ธอส.เปิดขายสลากฯลอตแรก 50,000 ล้าน ส.ค.นี้ อายุ 10 ปี ใบละ 1 ล้าน รับสิทธิลดหย่อนดบ.กู้ – ลุ้นรางวัล 120 งวด

ข่าวประชาสัมพันธ์

นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.)

นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) กล่าวว่าหลังจากที่ร่างพระราชบัญญัติธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ฉบับที่) พ.ศ…ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในวาระที่ 3 แล้วเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2562 ทันทีที่กฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้ ก็จะทำให้ธนาคารสามารถขยายแผนการดำเนินธุรกิจได้อย่างกว้างขวางมากยิ่งขึ้น รวมทั้งออกผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ๆไว้บริการลูกค้า และยังช่วยลดต้นทุน (Cost Of Fund) ของธนาคาร ซึ่งตามแผนงานในปีนี้ ธนาคารเตรียมเปิดขายสลากออมทรัพย์ ธอส. ลอตแรก วงเงิน 50,000 ล้านบาท ในเดือนสิงหาคม 2562 โดยสลากฯลอตนี้จะมีอายุ 3-5 ปี ขายใบละ 100 บาท และ 500 บาท อายุ 10 ปี ขายใบละ 1 ล้านบาท ออกรางวัลเดือนละ 1 ครั้ง ซึ่งในขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาเลือกว่าจะออกรางวัลในวันที่ 1 หรือ วันที่ 16 ของทุกเดือน โดยธนาคารจะขอความร่วมมือสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เป็นผู้ดำเนินการออกรางวัล

“สลากออมทรัพย์ ธอส. พิเศษ ฉบับละ 1 ล้านบาท อายุ 10 ปี ถือเป็นเงินออมระยะยาวประเภทหนึ่ง โดยผู้ที่ซื้อสลากได้รับผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ย เมื่อครบกำหนดไถ่ถอน ยังมีโอกาสได้ลุ้นรางวัลใหญ่เป็นเงินสด และสามารถนำสลากฯประเภทนี้มาใช้เป็นหลักประกันในการหักลดหย่อนดอกเบี้ยเงินกู้กับธอส. รวมทั้งมอบเป็นมรดกตกทอดแก่ลูกหลานได้อีกด้วย” นายฉัตรชัย

นายฉัตรชัย กล่าวว่า นอกจากการเปิดขายสลากออมทรัพย์ ธอส.แล้ว กฎหมายฉบับใหม่ยังช่วยให้ธนาคารมีความคล่องตัวในการระดมทุนโดยการออกพันธบัตร ที่ผ่านมาในการออกพันธบัตรธนาคารทุกครั้ง ต้องผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมบอร์ดของธนาคารและคณะรัฐมนตรีทุกครั้ง แต่กฎหมายใหม่ กำหนดให้เป็นอำนาจของบอร์ดธอส. ไม่ต้องนำเสนอต่อที่ประชุมครม. ซึ่งทำให้ธนาคารมีความคล่องตัวสามารถประเมินสถานการณ์ดอกเบี้ยได้อย่างแม่นยำ และยังช่วยลดต้นทุนดอกเบี้ยของธนาคารได้อีกด้วย

“ในปีนี้ธนาคารก็มีแผนระดมทุนโดยการออกพันธบัตรรุ่นใหม่อายุ 3-5 ปี วงเงินประมาณ 26,000 – 30,000 ล้านบาท ไม่นับการออกพันธบัตรเพื่อทดแทนพันธบัตรรุ่นเก่าที่ครบกำหนดไถ่ถอน (Rollover) ประมาณ 30,000 – 40,000 ล้านบาท ปัจจุบันธนาคารมียอดพันธบัตรคงค้างเกือบ 100,000 ล้านบาท และจากการที่ธนาคารเตรียมเปิดขายสลากออกทรัพย์ และพันธบัตร ธอส.ในปีนี้ คาดว่าจะทำให้ต้นทุนทางการเงินของธนาคาร (Cost Of Fund) ลดลง 0.19% จากเดิมมีต้นทุนอยู่ที่ 2.09% ลดเหลือ 1.9%” นายฉัตรชัย กล่าว

ส่วนโครงการสินเชื่อเพื่อผู้สูงอายุตามนโยบายของรัฐบาล (Reverse Mortgage : RM) นายฉัตรชัย กล่าวว่ากฎหมายฉบับใหม่จะเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุ สามารถนำที่อยู่อาศัยมาใช้เป็นหลักประกันในการกู้เงินกับธอส. โดยธนาคารจะโอนเงินเข้าบัญชีของผู้สูงอายุ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพทุกเดือน ยกตัวอย่าง บ้านของผู้สูงอายุราคาประเมิน 2.4 ล้านบาท ปล่อยกู้ในวงเงินไม่เกิน 50% หรือประมาณ 1.2 ล้านบาท หลังจากได้รับการอนุมัติวงเงินกู้ ธนาคารจะโอนเงินเข้าบัญชีผู้สูงอายุเดือนละ 4,000 บาทไปจนกว่าจะเสียชีวิต จากนั้นเมื่อผู้กู้เสียชีวิต ธนาคารก็จะทำหนังสือสอบถามทายาท หากไม่ต้องการไถ่ถอน ธนาคารก็จะนำที่อยู่อาศัยของผู้เสียชีวิตขายทอดตลาด หลังจากที่หักหนี้ที่ติดค้างกับธนาคารแล้วมีเงินเหลือก็จะส่งมอบให้แก่ทายาทตามกฎหมายต่อไป

สำหรับผลการดำเนินงานของธนาคารในปี 2561 เปรียบเทียบกับปีก่อน พบว่า ธนาคารสามารถปล่อยสินเชื่อใหม่ได้ 173,958 บัญชี คิดเป็นวงเงิน 213,161 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.30% สูงกว่าเป้าหมาย 24,243 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นสินเชื่อที่มีวงเงินกู้ไม่เกิน 2 ล้านบาท ประมาณ 105,081 ราย เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 6.29% ส่งผลให้ธนาคารมียอดสินเชื่อคงค้างรวมทั้งสิ้น 1,115,893 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.03% สินทรัพย์รวม 1,163,882 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.55% เงินฝากรวม 943,382 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.94% มีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) จำนวน 46,495 ล้านบาท คิดเป็น 4.17% ของยอดสินเชื่อรวม ลดลง 0.04% ทั้งนี้เป็นผลมาจากการบริหารจัดการคุณภาพสินทรัพย์ โดยให้ความสำคัญกับการจัดทำมาตรการช่วยเหลือลูกค้าในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อรักษาบ้านให้ยังคงอยู่กับลูกค้าต่อไป และมีกำไรสุทธิ 12,611 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายที่ 12,137 ล้านบาท ขณะที่อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) ยังอยู่ที่ระดับแข็งแกร่งที่ 14.19% สูงกว่าอัตราเงินกองทุนขั้นต่ำ 8.50% ที่กำหนดโดยธนาคารแห่งประเทศไทย

“ปี 2561 ถือเป็นครั้งแรกที่ ธอส. สามารถปล่อยสินเชื่อใหม่ได้ถึงระดับ 2 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากการจัดทำผลิตภัณฑ์สินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำที่ตรงกับความต้องการของลูกค้า สะท้อนการคงบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านภาคอสังหาริมทรัพย์ พร้อมสนับสนุนนโยบายรัฐบาลที่มุ่งลดความเหลื่อมล้ำ ผ่านการสร้างโอกาสให้ผู้มีรายได้น้อยและปานกลางได้มีบ้านเป็นของตนเอง โดยผลิตภัณฑ์สินเชื่อในกลุ่ม Social Solution ที่มีประชาชนมาใช้บริการมากที่สุดคือ โครงการสินเชื่อที่อยู่อาศัยเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ สำหรับประชาชนที่มีรายได้ไม่เกิน 25,000 บาทต่อเดือน ครอบคลุมผู้ที่ได้รับสิทธิในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปล่อยสินเชื่อได้สูงถึง 24,800 ล้านบาท และโครงการสินเชื่อที่อยู่อาศัยเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐบุคลากรภาครัฐ สำหรับผู้ปฏิบัติหน้าที่ในราชการ อาทิ ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ เจ้าหน้าที่ของรัฐ ปล่อยสินเชื่อได้ 20,800 ล้านบาท ส่วนผลิตภัณฑ์สินเชื่อในกลุ่ม Business Solution สำหรับผู้มีรายได้ปานกลางขึ้นไปมีประชาชนใช้บริการสูงสุด คือ โครงการ For Home 2 ปล่อยสินเชื่อได้ 21,900 ล้านบาท” นายฉัตรชัยกล่าว

สำหรับเป้าหมายในปี 2562 ธอส.ได้กำหนดแผนงานที่นำไปสู่การเติบโตแบบยั่งยืน พร้อมยังคงมุ่งเดินหน้าตามพันธกิจ ทำให้คนไทยมีบ้าน ซึ่งประกอบด้วยภารกิจหลัก 3 ด้าน คือ

1. Sustainability Portfolio ผลประกอบการที่มีความมั่นคงและยั่งยืน ด้วยการกำหนดแนวทางที่ชัดเจนเพื่อก้าวไปสู่เป้าหมายสำคัญในด้านต่าง ๆ อาทิ สินเชื่อปล่อยใหม่ที่ 203,262 ล้านบาท สินเชื่อคงค้างที่ 1,181,038 ล้านบาท สินทรัพย์รวม 1,210,984 ล้านบาท หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ลดลงเหลือ 4.02% ของยอดสินเชื่อรวม และเร่งพิจารณาอนุมัติสินเชื่อโครงการบ้านล้านหลังวงเงินรวม 50,000 ล้านบาท ส่วนการที่พ.ร.บ.ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ที่ผ่านความเห็นชอบจากสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และหากมีผลบังคับใช้จะช่วยให้ธนาคารขยายขอบเขตในการดำเนินธุรกิจ และมีเครื่องมือเพิ่มเติมที่ลดต้นทุนการดำเนินงานลง อาทิ การเปิดจำหน่ายสลากออมทรัพย์ ธอส. เพื่อเพิ่มสัดส่วนของเงินฝากระยะยาวให้สอดคล้องกับการปล่อยสินเชื่อ การเพิ่มอำนาจการออกพันธบัตรให้เป็นของคณะกรรมการธนาคาร ซึ่งช่วยให้มีความคล่องตัวในการออกพันธบัตรยิ่งขึ้น และยังรองรับการให้สินเชื่อเพื่อผู้สูงอายุในรูปแบบ Reverse Mortgage

2.Technology for Digital Service ยกระดับการให้บริการดิจิทัลด้วยเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนในปัจจุบัน ด้วยการนำระบบงานหลัก GHB SYSTEM ที่พัฒนามาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและการให้บริการในรูปแบบดิจิทัลได้อย่างสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ซึ่งมีกำหนดเริ่มใช้งานระบบอย่างเป็นทางการในเดือนมีนาคม 2562 เพื่อรองรับการขยายตัวทางธุรกิจและบริการรูปแบบใหม่ อาทิ การเดินหน้าตามเฟส 2 ของ Mobile Application : GHB ALL แอปพลิเคชันที่รวมทุกบริการของ ธอส. ไว้ในมือลูกค้า ซึ่งจะพัฒนาให้มีบริการเพิ่มเติม อาทิ ดู Statement ทำ Pre Approve ยื่นกู้ ติดต่อสื่อสารกับเจ้าหน้าที่ตลอด 24 ชั่วโมง นัดหมายการเข้าประเมินราคา แจ้งผลการพิจารณาสินเชื่อ นัดวันลงนามเอกสารสำคัญและทำนิติกรรม แจ้งเตือนชำระหนี้ แสดงความประสงค์กู้เพิ่ม และชำระค่าสาธารณูปโภคต่างๆ การเพิ่มบริการฝากเงินด้วยเครื่องรับเงินฝากแบบพกพา GHB Mobile Deposit เพื่ออำนวยความสะดวกในการรับเงินฝากของลูกค้าประชาชนตามชุมชนต่าง ๆ เพิ่มความรวดเร็ว มั่นใจ ปลอดภัย และสร้างวินัยการเงิน ทั้งนี้ ธนาคารตั้งเป้าหมายว่าภายในสิ้นปี 2562 จำนวนการใช้บริการผ่านช่องทางดิจิทัลจะไม่น้อยกว่า 40% ของบริการหน้าเคาน์เตอร์ที่สาขาของธนาคาร

3.Strategic HRM & HRD & CG ยุทธศาสตร์ในด้านการบริหารและพัฒนาบุคลากร รวมถึงการกำกับดูแลกิจการที่ดี โดยมุ่งพัฒนาศักยภาพของบุคลากรของธนาคารให้รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีสมัยใหม่ รองรับการให้บริการแบบดิจิทัล พร้อมไปกับการเดินหน้าสร้างองค์กรให้มีธรรมาภิบาลและความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งองค์กรกำกับดูแล ลูกค้า พนักงาน และสังคม อาทิ การให้ความสำคัญกับการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ โดยสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งธนาคารได้รับการประเมินคะแนนสูงที่สุดต่อเนื่อง 2 ปีติดต่อกันในปีงบประมาณ 2560 และ 2561 ทั้งนี้ เพื่อก้าวไปสู่การเป็นธนาคารที่ดีที่สุดสำหรับการมีบ้านตามวิสัยทัศน์ของธนาคารต่อไป