SDGs จากผืนดิน

SDGs จากผืนดิน

สำนักข่าวออนไลน์ไทยพับลิก้า ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งปร […]

11 ข่าวในคอลัมน์นี้


รัฐล้มเหลว สังคมแตกสลาย ในภาวะสิ่งแวดล้อมปั่นป่วน

ประชาธิปไตยจะเกิดขึ้นได้อย่างไร หากไม่มีกระบวนการให้ประชาชนได้ร่วมปรึกษาหารือ ถกแถลงเพื่อแสวงหาทางเลือกที่ยอมรับร่วมกัน สร้างพื้นที่ปฏิบัติการทางสังคม ออกแบบแนวทางการพัฒนา ทดลองจัดการปัญหา โครงสร้างการพัฒนาที่ผูกขาดโดยรัฐราชการไทยไม่เพียงทำลายศักยภาพของรัฐเองในการจัดการปัญหา ยังปิดกั้นประชาชนที่จะสร้างทุนทางสังคมในการเรียนรู้จัดการปัญหาของตนเอง

กู้วิกฤติโลกร้อน ด้วยพลเมืองที่ตื่นรู้ สู้เพื่อเปลี่ยนโครงสร้าง

ความหวังในการกอบกู้โลกให้พ้นวิกฤติโลกร้อนจึงอยู่ที่การสร้างพลเมืองที่ตื่นรู้ต่อสู้สภาวะโลกร้อน ที่พร้อมปรับพฤติกรรมลดการปล่อยก๊าซ และร่วมในการขับเคลื่อนเกิดเป็น climate strike ทั้งในท้องถิ่น ประเทศ และทั่วโลก เพื่อเปลี่ยนแปลงโครงสร้างนโยบายการจัดการพลังงาน อุตสาหกรรม ให้มีความรับผิดชอบและสร้างความเป็นธรรมในการฟื้นฟูและแก้ไขปัญหาโลกร้อนได้ นำเอาสิทธิ เสรีภาพ ความเป็นธรรม ซึ่งก็คือประชาธิปไตยของประชาชนต่อสภาวะอากาศกลับคืนมา

การแบน 3 สารเคมีกับย่างก้าวสำคัญของขบวนการพลเมืองอาหาร

การเปลี่ยนแปลงเชิงกระบวนทัศน์ครั้งใหญ่ไม่ได้มาจากนักวิชาการเกษตร นักวิทยาศาสตร์ หรือนักเศรษฐศาสตร์ใดๆ แต่มาจากเกษตรกรรายย่อยหลายคนที่ล้มเหลวจากเกษตรเคมี ต้องหาทางรอดของชีวิต เกิดการเรียนรู้ถึงขั้นก้าวข้ามกระบวนทัศน์มาสู่กระบวนทัศน์เชิงนิเวศ

เอางานวิจัย “ลงหิ้ง” แบบไหนจึงจะขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะได้

พลังทางปัญญาที่เปลี่ยนแปลงโลกไม่เคยขึ้นไปบน “หิ้ง” จึงไม่ต้อง “ลงหิ้ง” ดังนั้นสถาบันส่งเสริมวิชาการต่างๆ สามารถออกจากโครงสร้างความรุนแรงได้ด้วยการเปลี่ยนกระบวนทัศน์การสร้างการวิจัยนโยบายสาธารณะเสียใหม่ ด้วยการไม่สร้างระบบวิจัยที่แยกขาดออจากสังคม แต่ควรมุ่งส่งเสริมระบบ กระบวนการปัญญาสาธารณะขึ้นมาอย่างเป็นระบบ

ภูมิอากาศวิทยา ปัญหาการเมืองของความรู้สภาวะโลกร้อน

พลังทางวิชาการของภูมิอากาศวิทยาจะมีความหมายเมื่อใช้อธิบายปัญหาความรุนแรงเชิงโครงสร้าง ตรวจสอบกฎหมาย นโยบาย โครงการที่ทำลายนิเวศและฐานทรัพยากรของประชาชน อธิบายบทบาทคุณค่าของชุมชน พลเมืองที่ปกป้องนิเวศ อาหาร สิ่งแวดล้อม ในฐานะผู้กอบกู้โลกจากสภาวะโลกร้อน และตีแผ่ให้เห็นความไม่เป็นธรรมในการใช้นิเวศและภาระสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ สังคมที่ประชาชนแบกรับ

สภาวะหลังอาณานิคมที่ไม่หลุดพ้นของการป่าไม้ไทย

การที่ขบวนการจัดการป่าของประชาชนถดถอยต่อเป้าหมายการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง การติดกับดักการแบ่งแยกของรัฐ การถูกปิดล้อมให้ตัดขาดความเชื่อมโยงกับสาธารณะให้เป็นเรื่องปัญหาเฉพาะกลุ่ม ไม่เชื่อมโยงป่าไม้กับปัญหาประเทศทั้งเรื่องความยากจน หนี้สิน ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม ไม่เกี่ยวกับการฟื้นฟูโลกร้อน การสร้างความมั่นคงอาหาร เพิ่มพื้นที่สีเขียว และอื่นๆ ทำให้โครงสร้างอำนาจรัฐไม่ถูกปรับเปลี่ยน ยังคงตรึงระบบอำนาจนิยมมาตั้งแต่ยุคสมัยอาณานิคมทางปัญญา

ร่วมกัน Endgame ทุนนิยมความมั่นคงอาหารที่สร้างหายนะต่อโลก

แม้โลกและไทยยังเผชิญปัญหาความอดอยาก หิวโหย และทุกขโภชนาการจนต้องเป็นเป้าหมายสำคัญใน SDGs แต่ระบบทุนอาหารกลับทำให้โลกเรามีอาหารเหลือทิ้งราว 1 ใน 3 ของอาหารที่ผลิตได้ และอาหารเหลือทิ้งเหล่านี้มีส่วนสร้างก๊าซเรือนกระจกราวร้อยละ 30

ถึงเวลาที่สังคมต้องสร้างบทประพันธ์ว่าด้วยนโยบายป่าไม้ขึ้นใหม่

แต่กว่า 58 ปีแล้วที่รัฐยืนยันโครงเรื่องเดิมต่อไป คงถึงเวลาแล้วที่ชุมชนในพื้นทีป่าต้องร่วมกับพลเมืองที่ห่วงใยป่าลุกขึ้นมาเขียนบทประพันธ์บทใหม่ว่าด้วยนโยบาย กฎหมายจัดการป่าทุกประเภทของชุมชนและพลเมือง

ฝุ่นควัน พาราควอต พันธุ์ข้าว และป่าไม้ บทสะท้อนภาวะรัฐเทียมของสังคมไทย

ฝุ่นควัน พาราควอต พันธุ์ข้าว และป่าไม้ บทสะท้อนภาวะรัฐเทียมของสังคมไทย ที่ผลิตซ้ำโครงสร้างเหลื่อมล้ำแบบเดิม

โลกที่ท้าทายของนักกิจกรรมอนาล็อกและดิจิทัลเพื่อสังคม

​แก่นหลักของนวัตกรรมทางสังคมในยุคดิจิทัลจึงเป็นเรื่องการสร้าง platform กระบวนการเชื่อมต่อใหม่ๆ ที่หลากหลาย รวดเร็ว ตัดข้ามระบบ ตัวกลางต่างๆ ที่เป็นกลไกผูกขาดอำนาจ เปิดทางเลือกใหม่ๆ ในการเรียนรู้ และการออกแบบนวัตกรรมทางสังคมอย่างหลากหลาย รวดเร็ว และเชื่อมต่อพลังทางสังคมอันกว้างใหญ่ไพศาล