ThaiPublica > คอลัมน์ > ใครเป็นคนผิด สื่อหรือคนเสพ?

ใครเป็นคนผิด สื่อหรือคนเสพ?

25 กุมภาพันธ์ 2020


ณัฐวุฒิ เผ่าทวี www.powdthavee.co.uk

เพื่อนๆเคยได้ยินอคติทางด้านความคิดที่มีชื่อว่า present bias กันไหมครับ

ถ้ายังไม่เคย present bias ก็คือการที่คนเราส่วนใหญ่ให้น้ำหนักความสำคัญกับปัจจุบันมากเกินไปเมื่อเทียบกันกับอนาคต โดยเฉพาะความสุข ถ้าให้คนเราเลือกความสุขทันทีในวันนี้เพื่อแลกกันกับความสุขที่ยิ่งใหญ่กว่าในวันข้างหน้า คนเราหลายคนมักจะเลือกความสุขทันทีมากกว่าเลือกเก็บเอาไว้สุขในวันข้างหน้า

แต่ถ้าเป็นความลำบากล่ะก็ คนเราส่วนใหญ่มักเลือกที่จะผัดวันประกันพรุ่งความลำบากเอาไว้วันข้างหน้าดีกว่า

และด้วยเหตุที่คนเราส่วนใหญ่มักจะตกเป็นเหยื่อของ present bias นี้เอง มันจึงไม่เป็นที่น่าแปลกใจเลยที่เวลาที่เปิดทีวีหรือโซเชี่ยลแล้วพบสื่อกำลังถ่ายทอดข่าวที่มีเนื้อหาที่ค่อนข้าง entertain ที่มีเนื้อหาที่ปลุกเร้าอารมณ์ของเรา ไม่ว่าจะเป็นข่าวคนฆ่ากันตาย ข่าวคนขับรถชนกัน ข่าวที่มีเนื้อหาน่าตื่นเต้นระทึกขวัญ คนเราจึงเลือกที่จะดู เลือกที่จะเสพกัน

ทั้งๆที่การเสพเนื้อหาเหล่านี้บ่อยๆสามารถทำให้คนเรารู้สึกชินและเย็นชา (desensitize) ได้ ยกตัวอย่างงานวิจัยของ Stacy L. Smith และ Edward Donnerstein ที่พบว่าการที่สื่ออเมริกันนำข่าวอาชญากรรมมาออกทีวีบ่อยๆทำให้คนที่เสพรู้สึกชินชากับปัญหาอาชญากรรมไป และยิ่งไปกว่านั้นยังทำให้คนที่เสพรู้สึกว่าพฤติกรรมที่สื่อนำมาออกไม่ใช่พฤติกรรมที่แปลกประหลาด หรือเลวร้ายอะไร ทำให้คนที่เสพ โดยเฉพาะคนที่ยังเป็นเด็กอยู่มีความก้าวร้าวมากขึ้นอีกด้วย

แต่อย่างไรก็ตาม สื่อต่างๆนานามักจะมีข้ออ้างว่า หน้าที่ของพวกเขาคือการเสนอสิ่งที่คนส่วนใหญ่ชอบและอยากดู ไม่ใช่มีหน้าที่ในการคัดกรองว่าอะไรดีหรือไม่ดี (เพราะเราจะเอาอะไรมาวัดว่า content ไหนดีหรือไม่ดี) สำหรับสื่อมวลชนทั่วไป ตัว key performance index (KPI) ที่ดีที่สุดก็คือจำนวนคนดู ถ้าจำนวนคนดูเยอะ นั่นก็แสดงว่าเขากำลังผลิต content ที่ดี

และถ้าพวกเขากำลังผลิต content อะไรที่ประชาชนไม่ควรจะดูเพราะมันเป็นสิ่งที่ไม่ดีสำหรับตัวเขา พวกเขาสามารถปิดทีวี หรือเลิกเล่นโซเชี่ยลด้วยตัวเขาเองก็ได้ เพราะสื่อไม่ได้ห้ามไม่ให้ดูกันนี่ และถ้าคนเสพยังเลือกเสพในสิ่งที่มีผลกระทบที่ไม่ดีกับตัวเขาเองในระยะยาว มันก็เป็นเรื่องของเขา ไม่ใช่หน้าที่สื่อที่จะต้องมายุ่งอะไรด้วย

ซึ่งข้ออ้างที่สื่อนำมาใช้ในการรองรับการตัดสินใจในการนำเสนอสิ่งที่คนส่วนใหญ่ชอบดูนั้นไม่ใช่เป็นอะไรที่ผิด ถ้าคนเรามีเหตุมีผลในการเลือกระหว่าง “ความสุขในวันนี้” และ “ความสุขในวันข้างหน้า”

ปัญหาก็คือคนเรามี present bias และมีปัญหาในการควบคุมตัวเอง หรือ self-control problem ซึ่งก็คือ ถึงแม้ว่าเขาจะรู้ว่าสิ่งที่เขากำลังเสพอยู่มันไม่ดีต่อสภาพจิตใจ อารมณ์ และความรู้สึกของเขาในระยะยาวก็จริง แต่มันหยุดไม่ได้ มันเป็นอะไรที่เสพแล้วติด จะให้พวกเขาทำยังไงล่ะ

พูดง่ายๆก็คือ คนเราหลายคนอาจจะรู้ลึกๆอยู่ในใจว่าอยากจะเลิกเสพข่าวที่มันเป็น infotainment เหล่านี้แต่มันเลิกไม่ได้จริงๆ ยกเว้นแต่ว่ามันมีพลังจากภายนอกบางอย่างที่ทำให้เขามีแรงจูงใจที่จะต้องหยุดจริงๆ ยกตัวอย่างเช่น คนที่สูบบุหรี่ส่วนใหญ่รู้ว่าการสูบมันไม่ดีต่อสุขภาพ แต่มันเลิกไม่ได้จริงๆ แต่พอรัฐบาลประกาศการขึ้นภาษีบุหรี่ในปีหน้าปุ๊บ ปรากฏว่าคนที่จำเป็นต้องเลิกตั้งแต่วันนี้เพราะราคาของบุหรี่ที่กำลังจะขึ้นในปีหน้า พวกเขากลับมีความสุขมากขึ้นไปตามๆกันจากการเลิกบุหรี่สำเร็จนั่นเอง (อันนี้สามารถดูได้จากงานวิจัยของ Jonathan Gruber และ Sendhil Mullainathan นะครับ)

สรุปคืออะไร สรุปก็คือเราไม่สามารถปล่อยให้การหยุดเสพเป็นหน้าที่ของคนเสพอย่างเดียว และเราเองก็ไม่สามารถที่จะไปโทษคนที่เสพด้วยว่าเขาผิดเองที่หยุดเสพด้วยตัวเองไม่ได้ (เพราะมันเหมือนกับการติดยาเสพติดชนิดหนึ่ง ถ้าใครไม่เคยติดยาคงจะไม่เข้าใจว่าการหยุดเสพยาด้วยตัวเองนั้นมันยากขนาดไหน)

ในทางกลับกัน สื่อต่างๆนานาก็อาจจะไม่ได้ผิดในสายตาของพวกเขาเอง ทั้งนี้ก็เป็นเพราะว่าวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของพวกเขาไม่ใช่การที่จะทำให้ประชาชนส่วนใหญ่มีความสุขอย่างยั่งยืนจากการดูรายการของเขา แต่เป็นการทำให้ยอดวิวของรายการเขาสูงที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้

คำถามก็คือ แล้วใครล่ะที่มีวัตถุประสงค์ในการทำให้ประชาชนส่วนใหญ่มีความสุขอย่างยั่งยืนที่สุด ใครล่ะที่สามารถมีอำนาจในการออกกฎที่จะสามารถเปลี่ยนแรงจูงใจในการนำเสนอสื่อที่ไม่ได้สร้างผลดีระยะยาวให้กับประชาชนที่สุด ก็มันจะเป็นใครเสียอีกล่ะถ้าไม่ใช่รัฐบาลที่ประชาชนส่วนใหญ่เลือกเข้ามาบริหารประเทศ

มันน่าจะถึงเวลาแล้วนะครับที่เราจะต้อง reform สื่อในบ้านเราให้เอาความสุขที่ยั่งยืนของประชาชนเป็นเป้าหมายของการนำเสนอ ไม่ใช่แค่ความสำราญใจประเดี๋ยวประด๋าวแค่อย่างเดียว

อ่านเพิ่มเติม

Gruber, J., & Mullainathan, S. (2006). Do cigarette taxes make smokers happier?. In Happiness and Public Policy (pp. 109-146). Palgrave Macmillan, London.

Smith, S. L., & Donnerstein, E. (1998). Harmful effects of exposure to media violence: Learning of aggression, emotional desensitization, and fear. In Human aggression (pp. 167-202). Academic Press.