ThaiPublica https://thaipublica.org กล้าพูดความจริง Thu, 15 Nov 2018 14:22:17 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=4.9.8 กล้าพูดความจริง ThaiPublica กล้าพูดความจริง ThaiPublica https://thaipublica.org/wp-content/plugins/powerpress/rss_default.jpg https://thaipublica.org กระทรวงอุตฯ ชูศูนย์วิจัย “กพร.” รีไซเคิลขยะ ดึงเครือข่ายผู้ประกอบการ ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ Circular Economy https://thaipublica.org/2018/11/circular-economy-moi-15-11-2561/ https://thaipublica.org/2018/11/circular-economy-moi-15-11-2561/#respond Thu, 15 Nov 2018 14:22:17 +0000 https://thaipublica.org/?p=153792
เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2561 นายสมชาย หาญหิรัญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานการประชุมร่วมเครือข่ายผู้ประกอบการ 80 ราย เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน Circular Economy ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนเทคโนโลยีรีไซเคิล กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ

เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2561 นายสมชาย หาญหิรัญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานที่ประชุมร่วมระหว่างกระทรวงอุตสาหกรรมกับเครือข่ายผู้ประกอบการ 80 ราย เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน Circular Economy ด้วย Innovation และ New Business Model ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนเทคโนโลยีรีไซเคิล กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ

นายสมชาย กล่าวว่า เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ถือเป็นกลไกสำคัญในการบริหารจัดการทรัพยากรของประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยการเปลี่ยนขยะหรือของเสียที่ถูกมองว่าเป็นปัญหา ให้สามารถกลับมาใช้ประโยชน์เป็นวัตถุดิบทดแทน เพื่อลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติใหม่ หรือ “Waste to Resource” ตามแนวคิด Circular Economy ซึ่งในปัจจุบันกระทรวงอุตสาหกรรมได้มีการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีรีไซเคิลที่เป็นเทคโนโลยีต้นแบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และได้รับการพิสูจน์ความเป็นไปได้ทางเทคโนโลยีแล้ว รวม 49 ชนิด ทั้งนี้ กพร. ได้ตั้งเป้าหมายในการพัฒนาเทคโนโลยีรีไซเคิลขยะหรือของเสียไม่น้อยกว่า 8 ชนิดต่อปี เพื่อแก้ปัญหาขยะของประเทศ โดยกระทรวงอุตสาหกรรมคาดว่าในปีนี้จะสามารถนำโลหะมีค่าจากขยะหรือของเสียกลับมาใช้ใหม่ คิดเป็นมูลค่า 260 ล้านบาท ส่วนในปีหน้าคาดว่าจะเพิ่มเป็น 300 ล้านบาท

นายสมชายกล่าวต่อว่า ศูนย์วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีรีไซเคิล กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ถือเป็นส่วนหนึ่งของศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรมสู่อนาคต (Industry Transformation Center: ITC) ด้านเทคโนโลยีรีไซเคิล และนวัตกรรมวัตถุดิบของกระทรวงอุตสาหกรรม นอกจากนี้ ในส่วนของภาคเอกชน ยังมีนวัตกรรมและเทคโนโลยีรีไซเคิลขยะหรือของเสียอีกหลายชนิด ซึ่งหากกระทรวงอุตสาหกรรมและเครือข่ายผู้ประกอบการบูรณาการการดำเนินงานร่วมกัน และปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎระเบียบที่เป็นปัญหาและอุปสรรคจะสามารถสร้างผู้ประกอบการใหม่ (startup) และยกระดับผู้ประกอบการ (level-up) เดิม เพื่อขยายผลไปสู่เชิงพาณิชย์ได้ในวงกว้าง ร่วมกันเปลี่ยนขยะ หรือของเสียเป็นแหล่งทรัพยากรทดแทน ลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติใหม่ อีกทั้งยังช่วยลดการเกิดขยะ ปัญหามลพิษต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไปสู่ Circular Economy ได้อย่างเป็นรูปธรรม

นายวิษณุ ทับเที่ยง
อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.)

ด้านนายวิษณุ ทับเที่ยง อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ กล่าวว่า การประชุมหารือในวันนี้ ได้รับความร่วมมืออย่างดีจากเครือข่ายผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ผู้ประกอบการรวบรวมคัดแยกของเสีย ผู้ประกอบการรีไซเคิล ผู้ประกอบการกำจัดบำบัดของเสีย ไปจนถึงผู้ประกอบการที่มีศักยภาพในการนำของเสียไปใช้ประโยชน์ การหารือในวันนี้ สามารถระดมความเห็นแนวทางการผลักดันสู่ Circular Economy ด้วย Innovation และ News Business Model ได้หลายแนวทาง ซึ่งจะก่อให้เกิดรูปแบบการดำเนินธุรกิจใหม่ๆ (startup) และการยกระดับผู้ประกอบการ (level-up) เช่น การให้บริการ waste pre-treatment ที่แหล่งกำเนิดของเสีย เพื่อให้ง่ายต่อกระบวนการรีไซเคิลในขั้นตอนต่อไป การให้บริการเช่า เช่น สารเคมีแทนการขายขาด โดยบริษัทผู้ผลิตและจำหน่าย เป็นผู้รับสารเคมีที่เหลือใช้ และภาชนะที่บรรจุไปรียูสหรือรีไซเคิล หรือจัดการตามหลักวิชาการต่อไป หรือการให้บริการเช่าเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ใช้ในกระบวนการผลิตหรือรีไซเคิล ซึ่งเป็นการใช้ทรัพยากรร่วมกัน การออกแบบหรือปรับปรุงกระบวนการผลิต รวมถึงกระบวนการบำบัดของเสีย เพื่อเอื้อต่อการนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ทั้งหมด หรือเกือบทั้งหมด การนำของเสียที่มีศักยภาพสูงในการรีไซเคิล เช่น โลหะมีค่า ที่อยู่ในหลุมฝังกลบที่มีอยู่เดิมกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ เป็นต้น

“ขณะนี้มีผู้ประกอบการ 3 รายให้ความสนใจเทคโนโลยีรีไซเคิล กากตะกอนอะลูมิเนียม เพื่อนำกลับมาหลอมเป็นอะลูมิเนียมใหม่อีกครั้ง สำหรับผู้ประกอบการรายอื่นๆ ที่สนใจเทคโนโลยีรีไซเคิลขยะหรือของเสีย สามารถมาติดต่อขอคำปรึกษาได้ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีรีไซเคิลของ กพร. อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ หรือโทรศัพท์ 0 2202 3897 ขณะนี้พร้อมให้บริการแก่ภาคอุตสาหกรรมแล้ว คิดค่าบริการไม่แพง” นายวิษณุกล่าวทิ้งท้าย

ตรวจเยี่ยมศูนย์วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีรีไซเคิล กพร.
]]>
https://thaipublica.org/2018/11/circular-economy-moi-15-11-2561/feed/ 0
กลุ่ม ปตท. ร่วมกับกลุ่มฯ โรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม ส.อ.ท. คาดการณ์ราคาน้ำมันปี’ 62 https://thaipublica.org/2018/11/prism-expert-pr-15-11-2561/ https://thaipublica.org/2018/11/prism-expert-pr-15-11-2561/#respond Thu, 15 Nov 2018 10:39:17 +0000 https://thaipublica.org/?p=153777

ข่าวประชาสัมพันธ์

ทีมนักวิเคราะห์สถานการณ์น้ำมันของกลุ่ม ปตท. (PRISM Expert) ร่วมกับ กลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย คาดการณ์ราคาน้ำมันดิบดูไบปี 2562 อยู่ที่ 70-80 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล โดยมีปัจจัยที่ต้องจับตามอง คือ สงครามการค้า ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจโลก นโยบายการผลิตน้ำมันของกลุ่มโอเปก นโยบายพลังงานสีเขียว และการเติบโตของนวัตกรรมและเทคโนโลยี

นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เป็นประธานเปิดงานสัมมนา 2018 The Annual Petroleum Outlook Forum ภายใต้หัวข้อ “Future Energy Moving Together ก้าวไปกับอนาคตพลังงาน” ซึ่ง ทีมนักวิเคราะห์สถานการณ์น้ำมันของกลุ่ม ปตท. หรือ PRISM Expert ร่วมกับ กลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จัดขึ้น เพื่อนำเสนอทิศทางและแนวโน้มราคาน้ำมันในตลาดโลก รวมถึงความท้าทายที่ต้องเผชิญ เพื่อเตรียมพร้อมอนาคตด้านพลังงาน รวมถึงการอภิปรายแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์โดยผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ทั้งต่อภาครัฐ ภาคเอกชน นักการเงินการธนาคาร สถาบันการศึกษา สื่อมวลชน และบุคคลทั่วไป

“การวิเคราะห์สถานการณ์พลังงานที่น่าสนใจจากทีม PRISM Expert ของ กลุ่ม ปตท. และการได้ร่วมรับฟังความคิดเห็นกับผู้ทรงคุณวุฒิในช่วงการเสวนาฯ จะทำให้เรารู้และทันต่อการเปลี่ยนแปลงของอนาคตพลังงานไทย สามารถเตรียมพร้อมวางแผนการดำเนินธุรกิจให้มีประสิทธิภาพ สิ่งสำคัญคือ หากเราร่วมกันเผยแพร่ข้อมูลพลังงานให้สังคมมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง สร้างความเข้มแข็งในสังคมไทยด้วยความรู้จริง จะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อทุกภาคส่วนทั้งในวันนี้และอนาคต นับเป็นหนึ่งในรูปแบบของการสานพลังระหว่างคน องค์กร ภายในและภายนอก เพื่อร่วมกันสร้างการเติบโตของสังคมและเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน (Sustainable Growth for All) ตามนโยบายของ กลุ่ม ปตท.”

นายอธิคม เติบศิริ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม เปิดเผยทิศทางและแนวโน้มราคาน้ำมันในตลาดโลกปี 2562 ว่า “ปัจจุบันเศรษฐกิจโลกเติบโตอยู่ที่ร้อยละ 3.7 ส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันดิบขยายตัวเพิ่มขึ้นราว 1.1-1.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน อย่างไรก็ตาม สงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับประเทศคู่ค้าทั่วโลกอาจส่งผลกดดันการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกและความต้องการใช้น้ำมัน ขณะที่อุปทานน้ำมันดิบในตลาดโลกมีแนวโน้มตึงตัวจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศผู้ผลิต ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ทีม PRISM Expert คาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบดูไบปี 2562 จะอยู่ในช่วง 70-80 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยระยะยาวที่อาจส่งผลกระทบต่อสถานการณ์น้ำมันที่ต้องติดตาม เช่น นโยบายพลังงานสีเขียว และเทคโนโลยีดิจิทัลที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมพลังงานตลอดห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งอาจส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค ทำให้ความต้องการใช้พลังงานเปลี่ยนรูปแบบไป”

การจัดงาน The Annual Petroleum Outlook Forum ได้จัดต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2555 โดยมีบริษัทในกลุ่ม ปตท. เข้าร่วมเป็นทีมวิเคราะห์สถานการณ์น้ำมัน (PRISM Expert) รวมถึงยังได้นำเสนอข้อมูลการวิเคราะห์สถานการณ์พลังงานเป็นประจำผ่านช่องทาง https://prism.pttgrp.com/

]]>
https://thaipublica.org/2018/11/prism-expert-pr-15-11-2561/feed/ 0
“เซ็นทรัล” เปิดตัวศูนย์การค้า “ GO! ” ณ เมืองหมีถ่อ ประเทศเวียดนาม เจาะตลาดลุ่มแม่น้ำโขง https://thaipublica.org/2018/11/central-group-15-11-2561/ https://thaipublica.org/2018/11/central-group-15-11-2561/#respond Thu, 15 Nov 2018 09:46:51 +0000 https://thaipublica.org/?p=153760

ข่าวประชาสัมพันธ์

นายฟิลิปเป้ โบรเอียนิโจ
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มเซ็นทรัล เวียดนาม

วันที่ 15 พฤศจิกายน 2561 กลุ่มเซ็นทรัล เวียดนาม เปิดตัวศูนย์การค้าแห่งใหม่ “โก!” (GO!) ณ เมืองหมีถ่อ (My Tho) , จังหวัดเตี่ยนซาง (Tian Giang)เป็นศูนย์การค้าเชิงพาณิชย์ที่ใหญ่ที่สุดในบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้าโขง ยกระดับเมืองหมีถ่อให้เป็นเมืองที่ห้ามพลาด (First Tier) ในจังหวัดเตี่ยนซาง โดยการลงทุนของกลุ่มเซ็นทรัล เวียดนาม จะช่วยเพิ่มเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเพิ่มขึ้น สร้างอาชีพและสร้างรายได้ให้แก่คนในพื้นที่กว่า 1,000 คน ทำให้เกิดการพัฒนาศักยภาพแรงงานและยกระดับคุณภาพการค้าและการให้บริการ มาตรฐานความเป็นอยู่ของคนในเตี่ยนซางและจังหวัดโดยรอบ

นายฟิลิปเป้ โบรเอียนิโจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มเซ็นทรัล เวียดนาม กล่าวว่า “เมือง หมีถ่อ ในจังหวัดเตี่ยนซาง เหมาะเป็นทำเลที่ตั้งศูนย์การค้า GO! (โก!) แห่งแรก เนื่องจากเป็นจังหวัดที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างเหมาะสมและมีเสถียรภาพ ไลฟ์สไตล์ของคนในพื้นที่ตรงกับกลุ่มเป้าหมายตั้งต้น และด้วยวิสัยทัศน์ “นำความเจริญรุ่งเรืองมาสู่เวียดนามและพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวเวียดนาม” GO! (โก!) จึงมุ่งสร้างประสบการณ์การใช้ชีวิตสุดพิเศษแก่ลูกค้า โดยพัฒนาให้เป็นศูนย์การค้าแบบครบวงจร จัดแบ่งโซนร้านค้าและการให้บริการอย่างชัดเจน เพื่อบรรลุเป้าหมาย All-in-one destination สำหรับลูกค้า ครอบคลุมทั้งร้านอาหาร สินค้าอุปโภคและบริโภค การบริการ ความบันเทิง ซุปเปอร์มาร์เก็ต แฟชั่น และสนามเด็กเล่น ซึ่งหลังจากเปิดช่วงทดลอง 2 สัปดาห์ (28 ต.ค. – 13 พ.ย.) มีลูกค้าหลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย โดยบริเวณฟู้ดคอร์ท (FOOD COURT) มีผู้เข้ามาใช้บริการมากที่สุด ถือเป็นจุดบ่งชี้ว่า GO! (โก!) ได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากลูกค้าชาวเวียดนาม”

เล วัน เฮือง ผู้ว่าราชการจังหวัด เตี่ยนซาง เสริมว่า “การเข้ามาลงทุนของกลุ่มเซ็นทรัล เวียดนาม ทำให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะด้านการค้าและการให้บริการ มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบมากขึ้น ผลักดันให้เกิดการพัฒนาการค้าเชิงพาณิชย์ การบริการ และการท่องเที่ยว สร้างเสถียรภาพทางสังคมและเศรษฐกิจและส่งเสริมให้หมีถ่อกลายเป็นเมืองต้นแบบของจังหวัดเตี่ยนซาง”

ทั้งนี้คาดการณ์ว่า GO! ศูนย์กลางการให้บริการแบบครบวงจร “Eat-Shop-Play” (กิน-ช้อป-เที่ยว) จะสามารถดึงดูดให้คนเข้ามาท่องเที่ยวใน “บริเวณลุ่มแม่น้ำโขง” มากขึ้น โดยจะมีลูกค้าเข้ามาใช้บริการภายในศูนย์การค้าไม่ต่ำกว่า 200,000 คนต่อเดือน โก! (GO!) มุ่งมั่นที่จะก้าวไปสู่จุดหมายที่มั่นคงในด้านช้อปปิ้งและไลฟ์สไตล์ เป็นศูนย์การค้าเชิงพาณิชย์ที่ใหญ่ที่สุดในบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง พร้อมให้บริการอย่างครบวงจร “Eat-Shop-Play” เป็นที่แรกในประเทศ ตอบโจทย์ครบทุกความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริง

ศูนย์การค้า “ GO! ” ณ เมืองหมีถ่อ ประเทศเวียดนาม

เจาะตลาดลุ่มแม่น้ำโขง

จังหวัดเตี่ยนซาง เป็นศูนย์กลางการศึกษา การท่องเที่ยวและการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมของและเป็นจุดยุทธศาสตร์สู่ประตูการค้าในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ห่างจากโฮจิมินห์ประมาณ 70 กิโลเมตร ในปี 2561 มีประชากรทั้งสิ้น 1.7 ล้านคน ความหนาแน่นประชากรเฉลี่ย 703 คนต่อ ตร.กม. ถือเป็นจังหวัดหนึ่งที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดในลุ่มแม่น้ำโขง ภูมิอากาศในเตี่ยนซาง แบ่งออกเป็นฤดูฝน (พ.ค. – พ.ย.) และฤดูแล้ง (ธ.ค. – เม.ย.) มีอุณหภูมิเฉลี่ย 27 องศาเซลเซียส สามารถเดินทางท่องเที่ยวได้ทั้งปี

ด้านการท่องเที่ยว เตี่ยนซางมีพื้นที่ทางธรรมชาติกว่า 2,510 ตร.กม. จึงมีความหลากหลายทางชีวภาพเป็นอย่างมาก ทั้งพื้นที่ชายฝั่งทะเล คลอง ภูเขา โดยแต่ละพื้นที่อุดมไปด้วยพืชพรรณและสัตว์นานาชนิด รัฐบาลเล็งเห็นความสำคัญในส่วนนี้จึงมีนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์และเชิงอนุรักษ์ นอกจากนี้เตี่ยนซางยังขึ้นชื่อเรื่อง ผลไม้ ใครที่ได้ไปเยี่ยมชมต้องไม่พลาดที่จะลิ้มลอง มะม่วงฮว่าหลัก, สตาร์แอปเปิ้ล โล่ เรน-เวิ๋นห์ คิม, สับปะรดทันฟุค, อะเซโรลาเชอร์รีโก่กง

ด้านการคมขนส่ง เวียดนามมีระบบขนส่งที่ปลอดภัยและสะดวกสะบาย นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางจากโฮจิมินห์สู่เตี่ยนซางโดยรถโดยสารประจำทาง ผ่านทางทางพิเศษจุงเลือง, ทางหลวงเอเชียหมายเลข 1, ทางหลวงหมายเลข 50, ทางหลวงหมายเลข 30 ทางน้ำ มีเรือสปีดโบ๊ทรับส่งผู้โดยสารจากโฮจิมินห์ถึงเมืองหมีถ่อและเมืองกานทอทุกวัน นอกจากนี้ยังมีเรือทัวร์คอยให้บริการนักท่องเที่ยวที่ต้องการเยี่ยมชมเมืองหมีถ่อโดยเฉพาะ

อนึ่งกลุ่มศูนย์การค้า “ GO! ” ณ เมืองหมีถ่อ ประเทศเวียดนาม (Central Group Vietnam) เป็นกลุ่มธุรกิจหนึ่งในเครือของกลุ่มเซ็นทรัล ก่อตั้งธุรกิจในเวียดนามเมื่อกรกฎาคม 2011 ธุรกิจของกลุ่มเซ็นทรัลในเวียดนามประกอบไปด้วย สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องกีฬา สินค้าแฟชั่น ศูนย์การค้า โรงแรม อีคอมเมิร์ซ และซุปเปอร์มาร์เก็ต ปัจจุบันมีพนักงานมากถึง 17,000 คน และให้บริการลูกค้าถึงวันละ 175,000 ราย

ศูนย์การค้า โก! หมีถ่อ (GO! My Tho)

ศูนย์การค้า โก! หมีถ่อ (GO! My Tho)มีทั้งหมด 3 ชั้น สามารถจอดรถจักรยานยนต์ได้ 1,500 คัน และรถยนต์อีก 150 คัน โดยไม่เสียค่าบริการ มีพื้นที่โดยรวมกว่า 18,742 ตร.ม. ภายในโดดเด่นด้วยดีไซน์ทันสมัยและเรียบหรู ติดตั้งกระจกรอบทิศที่สามารถนำแสงธรรมชาติเข้ามาใช้ภายในอาคาร เพดานสูงถูกแต่งแต้มด้วยลวดลายรูปทรงเรือ สื่อถึงการเดินทางในลุ่มแม่น้ำโขงได้เป็นอย่างดี บรรยากาศภายในจะช่วยให้ลูกค้ารู้สึกผ่อนคลายและเป็นอิสระ เหมาะสำหรับครอบครัวที่ต้องการเข้ามาใช้เวลาพักผ่อนหย่อนใจร่วมกัน โดยแต่ละชั้นประกอบด้วย

  • ชั้น 1 แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ และเครื่องประดับ ได้แก่ Parity, Belluni, John Henry, Nike, Puma, Lamer, Anata Fashion, Sabina, Miley, Baby Kids, Elle, K&K, Hanh Fashion, Vitimex, The Face Shop, PNJ, Casio, Diamond World, Hong Phuc Jewelry, Minh Kim, Amprin, Rabity, Zanna, T – Shirt Duy Bao, Dep Accessories, Ha Eva, Euro Viet Perfumery, City Color, Charme, Titan, DK watch, Yves Rocher, ABS, Khanh Trung Shoes, House of Luggage Samsonite, Kore รวมถึง ร้านอาหารและเครื่องดื่ม รวบรวมร้านอาหารชื่อดังหลากหลายจากทั่วทุกมุมโลก ได้แก่ King BBQ, Hot Pot Story, The Pizza Company, Dairy Queen, Rainbow yoghurt ice-cream, Highland Coffee, Lotteria, Jolibee, Bobabop milk tea, Tealive milk tea, Shinny bar fruit juices, Paparoti
  • ชั้น 2 ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ทุกเพศทุกวัย “Eat-Shop-Play” บนพื้นที่กว่า 4,000 ตร.ม. โดยแบ่งพื้นที่แต่ละโซนอย่างชัดเจน ประกอบด้วย โซนฟู้ด ซิตี้ FOOD CITY – ฟู้ดคอร์ทอาหารนานาชาติ, โซนเด็ก Kubo kids playground, โซน GO! Delicious ร้านอาหารเวียดนามพร้อมทาน, โซน GO! Bakery รวบรวมขนมปังและเบอเกอรี่หลากหลาย , ร้านของใช้ในครัวเรือน LOOKKool (ลุคคลู), ร้านของตกแต่งบ้าน HomeMart (โฮมมาร์ท), ร้านค้าอิเล็กทรอนิกส์และอีคอมเมิร์ซ NguyenKim (เหงียนคิม), โซนของสด (Fresh Zone) , โซนสินค้าอุปโภค-บริโภค
  • ชั้น 3 เกมส์และความบันเทิง โรงภาพยนตร์ CGV, ร้านหนังสือ Fahasa, Tiniworld kids playground, GAME KIM PHAT, Zuzazoo
  • ]]>
    https://thaipublica.org/2018/11/central-group-15-11-2561/feed/ 0
    Thailand’s Simple & Smart Licence #1 – “วิษณุ เครืองาม” เล็งขอมติ ครม. สั่งส่วนราชการทบทวนกฎหมาย-ระเบียบการอนุญาต ให้เสร็จใน 1 ปี https://thaipublica.org/2018/11/thailand-law-reform-simple-smart-licence-01/ https://thaipublica.org/2018/11/thailand-law-reform-simple-smart-licence-01/#respond Thu, 15 Nov 2018 08:07:55 +0000 https://thaipublica.org/?p=153669
    ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี

    เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2561 สำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายได้จัดงานเปิดตัว โครงการทบทวนการอนุญาต Thailand’s Simple & Smart Licence โดยมี ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานและกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ทำไมประเทศไทยต้องทบทวนการอนุญาต”

    โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการปฏิรูปกฎหมายในระยะเร่งด่วน เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงตามนโยบาย THAILAND 4.0 ของรัฐบาล โดยการพิจารณาปรับปรุงหรือยกเลิกกฎหมาย หรือกฎ ข้อบังคับ ที่หมดความจำเป็นหรือไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ หรือเป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีพ หรือการประกอบอาชีพ เพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่ประชาชน ตลอดจนพิจารณาปรับปรุงกฎหมาย หรือกฎ ข้อบังคับ ที่มีผลใช้บังคับอยู่ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและแผนการปฏิรูปประเทศ

    กลไกขับเคลื่อนโครงการ คือ “คณะอนุกรรมการพิจารณาปรับปรุงหรือยกเลิกกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบอาชีพและการดำเนินธุรกิจของประชาชน” โดยมี ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานอนุกรรมการพิจารณาปรับปรุงหรือยกเลิกกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบอาชีพและการดำเนินธุรกิจของประชาชน ภายใต้กำกับของคณะกรรมการดำเนินการปฏิรูปกฎหมายโดยมี ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกรรมการฯ ซึ่งจะพิจารณาให้ความเห็นชอบการทบทวนกฎหมายและเสนอต่อ ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป

    ตามกฎหมายเดิมต้องขออนุญาต 9 ขั้นตอน

    ดร.วิษณุกล่าวว่า การที่ต้องเปิดตัวโครงการ เพราะยังไม่ถึงเวลาที่จะปฏิบัติจริงแต่เป็นการสร้างความรับรู้ความเข้าใจให้เกิดขึ้น เพราะว่าเรื่องอย่างนี้จะให้สบความสำเร็จได้ต้องอาศัยยิ่งกว่าประชารัฐอีก ทั้งภาคประชาชนและภาครัฐต้องร่วมมือกัน เนื่องจากเกี่ยวข้องกับทุกกระทรวง ทบวง กรม เพราะอำนาจในการอนุมัติแผ่ซ่านไปในเงื้อมมือของทุกกระทรวง ทบวง กรม แม้กระทั่งระดับอำเภอ ระดับตำบล ทั้ง อบจ. อบต. มีอำนาจนี้ในมืออยู่ด้วยกันทั้งนั้น

    ถ้าย้อนไป 50 ปี มีอำนาจนี้อยู่ในมือถือว่าดี 100% เพราะเป็นหูเป็นตาให้กับรัฐในการเข้าจะไปตรวจสอบ เป็นการสร้างความอบอุ่นมั่นใจให้กับประชาชนว่า การที่ใครสักคน บริษัทอะไร จะทำอะไรลงไปสักอย่างนั้นผ่านการกลั่นกรองอนุญาต ถ้าไม่ดีก็ไม่อนุญาต ถ้าอนุญาตแปลว่าไว้ใจได้ ประชาชนมีหูมีตาไว้แทน

    “ผมถึงเรียนว่า แนวคิดอย่างนี้ถ้าใช้เมื่อ 50 ปีที่แล้วเป็นเรื่องดี บริสุทธิ์ผุดผ่อง แต่เมื่ออำนาจนี้มีมากขึ้นและการใช้อำนาจมากขึ้น และการพัฒนาของโลกในเวลาที่พัฒนามามากกว่า 50 ปีเราไม่ยังรู้จักยุคดิจิทัล ยังไม่รู้จักคำว่าโซเชียลมีเดีย สื่อออนไลน์ และเรายังไม่รู้จักอะไรอีกหลายอย่าง แต่วันนี้รู้จักหมดแล้ว หากแนวความคิดเรื่องการอนุญาต อนุมัติ ยังคงอยู่และอยู่อย่างเดิมนั้น จะเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศอย่างแน่นอนที่สุด จึงนำมาสู่ความคิดใหม่ในยุคนี้ว่า ต้องทบทวนเรื่องที่เกี่ยวกับการอนุญาตอนุมัติทั้งหลาย”

    เมื่อพูดถึงการอนุญาต ถ้าใช้ทางสังคม ใช้ในการสมาคม ใช้ในด้านขนบธรรมเนียมประเพณี การขออนุญาตหรือการให้อนุญาต มีความหมายเพียงว่ายินยอมให้ทำ ไม่ยุ่งยากอะไร เราเดินไปที่ร้านอาหาร มีเก้าอี้ คนนั่งล้อมรอบ เราจะแทรกตรงที่ว่างก็บอกว่า ที่ตรงนี้ว่างไหมขออนุญาตนั่งหน่อยครับ เราก็นั่งได้แล้ว หรือเวลาประชุม ยกมือขออนุญาตพูด ประธานชี้ให้พูดได้ก็จบ การอนุญาตทางสังคม ไม่มียุ่งยากเป็นเรื่องมารยาท เป็นเรื่องน้ำใจ ไม่มีอะไรมากไปกว่าความกรุณา

    อย่างเวลาจะบวชพระ ไม่ใช่เรื่องง่าย ถึงเวลาจังหวะหนึ่ง นาคหรือคนที่จะบวชต้องยืนนิ่งหลังพิงโบสถ์สอบอันตรายิกธรรม โดยพระสององค์ และจะถามอะไรอีกหลายอย่าง ให้ตอบว่า เยส หรือ โน แต่ตอบเป็นภาษาบาลี ถ้าเยส ตอบว่า อามะ ภันเต ถ้า โนก็ตอบว่า นัตถิ ภันเต นาคบางคนจำไม่ได้ก็ตอบสลับกัน ถามว่าพ่อแม่อนุญาตให้บวชไหม ก็ตอบ โน นัตถิ ภันเต ถามว่าเป็นโรคเรื้อนไหมก็ตอบ เยส อามะ ภันเต หนึ่งในคำถามที่เขาจะถามเวลาบวช คือ อานนญาโตสิก มาตาปิตู แปลว่า มารดาบิดาของท่านอนุญาตให้ท่านบวชหรือไม่ ถ้าตอบว่า นัตถิ ภันเต เขาไม่อนุญาตให้บวช ต้องตอบว่าอามะ ภันเต คือ เยส อนุญาตแล้ว บวชได้ อันนี้คือตัวอย่างของสมาคมและขนบธรรมเนียมประเพณี

    แต่ในทางกฎบัตรกฎหมาย พอเอ่ยคำว่า อนุญาต ขออนุญาตเป็นเรื่องยุ่งยากมากเหลือเกิน เพราะเสียทั้งเงินเสียทั้งเวลาเสียทั้งความรู้สึก เพราะคำว่าอนุญาตในทางกฎหมายหมายความว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐยินยอมให้ใครสักคนหรือมีใครสักรายสามารถทำอะไรได้ ถ้าแปลแค่นี้ก็ไม่ยุ่งยาก

    แต่กระบวนการอนุญาตทางกฎบัตรกฎหมายนั้น เกี่ยวพันกระบวนการอนุญาต 9 กระบวนการ กับคำว่า อนุญาตคำเดียว

    1) เริ่มต้นต้องมีการขออนุญาต หมายถึงการกรอกแบบฟอร์ม ต้องไปติดต่อ บางแห่งต้องไปโชว์ตัว ความคิดแบบนี้ เกิดตั้งแต่สมัยยังไม่รู้จักคำว่าออนไลน์ การขออนุญาตออนไลน์ถึงมีไม่ได้ในกฎหมาย แค่นี้ก็เป็นภาระพออยู่แล้ว ถ้าบ้านเราอยู่หน้าอำเภอ หน้าเขต ง่าย แต่วันนี้เสียค่าน้ำมันเสียเวลาหาที่จอดรถ นี่คือความยุ่งยากประการแรกในการไปขออนุญาต

    2) ความยุ่งยาก อันเนื่องมาจากการขออนุญาต คือ จะต้องขออนุญาตภายในเวลาที่กำหนด ใน season ที่กำหนด บางทีไปยื่นขออนุญาตก็บอกว่าหมดเวลา เกินไปแล้ว

    3) ในการขออนุญาตสารพัดจะต้องนำเอกสารหลักฐานไปแสดง บัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน ทะเบียนสมรส ใบเปลี่ยนชื่อ ถ้าไปเกี่ยวพันกับคนโน้น ต้องไปหาใบมรณบัตรมาด้วย ทั้งหมดเป็นปัญหาเรื่องเอกสารจะต้องเอาตัวจริงมาแสดง ต้องถ่ายเอกสาร ถ่ายทั้งด้านหน้าด้านหลังเป็นภาระ อันนี้พยายามปลดเปลื้อง

    4) เมื่อยื่นไปแล้วก็จะมีกระบวนการพิจารณาว่าจะอนุญาตหรือไม่ ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าเขาจะใช้ดุลยพินิจในการที่บอกว่าอนุญาตหรือไม่อนุญาต

    5) การออกใบอนุญาต การขออนุญาตทุกอย่างจะต้องจบลงด้วยใบอนุญาต ขณะที่การอนุญาตทางสังคมเป็นเรื่องของ permission เป็นเรื่องของ beg เป็นเรื่อง ของ may I คำตอบ คือ yes ก็จบ แต่การอนุญาตในทางราชการทั้งหมดจบด้วยคำว่า license

    ขั้นตอนที่ห้าคือขั้นตอนออกใบอนุญาต เมื่อได้ขั้นตอนในอนุญาตในขั้นตอนที่ห้าก็ต้องตามมาด้วยขั้นตอนที่ 6) ต้องเสียค่าธรรมเนียม ถ้าเสียน้อยไม่ว่าถ้าเสียมากเป็นภาระ เมื่อวานนี้มีกฎหมายฉบับหนึ่งเข้า ครม. คือ พ.ร.บ.ยา การที่จะทำเรื่องนั้นเรื่องนี้เรื่องต่างๆ ต้องมีใบอนุญาต ซึ่งผมเรียนถามท่านรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข ได้คำตอบว่าจำเป็นเพราะเกี่ยวพันกับชีวิต ความปลอดภัย

    “เราไม่ได้ใจไม้ไส้ระกำถึงขนาดบอกว่าห้ามไม่ให้ใช้ใบอนุญาต แต่ให้อนุญาตเท่าที่จำเป็น เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ แต่ผมสงสัยนิดเดียว ใบอนุญาตของเดิมใบละ 5,000 บาทก็เพิ่มเป็น 20,000 บาท ของเดิมใบละ 10,000 บาทก็ขึ้นเป็น 50,000 บาท ตรงนี้หมายความว่าอย่างไร เพราะนี่คือภาระในการออกใบอนุญาต เพราะจะตามมาด้วยเรื่องค่าธรรมเนียม ท่านก็บอกว่า อย่าเพิ่งตกใจ ในบัญชีท้ายจะบอกไว้หลายราคา 10,000 บาท 20,000 บาท หรือแสนหนึ่ง แต่ในเนื้อกฎหมายจะเขียนว่า คนที่ได้รับใบอนุญาตจะต้องเสียค่าธรรมเนียมตามที่ปรากฎในบัญชีท้าย ส่วนจะกำหนดเท่าไรจะมีการออกกฎกระทรวงอีกที รายการในบัญชีท้ายเป็น maximum คือไม่เกิน ผมก็บอกว่างั้นดีแล้ว ช่วยทำความเข้าใจกับประชาชน เพราะชาวบ้านเวลาจะเดินขบวนนี่เขาไม่ดูเนื้อกฎหมาย เขาดูบัญชีท้าย กฎหมายบอกว่า 50,000 บาทเขารับไม่ได้ เป็นไปได้ไหมที่กฤษฎีกาจะเขียนว่าไม่เกิน 50,000 บาท เปิดดูจะได้เห็น นี่คือสิ่งที่ต้องปรับทั้งนั้น”

    7) เกี่ยวพันเรื่องที่ขอใบอนุญาตแล้ว ใบอนุญาตหมดอายุ พอหมดอายุต้องแล้วต่อใบอนุญาตอีก ใบอนุญาตบางอย่างของหน่วยงานบางแห่ง มีอายุ 3 เดือน พอครบก็ต้องไปยุ่งยากกันใหม่ ใบอนุญาตบางแห่งมีอายุ 1 ปี ไม่ว่าจะขอวันไหนเขาก็จะจบภายใน 31 ธันวาคม ทั้งนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นคือวันที่ 25 ธันวาคม จะมีคนแห่กันไปต่อใบอนุญาต แล้วก็พิจารณาไม่ทัน 31 ธันวาคม ใบอนุญาตก็หมดอายุ ใครจะทำอะไรต่อไปในช่วงวันที่ 1 มกราคม เป็นต้นไป ตราบใดที่ใบอนุญาตใหม่ยังไม่ออกหรือไม่ได้รับการต่ออายุทำไม่ได้

    เมื่อทำไม่ได้ก็ผิดกฎหมาย ก็เกิดอาชีพใหม่ คืออาชีพที่เจ้าหน้าที่ติดต่อกันอย่างบูรณาการ การพิจารณาไม่เสร็จก็มีการส่งข้อความไป สื่อออนไลน์ไปยังเครือข่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ไปตรวจ รับรองว่าตรวจรายไหนใบอนุญาตก็หมดอายุ แต่ยังทำอยู่ ก็จับปรับ ก็เป็นปัญหา จับปรับเข้าหลวงไม่เปนไร แต่จับปรับเข้าอย่างอื่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

    8) นอกจากนี้ยังเจอขั้นตอนการอุทธรณ์ การที่ไม่ออกใบอนุญาตให้ โดยมากกฎหมายจะเขียนให้อุทธรณ์ได้ แต่ตราบใดที่ยังไม่ตอบเยสหรือโนเร็ว การอุทธรณ์ก็ทำไม่ได้ เพราะยังไม่มีคำตอบ ต้องรอ ถ้ารีบตอบรีบบอกว่า โน เขาจะได้รีบอุทธรณ์ แต่ถ้าไม่ตอบเขาก็อุทธรณ์ยังไม่ได้ และการอุทธรณ์เป็นเรื่องยุ่งยากซับซ้อนอีกเหมือนกัน ในระหว่างอุทธรณ์ใครไปทำอะไรก็ไม่ได้

    9) ขั้นสุดท้าย ยุ่งยากมากด้วย คือ การขออนุญาตเรื่องเดียว แต่ขอใบอนุญาตหลายใบ สำหรับกิจการเดียวแต่หลายชนิด ใบอนุญาตหลายใบ บางทีต่างกรม แต่อยู่ในกระทรวงเดียวกัน บางทีก็ต่างกระทรวง แต่เป็นเรื่องจำเป็น เพราะเมื่อได้ใบอนุญาตหนึ่งมาแล้ว แต่ทำอะไรไม่ได้จนกว่าจะมีใบอนุญาตอีกใบด้วย

    ยกตัวอย่าง โรงแรมใหญ่แห่งหนึ่ง จะขออนุญาตก่อสร้างอาคารต้องไปที่มหาดไทย โรงแรมก็ต้องมีร้านอาหาร ต้องไปขออนุญาตสาธารณสุข ใบอนุญาตฟิตเนสก็ต้องอีกกระทรวงหนึ่ง มีร้านขายของเก่าก็ต้องไปกระทรวงวัฒนธรรม บางโรงแรมมีโรงหนังขนาดเล็ก ก็ต้อขออนุญาตเรื่องโรงหนัง ถ้ามีร้านขายสุราต้องขอใบอนุญาตอีกใบ ต้องติดใบอนุญาตไปทั้งแถว ปัญหาเกิดขึ้นคือได้ใบอนุญาตบางใบ อีกใบรออยู่ และบางมีได้ใบอนุญาตที่สองมาแล้ว แต่ใบแรกหมดอายุ สรุปคือทำอะไรไม่ได้ ทั้งหมดความยุ่งยากนี่เกิดจากคำเดียว คือ อนุญาต

    มีความจำเป็นทางกฎหมาย

    ดร.วิษณุกล่าวว่า ความจำเป็นที่ต้องทบทวนมีมหาศาล ความจำเป็นเมื่อ 50 ปีในยุคเก่าเอามาอ้างในยุคใหม่นี้ไม่ได้แล้ว คำว่าทบทวนการอนุญาตจึงเกิดขึ้น ความจำเป็นในทางธุรกิจ ทางเศรษฐกิจทุกคนรู้อยู่แก่ใจ เอาความจำเป็นทางกฎหมาย เพราะความจำเป็นทางธุรกิจเอกชนเรียกร้องมานาน ภาครัฐไม่ค่อยได้ยิน แต่ถ้าจะให้ภาครัฐได้ยินต้องเอากฎหมายมาขู่ กฎหมายขู่แล้วว่าต้องทบทวน

    หนึ่ง รัฐธรรมนูญกำหนด รัฐธรรมนูญกำหนดไว้แล้วว่าจะต้องปฏิรูประบบราชการ จะต้องมีการปฏิรูปการออกกฎหมาย กฎหมายจะออกเท่าที่จำเป็น กฎหมายที่จะออกต้องผ่านการทำประชาพิจารณ์รับฟังความเห็น กฎหมายจะมีเนื้อหาที่ไม่เขียนเรื่องการตั้งคณะกรรมการ เพราะเป็นการปัดความรับผิดชอบ

    อธิบดีคนเดียวไม่กล้ารับผิดชอบ การตั้งกรรมการหลายชุดแปลว่าเรื่องยืดยาวมาก กฎหมายเขียนแล้วในมาตรา 77 รัฐธรรมนูญให้ทบทวนเรื่องเหล่านี้ทั้งหมด นี่คือ mandate ของรัฐธรรมนูญ จะไม่ทำก็คงไม่ได้ แล้ววันหนึ่งเราจะเห็นการฟ้องร้องว่ารัฐมนตรี ปลัดกระทรวง อธิบดี ไม่ปฏิบัติตามมาตรา 77

    สอง แผนปฏิรูปประเทศ แผนปฏิรูปประกาศออกมาแล้วเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2560 มีการปฏิรูป 12-13 ด้าน แต่ด้านหนึ่งเขียนไว้ว่า ปฏิรูปใบอนุญาต ต้องทบทวนกฎหมายที่เขียนให้มีการออกใบอนุญาต

    สาม ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ได้ลงในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2561 มี 6 ด้าน ด้านที่ 6 บอกว่าต้องทบทวนเรื่องการออกใบอนุญาต

    สี่ ใกล้ตัวที่สุด พระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ. 2558 ในมาตรา 6 เขียนไว้ว่า ภายใน 5 ปี นับตั้งแต่วันที่ พ.ร.บ. บังคับใช้ ให้ผู้อำนาจอนุมัติอนุญาตออกใบอนุญาตตามกฎบัตรกฎหมายทั้งหลาย ต้องทบทวนกฎหมาย ระเบียบ กฎเกณฑ์เกี่ยวกับการอนุญาตทั้งหมด ว่าควรจะยกเลิกอะไรหรือผ่อนคลายอะไร หรืออะไรหลายใบควรรวมเป็นใบเดียว

    เล็งขอมติ ครม. สั่งทบทวนภายใน 1 ปี

    กฎหมายอำนวยความสะดวกฯ บังคับใช้มา 3 ปีกว่าแล้ว เหลือเวลาอีก 2 ปี เมื่อทบทวนแล้วให้หัวหน้าส่วนราชการนั้นแจ้งผลการทบทวนไปยังคณะรัฐมนตรี ซึ่งคณะรัฐมนตรีอาจจะส่งให้ที่ปรึกษากฎหมายที่มี ดร.มีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน ให้ความเห็นมาประกอบด้วยก็ได้

    “ผมเชื่อว่าวันนี้ยังไม่มีส่วนราชการใดคิดทบทวนแม้แต่บรรทัดเดียว เพราะเชื่อว่ามีเวลาอีก 2 ปี และเมื่อ 2 เดือนใกล้จะครบ 5 ปี ส่วนราชการจะบอกว่าทบทวนแล้ว ไม่มีอะไรให้เปลี่ยนแปลงและดีอยู่แล้ว เหมาะสมแล้ว ผมกำลังคิดว่าอาจจะเสนอรัฐบาลนี้ดี อยากขอมติคณะรัฐมนตรี ว่าระยะเวลาอีก 2 ปีนั้น ให้หดลดลงเหลือ 1 ปี ให้ทบทวนภายใน 1 ปีที่เหลือแล้วก็บอกกลับมาว่าจะทบทวนในลักษณะใด จะเอามาตรการใดมาแทนหรือไม่”

    ตรงนี้ผมก็คิดว่าต้องสร้างองค์กรขึ้นมา คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายในระยะเร่งด่วน เป็นผู้รับเรื่องจากทุกกระทรวงมาดู และให้ความเห็นเบื้องต้นต่อผลการทบทวนของกระทรวง และส่งไปพร้อมความเห็นของคณะที่ปรึกษากฎหมายของ ดร.มีชัยเข้า ครม. ครม. จะได้มีความเห็นที่หลากหลาย จะได้ไม่ต้องฟังจากเฉพาะกระทรวงอย่างเดียว แล้วสั่งให้ทำอย่าวไรกระทรวงจะได้ดำเนินการ หรือให้คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายระยะเร่งด่วนทำก็ได้

    ดร.วิษณุกล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมา 9 ขั้นตอนของการให้อนุญาต หรือ Licensing ไม่ได้เลวร้าย มีหลายด้านแก้ไขไปแล้ว เช่น ขั้นแรก การออกกฎหมายที่เกี่ยวกับการอนุญาต ซึ่งถือเป็นขั้นที่ 1 ซึ่งคณะกรรมการกฤษฎีกาได้รับมอบหมายจาก ครม. ไปแล้ว ว่ากฎหมายเก่าไม่มีเวลาไปรื้อ แต่กฎหมายใหม่ช่วยดูให้ว่าอะไรที่ต้องมีการอนุญาตอนุมัติ หากตัดได้ให้ตัดเสีย อะไรที่ต้องอนุญาตต้องเข้าคณะกรรมการให้ตัดเหลือแค่ระดับอธิบดี หรืออะไรก็ตามที่ไม่ต้องขออนุญาตเลย เปลี่ยนไปเป็นอย่างอื่นได้ เช่น การจดแจ้ง การขึ้นทะเบียน ซึ่งก็คือการอนุญาตชนิดหนึ่งแต่ง่ายกว่า license ซึ่งคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ปรับปรุงกฎหมายใหม่ไปแล้ว แต่ยังไม่มีเวลาไปทำของเก่า

    สิ่งที่รัฐบาลนี้ทำไปแล้วในขั้นตอนที่สอง คือเรื่อง ระยะเวลา ครม. มีมติไปแล้วว่า อะไรก็ตามที่กฎหมายกำหนดเวลาไว้ ไม่สามารถขยายได้ แต่หากกฎหมายไม่ได้กำหนด ส่วนราชการไม่ต้องกำหนดเอง

    สามในขั้นตอนการมีเอกสารมาแสดง ครม. มีมติโดยข้อเสนอของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (กพร.) ให้ลดเอกสารต่างๆ ลง และหากจำเป็นต้องมีเอกสารไม่ต้องมีการถ่ายสำเนา ซึ่งมีการรับรู้ไปหลายกระบวนงานแล้ว วันนี้เพียงแสดงบัตรประชาชน แต่สิ่งที่เราต้องการเห็นต่อไปคือบัตรประชาชนก็ไม่ต้องแสดง แต่ต้องคิดว่าจะใช้อะไรแทน ต้องมีอะไรสักอย่างที่ใช้แทนกันได้

    สี่ กระบวนการในการพิจารณาของทางราชการ ก.พ.ร. (สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ) เสนอว่าจะต้องมีการประกาศให้ทราบล่วงหน้า ว่าจะอนุญาตหรือไม่อนุญาตใช้หลักเกณฑ์อะไร คนจะได้รู้และทำให้ถูกเกณฑ์ มี checklist ถ้าครบก็อนุญาต ถ้าไม่ครบก็ไม่อนุญาต ซึ่งมาตรา 77 รัฐธรรมนูญกำหนดในวรรคสุดท้ายว่ากฎหมายจะต้องกำหนดกรอบการใช้ดุลยพินิจของรัฐ และหากทำตามหลักเกณฑ์แล้วยังไม่ให้ใบอนุญาตก็สามารถอุทธรณ์ได้ถูกต้อง

    ห้า การออกใบอนุญาต หรือ Licensing วันนี้ พ.ร.บ.อำนวยความสะดวกฯ ช่วยได้มาก บังคับให้ส่วนราชการทุกแห่งทำคู่มือกำหนดกรอบเวลา ถ้าครบกำหนดแล้วยังไม่ตอบมาว่าอนุญาตหรือไม่ ถ้าไม่ให้ก็จะได้อุทธรณ์ แต่หากยังไม่ตอบ ฟ้องได้ กฎหมายให้ฟ้องได้ ซึ่งขณะนี้เริ่มมีการร้องเรียนแล้วมีการฟ้องตามมาตรา 157 ซึ่งตาม พ.ร.บ.อำนวยความสะดวกฯ ส่วนราชการสามารถแจ้งกลับไปได้ว่ายังไม่เสร็จ ขอขยายเวลาได้

    หก ขั้นตอนการเสียค่าธรรมเนียม ตรงนี้พยายามคุมอยู่แล้ว แพงก็ได้ แต่ต้องรู้ว่านั่นคือระดับสูงไม่เกิน และเมื่อจะออกกฎกระทรวงก็ต้องคำนึงถึงสภาพเศรษฐกิจและสภาวะแวดล้อมด้วย

    เจ็ด ขั้นตอนอุทธรณ์ ควรกำหนดเวลาในการอุทธรณ์ให้ชัดเจน บอกให้ชัดว่าอุทธรณ์ที่ไหน แล้วการพิจารณาอุทธรณ์ต้องมีเวลาด้วย ว่ากำหนดเสร็จเมื่อไร

    “สุดท้ายที่ถือว่าสำคัญมากคือ ใบอนุญาตหลายใบ ทำให้มีปัญหา สิงคโปร์มี License One เราก็น่าจะมีได้ ก.พ.ร. ได้เสนอมา เลือกใบอนุญาตออกมา 10 กว่าธุรกิจ และก่อนเดือนธันวาคมจะออกมา 15 อย่าง สำหรับธุรกิจที่จะเป็น License One คือยื่นคำขอครั้งเดียว จะออกมาเป็นใบอนุญาตทั้งหมดเป็นแพ็คเกจ ทุกกรม กระทรวง ออกมาพร้อมกัน ถ้าติดก็ติดทั้งหมด อย่างนี้เป็นเรื่องที่ดี หรืออะไรที่ใช้ใบอนุญาตหลายใบก็รวมเป็นใบเดียวและให้ครอบคลุมหลายเรื่อง ระบุเลยใบอนุญาตนี้ใช้เพื่อการใด กี่อย่าง เช่น เดิม 5 ใบ ก็รวมเป็นบเดียวระบุวัตถุประสงค์ไว้ 5 อย่าง ส่วนค่าธรรมเนียมที่ได้ก็จัดสรรแบ่งตามส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง” ดร.วิษณุกล่าว

    ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ได้ปรับปรุงไปแล้ว แต่ยังเกิดไม่เต็มที่ จึงเกิดโครงการทบทวนการอนุญาต Thailand’s Simple & Smart Licence เพราะจุดหมายอันดับแรกของเราคือ เลิกระบบการออกใบอนุญาตในสิ่งที่ไม่จำเป็น สอง สิ่งใดที่ทำเป็นใบอนุญาตแบบ License One ของสิงคโปร์ก็ให้ทำเป็นใบเดียว และให้ครอบคลุมหลายใบ สาม กระบวนการอนุญาตที่มี 9 ขั้นตอนจะต้องรวดรัดรวดเร็ว

    กระบวนการใหม่ต้องง่าย-เร็ว-ถูก

    ดร.วิษณุกล่าวว่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาได้ให้หลักเกณฑ์กับ ก.พ.ร. ในการปรับปรุงไปแล้ว คือ ต้องไปบอกกับส่วนราชการทั้งหลายว่านโยบายรัฐบาลต้องการเน้นหลัก 3 ERs คือ การออกใบอนุญาตทั้งหมดต้อง Easier ง่ายลงจากเดิม สิ่งที่ทำอยู่ถือว่ายากทั้งหมด สอง คือ Faster เร็วขึ้นกว่าเดิม เดิมใช้เวลา 7 วันให้เหลือ 2 วัน สามคือ Cheaper ที่ทุกอย่างต้องถูกลง ถูกลงทั้งทุนรอนของประชาชน ค่าธรรมเนียมและงบประมาณแผ่นดินที่จะนำมาใช้ การที่จะใช้ 3 อย่างนี้ได้ผลต้องนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ ในทุกช่องทางที่ทำได้ ออนไลน์ ดิจิทัล ให้นำมาใช้ได้ทั้งหมด

    “แม้แต่การขออนุญาต การอนุญาต ให้ทำผ่านทางไลน์ได้ และขณะนี้การต่ออายุใบอนุญาตกำลังเตรียมจะออกพระราชกฤษฎีกาซึ่งเข้า ครม. ไปแล้ว แต่จะประกาศใช้ในเร็วๆ นี้ ว่ากิจการบางด้านที่จะต้องต่ออายุใบอนุญาตนั้น เมื่อใบอนุญาตเก่าหมดอายุ หากผู้ได้ใบอนุญาตนั้นนำเงินเอาเงินค่าธรรมเนียมไปวาง ก็เท่ากับต่อใบอนุญาตโดยอัตโนมัติ ข้อกำหนดนี้ไม่ได้ใช้กับทุกเรื่อง ใช้เฉพาะกับบางกิจการ แต่จะขยายให้มากขึ้น” ดร.วิษณุกล่าว

    ดร.วิษณุกล่าวว่า เมื่อต่ออายุใบอนุญาตโดยอัตโนมัติแล้วเป็นหน้าที่ของหน่วยราชการที่ต้องไปตามตรวจสอบภายหลัง ว่าการดำเนินงานยังได้มาตรฐานหรือไม่ เช่น คุณภาพการให้บริการ มีการกดขี่แรงงานหรือไม่ หากมีปัญหาให้เพิกถอนใบอนุญาตได้ มิฉะนั้นจะเกิดปัญหาธุรกิจชะงักในระหว่างที่ใบอนุญาตหมดอายุและยังต่ออายุไม่ได้

    “คำว่า Licensing คำเดียวเกี่ยวข้องกับ 9 ขั้นตอน สามารถสร้างความยุ่งยากได้หมด แต่หากร่วมมือมีน้ำใจ มีสปิริต ขั้นตอนทั้งหมดทำให้เสร็จในเวลารวดเร็วได้ หากใช้คำของผม easier, faster, cheaper” ดร.วิษณุกล่าว

    การเปิดตัวโครงการทบทวนการอนุญาต Thailand’s Simple & Smart Licence ต้องคิดว่าจะทำอย่างไรให้ simple และ smart บางอย่างใบอนุญาตไม่ต้องมี และใช้มาตรการอื่นแทนได้ และหากรัฐต้องการที่จะเข้าไปรู้ข้อมูล อยากได้ความร่วมมืออยากเข้าไปตรวจสอบ ก็ใช้วิธีการ pre-audit หรือ post-audit ใช้วิธีการจดแจ้ง ให้ทำไปก่อนแล้วมารายงานให้ทราบ มีแนวทางสารพัดหากมีแก่จะคิดได้หมด

    วันนี้เราพูดถึงเรื่อง Regulatory Guillotine หลายคนกำลังรออยู่ เพราะอยู่ในขั้นตอนที่กำลังจะเกิด ในต่างประเทศ ทำสำเร็จแล้ว เช่น เกาหลี ส่วนเวียดนามเพิ่งเสร็จ ตัดกระบวนการที่ไม่จำเป็นออกไปได้มากมาย ไทยก็น่าจะทำได้ และมีมติ ครม. ให้ทำแล้ว เพียงแต่ว่าแทนที่จะจับทุกอย่างในครั้งเดียว ให้น้ำหนักไปที่กฎหมายทางธุรกิจก่อน แล้วในบรรดากฎหมายเกี่ยวกับธุรกิจซึ่งมีจำนวนมาก ให้เริ่มที่เรื่องการออกใบอนุญาตอนุมัติก่อน เวลาจะได้สั้นเข้าและมีโอกาสสำเร็จ งบประมาณก็ใช้ไม่มากจนเกินไป หากสำเร็จก็จะขยับไปที่กฎหมาย ธุรกิจที่ไม่เกี่ยวกับการอนุญาต แล้วขยายไปที่กฎหมายอื่นทั้งหมดที่ไม่ใช่กฎหมายธุรกิจด้วย แต่ให้กฎหมายที่เกี่ยวกับการอนุญาตนำร่องไป

    ดร.วิษณุกล่าวว่า ขอความร่วมมือจากส่วนราชการทั้งหลาย เป็นความจำเป็นของประเทศชาติของโลกที่ต้องทำ ไม่ทำไม่ได้ เนื่องจากมีนักลงทุนสนใจที่จะเข้ามาลงทุน โดยเมื่อวานนี้ผู้บริหารมอร์แกน สแตนลีย์ ได้มาพบรองนายกฯ พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ พร้อมสอบถามความคืบหน้าเรื่อง Licensing กับ Regulatory Guillotine เพื่อที่จะได้นำข้อมูลไปแนะนำลูกค้า

    นอกจากนี้ จากการพบปะกับหอการค้าจีนที่เสิ่นเจิ้นในสัปดาห์ก่อน ผู้บริหารธุรกิจขนาดใหญ่ของจีนที่แสดงความสนใจลงทุนในไทย นอกเหนือจากการสอบความต่อเนื่องนโยบายการพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกหรือ EEC ยังได้สอบถามความคืบหน้าของ Licensing กับ Regulatory Guillotine เช่นกัน

    “นี่คือความสนใจของนักลงทุน และที่นำมาเล่า ก็เพื่อที่บอกว่าหากเป็นภาครัฐต้องขยับตัว ขับเคลื่อนไม่ทำไม่ได้ ส่วนภาคเอกชนโปรดเอาใจช่วย เข้าใจ แนะนำ และร่วมมือ บางเรื่องรัฐยังไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรก็หวังในความร่วมมือจากประชารัฐทั้งหลาย” ดร.วิษณุกล่าว

    ]]>
    https://thaipublica.org/2018/11/thailand-law-reform-simple-smart-licence-01/feed/ 0
    “คริสตีน ลาการ์ด”ประธานไอเอ็มเอฟ มองความเป็นไปได้ “ธนาคารกลาง” ออกสกุลเงินดิจิทัล – ชี้เรากำลังอยู่ที่จุดเปลี่ยนของประวัติศาสตร์ https://thaipublica.org/2018/11/christine-lagarde-imf-singapore-fintech-festival-2018/ https://thaipublica.org/2018/11/christine-lagarde-imf-singapore-fintech-festival-2018/#respond Thu, 15 Nov 2018 05:09:35 +0000 https://thaipublica.org/?p=153668
    นางคริสตีน ลาการ์ด กรรมการผู้จัดการและประธาน กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ ไอเอ็มเอฟ

    เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2561 นางคริสตีน ลาการ์ด กรรมการผู้จัดการและประธาน กองทุนการเงินระหว่างประเทศ(International Monetary Fund) หรือ ไอเอ็มเอฟ กล่าวสุนทรพจน์ในงาน “Singapore Fintech Festival 2018” ณ ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเป็นงานนิทรรศการฟินเทคที่ใหญ่ที่สุดในโลกครอบคลุมเวลา 3 วันตั้งแต่ 12-14 พฤศจิการยน 2561 ด้วยวิทยากร 250 คน ผู้จัดนิทรรศการกว่า 450 แห่ง และคนเข้าร่วมกว่า 40,000 ราย ในหัวข้อ “Winds of Change: The Case for New Digital Currency” รายละเอียดดังนี้

    สิงคโปร์เป็นประเทศที่ลมมักแรง ลมที่นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงและโอกาส จากประวัติศาสตร์ ลมได้พัดเรือต่างๆเข้าสู่ท่าเรือของสิงคโปร์และเติมเสบียงเตรียมพร้อมรอให้มรสุมผ่านไป และรอให้ฤดูกาลเปลี่ยนผ่านไปเช่นกัน

    “การเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่เดียวที่แน่นอน” เป็นคำพูดของนักปรัชญากรีกโบราณนามว่าเฮราคลิตุสแห่งเอฟิซัส (Heraclitus of Ephesus) เช่นเดียวกัน สิงคโปร์รู้ถึงสิ่งนี้และพวกคุณก็รู้ถึงสิ่งนี้ ซึ่งนี่คือจิตวิญญาณที่แท้จริงของนิทรรศการฟินเทค ที่ซึ่งเปิดประตูไปสู่อนาคตของดิจิทัล และชักใบเรือขึ้นเพื่อแล่นออกไปสู่ลมแห่งการเปลี่ยนแปลง

    การเปลี่ยนแปลงสามารถเป็นสิ่งที่น่ากลัวยากจะคาดการณ์ ไม่มีเสถียรภาพ และแม้แต่เป็นภัยคุกคาม สิ่งนี้ยิ่งเป็นความจริงสำหรับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ที่ปั่นป่วนพฤติกรรมนิสัย งาน และปฏิสัมพันธ์ทางสังคมของพวกเรา แต่กุญแจคือการกุมบังเหียนของผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น ขณะที่หาทางจัดการความเสี่ยงต่างๆไปพร้อมๆกัน

    และเมื่อเป็นเรื่องของฟินเทค สิงคโปร์ได้แสดงให้เห็นวิสัยทัศน์อย่างยอดเยียม นึกถึงกะบะทรายทดลองนโยบาย หรือ Regulartory Sandbox ที่แนวคิดใหม่จะถูกทดสอบ นึกถึงห้องทดลองฟินเทคและนวัตกรรม และความร่วมมือกับธนาคารกลางประเทศต่างๆเรื่องการชำระเงินระหว่างประเทศ

    ภายใต้บริบทเหล่านี้ อยากจะพูดถึง 3 เรื่อง

    • ประการแรก วางกรอบความคิดเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงโดยโดยธรรมชาติของเงินและการปฏิวัติของฟินเทค
    • ประการที่สอง ประเมินบทบาทของธนาคารกลางในภูมิทัศน์ทางการเงินใหม่ โดยเฉพาะการให้บริการสกุลเงินดิจิทัล
    • ประการสุดท้าย มองหาจุดด้อยบางประเทศที่อาจจะเกิดขึ้นและพิจารณาหนทางที่ลดผลกระทบที่เกิดขึ้นให้มากที่สุด

    1.การเปลี่ยนโดยธรรมชาติของเงินและการปฏิวัติฟินเทค

    เริ่มต้นจากประเด็นใหญ่ที่ถูกพูดถึงอย่างมากในทุกวันนี้ ธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงของเงิน ย้อนกลับไปเมื่อการค้าขายอยู่เฉพาะท้องถิ่น รอบๆศูนย์กลางเมือง เงินในรูปของเหรียญโลหะถือว่าเพียงพอและมีประสิทธิภาพ การเปลี่ยนมือของเงินสามารถชำระหนี้และธุรกรรมต่อกันได้ และตราบใดที่เหรียญยังถูกยอมรับว่าเป็นของจริง ไม่ว่าจะการส่องดู การขูด หรือกัดเหรียญ มันก็ไม่ได้สำคัญว่าใครจะถือมัน

    แต่เมื่อการค้าย้ายลงไปสู่ทะเลและเรือ เหมือนกับเรือจำนวนมากที่ผ่านเข้ามายังสิงคโปร์ และครอบคลุมระยะทางการค้าที่กว้างขึ้นอยางมาก การแบกเหรียญไปชำระหนี้กลายเป็นสิ่งที่มีต้นทุนแพง เสี่ยง และวุ่นวาย แม้ว่าจีนได้ประดิษฐ์เงินกระดาษขึ้นในศตวรรษที่ 9 ซึ่งก็ช่วยได้ แต่ยังไม่เพียงพอ

    นวัตกรรมที่มาแก้ไขปัญหาคือตั๋วแลกเงิน หรือ Bill of Exchange หมายถึงแผ่นกระดาษที่อนุญาตให้พ่อค้าที่มีบัญชีธนาคารในเมืองต้นทางสามารถถอนเงินออกจาเงินที่อยู่ในธนาคารในปลายทางได้ ชาวอาหรับเรียกสิ่งนี้ว่า ซักกส์ (Sakks) ซึ่งจะกลายเป็นที่มาของคำว่า “เชค” ในปัจจุบัน เชคเหล่านี้และธนาคารที่ตามไปกับพวกเขาได้กระจายไปทั่วโลก นำโดยนายธนาคารชาวอิตาลีและพ่อค้าแห่งยุคเรเนซองส์

    ทันใดนั้น สิ่งที่สำคัญคือใครที่คุณกำลังพูดคุยอยู่ พ่อค้าชาวเปอร์เชียนี้มีสิทธิที่แท้จริงของตั๋วแลกเงินหรือไม่? ตั๋วแลกเงินนี้เชื่อถือได้หรือไม่? ธนาคารที่อยู่ในจีนจะรับมันหรือไม่? ความเชื่อใจ หรือ Trust กลายเป็นสิ่งสำคัญ และรัฐกลายเป็นผู้รับประกันความเชื่อใจเหล่านั้น ด้วยผลิตเงินรองรับสภาพคล่องที่จะเกิดขึ้นเหล่านั้นและรวมไปถึงการให้คำแนะนำต่างๆ ทำไมประวัติศาสตร์เหล่านี้ถึงเกี่ยวข้องกับโลกดิจิทัล? เพราะการปฏิวัติฟินเทคกำลังตั้งคำถามกับเงิน 2 รูปแบบที่เราพูดถึงไป เงินเหรียญและเงินฝากธนาคาร  รวมทั้งมันยังตั้งคำถามไปถึงบทบาทของรัฐในการผลิตเงิน

    เราอยู่ที่จุดเปลี่ยนของประวัติศาสตร์ พวกคุณ ผู้ประกอบการเด็กและไฟแรงได้มารวมกันวันนี้ ไม่ใช่แค่ประดิษฐ์บริการ แต่คุณมีศักยภาพที่จะปั้นประวัติศาสตร์ขึ้นมา และเราทั้งหมดกำลังอยู่ในกระบวนการของการปรับตัว ลมใหม่ได้พัดแล้ว ลมของดิจิทัล ในโลกแห่งใหม่นี้ เราพบปะกันได้ทุกที่ทุกเวลา ศูนย์กลางเมืองได้อยู่ที่หลังมือของเรา ผ่านมือถือสมัยใหม่อย่างเห็นชัดๆ เราแลกเปลี่ยนข้อมูล บริการ อิโมจิ อารมณ์ ทันที่ จากเพื่อนสู่เพื่อน จากผู้คนสู่ผู้คน พวกเรากำลังลอยอยู่ในโลกของของข้อมูล เมื่อข้อมูลกลายเป็น “ทองคำ” ในยุคสมัยใหม่ แม้ว่าจะมีความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัว ความปลอดภัย เราอยู่ในโลกที่คนรุ่นใหม่กำลังสร้างวิธีที่เศรษฐกิจทำงาน ด้วยมือถือในมือ

    และนี่คือจุดสำคัญ เงินด้วยมันเองกำลังเปลี่ยนแปลง เราคาดหวังว่ามันจะสะดวกขึ้น เป็นมิตรกับคนใช้มากขึ้น และบางทีอาจจะดูไม่จริงจังนัก เราคาดหวังว่ามันจะรวมเข้ากับสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ พร้อมที่จะให้ใช้จ่ายผ่านออนไลน์และระหว่างผู้คน รวมไปถึงเงินเล็กน้อยๆด้วย และแน่นอน เราคาดหวังว่ามันจะถูก ปลอดภัย ถูกปกป้องจากอาชญากรรมและตาที่สอดรู้สอดเห็นของนักจารกรรม

    คำถามคือจะเหลือบทบาทอะไรให้เงินสดอีกในโลกดิจิทัลนี้? ทุกวันนี้ก็เห็นชัดในบางร้านค้าที่ติดป้าย “ไม่รับเงินสด” แล้วไม่ใช่แค่ในประเทศกลุ่มสแกนดิเนเวีย ที่เป็นสัญลักษณ์ของโลกไร้เงินสด แต่ในอีกหลายประเทศด้วย อุปสงค์ความต้องการเงินสดกำลังลดลงจากงานวิจัยเร็วๆนี้ของไอเอ็มเอฟ และในอีก 10 ปี 20 ปี หรือ 30 ปี ใครจะยังใช้เงินเป็นสื่อกลางแลกเปลี่ยน

    เช่นเดียวกับเงินฝากธนาคารที่ได้รับแรงกดดันจากรูปแบบใหม่ของเงิน นึกถึงผู้บริการชำระเงินที่เชี่ยวชาญใหม่ๆที่นำเสนอบริการ e-Money ตั้งแต่ AliPay และ WeChat ในจีน จนถึง PayTM ในอินเดีย และ M-Pesa ในเคนยา รูปแบบของเงินเหล่านี้ถูกออกแบบมาโดยกรอบแนวคิดของเศรษฐกิจดิจิทัลในใจ พวกเขาตอบสนองกับสิ่งที่คนอยากได้ และอะไรที่เศรษฐกิจต้องการ

    แม้แต่คริปโตเคอเรนซี่อย่าง บิทคอยน์ อีเธอเรียม และริปเปิล ต่างกำลังแข่งขันกันชิงพื้นที่ในโลกไร้เงินสด พร้อมทั้งประดิษฐ์พัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง ด้วยความหวังว่ามันจะนำเสนอบทบาทการรักษามูลค่าที่เสถียรมากขึ้น เร็วขึ้น และถูกลงในการทำธุรกรรม

    2.บทบาทของธนาคารกลางกับสกุลเงินดิจิทัล

    มาสู่ประเด็นที่ 2 บทบาทของรัฐ โดยเฉพาะของธนาคารกลาง ในภูมิทัศน์ทางการเงินใหม่แบบนี้ บางความเห็นคิดว่ารัฐควรจะถอยไป ผู้ให้บริการทางการเงินระบุว่าตนเองเสี่ยงน้อยกว่าธนาคาร เพราะพวกเขาไม่ได้ให้กู้ยืมเงิน แต่พวกเขาแค่ถือเงินทุนของลูกค้าในบัญชีและทำหน้าที่ดูแลการชำระเงินระหว่างกันในเครือข่าย ในมุมมนี้ คริปโตเคอเรนซีมองหาการวางรากฐานความเชื่อใจลงในเทคโนโลยีใหม่นี้ ตราบใดที่มันยังโปร่งใส และคุณก็เป็นพวกบ้าเทคโนโลยี คุณก็อาจจะเชื่อมั่นการให้บริการของพวกเขา

    อย่างไรก็ตาม ตนยังไม่เชื่อแบบนั้นทั้งหมด การกำกับดูแลองค์กรเหล่านี้ที่เหมาะสมยังคนเป็นเสาหลักของความเชื่อใจเหล่านี้ คำถามคือเราควรไปต่อมากกว่านี้หรือไม่? ไปเหนือจากการกำกับดูแล เรายังควรให้รัฐเป็นผู้เล่นหลักในตลาดสำหรับเงินหรือไม่? เราควรแค่ปิดช่องว่างในระบบที่อาจจะเกิดขึ้นจากการหายไปของเงินสดเท่านั้นหรือไม่? หรือให้ชัดเจนกว่านั้น “ธนาคารกลางควรจะผลิตสกุลเงินดิจิทัลหรือไม่?”

    อาจจะเป็นเหรียญโทเคนที่รัฐรับประกันหรือบัญชีโดยตรงไปยังธนาคารกลาง เปิดช่องให้ผู้คนและธุรกิจสามารถชำระเงินรายย่อยกันโดยตรงผ่านธนาคารกลาง?

    จริงอยู่ว่าเงินฝากในธนาคารพาณิชย์ปัจจุบันก็เป็นดิจิทัลแล้ว แต่สกุลเงินดิจิทัลจะมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ของรัฐ เหมือนกับเงินสดในปัจจุบัน แทนที่จะเป็นเจ้าหนี้กับธนาคารหรือธุรกิจเอกชนอย่างที่บัญชีเงินฝากเป็น และนี่ไม่ใช่นิยายวิทยาศาสตร์ หลายธนาคารกลางทั่วโลกกำลังพิจารณาแนวคิดนี้ ไม่ว่าจะเป็นแคนาดา จีน สวีเดน และอุรุกกวัย พวกเขากำลังเปิดรับการเปลี่ยนแปลงและแนวคิดใหม่ ซึ่งจริงๆก็รวมไปถึงไอเอ็มเอฟด้วย วันนี้ไอเอ็มเอฟเผยแพร่งานวิจัยใหม่เกี่ยวกับข้อดีและเสียของสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง ที่มันจะมีบทบาทหลักอยู่ที่การใช้ภายในประเทศ

    เชื่อว่าพวกเราควรจะพิจารณาความเป็นไปได้ที่จะออกสกุลเงินดิจิทัล และมันอาจจะมีบทบาทของรัฐในการผลิตเงินเหล่านี้เข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัล เพราะเงินเหล่านี้จะสามารถบรรลุเป้าหมายสาธารณะ 3 ประการ 1) การเข้าถึงระบบการเงินอย่างทั่วถึง 2) ความปลอดภัยและการดูแลผู้บริโภค ที่เอกชนยังไม่สามารถทำได้ 3) ความเป็นส่วนตัวของการชำระเงิน

    ในประเด็นแรก การเข้าถึงระบบการเงินอย่างทั่วถึง หรือ Financial inclusion ที่ซึ่งสกุลเงินดิจิทัลได้นำเสนอบทบาทที่เด่นที่สุดของมัน ผ่านความสามารถที่จะเข้าถึงผู้คนและธุรกิจในพื้นที่ห่างไกลและชายขอบต่างๆ เรารู้ว่าปัจจุบันธนาคารพาณิชย์ก็ไม่ได้อยากวิ่งเข้าไปให้บริการคนยากจนและคนชายขอบเหล่านี้ และนี่จึงเป็นจุดที่สำคัญ เพราะเงินสดอาจจะไม่ได้เป็นทางเลือกในโลกอนาคตอีกต่อไป ถ้าหากคนส่วนใหญ่เริ่มหันมาใช้เงินดิจิทัล โครงสร้างพื้นฐานที่รองรับเงินสดในปัจจุบันจะค่อยๆหายไป และทำให้คนชายขอบเหล่านี้ถูกทิ้งเอาไว้

    แล้วถ้าบอกว่าอุดหนุนคนเหล่านั้น ด้วยการคงระบบเงินสดเอาไว้? แต่นั้นหมายความว่าชีวิตทางเศรษฐกิจของคนเหล่านั้นจะถูกตัดขาดจากศูนย์กลางทันที แน่นอนว่าการนำเสนอสกุลเงินดิจิทัลไม่จำเป็นต้องเป็นเพียงคำตอบเดียว มันอาจจะมีหนทางสำหรับรัฐบาลที่จะกระตุ้นให้เกิดคำตอบขึ้นในภาคเอกชน ด้วยการให้ทุนและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ดี

    ในประเด็นที่ 2 ความปลอดภัยและการดูแลผู้บริโภค นี่เป็นเหมือนข้อโต้แย้งของเดวิตและยักษ์โกไลแอท ในวันเก่าๆ เหรียญและธนบัตรอาจจะเป็นตัวตรวจสอบและจำกัดอำนาจของธุรกิจขนาดใหญ่และธุรกิจข้ามชาติ เช่น ธนาคาร บริษัทชำระเงิน ผู้ให้บริการโครงข่ายต่างๆ ง่ายๆด้วยการเสนอตัวเงินสดเป็นทางเลือกของการบริการที่ต้นทุนต่ำและใช้ได้ทุกที่ในพื้นที่นั้นๆ

    แต่เมื่อเงินสดหายไป อำนาจที่มากเกินไปเหล่านี้อาจจะตกลงไปอยู่ในมือของเอกชนรายใหญ่เพียงไม่กี่รายและทำให้ระบบการชำระเงินค่อยๆเข้าสู่ระบบผูกขาดในที่สุด เพราะยิ่งคุณให้บริการลูกค้ามากเท่าไหร่ การให้บริการนั้นก็ยิ่งถูกและมีประโยชน์มากขึ้น  อย่างไรก็ตาม ในช่วงเริ่มต้น เอกชนเหล่านี้อาจจะลงทุนเกี่ยวกับความปลอดภัยต่ำไป เพราะพวกเขาก็ไม่ได้คำนึงถึงต้นทุนที่แท้จริงของสังคมหากระบบการชำระเงินล่ม ความยืดหยุ่นของระบบชำระเงินก็อาจจะไม่รับผลกระทบ เพราะกระบวนการชำระเงินที่เกิดขึ้นสั้นลงและอาจจะหยุดทำงานได้ง่ายๆหากกระบวนการใดกระบวนการหนึ่งมีปัญหา ลองนึกถึงการโจมตีทางไซเบอร์ การล้มละลาย หรือธุรกิจที่ถอนเงินออกจากพื้นที่

    การกำกับดูแลอาจจะไม่สามารถดูแลข้อเสียเหล่านีไ้ด้ แต่สกุลเงินดิจิทัลเสนอข้อได้เปรียบในฐานเป็นสื่อกลางการแลกเปลี่ยนสำรองของระบบเศรษฐกิจ และมันอาจจะสามารถเร่งการแข่งขันของระบบด้วยการนำเสนอบริการที่ต้นทุนต่ำและมีประสิทธิภาพกว่า เหมือนกับที่เงินกระดาษเคยทำมาก่อนหน้านี้

    ประเด็นสุดท้ายคือเรื่องความเป็นส่วนตัว อยากจะเน้นให้เห็นบบางประเด็นที่มีอยู่ในเรื่องความเป็นส่วนตัว เงินสดแน่นอนเปิดช่องให้เราชำระเงินโดยไม่ต้องเปิดเผยตัวตน เราใช้เงินสดเพราะมันปกป้องความเป็นส่วนตัวของเรา รวมไปถึงการเปิดช่องให้เกิดการจารกรรมออนไลน์ด้วย ลองนึกถึงตัวอย่างง่ายๆว่าหากมีข้อมูลจากการใช้จ่ายออนไลน์ว่าคนที่ซื้อเบียร์และพิซซ่าเป็นโหลๆมักจะผิดนัดชำระหนี้มากกว่าประชาชนที่ซื้อบลอกคอรี่และน้ำแร่ คุณจะทำอย่างไรที่จะซื้อเบียร์และพิซซ่ามารับประทานโดยไม่ต้องการให้คะแนนเครดิตลดลงไป? ทุกวันนี้เราชักเงินสดออกมา แต่พรุ่งนี้ละ? ระบบชำระเงินดิจิทัลจะผลักคุณไปหาตู้ผักแทนหรือไม่? และธนาคารจะสามารถกระโดดเข้ามาช่วยเหลือและให้บริการสกุลเงินดิจิทัลที่ปิดบังตัวตนได้อย่างสมบูรณ์หรือไม่ แน่นอนว่าทำไม่ได้ ถ้าทำแบบนั้นคงเป็นบ่อเงินบ่อทองของพวกอาชญากร

    3.ข้อบกพร่องของสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง

    นี่นำมาสู่ประเด็นสุดท้ายถึงข้อบกพร่องของสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง ที่ชัดเจนอย่างแรกคือความโปร่งใสทางการเงินและเสถียรภาพระบบการเงิน อีกประการคือความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นจากนวัตกรรม แต่ก่อนจะลงรายละเอียด ประเด็นสำคัญในเรื่องนี้คือพวกเราควรจะต้องเผชิญหน้าความเสี่ยงเหล่านี้อย่างสร้างสรรค์ และเราควรจะถามถึงวิธีการที่จะลดผลกระทบของความเสี่ยงเหล่านี้ด้วยการออกแบบสกุลเงินดิจิทัลในทิศทางที่ใหม่และสร้างสรรค์ได้อย่างไร

    กลับมาในประเด็นแรกเรื่องวินัยทางการเงินที่ซึ่งเราต้องเลือกระหว่างความเป็นส่วนตัวกับความโปร่งใสทางการเงิน และเราจะหาทางสายกลางได้หรือไม่?

    ธนาคารกลางอาจจะออกแบบสกุลเงินให้ตัวตนของผู้ใช้บริการได้รับการยืนยันจากตัวผู้ใช้บริการเองเท่านั้นผ่านกระบวนการตรวจสอบและธุรกรรมที่เคยทำไปต่างๆ และตัวตนเหล่านี้จะต้องไม่ถูกเปิดเผยให้แก่บุคคลที่ 3 หรือรัฐบาล ยกเว้นแต่จะมีความจำเป็นทางกฎหมาย ดังนั้นเมื่อพวกเราซื้อพิซซ่าหรือเบียร์ ร้านค้า ธนาคาร นักการตลาด จะต้องไม่รู้ว่าพวกเราคือใคร และรัฐบาลก็ควรจะไม่รู้ด้วยอย่างน้อยในเบื้องต้น แต่เพื่อควบคุมการฟอกเงินและอาชญากรต่างๆ ระบบควรจะทำงานอยู่เบื้องหลัง และถ้ามีข้อสงสัยเกิดขึ้นก็เป็นไปได้ที่จะสามารถเปิดเผยตัวตนเพื่อตรวจสอบ โดยอาศัยอำนาจทางกฎหมายเป็นหลัก

    การสร้างระบบแบบนี้เป็นเรื่องที่ดีสำหรับผู้ใช้บริการ แย่สำหรับอาชญากร และดีกว่าสำคัญรัฐ เมื่อเทียบกับการใช้เงินสด แต่แน่นอนว่าความท้าทายยังคงอยู่ แต่สิ่งที่อยากจะเน้นย้ำคือเราควรจะสำรวจความเป็นไปได้ต่างๆเหล่านี้

    ประเด็นที่ 2 คือความเสี่ยงต่อเสถียรภาพระบบการเงิน สกุลเงินดิจิทัลอาจจะสร้างแรงกดดันต่อเงินฝากอย่างที่เราได้พูดถึงไป แต่ถ้าสกุลเงินดิจิทัลสามารถทำตัวเหมือนกับเงินฝากได้เพียงพอ เพราะพวกมันปลอดภัยมาก สามารถถือครองได้อย่างไม่จำกัด จ่ายได้ทุกจำนวน และอาจจะเสนอดอกเบี้ยให้ด้วย ถ้าเป็นแบบนี้ทำไมต้องมีบัญชีเงินฝากต่อไป? แน่นอนว่าแบบนี้ธนาคารคงไม่ยืนดูเฉยๆไม่ทำอะไร พวกเขาย่อมแข่งขันด้วยการให้ดอกเบี้ยที่สูงขึ้นและบริการที่ดีขึ้นด้วยซ้ำ

    แล้วในกรณีของการแห่ถอนเงิน? มันยังคงอยู่ แต่ลองพิจารณาถึงว่าปัจจุบันผู้คนแห่ไปถอนเงินเพราะพวกเขาเชื่อว่า เงินสดจะให้บริการแบบมาก่อนได้ก่อน แต่สกุลเงินดิจิทัลกลับให้ความปลอดภัยได้มากกว่า เนื่องจากมันกระจายและจัดการได้ง่ายกว่าเงินสด ยิ่งไปกว่านั้นหากผู้ฝากเงินหันไปหาสินทรัพย์ต่างประเทศ พวกเขาก็น่าจะระมัดระวังสกุลเงินดิจิทัลมากกว่า และในหลายประเทศก็มีทางเลือกที่จะให้เงินเหล่านี้หันไปหา เช่นกองทุนรวมที่ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลเท่านั้น ดังนั้น ประเด็นที่ยกมาว่าสกุลเงินดิจิทัลจะกระทบกับเสภียรภาพระบบการเงินก็อาจจะยังไม่มีมากนัก

    ประเด็นสุดท้ายในเรื่องความเสี่ยงของนวัตกรรม ที่ระบุว่าถ้าสกุลเงินดิจิทัลกลายเป็นที่นิยมมากเกินไป มันอาจจะไปกีดกันนวัตกรรมทางการเงินใหม่ๆ นั้นคือบทบาทของเอกชนจะเป็นอะไร หากธนาคารกลางให้บริการทุกอย่างเต็มรูปแบบ ตั้งแต่กระเป๋าเงินไปจนถึงเงินและการชำระเงิน

    แต่ถ้าหากธนาคารกลางหันมาหาความร่วมมือกับเอกชนแทน ทั้งธนาคารและสถาบันการเงินอื่นๆ และบอกว่าคุณทำหน้าที่ให้บริการลูกค้า เก็บรักษาความมั่งคั่งให้เขา เสนอดอกเบี้ยให้ ให้คำแนะนำ ให้สินเชื่อ แต่เมื่อเป็นเรื่องของการชำระธุรกรรม เราจะทำเอง

    ความร่วมมือแบบนี้มีหลายรูปแบบ ธนาคารอาจจะบริหารจัดการสกุลเงินดิจิทัล เหมือนกับที่ธนาคารปัจจุบันทำกับเงินสดอย่างเหรียญและธนบัตร หรือประชาชนอาจจะมีบัญชีเงินฝากที่ธนาคาร แต่เมื่อเป็นเรื่องของการชำระเงินระหว่างกันค่อยเป็นการชำระผ่านสกุลเงินดิจิทัล เหมือนกับที่กำลังเป็นอยู่ในระบบชำระเงินปัจจุบัน แต่แค่เร็วกว่าในแค่ช่วงเสี้ยววินาที และแน่นอนทั้งหมดเกือบจะไม่มีค่าใช้จ่ายและทำได้ทุกเวลา

    ข้อได้เปรียบแบบนี้ชัดเจน การชำระเงินของคุณจะรวดเร็วทันที ปลอดภัย ถูก และกึ่งๆไม่เปิดเผยตัวตน เหมือนกับที่พวกคุณต้องการ โดยธนาคารกลางจะทำหน้าที่การชำระเงินเอาไว้ พร้อมกับดูแลระบบการชำระเงินได้ ขณะเดียวกัน ธนาคารกลางจะสามารถเพิ่มระดับการแข่งขันในตลาดได้อีกด้วย โดยเอกชนจะต้องแข่งขันกันสร้างประสบการณ์แก่ลูกค้าที่ดีขึ้นด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุด และมองอีกมุม ธนาคารกลางควรจะเน้นบทบาทที่มีความได้เปรียบอยู่ในปัจจุบัน คือให้บริการระบบการชำระเงินหลังบ้าน (back-end settlement) ซึ่งจะทำให้ความร่วมมือของรัฐและเอกชนออกมาในรูปแบบที่ดีที่สุด

    ประติมากรรม “Fearless Girl” และ “Charging Bull” ณ ถนนบรอดเวย์ ใกล้กับตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก
    ที่มาภาพ: https://www.marketwatch.com/story/wall-streets-bull-sculptor-threatens-to-sue-over-girl-statue-2017-04-12

    “โดยสรุปแล้ว วันนี้ดิฉันได้พยายามจะประเมินกรณีต่างๆที่เป็นไปได้ของสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง ทั้งในมุมของบทบาทใหม่ที่วิวัฒนาการมาของเงิน รวมไปถึงเป้าหมายสาธารณะต่างๆของเศรษฐกิจ สารที่อยากจะสื่อออกไปคือว่าถ้าหากประเด็นไหนยังไม่ชัดเจน เราควรจะศึกษามันมากขึ้น อย่างจริงจัง อย่างระมัดระวัง และอย่างสร้างสรรค์”

    และพื้นฐานไปกว่านั้น นี่เป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นเปิดรับการเปลี่ยนแปลง ยอมรับการเปลี่ยนแปลง และฟูมฟักการเปลี่ยน เทคโนโลยีย่อมเปลี่ยนแปลง เช่นเดียวกันกับเรา ขณะที่เรากำลังกลัวเป็นใบไม้ใบสุดท้ายบนกิ่งของต้นไม้ที่ตายไปแล้ว คนอื่นๆได้ตัดสินใจที่บินไปกับลมแล้ว ในโลกของฟินเทค เราต้องกุมบังเหียนของการเปลี่ยนแปลง เพื่อให้มันยุติธรรม ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และมีพลวัตร

    และนี่คือเป้าหมายของวาระฟินเทคที่บาลีในการประชุมร่วมกันของธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

    เมื่อลมแห่งการเปลี่ยนแปลงพัดขึ้นมา อะไรจะเป็นตัวนำทางเราในการเดินทางครั้งนี้?

    “ในโลกของการเดินเรือ กัปตันเรือที่กำลังแล่นเรือผ่านช่องแคบสิงคโปร์ยังคงแล่นเรือตามดาวเหนือ ในโลกการเงิน ดิฉันแนะนำควรจะตาม “เด็กผู้หญิง” เด็กผู้หญิงผู้อ่อนวัย เด็กผู้หญิงที่ปราศจากความกลัว “The Fearless Girl” และถ้าคุณโชคดี คุณอาจจะได้เจอเธอตัวเป็นๆที่ถนนวอล์สตรีทของนิวยอร์ก เธอช่างกล้าหาญ เธอมั่นใจ เธอมองมุ่งไปข้างหน้า ไปสู่อนาคต ด้วยความเพียรและความมุ่งมั่น อนาคตที่เธอเองเลือกจะปั้นขึ้นมาด้วยสายตาที่เปิดกว้าง แหลมคม และมั่นคง และฉันได้ยินเธอพูดว่ามาแล่นเรือไปข้างหน้ากัน ฉันไม่กลัวหรอก ฉันไม่กลัวหรอก”

    ]]>
    https://thaipublica.org/2018/11/christine-lagarde-imf-singapore-fintech-festival-2018/feed/ 0
    กนง. คงดอกเบี้ย 1.5% แม้เสียงแตกมากขึ้นเป็น 4:3 รับกังวลความเสี่ยงสงครามการค้า – ชี้เศรษฐกิจเข้มแข็งต่อเนื่อง ส่งสัญญาณเร่งสะสม “พื้นที่นโยบาย” รับมือความเสี่ยงอนาคต https://thaipublica.org/2018/11/mpc-14-11-2561/ https://thaipublica.org/2018/11/mpc-14-11-2561/#respond Wed, 14 Nov 2018 12:50:39 +0000 https://thaipublica.org/?p=153638
    นายทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และเลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)

    เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2561 นายทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และเลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แถลงข่าวภายหลังการประชุม กนง. ครั้งที่ 7/2561 ว่า กนง. มีมติ 4 ต่อ 3 เสียงให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.50% ต่อปี เป็นครั้งที่ 28 ติดต่อกันตั้งแต่ปี 2558 โดย 3 เสียงเห็นควรให้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% เป็น 1.75% ต่อปี โดยประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวได้ต่อเนื่องแม้อุปสงค์ต่างประเทศมีสัญญาณชะลอลงบ้าง อัตราเงินเฟ้อทั่วไปและอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานมีทิศทางเพิ่มขึ้นใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้เดิม ภาวะการเงินโดยรวมยังอยู่ในระดับผ่อนคลายและเอื้อต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ เสถียรภาพระบบการเงินโดยรวมอยู่ในเกณฑ์ดี แต่ต้องติดตามความเสี่ยงที่อาจสะสมความเปราะบางในระบบการเงินได้ในอนาคต โดยเฉพาะจากภาวะการเงินที่ผ่อนคลายเป็นเวลานาน กนง. เห็นว่า นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายในระดับปัจจุบันมีส่วนช่วยสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจและสอดคล้องกับกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ กรรมการส่วนใหญ่จึงเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้

    กรรมการ 3 คนเห็นว่า ความต่อเนื่องของการขยายตัวทางเศรษฐกิจมีความชัดเจนเพียงพอและภาวะการเงินที่ผ่อนคลายมากอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานส่งผลให้ประชาชนและภาคธุรกิจประเมินความเสี่ยงของภาวะการเงินในอนาคตต่ำกว่าที่ควร จึงเห็นควรให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในครั้งนี้เพื่อลดความเสี่ยงด้านเสถียรภาพระบบการเงินซึ่งจะมีผลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว และเพื่อเริ่มสร้างขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงิน (policy space) ส่าหรับอนาคต ทั้งนี้ ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 5 ที่ กนง. ส่งสัญญาณเรื่องการเริ่มเพิ่มขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายนับตั้งแต่การประชุมครั้งที่ 4/2561 เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2561 แม้ว่าจะเริ่มเสียงแตกมาตั้งแต่การประชุมครั้งที่ 2/2561 เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2561 และเป็นครั้งที่ 2 ในเอกสารแถลงข่าวที่ระบุว่าความจำเป็นของนโยบายการเงินอย่างผ่อนคลายทยอยลดลงอย่างชัดเจน

    “ถามว่ามีอะไรเสี่ยงเพิ่มขึ้นจนกรรมการอีก 1 ท่านลงความเห็นว่าควรปรับเพิ่มดอกเบี้ย จริงๆ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก แต่เห็นความจำเป็นลดลงเนื่องจากเศรษฐกิจกลับมาเติบโตเข้มแข็งและมองไปข้างหน้าน่าจะเติบโตได้มากกว่าปัจจุบัน ดังนั้นกรรมการบางท่านก็มีมุมมองส่วนตัวว่าควรจะลดการดำเนินนโยบายแบบผ่อนคลายลง ส่วนเรื่องเสถียรภาพการเงินแม้ว่าจะมีออกมาตรการสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์แล้ว แต่บางส่วน เช่น หนี้ครัวเรือนก็ยังเห็นภาพว่าบางกลุ่มก่อหนี้เกินตัว ส่วนเรื่องการเร่งรักษาพื้นที่นโยบายเพื่อรองรับความไม่แน่นอนในอนาคต คือดอกเบี้ย 1.5% ก็ถือว่าต่ำกว่าปกติ ฉะนั้น ความจำเป็นที่จะใช้ดอกเบี้ยผ่อนปรนขนาดนี้อาจจะลดลงจากเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่อเนื่อง แต่ความเสี่ยงข้างหน้าที่ต้องเร่งเตรียมพร้อมก็อีกเรื่อง ต้องติดตามอีกครั้งว่าจำเป็นต้องใช้หรือไม่ กรรมการแต่ละท่านก็ชั่งน้ำหนักกัน” นายทิตนันทิ์กล่าว

    สำหรับความเสี่ยงที่ กนง. กังวลมากที่สุดครั้งนี้จะเป็นเรื่องเศรษฐกิจโลกที่จะมากระทบการส่งออก ซึ่งในเดือนกันยายนที่ผ่านมาเห็นว่าชะลอตัวลง กนง. หารือกันว่าเกิดจากสาเหตุอะไร พบว่ามีปัจจัยชั่วคราวอย่างเรื่องพายุที่เข้าฮ่องกง ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ ก็ทำให้ตัวเลข 3 ประเทศนี้ชะลอลง และการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่การค้าโลกโดยรวมชะลอตัวลง คงต้องติดตามว่าส่วนหลังจะหนักขึ้นหรือมีผลกระทบมากกว่าที่คาดการณ์หรือไม่

    เศรษฐกิจไทยในภาพรวมมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องแม้ว่าการส่งออกจะมีสัญญาณชะลอลงบ้างโดยส่วนหนึ่งได้รับผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน วัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์ที่ชะลอลง และผลจากสภาวะอากาศของประเทศคู่ค้าที่เป็นปัจจัยชั่วคราว ขณะที่การท่องเที่ยวชะลอลงโดยเฉพาะจากนักท่องเที่ยวจีน

    อย่างไรก็ตาม แรงส่งของอุปสงค์ในประเทศยังขยายตัวต่อเนื่อง การบริโภคภาคเอกชนขยายตัวตามรายได้และการจ้างงานนอกภาคเกษตรที่ปรับดีขึ้น แต่ยังได้รับแรงกดดันจากหนี้ภาคครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง สำหรับการลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวตามการย้ายฐานการผลิตมายังไทย และโครงการร่วมลงทุนของรัฐและเอกชนในโครงสร้างพื้นฐาน ส่วนการใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวชะลอลงกว่าที่ประเมินไว้เดิมจากความล่าช้าในการลงทุนของรัฐวิสาหกิจบางแห่ง ในภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังขยายตัวดีแต่เผชิญความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มขึ้นจากผลกระทบของมาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่อาจมากกว่าคาด รวมถึงความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์

    อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยทั้งปียังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้เดิมแต่มีความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มขึ้นตามความผันผวนของราคาพลังงานและราคาอาหารสด อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้เดิมตามแรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์ที่ปรับสูงขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง เช่น ผลกระทบจากการขยายตัวของธุรกิจ e-commerce การแข่งขันด้านราคาที่สูงขึ้น รวมถึงพัฒนาการของเทคโนโลยีที่ทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นได้ช้ากว่าในอดีต

    ด้านภาวะการเงินโดยรวมอยู่ในระดับผ่อนคลายและเอื้อต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ สภาพคล่องในระบบการเงินอยู่ในระดับสูง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้นปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ขณะที่อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงอยู่ในระดับต่ำ ทำให้ภาคเอกชนสามารถระดมทุนได้ต่อเนื่อง โดยสินเชื่อขยายตัวทั้งสินเชื่อธุรกิจและสินเชื่ออุปโภคบริโภค ด้านอัตราแลกเปลี่ยนนับจากการประชุมครั้งก่อน เงินบาทเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าลงเช่นเดียวกับเงินสกุลภูมิภาคจากความกังวลต่อความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลกที่เพิ่มขึ้น ในระยะข้างหน้า อัตราแลกเปลี่ยนยังมีแนวโน้มผันผวน คณะกรรมการฯ จึงเห็นควรให้ติดตามสถานการณ์อัตราแลกเปลี่ยนและผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิดต่อไป

    ระบบการเงินโดยรวมมีเสถียรภาพ แต่ยังต้องติดตามความเสี่ยงที่อาจสร้างความเปราะบางให้เสถียรภาพระบบการเงินได้ในอนาคต โดยเฉพาะพฤติกรรมแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น (search for yield) ในภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นเวลานาน ซึ่งอาจนำไปสู่การประเมินความเสี่ยงต่ำกว่าที่ควร (underpricing of risks) สำหรับภาวะการแข่งขันในตลาดสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยที่ส่งผลให้มาตรฐานการปล่อยสินเชื่อลดลงได้รับการดูแลในระดับหนึ่งด้วยการปรับปรุงหลักเกณฑ์การก่ากับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย นอกจากนี้ กนง. ให้ติดตามพฤติกรรมการก่อหนี้ของภาคครัวเรือน และความสามารถในการชำระหนี้ของภาคธุรกิจเอสเอ็มอี โดยเฉพาะกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยเชิงโครงสร้างและรูปแบบการทำธุรกิจ มองไปข้างหน้า เศรษฐกิจไทยในภาพรวมมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง แม้แรงส่งจากอุปสงค์ต่างประเทศชะลอลงบ้างและอาจมีความเสี่ยงจากผลกระทบของมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ และจีนที่มากกว่าคาด รวมถึงต้องติดตามพัฒนาการของเงินเฟ้อ และความเสี่ยงด้านเสถียรภาพระบบการเงินในระยะต่อไป ทั้งนี้ กนง. เห็นว่านโยบายการเงินควรอยู่ในระดับผ่อนปรนต่อไป แต่การดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากในระดับปัจจุบันจะทยอยลดความจำเป็นลง

    ]]>
    https://thaipublica.org/2018/11/mpc-14-11-2561/feed/ 0
    เกษตรกรอเมริกันฆ่าตัวตายสูงกว่าทหารผ่านศึกสองเท่า อินเดียฆ่าตัวตายวันละ 45 คน ฝรั่งเศส 1 คน ทุก 2 วัน https://thaipublica.org/2018/11/sunisa08/ https://thaipublica.org/2018/11/sunisa08/#respond Wed, 14 Nov 2018 03:13:31 +0000 https://thaipublica.org/?p=153617

    สุนิสา กาญจนกุล

    เจ้าชายแฮรี่ตรัสให้กำลังใจแก่เกษตรกรในออสเตรเลียซึ่งมีอัตราการฆ่าตัวตายสูง ว่าไม่ควรทนทุกข์อยู่ตามลำพัง ควรหาแรงสนับสนุนและกำลังใจจากเพื่อนบ้านหรือเพื่อนเกษตรกร
    ที่มาภาพ: https://www.news.com.au/lifestyle/health/mind/prince-harrys-powerful-speech-about-mental-health/news-story/d20b116e8b46d39e9f396d5aecacb58f

    เกษตรกรรมเป็นอาชีพที่มีความเครียดสูงเนื่องจากมีปัจจัยภายนอกหลายอย่างที่อยู่นอกเหนือการควบคุม สภาพจิตใจของคนในครอบครัวเกษตรกรจึงผันแปรไปตามความเปลี่ยนแปลงของปัจจัยเหล่านั้น

    ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (ซีดีซี) ของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ผู้ที่อยู่ในอาชีพเกษตรกรรม ซึ่งรวมทั้ง เกษตรกร ผู้ใช้แรงงานเพื่อการเกษตร ชาวไร่ปศุสัตว์ ชาวประมงและคนตัดไม้ มีอัตราการฆ่าตัวตายสูงกว่าอาชีพอื่นๆ โดยข้อมูลที่รวบรวมจาก 17 รัฐ แสดงให้เห็นว่ากลุ่มคนเหล่านี้มีอัตราการฆ่าตัวตายสูงกว่าประชากรทั่วไปถึง 5 เท่า สูงกว่าทหารผ่านศึก 2 เท่า

    รายงานของซีดีซีระบุว่าสิ่งที่น่าจะเป็นสาเหตุให้เกิดการฆ่าตัวตายได้แก่ สภาวะโดดเดี่ยวทางสังคม ความสูญเสียทางการเงิน การไม่ได้รับบริการด้านสุขภาพจิต (ซึ่งมีน้อยเนื่องจากอยู่ห่างไกล) หรือการปฏิเสธไม่ยอมรับบริการ รวมถึงการเข้าถึงช่องทางการฆ่าตัวตายได้ง่ายกว่า (เช่น ปืน อุปกรณ์การเกษตรและสารพิษ ฯลฯ)

    นิวส์วีคเสนอความเห็นว่าตัวเลขอัตราการฆ่าตัวตายของซีดีดีอาจต่ำกว่าความเป็นจริงด้วยซ้ำ เนื่องจากไม่มีการเก็บข้อมูลในรัฐเกษตรกรรมขนาดใหญ่หลายแห่งในสหรัฐฯ รวมถึงไอโอวา ซึ่งเป็นรัฐเกษตรกรรมที่ใหญ่มาก ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญอีกหลายรายเชื่อว่าตัวเลขน่าจะสูงกว่านี้ เพราะเกษตรกรจำนวนหนึ่งจงใจฆ่าตัวตายโดยจัดฉากให้เหมือนกับเกิดอุบัติเหตุระหว่างการทำงาน

    หาทางรับมือ

    ตัวเลขการฆ่าตัวตายของเกษตรกรสหรัฐฯ สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศอื่นๆ ทั่วโลก อัตราการฆ่าตัวตายของเกษตรกรชาวฝรั่งเศสคือเฉลี่ยราว 1 คน ทุก 2 วัน ออสเตรเลีย 1 คน ทุก 4 วัน อังกฤษ 1 คนต่อสัปดาห์ ส่วนในอินเดีย สูงถึงวันละ 45 คน ขณะที่ในสวิตเซอร์แลนด์ เกษตรกรมีอัตราการฆ่าตัวตายสูงกว่าอาชีพอื่นๆ ถึง 37 %

    นักจิตวิทยาเชื่อว่าสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกษตรกรมีอัตราการฆ่าตัวตายสูง เป็นเพราะผู้อยู่ในชนบท โดยเฉพาะผู้ชาย ไม่นิยมพูดคุยหรือเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับสุขภาพจิตของตนเอง หลายฝ่ายจึงริเริ่มหาวิธีช่วยเหลือเกษตรกรที่ตกอยู่ในความเครียดเพิ่มเติมจากช่องทางให้คำปรึกษาเรื่องการฆ่าตัวตายโดยทั่วไป

    รัฐวอชิงตันมีการออกร่างกฎหมายวิลค็อกซ์เพื่อลดการฆ่าตัวตายของเกษตรกร และเตรียมเสนอรัฐบัญญัติอีกสองฉบับ คือ The Stress Act และ The Farmers First Act ในเทนเนสซีมีการก่อตั้งกองกำลังป้องกันการฆ่าตัวตายของเกษตรกร

    ในออสเตรเลียมีการรณรงค์ให้เกษตรกรกล้าที่จะระบายความคับข้องใจของตนเองออกมาเพื่อป้องกันการฆ่าตัวตาย โดยในการเสด็จเยือนออสเตรเลียเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เจ้าชายแฮรี่แห่งอังกฤษทรงตรัสให้กำลังใจแก่เกษตรกรและแนะนำให้ขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น โดยทรงกล่าวว่า “การขอความช่วยเหลือเป็นหนึ่งในการตัดสินใจที่ดีที่สุดที่ข้าพเจ้าเคยทำ” เนื่องจากเจ้าชายแฮรี่ทรงเคยเข้ารับคำปรึกษาจากจิตแพทย์เรื่องพระมารดามาก่อน

    อย่างไรก็ตาม การให้คำปรึกษาหรือการป้องกันดูเหมือนจะเป็นการแก้ไขที่ปลายเหตุ เพราะเมื่อสืบย้อนกลับไปเรื่อยๆ ต้นตอที่แท้จริงของความเครียดในหมู่เกษตรกรมาจากราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำลงนั่นเอง

    นับตั้งแต่ปี 2013 รายได้ของเกษตรกรสหรัฐฯ ลดลงราวๆ 50 % สินค้าโภคภัณฑ์ส่วนใหญ่ราคาต่ำกว่าต้นทุนการผลิต เมื่อเดือนสิงหาคม 2017 ทอม กีเซล ประธานสหพันธ์เกษตรกรของพอว์นีเคานตี้ในแคนซัส เผยแพร่วิดีโอชื่อ “ของสิบอย่างที่ข้าวสาลี 1 บูเชลซื้อไม่ได้” ตัวอย่างของสิ่งที่อยู่ในวิดีโอ คือ กระดาษชำระ 4 ม้วน ถ่านไฟฉายอัลคาไลน์ 2 ก้อน มัฟฟิน 6 ก้อน ฯลฯ แต่สิ่งที่ชวนให้สะท้อนใจที่สุดคือ ขนมปังโฮลวีต 1 ก้อน เนื่องจากข้าวสาลี 1 ถัง สามารถทำขนมปังได้ถึง 70 ก้อน โดยในช่วงนั้น ข้าวสาลีราคาบูเชลละ 3.27 เหรียญ (1 บูเชล = 27.12 กิโลกรัม โดยประมาณ)

    แหล่งข้อมูล
    1. https://www.theguardian.com/us-news/2017/dec/06/why-are-americas-farmers-killing-themselves-in-record-numbers
    2.https://www.cdc.gov/mmwr/volumes/65/wr/mm6525a1.htm
    3.https://www.euractiv.com/section/agriculture-food/news/one-french-farmer-commits-suicide-every-two-days-survey-says/
    4.http://www.newspressnow.com/news/local_news/level-of-farmer-suicides-draws-concern/article_a96a9568-38a2-577f-a969-ce9202bb58f2.html

    ]]>
    https://thaipublica.org/2018/11/sunisa08/feed/ 0
    “บิ๊กป้อม” ยันไม่เลื่อนเลือกตั้ง – หนุน “ลุงตู่” นั่งนายกฯ ต่อ – มติ ครม. คลายล็อค “กัญชา” ทดลองใช้ทางการแพทย์ 5 ปี https://thaipublica.org/2018/11/ncpo-cabinet-2561-46/ https://thaipublica.org/2018/11/ncpo-cabinet-2561-46/#respond Tue, 13 Nov 2018 12:59:50 +0000 https://thaipublica.org/?p=153586
    พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

    เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2561 ที่ทำเนียบรัฐบาลมีการประชุมคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยมี พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานแทน พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ที่เดินทางไปเช้าร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 33 และการประชุมสุดยอดที่เกี่ยวข้อง ณ สาธารณรัฐสิงคโปร์ ระหว่างวันที่ 13-15 พฤศจิกายน 2561

    ยันไม่เลื่อนเลือกตั้ง – หนุน “บิ๊กตู่” นั่งนายกฯ ต่อ

    พล.อ. ประวิตร กล่าวว่า วันนี้ในที่ประชุมได้หารือในเรื่องเก่าๆ เช่น การติดตามงานต่างๆ ตามที่นายกฯ ได้สั่งการไว้แล้ว แม้นายกฯ จะเดินทางไปต่างประเทศก็ตาม ทั้งนี้ ไม่ได้หารือถึงสถานการณ์ทางการเมือง มีเพียงการดูแลความปลอดภัยในช่วงลอยกระทง ส่วนกรณีที่ 3 รัฐมนตรีไปร่วมกิจกรรมรับสมาชิกสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) นั้นไม่ใช่เรื่องของ คสช. เพราะ คสช. ไม่เกี่ยวกับการเมือง เพียงแต่ดูแลความสงบเรียบร้อย

    เมื่อถามถึงกรณีที่หลายพรรคการเมือง โดยเฉพาะพรรคเล็ก ไม่พร้อมเลือกตั้ง 24 กุมภาพันธ์ 2562 พล.อ. ประวิตร ระบุว่า ตนไม่ทราบ และฝ่ายความมั่นคงก็ไม่ทราบ พรรคการเมืองจะมาบอกตนหรือว่าไม่พร้อม โดยยืนยันว่าเรื่องความมั่นคงนั้นไม่มีผลต่อการเลื่อนการเลือกตั้งอยู่แล้ว แต่ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นปัจจุบันทันด่วนที่ตนไม่รู้ ก็ถือว่าไม่รู้ เพราะเป็นสถานการณ์ข้างหน้า แต่ปัจจุบันสิ่งต่างๆ ยังเรียบร้อยดี

    เมื่อถามว่าหากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไม่พร้อมจัดการเลือกตั้ง 24 กุมภาพันธ์ 2562 จะทำอย่างไร พล.อ. ประวิตร กล่าวว่า กกต. บอกว่าพร้อมจัดเลือกตั้งตั้งแต่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 เป็นต้นไป ตนตอบตามที่ กกต. พูด ซึ่งได้ดูจากโทรทัศน์ ยืนยันอีกครั้งว่าขณะนี้ไม่มีปัจจัยอะไรทำให้การเลือกตั้งต้องเลื่อนออกไป

    เมื่อถามว่าสัปดาห์ก่อนท่านระบุหากมีเหตุการณ์นอกเหนือการควบคุม อาจเลื่อนการเลือกตั้งออกไป พล.อ. ประวิตร กล่าวว่า ไม่ได้พูดอย่างนั้น สื่อไปพูดเอง

    เมื่อถามว่าส่วนตัวสนับสนุนให้ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ ต่อหรือไม่ พล.อ. ประวิตร กล่าวว่า ตนยังคงสนับสนุนให้ พล.อ. ประยุทธ์ กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง ซึ่งการเข้าสู่ตำแหน่งจะเป็นไปตามข้อบัญญัติของรัฐธรรมนูญ แต่ปฏิเสธที่จะให้ความชัดเจนว่าขณะนี้มีพรรคการเมืองใดทาบทาม พล.อ. ประยุทธ์ แล้วหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของ พล.อ. ประยุทธ์ เอง และส่วนตัวยังไม่ได้สนใจหรือศึกษานโยบายของพรรคการเมืองใด

    สั่ง ตำรวจ – ทหาร สกัดขบวนการลักลอบนำเข้าของหนีภาษี – น้ำมันปาล์ม

    พล.อ. ประวิตร ตอบคำถามกรณีประชาชนร้องเรียนร้านธงฟ้าประชารัฐ ในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ นำน้ำมันปาล์มสำเร็จรูปบรรจุขวดจากมาเลเซียมาจำหน่าย ว่า ขณะนี้ได้เน้นย้ำเรื่องการลักลอบน้ำมันปาล์มนำเข้า ซึ่งทางตำรวจสามารถจับได้เยอะ

    “ส่วนที่มีข่าวว่าเข้าที่ไหน ขอให้พาไปหน่อย อย่าเพียงแต่พูดไปเรื่อย บอกมาจะสั่งให้ไปทันที ข่าวมาจากไหน หนังสือพิมพ์หรือ อยากเขียนอะไรก็เขียน ตอนนี้สั่งทั้งตำรวจน้ำและทหารเรือ การป้องกันลักลอบของหนีภาษีทั้งหมด รวมถึงน้ำมันปาล์มด้วย เราพยายามป้องกันเต็มที่โดยเฉพาะยาเสพติดให้โทษ” พล.อ. ประวิตร กล่าว

    มติ ครม. มีดังนี้

    นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ พ.อ.อธิสิทธิ์ ไชยนุวัฒน์ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (ซ้าย-ขวา) ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th

    คลายล็อค “กัญชา” ทดลองใช้ทางการแพทย์ 5 ปี สธ.ออกใบอนุญาต – ป.ป.ส.คุม พื้นที่ปลูก

    พล.อ. ประวิตร ระบุถึงความคืบหน้าเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. …. ว่า ที่ประชุม ครม. มีมติ “คลายล็อกกัญชา” ยังไม่ใช่การปลดล็อก เพราะกัญชายังเป็นยาเสพติดในประเภท 5 เพียงแต่จะนำมาใช้ประโยชน์ในการศึกษาในเรื่องของการรักษาโรค ว่าควรจะจำกัดจำนวนในการใช้ ซึ่งจะใช้เป็นบทเฉพาะกาลในระยะเวลา 5 ปีก่อน ซึ่งจะต้องส่งกลับไปให้ทางสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาอีกครั้งหนึ่ง โดยยืนยันว่ากฎหมายดังกล่าวจะออกทันภายในรัฐบาลนี้

    ด้านนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.ยาเสพติดฯ นี้ได้รับการเสนอโดย สนช. ซึ่งสัปดาห์ที่แล้ว ครม. ได้รับร่างกฎหมายดังกล่าวมาพร้อมทำความเห็นก่อนส่งให้ สนช. ไปพิจารณาอีกครั้ง โดยมีสาระสำคัญในการปรับแก้ให้สามารถนำ “กัญชา” มาใช้รักษาโรคได้ ดังนี้

    1. แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 16 ผู้ที่ได้รับใบอนุญาตสามารถ ผลิต นำเข้า หรือส่งออก ยาเสพติดประเภท 5 ได้ เพื่อประโยชน์ของทางราชการ
    2. แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 17 ให้ผู้ได้รับใบอนุญาตสามารถจำหน่าย หรือมีไว้เพื่อจำหน่าย ยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 ได้
    3. แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 18 โดยยกเว้นให้มียาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 ไว้ในครอบครองในจำนวนที่จำเป็นสำหรับรักษาโรคเฉพาะตัว หรือสำหรับใช้ปฐมพยาบาล หรือกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินในเรือ เครื่องบิน หรือยานพาหนะที่ใช้ในการขนส่งระหว่างประเทศได้
    4. แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 19 โดยเป็นการเพิ่มอำนาจของผู้อนุญาตให้จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 2 หรือประเภทที่ 5 แก่ผู้ขออนุญาต
    5. เพิ่มมาตรา 19/1 ให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) มีอำนาจกำหนดเขตพื้นที่เพื่อทดลองปลูกพืชที่เป็น หรือให้ผลผลิตเป็นยาเสพติดให้โทษปรพเภท 5 ในปริมาณที่กำหนด โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาและต้องมีมาตรการควบคุมตรวจสอบด้วย
    6. แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 26 โดยให้ตัดยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ออกจากบทบัญญัติห้ามผลิต จำหน่าย นำเข้า ส่งออก และการมีไว้ในครอบครอง รวมถึงการกำหนดปริมาณยาเสพติดประเภท 5 ที่ให้สันนิษฐานว่ามีไว้เพื่อครอบครองจำหน่ายออก และนำไปใช้กับมาตราอื่นด้วย
    7. แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 27 โดยกำหนดห้ามไม่ให้ผู้ได้รับอนุญาตจำหน่ายนำยาเสพติดให้โทษปรเภท 5 ออกนอกสถานที่ที่ระบุไว้ในอนุญาต
    8. แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 28 เพิ่มหน้าที่ของผู้รับอนุญาตในการจัดเก็บรักษายาเสพติด และหน้าที่ที่ต้องกระทำเมื่อยาเสพติดถูกโจรกรรม สูญหาย หรือถูกทำลาย
    9. แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 48 ให้ผู้ประกอบวิชาชีพที่ได้รับอนุญาตสามารถโฆษณายาเสพติดให้โทษประเภท 5 ได้ และกำหนดหลักเกณฑ์ในการโฆษณาฉลากหรือเอกสารกำกับที่ภาชนะบรรจุ
    10. แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 60 กำหนดให้ผู้ได้รับอนุญาตที่ประสงค์จำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครอง ซึ่งยาเสพติดประเภท 5 เกินปริมาณกำหนด ต้องยื่นคำขอรับใบอนุญาต
    11. แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 61 กำหนดหน้าที่ และอำนาจของทายาท หรือผู้จัดการมรด ในกรณีที่ผู้ได้รับอนุญาตฯ เสียชีวิตก่อนใบอนุญาตหมดอายุ
    12. แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 76 และ มาตรา 76/1 ในการกำหนดโทษของผู้ฝ่าฝืน พ.ร.บ. นี้

    นายพุทธิพงษ์ กล่าวต่อไปว่า เนื่องจากที่ผ่านมามีผลการวิจัยว่าสารสกัดจากกัญชามีประโยชน์ทางการแพทย์ และใน 26 ประเทศได้มีการผ่อนปรน อนุญาตให้ประชาชนนำกระท่อมและกัญชามาใช้ทางการแพทย์หรือเพื่อสันทนาการได้ เช่น สหรัฐอเมริกา แคนาดา เนเธอร์แลนด์ เบลเยียม

    “สำหรับประเทศไทย กระท่อมและกัญชายังเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มีโทษทั้งผู้เสพและผู้ครอบครอง ขณะที่ความจริงมีผู้ป่วยบางส่วนลักลอบใช้กัญชาเพื่อรักษาโรคมานานแล้ว ทำให้มีราคาแพงและอาจไม่ถูกต้องตามหลักการแพทย์ จึงแก้ไขกฎหมายดังกล่าวให้สามารถนำกัญชาและกระท่อมไปทำการศึกษาวิจัย และใช้รักษาโรคภายใต้การควบคุมของแพทย์ได้”

    “ครม. ทบทวนแล้วมีการเพิ่มเติมให้กระทรวงสาธารณสุขเป็นหน่วยงานที่ควบคุมในการใช้ประโยชน์จากกัญชาเป็นระยะเวลา 5 ปีก่อน จากที่ สนช. เสนอมาไม่มีการควบคุมระยะเวลา เนื่องจาก ครม. เห็นว่าในระยะเวลา 5 ปีแรกควรมีการติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด ก่อนที่จะปรับให้เกิดความเหมาะสมอีกครั้ง ซึ่งในหลักการและเหตุผลของการอนุญาตนั้นกระทรวงสาธารณสุขจะเป็นผู้พิจารณา ส่วน ป.ป.ส. จะเป็นหน่วยงานในการควบคุมด้านพื้นที่ ซึ่ง ป.ป.ส. อาจประกาศให้ท้องที่ใดสามารถเสพกระท่อมโดยไม่ผิดกฎหมายได้” นายพุทธิพงษ์ กล่าว

    เห็นชอบมาตรการอุ้มราคาปาล์ม – สั่งแก้ยางพาราใน 7 วัน

    นายพุทธิพงษ์ กล่าวว่า ครม. คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบสรุปมติการประชุมคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ ครั้งที่ 3/2561 เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2561 ตามที่คณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ (กนป.) เสนอ เพื่อแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันปาล์มตกต่ำ สรุปสาระสำคัญดังนี้

    1. โครงการเร่งรัดส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ ปี 2561 ตามมาตรการปรับสมดุลน้ำมันปาล์มในประเทศ เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนจึงมีข้อเสนอให้มีการนำน้ำมันปาล์มดิบมาผลิตกระแสไฟฟ้าในโรงไฟฟ้าที่มีศักยภาพ เพื่อลดปริมาณสต็อกน้ำมันปาล์มในประเทศ จำนวน 160,000 ตัน
    2. ขยายระยะเวลาส่งออกจากปกติจะสิ้นสุดประมาณเดือนพฤศจิกายน 2561 เป็นเดือนพฤษภาคม 2562 พร้อมทั้งขอเพิ่มเติมวัตถุประสงค์ในการใช้เงินงบกลางในโครงการเร่งรัดส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ ปี 2561 ภายในวงเงิน 525 ล้านบาท ตามมติ กนป. ครั้งที่ 2/2561 เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2561 เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่มให้กับกระทรวงพลังงาน โดยปัจจุบันมีการเร่งเจรจาเพื่อส่งออกไปยังสเปนอยู่คาดว่าจะแล้วเสร็จใน 2 เดือนนี้
    3. มาตรการเพิ่มปริมาณการใช้น้ำมันปาล์มดิบเป็นเชื้อเพลิงในเครื่องยนต์ เพื่อแก้ไขปัญหาอุปสรรคของการส่งเสริมการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี 20 ในรถยนต์บรรทุกขนาดใหญ่และมาตรการจูงใจให้มีการส่งเสริมการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี 20 ในรถยนต์ขนาดเล็ก โดยเห็นชอบให้มีการเพิ่มสัดส่วนการใช้ไบโอดีเซล (บี 7) จากอัตราส่วนผสมร้อยละ 6.5-7.0 เป็นร้อยละ 6.8-7.0 ซึ่งส่งผลให้มีการใช้น้ำมันปาล์มดิบเพิ่มขึ้นปีละ 80,000 ตัน นอกจากนี้ ยังมอบหมายให้กระทรวงพลังงานหาแนวทางส่งเสริมและมาตรการจูงใจให้มีการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี 20 ในรถบรรทุกและรถยนต์ขนาดเล็ก
    4. เห็นชอบให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการบริหารและกำกับดูแลมาตรการปรับสมดุลน้ำมันปาล์มในประเทศ (เฉพาะกิจ) เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินการตามมาตรการให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีอธิบดีกรมการค้าภายใน เป็นประธาน ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการค้าสินค้าเกษตร 1 กรมการค้าภายในเป็นอนุกรรมการและเลขานุการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมเป็นอนุกรรมการ ตามร่างองค์ประกอบที่นำเสนอ กนป. รวม 13 คน โดยให้เพิ่มองค์ประกอบในคณะอนุกรรมการฯ จำนวน 4 ท่าน ตามความเห็นของประธาน กนป. และกรรมการ กนป. คือ ผู้แทน กอ.รมน. จำนวน 1 ท่าน และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิใน กนป. จำนวน 3 ท่าน รวม 17 ท่าน

    ทั้งนี้ คาดว่าราคาปาล์มน้ำมันจะปรับตัวจาก 2.6 บาทในปัจจุบันเป็น 3.1 บาทในอนาคตอันใกล้ นอกจากนี้ พล.อ. ประยุทธ์ ได้สั่งการไปถึงปัญหายางพาราที่ตกต่ำให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เร่งให้มาตรการแก้ไขอย่างเร่งด่วนภายใน 7 วัน ซึ่งปัจจุบันได้หารือมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการประกันราคา การลดต้นทุน การหาสินค้าปลายทางที่จะนำยางไปใช้ หรือให้หน่วยราชการนำยางไปใช้เพิ่มเติม

    ผ่านร่างพ.ร.บ.ยา ตั้งผู้เชี่ยวชาญ ช่วย อย. ตรวจ – รับรองบัญชี

    นายพุทธิพงษ์ กล่าวว่า ครม. มีมติเห็นชอบคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติยา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. และให้กระทรวงสาธารณสุขรับข้อสังเกตของนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ไปพิจารณาเกี่ยวกับการดำเนินการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบเกี่ยวกับการแก้ไขอัตราค่าธรรมเนียมท้ายร่างพระราชบัญญัติฯ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ทั้งนี้ สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติยา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. มีบทบัญญัติที่สอดคล้องกับการคุ้มครองผู้บริโภค และมีการเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการพิจารณา ซึ่งประกอบด้วยบทบัญญัติที่ปรับแก้ไขจากพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 เช่น แก้ไขนิยามศัพท์คำว่า “ผู้ประกอบโรคศิลปะแผนโบราณ” ให้ครอบคลุมผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยประยุกต์

    ซึ่งต่อไปสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) หรือหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายไม่ต้องนำส่งค่าขึ้นบัญชีผู้เชี่ยวชาญ ค่าใช้จ่ายที่จัดเก็บจากผู้ยื่นคำขอในกระบวนการพิจารณาอนุญาตให้แก่คลัง และให้นำมาบริหารจัดการเกี่ยวกับการให้ดำเนินการของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยามีความรวดเร็วการพัฒนาศักยภาพบุคลากรและการดำเนินงานตามแผนงานหรือโครงการที่เป็นประโยชน์สาธารณะเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคด้านยาตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด โดยความเห็นชอบของกระทรวงการคลัง

    มีการแก้ไขเพิ่มเติมให้ผู้รับอนุญาตต้องยื่นเอกสารการได้มาซึ่งสิทธิบัตรหรืออนุสิทธิบัตรในกรณีเป็นยาที่ได้รับสิทธิบัตรตามกฎหมายว่าด้วยสิทธิบัตรประกอบคำขอขึ้นทะเบียนตำรับยา แก้ไขเพิ่มเติมให้ใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับยามีอายุ 5 ปีนับแต่วันที่ออกใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับและวิธีการต่ออายุใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับยา แก้ไขเพิ่มเติมบทกำหนดโทษ สำหรับผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการศึกษาวิจัยยา และผู้ที่ต่ออายุใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับยาเกินระยะเวลาที่กำหนด

    รวมถึงแก้ไขอัตราค่าธรรมเนียมท้ายพระราชบัญญัติ เช่นค่าธรรมเนียมขึ้นทะเบียนยาจากเพดานสูงสุดที่ 10,000 บาทเป็นสูงสุด 50,000 บาท หรือค่าธรรมเนียมขอเปิดร้านขายยาจากสูงสุด 3,000 บาทเป็นสูงสุด 5,000 บาท ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขจะออกเป็นประกาศถึงเหตุผลและรายละเอียดการจัดเก็บอีกครั้ง

    “สาระสำคัญนั้นที่ผ่านมาใครจะขึ้นบัญชียาต้องผ่าน อย. การแก้ไขกฎหมายจะทำให้ อย. มีสิทธิในการแต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญ องค์กรผู้เชี่ยวชาญ หน่วยงานรัฐหรือเอกชน ทำหน้าที่กลั่นกรองบัญชีใหม่ๆ เพราะที่ผ่านมากระบวนการช้าในเรื่องของการตรวจสอบ การรับรองมาตรฐาน แหล่งผลิต การแก้ไขกฎหมายจะทำให้ความรวดเร็วในการรับรองบัญชียาจะเร็วขึ้น แต่สุดท้ายต้องผ่านความเห็นชอบจาก อย. ทั้งหมด” นายพุทธิพงษ์ กล่าว

    เมื่อถามว่าร่างแก้ไข พ.ร.บ. ก่อนหน้านี้เหมือนจะมีการเปิดกว้างให้ร้านสะดวกซื้อขายยาได้ด้วย นายพุทธิพงษ์ กล่าวว่า นั่นคือการเสนอเข้ามาตอนแรกที่จะนำเข้ามา ก็มีการเขียนให้ผู้ประกอบการการยาได้กว้างขึ้น แต่จากความวิตกกังวลของประชาชน ครม. ก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ก็ได้มอบหมายให้กระทรวงสาธารณสุขและผู้ที่เกี่ยวข้องไปร่าง พ.ร.บ.ยาขึ้นมาใหม่ ซึ่งมีการยกและตัดมาตรานั้นออกไปทั้งหมด

    “สิ่งที่เป็นกังวลอยู่จะไม่มีใน พ.ร.บ. ฉบับนี้ จึงมีเฉพาะที่จำเป็นและน่าจะช่วยแก้ไขปัญหาของ พ.ร.บ. และบัญชียาให้ทันสมัยรวดเร็วขึ้น ในสิ่งที่กังวลไม่ได้มีบรรจุอยู่ใน พ.ร.บ.ยาฉบับนี้ ซึ่งเคยอยู่ในมาตรา 22 ตอนนี้ตัดออกไปทั้งหมดแล้ว” นายพุทธิพงษ์ กล่าว

    คลอด 4 มาตรการ กระตุ้นท่องเที่ยว

    นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ครม. มีมติเห็นชอบในหลักการมาตรการกระตุ้นตลาดท่องเที่ยวไทยในช่วงต้นฤดูกาลท่องเที่ยว ตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเสนอ ระยะเวลา 2 เดือน ดังนี้

      1. โครงการ Amazing Thailand Grand Sale “Passport Privileges” ระหว่างวันที่ 15 พฤศจิกายน 2561 – วันที่ 15 มกราคม 2562 รวมทั้ง การเปิดให้บริการพื้นที่พิเศษเพิ่มเติมแก่นักท่องเที่ยวในการคืนภาษี (VAT Refund) ในพื้นที่ย่านแหล่งท่องเที่ยว หรือห้างสรรพสินค้าสำหรับการซื้อสินค้าออกนอกราชอาณาจักร ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของกรมสรรพากร เรื่องการแต่งตั้งตัวแทนการคืนภาษีมูลค่าเพิ่มให้กับนักท่องเที่ยว โดยมีเป้าหมายรักษารายได้ทางการท่องเที่ยว ไม่ให้ต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ในปี 2562 คือรายได้จากนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า ร้อยละ 12 (ประมาณ 2.28 ล้านล้านบาท)

      2. การเพิ่มความถี่ของการเดินทาง สำหรับหนังสือเดินทางที่ขอรับการตรวจลงตราแบบสามารถเดินทางได้ครั้งเดียว (Single Entry Visa) ณ สถานทูตหรือสถานกงสุลไทย จากเดิมที่สามารถเดินทางได้ 1 ครั้ง เป็นสามารถเดินทางเข้าประเทศไทยได้ 2 ครั้ง (Double Entries Visa) ภายใน 6 เดือน โดยคิดค่าธรรมเนียมอัตราเดิม คือคนละ 1,000 บาทโดยกำหนดระยะเวลาการขอรับการตรวจลงตราที่สถานทูตเป็นระยะเวลา 2 เดือน

      3. การให้อนุญาตกลับเข้ามาในราชอาณาจักรอีก (Re-Entry Permit) แบบอนุญาตครั้งเดียว เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีวีซ่าอยู่แล้ว (ทั้งแบบ TR และ VoA) โดยอนุญาตให้นักท่องเที่ยวต่างชาติสามารถเดินทางไปท่องเที่ยวประเทศเพื่อนบ้านของไทยสามารถกลับเข้ามาท่องเที่ยวประเทศไทยอีก โดยไม่ต้องขออนุญาตอีกครั้ง และสามารถรักษาสิทธิ์การอยู่ในประเทศไทยตามระยะเวลาคงเหลือที่กำหนดในวีซ่าเดิม

      4. แก้ไขหลักการกฎกระทรวงมหาดไทยในการเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์การอนุญาตให้ชาวต่างชาติที่ได้รับสิทธิยกเว้นการตรวจลงตราเพื่อการท่องเที่ยวเป็นระยะเวลา 30 วัน (ผ.30) ซึ่งจะเดินทางเข้าประเทศไทยผ่านทางช่องทางอนุญาตของด่านตรวจคนเข้าเมืองหรือด่านพรมแดนที่เป็นเขตติดต่อกับพรมแดนทางบก สามารถเข้ามาในประเทศไทยด้วยการยกเว้นการตรวจลงตราได้ไม่จำกัดจำนวนครั้งต่อปีปฏิทิน จากเดิมที่กำหนดไว้ในปี 2559 ว่าไม่เกินปีละ 2 ครั้ง

    ทั้งนี้ จากฐานข้อมูลกระทรวง การท่องเที่ยวและกีฬา พบว่า ในปี 2560 มีจำนวนเกือบ 5 ล้านคน ขยายตัวร้อยละ 3.01 เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2559 ประกอบกับปัจจุบันมีชาวต่างชาติเป็นจำนวนมากที่อาศัยและทำงานในประเทศเพื่อนบ้านของไทย เช่นสิงคโปร์ ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา เป็นต้น ซึ่งนิยมเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยเพื่อการช้อปปิ้งพักผ่อนหย่อนใจ การแข่งกีฬาหรือชมการแข่งขัน รวมทั้งการเดินทางเข้ามาดูแลรักษาสุขภาพ

    ไฟเขียว ขรก. อุปสมบทถวายเป็นพระราชกุศลฯ ไม่นับเป็นวันลา

    พ.อ. อธิสิทธิ์ ไชยนุวัติ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าร่วมโครงการอุปสมบทเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล อุทิศถวายพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และถวายพระพรชัยมงคลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยไม่นับเป็นวันลา ได้รับเงินเดือนปกติ ไม่กระทบกับสิทธิการลาอุปสมบทในอนาคต ตามที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ

    ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้อุปสมบทได้แสดงความจงรักภักดี รำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ และได้ศึกษาเรียนรู้หลักคำสอนทางพุทธศาสนานำไปใช้ประโยชน์เป็นหลักประพฤติในชีวิตประจำวันและการปฏิบัติงาน โดยจะมีพิธีบรรพชาอุปสมบทและจาริกแสวงบุญสังเวชนียสถานทั้ง 4 แห่ง ที่สาธารณรัฐอินเดียและสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาล

    โดยมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17-29 พฤศจิกายน 2562 ซึ่งโครงการดังกล่าวมีผู้เข้าร่วม 90 คน แบ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐ 78 คน ใช้งบรายจ่ายประจำปี 2562 ของสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี จำนวน 12 ล้านบาท และ จากภาคเอกชน 12 คน โดยจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการเดินทางเอง

    รณรงค์ลอยกระทงปีนี้ “1 ครอบครัว 1 กระทง”

    พ.อ. อธิสิทธิ์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติรับทราบแนวทางและมาตรการรณรงค์เพื่อสืบสานคุณค่าทางวัฒนธรรมเนื่องในประเพณีลอยกระทง ประจำปีพุทธศักราช 2561 ในระหว่างวันที่ 16-25 พฤศจิกายน 2561 ภายใต้แนวคิด “ลอยกระทงปลอดภัย สืบสานวัฒนธรรมไทย ใส่ใจสายน้ำและสิ่งแวดล้อม” ตามที่กระทรวงวัฒนธรรมเสนอ

    สำหรับแนวทางและมาตรการรณรงค์ในประเพณีลอยกระทง 2561 มี โดยได้ขอความร่วมมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันกำหนดมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด เช่น การกำหนดไม่เล่นพลุและดอกไม้ไฟในที่ชุมชน ขอความร่วมมือจากประชาชนปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด ขอความร่วมมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจราจร ตรวจสอบความเรียบร้อยของยานพาหนะที่จะใช้รับส่งประชาชน ขอความร่วมมือจากประชาชนปฏิบัติตามแนวทางของประเพณีที่เหมาะสม เช่น ประดิษฐ์กระทงร่วมกันในครอบครัวและในชุมชน รวมทั้งขอความร่วมมือหน่วยงานต่างๆ จัดกิจกรรม เช่น การละเล่นและการแสดงทางวัฒนธรรมตามประเพณีท้องถิ่น เพื่อเป็นการถ่ายทอดมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม และส่งเสริมให้การใช้วัสดุจากธรรมชาติและย่อยสลายง่ายมาประดิษฐ์กระทง และรณรงค์แนวทาง “1 ครอบครัว 1 กระทง” หรือ “1 หน่วยงาน 1 กระทง”

    ทั้งนี้ได้มีแนวทางการดำเนินงานของส่วนราชการที่เข้าร่วมประชุมบูรณาการประเพณีลอยกระทง พ.ศ. 2561 โดยกระทรวงมหาดไทย (กรมการปกครอง) ได้กำชับให้ทุกจังหวัดดำเนินการตามแผนดูแลความปลอดภัยของประชาชน รวมทั้งพิจารณาอนุญาตการจุดและปล่อยพลุ ตะไล โคมลอย หรือวัตถุอื่นใดที่คล้ายคลึง ตลอดจนจัดทำแผนป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงประเพณีลอยกระทง ด้านสำนักงานตรวจแห่งชาติ จะจัดให้มีความเข้มงวดในการรักษาความสงบในแต่ละพื้นที่ และพร้อมใช้แผนเผชิญเหตุโดยเฉพาะในจุดที่มีประชาชนเป็นจำนวนมาก

    สำหรับกระทรวงคมนาคม (กรมเจ้าท่า) ได้มีการกำหนดเขตควบคุมการเดินเรือในแม่น้ำเจ้าพระยา ห้ามเรือเดินทะเล เรือลำเลียง เรือบรรทุกสินค้าอันตราย เรือน้ำมัน และเรือลากจูง ผ่านเขตควบคุมการเดินเรือในวันที่ 22 พฤศจิกายน 2561 เวลา 16.00-24.00 น. รวมทั้งตั้งศูนย์อำนวยความปลอดภัยทางน้ำและศูนย์อำนวยความสะดวกพร้อมดูแลความปลอดภัยทางน้ำ บริเวณท่าเทียบเรือที่มีการใช้บริการหนาแน่น และเปิดสายด่วน 1584 รับแจ้งเหตุ 24 ชั่วโมง

    ด้านกระทรวงวัฒนธรรม (สำนักงานปลัด วธ.) สนับสนุนการจัดงานระหว่างวันที่ 16-25 พ.ย. 2561 โดยจัดกิจกรรม เช่น การเผาเทียนเล่นไฟ การแสดงทางวัฒนธรรม และการแสดงพื้นบ้าน เป็นต้น จัดกิจกรรมประเพณีลอยกระทงอาเซียน เวียดนาม ลาว และไทย โดยเน้นสืบสานและรักษาคุณค่าของประเพณีและวัฒนธรรมระหว่างประเทศ และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (กรมการท่องเที่ยว) ประชาสัมพันธ์และบริการให้ข้อมูลประชาชนในการส่งเสริมการใช้วัสดุจากธรรมชาติมาผลิตกระทง และรณรงค์ให้ใช้กระทงร่วมกันเพื่อลดปริมาณขยะ รวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าร่วมกิจกรรมตามสถานที่ต่างๆ ของทั้งทางภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ

    อ่าน มติ ครม. ประจำวันที่ 13 พฤศจิกายน 2561 เพิ่มเติม

    ]]>
    https://thaipublica.org/2018/11/ncpo-cabinet-2561-46/feed/ 0
    โครงการ CU NEX ของกสิกรไทยคว้าเหรียญทองงานประกวดนวัตกรรมทางการเงินระดับโลก https://thaipublica.org/2018/11/cu-nex-kbank-13-11-2561/ https://thaipublica.org/2018/11/cu-nex-kbank-13-11-2561/#respond Tue, 13 Nov 2018 12:37:47 +0000 https://thaipublica.org/?p=153607

    ข่าวประชาสัมพันธ์

    นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย(เสื้อชมพู)

    กสิกรไทยคว้าเหรียญทอง The APAC Innovation of the Year 2018 ในงานประกวดนวัตกรรมทางการเงินระดับโลก จากผลงานพัฒนาแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงการใช้ชีวิตของนิสิตกับเทคโนโลยีดิจิทัลผ่านแอปพลิเคชันภายใต้โครงการ CU NEX เน้นพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ อย่างไม่หยุดยั้ง พร้อมเชื่อมโยงมหาวิทยาลัย-นายจ้างให้ตรวจสอบ Transcript ใบรับรองทางการศึกษาผ่าน Blockchain ปิดช่องปลอมแปลงเอกสารเพื่อใช้สมัครงาน

    นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า จากการที่ธนาคารกสิกรไทยส่งโครงการ CU NEX เข้าร่วมประกวดรางวัล Efma & Accenture Distribution & Marketing Innovation in Retail Banking 2018 งานประกวดนวัตกรรมและแผนการตลาดภาคการเงินที่มีสถาบันการเงินทั่วโลกส่งโครงการเข้าร่วมประกวด ซึ่งผลการตัดสินจากคณะกรรมการและการโหวตของสมาชิกปรากฏว่า ธนาคารกสิกรไทยสามารถคว้ารางวัล The APAC Innovation of the Year 2018 ในระดับ Gold ในกลุ่มบริการทางการเงินภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุดในกลุ่มนี้

    ทั้งนี้โครงการ CU NEX ซึ่งธนาคารร่วมพัฒนากับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้รับรางวัลระดับ Gold นับเป็นความสำเร็จอย่างสูงและได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติถึงความก้าวหน้าและแนวความคิดในการพัฒนาแพลตฟอร์มหลักที่จะสามารถเชื่อมโยงชีวิตและการศึกษาของนิสิต อาจารย์ และบุคลากรเข้ากับเทคโนโลยีดิจิทัลได้อย่างสมบูรณ์แบบผ่านแอปพลิเคชัน CU NEX บนโทรศัพท์มือถือเพื่ออำนวยความสะดวกและผลักดันให้นิสิตใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

    แอปพลิเคชัน CU NEX จะช่วยให้นิสิตและจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยก้าวสู่การเป็นมหาวิทยาลัยด้านดิจิทัลไลฟ์สไตล์แห่งแรกในประเทศไทย เริ่มตั้งแต่ก่อนออกเดินทางไปยังมหาวิทยาลัย นิสิตสามารถตรวจสอบตารางเรียน ห้องเรียน หรือค้นหา e-book ที่สนใจจากศูนย์หนังสือจุฬา ฯ เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเข้าห้องเรียน ค้นหาหนังสือจากทุกห้องสมุดในมหาวิทยาลัยได้อย่างรวดเร็ว จองสถานที่ทำกิจกรรมหรือทำงานกลุ่มที่ PLEARN Space ซึ่งเป็นพื้นที่การเรียนรู้ยุคดิจิทัลที่จะเปิดโลกทัศน์ให้กับนิสิต นอกจากนั้นสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมที่สนใจภายในมหาวิทยาลัย ตรวจสอบตาราง สถานะ และตำแหน่งของรถประจำทางภายในมหาวิทยาลัย เพื่อการวางแผนเดินทางไปยังจุดต่าง ๆ ภายในและรอบ ๆ มหาวิทยาลัยได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว ตลอดจนใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัยภายในรั้วมหาวิทยาลัยด้วยระบบ SOS เมื่อมีเหตุฉุกเฉิน ซึ่งแอปพลิเคชัน CU NEX จะสามารถระบุตำแหน่งของผู้แจ้งเพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถเดินทางไปช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว

    CU NEX เป็นแอปพลิเคชันต้นแบบที่จะสนับสนุนให้มหาวิทยาลัยไทยก้าวสู่ยุคดิจิทัล ซึ่งธนาคารมีโครงการที่จะปรับไปใช้กับมหาวิทยาลัยแห่งอื่นด้วย และในอนาคตจะมีการพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์ด้านข้อมูลมากยิ่งขึ้น อาทิ การนำเทคโนโลยี Blockchain มาใช้ในการตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารสำคัญทางการศึกษา ไม่ว่าจะเป็น Transcript ใบรับรองทางการศึกษา ใบรับรองความเป็นนิสิตเพื่อป้องกันการปลอมแปลงเอกสารทางการศึกษาเพื่อใช้สมัครงาน ซึ่งธนาคาร ฯ จะเริ่มใช้กับจุฬาฯ เป็นแห่งแรก และสามารถเชื่อมโยงข้อมูลกับบริษัทเอกชน หรือราชการที่สนใจได้

    การประกวด Efma & Accenture Distribution & Marketing Innovation in Retail Banking เป็นการร่วมมือจัดโดยเอฟม่า (Efma) ซึ่งเป็นเครือข่ายสถาบันการเงินเพื่อรายย่อยที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีสมาชิกที่เป็นสถาบันการเงิน ฟินเทค และบริษัทประกันมากกว่า 3,300 แห่ง และเอคเซนเชอร์ (Accenture) บริษัทวิจัยและที่ปรึกษาทางธุรกิจชั้นนำของโลก ที่ตระหนักถึงความสำคัญของธุรกิจบริการทางการเงินในแง่นวัตกรรมที่มีความสร้างสรรค์และมีความคิดริเริ่มใหม่ ๆ ในการเข้าถึงและทำตลาดในกลุ่มลูกค้ารายย่อย ซึ่งปีนี้เป็นปีแรกที่มอบรางวัล Distribution & Marketing Innovation ระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค และธนาคารกสิกรไทยเป็นธนาคารไทยแห่งเดียวที่ได้รับรางวัลระดับ Gold ในครั้งนี้

    ]]>
    https://thaipublica.org/2018/11/cu-nex-kbank-13-11-2561/feed/ 0
    “ทีเอ็มบี” แนะ SME หลุดพ้น 7 หลุมพรางที่ทำให้ธุรกิจไม่เติบโต https://thaipublica.org/2018/11/tmb-sme-behavior-solutions/ https://thaipublica.org/2018/11/tmb-sme-behavior-solutions/#respond Tue, 13 Nov 2018 06:17:30 +0000 https://thaipublica.org/?p=153563
    นางสาวชมภูนุช ปฐมพร ประธานเจ้าหน้าบริหารลูกค้าเอสเอ็มอี ธนาคารทหารไทย จำกัด(มหาชน)

    นางสาวชมภูนุช ปฐมพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารลูกค้าเอสเอ็มอี ทีเอ็มบี เปิดเผยว่า สิ่งสำคัญที่ ทีเอ็มบี ให้ความสำคัญมาโดยตลอด คือ การเข้าใจและตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า (Need base) เพื่อจะสามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่ใช้ง่าย สะดวก (Simple and Easy) ทำให้ ทีเอ็มบี มีการศึกษาพฤติกรรมของลูกค้ากลุ่ม SME อย่างลึกซึ้ง เพื่อเป็นแนวทางในการให้คำปรึกษา และสนับสนุนให้ลูกค้า SME สามารถเติบโตได้มากกว่า (Get MORE with TMB) อย่างยั่งยืน

    จากข้อมูลของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) พบสถิติที่น่าสนใจเกี่ยวกับ SME ว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีธุรกิจเกิดใหม่กว่า 70,000 รายต่อปี แต่มีเพียง 50% เท่านั้น ที่ก้าวผ่านปีแรกไปได้ และเมื่อผ่านปีแรกไปได้จะมีธุรกิจอีกราว 10% ที่ไปไม่ถึงฝัน และต้องปิดตัวไปอย่างน่าเสียดาย กลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต่อยอดไปสู่การศึกษาวิจัยพฤติกรรมการดำเนินธุรกิจของ SME ไทย เพื่อค้น หาคำตอบว่าเกิดอะไรขึ้นกับ SME ที่ไปไม่ถึงฝั่งฝัน ภายใต้หัวข้อ “7 หลุมพรางของ SME ที่ทำให้ธุรกิจไม่ไปถึงฝั่งฝัน”

    โดยจากการสำรวจทางออนไลน์กับกลุ่มผู้ประกอบการ SME ไทยทั่วประเทศ ที่มีรายได้เฉลี่ยอยู่ระหว่าง 1-50 ล้านบาทต่อปี แบบคละประ เภทธุรกิจ คละอุตสาหกรรม จำนวน 200 คน ที่ทีเอ็มบีทำร่วมกับบริษัทวิจัยชั้นนำที่ได้รับการยอมรับ ได้แบ่งวงจรชีวิตของ SME ออกเป็น 3 ช่วงสำคัญ คือ ช่วงเริ่มต้น (Start) ซึ่งเงินทุนและแผนธุรกิจถือเป็นปัจจัยหลักในการตั้งต้น แจ้งเกิดธุรกิจใหม่ ช่วงพัฒนาและช่วงอิ่มตัว (Growth & Mature) หากบริหารกำไรและเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งมองหาตลาดใหม่เสมอ ธุรกิจย่อมจะเจริญเติบโตถึงขีดสุด แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งที่ต้องเผชิญกับจุดเปลี่ยนที่สำคัญ ที่จะทำให้ธุรกิจขยายตัวต่อ ทรงตัว หรือถดถอย ถือเป็นความท้าทายที่ SME จะต้องหันมาใส่ใจรับมือกับความเปลี่ยนแปลง และเลือกเส้นทางที่จะไปต่ออย่างจริงจัง

    ทั้งนี้ ทีเอ็มบี ได้วิเคราะห์และนำเสนอเป็นบทสรุป “7 หลุมพรางของ SME ที่ทำให้ธุรกิจไม่ไปถึงฝั่งฝัน” ซึ่งสะท้อนพฤติกรรมการดำเนินธุรกิจของ SME ไทยในปัจจุบัน ดังนี้

    1.ใช้เงินทุนโดยไม่วางแผน โดย 84% ของ SME ใช้เงินเก็บส่วนตัวหรือของครอบครัวมาใช้เป็นเงินตั้งต้นธุรกิจ หากธุรกิจผิดพลาด ตนเองและครอบครัวย่อมจะได้รับผลกระทบทันที ที่น่าสนใจคือ SME ราว 27% เลือกใช้เงินทุนตั้งต้นธุรกิจจากการใช้บริการสินเชื่อและการกดเงินสดจากบัตรเครดิต โดยยอมแบกรับกับอัตราดอกเบี้ยที่สูงเกินความคุ้มค่าระหว่างดอกเบี้ยกับกำไรของธุรกิจ

    2.ทำธุรกิจโดยไม่ใช้แผนธุรกิจ การวางแผนธุรกิจเป็นสิ่งที่จะทำให้ SME เติบโตอย่างยั่งยืน แต่ SME มากถึง 72% ยอมรับว่าถึงจะมีแผนธุรกิจหรือไม่มีก็ตาม ก็ไม่เคยทำตามแผน เนื่องจากหมดเวลาไปกับการแก้ปัญหารายวัน และปัญหาเฉพาะหน้า

    3.‘กระเป๋าธุรกิจ’ และ ‘กระเป๋าส่วนตัว’ คือกระเป๋าเดียวกัน พบว่า 67% ของ SME มีพฤติกรรมการใช้ ‘เงินธุรกิจ’ กับ ‘เงินส่วนตัว’ ปนกัน อาทิ ให้คู่ค้าโอนเงินเข้าบัญชีส่วนตัวโดยจำไม่ได้ว่าเงินของส่วนตัวมีอยู่เท่าไร ไม่เคยตั้งเงินเดือนให้ตัวเอง เมื่อต้องการใช้เงินส่วนตัวหรือครอบครัว มักจะเอาเงินได้จากบริษัทออกมาจ่าย และหยิบเงินสดจากเครื่องเก็บเงินหรือลิ้นชักออกมาจับจ่ายส่วนตัว โดยไม่ได้จดค่าใช้จ่ายไว้ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการดำเนินธุรกิจให้เติบโตในระยะยาว

    4.ยอดขายสูง แต่อาจไม่กำไร การทราบต้นทุนที่ถูกต้องและครบถ้วน เป็นเครื่องการันตีกำไรของธุรกิจ แต่ 37% ของ SME เคยทำพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการขายของขาดทุน ซึ่งเกิดจากหลายปัจจัยด้วยกัน อาทิ 14% ลดราคาสินค้าโดยไม่ได้พิจารณาถึงต้นทุน 14% ลืมใส่เงินเดือนตัวเองลงไปในต้นทุนสินค้า และ 9% คิดเพียงว่าแค่ขายสินค้าให้มากกว่าราคาวัตถุดิบ ก็เท่ากับได้กำไร

    5.ทุ่มเวลากับการผลิต จนไม่มีเวลาให้การตลาด การดำเนินธุรกิจของ SME แบ่งเป็น 4 ส่วนงาน คือ 1.) กระบวนการผลิต ได้แก่ การจัดหาวัตถุดิบ การบริหารสต็อคสินค้า การสรรหาเทคโนโลยีใหม่ๆ มาเสริมทัพ การผลิตและการบรรจุ 2.) งานสำนักงาน ได้แก่ การทำบัญชี การเงินและภาษี การวิเคราะห์ยอดรายรับ-รายจ่าย การบริหารพนักงานและสวัสดิการ การทำเอกสารซื้อ-ขาย 3.) การขาย การเฝ้าหน้าร้าน การพบปะลูกค้าและการขายสินค้า และ 4.) การตลาด ได้แก่ การตลาดและการสร้างแบรนด์ ทั้งนี้ พบว่า SME ถึง 87% ไม่มีเวลาให้กับการตลาด ทำให้พลาดในการสร้างจุดเด่นหรือสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง

    นางสาวชมภูนุชกล่าวว่า ในหลุมพรางที่ 5 นี้ SME ทุ่มเวลาให้กับ Operation ไม่มีเวลาให้การตลาด โดย 63% ทุ่มเวลาให้กับการผลิต 43% ให้เวลากับงานในสำนักงาน และ 30% ให้เวลากับการขาย ขณะที่ 13% ให้เวลากับการตลาด ซึ่งนับว่าโดยรวม 87% ไม่เมีเวลากับการตลาดเพื่อสร้างจุดเด่นที่แตกต่างจากคู่แข่ง

    “เมื่อ SME รู้ว่าใช้เวลาไปกับตรงไหนมาก ก็ควรที่จะหาเครื่องทุ่นแรง เพื่อควบคุมการผลิตและการบริหารต้นทุนและทดลองใช้ดู ดังนั้นทางออกที้นำมาใช้จะทำให้มีเวลาในการทำการตลาด แต่การที่จะทำการตลาดได้ต้องหาความรู้ ปัจจุบันมีแหล่งความรู้มากมาย มีทั้งแหล่งความรู้ออนไลน์ การไปเข้าสัมมนาที่จัดขึ้นและไม่มีค่าใช้จจ่าย รวมทั้งธนาคารหรือสถาบันการเงินก็จัดให้กับลูกค้าเป็นประจำ”

    ตัวอย่างในหลุมพรางที่ 5 เป็นโรงงานทำทุเรียนอบกรอบ เจ้าของมีสวนทุเรียนซึ่งที่ผ่านมาทำแต่เพียงการขายส่งทุเรียนสด จึงเกิดแนวคิดทำทุเรียนอบกรอบขาย แต่มีช่วงหนึ่งประสบกับภาวะทุเรียนล้นตลาด จึงแก้ปัญหาสินค้าค้างสต็อก ขายในราคาถูก ดังนั้นหาวิธีแก้ไขด้วยการไปเข้าร่วมสัมมนาฟรีหลายแก่งจนได้แนวคิด การออกแบบ Design Thinking ซึ่งเป็นแนวคิกดที่นิยมกันมากในกลุ่ม start-up

    “สิ่งที่สำคัญมากที่สุดในการทำธุรกิจคือ การรู้ปัญหาที่แท้จริง ซึ่งโรงงานทุเรียนนี้รู้ปัญหาที่แท้จริงของตัวเอง ว่าขายสินค้าไม่ได้ เพราะสินค้าเหมือนกับผู้ขายรายอื่น ดังนั้นจึงแก้ไขด้วยการแปรรูป ทำแครกเกอร์ ข้าวเหนียวทุเรียนอบกรอบ และทดลองรายในตลาดใหม่ ซึ่งเป็นประเทศที่ไม่เคยเปิดรับทุเรียนมาก่อนเพราะทุเรียนมีกลิ่น ซึ่งก็ประสบความสำเร็จ”

    6. ONE MAN SHOW NO Stand-in น่าตกใจว่า 70% ของ SME ไทย ไม่สามารถหาบุคคลที่จะมาเป็น ‘ตัวตายตัวแทน’ ที่จะตัดสินใจทางธุรกิจแทนได้เลย ขณะที่ 49% ยอมรับว่าพบปัญหาธุรกิจสะดุด หากตนเองไม่อยู่ดูแลหรือขายสินค้าเองในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งส่งผลให้ยอดขายลดลง ออเดอร์หรือฐานลูกค้าหายไปทันที

    7. ไม่พร้อมรับมือกับสิ่งใหม่ จากข้อมูลพบว่ามี SME ถึง 62% ที่ขยันสรรหาสิ่งใหม่ๆ มาเพื่อพัฒนาธุรกิจเสมอ ขณะที่อีก 38% ยังไม่พร้อมเปิดรับสิ่งใหม่ เหตุผลส่วนใหญ่คือ 19% เกรงว่าจะมีปัญหาในช่วงเริ่มต้นสิ่งใหม่ 14% ไม่เปิดรับหรือไม่มีเวลาหาข้อมูลสิ่งใหม่ๆ และ 5% มองว่าธุรกิจที่ทำอยู่นั้นดีอยู่แล้ว จึงไม่สนใจที่จะเปลี่ยนแปลงใดๆ

    โซลูชั่นสำหรับหลุมพรางนี้ นางสาวชมภูนุชกล่าวว่า คือ การเข้ากลุ่มธุรกิจเดียวกัน เดิมการเข้ากลุ่มธุรกิจเดียวกันจะปิดกันมาก เพราะเกรงว่า ความลับทางธุรกิจ หรือเทคนิคการผลิตจะรั่วไหล แต่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในยุคปัจจุบันมีความคิดที่กลับกัน และพร้อมที่จะแบ่งปันข้อมูล ปัญหา บางธุรกิจก็สามารถปรับการทำธุรกจให้สอดคล้องและร่วมกันได้ แม้จะทำธุรกิจเหมือนกัน แต่ที่ตั้งแยกพื้นที่กัน ไม่ได้แย่งธุรกิจกัน จึงสามารถแบ่งปันข้อมูลกันได้

    ตัวอย่างมีร้านขายวัสดุก่อสร้างรายใหญ่ เดิมไม่มีคู่แข่ง และส่วนใหญ่ในต่างจังหวัด แต่ปัจจุบันมีคู่แข่งมากขึ้นทั้งผู้ประกอบการรายใหญ่ เช่น โฮมโปร ก็เข้ามาทำธุรกิจในตลาดนี้มากขึ้น ทำให้ร้านขายวัสดุก่อสร้างรายนี้ลูกค้าหายไปส่วนหนึ่ง

    ร้านขายวัสดุก่อสร้างรายนี้จึงไปหาข้อมูลก็พบว่า รายใหญ่มีการขายออนไลน์และมีบริการจัดส่งถึงบ้าน รวมทั้งมีบริการให้คำปรึกษาในการเลือกซื้อวัสดุก่อสร้าง ดังนั้นจึงได้ปรับตัวหันมาขายออนไลน์และจัดส่งถึงบ้านและเป็นที่ปรึกษาให้ลูกค้า ซึ่งก็ประสบความสำเร็จ ลูกค้าก็ชอบ เพราะเป็นลูกค้าเดิมอยู่แล้ว เพียงแต่ที่ผ่านมารู้สึกว่าร้านค้าไม่ทันสมัย

    “สำหรับคนไทย ความสัมพันธ์มาก่อนเสมอ แต่หากยากเกินไปความสัมพันธ์เอาไม่อยู่ หากมีความสัมพันธ์ที่ดีอยู่แล้วและมีโซลูชั่นดีๆให้ เชื่อว่าเอาอยู่ ดังนั้นผลของกรณีตัวอย่างนี้ ร้านค้ามียอดขายเพิ่มขึ้น และได้ฐานลูกค้าเพิ่มขึ้นด้วย”

    “ทีเอ็มบีมีข้อแนะนำสำหรับ SME คือ 1) เลือกเงินทุนและจัดสัดส่วนเงินลงทุนอย่างเหมาะสม คำนึงถึงความเสี่ยงด้วย 2) วางแผนธุรกิจคร่าวๆ ด้วยตนเอง 3) แยกกระเป๋าธุรกิจออกให้เป็นสัดส่วน หรือทำบัญชีรายรับรายจ่ายให้เห็นเงินเข้าออกอย่างชัดเจน 4) คิดต้นทุนให้ครบ 5) หาเครื่องทุ่นแรงหรือคนมาช่วยดูแลธุรกิจ 6) เริ่มคัดเลือก หรือพัฒนาบุคลากร เพื่อวางรากฐานให้มั่นคง 7) การความรู้เพิ่มเติมเพื่อต่อยอดธุรกิจ ด้วยการเดินงานแฟร์ คุยกับที่ปรึกษา SME ร่วมงานสัมมนา หรือ SME Community ต่างๆ เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเพื่อนผู้ประกอบการด้วยกัน เหล่านี้ถือเป็นแนวทางที่ทำให้ SME ไทยสร้างความแตกต่าง – Make THE Difference ให้กับตัวคุณ ให้ธุรกิจของคุณเติบโตได้อย่างยั่งยืน และก้าวไปถึงฝั่งฝันได้นั่นเอง” นางสาวชมภูนุชกล่าว

    “ทีเอ็มบีหวังว่า การศึกษาครั้งนี้ ข้อมูลเจาะลึกที่ได้รับ จะจุดประกายให้นักธุรกิจเอสเอ็มอีทุกรายให้รู้ว่า มีเรื่องง่ายๆไม่กี่ยาก ที่อาจจะมีความสำคัญและหากหากได้เรียนรู้ว่ามีโซลูชั่นง่ายๆเช่นเดียวกัน ก็หวังว่าจะสามารถเติบโตอย่างแตกต่าง”

    นางสาวชมภูนุช เปิดเผยเพิ่มเติมว่า สินเชื่อธุรกิจเอสเอ็มอีที่เป็นสินเชื่อใหม่ของธนาคารในช่วง 10 เดือนแรกของปีนี้เติบโต 42% ซึ่งถือว่าสูงแต่เป็นการขยายตัวจากฐานที่ต่ำในปีที่ผ่านมา ขณะที่สินเชื่อรวมเอสเอ็มอีในช่วงเดียวกันเพิ่มขึ้น 2% ธนาคารตั้งเป้าสินเชื่อใหม่ไว้เดือนละ 1-2 พันล้านบาทหรือประมาณ 20,000 ล้านบาททั้งปี

    “เราต้องการที่จะขยายตัวอย่างมีคุณภาพ ไม่เร่งการเติบโตนัก แม้ลูกค้าพร้อมที่จะกู้เงิน แต่ธุรกิจที่ไม่มีรายได้เพียงพอต่อการชำระดอกเบี้ยก็ไม่ควรกู้ เราค่อนข้างระมัดระวังในการเติบโต”

    ปี 2019 ธนาคารตั้งเป้าสินเชื่อเอสเอ็มไว้ที่ 23,000 ล้านบาทและตั้งเป้าลด สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้จาก 8% ขณะนี้เหลือ 4% ในปีหน้า

    TMB SME Insights
    ]]>
    https://thaipublica.org/2018/11/tmb-sme-behavior-solutions/feed/ 0