ThaiPublica > ข่าวประชาสัมพันธ์ > EXIM BANK แนะผู้ส่งออก SMEs ต้องปิดความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน เงินบาทแข็งค่าหลุด 32 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

EXIM BANK แนะผู้ส่งออก SMEs ต้องปิดความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน เงินบาทแข็งค่าหลุด 32 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

15 มกราคม 2018


ข่าวประชาสัมพันธ์

นายพิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK)

นายพิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) เปิดเผยว่า เงินบาทที่แข็งค่าขึ้นต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา และล่าสุดเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2561 เงินบาทแข็งค่าหลุด 32 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ นับเป็นการแข็งค่าที่สุดในรอบกว่า 3 ปีหรือแข็งค่าขึ้นราว 12% สูงสุดเป็นอันดับต้นๆ ของภูมิภาค สวนทางกับมูลค่าส่งออกของไทยในช่วง 11 เดือนแรกปี 2560 ที่กลับมาฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง

โดยขยายตัวแตะระดับ 10% เช่นเดียวกับหลายประเทศที่สกุลเงินแข็งค่าขึ้นในระดับใกล้เคียงกับไทย แต่การส่งออกก็ยังขยายตัวได้เป็นตัวเลขสองหลัก อาทิ เกาหลีใต้ (เงินวอนแข็งค่า 13.4% มูลค่าส่งออกขยายตัว 16.5%) มาเลเซีย (เงินริงกิตแข็งค่า 12.9% มูลค่าส่งออกขยายตัว 15%) ไต้หวัน (เงินดอลลาร์ไต้หวันแข็งค่า 9.6% มูลค่าส่งออกขยายตัว 13.1%) เป็นต้น แม้เงินบาทที่แข็งค่าขึ้นจะยังไม่ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของผู้ส่งออกไทย แต่เงินบาทที่แข็งค่าขึ้นราว 12% ทำให้ผู้ส่งออกไทยสูญเสียรายได้เมื่อแปลงกลับมาเป็นเงินบาท ซึ่งกลุ่มที่น่าเป็นห่วงคือผู้ส่งออก SMEs ที่อาจจะได้รับผลกระทบรุนแรง เนื่องจากมีเงินทุนหมุนเวียนและมีอัตรากำไร (Margin) ไม่สูงนัก ทำให้มีแรงต้านทานต่อเงินบาทที่แข็งค่าได้น้อย

นายพิศิษฐ์กล่าวว่า แนวโน้มค่าเงินบาทในระยะถัดไปเป็นสิ่งที่คาดการณ์ได้ยากมากในภาวะปัจจุบัน เนื่องจากมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องค่อนข้างมากและไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว ไม่ว่าจะเป็นนโยบายด้านเศรษฐกิจและนโยบายการเงินของประเทศพัฒนาแล้ว โดยเฉพาะสหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น ความขัดแย้งระหว่างประเทศต่างๆ ที่ปะทุขึ้นเป็นระยะ รวมถึงการเก็งกำไรในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ ที่ก่อให้เกิดความปั่นป่วนของกระแสเงินทุนเข้าออก ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่คาดการณ์และควบคุมไม่ได้ ทางที่ดีที่สุดจึงได้แก่ การปิดความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน โดยซื้อประกันค่าเงิน (FX Options) ซึ่งผู้ส่งออกสามารถล็อกอัตราแลกเปลี่ยนที่จะมีการส่งมอบในอนาคตไว้ที่ราคา ณ ปัจจุบันได้ ทำให้ไม่ต้องกังวลว่า รายได้ในรูปเงินบาทจะลดลงเนื่องจากเงินบาทแข็งค่า ขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้ผู้ส่งออกสามารถขายเงินตราต่างประเทศ ณ ราคาตลาดได้เช่นกันในกรณีที่เงินบาทในอนาคตกลับอ่อนค่าลง ถือเป็นการปิดความเสี่ยงด้านค่าเงินทั้งสองทาง ทำให้ผู้ส่งออกได้รับประโยชน์สูงสุด หรือขอใช้บริการสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า (Foreign Exchange Forward Contact) และหารือวิธีปิดความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนกับสถาบันการเงินที่ใช้อยู่ รวมทั้ง EXIM BANK

“ขอย้ำว่า ผู้ส่งออกควรหลีกเลี่ยงการเก็งกำไรหรือลุ้นค่าเงินในทุกกรณี โดยเฉพาะผู้ส่งออก SMEs ซึ่งมักจะมีเงินทุนหมุนเวียนและมีอัตรากำไร (Margin) ไม่สูงนัก การปิดความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนจะช่วยทำให้ทราบต้นทุนและรายรับในอนาคตที่ชัดเจน ขณะเดียวกันก็จะทำให้ผู้ส่งออกไม่ต้องกังวลกับทิศทางค่าเงิน สามารถทุ่มเทเวลาและทรัพยากรไปพัฒนาสินค้าและกระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขันด้านราคาและเพิ่มกำไรให้สูงขึ้น” นายพิศิษฐ์กล่าว