ่-นครพนม ระยะทาง 355 กม. วงเงิน 6 หมื่นล้านบาท เตรียมเสนอที่ประชุม ครม. ภายในเดือน ม.ค. นี้ เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนประกวดราคาต่อไป จากนั้นจะตามด้วยโครงการรถไฟทางคู่สายภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น ช่วงขอนแก่น-หนองคาย ระยะทาง174 กม. วงเงิน 2.6 หมื่นล้านบาท เป็นต้น

    นางสิริมากล่าวต่อว่า สำหรับเรื่องแผนฟื้นฟู โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการเพิ่มรายได้ให้แก่ รฟท. นั้น ขณะนี้ได้ส่งมอบแนวทางการปรับโครงสร้างค่าโดยสารให้กับกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ไปทำการศึกษาร่วมกับโครงสร้างค่ารถไฟฟ้า เพื่อให้สะท้อนต่อต้นทุนที่แท้จริงในปัจจุบันแล้ว ทั้งนี้ รฟท. ได้เคยศึกษาปรับเพิ่มค่ารถไฟชั้น 3 จากเดิมอัตราค่าโดยสารเริ่มต้น 2 บาท ปรับเพิ่มเป็น10 บาท และค่าโดยสารตามระยะทางจะเพิ่มขึ้นอีก 50% ซึ่งจะทำให้รายได้ของการรฟท.เพิ่มขึ้นอีก 30%

    ส่วนกรณีค่าโดยสารรถประจำทางที่เคยมีข่าวว่าจะเพิ่มในวันที่ 21 ม.ค. 2562 นั้น ล่าสุด เว็บไซต์ไทยรัฐออนไลน์รายงานว่าhttp://bit.ly/2HeM6Jc ขสมก. ได้ถูกสั่งทบทวนการปรับขึ้นค่าโดยสารใหม่ดังกล่าวแล้ว เนื่องจากเกรงมีผลกระทบต่อภาระของประชาชน

    น.ส.ปิยวรรณ ล่ามกิจจา รองผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ที่มี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้หารือเรื่องการปรับขึ้นอัตราค่าโดยสารของ ขสมก. ที่ตามกำหนดจะเริ่มวันที่ 21 ม.ค.2562 นี้ โดย คนร. ให้กรอบนโยบายกับ ขสมก. ไปทบทวนในเรื่องดังกล่าวว่า จะมีผลกระทบอย่างไรบ้าง และให้พิจารณาถึงความเหมาะสมของช่วงเวลาที่จะปรับขึ้นอัตราค่าโดยสารด้วย

    ทั้งนี้ คนร. ห่วงเรื่องการขึ้นค่าโดยสารของ ขสมก. ว่า จะมีผลกระทบต่อภาระของประชาชน จึงมอบนโยบายให้ประธาน ขสมก. ไปพิจารณา โดยให้ดูความเหมาะสม และผลกระทบต่างๆ ของการปรับขึ้นค่าโดยสาร ซึ่ง ขสมก. น่าจะกลับไปหารือกับกระทรวงคมนาคมให้ชัดเจนก่อนนำมาเสนอ คนร. ต่อไป

    นายกฤชเทพ สิมลี รองปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลาง กล่าวว่า วันที่ 18 ม.ค. นี้ เวลา 11.00 น. จะมีประชุมด่วนคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลาง เพื่อดำเนินการตามมติ คนร. ที่ขอให้กระทรวงคมนาคมชะลอการปรับขึ้นค่าโดยสารรถเมล์ออกไปก่อน ดังนั้น คณะกรรมการฯ จะต้องประชุม เพื่อทบทวนมติ เนื่องจากมติเดิมคณะกรรมการฯ เห็นชอบให้ปรับขึ้นค่าโดยสารรถเมล์ทั้งระบบ ตั้งแต่ 21 ม.ค. 2562 เป็นต้นไป

    สำหรับประเด็นที่คณะกรรมการฯ ต้องทบทวนใหม่ คือ แนวทางการชะลอขึ้นค่าโดยสารว่า จะชะลอรถประเภทใดและชนิดใดบ้าง เพราะรถโดยสารสาธารณะมีหลายประเภท และหลายชนิด ไม่ใช่เฉพาะแค่รถเมล์ของ ขสมก. เท่านั้น ยังมีรถเมล์ร่วมบริการของเอกชน และรถทัวร์ร่วมบริการของ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) ด้วย แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับรถเมล์เก่าของ ขสมก.คงต้องชะลอการขึ้นค่าโดยสารแน่นอนทั้งรถร้อนและรถเย็น ส่วนรถเมล์ใหม่อาจให้ขึ้นค่าโดยสารได้ ส่วนรถร่วม บขส. และ บขส. ต้องพิจารณารายละเอียดอีกครั้ง

    นายประยูร ช่วยแก้ว รองผู้อำนวยการฝ่ายการเดินรถ ขสมก. กล่าวว่า ในการประชุมบอร์ด ขสมก. ได้มีมติให้ ขสมก. ชะลอการปรับขึ้นค่าโดยสารรถเมล์เก่าทั้งรถเมล์ร้อนและปรับอากาศ จำนวนกว่า 2,500 คัน ออกไปก่อน จากเดิมที่มีกำหนดจะปรับราคาในวันที่ 21 ม.ค. 2562 นี้

    กลุ่มก่อการร้ายโจมตีโรงแรมดุสิตดีทู ไนโรบี

    วันที่ 15 ม.ค. 2562 เฟซบุ๊กแฟนเพจ Royal Thai Embassy, Nairobi โพสต์ข้อความซึ่งมีใจความหลักว่า “เมื่อวันที่ 15 ม.ค. 2562 เวลาประมาณ 15.00 น ได้เกิดเหตุระเบิดรถยนต์และการยิงกัน ที่ รร. Dusit D2 กลางกรุงไนโรบี เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบความเสียหายและจำนวนผู้บาดเจ็บ โดยกลุ่ม Al Shabaab ออกมาแสดงความรับผิดชอบว่าอยู่เบื้องหลังในการก่อเหตุครั้งนี้ ในชั้นนี้ สอท. ได้ประสานคนไทยที่ทำงานในโรงแรมดังกล่าวแล้ว ทุกคนปลอดภัยดี”

    เว็บไซต์มติชนออนไลน์รายงานโดยอ้างเอเอฟพีว่า กลุ่มผู้ก่อการในครั้งนี้ให้เหตุผลในการก่อเหตุว่า เป็นการแก้แค้นที่ประธานาธิบดีประเทศสหรัฐอเมริกา โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศให้เยรูซาเลมเป็นเมืองหลวงของประเทศอิสราเอล

    เว็บไซต์บีบีซีไทยรายงานว่า เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 28 คนที่ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล ด้านกาชาดเคนยา ระบุว่ายังมีคน 19 คนที่ยังสูญหาย ก่อนหน้านี้ กาชาดเคนยาระบุว่า ยอดผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 24 คน และทางการเคนยาต้องใข้เวลาถึง 19 ชม. เพื่อยุติเหตุการณ์ครั้งนี้

    ]]> https://thaipublica.org/2019/01/hot-issue-social-media-2019-002/feed/ 0 ก.ล.ต. ลงดาบ ปรับ “หมอเสริฐ” 500 ล้าน ปมสร้างราคาหุ้น BA https://thaipublica.org/2019/01/sec-ba/ https://thaipublica.org/2019/01/sec-ba/#respond Fri, 18 Jan 2019 10:56:28 +0000 https://thaipublica.org/?p=157978

    วันที่ 18 ม.ค. 2562 สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้เผยแพร่ข่าวฉบับที่ 6/2562 แก่สื่อมวลชน เรื่อง ก.ล.ต. ใช้มาตรการลงโทษทางแพ่งกับผู้กระทำความผิด 3 ราย กรณีสร้างราคาหุ้น BA มีใจความดังนี้
     
    ก.ล.ต. เปิดเผยการดำเนินคดีด้วยมาตรการลงโทษทางแพ่งกับผู้กระทำความผิด 3 ราย ได้แก่ (1) นายปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ (2) นางสาวปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ และ (3) นางนฤมล ใจหนักแน่น กรณีสร้างราคาหลักทรัพย์บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BA) โดยเรียกให้ชำระค่าปรับทางแพ่งรวม 499.45 ล้านบาท และสั่งห้ามเป็นกรรมการและผู้บริหารของบริษัทที่ออกหลักทรัพย์และบริษัทจดทะเบียน
     
    ก.ล.ต. ได้รับข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย  และตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่า ในช่วงระหว่างวันที่ 13 พฤศจิกายน 2558 ถึงวันที่ 12 มกราคม 2559 นายปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ นางสาวปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ และนางนฤมล ใจหนักแน่น ร่วมกันซื้อขายหุ้น BA อย่างต่อเนื่องและจับคู่ซื้อขายหลักทรัพย์ BA ระหว่างกันเองในลักษณะอำพรางการซื้อขาย ทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจผิดเกี่ยวกับราคาหรือปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์ และส่งผลให้ราคาและปริมาณการซื้อขายหุ้น BA ผิดไปจากสภาพปกติของตลาด 
     
    การกระทำของบุคคลทั้งสามเป็นความผิดตามมาตรา 243 (1) (2) ประกอบมาตรา 244 ซึ่งต้องระวางโทษตามมาตรา 296 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 และมาตรา 317/4 (1) แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2559 
     
    คณะกรรมการพิจารณามาตรการลงโทษทางแพ่ง (ค.ม.พ.) มีมติให้ ก.ล.ต. นำมาตรการลงโทษทางแพ่งมาใช้บังคับกับผู้กระทำความผิดทั้งสามราย โดยกำหนดให้ผู้กระทำความผิดชำระเงินค่าปรับทางแพ่ง รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 499.45 ล้านบาท ซึ่งหากผู้กระทำความผิดทั้งสามรายไม่ยินยอมปฏิบัติตามมาตรการลงโทษทางแพ่งที่ ค.ม.พ. กำหนด ก.ล.ต. จะมีหนังสือขอให้พนักงานอัยการดำเนินการฟ้องเป็นคดีต่อศาลแพ่ง เพื่อขอให้ชำระเงินค่าปรับทางแพ่งตามอัตราสูงสุดที่กฎหมายกำหนด
     
    ทั้งนี้ การที่ ค.ม.พ. ใช้มาตรการลงโทษทางแพ่งกับนายปราเสริฐ นางสาวปรมาภรณ์ และนางนฤมล เป็นเหตุให้ผู้กระทำความผิดทั้งสามราย ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งกรรมการและผู้บริหารของบริษัทจดทะเบียน เข้าข่ายเป็นผู้มีลักษณะขาดความน่าไว้วางใจในการเป็นกรรมการหรือผู้บริหารของบริษัทที่ออกหลักทรัพย์และบริษัทจดทะเบียนตามประกาศคณะกรรมการ ก.ล.ต. ที่ กจ. 3/2560 เรื่อง การกำหนดลักษณะขาดความน่าไว้วางใจของกรรมการและผู้บริหารของบริษัท ลงวันที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2560 และจะต้องพ้นจากตำแหน่งตั้งแต่วันที่กำหนดในหนังสือที่ ก.ล.ต. จะแจ้งการมีลักษณะขาดความน่าไว้วางใจดังกล่าวในขั้นตอนหลังจากนี้ต่อไป

    อ่านเพิ่มเติม: อาณาจักร BDMS บริการสุขภาพแบบเบ็ดเสร็จของ “นพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ” ตอนที่ 1 และตอนที่ 2

    ]]>
    https://thaipublica.org/2019/01/sec-ba/feed/ 0
    งานวิจัยทีเอ็มบี เจาะลึกพฤติกรรมคนเสพหวย – “หวย” คือ ความฝันที่แลกด้วยเงินล้านของคนไทย https://thaipublica.org/2019/01/tmb-lottary-research/ https://thaipublica.org/2019/01/tmb-lottary-research/#respond Fri, 18 Jan 2019 08:57:31 +0000 https://thaipublica.org/?p=157946

    ศูนย์วิเคราะห์ Customer Insights by TMB Analytics เผยผลการศึกษาพฤติกรรมการซื้อลอตเตอรี่และหวย(ใต้ดิน)คนไทยพบว่า หวยไม่ใช่แค่เรื่องของมวลชน กลุ่มพนักงานประจำและเจ้าของธุรกิจ ที่เป็นแรงขับเคลื่อนของประเทศ กว่า 9 ล้านคน เสพติดหวย ส่วนใหญ่มีครอบครัวมีภาระ ที่ซื้อลอตเตอรี่เพราะหวังรวยทางลัดและอยากเสี่ยงโชค หวยเป็นปัจจัยพื้นฐานแม้เศรษฐกิจไม่ดีก็ยังซื้อ

    “1 ใน 4 ของคนไทยซื้อลอตเตอรี่และหวย รวมเป็นเงินกว่า 2.5 แสนล้านบาทต่อปี” พูดง่ายๆคือคนไทยราว 20 ล้านคนซื้อลอตเตอรี่และเล่นหวยเทียบเป็นมูลค่าในแต่ละปีเท่ากับ 3 เท่าของมูลค่าซื้อกองทุน LTF และ RMF หรือมองในมุมของเศรษฐกิจเทียบเท่ากับเม็ดเงินลงทุนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินเลยทีเดียว

    แล้วทุกวันนี้คนไทยมองการซื้อลอตเตอรี่หรือการเล่นหวยอย่างไร เสียงสะท้อนจากสื่อโซเชียลส่วนใหญ่และผลสำรวจ พบว่าร้อยละ 55 มองหวยเป็นความฝันและความหวังที่ทำให้รวยและมีความเป็นอยู่ที่ดี แต่จาก สถิติชี้ว่าโอกาสที่จะรวยจากการถูกรางวัลนั้นน้อยมากไม่ว่าเป็นลอตเตอรี่หรือหวย โดยคนคาดหวังว่าจะถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ 1 มีอยู่ 44% แต่โอกาสถูกจริงเน้นว่าเป็นเพียง 1 ในล้าน ส่วนด้านคนเล่นหวยคาดว่าจะถูก 2-3 ตัวบนล่างมีอยู่ถึง 78% แต่โอกาสถูกจริงคิดเป็น 0.4-2% เท่านั้น

    นอกจากนี้ข้อมูลจาก Google Trend ยังชี้ว่าในช่วง 15 ปีที่ผ่านมาคนไทย search คำว่า “เลขเด็ด” ซึ่งเป็นคำที่ฮิตทั่วไทยเพิ่มขึ้นถึงปีละ 18% ขณะที่การ search คำว่า “ฝากเงิน”เพิ่มขึ้นเฉลี่ยเพียงปีละ 9% และกระจุกอยู่แค่หัวเมืองเท่านั้น ซึ่งสอดคล้องกับข่าวที่ได้ยินเสมอว่าถ้ามีเลขเด็ดแพร่สะพัดไปเมื่อไรละก็ ทั่วทั้งประเทศแผงไหนๆ จังหวัดไหนก็ขายหมด และไม่ว่าเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไรคนไทยก็ยังคงเสพติดหวยอย่างสม่ำเสมอ บ่งชี้จากในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกในปี 2552 รายจ่ายในการซื้อลอตเตอรี่และหวยของคนไทยอยู่ที่ 340 บาทต่อเดือนหรือคิดเป็น 2.1% ต่อรายได้ทั้งหมด เทียบกับในช่วงที่เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวในปี 2560 รายจ่ายในด้านนี้อยู่ที่ 452 บาทต่อเดือน หรือคิดเป็น 2.1% ต่อรายได้ทั้งหมด ซึ่งตอกย้ำความเชื่อที่ว่าหวยเป็นความหวังที่ทำให้รวยและมีชีวิตที่ดีขึ้น แม้ในสถานการณ์ที่รายได้ตกต่ำควรเก็บเงินเพื่อใช้จ่ายในสิ่งที่จำเป็น แต่ก็ยังต้องการเสี่ยงโชคแทงหวย หรือหวยจะมีบทบาทกลายเป็นสินค้าจำเป็นตามหลักเศรษฐศาตร์เข้าไปทุกที

    เมื่อเจาะลึกถึงหน้าตาผู้ซื้อลอตเตอรี่หรือหวยเป็นอย่างไร เราพบว่าความเชื่อที่ว่าคนรายได้น้อยเท่านั้นที่เล่นหวย ส่วนคนรวยเล่นหุ้นนั้นไม่จริง จากสถิติและผลสำรวจพบว่า คนไทยไม่ว่าจะรายได้มากหรือน้อยก็เล่นหวยทั้งนั้น โดยกลุ่มคนที่มีรายได้สูงกว่า 15,000 บาทต่อเดือน มีการซื้อลอตเตอรี่และหวยเฉลี่ยต่อเดือนอยู่ที่ 680 บาท คิดเป็น 1.2% ของรายได้ ซึ่งมากกว่ากลุ่มคนที่มีรายได้น้อยกว่า 15,000 บาทต่อเดือนที่เฉลี่ยอยู่ที่ 350 บาท คิดเป็น 2.2% ของรายได้

    และไม่ว่าจะอายุมากหรือน้อย ก็เล่นหวยทั้งนั้น แต่หนักไปที่คนวัยสร้างครอบครัว ส่วนใหญ่เป็นมนุษย์เงินเดือนและเจ้าของกิจการ แถมเริ่มเล่นหวยตั้งแต่อายุยังน้อย จากสถิติและผลสำรวจชี้ว่า กลุ่มคนวัยสร้างครอบครัว (อายุ 35-55 ปี) หรือมีภาระรับผิดชอบเยอะ เป็นกลุ่มที่ซื้อลอตเตอรี่และเล่นหวยหนักที่สุดเฉลี่ยเดือนละ 500 บาท มากกว่าวัยทำงานและวัยเกษียณที่เฉลี่ยต่อเดือนราว 400 บาท โดยส่วนใหญ่เป็นมนุษย์เงินเดือนและเจ้าของกิจการ อย่างไรก็ตาม สถิติและผลสำรวจยังชี้ถึงประเด็นที่น่าตกใจว่า 10% ของจำนวนนักเรียนและนักศึกษาเล่นหวย โดยซื้อหวยต่อเดือนเฉลี่ยประมาณ 187 บาท เรียกว่าเริ่มเล่นหวยกันตั้งแต่ยังไม่มีรายได้ สาเหตุที่ซื้อเพราะมีแรงจูงใจมาจากผู้ปกครองและคนรอบข้าง และสื่อโซเชียล

    ทุกวันนี้มนุษย์เงินเดือนและเจ้าของธุรกิจเสพติดการเล่นหวยอยู่ในระดับใด? ที่เราเซอร์ไพรส์คือ 50% ของมนุษย์เงินเดือนและเจ้าของธุรกิจ หรือประมาณ 12 ล้านคนเล่นหวย โดยหากแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มตามลักษณะการเล่นหวย เราพบว่า 26% “เล่นขำๆ” คือ เล่นสนุกไม่จริงจัง มีความสุขจากการได้หวังเงินรางวัล 63% “ชอบหวย” เพราะชอบลุ้นหรือเสี่ยงโชค มีความสุขจากการได้หวังเงินรางวัล และที่น่าสนใจคือ 11% “ติดหวย” ชอบลุ้นหรือเสี่ยงโชค มองว่ามูลค่าของเงินรางวัลสูงยังไงก็คุ้มกับเงินที่ซื้อหวย จึงซื้อแบบไม่ได้คิด ทั้งนี้เราอาจสรุปได้ว่า มนุษย์เงินเดือนและเจ้าของธุรกิจส่วนใหญ่ หรือราว 9 ล้านคน ชอบลุ้นรางวัลไปจนถึงเสี่ยงโชคเพื่อรวยขึ้น

    เมื่อเจาะลึกถึงพฤติกรรมการซื้อหวยของกลุ่มคน “ชอบหวย” พบว่ากว่า 80% ซื้ออย่างน้อยเดือนละครั้ง เฉลี่ยเดือนละ 420 บาท และซื้อเพิ่มขึ้นจากครั้งแรกของการเล่นหวยราว 18% ยิ่งไปกว่านั้น เราพบว่า กลุ่มคน “ติดหวย” จะซื้อทุกงวด หรือ 24 ครั้งต่อปี จ่ายค่าหวยมากกว่ากลุ่ม “ชอบหวย”ถึงสองเท่า แถมยังซื้อเพิ่มขึ้นจากครั้งแรกถึง 26% ทั้งนี้หากกลุ่มคนเหล่านี้ซื้อหวยต่อเนื่อง 50 ปี สิ่งที่พวกเขาเสียไปเทียบเท่าได้กับ รถยนต์ City Car หรือบ้านถึง 1 หลัง เลยทีเดียว สะท้อนให้เห็นว่า หวย คือความฝันที่แลกด้วยเงินล้านของคนไทยจริงๆ

    นอกจากนี้เราได้เจาะลึกไปถึงสาเหตุของพฤติกรรม โดยพบว่า ทั้งคน “ชอบหวย” และคน “ติดหวย” มองเงินที่ซื้อหวยเป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องมี เพราะชอบเสี่ยงโชค แต่ต่างกันตรงที่ คน “ชอบหวย” มีการวางแผนทางการเงิน โดยกันเงินเพื่อซื้อหวย ในขณะที่คน “ติดหวย” ซื้อหวยแบบไม่ได้คิด คือ หากได้เงินมาก็ใช้ซื้อหวยทันที และอาจยอมลดเงินซื้อหวยส่วนหนึ่งเท่านั้น และเพื่อทำความเข้าใจมากขึ้น เราพบว่า คน “ติดหวย” จะนำเงิน(ถ้าถูกรางวัล) จ่ายหนี้ ต่างจากคน “ชอบหวย” ที่เก็บไว้ใช้ในยามจำเป็น และให้ครอบครัว จึงเป็นข้อยืนยันว่า หวยคือความหวังที่ช่วยปลดล็อดให้มีความเป็นอยู่ที่ดี

    อย่างไรก็ตาม จากผลสำรวจสัดส่วนในการออมเงิน คน “ชอบหวย” ส่วนใหญ่ราว 66% มีเงินออมเฉลี่ยมากกว่า 5,000 บาท ขณะที่เงินออมเฉลี่ยต่อเดือนของคน “ติดหวย” นั้นส่วนใหญ่น้อยกว่า 5,000 บาท โดยสรุปแล้ว มนุษย์เงินเดือนและเจ้าของธุรกิจ ที่ “ชอบหวย” และ “ติดหวย” หากนำเงินเหล่านี้ไปออมเพิ่มขึ้น หรือลงทุนในทางเลือกอื่น ที่มีผลตอบแทนและความเสี่ยงอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ มีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารอย่างทั่วถึง โปร่งใส รวมถึงการมีผู้เชี่ยวชาญให้คำแนะนำ จะทำให้มีรายรับเพิ่มขึ้น และอาจนำไปใช้จ่ายสิ่งจำเป็น เช่น ประกันสุขภาพ รถยนต์ หรือ บ้าน ได้โดยไม่ต้องหวังลุ้นเสี่ยงโชคทุกวันที่ 1 และ 16 ของแต่ละเดือนอีกต่อไป 

    “ศูนย์ Customer Insights by TMB Analytics เป็นศูนย์วิเคราะห์มุมมองใหม่ๆ ด้านการพฤติกรรมทางการเงิน เพื่อสร้างการตระหนักรับรู้ ความเข้าใจ เพื่อนำไปสู่การวางแผนการเงินส่วนบุคคลให้เหมาะสมยิ่งขึ้น” นำเสนอผลการศึกษาวิเคราะห์สถานการณ์ทางการเงินของคนไทยตลอดเส้นทางทั้งการออม การใช้จ่าย การลงทุน ตลอดจนการป้องกันความเสี่ยง ซึ่งสามารถสะท้อนอะไรหลายๆ อย่างเกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้ชีวิต รวมถึงปัจจัยต่างๆ ที่มีผลต่อพฤติกรรมในด้านต่างๆ

    20181220_Customer Insight_Lottery_Final
    ]]>
    https://thaipublica.org/2019/01/tmb-lottary-research/feed/ 0
    กรุงไทยยกระดับความปลอดภัยนำเทคโนโลยีติดตั้งเครื่องตรวจสอบบัตรประชาชนทั่วประเทศ https://thaipublica.org/2019/01/ktb-advertorial-18-1-2562/ https://thaipublica.org/2019/01/ktb-advertorial-18-1-2562/#respond Fri, 18 Jan 2019 07:37:19 +0000 https://thaipublica.org/?p=157855
    นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย

    ธนาคารกรุงไทยขอให้ลูกค้ามั่นใจในระบบงาน การให้บริการและระบบตรวจสอบที่มุ่งเน้นความโปร่งใส ทยอยติดตั้งเครื่องตรวจสอบบัตรประจำตัวประชาชนอิเล็กทรอนิกส์หน้าเคาน์เตอร์สาขาปูพรมทั่วกรุงเทพฯ 100% แล้ว และคาดว่าสัปดาห์หน้าจะพร้อมให้บริการครบทุกสาขาทั่วประเทศ รวมทั้งเตรียมนำระบบสแกนใบหน้ามาใช้เพิ่มจากการติดตั้งกล้อง CCTV เดิม เพื่อยกระดับความปลอดภัยในการทำธุรกรรมการเงินและการบริการให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทุกสาขา ส่วนพนักงานสาขาปายที่ทุจริตถูกไล่ออกและธนาคารได้ร้องทุกข์กล่าวโทษแล้ว สำหรับกรณีสาขาห้วยยอด เป็นเรื่องภายในครอบครัว ซึ่งธนาคารได้ดำเนินการปรับบัญชีให้ลูกค้าเรียบร้อยแล้ว

    นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยถึงกรณีสาขาปาย ซึ่งลูกค้าร้องเรียนเรื่องเงินในบัญชีหายว่า ธนาคารได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ทำการตรวจสอบตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2561 และได้ต่อยอดขยายผลจากหลักฐานพบว่าพนักงานรายนี้ทุจริตกับลูกค้าจำนวน 10 ราย รวมทั้งสิ้น 11 บัญชี 30 รายการ ยอดเงินประมาณ 5 ล้านบาท โดยธนาคารได้ทยอยปรับรายการสำหรับยอดเงินต้นและดอกเบี้ยในบัญชีของลูกค้า ตั้งแต่เดือนธันาคม 2561 ครบถ้วนทุกบัญชีเมื่อวันที่ 8 มกราคมที่ผ่านมา และธนาคารได้ไล่พนักงานรายดังกล่าวออกและร้องทุกข์กล่าวโทษในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต แสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย เพื่อประโยชน์ของตนเองและผู้อื่น ปลอมแปลงเอกสาร ลักทรัพย์อันเป็นของนายจ้าง ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์กรหรือหน่วยงานของรัฐ และเพื่อยกระดับการควบคุมภายในของธนาคาร ในเบื้องต้นธนาคารได้ย้ายผู้จัดการสาขาและผู้จัดการสำนักงานเขตออกจากพื้นที่ไปประจำสำนักงานภาคแล้ว

    สำหรับกรณีที่สาขาห้วยยอด จังหวัดตรัง เป็นเรื่องภายในครอบครัว ซึ่งลูกค้าถูกหลานสาวนำสมุดบัญชีเงินฝากของตนเองไปเบิกเงินที่ธนาคารโดยใช้เอกสารปลอมประกอบ และลูกค้าได้แจ้งความดำเนินคดีอาญากับหลานสาวของตนเองแล้วเมื่อเช้าวันนี้ (15 มกราคม 2562) และธนาคารได้ดำเนินการเพื่อปรับรายการบัญชีลูกค้าให้ถูกต้องเรียบร้อยแล้ว

    นายผยง ศรีวณิช ยังได้กล่าวต่อไปว่า ธนาคารยืนยันว่ามีระบบการตรวจสอบภายในที่ดี โดยที่ผ่านมาสามารถตรวจพบความผิดปกติ แต่ยอมรับว่ามีกระบวนการตรวจสอบ post audit ที่ยังเป็น manual อยู่บ้าง ซึ่งต้องใช้เวลา ทำให้ยังไม่ตอบโจทย์และทันต่อเหตุการณ์ ที่ผ่านมาธนาคารได้พัฒนาระบบการตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง และได้ยกระดับความปลอดภัยและการให้บริการ ธนาคารจึงได้นำเทคโนโลยีที่สามารถรับมือกับอาชญากรรมยุคใหม่ โดยได้ทยอยติดตั้งเครื่องตรวจสอบบัตรประจำตัวประชาชนอิเล็กทรอนิกส์ เชื่อมข้อมูลกับทะเบียนราษฎร์ กระทรวงมหาดไทย สำหรับใช้ในการทำรายการต่างๆ ที่เคาน์เตอร์สาขา โดยได้ครอบคลุมสาขาในกรุงเทพฯ ทั้งหมดแล้ว ได้ใช้งานมาระยะหนึ่ง และในสัปดาห์หน้าจะติดตั้งครบทุกสาขาในต่างจังหวัดทั่วประเทศ นอกจากนี้ ยังเตรียมนำเทคโนโลยีระบบการสแกนใบหน้ามาใช้เพิ่มเสริมจากการใช้กล้อง CCTV เดิม เพื่อเพิ่มความมั่นใจในการใช้บริการมากยิ่งขึ้น รวมทั้งลดปัญหาการทุจริตในรูปแบบต่างๆ โดยธนาคารต้องการให้ทุกสาขาสามารถให้บริการลูกค้าและประชาชนด้วยมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ

    ]]>
    https://thaipublica.org/2019/01/ktb-advertorial-18-1-2562/feed/ 0
    “สมาคมดิวตี้ฟรี-ค้าปลีก” จี้นายกฯ ทบทวนหลักเกณฑ์ประมูลรอบใหม่ เน้นเปิดเสรี ดึงประโยชน์เข้ารัฐเต็มเม็ดเต็มหน่วย https://thaipublica.org/2019/01/aot-pick-up-counter-13/ https://thaipublica.org/2019/01/aot-pick-up-counter-13/#respond Fri, 18 Jan 2019 06:54:52 +0000 https://thaipublica.org/?p=157935

    เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2561 นางรวิฐา พงศ์นุชิต นายกสมาคมการค้าร้านค้าปลอดอากรไทย และนายวรวุฒิ อุ่นใจ ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย ยื่นหนังสือถึง พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี อีกครั้งหลังจากได้เคยยื่นหนังสือข้อเสนอแนะไปแล้วเมื่อเดือนมีนาคมปีที่ผ่านมา เพื่อให้ทบทวนหลักเกณฑ์การให้สัมปทานธุรกิจร้านค้าปลอดอากร(duty free) การจัดตั้งจุดส่งมอบสินค้าสาธารณะในสนามบิน และการลดอัตราอากรขาเข้า ย้ำการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติเป็นที่ตั้ง

    สมาคมการค้าร้านค้าปลอดอากรไทยและสมาคมผู้ค้าปลีกไทยได้ร่วมศึกษาแนวทางที่เหมาะสมสำหรับให้สัมปทานธุรกิจร้านค้าปลอดอากรในประเทศไทย เพื่อให้มีความโปร่งใสมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อรัฐและประชาชน หากประเทศไทยยกเลิกการผูกขาดธุรกิจร้านค้าปลอดอากรทั้งในสนามบินและในตัวเมืองเปิดเสรีจุดส่งมอบสินค้าสาธารณะในสนามบิน รวมถึงปรับอัตราภาษีนำเข้าให้แข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านได้ ประเทศไทยมีโอกาสมหาศาลที่จะเพิ่มรายได้จากอุตสาหกรรมการค้าปลีกท่องเที่ยวคิดเป็นจำนวนเงินถึง 270,000 ล้านบาทต่อปี เทียบแล้วเป็นการเพิ่มขึ้นถึง 1 ใน 3 ของรายได้จากการจับจ่ายใช้สอยของนักท่องเที่ยวในปัจจุบัน ทั้งนี้ จะส่งผลให้ภาครัฐได้รับประโยชน์สุทธิรวมกว่า 32,000 ล้านบาทต่อปี

    “ปัจจุบันหลักเกณฑ์การประมูลหรือ TOR ใหม่ คาดว่าจะออกมาในช่วงสิ้นเดือนมกราคม แล้วที่ผ่านมาก็มีสถาบันการศึกษาและนักวิชาการออกมาท้วงติงเรื่องการผูกขาด เรื่องการเสียผลประโยชน์ของชาติ หรือเรื่องกรอบเวลาประกาศ TOR ที่ชอบออกกระชั้นชิดจนบางรายก็ไม่สามารถเตรียมการได้ทัน ซึ่งเรื่องพวกนี้มาตรฐานสากลอยู่แล้ว เราก็มาร้องเรียนประเด็นเหล่านี้กับนายกรัฐมนตรีว่าควรทำตามให้ได้มาตรฐานเพื่อประโยชน์สูงสุดของชาติ” นายวรวุฒิกล่าว

    ทั้งนี้ เนื้อหาในหนังสือประกอบด้วย 3 ประเด็นหลัก ได้แก่

    1) ยกเลิกระบบผูกขาด ปัจจุบันบริษัท การท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ได้ดำเนินการให้สนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมือง ซึ่งเป็นสนามบินที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศใช้ระบบสัมปทานรายเดียว หรือ master concession อันถือเป็นการผูกขาดและไม่ก่อให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรม ส่งผลให้ความหลากหลายของสินค้าและคุณภาพของการบริการมีจำกัด

    จึงขอเสนอให้พิจารณาปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์และเงื่อนไขสำหรับการเปิดประมูลสัมปทานที่สนามบินสุวรรณภูมิที่จะมีขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ โดยให้เปลี่ยนจากระบบสัมปทานรายเดียวมาใช้ระบบสัมปทานหลายรายตามหมวดหมู่สินค้า (concession by category) แทน เช่น หมวดเครื่องสำอาง หมวดสุราและบุหรี่ หมวดสินค้าแฟชั่น เป็นต้น เนื่องจากระบบสัมปทานประเภทนี้ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางจากประเทศชั้นนำทั่วโลก เช่น สนามบินอินชอน สาธารณรัฐเกาหลีใต้, สนามบินชางงี ประเทศสิงคโปร์ และสนามบินฮ่องกง เป็นต้น ได้ใช้ระบบสัมปทานตามหมวดหมู่สินค้า ซึ่งมีความโปร่งใสมีประสิทธิภาพและก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับผู้ให้สัมปทานและผู้ให้บริการสนามบิน

    “การผูกขาดที่เกิดขึ้นทำให้รัฐเสียประโยชน์ อย่างเปรียบเทียบกับสนามบินอินชอนที่มีผู้ประกอบการ 12 รายตามประเภทสินค้า เขามีรายได้มากกว่าไทย 6 เท่า ทั้งที่นักท่องเที่ยวประมาณ 30 ล้านคนเท่ากัน หรือเทียบกับสัญญาสัมปทานของไทยที่ให้ระยะเวลานานกว่าประเทศอื่น แต่กลับเก็บผลประโยชน์ต่ำแค่ 14-19% เทียบกับที่อื่นๆ เก็บกัน 30-40% ซึ่งไม่ควรจะเป็นแบบนั้น เพราะธุรกิจดิวตี้ฟรีแทบไม่ต้องลงทุน อย่างถ้าเราจะทำค้าปลีกเราต้องสร้างห้าง ต้องทำการตลาด แต่สนามบินรัฐสร้างให้ การตลาดก็ไม่ต้องลงทุนเพราะสนามบินเป็นจุดหมายอยู่แล้ว ดังนั้นรัฐก็ควรได้ผลตอบแทนส่วนนี้คืนมากกว่านี้ อีกด้านคือประโยชน์ของประชาชน นักท่องเที่ยวก็ขาดความหลากหลาย บางรุ่นบางสีไม่มี ถ้าเราเพิ่มการแข่งขันบนหลักการที่ถูกต้องมากขี้นก็จะช่วยเรื่องเหล่านี้” นายวรวุฒิกล่าว

    2) จัดให้มีจุดส่งมอบสินค้าสาธารณะในสนามบิน ในปัจจุบันสนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมืองมีจุดส่งมอบสินค้าในสนามบินสำหรับผู้ประกอบการร้านค้าปลอดอากรในเมือง หรือดาวน์ทาวน์ดิวตี้ฟรี เพียงรายเดียว ถือเป็นการผูกขาดเช่นกัน จึงขอเสนอแนะว่าจุดส่งมอบสินค้าสาธารณะในสนามบินนานาชาติทุกแห่งที่อยู่ในกำกับดูแลของ ทอท. ต้องจัดให้มีขึ้นตามกฎหมายศุลกากรโดยไม่เปิดให้มีสัมปทาน แต่ให้ผู้ประกอบการร้านค้าปลอดอากรในเมืองที่ได้รับอนุญาตจากกรมศุลกากรสามารถเช่าพื้นที่พร้อมระบบตรงกับ ทอท.

    3) พิจารณาหย่อนอากรขาเข้าสำหรับสินค้านำเข้าที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว ปัจจุบันอากรขาเข้าของประเทศไทยสำหรับสินค้าที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวต่างชาติและนักท่องเที่ยวไทย เช่น เครื่องสำอาง เสื้อผ้า กระเป๋า และรองเท้า อยู่ในระดับที่สูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชีย จีน มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ซึ่งได้ปรับยกเว้นหรือลดอากรขาเข้าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ราคาสินค้าปลีกลดลงดึงดูดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น นอกจากนี้ มาตรการยกเว้นหรือลดอากรยังส่งผลให้คนในประเทศลดการใช้จ่ายในต่างประเทศ อีกทั้งยังลดการซื้อขายในตลาดของหิ้ว หรือ grey market ให้น้อยลงอีกด้วย

    จึงขอเสนอแนะว่าควรพิจารณาลดเงินอากรขาเข้าสำหรับสินค้าประเภทที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ และประเภทที่นักท่องเที่ยวไทยนิยมซื้อจากต่างประเทศ เพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทยให้ดียิ่งขึ้นในระดับภูมิภาค และสร้างประโยชน์ให้กับทุกฝ่ายทั้งทางภาครัฐ ภาคเอกชน ประชาชน รวมถึงนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในประเทศไทย ดังนั้น ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้องพิจารณาและทบทวนเรื่องนี้อย่างจริงจังเพื่อให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ

    ]]>
    https://thaipublica.org/2019/01/aot-pick-up-counter-13/feed/ 0
    ออมสินแถลงผลงานปี 61 กำไรสุทธิ 36,310 ล้าน – ปี 62 ชู 3 กลยุทธ์ มุ่งสู่ “GSB WAY 2019” https://thaipublica.org/2019/01/gsb-17-1-2562/ https://thaipublica.org/2019/01/gsb-17-1-2562/#respond Thu, 17 Jan 2019 14:05:54 +0000 https://thaipublica.org/?p=157930

    ข่าวประชาสัมพันธ์

    วันที่ 17 มกราคม 2562 นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน แถลงผลการดำเนินงานปี 2561 และแผนงานปี 2562 ณ โมโน สตูดิโอ ถ.ชัยพฤกษ์ จ.นนทบุรี

    นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยถึงผลประกอบการของธนาคารในปี 2561ว่า ในเบื้องต้นธนาคารออมสินมีกำไรสุทธิ 36,310 ล้านบาท ส่วนสำคัญมาจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิกว่า 64,000 ล้านบาท ซึ่งเกิดจากการบริหารพอร์ตสินทรัพย์ และหนี้สินให้สอดคล้องกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยในตลาด และการบริหารสภาพคล่องที่มีประสิทธิภาพ ประกอบกับมีรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยกว่า 18,000 ล้านบาท สูงกว่าปีก่อน 7,900 ล้านบาท โดยเฉพาะกำไรจากการขายเงินลงทุน (IRPC) และ รายได้ค่าธรรมเนียมจากบริการเงินกู้ ธุรกิจบัตรและอิเล็กทรอนิกส์ และรายได้ค่านายหน้า ซึ่งเป็นผลมาจากการปรับปรุงผลิตภัณฑ์และบริการอย่างต่อเนื่อง ตามความต้องการใช้บริการของลูกค้า พร้อมทั้งมีกลยุทธ์ทางการตลาดที่จูงใจ

    ในช่วงเวลา 4 ปี (ปี 2558-2561) ได้วางเป้าหมายให้ธนาคารออมสินเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2561 ธนาคารฯ มีสินทรัพย์รวม 2,710,350 ล้านบาท ภายใต้การบริหารตามกรอบทิศทางที่กำหนดไว้ มีสินเชื่อรวม 2,111,899 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2560 จำนวน 97,776 ล้านบาท หรือ เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.85 มีเงินรับฝากฯ 2,298,412 ล้านบาท สูงเป็นอันดับ 1 ของระบบธนาคารไทย โดยเพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2560 จำนวน 42,100 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.87 ด้วยผลิตภัณฑ์เงินฝากที่หลากหลายตอบสนองความต้องการของผู้ออมเงินอย่างต่อเนื่อง ทั้งเงินฝากเผื่อเรียกพิเศษ สลากออมสินพิเศษ 3 ปี สลากออมสินพิเศษ 5 ปี ที่มีผลตอบแทนและรางวัลพิเศษที่น่าสนใจ รวมถึงมีช่องทางการให้บริการดิจิทัล อาทิ บัตรอิเล็กทรอนิกส์ Mobile Application หรือ “MyMo” ซึ่งให้ความคล่องตัวและรวดเร็วยิ่งขึ้น ส่งผลให้มีสัดส่วน Electronic Transaction กว่าร้อยละ 74 ของ Transaction รวม

    โดยในปี 2561 ธนาคารฯ ยังมุ่งให้ความสำคัญกับการบริหารสินเชื่อด้อยคุณภาพอย่างรัดกุม และเน้นประสิทธิภาพในทุกกระบวนการตามมาตรการแก้ไขหนี้ มีการแก้ไขหนี้ตามลำดับความสำคัญและอายุหนี้ การเจรจาไกล่เกลี่ย และการปรับโครงสร้างหนี้ มีการเปิดศูนย์ย่อยควบคุมและบริหารหนี้จำนวน 80 ศูนย์ทั่วประเทศ ทำให้เกิดความคล่องตัวในการบริหารจัดการหนี้ด้อยคุณภาพ ส่งผลให้คุณภาพสินทรัพย์อยู่ในระดับดี โดย ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2561 มีหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) เพียงร้อยละ 2.15 ของสินเชื่อรวม ซึ่งต่ำกว่าเมื่อเทียบกับภาพรวมระบบธนาคารพาณิชย์ และมีความมั่นคงทางการเงินจากระดับเงินกองทุนที่สูงกว่า 180,000 ล้านบาท หรือ ร้อยละ 14.8 ขณะที่ ธนาคารฯ ได้นำส่งรายได้แผ่นดินในปี 2561 สูงถึง 20,054 ล้านบาท เป็นอันดับ 4 ของรัฐวิสาหกิจ และเป็นอันดับ 1 ของสถาบันการเงินของรัฐ อีกด้วย

    “ในปี 2561 ภายใต้เป้าหมาย GSB The Best & Biggest Local Bank in Thailand สามารถผลักดันให้ธนาคารมีการขยายตัวได้อย่างดีและมีประสิทธิภาพ เกินความคาดหมาย โดยปริมาณความต้องการสินเชื่อของลูกค้ายังมีต่อเนื่อง ขณะที่ธนาคารออมสินสามารถเสนอผลิตภัณฑ์ภายใต้เงื่อนไขที่ตรงกับความต้องการของลูกค้าและจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดที่เหมาะสมกับแต่ละกลุ่ม ทำให้ภาพรวมของลูกค้าในปี 2561 ขยายตัวร้อยละ 22 จากปี 2557 โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกค้าเป้าหมายกลุ่มวัยเด็กที่จะเข้าสู่วัยนักศึกษา (อายุ 18-22 ปี) เพิ่มถึงร้อยละ 41 ส่วนวัยเริ่มทำงาน หรือ First Jobber (อายุ 23-30 ปี) เพิ่มขึ้นร้อยละ 23 ภารกิจที่สำคัญควบคู่กับการดำเนินธุรกิจ คือ ภารกิจโครงการตามนโยบายของรัฐบาลที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขหนี้นอกระบบ โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ การส่งเสริมความรู้ทางการเงิน (Financial Literacy) และการฝึกพัฒนาอาชีพเพื่อเสริมรายได้ให้แก่ประชาชนและผู้ประกอบอาชีพรายย่อย ผ่านโครงการมหาวิทยาลัยประชาชนและออมสินยุวพัฒน์รักษ์ถิ่น ล้วนมีผลสัมฤทธิ์เป็นไปตามเป้าหมาย ส่งผลให้ดัชนีคุณภาพชีวิตของลูกค้าฐานรากที่เป็นลูกค้าธนาคารเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 0.7180 จาก 0.6285 ในปี 2559 สำหรับการส่งเสริมพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ Startup และ SMEs ให้ก้าวไปสู่การเป็นธุรกิจที่เข้มแข็ง เติบโตและยั่งยืนส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการ Startup เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งมีโครงการพิเศษร่วมกับมหาวิทยาลัยในรูปแบบ GSB Startup Academy ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้เกิดผู้ประกอบการรายใหม่เพิ่มขึ้นในระบบ” นายชาติชาย กล่าว

    “ความร่วมมือร่วมใจกันของผู้บริหารและพนักงาน ส่งผลให้ธนาคารฯ มีผลประกอบการที่ดีในปีที่ผ่านมา พร้อมกับพัฒนาการในด้านต่างๆ ทำให้ได้รับการยกย่องและได้รับมอบรางวัลต่างๆ มากมาย อาทิ รางวัล The Best Quality Leadership Award 2018 ซึ่งจัดขึ้นโดยสมาคมยุโรปเพื่อการวิจัยคุณภาพ (European Society for Quality Research : ESQR), รางวัลผู้นำองค์กรดีเด่น, นักการเงินแห่งปี, CEO of the Year และบุคคลตัวอย่างภาคธุรกิจการเงินและธนาคาร แต่รางวัลเหล่านี้ไม่เท่ากับการที่สามารถผลักดันให้ธนาคารออมสินได้เป็นที่รับรู้และจดจำในความทันสมัยด้วยแนวคิด …มากกว่าธนาคาร ธนาคารเพื่อสังคม… ได้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก” นายชาติชาย กล่าว

    ส่วนทิศทางการดำเนินงานของธนาคารออมสินในปี 2562 นายชาติชาย กล่าวว่า ปีนี้ธนาคารตั้งเป้าหมายมุ่งสู่การเป็น GSB WAY 2019 : วิถีออมสิน ยุคใหม่ พร้อมเติมเต็มสังคมไทย ก้าวไกลเหนือขีดจำกัดภายใต้แนวคิด เติบโต ยั่งยืน ตอบแทนคืนสู่สังคม ภายใต้กลยุทธ์ 3 Banking ประกอบด้วย Traditional Banking การสร้างความมั่นคงทางการเงิน และขีดความสามารถในการแข่งขัน เป็นบริการธนาคารในรูปแบบปกติ แต่เพิ่มความสะดวกสบายให้ลูกค้ามากยิ่งขึ้น พร้อมกับแนะนำและชักชวนให้ลูกค้ามาใช้บริการรูปแบบดิจิทัล ซึ่งจะทำให้พนักงานมีเวลาขายผลิตภัณฑ์หรือแนะนำบริการต่างๆ ของธนาคารได้มากขึ้น เป็นการลดต้นทุนบริการ และเพิ่มรายได้ให้มากขึ้นด้วย พร้อมกันนี้จะพัฒนาช่องทางการให้บริการเดิมให้มีความสะดวก รวดเร็วและทันสมัย ซึ่งมีหลากหลาย ครอบคลุมทุกพื้นที่ ทั้งสาขา รถยนต์บริการเคลื่อนที่ เรือ Bank Agent สถาบันการเงินชุมชน และพันธมิตรใหม่ๆ

    กลยุทธ์ด้านที่ 2 Digital Banking ที่จะพัฒนาให้มีบริการที่รวดเร็วและทันสมัยมากขึ้นไปอีกในโลกยุคดิจิทัล พร้อมสร้างความสะดวกสบายบน Digital Platform ใหม่ๆ ตอบสนองทุกช่วงชีวิตของลูกค้า โดยจะพัฒนารูปแบบบริการนี้เพื่อให้ลูกค้าไม่ต้องเดินมาใช้บริการที่สาขา เพราะธนาคารออมสินจะมีบริการทางการเงินทุกด้านบนโทรศัพท์มือถือ ในแอพพลิเคชั่นส์ MyMo ตั้งแต่ เปิดบัญชีเงินฝาก ยื่นขอสินเชื่อ สมัครบัตรเครดิต ระบบจัดการเบิกถอนเงินสด โอนเงิน หรือ ชำระค่าสินค้า ซื้อขายหน่วยลงทุน กองทุน การซื้อขายสินค้า (My Merchant) และการสะสมคะแนนจากการใช้บริการ

    กลยุทธ์ด้านที่ 3 Social Banking การสร้างความยั่งยืนให้กับสังคมด้วย Social Branch ซึ่งจะเป็นมิติใหม่ของสถาบันการเงินที่จะมีสาขาดูแลด้านสังคมโดยเฉพาะ ซึ่งปี 2562 ธนาคารออมสินจะดำเนินการอย่างมีรูปแบบชัดเจน โดยจะมีบริการศูนย์ที่ปรึกษาทางการเงิน ศูนย์แก้ไขหนี้นอกระบบ ศูนย์บริการชุมชน ข้อมูลต่างๆ ในท้องถิ่น จุดให้บริการทางการเงินเพื่อสนับสนุนนโยบายรัฐ (Financial Logistic Center) ศูนย์แสดงสินค้าชุมชน และ O2O ซื้อขายสินค้าออนไลน์ ตั้งเป้าหมายให้บริการในปีนี้กว่า 100 สาขา

    “ภายใต้กลยุทธ์นี้ จะเป็นการบูรณาการระหว่างความคิดและการปฏิบัติงานให้มีความชัดเจนเป็นรูปธรรม ซึ่งจะเป็นการปรับกระบวนทัพใหม่โดยมีรูปแบบการดำเนินงานตามกรอบ 3 Banking โดยการมุ่งไปสู่ GSB WAY 2019 : วิถีออมสิน ยุคใหม่ นั้น ธนาคารฯ พร้อมด้วยบุคลากร และช่องทางบริการ จะทำหน้าที่เพื่อให้ลูกค้าและประชาชนได้เข้าถึงทุกๆ พื้นที่ จะให้เห็นภาพชัดเจนมากยิ่งขึ้นว่าธนาคารออมสินจะดูแลทุกคน ดูแลชุมชน มีดิจิทัลแบงก์ มีสาขาจะปรับปรุงรูปแบบสาขาให้เหมาะสมกับศักยภาพในพื้นที่ โดยจะเน้นบริการ การขยายช่องทาง Digital ขณะเดียวกันยังจะมีการพัฒนา Feature ใหม่ๆ ผ่านช่องทางบริการ Mobile Banking ที่จะเป็นอีกช่องทางสำคัญในปี 2562 นี้ด้วย ซึ่งจะทำให้สัญลักษณ์ธนาคารออมสินประทับใจ อยู่ในความคิดของประชาชนทุกคนเมื่อนึกถึงการให้บริการทางการเงิน เพื่อให้สมกับสโลแกนของธนาคารที่ว่า …ออมสินดูแลคุณมากกว่าใคร…” ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าว

    ]]>
    https://thaipublica.org/2019/01/gsb-17-1-2562/feed/ 0
    ป.ป.ช.พบสื่อ แจงเหตุผลตีตกคดีนาฬิกาหรู – เร่งปรับโครงสร้างองค์กร เคลียร์คดีค้าง 13,000 เรื่องจบใน 2 ปี https://thaipublica.org/2019/01/nacc-17-1-2562/ https://thaipublica.org/2019/01/nacc-17-1-2562/#respond Thu, 17 Jan 2019 13:27:38 +0000 https://thaipublica.org/?p=157911
    เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2561 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ร่วมกับสถาบันอิศรา จัดกิจกรรมคณะกรรมการป.ป.ช. พบสื่อมวลชนระดับบรรณาธิการ โดยมี พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานกรรมการ ป.ป.ช. พร้อมด้วยกรรมการ ป.ป.ช. ร่วมรับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และตอบข้อซักถามสื่อมวลชนในประเด็นต่างๆ ที่ห้องประชุมผู้บริหารชั้น 3 อาคาร 1 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

    พล.ต.อ.วัชรพล กล่าวว่า นับตั้งแต่มีรัฐธรรมนูญปี 2560 และมีร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 ที่มีผลเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2561 ที่ผ่านมา ทำให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ต้องเร่งออกกฎหมายระดับอนุบัญญัติที่เกี่ยวข้อง เพื่อรองรับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่อีกหลายฉบับ นอกจากนี้เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2561 คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีมติปรับโครงสร้างสำนักงาน ป.ป.ช.ใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารงานในอนาคต เรียกว่าเป็นการกระจายอำนาจลงไปสู่ระดับพื้นที่ ทำให้ปัญหาร้องเรียนกล่าวหาในต่างจังหวัดได้รับการดำเนินการเร็วขึ้น และที่สำคัญกฎหมาย ป.ป.ช.ฉบับใหม่ได้กำหนดกรอบระยะเวลาในการทำงานของ ป.ป.ช.ต้องเร่งกระบวนการพิจารณาคดีต่างๆให้แล้วเสร็จภายใน 2 ปี นับตั้งแต่กระบวนการยุติธรรมเบื้องต้นคือในชั้น ป.ป.ช. จนถึงขั้นกลั่นกรองตรวจสอบคือในชั้นอัยการ จากนั้นเมื่ออัยการรับสำนวนไปแล้ว ต้องพิจารณาใน 180 วัน หากเห็นว่าสำนวนไม่สมบูรณ์ต้องแจ้งกลับมาที่ป.ป.ช.ภายใน 90 วัน ทั้งนี้หากไม่ทำตามกำหนดเวลา ต้องมีผู้รับผิดชอบ แสดงว่าบกพร่องต่อหน้าที่ นั่นหมายรวมถึงตัวกรรมการด้วย

    ปรับโครงสร้างใหม่ เคลียร์คดีค้าง 13,000 เรื่อง เสร็จใน 2 ปี

    “กฎหมายใหม่ค่อนข้างกดดันการทำงานของเจ้าหน้าที่ จากเดิมมีอิสระค่อนข้างมาก แต่ในกฎหมายใหม่มีกรอบเวลากำกับไว้ทั้งหมด ดังนั้นต้องดำเนินการให้รองรับกับกฎหมาย นี่เป็นปัญหาที่ท้าทาย ป.ป.ช. เพราะยังมีคดีที่คั่งค้างอยู่ประมาณ 13,000 เรื่องเศษ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ต้องมาดูว่าเป็นเรื่องร้ายแรงหรือไม่ หากไม่ร้ายแรงให้ส่งหน่วยงานอื่นทำแทนได้ ดังนั้นต้องเร่งระดมปรับกลยุทธ์ในการทำงาน” พล.ต.อ.วัชรพล กล่าว

    ประธานกรรมการ ป.ป.ช. กล่าวอีกว่า ปัจจุบันยังมีประเด็นติดขัดอยู่ประเด็นหนึ่งคือ กรณีการขอความร่วมมือทางอาญาระหว่างประเทศ เช่น กรณีการติดสินบนเจ้าหน้าที่รัฐไทย ที่มีในมือ ป.ป.ช. ประมาณ 20 เรื่อง ตรงนี้ต้องผ่านทางอัยการสูงสุด (อสส.) เพื่อขอข้อมูล แต่ขึ้นอยู่กับประเทศที่ร้องขอด้วยว่าจะมีอนุสัญญาระหว่างประเทศกับไทย หรือเป็นการต่างตอบแทนผลประโยชน์ด้วยกันหรือไม่ เนื่องจากไทยมีโทษประหารชีวิต อาจทำให้ล่าช้า

    แจงเหตุผลตีตกคดีนาฬิกาหรู

    สำหรับความคืบหน้าคดีทางการเมืองตามกฎหมายใหม่นั้น พล.ต.อ.วัชรพล กล่าวว่า คดีทางการเมือง และที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่องค์กรอิสระ ที่ประชุมมอบหมายให้ น.ส.สุภา ปิยะจิตติ และ พล.อ.บุณยวัจน์ เครือหงส์ เป็นกรรมการผู้รับผิดชอบสำนวน โดยการไต่สวนถ้าเป็นคดีใหญ่ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ทั้ง 9 รายจะเป็นองค์คณะไต่สวน ถ้าเรื่องไม่ใหญ่มากแต่สำคัญ ต้องใช้กรรมการ ป.ป.ช. อย่างน้อย 2 ราย เป็นคณะอนุกรรมการไต่สวน ยืนยันว่าคดีที่ค้างอยู่เดินตามทางครรลองของมัน แต่รายละเอียดบางคดีมีมาก ต้องทำให้ครบถ้วน อาจต้องใช้เวลา แต่ยืนยันว่าทุกเรื่องต้องเสร็จภายในปี 2564

    ส่วนกรณีการถือครองนาฬิกาหรู ของพล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมจำนวน 22 เรือน ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการป.ป.ช.มีมติ 5 ต่อ 3 ให้เรื่องนี้ตกไปเนื่องจากมีข้อมูลไม่เพียงพอนั้น นายสุรศักดิ์ คีรีวิเชียร กรรมการ ป.ป.ช. กล่าวว่า หัวใจสำคัญของคดีนี้อยู่ที่ใบรับรองสินค้า (Certificate) จากประเทศผู้ผลิตนาฬิกา ซึ่งจะเป็นพยานหลักฐานชิ้นสำคัญที่จะบ่งชี้ว่าใครเป็นเจ้าของนาฬิกาหรู 22 เรือน แต่ที่เป็นปัญหา คือ ประเด็นข้อกฎหมาย กรณีนักการเมืองมีเจตนาไม่แจ้งรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อป.ป.ช. ตามกฎหมาย ป.ป.ช.ของไทย ถือเป็นความผิดทางอาญา ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือนปรับไม่เกิน 10,000 บาท และเว้นวรรคทางการเมืองอีก 5 ปี ส่วนประเทศในแถบยุโรปไม่ถือเป็นความผิดทางอาญา แต่ผิดในเรื่องของจริยธรรมเท่านั้น และการที่จะมาใช้อนุสัญญาว่าด้วยความร่วมมือทางคดีอาญา มีหลักในการพิจารณาคือต้องเป็นคดีอาญาเหมือนกันทั้ง 2 ฝ่าย แต่กรณีนี้ถือเป็นคดีอาญาเฉพาะฝ่ายไทย แต่ต่างประเทศถือว่าผิดจริยธรรม เมื่อป.ป.ช.ทำหนังสือขอหลักฐานใบรับรองสินค้าไป จึงถูกปฏิเสธ

    “เมื่อป.ป.ช.ไม่สามารถหาหลักฐานชิ้นนี้ได้ จะเขียนบรรยายฟ้องอย่างไร มันไม่ใช่แค่ถือครองนาฬิกาเท่านั้น ต้องมีหลักฐานที่จะบ่งชี้ว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินด้วย ส่งฟ้องไป ก็พิสูจน์ไม่ได้ ผมจึงมีความเห็นให้เรื่องนี้ตกไปเพราะพิสูจน์ไม่ได้” นายสุรศักดิ์ กล่าว

    ด้านนายปรีชา เลิศกมลมาศ กรรมการ ป.ป.ช. กล่าวในฐานะประธานที่ประชุมวันลงมติคดีนาฬิกาหรู เนื่องจาก พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานกรรมการ ป.ป.ช.ถอนตัว ยอมรับว่าผมเป็นหนึ่งในเสียงข้างมากที่ลงความเห็นให้คดีนี้ตกไป เนื่องจากพยานบุคคลทั้งหมดให้การยืนยันว่านาฬิกาเป็นของผู้เสียชีวิต (นายปัฐวาท ศรีสุขวงศ์) เมื่อตรวจสอบฐานะ หรือความเป็นอยู่ พบว่า ผู้เสียชีวิตชอบสะสมนาฬิกามีอุปนิสัยเอื้อเฟื้อชอบให้เพื่อนฝูงยืมนาฬิกาไปใช้ จากการตรวจสอบบ้านของผู้ตาย ก็ได้รับความมือจากทายาทเป็นอย่างดี พบว่ามีนาฬิกาหรูว่ามีถึง 137 เรือน ในจำนวนนี้มีนาฬิกาทั้ง 22 เรือนรวมอยู่ด้วย ขณะเดียวกัน ทางป.ป.ช.ก็ขอความร่วมมือไปยังต่างประเทศ ให้จัดส่งใบรับรองสินค้า แต่ได้รับการปฏิเสธ กลับมาว่าไม่สามารถให้ข้อมูลได้ เพราะไม่ใช่คดีอาญาที่เกี่ยวกับการทุจริต เมื่อไม่มีหลักฐานจากต่างประเทศในแง่ของกฎหมายก็ไม่สามารถไปต่อได้ กรรมการเสียงข้างมาก จึงมีความเห็นว่า ควรจะหยุดเพียงเท่านี้

    “กรณีนี้แตกต่างจากกรณีการครอบครองรถโฟล์คตู้ของนายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม อดีตปลัดกระทรวงคมนาคมนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาจนเป็นที่ยุติแล้วว่า เงินและรถคันดังกล่าวเป็นของนายสุพจน์ นอกจากนี้ศาลฎีกา พิพากษาในคดีแพ่งด้วยว่า นายสุพจน์ร่ำรวยผิดปกติ เนื่องจากได้รับรถมาโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร เนื่องจากปรากฏข้อเท็จจริงว่า นายสุพจน์ครอบครองต่อเนื่องระหว่างปี 2552-2554 จนกระทั่งถึงวันที่เกิดเหตุการณ์ปล้นบ้าน และเงินที่จัดซื้อจัดหา ผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงนักธุรกิจที่ให้เงินไป พบว่า นายสุพจน์ เป็นผู้เลือกรุ่น เลือกสี และที่สำคัญครอบครองเป็นเวลาถึง 2 ปี 4 เดือน และเลขรถ ตรงกับเลขทะเบียนบ้านของนายสุพจน์ รวมถึงการบำรุงรักษาที่ใช้ประโยชน์มาอย่างต่อเนื่องยาวนาน จึงนำมาเปรียบเทียบกับกรณีนาฬิกาหรูมาได้” นายปรีชา กล่าว

    น.ส.สุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช. หนึ่งในกรรมการเสียงข้างน้อย กล่าวว่า ก่อนอื่นต้องเชื่อมั่นในการทำงานของป.ป.ช. กรรมการทุกคนมีความเห็นเป็นอิสระ ในความเห็นของตน ในฐานะนักบัญชี เคยทำคดีร่ำรวยผิดปกติ และยึดทรัพย์มาหลายราย และ นางสุวณา สุวรรณจูฑะ กรรมการ ป.ป.ช. อีกรายที่เป็นเสียงข้างน้อย ซึ่งเป็นนักบัญชีเช่นเดียวกัน จึงมีความเห็นตรงกันว่า ควรจะไล่ไปให้สุดก่อน ได้แค่ไหนก็จบแค่นั้น ในมุมมองของนักบัญชีคิดว่ามันไล่ต่อได้ โดยผ่านกระบวนการ M Lab ตามกฎหมายป.ป.ช. มาตรา 138 และ 139 โดยให้อัยการสอบถามไปยังหน่วยงานต่างประเทศ หากหน่วยงานต่างประเทศ ตอบว่าไม่ให้ ก็จบ แต่วันนี้มันยังไปไม่ถึงจุดนั้น ในมุมมองของนักบัญชี อยากจะให้ทุกฝ่ายได้รับข้อมูลครบถ้วน เพื่อประโยชน์ในการวินิจฉัยว่าจะตีตกหรือไต่สวน

    เตรียมเชื่อมโยงข้อมูลคดีอสส. – ศาล

    ส่วนการเปิดเผยข้อมูลตามมาตรา 36 ใน กฎหมาย ป.ป.ช. กำหนดให้ปกปิดชื่อผู้ร้อง และผู้ถูกร้อง รวมถึงผู้ถูกกล่าวหานั้น ในชั้นไหนถึงจะเปิดเผยชื่อ และพฤติการณ์เบื้องต้น หากเป็นในชั้นแสวงหาข้อเท็จจริง หรือ ชั้นไต่สวนข้อเท็จจริง คณะกรรมการ ป.ป.ช. ต้องวินิจฉัยว่าจะเปิดเผยชื่อได้หรือไม่ ตรงนี้คำวินิจฉัยกินความแค่ไหนหรือว่าต้องรอตอนถูกชี้มูลความผิดอย่างเดียว

    นายนิวัติไชย เกษมมงคล รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. กล่าวว่า ในช่วงพิจารณาร่างกฎหมาย ป.ป.ช. ในชั้นคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีการหารือเรื่องนี้พอสมควร โดยหลักการในมาตรา 36 คือการแยกชื่อผู้ร้อง กับผู้ถูกร้องไว้ชัดเจน ดังนั้นถ้าเป็นข้อมูลสาธารณะไม่สามารถเปิดเผยชื่อผู้ร้องได้ทุกกรณี ส่วนผู้ถูกร้องนั้น หากยังอยู่ในชั้นแสวงหาข้อเท็จจริงไม่สามารถเปิดเผยได้ แต่หากในชั้นไต่สวนข้อเท็จจริงที่กลายเป็นผู้ถูกกล่าวหา อาจเปิดเผยต่อสาธารณะได้หากเป็นประโยชน์ในการไต่สวน เช่น กรณีการเรียกรับเงิน เป็นต้น หรือได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. หากรวบรวมพยานหลักฐานแล้วสามารถเปิดเผยชื่อ สกุล หรือ ตำแหน่งของผู้ถูกกล่าวหาได้ เพียงพอให้เข้าใจว่าเป็นข้อกล่าวหาเรื่องอะไร นอกจากนั้นยังเป็นการพิจารณาลักษณะความผิด แต่ไม่ได้เปิดเผยพยาน หรือ รายละเอียดมาก เว้นแต่ในชั้นคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด จะมีการระบุพฤติการณ์ความผิดของผู้ถูกกล่าวหา แต่ต้องคุ้มครองผู้ร้อง และพยาน เพื่อไม่ให้กระทบต่อรูปคดี เนื่องจากคดียังไม่สิ้นสุด จำเป็นต้องเสนออัยการเพื่อฟ้องศาล หากเปิดเผยไปทั้งหมดจะกระทบต่อรูปคดีได้ ปัจจุบันอยู่ระหว่างร่างระเบียบดังกล่าว และนำเสนอที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.

    ส่วนกรณีนำคำพิพากษาชั้นต้นในคดีที่ใช้สำนวนจาก ป.ป.ช. มาเผยแพร่ต่อสาธารณะนั้น พล.ต.อ.วัชรพล กล่าวว่า คดีที่ศาลชั้นต้นพิพากษา ยังไม่ถือว่าเป็นที่สิ้นสุด ดังนั้นต้องพิจารณาว่าจะเผยแพร่อย่างไร มองบางมุมหากเอาคำพิพากษาศาลชั้นต้นไปเผยแพร่ ไม่รู้ว่าเป็นบวก หรือ ลบกับผู้ถูกกล่าวหา หรือ จำเลย

    นายนิวัติไชย กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีดำริให้สำนักสารสนเทศ ป.ป.ช. ประสานกับสำนักงาน อสส. และสำนักงานศาลยุติธรรม เพื่อเชื่อมโยงระบบให้ติดตามคดีต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องได้ง่ายขึ้น เพราะปัจจุบันมีการกระจัดกระจายของข้อมูล การจัดเก็บข้อมูลขององค์กรไม่เหมือนกัน ดังนั้นจึงพยายามพัฒนาปรับปรุงระบบอยู่

    พล.ต.อ.วัชรพล กล่าวด้วยว่า เบื้องต้นอยู่ระหว่างการร่างระเบียบการแจ้งข้อกล่าวหาผู้ถูกกล่าวหาใหม่ เดิมการแจ้งข้อกล่าวหาคือ ให้ผู้ถูกกล่าวหามารับทราบ ต่อมา เมื่อไต่สวนไปเรื่อย ๆ มีการชี้มูลความผิด ส่งสำนวนให้อัยการ เมื่อถึงเวลาจะนำตัวไปฟ้องศาล ป.ป.ช.ต้องเป็นผู้นำตัวผู้ถูกกล่าวหาไป แต่บางคดีระยะเวลาล่วงไปหลายปี อาจทำให้เจอตัวผู้ถูกกล่าวหายาก คราวนี้จะเปลี่ยนไปใช้ระบบใหม่คือ เมื่อมีการแจ้งข้อกล่าวหา ผู้ถูกกล่าวหาจะถูกถ่ายรูป และพิมพ์ลายนิ้วมือด้วย คาดว่าภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 จะมีความชัดเจนในเรื่องนี้ ยืนยันว่าอะไรทำให้กระบวนการมีประสิทธิภาพจะเร่งดำเนินการ

    ]]>
    https://thaipublica.org/2019/01/nacc-17-1-2562/feed/ 0
    “กรมประมง” เปิดใจหลังอียูปลดธงเหลือง ชี้รัฐบาลประสบความสำเร็จ พร้อมเดินหน้าสู่ “ประมงยั่งยืน” ร่วมกับชาวประมง https://thaipublica.org/2019/01/fishery-department-iuu-thailand-eu/ https://thaipublica.org/2019/01/fishery-department-iuu-thailand-eu/#respond Thu, 17 Jan 2019 10:14:23 +0000 https://thaipublica.org/?p=157901
    นายอดิศร พร้อมเทพ(ที่ 2 จากขวา) อธิบดีกรมประมง จัดกิจกรรม “MEET THE PRESS” ประมงเปิดใจหลังปลดใบเหลือง IUU

    เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2561 กรมประมงได้จัดงานพบสื่อมวลชน (Meet The Press) “ประมง…เปิดใจหลังปลดใบเหลืองไอยูยู” ภายหลังกรรมาธิการยุโรปด้านสิ่งแวดล้อม กิจการทางทะเล และประมง (European Commissioner for Environment, Maritime Affairs, and Fisheries) ของสหภาพยุโรป หรืออียู ประกาศแถลงการณ์ผลการพิจารณาปลดใบเหลืองประมง IUU ของประเทศไทย เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2562

    อียู ปลด “ใบเหลือง” ประมงไทย “ฉัตรชัย” เตรียมเสนอนโยบายประมง IUU เข้าที่ประชุมอาเซียน เม.ย. นี้

    นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดี กรมประมง กล่าวว่า การปลดธงเหลืองภาพรวมเป็นเรื่องที่น่ายินดี แม้ว่าอาจจะมีประเด็นที่หลายคนมองว่ารัฐบาลมีเป้าหมายและพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อปลดธงเหลือง แต่ในความเป็นจริงใบเหลืองเป็นการแจ้งเตือนที่ให้ไทยปรับปรุงแก้ไขปัญหาการประมงที่ไม่ยั่งยืน ซึ่งไม่ใช่การลงโทษแต่อย่างใด ดังนั้นเป้าหมายที่แท้จริงของรัฐบาลจึงเป็นการสร้างอุตสาหกรรมการประมงอย่างยั่งยืนในประเทศไทยมากกว่าการเน้นทำทุกอย่างเพื่อปลดใบเหลือง อย่างไรก็ตาม การปลดใบเหลืองได้ในช่วงต้นปีที่ผ่านมาถือเป็นการยืนยันว่าไทยดำเนินนโยบายมาถูกทางแล้ว

    นอกจากนี้ การทำงานในช่วงที่ผ่านเรียกว่ากรมฯ ได้หารือและทำงานรวมกับชาวประมงและภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมประมงอย่างใกล้ชิด ซึ่งแน่นอนว่าหลายมาตรการอาจจะส่งผลกระทบและเป็นต้นทุนต่อบางกลุ่มที่ต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้ได้มาตรฐาน แต่หากดูข้อมูลและเสียงของชาวประมงในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาพบว่าทรัพยากรทางทะเลลดลงไปค่อนข้างมาก แต่เมื่อเริ่มดำเนินมาตรการต่างๆ อย่างจริงจัง เช่น การควบคุมและตรวจสอบปริมาณการจับปลา กลับพบว่าวันนี้ทรัพยากรทางทะเลได้เริ่มฟื้นฟูกลับมา ปลาที่จับได้มีขนาดใหญ่ขึ้น พันธุ์ปลาบางชนิดที่หายไปเริ่มทยอยกลับมาอีกครั้ง ซึ่งสะท้อนถึงความยั่งยืนของอุตสาหกรรมประมงของไทยที่กลับมาอีกครั้ง และในระยะยาวจะสามารถรักษาไว้สำหรับลูกหลานในอนาคตได้

    “ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่คาดว่าจะเห็นในอนาคต เราเริ่มเห็นทรัพยากรทางทะเลฟื้นฟูกลับมามากขึ้น ปลาใหญ่ขึ้น หลากหลายขึ้น แล้วพอธงเหลืองถูกปลดไปการส่งออกสัตว์น้ำก็น่าจะเพิ่มขึ้น แม้ว่าธงเหลืองจะไม่ได้เป็นการแบนการนำเข้าสินค้าของเรา แต่ทำให้ภาพลักษณ์ของอุตสาหกรรมประมงไทยไม่ค่อยดี ในหลายประเทศที่ใส่ใจเรื่องเหล่านี้ก็มีการกดดันบริษัทเอกชนจากทางผู้บริโภคหรือผู้ถือหุ้นว่าทำไมถึงสนับสนุนเรื่องแบบนี้ แต่พอธงถูกปลดออกไปภาพลักษณ์เครดิตก็จะดีมากขึ้น แต่ถามว่าจะเพิ่มแค่ไหนคงตอบยาก เพราะการค้ามันก็มีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ธงเหลืองเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น”

    ส่วนแนวทางในระยะต่อไป กรมฯ พิจารณาว่าอาจจะต้องปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ ที่มีอยู่ให้ยืดหยุ่นมากขึ้นตามสถานการณ์ โดยอาศัยหลักวิชาการและเหตุผลเป็นตัวรองรับ เช่น เครื่องมือจับสัตว์น้ำที่ผิดกฎหมายก็ต้องควบคุมไม่ให้ใช้อย่างเข้มงวด หากมีเครื่องมือใหม่ๆ เข้ามาก็ต้องทดสอบผลกระทบจากการใช้ในด้านต่างๆ หรือปริมาณการจับปลาหากบางมีมากขึ้นจากเดิม กรมฯ ก็จะพิจารณาเพิ่มปริมาณการจับได้ เป็นต้น นอกจากนี้ กรมฯมีแนวคิดจะพิจารณาเจรจากับประเทศปาปัวนิวกินีและเมียนมา เพื่อส่งเสริมให้มีการเข้าไปจับสัตว์น้ำนอกน่านน้ำไทย หลังจากช่วงที่ผ่านมาได้ยกเลิกไป

    ขณะที่การขึ้นทะเบียนประมงพื้นบ้าน เบื้องต้นกำลังหารือถึงแนวทางที่เป็นไปได้และสร้างต้นทุนให้กับชาวประมงให้น้อยที่สุด เนื่องจากมีจำนวนมากถึงประมาณ 27,000 ลำ และหลายลำอยู่ห่างไกลจากท่าเรือหลักหรือตัวจังหวัด อย่างไรก็ตาม ประมงพื้นบ้านในปัจจุบันถือว่าอยู่ในกลุ่มที่ไม่ต้องกำกับดูแลเข้มงวดนัก และมีอิสระในการทำประมงพอสมควร เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีผลกระทบน้อยเมื่อเทียบกับเรือประมงประสิทธิภาพสูง และสุดท้าย กรมฯ มีแนวคิดจะจัดตั้งกองทุนพัฒนาการประมง เพื่อสนับสนุนดูและหรือเยียวยาชาวประมงจากสถานการณ์ต่างๆ ในทุกกลุ่มของอุตสาหกรรม ตั้งแต่ประมงพื้นฐาน ประมงเชิงพาณิชย์ และการเพาะพันธุ์สัตว์น้ำ โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปช่วงสิ้นเดือนมกราคมนี้ก่อนนำเสนอเข้าคณะรัฐมนตรีให้เห็นชอบ

    นอกจากนี้ กรมฯ จะทยอยปรับปรุงการใช้เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการประชาชน เช่น ของเดิมที่ต้องใช้เอกสารการขึ้นทะเบียนหรือขออนุญาตค่อนข้างมากอาจจะลดลงเหลือเพียงเอกสารขออนุญาตแจ้งเข้าออก และเลิกเรียกขอเอกสารที่มีอยู่แล้ว ยกเว้นจะมีการเปลี่ยนแปลงจึงค่อยแจ้งมาอีกครั้ง และการยื่นเอกสารจะพัฒนาให้เป็นระบบดิจิทัล จากเดิมที่ต้องมายื่นเอกสารเป็นกระดาษ ซึ่งบางครั้งต้องใช้เอกสารจำนวนมาก

     

    ]]>
    https://thaipublica.org/2019/01/fishery-department-iuu-thailand-eu/feed/ 0