ThaiPublica https://thaipublica.org กล้าพูดความจริง Sat, 20 Apr 2019 15:25:25 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.1.1 กล้าพูดความจริง ThaiPublica กล้าพูดความจริง ThaiPublica https://thaipublica.org/wp-content/plugins/powerpress/rss_default.jpg https://thaipublica.org อีไอซีวิเคราะห์ทิศทางทีวีดิจิทัลจะเป็นอย่างไร หลัง กสทช. เปิดโอกาสคืนใบอนุญาต? https://thaipublica.org/2019/04/tv-digital/ https://thaipublica.org/2019/04/tv-digital/#respond Sat, 20 Apr 2019 15:23:33 +0000 https://thaipublica.org/?p=164952

อีไอซี ธนาคารไทยพาณิชย์ วิเคราะห์ “ทิศทางทีวีดิจิทัลจะเป็นอย่างไร หลัง กสทช. เปิดโอกาสคืนใบอนุญาต?” โดยมองว่าในเดือนมกราคม 2019 กสทช. มีมติเรียกคืนคลื่นความถี่ช่วง 700MHz ที่ปัจจุบันใช้ในกิจการทีวีดิจิทัลซึ่งถือเป็นกระบวนการสำคัญสู่การพัฒนา 5G ในกิจการโทรคมนาคม โดยเสนอให้ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลย้ายไปดำเนินการที่ช่วงคลื่น 470MHz หรือยุติการดำเนินการโดยการคืนใบอนุญาต

จากการวิเคราะห์ปัจจัยทางด้านกลยุทธ์ ความสามารถในการแข่งขัน และเสถียรภาพทางการเงินของผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล อีไอซีประเมินว่า จะมีผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลประมาณ 4 รายที่มีแนวโน้มคืนใบอนุญาต ซึ่งจะไม่ส่งผลต่อภาพรวมอุตสาหกรรมและผู้บริโภคมากนัก เนื่องจากรายได้จากการโฆษณาของทั้ง 4 ช่อง คิดเป็นเพียง 2% ของรายได้โฆษณาทีวีดิจิทัลทั้งหมด ส่วนผู้บริโภคยังมีทางเลือกอื่นในการรับชมโทรทัศน์ทดแทนช่องที่ปิดตัว นอกจากนี้ผู้ให้บริการโครงข่ายทีวีดิจิทัลจะสูญเสียรายได้เพียงเล็กน้อย ขณะที่ กสทช. จะมีค่าใช้จ่าย
ในการเปลี่ยนช่วงคลื่นทั้งหมดราว 2-2.5 หมื่นล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลที่อยู่ในอุตสาหกรรมยังคงเผชิญกับความท้าทายจากความผันผวนทางเศรษฐกิจ นโยบาย กฎระเบียบและการควบคุมของ กสทช. รวมถึงแนวโน้มพฤติกรรมและความนิยมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ต้องปรับตัวให้ทันต่อสภาวะการแข่งขันในระยะข้างหน้า โดย Omni-Channel การขายลิขสิทธิ์รายการทีวี และ Home Shopping ถือเป็นเทรนด์ในการสร้างรายได้และเพิ่มขีดความสามารถการทำธุรกิจที่เริ่มเห็นแล้วในปัจจุบัน

อุตสาหกรรมทีวีดิจิทัลกำลังเผชิญกับแรงกดดันทางด้านรายได้และต้นทุนส่งผลให้อัตรากำไรจากการดำเนินงานของผู้ประกอบการมีแนวโน้มที่จะลดลงต่อเนื่อง ในปัจจุบันอุตสาหกรรมโทรทัศน์มีการออกอากาศในระบบดิจิทัล จำนวนทั้งหมด 22 ช่อง โดยแบ่งเป็น 4 หมวด ได้แก่ 1.เด็กและครอบครัว 2.ข่าว 3.Standard Definition (SD) และ 4.High Definition (HD) โดยช่องทีวีดิจิทัลมีรายได้ส่วนใหญ่มาจากการโฆษณา

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมตลาดทีวีดิจิทัลในช่วง 5 ปีที่ผ่านมายังอยู่ในสภาวะไม่ดีนักสะท้อนได้จากรายได้รวมมีการหดตัวลงจาก 1.24 แสนล้านบาท ในปี 2014 มาอยู่ที่ 1.19 แสนล้านบาท ในปี 2018 (-6%CAGR) โดยมีสาเหตุจากเศรษฐกิจที่ผันผวนและการชะลอตัวของกำลังซื้อ ประกอบกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปจากการมีช่องโทรทัศน์ทางเลือกและสื่อออนไลน์ที่เข้ามามีบทบาทในชีวิตมากขึ้นทำให้บริษัทและเจ้าของผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ปรับลดงบโฆษณาในช่องทางทีวีลงตามไปด้วย

ขณะที่ในระยะกลาง (2019-2021) อีไอซีประเมินว่า อัตรากำไรของธุรกิจทีวีดิจิทัลมีแนวโน้มลดต่ำลง ถึงแม้ว่ารายได้โฆษณาของธุรกิจทีวีดิจิทัลจะมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น 5%CAGR จากการฟื้นตัวสภาพเศรษฐกิจ แต่การแข่งขันระหว่างช่องทีวีและสื่อออนไลน์ที่รุนแรง ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลจึงต้องมีเนื้อหาที่น่าสนใจเพื่อดึงดูดผู้ชมซึ่งอาจทำให้ต้นทุนการดำเนินงานเพิ่มมากขึ้นและส่งผลให้อัตรากำไรจากการดำเนินงานปรับตัวลงเล็กน้อยจากราว 10% ในปี 2019 เป็น 8.8% ในปี 2021

มูลค่ารวมตลาดโฆษณา และ รายได้และอัตรากำไรของทีวีดิจิทัล หน่วย: พันล้านบาท
หมายเหตุ: สื่อนอกบ้าน ได้แก่ ป้ายบิลบอร์ด ป้ายตามร้านค้า และระบบขนส่งมวลชน, สื่อดั้งเดิม ได้แก่ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร และวิทยุ
ที่มา: การวิเคราะห์โดย EIC จากข้อมูลของ Nielsen, สมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย) และ Enlite

ขณะที่ กสทช. มีมติเรียกคืนคลื่นความถี่ช่วง 700MHz ที่ใช้ในกิจการทีวีเพื่อนำไปพัฒนา 5G (ในเดือนมกราคม 2019) โดยมีข้อเสนอให้ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล 2 ทางเลือก ได้แก่ 1) ผู้ประกอบการสามารถย้ายไปดำเนินการที่ช่วงคลื่นที่กำหนด หรือ 2) ผู้ประกอบการสามารถคืนใบอนุญาตและยุติการดำเนินการ นอกจากด้านการใช้คลื่นความถี่ในการส่งสัญญาณทีวีดิจิทัลแล้ว คลื่นความถี่ยังถูกนำไปใช้ในการ
ส่งสัญญาณโทรคมนาคม ขณะนี้อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจาก 4G สู่ 5G เพื่อเพิ่มความสามารถในการส่งสัญญาณและข้อมูล โดย International Telecommunication Union (ITU) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่กำหนดมาตรฐานและประสานงานปฏิบัติการด้านการสื่อสารและบริการทั่วโลกได้กำหนดมาตรฐานของ 5G ให้ใช้คลื่นความถี่ 3 ช่วง ประกอบไปด้วย ช่วงคลื่น ต่ำกว่า 1 GHz 1-6 GHz และ สูงกว่า 6 GHz

ปัจจุบันค่ายมือถือของไทยส่วนใหญ่ยังมีช่วงคลื่นความถี่ต่ำ (ต่ำกว่า 1 GHz) ไม่เพียงพอต่อการพัฒนาเทคโนโลยี 5G อีกทั้งคลื่นความถี่ช่วง 700MHz ยังทับซ้อนกับการใช้งานในการส่งสัญญาณทีวีดิจิทัล เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จึงมีมติเรียกคืนช่วงคลื่น 700MHz ที่ถือเป็นกระบวนการสำคัญในการพัฒนา 5G โดยเป็นการเรียกคืนช่วงคลื่นก่อนใบอนุญาตประกอบกิจการทีวีดิจิทัลหมดอายุ ในปี 2029 (ในอีก 10 ปีข้างหน้า) และกำหนดให้ใช้ช่วงคลื่น 470-510MHz สำหรับกิจการทีวีดิจิทัล

ทั้งนี้การย้ายช่วงคลื่น 700MHz ของกิจการทีวีเพื่อพัฒนาเทคโนโลยี 5G เป็นแนวทางเดียวกันกับต่างประเทศ เช่น สเปน เบลเยียม อังกฤษ มาเลเซีย เป็นต้น โดย กสทช. ได้ยื่นข้อเสนอให้กับผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล 2 ทางเลือก ได้แก่

1) ผู้ประกอบการย้ายไปดำเนินการที่ช่วงคลื่น 470-510MHz และจะได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมใบอนุญาตงวดสุดท้ายของราคาประมูลขั้นต่ำและ 2 งวดสุดท้ายของราคาที่เกินกว่าราคาขั้นต่ำ ค่าใช้จ่ายในการเช่าบริการโครงข่ายทีวีระบบดิจิทัล (MUX) ตลอดระยะเวลาใบอนุญาตที่เหลืออยู่ ค่าใช้จ่ายในการสำรวจความนิยมช่องรายการโทรทัศน์ และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกิดจากการเรียกคืนคลื่นความถี่

หรือ 2) ผู้ประกอบการสามารถยื่นหนังสือแสดงเจตจำนงขอคืนใบอนุญาตการประกอบกิจการทีวีดิจิทัลเพื่อยุติการดำเนินธุรกิจโดยได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมใบอนุญาตในส่วนที่เหลือเช่นเดียวกับผู้ประกอบการที่ย้ายไปดำเนินการที่ช่วงคลื่น 470-510MHZ รวมถึงค่าชดเชยที่คาดว่าจะได้รับตามกรอบการพิจารณาของ กสทช.

มาตราการทดแทนแก่ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล
ที่มา: จากข้อมูลของ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)
ตารางการจัดสรรคลื่นความถี่ในปัจจุบันและในอนาคต หน่วย: เมกะเฮิรตซ์
ที่มา: การวิเคราะห์โดย EIC จากข้อมูลของ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)

อีไอซีประเมินว่าประมาณ 4 ช่องที่มีแนวโน้มคืนใบอนุญาต จากการวิเคราะห์ 3 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ กลยุทธ์ ความสามารถในการแข่งขัน และเสถียรภาพทางการเงิน จากการศึกษากรณีตัวอย่าง

การคืนใบอนุญาตของบริษัทไทยทีวีและกรณีศึกษาต่างประเทศพบว่า 3 ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการคืนใบอนุญาตของผู้ประกอบกิจการทีวีดิจิตอล ได้แก่ 1) กลยุทธ์ ซึ่งประกอบด้วย เนื้อหารายการ (Content) ช่องทางการรับชมรายการที่มากกว่า 1 ช่องทาง (Multi-screen strategy) เช่น เว็บไซต์ของช่อง YouTube Facebook เป็นต้น และพันธมิตรทางธุรกิจ (Partnership) 2) ความสามารถในการแข่งขัน โดยมีเรตติ้งเป็นตัวตัดสินความนิยมของรายการทีวี และ 3) เสถียรภาพทางการเงิน สะท้อนจากการเติบโตของรายได้ ผลกำไรจากการดำเนินการ และอัตราส่วนของหนี้สินต่อของผู้ถือหุ้น (Debt to Equity ratio)

จากปัจจัยข้างต้น อีไอซีประเมินว่ามี 4 ช่องทีวีที่มีแนวโน้มในการคืนใบอนุญาต 3 ช่องอยู่ในหมวดข่าว และอีก 1 ช่องอยู่ในหมวดเด็กและครอบครัว โดยพบว่าปัจจัยที่สำคัญในการคืนใบอนุญาตนั้นมาจากรูปแบบและการนำเสนอรายการที่ไม่สามารถเข้าถึงกลุ่มผู้ชมส่วนใหญ่จึงส่งผลให้เรตติ้งต่ำกว่าช่องอื่นที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน สะท้อนถึงรายได้และอัตรากำไรจากการดำเนินงานที่ลดลงต่อเนื่อง นอกจากนี้ สำหรับผู้เล่นบางรายที่ถือใบอนุญาตมากกว่า 1 ใบ การคืนใบอนุญาตบางส่วนอาจส่งผลบวกมากกว่าผู้เล่นรายอื่น ทำให้ต้นทุนการดำเนินงานลดลงพร้อมทั้ง

การได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมของใบอนุญาตที่เหลือ ส่งผลให้ความสามารถในการทำกำไรในอนาคตเพิ่มขึ้น การคืนใบอนุญาตจะไม่ส่งผลต่อภาพรวมอุตสาหกรรมและผู้บริโภคมากนัก โดยรายได้จากการโฆษณาของทั้ง 4 ช่องที่คืนใบอนุญาต คิดเป็นเพียง 2% ของมูลค่าโฆษณาทีวีทั้งหมด คาดว่าจะตกอยู่ที่ช่องที่เหลือและสื่อออนไลน์ ส่วนผู้บริโภคยังมีทางเลือกอื่นทดแทนช่องที่ปิดตัว กระบวนการคืนใบอนุญาตจะเกิดขึ้นในช่วงกุมภาพันธ์ 2020 ถึง ธันวาคม 2020 ดังนั้นผลกระทบของการคืนใบอนุญาต จะเริ่มเกิดขึ้นในปี 2021

โดยอีไอซีประเมินว่า รายได้จากการโฆษณาของทั้ง 4 ช่องทีวีดิจิทัลที่มีแนวโน้มคืนใบอนุญาตจะอยู่ที่ราว 1.2 พันล้านบาท หรือเพียง 2% ของมูลค่าโฆษณารวมในตลาดทีวีดิจิทัล ดังนั้นการคืนใบอนุญาตจะไม่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมของอุตสาหกรรมโทรทัศน์มากนัก ขณะที่ อานิสงค์ของรายได้จากการโฆษณาส่วนนี้จะไปตกอยู่ที่ช่องที่เหลือและสื่อออนไลน์ โดยเฉพาะช่องที่มีผู้ประกอบการที่เป็นเจ้าของเดียวกับรายที่คืนใบอนุญาต (กรณีที่ผู้ประกอบการ 1 รายมีช่องทีวีดิจิทัลมากกว่า 1 ช่อง) และช่องที่มีเนื้อหาและกลุ่มคนดูใกล้เคียงกัน รวมถึงการให้บริการสื่อวิดีโอหรือโทรทัศน์ผ่านอินเทอร์เน็ตหรือ Over-the-Top platform (OTT) ยังคงมีทิศทางเติบโต

อย่างต่อเนื่อง สะท้อนได้จากผลสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคไทยของบริษัทวิจัยการตลาด Nielsen พบว่ามีการรับชมรายการผ่าน Online platform มากขึ้น โดยกว่า 80% นิยมการรับชมแบบย้อนหลังและใช้เวลาเฉลี่ย 58 นาทีต่อวัน ทำให้บริษัทโฆษณาหรือเจ้าของผลิตภัฑณ์ต่าง ๆ สนใจซื้อเวลาโฆษณาใน OTT เพิ่มขึ้น

ในส่วนของผู้บริโภค การคืนใบอนุญาตและยุติการดำเนินการจะไม่ส่งผลกระทบมากนัก เนื่องจากความนิยมของช่องที่มีแนวโน้มคืนใบอนุญาตอยู่ในระดับที่ไม่สูง อย่างไรก็ตาม การมีจำนวนช่องหมวดข่าว และหมวดเด็กและครอบครัวลดลง อาจมีนัยต่อความหลากหลายของการรับชมสื่อทำให้ต้องติดตามทิศทางในอนาคตของสื่อต่อไป

ผู้ให้บริการสื่อวิดีโอหรือโทรทัศน์ผ่านอินเทอร์เน็ต หรือ Over-the-Top platform (OTT)
ที่มา: การวิเคราะห์โดย EIC จากข้อมูลของ Nielsen, BEC, AIS และ MONO

นอกจากนี้ อีไอซียังคาดว่า ผู้ให้บริการโครงข่ายทีวีดิจิทัลจะสูญเสียรายได้เล็กน้อยจากช่องทีวีดิจิทัลที่คืนใบอนุญาต ที่ราว 40 ล้านบาทต่อปีต่อราย ส่วน กสทช. อาจจะมีค่าใช้จ่ายจากการเปลี่ยนช่วงคลื่นราว 2-2.5 หมื่นล้านบาท ผู้ให้บริการโครงข่ายทีวีดิจิทัล (MUX) ได้แก่ ไทยพีบีเอส ททบ. 5 กรมประชาสัมพันธ์ และ อสมท. มีแนวโน้มสูญเสียรายได้จากการให้เช่าโครงข่ายในระยะเวลาอีก 10 ปีที่เหลือ ราว 2.5 พันล้านบาท แต่เนื่องจากผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลทั้ง 4 ช่องใช้ผู้ให้บริการโครงข่ายที่แตกต่างกันจึงทำให้ผลกระทบจากการสูญเสียรายได้อยู่ที่ประมาณ 40 ล้านบาทต่อรายต่อปี หรือคิดเป็นราว 8-12% ของรายได้การให้เช่าโครงข่ายทีวีดิจิทัลทั้งหมดของผู้ให้บริการโครงข่ายทีวีดิจิทัล ดังนั้นผลกระทบอาจอยู่ในระดับที่ไม่สูงนัก

ในส่วนการคืนใบอนุญาต กสทช. จะได้รับประโยชน์จากการเสียค่าใช้จ่ายลดลง เนื่องจากค่าใช้จ่ายทดแทนการย้ายคลื่นของทั้ง 4 ช่องทีวีดิจิทัลอยู่ที่ราว 1.6 พันล้านบาท ซึ่งมากกว่ารายรับของ กสทช.จากค่าธรรมเนียมรายปีของทีวีดิจิทัลทั้ง 4 ช่องในระยะเวลา 10 ปีข้างหน้าทั้งหมดประมาณ 180 ล้านบาท

เมื่อรวมกับผลกระทบจากการย้ายทีวีดิจิทัลอีก 18 ช่องที่ดำเนินการต่อไปยังช่วงคลื่น 470MHz ซึ่ง กสทช.จะมีค่าใช้จ่ายราว 2-2.5 หมื่นล้านบาท โดยค่าใช้จ่ายจำนวนนี้จะมาจากค่าประมูลคลื่นความถี่ 900MHz ที่ประมูลไปแล้วปี 2018 และกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (กทปส.) ในขณะที่ กสทช. ประเมินว่ารายได้จากการประมูลคลื่น 700MHz ที่เรียกคืนจากกิจการทีวี จะมีมูลค่ากว่า 7.5 หมื่นล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลที่ยังอยู่ในอุตสาหกรรมคงต้องเผชิญกับความท้าทาย 3 ประการหลัก ได้แก่ ความผันผวนทางเศรษฐกิจ นโยบาย กฎระเบียบและการควบคุมของ กสทช. และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี จากการศึกษาของอีไอซีพบว่า

1) สภาพเศรษฐกิจมีค่าสหสัมพันธ์ (correlation) กับงบโฆษณาสูงถึง 70% โดยหากเศรษฐกิจมีการชะลอตัวจะทำให้บริษัทเจ้าของผลิตภัณฑ์ปรับงบประมาณด้านโฆษณาลดลง ทำให้รายได้จากการโฆษณาของผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลน้อยลงตามไปด้วย

2) การเปลี่ยนแปลงหรือออกนโยบายหรือกฎระเบียบใหม่ โดย กสทช. ส่งผลโดยตรงต่อรายได้และกำไรของผู้ประกอบการ เช่น การลดจำนวนนาทีโฆษณาให้น้อยกว่า 12 นาทีต่อชั่วโมงในช่วงไพร์มไทม์ และกำหนดให้มีการโฆษณาเฉลี่ยไม่เกิน 10 นาทีต่อชั่วโมงต่อวัน ส่งผลให้รายได้ของผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลมีแนวโน้มลดลง

และ 3) ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค การมีช่องทางการรับชมสื่อทั้งออนไลน์และออฟไลน์ทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกเพิ่มขึ้นส่งผลให้พฤติกรรมการรับชมของผู้บริโภคเปลี่ยนไป จากสาเหตุเหล่านี้ ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลจึงต้องเตรียมพร้อมและปรับตัวให้ทันต่อสภาวะการแข่งขันทั้งในปัจจุบันและในอนาคต

ในระยะข้างหน้า Omni-channel การขายลิขสิทธิ์รายการทีวี และ Home Shopping ถือเป็นช่องทางสำคัญในการสร้างรายได้และเพิ่มความสามารถการแข่งขันของช่องทีวีดิจิทัล ในปัจจุบัน อีไอซี ได้เห็นเทรนด์เหล่านี้ของผู้ประกอบการบางรายแล้ว โดยนอกจากความสำคัญของ Content ที่ต้องมีคุณภาพและตรงต่อกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมาย การศึกษาของ McKinsey and EY ยังพบว่า Omni-channel หรือการเชื่อมโยงช่องทางต่าง ๆ ทั้งออฟไลน์และออนไลน์เข้าด้วยกันแบบ Seamless จะเป็นการสร้าง Ecosystem ของธุรกิจสื่อทั้งหมดและสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้เพิ่มขึ้น เช่น อมรินทร์ ทีวี ที่ผสานกลยุทธ์กับอีก 4 ช่องทางในมือได้แก่สื่อออนไลน์ สิ่งพิมพ์ อีเวนต์ และกิจกรรม ให้กับแบรนด์สินค้าต่างๆ เพื่อเพิ่มความสามารถในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายและนำเสนอขายแพ็คเกจโฆษณาผ่าน 5 ช่องทางดังกล่าว

ในด้านการขายลิขสิทธิ์รายการทีวี BEC ได้จับมือเป็นพันธมิตรกับ JKN ให้เป็นตัวแทนจำหน่าย Content ร่วม 70 เรื่องในต่างประเทศ เช่น ตลาดตะวันออกกลาง ลาตินอเมริกา ทำให้รายได้จากการขายลิขสิทธิ์รายการทีวีของ BEC ในปี 2018 เพิ่มขึ้น 300%YOY นอกจากนี้ช่อง CBS ในสหรัฐฯยังใช้ช่องทางเดียวกันในการขยายตลาดไปยังต่างประเทศและสร้างรายได้เพิ่มขึ้น 33%YOY เป็น 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2017 และ RS ได้ปรับกลยุทธ์โดยมุ่งเน้นธุรกิจ “สุขภาพ-ความงาม” มากขึ้น โดยใช้ช่อง 8 และสื่ออื่นในมือโฆษณาสินค้าที่เหมาะสมกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของตน ผ่านรายการ Home shopping “Shop1781” ซึ่งสร้างรายได้ให้กับ RS ถึง 2.1 พันล้านบาทในปี 2018 หรือราว 60% ของรายได้ทั้งหมด ทั้งนี้เทรนด์การสร้างรายได้ทั้ง 3 รูปแบบจะเป็นช่องทางใหม่เพื่อเพิ่มขีดความสามารถและต่อยอดในการทำธุรกิจในระยะข้างหน้า

รายงานโดย : วรดา วานิชประเสริฐพร

]]>
https://thaipublica.org/2019/04/tv-digital/feed/ 0
“กิตติพันธ์ อนุตรโสตถิ” แจงข้อกล่าวหาปล่อยกู้เอิร์ธ (ตอนที่ 9): จรรยาบรรณและคุณธรรมสถาบันการเงิน https://thaipublica.org/2019/04/kittipan-earth-11/ https://thaipublica.org/2019/04/kittipan-earth-11/#respond Sat, 20 Apr 2019 13:34:08 +0000 https://thaipublica.org/?p=164910
นายกิตติพันธ์ อนุตรโสตถิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารซีไอเอ็มบี และอดีตรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย หัวหน้าสายงานสินเชื่อลูกค้ารายใหญ่

ตามที่นายกิตติพันธ์ อนุตรโสตถิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารซีไอเอ็มบี และอดีตรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ หัวหน้าสายงานสินเชื่อลูกค้ารายใหญ่ ธนาคารกรุงไทย ได้แถลงข่าวในนามส่วนตัวเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2562 เกี่ยวกับเรื่องผลการสอบสวนและข้อกล่าวหาว่าบกพร่องและทุจริต เกี่ยวกับการให้สินเชื่อบริษัทเอเนอร์ยี่ เอิร์ธ (เอิร์ธ) โดยระบุว่าได้มีหนังสือกล่าวโทษจากธนาคารกรุงไทยแจ้งมาเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2561

  • “กิตติพันธ์ อนุตรโสตถิ” อดีตผู้บริหารแบงก์กรุงไทย แจงข้อกล่าวหากรณีปล่อยกู้ “เอิร์ธ”
  • “กิตติพันธ์ อนุตรโสตถิ” แจงข้อกล่าวหาปล่อยกู้เอิร์ธ (ตอนที่ 1): การค้นหาความจริงว่าความเสียหายเกิดจากอะไร?
  • “กิตติพันธ์ อนุตรโสตถิ” ยื่นลาพักชั่วคราว “บทบาทกรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร” 2 เดือนครึ่ง
  • “กิตติพันธ์ อนุตรโสตถิ” แจงข้อกล่าวหาปล่อยกู้เอิร์ธ (ตอนที่ 2): ความจริงปิดกันไม่ได้…
  • “กิตติพันธ์ อนุตรโสตถิ” แจงข้อกล่าวหาปล่อยกู้เอิร์ธ (ตอนที่ 3): เปรียบเทียบการให้สินเชื่อกับการขายหุ้นกู้
  • “กิตติพันธ์ อนุตรโสตถิ” แจงข้อกล่าวหาปล่อยกู้เอิร์ธ (ตอนที่ 4): ระเบียบ…มีไว้เพื่ออะไร?
  • “กิตติพันธ์ อนุตรโสตถิ” แจงข้อกล่าวหาปล่อยกู้เอิร์ธ (ตอนที่ 5): หมื่นสองพันล้านเกิดขึ้นอย่างไร…?
  • “กิตติพันธ์ อนุตรโสตถิ” แจงข้อกล่าวหาปล่อยกู้เอิร์ธ (ตอนที่ 6): ตัวละครลับ กับมาตรฐานที่แตกต่างกัน?
  • “กิตติพันธ์ อนุตรโสตถิ” แจงข้อกล่าวหาปล่อยกู้เอิร์ธ (ตอนที่ 7): คำถามในมุมมองผู้ถือหุ้นกู้…
  • “กิตติพันธ์ อนุตรโสตถิ” แจงข้อกล่าวหาปล่อยกู้เอิร์ธ (ตอนที่ 8): คำถาม…ที่ยังไม่มีคำตอบ
  • เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2562 นายกิตติพันธ์ได้โพสต์ในเฟซบุ๊ก Kittiphun Anutarasoti ต่อเป็นตอนที่ 9 ว่า “ผมไม่ได้เขียนมาซักพักใหญ่ๆ เนื่องจากใช้เวลากับทีมที่ปรึกษาทางกฎหมายของผมในการเตรียมตัวเรื่องอุทธรณ์และเตรียมตัวเพื่อต่อสู้ในกระบวนการต่อไปที่ ป.ป.ช. ตามที่ผมได้เขียนไปก่อนหน้านี้ ผมได้ทราบข่าวว่าทางธนาคารกรุงไทยได้ยื่นเรื่องไปที่สำนักงาน ป.ป.ช.แล้วตั้งแต่ช่วงปลายปี 2561 ที่ผ่านมา ถึงแม้กระบวนการอุทธรณ์จะยังไม่เริ่มด้วยซ้ำ มีพี่ๆ น้องๆ หลายๆ ท่านก็ถามมาด้วยความห่วงใยว่ามีความคืบหน้าอะไรหรือไม่ วันนี้ผมเลยขอถือโอกาส update ทุกๆ ท่านผ่านบทความใน Facebook”

    ก่อนอื่นขอแชร์ให้ทุกท่านทราบว่า หลังจากที่ได้ปรึกษากับทีมที่ปรึกษาทางกฎหมายในช่วงวันหยุดสงกรานต์ ผมได้ตัดสินใจยื่นอุทธรณ์ไปที่ธนาคารกรุงไทยวันนี้(19 เมษายน 2562) โดยเหตุผลหลักๆ ที่ตัดสินใจยื่นอุทธรณ์ ถึงแม้ว่าเป็นการทำอุทธรณ์แบบการเดาข้อกล่าวหาเพราะจนถึงปัจจุบัน ผมก็ยังไม่เคยได้รับทราบข้อกล่าวหาอย่างชัดเจน รวมถึงเอกสารต่างๆที่ใช้ในการกล่าวหา ถึงแม้ผมจะได้ทำการขอไปหลายครั้ง ส่วนใหญ่ไม่ได้รับคำตอบจากทางธนาคารกรุงไทย คือส่งไปแล้วเงียบหายไป นอกจากการปฏิเสธการให้เอกสารข้อมูลที่ใช้เป็นหลักฐานถึง 3 ครั้งด้วยกัน โดย 2 ครั้งเป็นการปฏิเสธมาที่ผมโดยตรง และอีก 1 ครั้งผ่านศูนย์ข้อมูลข่าวสารฯ

    ในขณะนี้ ผมจะอยู่ระหว่างการอุทธรณ์เรื่องดังกล่าวกับศูนย์ข้อมูลข่าวสารฯ แต่ระยะเวลาในการยื่นอุทธรณ์ที่ธนาคารกรุงไทยจะสิ้นสุดในวันที่ 26 เมษายนที่จะถึง และผมจะได้ทำหนังสือขอยืดระยะเวลาการอุทธรณ์ต่อออกไปตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่ได้รับคำตอบใดๆ จากธนาคารกรุงไทย ผมเลยตัดสินใจยื่นเรื่องอุทธรณ์ไป เพราะไม่ต้องการรอจนนาทีสุดท้ายและหากไม่ได้รับการอนุญาต อาจทำให้เกิดความผิดพลาดในการส่งเรื่องอุทธรณ์ดังกล่าว และจากที่ผ่านมาตั้งแต่เริ่มเรื่องนี้ คงพูดได้ว่า ไม่รู้จะคาดหวังว่าจะได้รับความร่วมมือเพิ่มเติมจากเหตุใด เพราะผมไม่แน่ใจว่าธนาคารกรุงไทยมีความต้องการให้ผมชี้แจงข้อเท็จจริงหรือไม่

    ด้านธนาคารแห่งประเทศไทย หลังจากที่ผมได้ส่งหนังสือไปหลายฉบับในช่วงกว่า 14 เดือนที่ผ่านมา ก็ได้รับคำตอบมาเป็นครั้งแรก เพื่อแจ้งให้ผมทราบว่าธนาคารแห่งประเทศไทยได้แจ้งให้ธนาคารกรุงไทยพิจารณาให้ผมได้รับทราบข้อเท็จจริงตามที่ถูกกล่าวหาอย่างเพียงพอ ตลอดจนเข้าถึงข้อมูลและเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องด้วย เพื่อให้สามารถใช้ประกอบการอุทธรณ์ และขอให้ทางธนาคารกรุงไทยได้พิจารณาคำชี้แจงต่างๆ ซึ่งผมคิดว่าน่าจะหมายถึงประเด็นต่างๆ เช่น เรื่องสิทธิ์ของธนาคารกรุงไทยในการดำเนินการทางวินัย การแต่งตั้งคณะกรรมการชุดพิเศษที่อาจไม่เป็นไปตามระเบียบของธนาคาร และประเด็นอื่นๆที่ผมได้เคยถามไป ทั้งผ่าน Facebook และหนังสือที่ทำถึงคณะกรรมการธนาคารกรุงไทย อย่างครบถ้วน

    “ผมทราบว่าทางธนาคารแห่งประเทศไทยก็ติดตามบทความที่ผมเขียนใน Facebook จนบัดนี้ ผมไม่ทราบว่าทางธนาคารกรุงไทยได้ดำเนินการตามคำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทยแล้วหรือยัง และในฐานะผู้กำกับดูแล ทางธนาคารแห่งประเทศไทย จะดำเนินการสอบสวนหรือตรวจสอบหากมีการไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเพิ่มเติมหรือไม่”

    นอกจากนั้น หากพิจารณาถึงหนังสือดังกล่าวของธนาคารแห่งประเทศไทย ผมเชื่อว่าธนาคารแห่งประเทศไทยคงไม่ได้เห็นด้วยกับกระบวนการตรวจสอบที่มีความไม่เป็นธรรม หากผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้รับรายละเอียดข้อกล่าวหา และการเข้าถึงเอกสารและข้อมูลทีใช้ในการกล่าวหา

    จากข้อเท็จจริงที่ปรากฎนั้น อย่างที่เล่า จนถึงปัจจุบัน ผมยังไม่เคยได้รับอะไรเลย ไม่ว่าจะเป็นรายละเอียดข้อกล่าวหา หรือ เอกสารและข้อมูลที่ทางธนาคารกรุงไทยอ้างว่าเป็นหลักฐาน หากเป็นเช่นนี้ ผลจากกระบวนการดังกล่าว ธนาคารแห่งประเทศไทยจะยังนำมาใช้ในการตัดสินคุณสมบัติของผมได้หรือไม่ และในบทบาทของผู้กำกับดูแลที่เน้นย้ำเรื่องจริยธรรม และธรรมาภิบาลที่ดี จะมีการดำเนินการอย่างไรต่อไป หรือไม่ ผมเชื่อว่าคงมีคนติดตามดูอีกมากมายครับ

    “ในช่วงระหว่างที่ผมเตรียมเรื่องอุทธรณ์นั้น มีคำถามมากมายจากทีมที่ปรึกษาทางกฎหมาย และผู้ใหญ่หลายๆ ท่าน ที่ติดตามอ่านบทความใน Facebook หลายคำถาม เป็นประเด็นที่น่าสนใจทีเดียวครับ สิ่งที่หลายๆ ท่านถามผมคือ ทำไมการกล่าวหาถึงหยุดที่ระดับผมซึ่งไม่มีอำนาจใดๆ ในการอนุมัติสินเชื่อ แล้วคนอนุมัติ ไม่มีใครได้รับการกล่าวหาเลยหรือ ผมเชื่อว่านักกฎหมายหลายๆ ท่านก็มองเห็นถึงประเด็นเดียวกัน”

    นอกจากนั้นยังมีหลายท่านที่เข้าใจถึงระบบการทำงานของธนาคาร มีการตั้งคำถามว่า โดยปรกติธนาคารมีระบบการทำงานที่มีผู้เกี่ยวข้องมากมายในบทบาทที่คานอำนาจกันหรือที่เรียกกันติดปากว่า check and balance เช่น ทีมงานที่ทำหน้าที่ในการกลั่นกรองความเสี่ยงสินเชื่อที่มีความรับผิดชอบในการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลให้กับคณะกรรมการกลั่นกรองสินเชื่อ ทีมงานปฏิบัติการซึ่งทำหน้าที่ในการทำธุรกรรมให้เป็นไปตามเงื่อนไขที่ทางคณะกรรมการอนุมัติ หน่วยงานตรวจสอบภายใน ที่ทำหน้าที่สุ่มตรวจความผิดปรกติของธุรกรรมและการปฏิบัติตามระเบียบของธนาคาร หรือแม้กระทั่งหน่วยงานตรวจสอบจากภายนอกเช่น ทีมงานตรวจสอบของของธนาคารแห่งประเทศไทย หลายคนสงสัยว่า ผู้เกี่ยวข้องต่างๆเหล่านี้รวมถึงผู้บริหารในระดับผู้บริหารสายงานเหมือนผม ถูกตรวจสอบด้วยมาตรฐานเดียวกันหรือไม่ ผมคิดว่าจากหลายประเด็น หลายคำถามที่ทุกคนตั้ง ผมคงพูดได้ว่า อาจจะมีหลายคนเคลือบแคลงใจเกี่ยวกับมาตรฐานการตรวจสอบ และความโปร่งใส ไม่ต่างไปจากผมครับ

    จนถึงปัจจุบัน มีคำถามมากมาย แต่ก็ยังไม่มีคำตอบให้กับสังคมและผู้เสียหาย ผมคงได้แต่ตั้งคำถามทิ้งไว้ครับ ว่าจรรยาบรรณและคุณธรรมของสถาบันการเงินแปลว่าอะไร

    คณะกรรมการธนาคารกรุงไทย ที่ได้รับรู้ความจริงอีกด้านหนึ่ง มีผู้เสียหายจำนวนมากรวมถึงลูกค้ารายย่อยธนาคารเองที่ซื้อหุ้นกู้จากธนาคารนับพันๆราย คณะกรรมการธนาคารกรุงไทยจะยังคงนิ่งเฉยต่อไปหรือ ธนาคารแห่งประเทศไทย ในฐานะผู้กำกับดูแล รับรู้ถึงเรื่องที่ไม่ปรกติในกระบวนการตรวจสอบ จะยังคงนิ่งเฉยหรือ แล้วจะมีคำตอบที่ชัดเจนให้กับสังคมและผู้เสียหายหรือไม่ ว่าตกลงความเสียหายเกิดจากอะไรกันแน่ แล้วธนาคารจะป้องกันความเสียหายอย่างเดียวกันไม่ให้เกิดขึ้นได้อย่างไร และผู้เสียหายรายย่อยนับพันราย จะสามารถเรียกร้องความเสียหายได้ จากใคร และอย่างไร

    ผมได้ยินมาว่า ทางธนาคารกรุงไทย ได้มีการว่าจ้างที่ปรึกษาทางกฎหมายเพิ่มเติมอีกหลายราย ผมไม่ทราบว่าเป็นเพราะความกดดันจากเรื่องนี้หรือเปล่า เนื่องจากจนปัจจุบัน ทางธนาคารยังไม่ได้ให้ความกระจ่างแก่ผู้เสียหาย ผมก็หวังครับ ว่าที่ปรึกษาทางกฎหมายต่างๆ อาจจะจุดประกายเกี่ยวกับความถูกต้องให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องได้ตระหนัก ผมจำได้ว่ามีการพูดถึงเรื่องการใช้เอกสารเท็จ เอกสารปลอมในการเบิกจ่ายเงินกู้ มีการแจ้งความร้องทุกข์ ไปที่ DSI ตั้งแต่กันยายน 2560 ผมก็อยากทราบว่ามีข้อสรุปแล้วหรือไม่ หากยังไม่มี ผมว่าคำถามหลักคำถามหนึ่ง ที่คาใจผมและหลายๆคนเป็นอย่างมากคือ ผมอยากทราบว่าการไม่ประคองสถานการณ์ที่มีผลมาจากสภาพคล่องในวันนั้น ตัดสินใจจากข้อเท็จจริง หรือการคาดเดาครับ หากไม่รู้ว่าต้นตอปัญหาคืออะไร จะแก้ปัญหาถูกต้องได้อย่างไร น่าคิดนะครับ ว่าความเสียหายเกิดจากใครกันแน่…

    # จรรยาบรรณและคุณธรรมสถาบันการเงิน เรื่องจริงหรือแค่พูดให้ดูดี
    # บทพิสูจน์ผู้กำกับดูแลสถาบันการเงิน

    ]]>
    https://thaipublica.org/2019/04/kittipan-earth-11/feed/ 0
    “เนวิน”ชี้กัญชายิ่งกว่าบัตรทอง เป็นยาแก้จนให้คนไทย แนะรัฐบาลจะออก ม.44 เพื่อปลดล็อกกัญชาใช้กัญชารักษาโรคได้ https://thaipublica.org/2019/04/buriram-cannabis/ https://thaipublica.org/2019/04/buriram-cannabis/#respond Sat, 20 Apr 2019 06:31:19 +0000 https://thaipublica.org/?p=164891

    ส่วนราชการในจังหวัดบุรีรัมย์ ร่วมกับองค์กรภาคประชาชน และภาคเอกชน จัดงานเผยแพร่ความรู้ในการนำพืชกัญชาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์อย่างถูกกฎหมาย ผู้ป่วยที่จำเป็นต้องใช้ สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ในการรักษาอาการเจ็บป่วยได้ กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-21 เมษายนนี้ ที่สนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ ได้รับความสนใจจากประชาชน นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ,ผู้ป่วย, บุคลากรทางการแพทย์ เพื่อฟังเสวนาความรู้ โดยยอดผู้เข้าชมงานวันแรกที่เป็นวันศุกร์เกือบสองหมื่นคน

    โดยในพิธีเปิดงานอย่างเป็นทางการ นายธีรวัฒน์ วุฒิคุณ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นประธานเปิดงาน นอกจากนี้ยังมี นายแพทย์วิทิต สฤษฎีชัยกุล นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดบุรีรัมย์ รวมทั้ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และนายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ยูไนเต็ด ตัวแทนจากหน่วยราชการ ทหาร ตำรวจ ปกครองและประชาชน ร่วมงาน

    นายธีรวัฒน์ วุฒิคุณ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวว่า การจัดงาน “พันธุ์บุรีรัมย์” เป็นการเผยแพร่ความรู้แก่ประชาชนว่า พืชกัญชามีประโยชน์ สามารถรักษาโรคได้ และได้พบปะนักวิชาการผู้ที่มีความรู้ ผู้ที่ใช้ประโยชน์จากกัญชาบำบัดรักษาโรค ในช่วงจัดงานขณะนี้ โรงแรมที่พักในเมืองบุรีรัมย์ ได้ถูกจองเต็มทั้งหมดคาดว่าจะมีการใช้จ่ายหมุนเวียนในจังหวัดบุรีรัมย์หลายสิบล้านบาท

    สำหรับเงื่อนไขผู้เข้าร่วมงาน ดังนี้ 1.ผู้ป่วยที่ประสงค์ที่จะใช้กัญชาเพื่อการแพทย์ และดำเนินการตามกฎหมายนิรโทษกรรม จังหวัดบุรีรัมย์ โดยสาธารณสุขจังหวัดบุรีรัมย์ จะแนะนำวิธีปฏิบัติ และอำนวยความสะดวกภายในงาน 2. ขอความร่วมมือให้ผู้ร่วมงานปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และหากกระทำผิดจะไม่มีข้อยกเว้นทุกๆกรณี

    ด้านนายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ยูไนเต็ด กล่าวว่าการจัดงานครั้งนี้เพื่อให้คนไทยเข้าใจในการใช้กัญชา เข้าถึงกัญชาว่ามีประโยชน์อย่างไร จะช่วยชีวิตมนุษย์ได้อย่างไร ซึ่งกัญชามีทั้งคุณและโทษ หากใช้ในแง่ที่เป็นคุณจะเป็นประโชยน์มาก กัญชาเป็นยาแก้จน เป็นพืชเศรษฐกิจที่สามารถปลูกสร้างรายได้ให้กับประชาชนได้ จะช่วยให้ประชาชนรู้ว่าจะใช้กัญชาทางการแพทย์ได้อย่างไร ปลูกอย่างไรถึงจะเป็นประโยชน์ ใช้อย่างไรถึงจะไม่เป็นโทษ ปัจจุบันต่างประเทศต่างใช้กัญชาทางการแพทย์กันหลายประเทศแล้ว

    “ในอดีตชีวิตคนไทยผ่านมากับบัตรทอง 30 บาทรักษาโรค แต่ผมเชื่อว่ากัญชาในอนาคตจะเป็นยิ่งกว่าบัตรทองที่ช่วยคนไทยรักษาอาการเจ็บป่วย และในอนาคตจะเป็นการรักษาโรคแก้จนให้คนไทยทั้งประเทศด้วย ดังนั้นการสร้างความเข้าใจกับคนในสังคมจึงจำเป็น การจัดงานครั้งนี้เพื่อสร้างความเข้าใจว่าการจะสะกัดมารักษาโรคอย่างไร แปรรูปเป็นอาหาร เครื่องดื่ม ซึ่งมีมูลค่ามหาศาลได้อย่างไร และโอกาสการเข้าถึงของคนไทยในการปลูกอย่างไรให้ได้ผลที่ดี สะกัดได้ในครัวเรือน สามารถรักษาโรคได้ งานนี้จะให้คนเข้าใจว่ามีพืชที่รักษาโรคคน โรคจนของคนไทยได้ด้วย”นายเนวินกล่าว

    นายเนวินได้เรียกร้องให้รัฐบาลออกมาตรการช่วยเหลือผู้ป่วยที่ต้องการกัญชารักษาโรคก่อนวันที่ 19 พ.ค.2562 ที่จะหมดเวลานิรโทษกรรมครอบครองกัญชา โดยระบุว่าถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลจะออกม.44 เพื่อปลดล็อกกัญชาให้คนไทยสามารถใช้กัญชารักษาโรคได้ โดยไม่ผิดกฏหมายและเป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้กับประชาชนทั้งประเทศ

    ส่วนนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้เดินทางมาติดตามกิจกรรมดังกล่าว และรับฟังสะท้อนต่างๆ จากประชาชน ตลอดทั้ง 3 วัน เพื่อนำข้อมูลกลับไปผลักดันนโยบายกัญชาเสรีของพรรคภูมิใจไทยต่อไป

    สำหรับประชาชนที่มาร่วมงานในครั้งนี้ สามารถแจ้งการครอบครองกัญชาได้ภายงานนี้ด้วย โดยจะมีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดบุรีรัมย์ มาให้บริการตลอดทั้งวัน ซึ่งผู้แจ้งครอบครองกัญชาจะต้องมีใบรับรองแพทย์ และเอกสารแสดงการครอบครองต้นกัญชา น้ำมันกัญชา หากไม่มีใบรับรองแพทย์ ก็สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่และแจ้งความประสงค์ได้ ภายในงาน ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำจนได้ใบรับรองแพทย์ และถือครองได้ในฐานะที่เป็นผู้ป่วยที่ต้องการใช้กัญชาในการรักษาโรค และสามารนำเอกสารหลักฐานไปขอรับน้ำมันกัญชาได้ในจุดที่แจกฟรีหรือนำไปใช้เป็นหลักฐานประกอบการถือครองได้ภายในงาน โดยถ้าเป็นน้ำมันกัญชาจะสามารถถือครองได้ 5 ขวดต่อคน

    นพ.สมยศ กิตติมั่นคง กล่าวว่า เพื่อความรวดเร็วในการวิจัยสารสกัดกัญชาให้ทันต่อความต้องการของประชาชน ภาครัฐควรนำผลงานวิจัยจากสถาบันการศึกษาที่ทำไว้แล้วอย่างเช่นที่ ม.รังสิตที่ศึกษาไว้แล้วมาดำเนินการต่อ จะได้ดำเนินการได้เร็วขึ้น รวมทั้งกรณีของนายเดชา ศิริภัทร ก็สามารถต่อยอดได้ด้วยการพิจารณาให้เป็นหมอพื้นบ้านเพื่อจะได้ดำเนินการแจกน้ำมันกัญชาได้ภายในสิ้นเดือนนี้ได้

    อย่างไรก็ตามการใช้น้ำมันกัญชาในการรักษาโรคสิ่งที่สำคัญที่สุดคือสายพันธ์กัญชา โดยเฉพาะในส่วนของ “อาจารย์เดชา” ที่ไม่แน่ใจว่าเป็นสายพันธ์ชนิดใด และยังมีอยู่หรือไม่ หากเป็นสายพันธ์ที่สามารถรักษามะเร็งและโรคอื่นๆได้อีก ถ้าหากมีการนำไปต่อยอดได้เป็นประโยชน์ต่อวงการแพทย์มหาศาล และจะเป็นเรื่องที่น่าเสียดายอย่างยิ่งหากถูกทำลายไปแล้ว

    สำหรับรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายของประชาชนที่ร่วมกิจกรรม จะนำไปเป็นทุนประเดิม “กองทุนพันธุ์บุรีรัมย์” เพื่อใช้ศึกษาวิจัยและพัฒนาการใช้กัญชาเพื่อการแพทย์ และช่วยเหลือผู้ป่วย ท่านใดที่ต้องการบริจาคของกองทุนฯเพิ่มเติม สามารถโอนเงินไปที่ กองทุนพันธุ์บุรีรัมย์ ธนาคารกรุงไทย เลขบัญชี 308-0-74593-0

    ]]>
    https://thaipublica.org/2019/04/buriram-cannabis/feed/ 0
    ประเด็นฮอตรอบสัปดาห์ : “มีผลแล้ว ‘พ.ร.บ.ข่าวกรองฯ’ เล็งมาตรา 6 อาจกระทบสิทธิรัฐสั่งมอบ-ล้วงข้อมูลได้หากจำเป็น” และ “เพลิงไหม้อาสนวิหารน็อทร-ดาม” https://thaipublica.org/2019/04/hot-issue-social-media-2019-016/ https://thaipublica.org/2019/04/hot-issue-social-media-2019-016/#respond Sat, 20 Apr 2019 05:05:23 +0000 https://thaipublica.org/?p=164808

    ประเด็นฮอตรอบสัปดาห์ประจำวันที่ 13-19 เม.ย. 2562

  • มีผลแล้ว “พ.ร.บ.ข่าวกรองฯ” เล็งมาตรา 6 อาจกระทบสิทธิ รัฐสั่งมอบ-ล้วงข้อมูลได้หากจำเป็น
  • ลูกพรรค “มิ่งขวัญ” ร้อง กกต.สอบยุบพรรค ปมมีคนนอกครอบงำ
  • สรรพากรจ่อเก็บภาษีดอกเบี้ยเงินฝาก ดอกต่ำกว่า 20,000 โดนด้วย
  • สธ.สั่งแล้ว “รถพยาบาล” ห้ามวิ่งเกิน 80 กม./ชม. ห้ามฝ่าไฟแดงทุกกรณี
  • เพลิงไหม้อาสนวิหารน็อทร-ดาม
  • มีผลแล้ว “พ.ร.บ.ข่าวกรองฯ” เล็งมาตรา 6 อาจกระทบสิทธิ์ รัฐสั่งมอบ-ล้วงข้อมูลได้หากจำเป็น

    ที่มาภาพ: เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา (http://bit.ly/2Is8nTE)

    วันที่ 16 เม.ย. 2562 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ พระราชบัญญัติข่าวกรองแห่งชาติ พ.ศ. 2562 (พ.ร.บ.ข่าวกรองฯ) ซึ่งมีผลบังคับต้ังแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป โดยได้ระบุถึงความจำเป็นที่ต้องมีการประกาศใช้ พ.ร.บ.ฉบับนี้ไว้ว่า เนื่องจากพระราชบัญญัติข่าวกรองแห่งชาติ พ.ศ. 2528 ได้ใช้บังคับมาเป็นเวลานานแล้ว เนื้อหาและหลักเกณฑ์บางส่วนไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ ภัยคุกคามความมั่นคงและเทคโนโลยีท่ีเปลี่ยนแปลงไป นอกจากน้ี ยังมีแนวโน้มของภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ด้วยวิธีการที่หลากหลายซับซ้อนขยายตัวมากข้ึน เพื่อเสริมสร้างสภาวะแวดล้อมให้เอื้อต่อการปฏิบัติการข่าวกรองของชาติ เพิ่มขีดความสามารถในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ และทำให้ภารกิจของรัฐด้านกิจการการข่าวกรองมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น สามารถรองรับสถานการณ์ภัยคุกคามความมั่นคงทุกรูปแบบได้อย่างเหมาะสมและทันท่วงที เพื่อรักษาความมั่นคงและผลประโยชน์แห่งรัฐ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัติน้ี

    มาตรา ๕ ให้สำนักข่าวกรองแห่งชาติมีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้

      (๑) ปฏิบัติงานเกี่ยวกับกิจการการข่าวกรอง การต่อต้านข่าวกรอง การข่าวกรองทางการสื่อสาร และการรักษาความปลอดภัยฝ่ายพลเรือน
      (๒) ติดตามสถานการณ์ภายในประเทศและต่างประเทศที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงแห่งชาติ และรายงานต่อนายกรัฐมนตรีและสภาความมั่นคงแห่งชาติ
      (๓) กระจายข่าวกรองที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงแห่งชาติให้หน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ ที่เกี่ยวข้องใช้ประโยชน์ตามความเหมาะสม
      (๔) ศึกษา วิจัย และพัฒนาเกี่ยวกับกิจการการข่าวกรอง การต่อต้านข่าวกรอง และการรักษา ความปลอดภัยฝ่ายพลเรือน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน
      (๕) เป็นศูนย์กลางประสานกิจการการข่าวกรอง การต่อต้านข่าวกรองและการรักษาความปลอดภัย ฝ่ายพลเรือนกับหน่วยข่าวกรองอื่นภายในประเทศ
      (๖) เป็นหน่วยงานหลักในการประสานกิจการการข่าวกรองและการต่อต้านข่าวกรองกับ หน่วยข่าวกรองของต่างประเทศในเรื่องที่เกี่ยวกับความมั่นคงแห่งชาติ
      (๗) เสนอแนะนโยบายและมาตรการ ตลอดจนให้ข้อมูล คำแนะนำ และคำปรึกษา ด้านการข่าวกรอง การต่อต้านข่าวกรอง และการรักษาความปลอดภัยฝ่ายพลเรือนต่อนายกรัฐมนตรี และสภาความมั่นคงแห่งชาติ
      (๘) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้ หรือตามที่นายกรัฐมนตรีหรือ สภาความมั่นคงแห่งชาติมอบหมาย

    จึงนำมาซึ่งมาตรา ๖ ซึ่งมีใจความที่ทำให้น่ากังวลต่อสิทธิส่วนบุคคลของประชาชน เนื่องจากมีใจความดังนี้

    มาตรา ๖ เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ๕ สำนักข่าวกรองแห่งชาติ อาจสั่งให้หน่วยงานของรัฐหรือบุคคลใดส่งข้อมูลหรือเอกสารที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงแห่งชาติภายในระยะเวลาที่ผู้อำนวยการกำหนด หากหน่วยงานของรัฐหรือบุคคลดังกล่าวไม่ส่งข้อมูลหรือเอกสารภายในกำหนดเวลาโดยไม่มีเหตุอันสมควร ให้สำนักข่าวกรองแห่งชาติรายงานต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาสั่งการตามที่เห็นสมควรต่อไป

    ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องได้มาซึ่งข้อมูลหรือเอกสารอันเกี่ยวกับการข่าวกรอง การต่อต้านข่าวกรอง การข่าวกรองทางการสื่อสาร หรือการรักษาความปลอดภัยฝ่ายพลเรือน สำนักข่าวกรองแห่งชาติ อาจดำเนินการด้วยวิธีการใดๆ รวมทั้งอาจใช้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ เครื่องโทรคมนาคม หรือเทคโนโลยีอื่นใด เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลหรือเอกสารดังกล่าวได้ ทั้งนี้ หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการดำเนินการ ให้เป็นไปตามระเบียบที่ผู้อำนวยการกำหนดโดยความเห็นชอบของนายกรัฐมนตรี โดยระเบียบดังกล่าวอย่างน้อยต้องกำหนดให้มีการบันทึกรายละเอียดขั้นตอนการดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ เหตุผล ความจำเป็น วิธีการ บุคคลที่ได้รับผลกระทบหรืออาจได้รับผลกระทบ และระยะเวลาในการดำเนินการ รวมทั้งวิธีการป้องกัน แก้ไข และเยียวยาผลกระทบ ต่อบุคคลภายนอกที่ไม่เกี่ยวข้อง

    การดำเนินการตามมาตรานี้ หากได้กระทำตามหน้าที่และอำนาจโดยสุจริตตามสมควรแก่เหตุแล้ว และเป็นไปเพื่อประโยชน์ด้านความมั่นคงหรือการป้องกันภัยสาธารณะ ให้ถือว่าเป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งในจุดนี้นั้น ต้องรอดูกันต่อไปว่าจะมีกระแสคัดค้านหรือไม่อย่างไร

    ลูกพรรค “มิ่งขวัญ” ร้อง กกต.สอบยุบพรรค ปมมีคนนอกครอบงำ

    ที่มาภาพ : https://www.facebook.com/MINGKWANSANGSUWAN9/

    เว็บไซต์ข่าวสดรายงานว่า วันที่ 18 เม.ย. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ผู้สมัครพรรคเศรษฐกิจใหม่ (นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ เป็นหัวหน้าพรรค) นำโดย น.ส.อุลัยพร ไตรวงค์ย้อย, นายประยงค์ สร้างศรีหา และนายคมกฤษ สุภักดี ได้เข้ายื่นหนังสือถึงประธาน กกต. ขอให้ยุบพรรคเศรษฐกิจใหม่ และให้ระงับการประกาศผลการเลือกตั้ง ส.ส.ของพรรคเศรษฐกิจใหม่ เนื่องจากถูกครอบงำจากบุคคลภายนอก ที่สั่งการชี้นำไม่ให้พรรคสามารถดำเนินกิจกรรมได้โดยอิสระ

    โดยในเอกสารที่เข้ายื่นต่อ กกต.นั้นมีประเด็นสำคัญคือ หลังจากที่ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) แต่ละคนของพรรคเศรษฐกิจใหม่ได้รับเงินค่าสมัครรับเลือกตั้ง 15,000 บาทและได้นำไปสมัครกับ กกต.แล้ว นายมิ่งขวัญได้ประกาศว่าเมื่อ กกต.ได้ให้การรับรองผู้สมัคร ส.ส.แล้วจะมีการเรียกประชุมผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคฯ เพื่อแนะแนวทางและแนะแนวทางอีกครั้ง แต่ก็ไม่มีการเรียกประชุมดังกล่าวแต่อย่างใด ซึ่งผู้ร้องพบภายหลังว่าที่ไม่มีการจัดประชุมนั้นเพราะมีผู้ที่อยู่ภายนอกพรรคฯ “ได้บงการ ครอบงำ ชี้นำพรรคฯ มิให้ดำเนินกิจกรรมทางการเมืองได้อย่างเป็นอิสระ” โดยการกระทำดังกล่าวนั้นครอบคลุมไปถึงเรื่องงบการหาเสียงของผู้สมัคร ส.ส. การจัดทำป้ายหาเสียง รวมถึงการจัดตั้งแกนนำต่างๆ ด้วย

    (อนึ่ง ในเอกสารที่ยื่นต่อ กกต.นั้นปรากฏชื่อของผู้ถูกกล่าวหาด้วย แต่สื่อต่างๆ มิได้เผยแพร่ชื่อดังกล่าว โดยบางรายเลือกจะใช้อักษรย่อ บ้างก็เซนเซอร์ชื่อไว้)

    ด้วยเหตุดังกล่าว ทางผู้ร้องจึงขอให้ กกต.ดำเนินการตรวจสอบว่าการกระทำเหล่านั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญ ขัดต่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง เป็นการครอบงำและชี้นำให้พรรคฯ ขาดอิสระในการดำเนินกิจกรรมทางการเมือง และขัดต่อกฎหมายเลือกตั้งหรือไม่

    พร้อมทั้งขอให้ กกต.มีคำสั่งระงับการประกาศผลการเลือกตั้ง ส.ส.ทั้งแบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อเอาไว้จนกว่าการสอบสวนและวินิจฉัยจะเสร็จสิ้น รวมทั้งให้มีคำสั่งยุบพรรคเศรษฐกิจใหม่ด้วย

    สรรพากรจ่อเก็บภาษีดอกเบี้ยเงินฝาก ดอกต่ำกว่า 20,000 บาท โดนด้วย

    เกิดเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ขึ้นมา เมื่อมีข่าวว่ากรมสรรพากรจะเริ่มดำเนินการจะดำเนินการเก็บภาษีดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ในกรณีที่ดอกเบี้ยรวมไม่เกิน 20,000 บาทด้วย จากที่โดยปรกติแล้วจะเก็บภาษี 15 เปอร์เซ็นต์ของดอกเบี้ยที่รวมแล้วเกิน 20,000 บาท แต่ยกเว้นมาตลอดสำหรับดอกเบี้ยที่รวมแล้วไม่ถึง 20,000 บาท ซึ่งตรงนี้เองเป็นเหตุให้สถาบันการเงินบางแห่งคอยแนะนำลูกค้าที่ดอกเบี้ยใกล้จะถึง 20,000 บาทว่าให้ปิดบัญชีนั้นๆ แล้วเปิดบัญชีใหม่ จะได้ไม่ต้องเสียภาษี

    อนึ่ง หากกรณีที่ดอกเบี้ยเงินฝากรวมไม่ถึง 20,000 บาทและไม่ประสงค์จะเสียภาษีดอกเบี้ยเงินฝาก กรมสรรพากรบอกว่าต้องไปทำเรื่องแสดงความยินยอมให้ธนาคารส่งข้อมูลการรับดอกเบี้ยให้กับกรมสรรพากร จึงจะไม่ต้องเสียภาษีในเกณฑ์การจัดเก็บดังกล่าวนี้

    อย่างไรก็ดี นายปิ่นสาย สุรัสวดี ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี ในฐานะโฆษกกรมสรรพากร กล่าวว่า “ประชาชนที่มีเงินฝากออมทรัพย์ไม่มาก จะไม่ได้รับผลกระทบเลย เพราะกว่า 99% ของบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ที่มีกว่า 80 ล้านบัญชี มีเงินฝากต่ำกว่า 1 ล้านบาท อย่างไรก็ดี หากได้ดอกเบี้ยไม่ถึง 20,000 บาท แล้วถูกหักภาษีไว้ เพราะไม่ได้ยินยอมให้แบงก์ส่งข้อมูล ตรงนี้ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีแล้วขอคืนภาษีอีกที”

    สธ.สั่งแล้ว “รถพยาบาล” ห้ามวิ่งเกิน 80 กม./ชม. ห้ามฝ่าไฟแดงทุกกรณี

    ที่มาภาพ: camilo jimenez ในเว็บไซต์ Unsplash (http://bit.ly/2XoEgjC)

    เว็บไซต์ข่าวสดรายงานว่า วันที่ 18 เม.ย. 2562 นายแพทย์สามารถ ถิระศักดิ์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ผู้บริหารระดับกระทรวงได้กำชับให้ผู้อำนวยการโรงพยาบาล วางมาตรการความปลอดภัยของผู้ป่วย ญาติ และเจ้าหน้าที่ขณะนำส่งผู้ป่วย โดย

      1. โรงพยาบาลทุกแห่งต้องทำประกันภัยรถพยาบาล ชั้น 1 ภาคสมัครใจ และเพิ่มวงเงินประกันภัยคุ้มครองผู้โดยสารหากเสียชีวิตหรือทุพพลภาพถาวร เป็นคนละ 2 ล้านบาท สูงสุด 7 ที่นั่ง สำหรับรถพยาบาลที่หมดประกันภัยฉบับเดิมให้ต่อประกันภัยฉบับใหม่กับบริษัทประกันภัยที่มีข้อตกลงร่วมกัน 4 บริษัท
      2. พนักงานขับรถพยาบาลต้องผ่านการอบรมหลักสูตรฝึกอบรมของกระทรวงสาธารณสุข และตรวจสุขภาพอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง จำกัดความเร็วของรถพยาบาล ไม่เกิน 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
      3. ในรถต้องมีผู้โดยสารรวมพนักงานขับทั้งหมดไม่เกิน 7 คน ทุกคนต้องคาดเข็มขัดนิรภัย รถพยาบาลทุกคันต้องติดตั้งอุปกรณ์ GPS และกล้องวงจรปิดบันทึกภาพ ห้ามขับรถฝ่าสัญญาณไฟแดงทุกกรณี และให้คำนึงถึงเวลาทำงานที่เหมาะสมของบุคลากรสาธารณสุข

    เพลิงไหม้อาสนวิหารน็อทร-ดาม

    ที่มาภาพ :https://www.
    10tv.com/article/1-billion-raised-rebuild-paris-notre-dame-after-fire-2019-apr

    วันที่ 15 เม.ย. 2562 เกิดเหตุเพลิงไหม้อาสนวิหารน็อทร-ดาม ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส โดยไฟได้โหมไหม้ตรงด้านบนของอาสนวิหาร เป็นเหตุให้บริเวณยอดแหลมของอาสนวิหารได้พังลง กระจกสีเกี่ยวกับเรื่องราวของพระเยซูและคริสต์ประวัติได้รับความเสียหาย งานศิลปะบางส่วนก็ได้รับความเสียหายเช่นกัน เหลือทิ้งไว้เพียงโครงเหล็ก และคาดการณ์ว่าไฟอาจจะลามมายังอาสนวิหารทางฝั่งตะวันตกได้

    วันที่ 16 เมษายน 2562 หลังจากการระดมกำลังร่วมกันดับไฟที่โหมกระหน่ำอยู่ภายในอาสนวิหาร เจ้าหน้าที่ดับเพลิงก็สามารถควบคุมเพลิงโดยสามารถรักษาโครงสร้างหลักของอาสนวิหารเอาไว้ได้ ในขณะที่กางเขนและแท่นมิซซาที่อยู่ภายในไม่ได้รับความเสียหายแต่อย่างใด

    วันที่ 19 เม.ย. 2562 เว็บไซต์ WORKPOINT NEWS รายงานว่า พนักงานสืบสวนระบุว่า สาเหตุการเกิดเพลิงไหม้อาสนวิหารนั้นเกิดจากสายไฟชอต-ลัดวงจร จนทำให้เกิดประกายไฟ ติดไฟจนไหม้ลามไปหลังคาที่ส่วนใหญ่ทำด้วยไม้ ทั้งนี้พนักงานสอบสวนจะต้องตรวจสอบอย่างละเอียดอีกที เพราะขณะนี้พนักงานสืบสวนยังไม่สามารถเข้าตรวจสอบพื้นที่ได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากตึกยังอยู่ในสภาพที่ไม่ปลอดภัย

    อ่านข่าว: หวังข้อมูลดิจิทัล เกม Assassin’s Creed Unity ช่วยบูรณะมหาวิหารน็อทร์-ดามให้สวยงามดังเดิม

    ]]>
    https://thaipublica.org/2019/04/hot-issue-social-media-2019-016/feed/ 0
    7 เรื่องที่คนไทยควรรู้เกี่ยวกับคำสั่ง มาตรา 44 อุ้มผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่ https://thaipublica.org/2019/04/ntbc-tdri-article-44-somkiat/ https://thaipublica.org/2019/04/ntbc-tdri-article-44-somkiat/#respond Fri, 19 Apr 2019 11:22:31 +0000 https://thaipublica.org/?p=164841

    บทความโดย ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์

    สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานทีดีอาร์ไอ

    เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2562 ได้มีคำสั่ง คสช. โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 44 เพื่อให้ความ “ช่วยเหลือ” แก่ผู้ประกอบการโทรศัพท์มือถือ และผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล และหลังจากนั้นในวันที่ 17 เมษายน 2562 เลขาธิการ กสทช. ก็ได้จัดชี้แจงแนวทางปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าว

    บทความนี้จะวิเคราะห์เหตุและผลของคำสั่งดังกล่าว เฉพาะในส่วนของการให้ความ “ช่วยเหลือ” แก่ผู้ประกอบการโทรศัพท์มือถือ โดยจะกล่าวถึง 7 เรื่องที่คนไทยควรรู้เกี่ยวกับคำสั่งดังกล่าว

    1. ยืดหนี้ 4G = ยกผลประโยชน์หมื่นล้านให้ผู้ประกอบการ

    กสทช. พยายามอธิบายว่า การยืดระยะเวลาชำระหนี้ 4G ไม่ได้ทำให้รัฐได้เงินน้อยลง เพราะเอกชนก็ต้องจ่ายเงินเท่าเดิม ดังปรากฏในเอกสารที่ กสทช. นำเสนอในการชี้แจงว่า ไม่ว่าจะยืดหนี้หรือไม่ก็ตาม เอกชนก็ต้องจ่ายเงินให้จากการประมูล 4G เท่ากันคือ 203,317 ล้านบาทเมื่อถึงปี 2572

    สิ่งที่คำสั่ง ม. 44 และกสทช. ไม่ได้กล่าวถึงก็คือ “ดอกเบี้ย” ซึ่งต้องคิดตามเวลาที่รอการชำระหนี้ การยืดหนี้โดยไม่คิดดอกเบี้ยจึงเป็นการยกผลประโยชน์ให้แก่ผู้ประกอบการ

    ผลประโยชน์ที่ผู้ประกอบการได้รับนี้มากน้อยเพียงใด? คำตอบก็ย่อมขึ้นกับต้นทุนทางการเงินของผู้ประกอบการ เริ่มตั้งแต่ดอกเบี้ยที่ผู้ประกอบการต้องจ่าย ในกรณีต้องกู้ยืม แต่ในกรณีของหนี้ก้อนใหญ่ เจ้าหนี้มักกำหนดให้ลูกหนี้ต้องเพิ่มทุนหรือส่วนของผู้ถือหุ้น (equity) ด้วย แน่นอนว่าผู้ถือหุ้นก็ต้องการผลตอบแทนด้วยเช่นกัน ดังนั้น “ต้นทุนการเงิน” ของผู้ประกอบการจึงเป็นต้นทุนของเงินทุนที่เฉลี่ยระหว่างอัตราดอกเบี้ยและอัตราผลตอบแทนของผู้ถือหุ้นที่ต้องการ หรือที่เรียกว่า WACC (weighted average cost of capital)

    ในกรณีของธุรกิจโทรคมนาคม นักวิเคราะห์หลักทรัพย์จะคิด WACC ที่ประมาณร้อยละ 9 ซึ่งหมายความว่า การยืดหนี้ 100 บาทจากปีนี้ไปเป็นปีหน้า โดยไม่คิดดอกเบี้ย จะทำให้ผู้ประกอบการได้ผลประโยชน์ 9 บาท ในกรณีนี้มูลหนี้ที่เกี่ยวข้องสูงถึง 64,000 ล้านบาทต่อรายสำหรับทรูและเอไอเอส และ 32,000 ล้านบาทสำหรับดีแทค ส่วนเวลาการยืดหนี้ก็ไม่ใช่ปีเดียว แต่ยืดออกไปถึง 5 ปี

    เมื่อคำนวณออกมา เราจะพบว่า หากทั้งสามรายขอยืดหนี้โดยไม่ถูกคิดดอกเบี้ย ทรูและเอไอเอสจะได้ผลประโยชน์ไปประมาณ 8,780 และ 8,380 ล้านบาทตามลำดับ ส่วนดีแทคได้ไปประมาณ 2,580 ล้านบาท รวมทั้งสิ้นเป็นเงินประมาณ 19,740 ล้านบาท ในมูลค่าปัจจุบัน (present value)

    ดูรายละเอียดในภาคผนวกที่ 1

    ตัวเลขประมาณการดังกล่าวของผู้เขียนใกล้เคียงกับการประเมินของนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ เช่น K-Securities คำนวณได้ 18,456 – 28,393 ล้านบาท โดยจะมีค่าเท่าใดแล้วแต่ข้อสมมติว่าแต่ละรายมีสภาพคล่องมากหรือน้อยเพียงใด

    2. บังคับทำ 5G = ให้อภิสิทธิ์ครองตลาดต่อ

    กสทช. อ้างว่า การยืดหนี้ดังกล่าวมาพร้อมกับการแลกให้ผู้ประกอบการทั้ง 3 ต้องให้บริการ 5G โดยจะจัดสรรคลื่นย่าน 700 MHz ขนาด 15 MHz ให้แก่ทั้ง 3 ราย โดยไม่มีการประมูล แต่จะคิดมูลค่าคลื่นต่อรายประมาณ 25,000 ล้านบาท

    สิ่งที่ คสช. และ กสทช. มองว่าเป็น “เงื่อนไขบังคับ” ผู้ประกอบการเพื่อแลกเปลี่ยนกับการได้ยืดชำระหนี้ แท้ที่จริงแล้วเป็นเพียงการแถม “อภิสิทธิ์” ให้แก่ผู้ประกอบการทั้ง 3 รายที่ได้ยืดชำระหนี้ไปแล้ว เพราะทำให้ได้สิทธิในการนำคลื่น 5G ไปให้บริการโดยไม่ต้องแข่งขันกับใคร

    ผลที่จะตามมาจากมาตรการนี้คือ ตลาด 5G ของประเทศไทยก็น่าจะมีผู้ประกอบการเพียง 3 รายประกอบการแบบกึ่งผูกขาดอยู่เช่นเดิม โดยไม่ต้องเผชิญกับผู้ประกอบการรายใหม่ นักวิเคราะห์หลักทรัพย์บางรายบอกว่า ได้แค่นี้ ผู้ประกอบการก็สุดคุ้มแล้ว

    อันที่จริงมูลค่าคลื่นต่อรายที่ประมาณ 25,000 ล้านบาทนั้นไม่ใช่มูลค่าที่สูงมากอยู่แล้ว ยิ่งเมื่อดูให้ดีจะพบว่ามีประเด็นที่ควรพิจารณาหลายประการ

      1) ที่กล่าวว่าคลื่นมีมูลค่า 25,000 ล้านบาทนั้นเป็น “มูลค่าในอนาคต” โดยหากพิจารณาระยะเวลาผ่อนชำระนาน 10 ปี จะมีมูลค่าปัจจุบันเหลือเพียง 17,167 ล้านบาทนั้น เมื่อนำผลประโยชน์จากการยืดหนี้ที่เกิดจากคำสั่งคสช. มาคิดรวมด้วย เราก็อาจพูดได้ว่า เอไอเอส และทรู สามารถซื้อสิทธิ์ในการใช้คลื่น 5G ในราคาเพียง 8,787 ล้านบาท และ 8,386 ล้านบาทตามลำดับ ในขณะที่ดีแทคซื้อได้ในราคาสูงกว่ามากคือ 14,580 ล้านบาท การเชื่อมโยงการลดหนี้ 4G เข้ากับการได้ใช้คลื่น 5G จึงทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบในการแข่งขันระหว่างผู้ประกอบการทั้ง 3 ราย

      2) ไม่มีหลักประกันใดๆ ว่า ผู้ประกอบการจะชำระมูลค่าคลื่นที่กล่าวมาข้างต้นจริง เพราะยังขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ซึ่งอยู่ในดุลพินิจของ กสทช. เช่น กสทช. อาจขยายเวลาชำระหนี้ออกไปอีก เหมือนที่เกิดขึ้นแล้วกับกรณีประมูล 4G ในครั้งนี้ ทั้งที่กำหนดเวลาชำระหนี้เป็นเงื่อนไขหนึ่งของใบอนุญาตที่ผู้ประกอบการยอมรับไปแล้ว นอกจากนี้ กสทช. ยังอาจขยายเวลาประกอบกิจการให้นานกว่า 15 ปี ซึ่งสามารถทำได้ทั้งสิ้น เพราะคำสั่ง คสช. ให้อำนาจดุลพินิจมากมายเสมือนให้ “เช็คเปล่า” แก่ เลขาธิการ กสทช.

    3. ผู้ได้ประโยชน์มากที่สุด = อภิมหาเศรษฐีและนักลงทุนต่างชาติ

    ผู้ได้ประโยชน์มากที่สุดจากมาตรการนี้คือ ผู้ถือหุ้น โดยเฉพาะผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของผู้ประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้ง 3 ราย ซึ่งไล่ต่อไปแล้วจะพบว่าเป็นตระกูลเจียรวนนท์ ซึ่งเป็นตระกูลอภิมหาเศรษฐีอันดับ 1 ของประเทศไทยจากการจัดอันดับของ Forbes (ในกรณีทรู) และผู้ถือหุ้นชาวต่างประเทศในทั้ง 3 บริษัท คือ จีน (ในกรณีของทรู) สิงคโปร์ (ในกรณีของเอไอเอส) และ นอร์เวย์ (ในกรณีของดีแทค) ดังแสดงในตารางในภาคผนวกที่ 2

    ทำไมรัฐบาลไทยจะต้อง “อุ้ม” อภิมหาเศรษฐี และผู้ถือหุ้นชาวต่างประเทศ? กรณีของผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่แตกต่างจากผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลอย่างน้อย 2 ประการ

      1) ในกรณีของทีวีดิจิทัล กสทช. มีส่วนบกพร่องอยู่บ้างในการแจกคูปองล่าช้าและประชาสัมพันธ์ไม่ทั่วถึง ส่วนในกรณีของโทรศัพท์เคลื่อนที่ ไม่ปรากฏว่าหน่วยงานรัฐได้ทำอะไรผิด แม้อาจกล่าวได้ว่า กสทช. ปล่อยให้ผู้เข้าประมูล 4G บางรายทิ้งประมูลไป โดยมีบทลงโทษเพียงเล็กน้อยก็ตาม แต่ราคาประมูลที่เกิดขึ้นก็เป็นราคาที่ผู้ประกอบการที่ชนะประมูลยอมรับแล้วทั้งสิ้น ดังจะเห็นว่ามีบางรายเฉลิมฉลองหลังชนะประมูลและแถลงข่าวว่าสามารถจ่ายค่าประมูลได้อย่างแน่นอน

      2) ในกรณีของทีวีดิจิทัล ผู้ประกอบการหลายรายประสบปัญหาขาดทุน จนไม่สามารถประกอบกิจการต่อไปได้ เพราะไม่สามารถปรับตัวกับตลาดที่หดตัวลงอย่างรวดเร็ว จึงควรมีมาตรการในการหาทางออกที่เหมาะสมในบางรูปแบบ แม้ไม่ต้องถึงขั้นคืนค่าธรรมเนียมใบอนุญาตที่ชำระไปแล้วบางส่วนตามคำสั่ง คสช. แต่ในกรณีของโทรศัพท์เคลื่อนที่ ผู้ประกอบการทั้ง 3 รายยังมีผลประกอบการที่มีกำไร หรือ มีฐานะการเงินที่มั่นคง เช่น ในปี 2561 ที่ผ่านมา เอไอเอสและทรูมีกำไรสุทธิ 29,682 และ 7,035 ล้านบาทตามลำดับ ส่วนดีแทคขาดทุน 4,369 ล้านบาทเนื่องจากมีค่าใช้จ่าย 9,510 ล้านบาท เพื่อระงับข้อพิพาทกับ กสท. โทรคมนาคม แน่นอนว่าทั้ง 3 รายล้วนเป็นบริษัทใหญ่ที่มีความมั่นคงทางการเงินทั้งสิ้น

    อันที่จริงต่อให้ธุรกิจขาดทุน หากเป็นการขาดทุนที่เกิดจากความเสี่ยงทางธุรกิจโดยปรกติ (normal business risk) รัฐก็ไม่จำเป็นต้องเข้าไป “อุ้ม” เพราะเป็นเรื่องปรกติที่เกิดขึ้นได้กับทุกธุรกิจและเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลากับธุรกิจ SMEs ซึ่งล้มหายตายจากไปอยู่ทุกวัน ยิ่งกรณีที่ธุรกิจใหญ่ยังไปได้ดีและมีกำไรดี อย่างผู้ประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ก็ยิ่งไม่มีเหตุผลให้รัฐต้องเข้าไป “อุ้ม” อีก

    4. บริการ 5G บริการแห่งอนาคต = ไม่ต้องรีบร้อนทำวันนี้

    กสทช. พยายามเร่งรัดการจัดสรรคลื่น 5G ในย่าน 700 MHz โดยอ้างว่าบริการ 5G จะทำให้เกิดมูลค่าเพิ่มต่อเศรษฐกิจของประเทศ 2.3 ล้านล้านบาท ในปี 2578 ในขณะเดียวกัน ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่บางรายเคยขู่ว่า จะไม่ร่วมประมูลคลื่น 5G หากไม่ขยายเวลาการชำระค่าประมูลคลื่น 4G

    อันที่จริง ประเทศไทยไม่มีความจำเป็นใด ๆ ที่จะต้องรีบร้อนจัดสรรคลื่น 5G ดังที่กสทช. พยายามผลักดัน ด้วยเหตุผลต่างๆ ดังนี้

      1) ปัจจุบัน ยังไม่มีบริการ 5G ในเชิงพาณิชย์ที่ชัดเจน ดังที่ผู้บริหารเอไอเอส เคยกล่าวไว้เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์นี้ว่า “แม้ 5G มีประโยชน์ที่จะทำอะไรใหม่ๆ มากมาย…แต่ไม่ใช่วันนี้” เพราะ “ยังไม่มี Business Case จึงไม่เห็นตอบแทนทางธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ไร้คนขับ หรือ IoT ในโลกนี้ยังไม่เกิดขึ้น” และกล่าวต่อไปว่า “ผู้พัฒนาเครือข่ายหลายๆ รายที่เป็นพันธมิตรบอกว่านับจากนี้ไปอีก 3 ปี ค่อยมาคิดว่าควรจะทำหรือไม่ทำ เพราะปัจจุบัน 5G ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นเท่านั้น” ซึ่งแสดงให้เห็นว่า มูลค่าเพิ่มต่อเศรษฐกิจของประเทศ 2.3 ล้านล้านบาทที่ กสทช. กล่าวอ้าง ยังเป็นเพียง “ความฝัน” ของ “บริการแห่งอนาคต” เท่านั้น เพราะผู้ให้บริการเองก็ยังไม่รู้ว่าจะเอาไปทำอะไร

      2) กสทช.เอง ก็ยังทำโรดแมปในการประมูลคลื่น 5G ไม่เสร็จ หลายท่านคงทราบว่า บริการ 5G สามารถใช้คลื่นความถี่ได้หลายย่าน ทั้งความถี่ต่ำ ความถี่ปานกลางและความถี่สูง การประมูลคลื่น 5G จึงควรเกิดขึ้นเมื่อมีโรดแมปในการประมูลคลื่นทุกย่านที่ชัดเจนก่อน การซอยคลื่น 700 MHz ในย่านความถี่ต่ำออกมาประมูลก่อน โดยยังไม่เห็นความชัดเจนในการประมูลคลื่นย่านอื่นจะสร้างปัญหาต่างๆ ตามมามากมาย เช่น จะทำให้ไม่สามารถกำหนดราคาของคลื่นย่านความถี่ปานกลาง และความถี่สูงได้อย่างเหมาะสมในอนาคต เพราะต้องยึดโยงกับราคาของคลื่น 700 MHz ที่กำหนดไปก่อน

      3) การไม่เร่งรัดประมูลคลื่น 5G ในปีนี้ จะไม่มีผลทำให้ประเทศไทยมีบริการ 5G ช้ากว่าประเทศอื่นส่วนใหญ่ เพราะในปัจจุบันมีเพียง 4-5 ประเทศเท่านั้น ที่เปิดให้บริการ 5G ในเชิงพาณิชย์แล้ว เช่น เกาหลีใต้ จีน ญี่ปุ่นและสหรัฐ (ซึ่งเปิดบริการเพียงในไม่กี่เมือง) โดยประเทศเหล่านี้ล้วนเป็นประเทศที่ผลิตอุปกรณ์ 5G ซึ่งต้องการเปิดบริการในประเทศของตนให้เร็ว เพื่อผลในการโฆษณาและทำการตลาดในต่างประเทศ ดังนั้น ต่อให้บริการ 5G จะทำให้เกิดมูลค่าเพิ่มต่อเศรษฐกิจของประเทศมหาศาลอย่างที่ กสทช. กล่าวอ้าง ก็ต้องรอถึงปี 2578 ซึ่งหมายความว่าการรอไปอีก 2-3 ปี ไม่ได้ทำให้เกิดความเสียหายอะไร

    ผู้สนใจฟังคลิปที่เกี่ยวข้องได้ที่นี่ “คิดยกกำลังสอง: 5G ประมูลดี ๆ…ไม่ต้องไว”

    5. การใช้คำสั่งตามมาตรา 44 = การขาดความรับผิดชอบในการใช้อำนาจ

    เหตุใดจึงมีความพยายามผลักดันให้มีการออกคำสั่งตามมาตรา 44? ผู้ที่ติดตามเรื่องนี้มาจะทราบว่า มีความพยายามจากผู้ประกอบการโทรศัพท์มือถือบางรายที่เรียกร้องให้ กสทช. ยืดเวลาชำระหนี้ให้มานานแล้ว แต่ก็ไม่เป็นผล ด้วยเหตุผลง่ายๆ คือ หากยอมยืดหนี้ ซึ่งหมายถึง การเอื้อประโยชน์ให้แก่เอกชนและทำให้รัฐเสียหาย กสทช. คงยากที่จะหลีกเลี่ยงความรับผิดทางอาญาไปได้

    แนวทางเดียวที่จะทำให้รอดพ้นความรับผิดทางอาญา จึงเกิดขึ้นโดยการออกคำสั่งตามมาตรา 44 อย่างเร่งรัดในช่วงก่อนสงกรานต์ (ก่อนที่อำนาจในการออกคำสั่งดังกล่าวจะหมดไปจาก คสช. เมื่อมีการตั้งรัฐบาลใหม่) ในแง่นี้ ทั้ง กสทช. และรัฐบาลจึงขาดความรับผิดชอบต่อประชาชนอย่างยิ่ง ทั้งในทางกฎหมายและในทางการเมือง

    ในทางกฎหมาย การใช้คำสั่งตามมาตรา 44 จะทำให้ คสช. รัฐบาล และ กสทช. พ้นความรับผิดทางกฎหมาย ประชาชนไม่สามารถไปฟ้องร้องต่อศาลได้ ส่วนในทางการเมือง การดำเนินการในช่วงหลังเลือกตั้งทำให้ไม่ถูกคู่แข่งโจมตีในระหว่างการเลือกตั้งว่า เอื้อประโยชน์ให้นายทุน และการดำเนินการในช่วงก่อนสงกรานต์ ก็ถือเป็นการใช้จังหวะที่ประชาชนติดตามข่าวสารกันน้อยเพราะเป็นวันหยุดยาว เช่นเดียวกันกับการออกคำสั่ง “อุ้ม”ผู้ประกอบการโทรศัพท์มือถือและผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลไปพร้อมกัน ยังทำให้สื่อโทรทัศน์หลีกเลี่ยงที่จะตรวจสอบในเรื่องดังกล่าว เพราะตนก็ได้รับประโยชน์จากการถูก “อุ้ม” ไปด้วย

    6. อำนาจดุลพินิจมาก = เสี่ยงทุจริตมาก

    ประเด็นที่น่าเป็นห่วงอีกประการหนึ่งจากคำสั่งของ คสช. คือ การมอบอำนาจในการกำหนดสาระสำคัญในการปฏิบัติตามคำสั่งให้แก่เลขาธิการ กสทช. โดยปราศจากหลักการที่กำกับการปฏิบัติหน้าที่อันเหมาะสม ผลจึงเป็นการให้ดุลพินิจอย่างกว้างขวางมากแก่เลขาธิการ กสทช. นับตั้งแต่กำหนดว่า “ในกรณีที่มีปัญหาในการปฏิบัติ และ ในการวินิจฉัยตำมคำสั่งนี้ ให้เลขาธิการ กสทช. มีอำนาจวินิจฉัย และคำวินิจฉัยของเลขาธิการ กสทช. ให้ถือเป็นที่สุด” ทั้งนี้ ควรสังเกตด้วยว่า คสช. ได้มอบอำนาจในการใช้ดุลพินิจมหาศาลให้แก่บุคคลเดียว ไม่ใช่ กสทช. ซึ่งเป็นองค์คณะ และ มีฐานะเป็นผู้บังคับบัญชาของเลขาธิการ กสทช.

    อำนาจดุลพินิจที่สำคัญประการหนึ่งคือ การที่สำนักงาน กสทช. สามารถกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขต่างๆ ในการจัดสรรคลื่น 5G ย่าน 700 MHz ซึ่งรวมถึงระยะเวลาในการประกอบกิจการ การตีมูลค่าคลื่นความถี่ ระยะเวลาในการวางโครงข่าย ระยะเวลาในการชำระเงิน ฯลฯ ทั้งนี้โดยไม่มีข้อกำหนดแม้กระทั่งให้มีการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะเลย

    อำนาจดุลพินิจในระดับสูงดังกล่าวน่าเป็นห่วงมากในสภาพที่การจัดสรรคลื่นความถี่ไม่มีการแข่งขันใดๆ ระหว่างผู้ประกอบการ ซึ่งมีผลในการตัดการตรวจสอบโดยกลไกตลาดออกไปโดยสิ้นเชิงอีกด้วย

    ก่อนหน้านี้ คสช. ยังเคยมีคำสั่งตามมาตรา 44 ซึ่งออกมาเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2561 ให้ระงับการสรรหา กสทช. ไว้ อันมีผลทำให้ กสทช. ชุดปัจจุบันสามารถดำรงตำแหน่งไปจนตลอดชีวิต หากไม่มีคำสั่งเปลี่ยนแปลงแก้ไขออกมา น่าเสียดายว่า การออกคำสั่งตามมาตรา 44 ในครั้งนี้ ก็ยังไม่ได้ยกเลิกคำสั่งก่อนหน้านั้น

    7. ผู้เสียหาย = ประเทศและประชาชน

    ผู้ที่เสียหายจากการออกคำสั่งตามมาตรา 44 นี้ คงจะหนีไม่พ้นประเทศ และ ประชาชนคนไทย ซึ่งเป็นทั้งผู้เสียภาษีและผู้บริโภค

    ในฐานะของผู้เสียภาษีและ “เจ้าหนี้ทางอ้อม” ของผู้ประกอบการ 4G คนไทยทุกคนเสียโอกาสจากการยืดหนี้ 4G และการจัดสรรคลื่น 5G ที่ปราศจากการแข่งขัน ลำพังเฉพาะเงินเกือบ 2 หมื่นล้านบาทที่หายไปจากการยืดหนี้สามารถนำไปใช้เพื่อสร้างโรงพยาบาล พัฒนาโรงเรียน หรือจัดสวัสดิการต่างๆ ให้ประชาชนได้มากมาย ในฐานะของผู้บริโภค คนไทยทุกคนยังเสียโอกาสในการได้รับบริการ 5G จากตลาดที่มีการแข่งขันมากขึ้น เพราะผู้ประกอบการรายใหม่ถูกปิดทางเข้าสู่ตลาดจากการจัดสรรคลื่น 5G เฉพาะเจาะจงให้แก่ผู้ประกอบการ 3 รายเดิม

    ในส่วนของประเทศไทย คำสั่งตามมาตรา 44 นี้ มีผลทำให้ระบบกำกับดูแลด้านโทรคมนาคมของไทยเสมือนย้อนกลับไปสู่ยุคที่กิจการโทรคมนาคมยังอยู่ภายใต้ “ระบบสัมปทาน” ซึ่งเปิดช่องให้มีการวิ่งเต้นมากมาย ซึ่งทำให้เกิดกฎกติกาต่างๆ ที่ไม่สามารถพยากรณ์ได้ จนนำมาสู่ “ธนกิจการเมือง” ที่สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจและประชาธิปไตยของประเทศ ทั้งที่ในทางกฎหมาย ประเทศไทยได้เปลี่ยนไปสู่ “ระบบใบอนุญาต” ซึ่งมุ่งสร้างการแข่งขันเสรีและเป็นธรรม ภายใต้กฎกติกาที่สามารถพยากรณ์ได้มานานแล้ว

    ปัญหาในวงการโทรคมนาคมไทยจะส่งสัญญาณแก่นักลงทุนต่างประเทศโดยทั่วไปว่า ประเทศไทยยังคงเป็นประเทศที่ห่างไกลจากความเป็น “ประเทศที่พัฒนาแล้ว” ตามที่รัฐบาลใฝ่ฝัน ไม่ใช่เพียงเพราะเรามีรายได้ต่อหัวยังไม่ถึงเกณฑ์ แต่เป็นเพราะรัฐไทยยังมีปัญหาธรรมาภิบาลบกพร่องอย่างรุนแรง

    คสช. จึงควรทบทวนและแก้ไขข้อบกพร่องในการออกคำสั่งครั้งนี้ เพื่อลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้นต่อประเทศไทย และคนไทยทุกคน มิฉะนั้นคำสั่งนี้ก็จะถูกจารึกในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจการเมืองไทยในฐานะที่เป็นผลงานโบว์ดำอีกชิ้นหนึ่งของ คสช.

    คนไทยเองก็ควรตระหนักว่า ภูมิคุ้มกันประชาชนจากการถูกเอารัดเอาเปรียบจากรัฐและทุนผูกขาดขนาดใหญ่ที่สมคบกันคือ การสร้างความรู้เท่าทันรัฐและทุนผูกขาดให้แพร่หลายไปในสังคมในวงกว้าง โดยก้าวข้ามเส้นแบ่งความขัดแย้งทางการเมือง เพื่อร่วมสร้างความเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง ไม่ยอมรับการทุจริตคอรัปชันในภาครัฐ และความเป็นผู้บริโภคที่เข้มแข็ง ไม่ยอมให้กลุ่มทุนผูกขาดเอาเปรียบอีกต่อไป

    ]]>
    https://thaipublica.org/2019/04/ntbc-tdri-article-44-somkiat/feed/ 0
    คดีที่หายไป: 5 ปีคดี “บิลลี่” พอละจี รักจงเจริญ ภรรยาเขียนจดหมาย “ยังรอคอยความยุติธรรมให้กับครอบครัวของฉัน” https://thaipublica.org/2019/04/polajee-billy/ https://thaipublica.org/2019/04/polajee-billy/#respond Fri, 19 Apr 2019 08:52:49 +0000 https://thaipublica.org/?p=164819
    “พิณนภา พฤกษาพรรณ” หรือ “มึนอ” กับลูกๆ มึนอเป็นภรรยาของบิลลี่ “พอละจี รักจงเจริญ” แกนนำกะเหรี่ยงบ้านบางกลอย อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยมานาน 5 ปีแล้ว, ที่มาภาพ: แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย

    17 เมษายน 2562 ที่ผ่านมา เป็นวันครบรอบ 5 ปี การหายตัวไปของ “พอละจี รักจงเจริญ หรือ “บิลลี่” นักกิจกรรมกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงบ้านบางกลอย อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี หลังถูกควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน และจากนั้นก็ไม่มีผู้พบเห็นเขาอีกเลย

    ก่อนที่จะหายตัวไป บิลลี่เป็นนักปกป้องสิทธิด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิชุมชนชาวกะเหรี่ยง เขากำลังร่วมมือกับชาวบ้านคนอื่นและนักเคลื่อนไหวในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เพื่อเตรียมฟ้องคดีต่อเจ้าหน้าที่ ซึ่งถูกกล่าวหาว่าวางเพลิงเผาบ้านเรือนและทรัพย์สินของชาวบ้านระหว่างปี 2553 และ 2554

    หลังจากบิลลี่หายตัวไป “พิณนภา พฤกษาพรรณ” หรือ “มึนอ” ภรรยาของบิลลี่ ร่วมกับเครือข่ายองค์กรด้านสิทธิมนุษยชน ร้องต่อศาลจังหวัดเพชรบุรี ขอให้มีการไต่สวนการหายตัวไปของบิลลี่ แต่ต่อมาศาลยกคำร้อง โดยระบุว่าหลักฐานไม่เพียงพอ

    จากนั้น มึนอได้ยื่นหนังสือถึงกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ให้เข้ามาตรวจสอบคดีนี้เป็นคดีพิเศษ จนกระทั่งปี 2561 ดีเอสไอได้รับคดีนี้เป็นคดีพิเศษ และเริ่มสอบสวนเมื่อปลายเดือนมิถุนายน 2561

    แคทเธอรีน เกอร์สัน เจ้าหน้าที่ฝ่ายรณรงค์ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เผยว่า ในวาระครบรอบการหายตัวไปของบิลลี่ เน้นให้เห็นถึงภัยคุกคามร้ายแรงที่นักปกป้องสิทธิมนุษยชนต้องเผชิญ ทั้งยังเผยให้เห็นความล้มเหลวของรัฐในการอำนวยความยุติธรรมให้กับผู้เสียหาย

    วันนี้ควรเป็นวันที่เตือนให้รัฐบาลปัจจุบันและรัฐบาลใหม่ ตระหนักถึงพันธกรณีของตนในการปกป้องและคุ้มครองสิทธิของประชาชน โดยหากจำเป็น รัฐต้องให้ความคุ้มครองเป็นการเฉพาะและมีประสิทธิภาพ เพื่อไม่ให้บุคคลเหล่านี้ต้องเผชิญกับการตอบโต้ในรูปแบบต่างๆ เพียงเพราะพวกเขาต้องการให้ประเทศนี้เท่าเทียมและเป็นธรรมขึ้นเท่านั้นเอง

    “แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เรียกร้องทางการไทยให้การประกันว่า จะดำเนินการสอบสวนคดีบิลลี่อย่างเป็นอิสระ ไม่ลำเอียง และรอบด้าน โดยต้องนำไปสู่การเยียวยาครอบครัวและผู้ได้รับผลกระทบทุกคนอย่างเต็มที่ รวมทั้งให้นำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษด้วย”

    “รัฐบาลใหม่ยังควรกำหนดให้การผ่านร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. …. เป็นวาระเร่งด่วน ซึ่งร่างดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณา หลังมีการแก้ไขเนื้อหาให้สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศของไทย รัฐบาลใหม่ยังต้องปฏิบัติตามมติของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เมื่อเดือนมีนาคม 2560 ที่จะให้สัตยาบันรับรองอนุสัญญาแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการสูญหายของบุคคลโดยการบังคับและโดยไม่สมัครใจ ซึ่งได้มีการลงนามไปแล้ว”

    “ท้ายนี้ รัฐบาลต้องแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายซึ่งยังคงอนุญาตให้มีการควบคุมตัวบุคคลในสถานที่ควบคุมตัวอย่างไม่เป็นทางการ รวมทั้งการควบคุมตัวโดยไม่มีการแจ้งข้อหา หรือนำตัวมาไต่สวนในศาล” แคทเธอรีนกล่าวทิ้งท้าย

    ด้าน “มึนอ-พิณนภา” เขียนจดหมายในวาระครบรอบ 5 ปีการหายตัวไปของสามี ระบุว่า ในวาระครบรอบ 5 ปีการหายตัวไปของบิลลี่ ทุกๆ ปีในช่วงสงกรานต์ เป็นวันที่ทุกๆ คนอยู่กับครอบครัว สนุกสนานมีความสุขกับครอบครัวกัน มีส่วนน้อยที่ติดงานและไม่มีเวลาอยู่กับครอบครัว รวมถึงครอบครัวของฉัน

    สามีของฉัน ถูกทำให้หายไปในช่วงสงกรานต์ เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2557 โดยมีคนพบเห็นอยู่กับเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานเป็นผู้สุดท้าย พร้อมกับรถเครื่องส่วนตัวสีเหลืองดำ พ.ร.บ.ขงพ.988 กับกระเป๋าเสื้อผ้าทั้งหมดหายไปอย่างไร้ร่องรอย เกิดเหตุที่ด่านมะเร็ว ปากทางเข้าหมู่บ้านโป่งลึก บางกลอย ข้อหานำน้ำผึ้งป่าออกจากป่า

    เพราะฉะนั้นช่วงสงกรานต์ของทุกๆปี ในขณะที่หลายๆ คนมีความสุขสนุกสนานกันเป็นส่วนใหญ่ แต่ครอบครัวของฉันมีความรู้สึกทั้งเศร้าบ้าง เฉยๆ บ้าง สนุกกับเขาบ้างเพียงเล็กน้อยแค่นั้นเอง และยิ่งครบรอบห้าปีนี้ ยังมีพ่อที่คอยช่วยเหลือฉันจนวินาทีสุดท้าย สูญเสียไปอีกท่าน ฉันคงต้องทนอีกนานที่ชีวิตนี้ต้องมีครบทุกรูปแบบ เศร้า เปรี้ยว หวาน มัน เค็ม เผ็ด ร้อน แต่ยังมีความหวัง ทั้งยังรอคอยความยุติธรรมให้กับครอบครัวของฉัน

    ทั้งฝากไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าปัญหาทุกอย่างมีทางแก้ไขได้ ขอเพียงเราทุกคน แม้ว่าจะเป็นชาวบ้าน เจ้าหน้าที่ หรือจะมียศมีตำแหน่งอะไร หันหน้าเข้ามาคุยเจรจากัน อย่าดีแต่คอยจ้องจับผิดชาวบ้าน และให้รัฐบาลพิจารณากฎหมายบุคคลสูญหายให้ผ่านไวๆ ใช้อย่างเคร่งครัด รวมถึงคุ้มครองบุคคลที่เรียกร้องสิทธิชุมชน ครอบคลุมให้ทั่วถึงทุกพื้นที่ของประเทศไทยและทั่วโลก

    ที่มาภาพ: แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย
    ]]>
    https://thaipublica.org/2019/04/polajee-billy/feed/ 0
    ธปท.แจงการตัดสินใจนโยบายการเงิน อิงตาม “data dependent” จับตาดูตั้งรัฐบาลได้เร็วไม่กระทบเศรษฐกิจ https://thaipublica.org/2019/04/bot-mpc-data-dependent/ https://thaipublica.org/2019/04/bot-mpc-data-dependent/#respond Fri, 19 Apr 2019 06:57:52 +0000 https://thaipublica.org/?p=164816

    เมื่อวัน 19 เมษายน 2562 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จัดการประชุมนักวิเคราะห์ (Analyst Meeting) ครั้งที่ 2/2562 ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในรอบที่มีการปรับประมาณการเศรษฐกิจปีละ 4 ครั้งทุกไตรมาส โดยครั้งล่าสุดเป็นรอบการประชุม กนง.เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2562 ที่ กนง.มีมติพลิกกลับมาเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.75% เพื่อรอประเมินผลกระทบจากปัจจัยต่างๆ ให้ชัดเจนขึ้น ซึ่งแตกต่างจากมติในการประชุมครั้งที่ 1/2562 เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2562 ที่ยังมีมติ 2 เสียงให้ขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องจากการประชุมครั้งที่ 8/2561 ช่วงสิ้นปี 2561 เพื่อดูแลเสถียรภาพระบบการเงินที่มีความเปราะบางอยู่ และนำมาสู่คำถามว่าอาจจะถึงจุดสิ้นสุดของนโยบายการเงินขาขึ้นแล้ว เพื่อเตรียมรองรับการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกที่กำลังเริ่มขึ้น ในครั้งนั้น กนง.ยังปรับลดประมาณการณ์เศรษฐกิจในปี 2562 ลงจากเดิมที่คาดการณ์ว่าจะเติบโต 4% เหลือเพียง 3.8% จากผลกระทบของเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวและความตึงเครียดของสงครามการค้าที่รุนแรงมากขึ้น หรือเป็นเพียงการหยุดชะลอดูผลการเลือกตั้งให้มีความชัดเจนเสียก่อนตามมาตรฐานความเป็นกลางของธนาคารกลางโดยทั่วไป?

  • กนง. เสียงพลิกลงมติเอกฉันท์คงดอกเบี้ย 1.75% – แนวโน้มเศรษฐกิจชะลอ ปรับลดประมาณการณ์
  • ดร.วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวถึงประเด็นการเปลี่ยนทิศทางนโยบายการเงินว่า ต้องเรียนย้ำอีกครั้งว่าการประชุมหรือลงมติแต่ละครั้งเป็นการลงมติของครั้งนั้นๆ และการประชุมครั้งที่แล้วเป็นการประชุมก่อนที่จะมีการเลือกตั้งไม่กี่วัน และมีความไม่แน่นอนเรื่องปัจจัยการเมืองในประเทศค่อนข้างมาก รวมทั้งช่วงนั้นสถานการณ์ Brexit ก็คาบลูกคาบดอกมากว่าจะยืดเวลาออกไปหรือไม่ การเจรจาการค้าระหว่างประเทศก็มีความไม่แน่นอนสูงมาก ดังนั้นการตัดสินใจนโยบายครั้งนั้น กรรมการเห็นตรงกันเป็นเอกฉันท์ว่ายังรอได้ ยังสามารถที่จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ก่อนได้

    “ส่วนทิศทางดอกเบี้ยนโยบายในอนาคตจะเป็นอย่างไร การตัดสินใจนโยบายในครั้งต่อไปต้องใช้คำว่า data dependent เป็นเรื่องสำคัญ การประชุมทุกครั้งเราประเมินสภาวะ ณ ขณะนั้น แล้วมีการมองไปข้างหน้าดูปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ฉะนั้นอาจจะมีการรายงานข่าวหรือการให้ความเห็นกันว่าปิดประตูแล้วดอกเบี้ยไม่ปรับขึ้นแล้วอาจจะเป็นการด่วนสรุปเกินไป เพราะการตัดสินนโยบายเป็นการตัดสินนโยบายสำหรับครั้งนั้น ส่วนครั้งต่อๆ ไป กนง.จะพิจารณาข้อมูลใหม่ที่เข้ามาในช่วงต่อๆ ไป รวมไปถึงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ด้วย” ดร.วิรไทกล่าว

    ดร.วิรไทกล่าวต่อไปว่า สำหรับเป้าหมายด้านเสถียรภาพของระบบการเงินไทยยังถือว่ามีความเสี่ยงอยู่จากดอกเบี้ยที่ต่ำเป็นเวลานานและสร้างพฤติกรรมที่แสวงหาผลตอบแทนโดยประเมินความเสี่ยงต่ำกว่าที่ควรจะเป็น ตัวอย่างเช่น คนนำเงินไปฝากสหกรณ์ออมทรัพย์โดยไม่ได้สนใจว่าสหกรณ์ฯ นำเงินไปลงทุนอะไรถึงได้ผลตอบแทนที่สูงกว่าตลาดค่อนข้างมาก หรือการให้สินเชื่อที่อยู่อาศัยของธนาคารที่มาตรฐานลดลงมีลักษณะของเงินทอน หรือการคาดการณ์เก็งกำไรว่าราคาบ้านจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ในความเป็นจริงเมื่อมีอุปทานขึ้นมันก็เป็นแรงกดดันไม่ให้ราคาบ้านปรับตัวขึ้นอย่างที่คาดการณ์ไว้ หรือเรื่องของสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ที่บางธนาคารปล่อยกู้ด้วยดอกเบี้ยที่ต่ำมาก อาจจะต่ำกว่าต้นทุนทางการเงินด้วย เนื่องจากมองว่าเป็นลักษณะของการปล่อยกู้ชั่วคราว หรือ bridge financing ระหว่างรอที่จะระดมทุนในตลาดทุน หรือหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้น

    ประเด็นเหล่านี้จะเป็นจุดเปราะบางในระบบการเงินและ ธปท.จะต้องดูแลตามความเหมาะสม ต้องมีการผสานนโยบายต่างๆ ร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดอัตราส่วนหนี้ต่อมูลค่าสินทรัพย์ หรือ LTV ของภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ได้ทำไป, การกำกับแบบ micro-prudential ที่ดูมาตรฐานการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์โดยตรงว่าเหมาะสมหรือไม่, การกำหนดมาตรฐานการปล่อยสินเชื่อจากความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ หรือดู debt service ratio มากขึ้น หรือการใช้ดอกเบี้ยนโยบายในฐานะภาพใหญ่ของระบบการเงิน ส่วนสหกรณ์ออมทรัพย์ที่อยู่นอกเหนืออำนาจของ ธปท. ธปท.ก็ทำงานอย่างใกล้ชิดกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ และกระทรวงการคลัง ในการปรับปรุงมาตรฐานการกำกับดูแล ซึ่งล่าสุดเพิ่งออกเป็นกฎหมายใหม่ที่เพิ่มอำนาจในการกำกับดูแลจากเดิมที่จะเน้นการส่งเสริมสหกรณ์

    ขณะที่เป้าหมายเงินเฟ้อได้รับผลกระทบจากพัฒนาการของเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างมาก ทำให้สินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีจะปรับลดลงอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ ราคาอาจจะไม่ได้ถูกแต่คุณภาพดีขึ้นมาก รวมไปถึงสินค้าเกษตรที่เทคโนโลยีทำให้ผลผลิตทางการเกษตรมีผลผลิตหรือตอบแทนสูงขึ้นมาก ทำให้ราคาสินค้าเกษตรไม่ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้น หรือเทคโนโลยีการขุดเจาะน้ำมันจากหิน หรือ shale oil ที่มากขึ้นจนทำให้ราคาน้ำมันไม่ได้ปรับขึ้นสูงที่ระดับเดิมอีก หรือ e-commerce ที่เข้ามาทำให้ธุรกิจมีอำนาจหรือพฤติกรรมในการตั้งราคาลดลง ดังนั้นปัจจัยทางด้านอุปทานเหล่านี้ทำให้เงินเฟ้อไม่ได้ปรับตัวสูงขึ้นเร็วอย่างในอดีต และจะอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับเป้าหมายเงินเฟ้อเดิม ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ทั่วโลกกำลังเผชิญอยู่ไม่เฉพาะประเทศไทย

    “พอมีการเปลี่ยนแปลงด้านอุปทานแบบนี้ ทำให้ความกังวลของระดับเงินเฟ้อที่จะสูงขึ้นลดลง และเป็นสิ่งที่ธนาคารกลางทั่วโลกเผชิญอยู่ รวมถึงไทยด้วย ฉะนั้นเวลาที่เงินเฟ้อต่ำใกล้กับขอบล่างเราก็ไม่กังวลมากนักว่าจะหลุดออกจากขอบล่าง ที่ผ่านมาก็หลุดขอบล่าง แต่ต้องดูว่าหลุดจากปัจจัยอะไร ถ้าเป็นด้านอุปทาน ธปท.จะไม่กังวลเท่าไหร่ตราบใดที่มีกิจกรรมเศรษฐกิจ เศรษฐกิจขยายตัวได้ดี คนไม่ได้หยุดจับจ่ายใช้สอย คนไม่ได้กังวลว่าราคาสินค้าจะลดลงต่อเนื่องเป็นภาวะเงินฝืด ซึ่งไม่ใช่ เรายังเห็นว่ามีการจับจ่ายใช้สอยได้ดี การจ้างงานดี เศรษฐกิจขยายตัว แต่เงินเฟ้อใกล้กับขอบล่างเพราะเป็นปัจจัยทางด้านอุปทาน ทำให้เราให้ความสนใจกับเป้าหมายอื่นๆมากขึ้น เป้าหมายด้านเสถียรภาพระบบการเงิน เรื่องของการเติบโตของเศรษฐกิจว่าใกล้เคียงกับศักยภาพหรือไม่ ไม่ได้ยึดติดกับเป้าเงินเฟ้อที่เป็นตัวเลขใดตัวเลขหนึ่ง และช่วงหลังจะเห็นว่าธนาคารกลางที่อื่นจะเริ่มตั้งกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อที่ยืดหยุ่นมากขึ้น เป็นช่วงมากขึ้น ระยะเวลาที่จะเปลี่ยนแปลงสู่กรอบเป้าหมายก็จะนานขึ้น เพราะทุกคนตระหนักว่าเงินเฟ้ออาจจะไม่ได้เป็นแรงกดดันที่ต้องให้น้ำหนักมากเหมือนเดิม” ดร.วิรไทกล่าว

    สุดท้าย ด้านเป้าหมายการเติบโตของเศรษฐกิจ ซึ่งเผชิญกับความไม่แน่นอนจากต่างประเทศค่อนข้างมาก ดร.วิรไทกล่าวว่า ในการพิจารณาปรับลดประมาณการณ์รอบที่แล้วลง ส่วนใหญ่เป็นผลจากภาวะเศรษฐกิจต่างประเทศ เราคำนึงถึงความไม่แน่นอนในการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอยู่บ้าง แต่สถานการณ์พื้นฐานของ ธปท.คือไทยจะจัดตั้งรัฐบาลได้เร็วคือภายในเดือนมิถุนายน ซึ่งในกรณีนี้คาดว่าจะไม่กระทบกับเศรษฐกิจไทยมากนัก และการเติบโตได้ระดับ 3.8% ถือว่าไม่แตกต่างจากศักยภาพของเศรษฐกิจไทยที่อยู่ประมาณ 4% ดังนั้นเศรษฐกิจในระยะต่อไปขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของการจัดตั้งรัฐบาล ถ้าไม่ได้เร็วตามที่เราคาดการณ์ก็อาจจะกระทบกับการใช้จ่ายงบประมาณ โดยเฉพาะโครงการใหม่ๆ นอกจากนี้ ยังมีความกังวลเกี่ยวกับการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่เคยหาเสียงไว้ก่อนเลือกตั้งที่อาจจะกระทบกับภาคเอกชนบ้าง เช่น ค่าแรงขั้นต่ำที่ถูกเลื่อนออกมาและมีการหาเสียงค่อนข้างมาก

    “เศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังคิดว่าจะมีปัจจัยที่จะทำให้เศรษฐกิจน่าจะขยายตัวได้ดีกว่าครึ่งปีแรก อันหนึ่งคือเรื่องบรรยากาศการค้าระหว่างประเทศที่ในช่วงครึ่งแรกมีแรงกดดันเกี่ยวกับการค้าไปทั่วโลก ไม่เฉพาะประเทศไทย ก่อนหน้านี้ก็มีผู้ประกอบการจำนวนมากที่สั่งสินค้าไปก่อนตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ดังนั้นยอดการสั่งสินค้าการผลิตต่างๆ ช่วงต้นปีเริ่มทยอยลดลง สินค้าคงคลังลดลงมันก็จะเริ่มส่งผลดีในช่วงครึ่งปีหลังของไทยที่ส่งออกสินค้าไปค่อนข้างมาก เรายังเห็นการย้ายฐานการผลิตของบางอุตสาหกรรมในประเทศไทย รวมไปถึงมีแนวโน้มของการขยายการลงทุนที่จะเริ่มประมูลได้ในช่วงครึ่งหลัง อีกด้านหนึ่งก็ต้องติดตามความชัดเจนของการเมืองภายในประเทศ ครึ่งหลังของปีก็คาดว่าจะมีรัฐบาลใหม่ที่เข้ามา นโยบายต่างๆ จะชัดเจนมากขึ้น ลดความกังวลต่างๆ ลงได้ เหล่านี้เป็นสมมติฐานสำคัญที่ใช้ในการประมาณการณ์เศรษฐกิจในครั้งที่ผ่านมา” ดร.วิรไทกล่าว

    2_Analyst Meeting_20190419_AG_publish
    ]]>
    https://thaipublica.org/2019/04/bot-mpc-data-dependent/feed/ 0
    “กกต.” สั่งนับคะแนนใหม่ เขต 1 นครปฐม – ​เลือกตั้งใหม่ หน่วยลต.ที่ 9 เขต 2 ชุมพร เตรียมเลือกตั้งใหม่ 6 หน่วย 5 จว. 21 เม.ย.นี้ https://thaipublica.org/2019/04/thailand-election-2562-70/ https://thaipublica.org/2019/04/thailand-election-2562-70/#respond Thu, 18 Apr 2019 15:02:18 +0000 https://thaipublica.org/?p=164803
    นายแสวง บุญมี รองเลขาธิการ กกต.

    วันที่ 18 เม.ย. 2562 ​ นายแสวง บุญมี รองเลขาธิการ คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) แถลงว่า ที่ประชุมกกต. มีมติให้มีการนับคะแนนใหม่ ในเขตเลือกตั้งที่ 1 จังหวัดนครปฐม ทั้ง 236 หน่วยเลือกตั้ง และอีก 9 หน่วยเลือกตั้งนอกเขตรวมถึงนอกราชอาณาจักร หลังจากปรากฎหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการนับคะแนนเลือกตั้ง และการรวมคะแนน อาจไม่ถูกต้องตามมาตรา 124 ของพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. โดยอาจมีผลทำให้เปลี่ยนแปลงลำดับของผู้ได้รับการเลือกตั้ง ซึ่งหลังจากนี้ผอ.กกต.ประจำจังหวัดจะกำหนดวันนับคะแนนใหม่และสถานที่นับคะแนนขึ้น โดยจะนำหีบบัตรของทุกหน่วยมานับในสถานที่ดังกล่าว พร้อมกับตั้งคณะกรรมการนับคะแนนชุดใหม่รวม 80 หน่วย ให้รับผิดชอบนับชุดละ 3 หน่วย

    ทั้งนี้นายแสวง ยอมรับว่า ที่กกต.สั่งนับคะแนนใหม่หลักฐานส่วนหนึ่งมาจากการที่น.ส.สาวิกา ลิมปะสุวัณณะ ผู้สมัครพรรคอนาคตใหม่ ที่ได้คะแนนมาเป็นลำดับที่ 2 โดยห่างจากผู้ได้รับคะแนนมาลำดับที่ 1 จำนวน 147 คะแนน ยื่นคำร้องพร้อมหลักฐานต่อกกต.ก่อนหน้านี้ ซึ่งในส่วนของกกต.เองได้มีการตรวจสอบแล้วพบว่าอาจจะมีความไม่ถูกต้องจริง แต่ไม่ตรงกับข้อมูลของผู้ร้อง จึงสั่งให้มีการนับคะแนนใหม่

    อย่างไรก็ตามผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับเขต 1 นครปฐม ผู้ที่ได้รับคะแนนมาลำดับที่ 1 คือพ.ท. สินธพ แก้วพิจิตร จากพรรคประชาธิปัตย์ ได้คะแนน 35,762 คะแนน ขณะที่น.ส.สาวิกา ได้คะแนน 35,615 คะแนน

    นอกจากนี้ที่ประชุมยังมีมติสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ในหน่วยเลือกตั้งที่ 9 (หมู่ที่ 7 บ้านดวงดี ต.สองพี่น้อง อ.ท่าแซะ ) ของเขตเลือกตั้งที่ 2 จังหวัดชุมพร ในวันที่ 28 เม.ย.62 เนื่องจากปรากฎหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผลการนับคะแนนมีจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งไม่ตรงกับจำนวนบัตรเลือกตั้งที่ใช้ออกเสียงลงคะแนน
     
    ส่วนในวันที่ 21 เม.ย.2562 ที่กกต.มีมติสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ใน 6 หน่วยเลือกตั้งของ 5 จังหวัด คือ

    1. จ.ลำปาง เขตเลือกตั้งที่ 4 จำนวน 2 หน่วย ได้แก่ หน่วยเลือกตั้งที่ 6 หมู่ที่ 5 ต.ปางหลวง อ.เกาะคา และหน่วยเลือกตั้งที่ 3 หมู่ที่ 2 ต.ศาลา อ.เกาะคา

    2. จ.ยโสธร เขตเลือกตั้งที่ 2 หน่วยเลือกตั้งที่ 6 หมู่ที่ 6 ต.หัวเมือง อ.มหาชนะชัย

    3. จ.เพชรบูรณ์ เขตเลือกตั้งที่ 1 หน่วยเลือกตั้งที่ 12 หมู่ที่ 12 ต.เข็กน้อย ต.เขาค้อ

    4. จ.พิษณุโลก เขตเลือกตั้งที่ 2 หน่วยเลือกตั้งที่ 6 หมู่ที่ 6 ต.มะตูม อ.พรหมพิราม

    5. กรุงเทพมหานคร เขตเลือกตั้งที่ 13 หน่วยเลือกตั้งที่ 32 แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กทม.

    จึงขอเชิญชวนให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้ง 6 หน่วยออกไปใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนน โดยผู้ที่ไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันเลือกตั้งที่ 24 มี.ค. สามารถไปใช้สิทธิในวันที่ 21 เม.ย.ได้ซึ่งก็จะทำให้ได้สิทธิกลับคืนมา ส่วนผู้ที่ไปใช้สิทธิในวันเลือกตั้งที่ 24 มี.ค.แล้ว หากวันที่ 21 เมย.ไม่ไปใช้สิทธิก็จะเป็นผู้เสียสิทธิ ยกเว้นผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ลงทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้งล่วงหน้าไว้และได้ไปใช้สิทธิแล้วซึ่งจะไม่สามารถไปใช้สิทธิในวันที่ 21 เม.ย.ก็ไม่ถือว่าเสียสิทธิ

    นายแสวง ยังกล่าวถึงข้อเรียกร้องของพรรคการเมืองให้กกต.เร่งพิจารณาใบเหลืองใบแดง ก่อนประกาศรับรองผลวันที่ 9 พ.ค. ว่า กกต.ก็เร่งพิจารณาคำร้องคัดค้านอยู่ทุกวัน วันนี้ก็มีพิจารณา 20 สำนวน แต่ก็ยังไม่มีหลักฐานที่ทำให้เชื่อได้ว่าจะทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริต โดยการพิจารณาของกกต.จะเป็นไปตามลำดับที่มีการร้องเข้ามา แต่บางเรื่องก็มีความยากเนื่องจากต้องแสวงหาหลักฐานมาประกอบการพิจารณา ซึ่งก็จะพยายามทำให้ทันก่อนประกาศผลการเลือกตั้ง

    ขณะที่กรณีการหาผู้รับผิดชอบกับความล่าช้าในการส่งบัตรเลือกตั้งนิวซีแลนด์นั้น กกต.ได้วินิจฉัยเรื่องสถานะของบัตรไปแล้วว่าไม่สามารถนำมานับได้ ส่วนเรื่องที่บัตรเดินทางมาไม่ทันการนับคะแนน เป็นเรื่องของการบริหารและแผนจัดการเลือกตั้ง ซึ่งต้องดูว่าเพราะอะไร ทางกกต.ได้ให้ทางสำนักงานไปดำเนินการคิดว่าเร็วๆ นี้คงได้คำตอบว่าใครต้องเป็นผู้รับผิดชอบ
     

    ]]>
    https://thaipublica.org/2019/04/thailand-election-2562-70/feed/ 0
    บอร์ด PPP มีมติธุรกิจ “ดิวตี้ฟรี” ไม่เข้าข่าย พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ ชี้ไม่ใช่กิจการจำเป็นที่ขาดไม่ได้ – ด้าน “นิตินัย” เปิดรายชื่อผู้ซื้อซองประมูล 9 ราย https://thaipublica.org/2019/04/thailand-duty-free-market-25/ https://thaipublica.org/2019/04/thailand-duty-free-market-25/#respond Thu, 18 Apr 2019 14:33:55 +0000 https://thaipublica.org/?p=164778
    เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2562 พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (คณะกรรมการ PPP) ครั้งที่ 2/2562 ณ ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล

    เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2562 พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (คณะกรรมการ PPP) ครั้งที่ 2/2562 ณ ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังการประชุมนายประภาศ คงเอียด ผู้อำนวยการ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ในฐานะกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการ PPP เปิดเผยว่า วันนี้ที่ประชุมคณะกรรมการ PPP มีมติรับทราบการพิจารณาของคณะอนุกรรมการด้านกฎหมาย รวมทั้งมีมติเห็นชอบร่างประกาศคณะกรรมการ PPP เรื่อง กิจการเกี่ยวเนื่องที่จำเป็น เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการดำเนินกิจการเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานและบริการสาธารณะ ในกลุ่มของกิจการท่าอากาศยานและการขนส่งทางอากาศ ตามมาตรา 7 (3) แห่งพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 เพื่อเสนอให้คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบในวันอังคารที่ 23 เมษายน 2562

    สำหรับ “กิจการเกี่ยวเนื่องที่จำเป็น” ตามมาตรา 7 (3) ที่จะต้องปฎิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของ พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ ปี 2562 มีทั้งหมด 13 ประเภทกิจการ ประกอบด้วย กิจการท่าอากาศยานจำนวน 12 ประเภทกิจการ และกิจการขนส่งทางอากาศอีก 1 กิจการ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

      1. ครัวการบิน (catering services)

      2. คลังสินค้า

      3. ระบบให้บริการเชื้อเพลิงอากาศยานอุปกรณ์บริการภาคพื้นดิน และสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการซ่อมบำรุง

      4. อุปกรณ์บริการภาคพื้นและสิ่งอำนวยความสะดวก

      5. บริการขนส่งสัมภาระที่เกิดการตกค้างระหว่างเดินทาง

      6. การให้บริการด้านผู้โดยสาร (passenger handling services)

      7. การให้บริการรักษาความปลอดภัย

      8. การติดตั้งป้ายแบบอิเล็กทรอนิกส์แสดงข้อมูลแก่ผู้โดยสารและผู้มาใช้บริการท่าอากาศยาน

      9. การให้บริการล้างเครื่องบินด้วยระบบเคลื่อนที่

      10. การปรับปรุงความปลอดภัย หรือการรักษาความปลอดภัยของสนามบิน

      11. การก่อสร้างหรือการติดตั้งอุปกรณ์ เพื่อลดผลกระทบทางเสียงที่เกิดขึ้นจากการใช้สนามบิน

      12. การรักษาสิ่งแวดล้อมและมลพิษที่เกิดจากการใช้สนามบิน

      13. การบริการซ่อมบำรุงอากาศยาน

  • ทอท.เปิดคัดเลือกเอกชนรายเดียว ผูกขาดสัมปทานดิวตี้ฟรี-พื้นที่เชิงพาณิชย์ 10 ปี เปิดขายซอง 19 มี.ค.นี้
  • AOT ข้ามขั้นตอน! เปิดประมูลสัมปทานดิวตี้ฟรี 4 สนามบิน ก่อนคลังคลอด กม.ลูก – กำหนดกิจการที่เข้าข่ายปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ ใหม่
  • นายกฯ สั่ง “บอร์ด ทอท.” ทบทวนประมูลดิวตี้ฟรี – รายเดียว ผูกขาด 4 สนามบิน
  • “อาคม” สั่ง AOT ชะลอประมูลดิวตี้ฟรี 4 สนามบิน เคลียร์ปม พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ – ทบทวนรูปแบบสัมปทานรายเดียว
  • ทอท.เดินหน้าประมูลดิวตี้ฟรี-พื้นที่เชิงพาณิชย์ สนามบินสุวรรณภูมิ เลือกรายเดียว เปิดขายซอง 1-18 เม.ย.นี้
  • มติบอร์ด PPP นัดแรก ตั้งอัยการสูงสุด ประธานวินิจฉัย ประมูล “สัมปทานดิวตี้ฟรี” ต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ร่วมทุนหรือไม่?
  • “ประภาศ คงเอียด” แจงกรอบการวินิจฉัย “ดิวตี้ฟรี” เป็นกิจการเกี่ยวเนื่องที่จำเป็นตาม พ.ร.บ.ร่วมทุนใหม่หรือไม่?
  • หลังจากที่ประชุมคณะกรรมการ PPP ครั้งที่ 1/2562 เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2562 ได้มีมติแต่งตั้งคณะอนุกรรมการด้านกฎหมาย เพื่อพิจารณากลั่นกรองและเสนอความเห็นต่อร่างกฎหมายลำดับรอง รวมทั้งจัดทำร่างประกาศคณะกรรมการ PPP เรื่อง กิจการเกี่ยวเนื่องที่จำเป็นฯ ตามมาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ ปี 2562 ทางคณะอนุกรรมการด้านกฎหมายได้มีการประชุมกัน 2 ครั้ง คือ ครั้งที่ 1/2562 เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2562 และครั้งที่ 2/2562 เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2562 ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูล ได้แก่ กระทรวงคมนาคม, สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย, กรมศุลกากร, กรมท่าอากาศยาน, บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน), กองทัพเรือ, บริษัท การบินไทน จำกัด และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ

    โดยคณะอนุกรรมการด้านกฎหมาย ได้มีมติเห็นชอบให้จัดทำร่างประกาศคณะกรรมการ PPP เรื่อง กิจการเกี่ยวเนื่องที่จำเป็นฯ ตามมาตรา 7 (3) เนื่องจากมีความเร่งด่วน รวมทั้งกำหนดกรอบแนวทางในการพิจารณาประเภทกิจการใดที่ถือเป็น “กิจการเกี่ยวเนื่องที่จำเป็น” ตามมาตรา 7 วรรคที่ 2 ซึ่งมีหลักการพิจารณาดังนี้

      1. หากไม่มีกิจการเกี่ยวเนื่องที่จำเป็นนั้น จะไม่สามารถดำเนินกิจการตามมาตรา 7 วรรคที่ 1 ได้

      2. กรณีที่มีกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ หรือคำสั่ง กำหนดให้ต้องมี “กิจการเกี่ยวเนื่องที่จำเป็น” ไว้ในการดำเนินกิจการตามมาตรา 7 วรรคที่ 1

    ส่วนกิจการร้านค้าปลอดอากร (duty free) และกิจการร้านค้าบริการ (retails and services) ภายในท่าอากาศยานนั้น คณะอนุกรรมการด้านกฎหมายมีความเห็นว่า “เป็นกิจการเชิงพาณิชย์ แต่ไม่ใช่กิจการจำเป็นที่ขาดไม่ได้” ดังนั้น การประมูลสัมปทานดิวตี้ฟรีและสัมปทานพื้นที่เชิงพาณิชย์ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิจึงไม่ได้อยู่ภายใต้ พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ ปี 2562 เพราะไม่ใช่กิจการเกี่ยวเนื่องที่จำเป็นตามมาตรา 7 วรรคที่ 2

    นายนิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท.

    วันเดียวกันนั้น นายนิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท. ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก สรุปรายชื่อผู้ซื้อซองประมูล หลัง ทอท.ปิดขายซองเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2562 เวลา 16.00 น.

    โครงการให้สิทธิประกอบกิจการจำหน่ายสินค้าปลอดอากร ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มีผู้มาซื้อซองประมูลทั้งสิ้น 5 ราย ได้แก่

      1. บริษัท สรรพสินค้าเซ็นทรัล จำกัด

      2. บริษัท คิงพาวเวอร์ ดิวตี้ฟรี จำกัด

      3. บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน)

      4. บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)

      5. บริษัท โรงแรมรอยัลออคิด เชอร์ราตัล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)

    โครงการให้สิทธิประกอบกิจการบริหารจัดการกิจกรรมเชิงพาณิชย์ในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มีผู้มาซื้อซองประมูล 4 ราย ได้แก่

      1. บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด

      2. บริษัท คิง เพาเวอร์ สุวรรณภูมิ จำกัด

      3. บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน)

      4. บริษัท เดอะมอลล์กรุ๊ป จำกัด

    ทั้งนี้ผู้ที่จะยื่นซองจะต้องแจ้งรายชื่อ Joint Venture ที่จะร่วมประมูลกับ ทอท. ก่อนกำหนดยื่นซองประมูลในวันที่ 22 พฤษภาคม 2562 ไม่น้อยกว่า 7 วันทำการ โดย ทอท. ได้เชิญตัวแทนจากสำนักงานงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) และ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เข้าร่วมสังเกตการณ์ ทั้งในวันที่มีการชี้แจงคุณสมบัติและวันเปิดซอง เพื่อความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ตามหลักธรรมาภิบาลที่ ทอท. ดำเนินการมาโดยตลอด

    (หมายเหตุ: การสะกดเป็นไปตามโพสต์ต้นทาง)

    ]]>
    https://thaipublica.org/2019/04/thailand-duty-free-market-25/feed/ 0
    EIC วิเคราะห์ความท้าทายและโอกาสของผู้ประกอบการภายใต้มาตรการลดใช้พลาสติก https://thaipublica.org/2019/04/eic-plastic-waste/ https://thaipublica.org/2019/04/eic-plastic-waste/#respond Thu, 18 Apr 2019 10:02:16 +0000 https://thaipublica.org/?p=164747

    ประเทศไทยกำลังประสบปัญหาขยะพลาสติกที่มีปริมาณสูงขึ้นต่อเนื่องโดยไทยติดอันดับ 6 ของโลกในการทิ้งขยะพลาสติกลงสู่ทะเลมากที่สุด คิดเป็นปริมาณราว 1.3 ล้านตันต่อปี ปี 2018 ภาครัฐจึงได้ออกมาตรการลดและยกเลิกการใช้พลาสติกซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายเพื่อลดปริมาณขยะภายในประเทศ

    อีไอซี ธนาคารไทยพาณิชย์ มองว่า ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกไทย ควรรับมือด้วยการผลิตบรรจุภัณฑ์แบบใหม่ที่สามารถย่อยสลายได้ เช่น bioplastic ซึ่งเราได้เริ่มเห็นเทรนด์การเพิ่มสัดส่วนการผลิต bioplastic และลดสัดส่วนการผลิตพลาสติกที่ยากต่อการนำมารีไซเคิลของผู้เล่นในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ส่วนผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอื่น เช่น อุตสาหกรรมอาหาร อาจหาช่องทางในการผลิตผลิตภัณฑ์หรือภาชนะชนิดอื่นที่สามารถย่อยสลายได้ทดแทนพลาสติก เช่น หลอดดูดน้ำจากสาหร่ายทะเลหรือผลิตจากข้าว และช้อนกินได้จากแป้งสาลี

    ขยะพลาสติกถูกทิ้งลงสู่แหล่งน้ำทั่วโลกประมาณปีละ 8 ล้านตัน โดยไทยติดอันดับ 6 ของประเทศที่ทิ้งขยะพลาสติกลงสู่ทะเลมากที่สุดในโลก Ocean Conservancy ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรที่ศึกษาเรื่องการรักษาทรัพยากรทางทะเลคาดการณ์ว่า ขณะนี้ มีขยะพลาสติกไหลเวียนอยู่ในมหาสมุทร ทะเลและแหล่งน้ำทั่วโลกถึงกว่า 150 ล้านตัน สะสมต่อเนื่องจากปี 1950 ซึ่งปริมาณขยะดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอีกจากการจัดการขยะมูลฝอยที่ไม่ได้ประสิทธิภาพและอัตราการนำพลาสติกไปรีไซเคิลที่ต่ำโดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา เป็นผลให้ขยะพลาสติกจำนวนมากไหลลงแหล่งน้ำ ออกสู่ทะเลและมหาสมุทรในที่สุด

    สำหรับประเทศไทย กรมควบคุมมลพิษประมาณการว่า ขยะพลาสติกในไทยมีประมาณปีละมากกว่า 2 ล้านตัน คิดเป็น 12% ของปริมาณขยะมูลฝอยทั้งหมด ถึงแม้ว่าบางส่วนจะถูกกำจัดหรือนำกลับไปใช้ประโยชน์ แต่ก็มีอีกราว 1 ล้านตันที่ถูกทิ้งลงสู่ทะเล ทั้งนี้ จากการศึกษาของมหาวิทยาลัยจอร์เจียในปี 2015 พบว่าประเทศไทยจัดเป็นอันดับ 6 ที่ทิ้งขยะพลาสติกลงสู่ทะเลมากที่สุดรองจาก จีน อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และศรีลังกา ซึ่งขยะพลาสติกของไทยที่พบได้มากที่สุดในทะเล ได้แก่ ถุง (13%) หลอด (10%) ฝาพลาสติก (8%) และภาชนะบรระจุอาหาร (8%)

    เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว รัฐบาลไทยจึงกำหนดเป้าหมายยกเลิกการใช้พลาสติกแบบใช้แล้วทิ้งจำนวน 7 ชนิดภายในปี 2025 ซึ่งภาคเอกชนไทยได้เริ่มยกเลิกการใช้พลาสติกไปแล้วเช่นกัน เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2018 คณะอนุกรรมการบริหารจัดการขยะพลาสติกได้พิจารณาแผนปฏิบัติการลดและเลิกการใช้ผลิตภัณฑ์พลาสติกประเภทใช้ครั้งเดียวทิ้ง (single-use plastic) จำนวน 7 ชนิด โดยวางเป้าหมายเป็นช่วงเวลา ระหว่างปี 2019-2025 ดังนี้

    ยกเลิกปี 2019 ประกอบด้วย 1) cap seal ฝาน้ำดื่ม โดยปกติจะผลิตจากพลาสติก PVC ฟิล์ม 2) ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารประเภท OXO ส่วนใหญ่มักจะผสมในพลาสติกประเภท HDPE และ LDPE 3) microbead จากพลาสติก ส่วนผลิตภัณฑ์ที่จะยกเลิกปี 2022 ประกอบด้วย 4) ถุงพลาสติกหูหิ้ว ขนาดความหนาน้อยกว่า 36 ไมครอน ซึ่งส่วนใหญ่ผลิตจากพลาสติก LLDPE 5) กล่องโฟมบรรจุอาหาร ในส่วนของพลาสติกที่จะยกเลิกในปี 2025 ได้แก่ 6) แก้วพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง และ 7) หลอดพลาสติก ซึ่งทั้งกล่องโฟม แก้ว และหลอดพลาสติกบางส่วน ส่วนใหญ่จะผลิตจากพลาสติกประเภท polystyrene

    ในขณะที่ภาคเอกชนไทยบางส่วนได้เริ่มยกเลิกการใช้พลาสติกแล้ว ตัวอย่างเช่น เครือ Anantara ที่เริ่มยกเลิกการใช้หลอดพลาสติกตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2018 เป็นต้นไป ตามนโยบายลดขยะพลาสติกของโรงแรม นอกจากนี้ ร้านกาแฟ Starbucks ที่มีสาขาทั่วโลก ได้ประกาศเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2018 ที่จะเลิกใช้หลอดพลาสติกของทุกร้านภายในปี 2020

    จากการกำหนดเป้าหมายยกเลิกการใช้พลาสติกทั้ง 7 ชนิด พลาสติก LLDPE จะได้รับผลกระทบมากที่สุด เนื่องจากถูกนำไปผลิตเป็นถุงพลาสติก และฟิล์มสำหรับบรรจุภัณฑ์กว่า 55% ของการนำ LLDPE ไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์พลาสติกทั้งหมด

    พลาสติกที่นำไปใช้ผลิตเป็นบรรจุภัณฑ์ ผลกระทบจากนโยบายของไทย และข้อจำกัดในการ recycle
    ที่มา: การวิเคราะห์โดย EIC จากข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษและ PTTGC

    นอกจากนี้ LLDPE ยังเก็บเข้าสู่ระบบจัดการขยะยาก เพราะ LLDPE เป็นพลาสติกประเภทฟิล์มที่มีความอ่อนตัว เป็นอุปสรรคต่อการกำจัดเนื่องจากพลาสติกอ่อนนี้ติดอยู่ในล้อและเกียร์ ซึ่งสามารถทำลายเครื่องจักรสำหรับคัดแยกขวดกระป๋องและกระดาษในโรงงานแยกขยะ อีกทั้งยังยากต่อการนำกลับมาผลิตใหม่ เนื่องจากการนำไปใช้ครั้งแรกจะมีการพิมพ์ข้อมูลผลิตภัณฑ์และโลโก้บนบรรจุภัณฑ์ ซึ่งจากนโยบายลดและยกเลิกการใช้พลาสติกของไทย รวมถึงของต่างประเทศ เช่น สหภาพยุโรป จีน และออสเตรเลีย คาดว่าจะส่งผลให้ความต้องการใช้พลาสติก LLDPE มีแนวโน้มขยายตัวช้าลงจากที่เคยเติบโตราว 5% ต่อปี ระหว่างปี 2010-2017 เหลือเพียง 1% ต่อปี

    ความต้องการ LLDPE ของโลกที่มีแนวโน้มชะลอตัวลงเมื่อเทรนด์การใช้พลาสติกเปลี่ยนไป
    ที่มา: การวิเคราะห์โดย EIC จากข้อมูลของ Wood Mackenzie และ ICIS

    ส่วนต้นทุนของผู้ประกอบการในธุรกิจขึ้นรูปผลิตภัณฑ์พลาสติกและบรรจุภัณฑ์พลาสติกมีแนวโน้มสูงขึ้น เนื่องจากต้องหาวัตถุดิบชนิดใหม่มาใช้ทดแทนพลาสติกของเดิมที่ถูกยกเลิกไป โดยจำเป็นต้องใช้งานได้เทียบเคียงวัสดุเดิมและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ซึ่งอาจทำให้มีต้นทุนสูงขึ้น ตัวอย่างเช่น ต้นทุนการผลิตหลอดพลาสติกที่สามารถย่อยสลายได้เองจะสูงกว่าต้นทุนหลอดพลาสติกแบบดั้งเดิมอยู่ราว 1 เท่า นอกจากต้นทุนวัตถุดิบแล้ว ผู้ผลิตอาจต้องลงทุนในด้าน R&D เพื่อพัฒนาวัสดุที่เหมาะกับการใช้งานของผลิตภัณฑ์หรือบรรจุภัณฑ์ที่ต้องการจะผลิตเอง อีกทั้งอาจต้องลงทุนในด้านการสื่อสารทางการตลาดเพื่อประชาสัมพันธ์ถึงคุณสมบัติโดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์อีกด้วย

    อย่างไรก็ตาม การห้ามใช้ single-use plastic สามารถสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการที่สามารถรีไซเคิลพลาสติกประเภท PET เพราะเป็นพลาสติกประเภทนำมาผลิตใหม่ได้ (re-material) เช่น พลาสติกประเภท PET ที่นำไปผลิตขวดน้ำดื่มพลาสติก สามารถนำไปผ่านกระบวนการ depolymerization เพื่อให้แตกตัวเป็นโครงสร้างพื้นฐานหรือ monomer ซึ่งสามารถนำมาผลิตเป็น polymer เพื่อสร้างเป็นพลาสติกใหม่ได้ หรือที่เรียกกระบวนการนี้ว่า repolymerization โดยกระบวนการดังกล่าวจะทำให้ขวดน้ำพลาสติกถูกนำมาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ได้อีกเป็น 100 ครั้ง การเก็บพลาสติกชนิดดังกล่าวกลับเข้าสู่กระบวนการผลิตใหม่ หรือการนำมาใช้ซ้ำ จึงสร้างโอกาสให้ทั้งผู้ผลิตพลาสติก PET รวมถึงธุรกิจรีไซเคิลพลาสติก PET ดังจะเห็นได้จากบริษัท Loop Industry, Inc. ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐฯ ที่มีความชำนาญด้านการรีไซเคิลพลาสติก PET โดยมีนวัตกรรมของตัวเองในการผลิตพลาสติกโพลีเอสเตอร์เรซินที่มีความบริสุทธิ์สูงพอที่จะนำไปใช้ทำบรรจุภัณฑ์สำหรับอาหาร ทั้งนี้ บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส ผู้ผลิตพลาสติกรายใหญ่ของโลก ได้ร่วมหุ้นกับบริษัทดังกล่าวผ่านบริษัทย่อยของตนในสหรัฐฯ เพื่อตั้งบริษัท Indorama Loop Technologies, LLC โดยคาดว่าจะนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาผลิตบรรจุภัณฑ์ให้แบรนด์สินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ของโลกได้ราวไตรมาสแรกของปี 2020

    อีไอซีมองว่า ผู้ประกอบการควรรับมือกับการเปลี่ยนแปลงนี้ ด้วยการผลิตพลาสติกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น bioplastic และเจาะตลาดบรรจุภัณฑ์ที่ใช้วัสดุอื่นทดแทนพลาสติก ปัจจุบันมีพลาสติกเพียงประเภทเดียวที่สามารถนำกลับมา re-material ใหม่ได้ คือ PET ส่วนพลาสติกประเภทอื่นยังไม่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ดีเท่า PET ทำให้ผู้ผลิตปิโตรเคมีย่อมได้รับผลกระทบจากเทรนด์และมาตรการยกเลิกการใช้พลาสติก ซึ่งนับเป็นความท้าทายที่จะต้องหาวัตถุดิบเพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว เช่น bioplastic ที่ทำมาจากอ้อยและมันสำปะหลัง นอกจากนี้ ผู้ประกอบการขึ้นรูปพลาสติกเพื่อผลิตบรรจุภัณฑ์ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับต้นทุนที่อาจเพิ่มสูงขึ้น 1 เท่าเป็นอย่างน้อยจากการเปลี่ยนไปผลิตบรรจุภัณฑ์แบบใหม่ที่ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ ต้นทุนที่สูงขึ้นอาจส่งผ่านไปยังผู้ซื้อได้บ้าง เช่น ผู้ซื้อในกลุ่มร้านอาหารที่ใช้หลอด กล่องใส่อาหารพลาสติก หรือร้านค้าปลีกที่ใช้ถุงพลาสติก ซึ่งจะต้องรับมือกับราคาของบรรจุภัณฑ์จากวัสดุใหม่ที่สูงขึ้นเช่นกัน อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวจะเป็นโอกาสให้ผู้ผลิตแบบ non-plastic เช่น กระดาษ ข้าว สามารถหาช่องทางในการเจาะเข้าสู่ตลาดบรรจุภัณฑ์อาหารได้ เช่น ถุงกระดาษใส่น้ำตาล หรือหลอดที่ทำจากข้าวหรือกระดาษ

    รายงานโดย ณัฐนันท์ อภินันท์วัฒนกูล นักวิเคราะห์

    ]]>
    https://thaipublica.org/2019/04/eic-plastic-waste/feed/ 0