ThaiPublica > ข่าวประชาสัมพันธ์ > ไพรเวทแบงกิ้ง กสิกรไทย ปรับกลยุทธ์บริการที่ปรึกษาบริหารทรัพย์สินครอบครัวรับมือโควิด-19

ไพรเวทแบงกิ้ง กสิกรไทย ปรับกลยุทธ์บริการที่ปรึกษาบริหารทรัพย์สินครอบครัวรับมือโควิด-19

19 พฤษภาคม 2021


นายจิรวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์ Private Banking Group Head ธนาคารกสิกรไทย

KBank Private Banking (เคแบงก์ ไพรเวทแบงกิ้ง) เดินหน้าตอกย้ำตำแหน่งผู้นำบริการที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพย์สินครอบครัวเจ้าแรกในไทย ชู 3 แนวทางหลัก การบริหารจัดการความเสี่ยงของธุรกิจและทรัพย์สิน การจัดการระบบกงสีอย่างยั่งยืนและการมีส่วนร่วมของคนรุ่นใหม่ เผยปัจจุบันให้บริการลูกค้าประมาณ 3,600 ราย ครอบคลุมทรัพย์สินครอบครัวกว่า 120,000 ล้านบาท( มูลค่านี้มีบางส่วนที่เป็นธุรกิจครอบครัวและทรัพย์สินอื่นๆ ที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การบริหารจัดการของธนาคาร) ตั้งเป้าให้บริการแก่ลูกค้าอย่างน้อย 50% ของพอร์ต(ปัจจุบัน KBank Private Banking มีจำนวนลูกค้าประมาณ 12,000 ราย สินทรัพย์ภายใต้การจัดการทั้งหมดประมาณ 8 แสนล้านบาท) ภายใน 3 ปี พร้อมผนึกองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญจากพันธมิตร Lombard Odier เพื่อส่งมอบบริการที่ปรึกษาครบวงจร ตั้งแต่การให้ความรู้ วางแผน และสนับสนุนการดำเนินการตามแผน

นายจิรวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์ Private Banking Group Head ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ธนาคารกสิกรไทยถือเป็นผู้ให้บริการไพรเวทแบงก์รายแรกในไทยที่ส่งมอบ “บริการที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพย์สินครอบครัว (Family Wealth Planning Service)” และได้รับความสนใจจากลูกค้าบุคคลสินทรัพย์สูงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งมีปัจจัยเร่งจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และความเสี่ยงด้านสุขภาพจากโรคระบาด ทำให้ครอบครัวผู้มีสินทรัพย์สูงเริ่มเล็งเห็นถึงความสำคัญของการวางแผนรับมืออย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การให้ทายาทรุ่นถัดไปได้เข้ามามีบทบาทในการบริหารจัดการธุรกิจเร็วยิ่งขึ้น จากผลสำรวจโดย Lombard Odier พบว่า 45% ของครอบครัวที่ยังไม่ได้จัดทำธรรมาภิบาลของครอบครัวสนใจที่จะเริ่มวางแผนบริหารทรัพย์สินครอบครัวในอนาคต

ธุรกิจครอบครัวมีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อระบบเศรษฐกิจไทย โดยพบว่ากว่า 3 ใน 4 ของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เป็นธุรกิจครอบครัว จากสถิติพบว่า 75% เป็นธุรกิจครอบครัวไทยที่อยู่ในการบริหารของรุ่นที่ 2 และมีเพียง 4% เท่านั้นที่อยู่ในการบริหารของรุ่นที่ 3 และ 4 ซึ่งเป็นเครื่องบ่งชี้ว่า ธุรกิจครอบครัวไทยส่วนใหญ่ยังจัดตั้งมาไม่นานและกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญในการเริ่มวางแผนเพื่อบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับสถานการณ์การระบาดของโควิดทั่วโลกทำให้บางธุรกิจครอบครัวที่เป็นลูกค้าของธนาคารระมัดระวังจนไม่สามารถดำเนินธุรกิจ บางธุรกิจหยุดชะงัก บางธุรกิจสะดุด ทั้งจากภาวะโควิดที่ไม่สามารถดำเนินการได้ หรือไม่มีลูกค้ามาใช้บริการ การท่องเที่ยวหยุดชะงัก เช่นในกลุ่มโรงแรม ลูกค้าเจ้าของโรงแรมในแหล่งท่องเที่ยวส่วนใหญ่หยุดชะงัก แต่ส่วนใหญ่เป็นลูกค้าที่มีประสบการณ์จากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและวิกฤติปี 2540 มาก่อน จึงมึทุนสะสมที่จะพอประคองกิจการและพนักงานไปได้

ลูกค้าอีกส่วนหนึ่งธุรกิจยังไม่หยุดชะงัก ยังมีคำสั่งซื้อเข้ามา แต่เริ่มมีปัญหาการติดเชื้อแบบกลุ่มก้อนในโรงงานการผลิต บางรายหยุดชะงักไปบ้าง มีการปิดสำนักงานไปบ้าง

นอกจากนี้มีลูกค้าอีกกลุ่มหนึ่งเพิ่มปรับตัวในการทำธุรกิจพยายามจะปรับไปสู่ระบบดิจิทัล ปรับไปสู่ธุรกิจใหม่ เนื่องจากไม่สามารถค้าขายในช่องทางเดิมได้ บางรายมีการปรับธุรกิจด้วยการนำคนรุ่นใหม่เข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้น

นายพีระพัฒน์ เหรียญประยูร Chief – Wealth Planning, Private Banking Group ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า การระบาดของโควิดทำให้ลูกค้าธุรกิจครอบครัวหันมาพิจารณาการปรับโครงสร้าง การรกระจาย(Diversify) ธุรกิจมากขึ้น เพื่อให้ธุรกิจก้าวผ่านไปได้เพราะมีความเสี่ยงมากขึ้น โดยแนวทางที่พิจารณา คือ การออกจากประเภทธุรกิจเดิมที่ทำอยู่ ด้วยการซื้อกิจการในกลุ่มธุรกิจอื่น เพื่อเฉลี่ยความเสี่ยงออกไป

ในขณะเดียวกันมีหลายธุรกิจครอบครัวเริ่มพิจารณาการขยายการลงทุน ไปยังทรัพย์สินหลายประเภท ทั้ง ที่ดิน และทรัพย์สินประเภทอิ่นๆ รวมทั้งมีหลายครอบครัวให้ความสำคัญกับการวางแผนมากขึ้นเพื่อไม่ให้ธุรกิจหยุดชะงัก เช่น การรับมือกรณีที่มีคนป่วยด้วยโรคโควิด ตลอดจนยังใช้โอกาสนี้วางรากฐานธุรกิจครอบครัวให้เข้มแข็งมากขึ้น เช่น การจัดทำธรรมนูญครอบครัว

นายจิรวัฒน์เสริมว่า การขยายธุรกิจและการกระจายผ่านตลาดการลงทุนการลงทุนที่ง่ายที่สุด คือ การใช้เงินที่ได้จากการทำ land loan เอาทรัพย์สินที่มีอยู่และเป็นทรัพย์สินที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ในปัจจุบัน มาแปลงสภาพเป็น land loan แล้วใช้เงินที่ได้จาก land loan ไปลงทุนในธุรกิจอื่นที่มีแนวโน้มสดใสในเศรษฐกิจใหม่ ซึ่งเป็นแนวทางการกระจายการลงทุนอย่างง่ายที่ KBank Private Banking ให้บริการลูกค้าในช่วงที่ผ่านมา

นายพีระพัฒน์ เหรียญประยูร Chief – Wealth Planning, Private Banking Group ธนาคารกสิกรไทย

นายพีระพัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า KBank Private Banking ให้บริการที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพย์สินครอบครัวอย่างครบวงจร เน้นให้ความรู้ที่แม่นยำและทันต่อเหตุการณ์ในโลกปัจจุบัน พร้อมด้วยประสบการณ์ระดับสากลของพันธมิตร Lombard Odier เพื่อช่วยลูกค้าในการวางแผน และอำนวยความสะดวกในการดำเนินการตามแผนที่ได้วางไว้ ปัจจุบัน ได้ให้บริการที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพย์สินครอบครัวแก่ลูกค้ามาทั้งสิ้นประมาณ 3,600 ราย หรือคิดเป็นประมาณ 720 ครอบครัว ครอบคลุมทรัพย์สินครอบครัว ทั้งธุรกิจและที่ดินรวมมูลค่ากว่า 120,000 ล้านบาท*

ทั้งนี้ พบว่าครอบครัวส่วนใหญ่ยังคงมุ่งเน้นการขยายธุรกิจมากกว่าการวางแผนและจัดการอย่างเป็นระบบ และส่วนใหญ่เผชิญกับความท้าทายและมีความต้องการที่คล้ายคลึงกันหลักๆ 3 ประการ ได้แก่

การหาความเชี่ยวชาญในการบริหารจัดการความเสี่ยงจากการดำเนินธุรกิจและการถือครองทรัพย์สิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการวางแผนด้านภาษีอย่างเป็นระบบ ซึ่งมีปัจจัยเร่งที่สำคัญมาจากการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง และการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศเพื่อการเก็บภาษีที่เข้มงวดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกฎหมาย Foreign Account Tax Compliance Act (FATCA) ของสหรัฐอเมริกา หรือระบบ Common Reporting Standard ดังนั้น เราจึงเน้นแนะนำให้ลูกค้าวางแผนเรื่องบริหารสินทรัพย์ของครอบครัวโดยคำนึงถึงต้นทุนทางภาษีที่ต้องแบกรับ และวางแผนป้องกันพร้อมรับมืออย่างเหมาะสม

การบริหารจัดการระบบกงสีแบบดั้งเดิมเริ่มมีความท้าทายขึ้นในบริบทปัจจุบัน ซึ่งความยึดมั่นในขนบธรรมเนียมในการตัดสินใจเป็นหลัก หลายครอบครัวจึงเร่งปรับกติกาของกงสีให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น รวมทั้งการใช้เครื่องมือต่างๆ เพื่อตอบโจทย์ของครอบครัว อาทิ การจัดตั้งโครงสร้างที่เป็นระบบ โดยใช้กลุ่มบริษัทโฮลดิ้งของครอบครัว หรือการใช้ทรัสต์ที่จัดตั้งในต่างประเทศ เพื่อจัดเก็บและบริหารจัดการกงสีอย่างยั่งยืน พร้อมทั้ง วางแผนการด้านอื่นๆ ไปพร้อมกัน เช่น ในกรณีที่สมาชิกคนใดประสบปัญหาด้านการเงินส่วนตัว ก็ยังมีทรัพย์ที่ได้รับจากกองทรัสต์เพื่อเลี้ยงดูตัวเองและครอบครัวต่อไป รวมถึงระบบสวัสดิการสำหรับสมาชิกในครอบครัวได้อีกด้วย

ทัศนคติและเป้าหมายที่แตกต่างกันของสมาชิกในครอบครัว โดยเฉพาะทายาทรุ่นที่ 2 และ 3 ที่มีโอกาสได้ไปศึกษาและใช้ชีวิตในต่างประเทศ รวมถึงมีแนวความคิดใหม่ๆ ในการทำธุรกิจ ซึ่งอาจทำให้เกิดอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจในช่วงเปลี่ยนผ่านได้ สิ่งที่สำคัญที่แนะนำแก่ลูกค้าคือ การเตรียมความพร้อมให้คนรุ่นใหม่และการเปิดให้พวกเขามีส่วนร่วมตัดสินใจเรื่องสำคัญๆ นอกจากนี้ การวางกติกาครอบครัวซึ่งได้รับความเห็นชอบจากสมาชิกทุกรุ่นก็มีความจำเป็นที่ต้องอาศัยคนกลางที่มีประสบการณ์ในการวางแผนอย่างมีระบบ

เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าในด้านการบริหารความมั่งคั่งยิ่งขึ้น KBank Private Banking จะเร่งยกระดับบริการทั้งในด้านกลยุทธ์ในการพัฒนาระบบติดตามผล เพื่อช่วยให้ครอบครัวสามารถวางแผนและดำเนินการบริหารสินทรัพย์ได้อย่างเป็นขั้นตอนและต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังเตรียมเสริมบริการในด้านการทำสาธารณกุศลของครอบครัว และการอำนวยความสะดวกในเรื่องบริการสำนักงานครอบครัว (Family Office) อีกด้วย

บริการที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพย์สินครอบครัว ต้องใช้เวลาและความละเอียดในการกำหนดแผนการและข้อกำหนดของแต่ละครอบครัว เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติที่สมาชิกในครอบครัวทุกรุ่นทุกคนเห็นพ้องต้องกัน โดยธนาคารตั้งเป้าว่าจะให้บริการลูกค้าให้ครอบคลุม 50% ของลูกค้าทั้งหมด(มูลค่านี้มีบางส่วนที่เป็นธุรกิจครอบครัวและทรัพย์สินอื่นๆ ที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การบริหารจัดการของธนาคาร ) ภายใน 3 ปีข้างหน้า จากปัจจุบันที่ให้บริการลูกค้าแล้วประมาณ 32%

บริการที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพย์สินครอบครัวของ KBank Private Banking ครอบคลุม 6 ด้าน ได้แก่

1.การจัดโครงสร้างการถือครองทรัพย์สินของครอบครัว (Asset Holding Structures)
2.การบริหารความเสี่ยงต่างๆ ที่เกี่ยวกับทรัพย์สินของครอบครัว (Financial Asset, Liability and Risk Management)
3.การสร้างกติกาของครอบครัวและการสืบทอดธุรกิจ อย่างเป็นระบบ (Family Continuity Planning)
4.การวางแผนการส่งต่อทรัพย์สินจากรุ่นสู่รุ่น (Inheritance and Wealth Transfer)
5.การทำสาธารณกุศล (Philanthropy)
6.การทำหน้าที่เป็นสำนักงานของครอบครัว (Family Office)