ThaiPublica > ข่าวประชาสัมพันธ์ > “ชาติชาย” แถลงผลงาน 5 ปี – ส่งไม้ต่อ “วิทัย” บริหารออมสินยุค New Normal

“ชาติชาย” แถลงผลงาน 5 ปี – ส่งไม้ต่อ “วิทัย” บริหารออมสินยุค New Normal

11 มิถุนายน 2020


ข่าวประชาสัมพันธ์

เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2563 ดร.ชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน คนที่ 16 ส่งมอบหน้าที่ให้ นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน คนที่ 17 ซึ่งจะเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการวันที่ 1 กรกฎาคม 2563 โดยมีคณะผู้บริหารธนาคารออมสิน และสื่อมวลชนร่วมแสดงความยินดี ณ ธนาคารออมสิน สำนักงานใหญ่

“ชาติชาย” เผย 2 เดือน ปล่อยสินเชื่อเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบโควิดฯ 6 แสนราย – ปล่อยซอฟท์โลนช่วย SMEs กว่า 1.08 แสนล้าน พร้อมส่งมอบงาน “วิทัย” ผอ.คนใหม่ บริหารออมสินยุคใน New Normal

ดร.ชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2563 ว่า ในช่วงระยะเวลากว่า 5 เดือนที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา (โควิด-19) ไปทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย ซึ่งสถานการณ์การแพร่เชื้อยังคงดำเนินอยู่แม้จะมีการควบคุมและป้องกัน ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของประชาชนทุกคนทั้งทางตรงและทางอ้อม กิจกรรมทางเศรษฐกิจแทบหยุดนิ่ง เกิดการเปลี่ยนแปลงการปรับตัวเพื่อให้การดำเนินชีวิตและกิจกรรมต่าง ๆ ให้เป็นปกติ โดยธนาคารออมสินได้มีส่วนร่วมกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญนี้ ทั้งในส่วนของธนาคารฯ เอง การดูแลผู้เกี่ยวข้องกับธนาคาร และลูกค้า ซึ่งดำเนินการอย่างพร้อมเพรียงกันในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ด้วยความแข็งแกร่งของคณะกรรมการธนาคาร ผู้บริหาร พนักงาน ตลอดจนลูกจ้าง ที่ร่วมมือร่วมใจกัน

ทั้งนี้ ด้วยภารกิจหลักในการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบตามมาตรการของรัฐบาล ลงพื้นที่ตรวจสอบสิทธิ์ของผู้ลงทะเบียนเพื่อขอรับเงินเยียวยาในโครงการ “เราไม่ทิ้งกัน” การดูแลลูกค้าของธนาคารฯ ด้วยการพักชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยโดยอัตโนมัติเป็นระยะเวลา 6 เดือน จนถึงสิ้นเดือนตุลาคม 2563 มีผู้ที่ได้รับประโยชน์ ทั้งลูกค้ารายย่อยและลูกค้าผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มีวงเงินไม่เกิน 100 ล้านบาท รวม 3.10 ล้านราย วงเงินรวม 1.14 ล้านล้านบาท การให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติมแก่ลูกค้าและประชาชนทั่วไปที่ได้รับผลกระทบด้วย สินเชื่อเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับผู้มีอาชีพอิสระที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโคโรนา (COVID-19) วงเงินกู้สูงสุด 10,000 บาท และ สินเชื่อเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับผู้มีรายได้ประจำที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโคโรนา (COVID-19) วงเงินกู้สูงสุด 50,000 บาท ซึ่งมีผู้ยื่นกู้มากถึง 3,023,168 ราย ในช่วงเวลาเพียง 2 เดือน จากปกติที่จำนวนรวมยอดผู้ยื่นกู้นี้จะต้องใช้เวลานานถึง 2 ปี โดยธนาคารฯ ได้อนุมัติไปแล้วเกือบ 600,000 ราย

นอกจากนี้ ธนาคารออมสิน ยังจัดการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือ ซอฟท์โลน แก่สถาบันการเงิน น็อนแบงก์ ตลอดจนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีของธนาคารออมสิน วงเงิน 150,000 ล้านบาท ได้มีผู้ยื่นกู้แล้ว 13,093 ราย วงเงินรวม 161,628 ล้านบาท ปัจจุบันได้อนุมัติแล้ว 108,960 ล้านบาท คงเหลือวงเงินที่กำลังทยอยอนุมัติอีก 41,040 ล้านบาท คาดว่าภายในเดือนมิถุนายน 2563 จะสามารถอนุมัติได้ทั้งหมด

จากสถานการณ์ดังกล่าวที่ธนาคารออมสินมุ่งเน้นให้ความช่วยเหลือตามมาตรการของรัฐบาล ทำให้ผลการดำเนินงาน 5 เดือนแรก ปี 2563 (1 มกราคม – 31 พฤษภาคม 2563) นั้น มีเงินให้สินเชื่ออยู่ที่ 2,158,364 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2562 จำนวน 5,646 ล้านบาท โดยมีกำไรสุทธิ 5,039 ล้านบาท สูงกว่าแผนปี 2563 ส่วนสำคัญมาจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ 19,552 ล้านบาท รายได้ค่าธรรมเนียมสุทธิ จำนวน 1,892 ล้านบาท และรายได้อื่นอีก 2,313 ล้านบาท ซึ่งเกิดจากการปรับเปลี่ยนแผนงานให้เข้ากับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 และสอดคล้องกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยในตลาดและการบริหารสภาพคล่องที่มีประสิทธิภาพตามสถานการณ์

ทั้งนี้ ธนาคารฯ มีเงินรับฝากฯ 2,478,531 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2562 จำนวน 65,597 ล้านบาท ขณะที่สินทรัพย์รวมอยู่ที่ 2,877,501 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2562 จำนวน 80,433 ล้นบาท ส่วนหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) อยู่ที่ 62,077 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 2.88 ของสินเชื่อรวม

ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวต่อไปว่า ถึงแม้ผลการดำเนินงานจะมีการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง และมีความโดดเด่นในทุกด้าน ประกอบกับความสำเร็จของผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมทางการเงินที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้า ประชาชน และการได้รับรางวัลยกย่องจากหน่วยงานต่างๆ มากมาย ทั้งระดับประเทศ และระดับสากล แต่ธนาคารยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาและยกระดับองค์กรในทุกมิติอยู่อย่างต่อเนื่อง ให้พร้อมปรับตัวเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในยุคดิจิทัลและสถานการณ์โควิด-19 ทั้งทางด้านพฤติกรรมลูกค้า เทคโนโลยี/นวัตกรรม กฎระเบียบ ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ได้ดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการธนาคารออมสินนั้น ได้เตรียมความพร้อมขององค์กรสำหรับความท้าทายดังกล่าว โดยปรับกระบวนการให้องค์กรมีประสิทธิภาพและเพิ่มศักยภาพในการให้บริการแก่ลูกค้าและประชาชนในทุกบทบาท ด้วยการวางกลยุทธ์ 3 Banking ในปี 2562 ที่ผ่านมา อันเป็นการเพิ่มความมั่นคงทางการเงิน และขีดความสามารถทางการแข่งขัน (Traditional Banking) พร้อมสร้างสมดุลกับการดำเนินงานเชิงสังคมและตอบสนองนโยบายรัฐอย่างมีธรรมภิบาลในการยกระดับเศรษฐกิจฐานรากและสร้างความเข้มแข็ง (Social Development Banking) ควบคู่กับการยกระดับองค์กรด้วยการนำเทคโนโลยีทางเงิน มาพัฒนาการออกแบบผลิตภัณฑ์ และบริการทางการเงิน ให้มีความทันสมัย สะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น (Digital Banking) ภายใต้โครงสร้างพื้นฐานที่มีศักยภาพ (Fundamental Capabilities) รวมถึงกับการปรับเปลี่ยนค่านิยมองค์กรเป็น “GSB WAY : วิถีออมสินยุคใหม่ พร้อมเติมเต็มสังคมไทย คิดกว้างไกลเหนือขีดจำกัด” ประกอบกับการลงพื้นที่เพื่อตรวจเยี่ยม ติดตามผลการดำเนินงาน รับฟังปัญหาและความต้องการของลูกค้าและผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม สื่อสารและส่งมอบภารกิจ รวมทั้งสร้างขวัญกำลังใจให้แก่พนักงานด้วยตัวเอง รวมทั้งสิ้นกว่า 400 กิจกรรมต่อปี หรือคิดเป็นระยะทางถึง 150,000 กิโลเมตรต่อปี โดยหากรวมตลอดระยะเวลา 5 ปี ที่ผ่านมา รวมแล้วถึงกว่า 2,000 กิจกรรม หรือคิดเป็นระยะทางมากกว่า 750,000 กิโลเมตร ซึ่งทุกส่วนที่กล่าวมาข้างต้นล้วนเป็นกลไกสนับสนุนที่สำคัญ ในการผลักดันให้การดำเนินงานบรรลุเป้าหมายได้อย่างยั่งยืน

“ในโอกาสครบวาระการดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการธนาคารคนที่ 16 ในเดือนมิถุนายน 2563 นี้ ผมยังมุ่งหวังจะเห็นธนาคารออมสินเติบโตอย่างแข็งแกร่ง มั่นคงและยั่งยืน อยู่เคียงคู่กับประเทศไทยและประชาชนชาวไทยตลอดไปอย่างสง่างาม โดยกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนธนาคารออมสินที่จะส่งต่อให้ผู้อำนวยการธนาคารออมสินคนใหม่ที่จะมารับช่วงการบริหารธนาคารออมสินในช่วงต่อไปนั้น จำเป็นต้องผลักดันการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ 3 Banking ให้เห็นผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำธุรกิจ (Business Model) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ จากที่วันนี้มีลูกค้าไปใช้บริการสาขาน้อยลงและหันไปใช้ช่องทางดิจิทัลมากขึ้น ในขณะที่ธนาคารออมสินมีจำนวนสาขาและบุคลากรจำนวนมากส่งผลต่อต้นทุนในการบริหารจัดการสูง ทำให้ต้องเร่งหารายได้ใหม่ๆ จากช่องทางสาขาและบุคลากรที่มี ลดต้นทุนการให้บริการหน้าสาขา ผลักดันลูกค้าให้ใช้ช่องทางดิจิทัลให้มากขึ้น และการเร่งสร้างแหล่งรายได้และผลตอบแทนจากการขยายสินเชื่อที่มีผลตอบแทนสูง มีความเสี่ยงต่ำ เพื่อปรับโครงสร้าง portfolio ของธนาคารฯ” ดร.ชาติชาย กล่าว

อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ต้นปี 2563 ที่ผ่านมา มีเหตุการณ์การแพร่เชื้อของโควิด-19 ซึ่งนอกจากทุกคนจะต้องระมัดระวังการติดต่อของโรคแล้ว ยังต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต การใช้ชีวิตประจำวัน ในทุก ๆ กิจกรรม รวมถึงกิจกรรมด้านการเงินซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งธนาคารออมสินได้ออกมาตรการช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบ ตลอดจนดำเนินภารกิจที่รัฐบาลได้มอบหมายตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา และต้องติดตามสถานการณ์ต่อไป โดยมาตรการของธนาคารฯ จะส่งผลดีทั้งลูกค้าและธนาคารฯ

ขณะเดียวกัน ในส่วนของการวางแผนงาน การกำหนดกลยุทธ์ ตลอดจนการดำเนินธุรกิจของธนาคารออมสินในระยะต่อไปนั้น โครงสร้างการดำเนินกิจการปัจจุบันที่ได้พัฒนาในช่วงหลายปีที่ผ่านมาอย่างต่อเนื่องนั้น เชื่อว่าจะเป็นส่วนสำคัญของการปรับปรุงการให้บริการมุ่งสู่ Next Normal ในระยะต่อไปได้ ด้วย GSB WAY : New Normal Solution ด้วยการปรับบทบาทการให้บริการของสาขาให้เป็น Sales Advisory ให้บริการผลิตภัณฑ์และบริการที่มีความซับซ้อนใช้เวลามากในการทำธุรกรรม แต่สำหรับธุรกรรมปกติลูกค้าไม่ต้องเดินทางมาสาขา แต่จะให้บริการแบบ Delivery Banking ที่เข้าถึงตัวลูกค้าผ่านบริการ/ช่องทางต่าง ๆ ทั้งรถยนต์บริการเคลื่อนที่ เรือออมสิน และการออกไปให้บริการด้วยเครื่องมือให้บริการในชื่อ SUMO และบริการแบบ Digital Banking ผ่าน Mobile Application “ MyMo” ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมของลูกค้าที่จะเปลี่ยนไปใช้บริการต่างๆ ผ่านโทรศัพท์มือถือเป็นหลักมากยิ่งขึ้น รวมถึงสถานที่ให้บริการที่ใกล้ตัว เช่น Banking Agent ต่างๆ เพราะฉะนั้นธนาคารฯ ต้องปรับปรุงบริการด้านการเงินให้สะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย มากยิ่งขึ้น ซึ่งโครงสร้าง 3 ธนาคารของธนาคารออมสินในขณะนี้ จะช่วยทำให้ธนาคารออมสินมีบริการในยุค New Normal ที่มีความคล่องตัวเป็นอย่างมาก ซึ่งต้องฝากไว้กับผู้อำนวยการท่านต่อไป

นอกจากนี้ การปรับบทบาทการดำเนินงานภารกิจเชิงสังคมและการตอบสนองนโยบายรัฐบาล ที่ต้องแยกการบริหารจัดการจากภารกิจเชิงพาณิชย์ให้ชัดเจน แยกโครงสร้างบัญชีเชิงสังคมให้ครอบคลุมทุกมิติที่ธนาคารต้องดำเนินการ เพื่อสะท้อนภารกิจที่แตกต่างกันและสามารถใช้เป็นแนวทางในการกำหนดรูปแบบ การเสนอโครงการและมาตรการต่างๆ ที่ทำเพื่อตอบสนองนโยบายรัฐบาลได้อย่างเหมาะสม ไม่เกิดความเสียหายต่อองค์กร และขยายการให้บริการสาขา Social Branch ที่จะเป็นศูนย์พัฒนาสู่ความยั่งยืน Sustainable Banking Center มิติใหม่ของสถาบันการเงินที่จะมีสาขาดูแลด้านสังคมโดยเฉพาะ รวมถึงการสร้างศูนย์กลางพัฒนาส่งเสริม SMEs (SMEs Development Center) ให้สามารถสนับสนุนธุรกิจ SMEs ได้อย่างครบวงจร เพื่อการยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน

“สำหรับ Digital Banking ที่จะเป็นส่วนขับเคลื่อนสำคัญในอนาคตอันใกล้นี้ จะต้องพัฒนา Digital Platforms เพื่อมุ่งหารายได้ใหม่จากผลิตภัณฑ์ใหม่ และหา New Business Model ใหม่ๆ เพื่อทดแทนช่องทางหารายได้จาก Traditional Banking ผ่านการสร้าง GSB Digital Ecosystem ที่จะสามารถตอบโจทย์การให้บริการในอนาคตในแบบ Digital is Life ผ่านความร่วมมือทั้งจากพันธมิตรด้านเทคโนโลยี การร่วมทุนกับ Venture Capital หรือ Startup ที่มีศักยภาพ และที่สำคัญที่สุดคือบุคลากรด้าน IT ของธนาคารเองที่เป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนโมเดลนี้ให้ประสบผลสำเร็จสู่การเป็น Lifestyle Banking ในอนาคต” ดร.ชาติชายกล่าว

ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวอีกว่า ที่สำคัญกับการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ 3 Banking คือ การบริหารจัดการภายในที่มีประสิทธิภาพ ความร่วมมือร่วมใจของผู้บริหารและพนักงานทุกคนองค์กร และระบบเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย เป็นพื้นฐานสำคัญที่เป็นจุดเด่นของธนาคารออมสิน หากแต่ยังมีส่วนที่ยังสามารถพัฒนาได้เพิ่มเติมต่อเนื่องหลังจากนี้ เพื่อให้สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงจากทุกปัจจัย และบรรลุเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ที่กำหนดไว้ในทุกมิติ ผ่านการ Re Shape องค์กร เพื่อการปรับเปลี่ยนให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงในทุก ๆ ด้านต่อไป

ส่วนผลการดำเนินงานในช่วงเวลา 5 ปี 5 เดือน ของดร.ชาติชายในช่วงที่เข้ามาบริหารงานในฐานะผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ได้นำแนวคิดและประสบการณ์ มาประยุกต์ใช้บริหารงาน ซึ่งมีความท้าทายอย่างมากจากการเป็นธนาคารของรัฐอันดับ 1 ที่มีความเก่าแก่มากกว่า 100 ปี ในขณะที่ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของธุรกิจภาคการเงิน คือ Digital Banking ซึ่งจากการพัฒนาและปรับเปลี่ยนองค์กรด้วยกลไกลการบริหารจัดการที่โดดเด่น สร้างการเติบโตของธนาคารออมสินอย่างมั่นคงและสง่างาม

ตลอดกว่า 5 ปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงการพลิกโฉมธนาคารออมสินอย่างแท้จริง และด้วยความมุ่งมั่น ทุ่มเท ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ทำให้เห็นผลสำเร็จที่สร้างความภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ทำให้องค์กรที่เป็นเสาหลักของประเทศอย่างธนาคารออมสินเติบโตอย่างยิ่งใหญ่ ดังนี้

1) การสร้างคุณค่าจากภาพลักษณ์ที่มีความแข็งแกร่ง “การเป็นธนาคารเพื่อการออมที่มั่นคงของประเทศ” เพื่อตอกย้ำ สร้างการรับรู้การปรับภาพลักษณ์เพื่อพลิกโฉมหน้าสู่การเป็น “ธนาคารออมสินยุคใหม่ที่ทันสมัย ก้าวไกลสู่อนาคต : GSB New Era” ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงองค์กรให้มีความทันสมัย เป็นเลิศทางด้านผลิตภัณฑ์ บริการ การปฏิบัติงาน และการสร้างความยั่งยืนให้กับประชาชนทุกกลุ่ม จนผลักดันมูลค่าตราสัญลักษณ์ธนาคารออมสินเพิ่มขึ้นจาก 52,353 ล้านบาท เมื่อปี 2558 ขึ้นมาอยู่ที่ 132,573 ล้านบาท ในปัจจุบัน ซึ่งได้รับการยืนยันและรับรองความสำเร็จผ่านรางวัลเกียรติมากมายทั้งในประเทศและระดับสากล

2) การพัฒนาและยกระดับ Traditional Banking สู่การเป็น Digital Banking โดยมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการทุกรูปแบบภายใต้แนวคิด “My Life…My Digital Bank” ซึ่งสะท้อนได้จากความสำเร็จของบริการโมบายล์แบงก์กิ้ง “MyMo” จากผู้ใช้บริการเมื่อเริ่มเปิดตัว 300,000 ราย ในปี 2558 เพิ่มเป็น 9.4 ล้านราย ณ วันที่ 30 เมษายน 2563 พร้อมกับ Delivery Banking ผ่านบริการรถยนต์บริการเคลื่อนที่ เรือออมสิน และการออกไปให้บริการด้วยเครื่องมือให้บริการในชื่อ “SUMO” ที่เสมือนเป็นบริการของสาขานอกสถานที่ ที่สามารถรับฝาก เปิดบัญชี และยื่นขอสินเชื่อได้

3) การปรับเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารจัดการเพื่อปรับความแข็งแกร่งภายใน จากธนาคารเพื่อการออม สู่การดูแลลูกค้าทุกกลุ่ม โดยใช้การบริหารงานและให้บริการในแบบ Customer Centric เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านองค์กร ซึ่งแบ่งกลุ่มลูกค้าและรูปแบบการบริหารจัดการเพื่อตอบสนองความต้องของลูกค้าอย่างครบวงจร ด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ ช่องทาง ที่ตรงตามพฤติกรรมและ Life Style เพื่อยกระดับความพึงพอใจของลูกค้า ทำให้ ณ สิ้นปี 2562 ธนาคารออมสินมีฐานลูกค้ากว่า 22 ล้านราย ตั้งแต่เกิดจนถึงผู้สูงวัย คิดเป็น 36% ของประชากรไทยทั้งประเทศ ซึ่งขยายตัวถึง 20% เมื่อเทียบจากปี 2557

4) การปรับยุทธศาสตร์เพื่อขับเคลื่อนนโยบายรัฐ สู่การดูแลประเทศชาติและสังคม ด้วย Social Development Bank เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากสู่ความยั่งยืน ดำเนินการภายใต้กรอบแนวคิด 3 ออมสร้างโลกสีชมพู ได้แก่ ออมเศรษฐกิจ ออมสังคม และออมสิ่งแวดล้อม โดยพัฒนากลไก 3 สร้างสู่ความยั่งยืน เพื่อการยกระดับเศรษฐกิจฐานรากอย่างครบวงจร ตั้งแต่การสร้างความรู้/สร้างอาชีพ สร้างตลาด/สร้างรายได้ และสร้างโอกาสการเข้าถึงแหล่งทุน ด้วยการยกระดับสาขาจำนวน 100 แห่ง กระจายครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ ให้เป็น Social Development Center พร้อมกับยกระดับศูนย์สินเชื่อธุรกิจ SMEs ทั่วประเทศจำนวน 82 ศูนย์ ให้เป็น SMEs Development Center ศูนย์กลางพัฒนาส่งเสริม SMEs เพื่อความยั่งยืน ให้บริการเป็นที่ปรึกษาทางธุรกิจ บ่มเพาะธุรกิจ สนับสนุนข้อมูล SMEs เป็นต้น

5) การยกระดับจากธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ สู่การเป็นธนาคารที่มั่นคงและเติบโตอย่างแข็งแกร่งด้วย Global Standards คือ การสร้างความมั่นคงทางการเงินให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง (Financial Strengthening) การดูแลลูกค้าและผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม (Stakeholder Responsibility) การสร้างความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม (Business Environment) และการดำเนินธุรกิจอย่างมีธรรมาภิบาล (Corporate Governance) ซึ่งเป็นแนวทางการบริหารจัดการธนาคารที่ต่อยอดจากแนวทางที่ดำเนินการมาและพัฒนาไปสู่การเป็นองค์กรที่เป็นเสาหลักของประเทศ เป็นกลไลภาคการเงินในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของรัฐบาล เป็นองค์กรชั้นนำของประเทศที่มีมาตรฐานสากลที่มีความแข็งแกร่งในทุกๆ ด้าน สามารถเผชิญกับการแข่งขันและการเปลี่ยนแปลง ได้อย่างมีเสถียรภาพ

“ผมภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งขององค์กรที่เติบโตอย่างยิ่งใหญ่ คู่มากับสังคมไทยกว่า 107 ปี ภูมิใจที่มีส่วนช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบการเงินของประเทศ และสานต่อเจตจำนงในการเป็นสถาบันการเงินที่เป็นผู้นำในการส่งเสริมการออม เสริมสร้างความสุขและความมั่นคงของประชาชน เพื่อการพัฒนาประเทศอย่างยังยืน โดยพร้อมขับเคลื่อนการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจฐานราก และนโยบายรัฐบาล ด้วยการทำงานที่เข้มแข็ง ยึดหลักความซื่อสัตย์สุจริตและให้บริการด้วยใจ และมีส่วนทำให้ประชาชนคนไทยทุกพื้นที่ทั่วประเทศ สามารถได้รับบริการทางการเงินที่มีประสิทธิภาพอย่างทั่วถึง” ดร.ชาติชาย กล่าวทิ้งท้าย

ป้ายคำ :