ThaiPublica > ข่าวประชาสัมพันธ์ > BAM ได้อันดับเครดิต A- แนวโน้ม Stable จาก TRIS Rating

BAM ได้อันดับเครดิต A- แนวโน้ม Stable จาก TRIS Rating

20 กุมภาพันธ์ 2020


ข่าวประชาสัมพันธ์

นายสมพร มูลศรีแก้ว กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)หรือ BAM

นายสมพร มูลศรีแก้ว กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM กล่าวว่า บริษัท ทริสเรตติ้ง จำกัด ได้ทำการจัดอันดับเครดิตองค์กรของ BAM เป็นครั้งแรกบน Standalone basis (อันดับเครดิตเฉพาะของบริษัท) ที่ระดับ “A-” ด้วยแนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” หรือ “คงที่” ภายหลังจากการเปลี่ยนสถานะเป็นบริษัทมหาชนจดทะเบียนในตลาด หลักทรัพย์อย่างเต็มตัวและกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) ได้ลดสัดส่วนการถือครอง หุ้นลง แต่ยังเป็นผู้ถือหุ้นหลัก และที่ผ่านมา FIDF ได้ชี้แจงไม่มีนโยบายขายหุ้น BAM เพิ่มเติม

โดยอันดับเครดิตดังกล่าวสะท้อนถึงความเชี่ยวชาญและความเป็นผู้นำในธุรกิจบริหารสินทรัพย์ นอกจากนี้ ยังสะท้อนถึงรายได้หลักของบริษัทที่ค่อนข้างมั่นคงและแข็งแกร่ง ตลอดจนระดับการก่อหนี้ที่ต่ำ และการกระจายตัวที่ดีของแหล่งเงินทุน ในขณะที่บริษัท ฟิทช์ เรตติ้งส์ (ประเทศไทย) ปรับเครดิตภายในประเทศเป็น BBB+(tha) และให้แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพพร้อมยกเลิกเครดิตพินิจเป็นลบ

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาบริษัทมีการดำเนินงานที่ดี ผลประกอบการมีกำไรมาอย่างต่อเนื่อง จึงได้รับความเชื่อมั่นจากสถาบันการเงินและนักลงทุนเป็นอย่างดี ทำให้บริษัทได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากหลายช่องทาง ส่งผลให้มีความหลากหลายของแหล่งเงินทุนทั้งส่วนที่เป็นเงินกู้จากสถาบันการเงินและตราสารหนี้หรือหุ้นกู้จากนักลงทุน

บริษัทคาดว่าผลการจัดอันดับเครดิตเรตติ้งดังกล่าวไม่น่าจะกระทบต่อต้นทุนทางการเงินมากนักเนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีว่าบริษัทมีแผนในการเข้าเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมาระยะหนึ่งแล้ว จึงคาดว่านักลงทุนในตราสารหนี้ได้คำนึงถึงผลการจัดอันดับเครดิตเรตติ้งภายหลังการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แล้ว ประกอบกับคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้ปรับลดอัตราดอก เบี้ยนโยบายลง ดังนั้นบริษัทคาดว่าต้นทุนทางการเงินจากการระดมทุนผ่านการออกหุ้นกู้ใหม่จะไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก เช่นเดียวกับอัตราดอก เบี้ยเงินกู้จากสถาบันการเงิน ทั้งในส่วนที่ได้มีการลงนามในสัญญาเงินกู้ระยะสั้นและระยะยาวเรียบร้อยแล้ว และสินเชื่อส่วนที่จะได้รับเพิ่มเติมจากสถาบันการเงิน ในอนาคต จึงคาดว่าต้นทุนทางการเงินโดยรวมของบริษัทจะไม่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญแต่อย่างใด