“วิรไท สันติประภพ” ผู้ว่าแบงก์ชาติ ชี้โจทย์ท้าทาย 5 เรื่องที่นายแบงก์อาเซี่ยนต้องเผชิญ

English Version

ดร.วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)
ดร.วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)

เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2559 ดร.วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้แสดงปาฐกถาเรื่อง “การเปลี่ยนผ่านบทบาทของภาคการเงินเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของภูมิภาคอาเซียน (TRANSFORMING FINANCIAL SERVICES TO MEET THE NEEDS OF THE GROWING ASEAN ECONOMIC COMMUNITY: AEC)” ในงาน 21st ASEAN Banking Conference ซึ่งเป็นที่ประชุมของผู้บริหารระดับสูงของธนาคารพาณิชย์ในกลุ่มประเทศอาเซียน โดยได้กล่าวถึง 5 เรื่องที่ธนาคารพาณิชย์ในกลุ่มประเทศอาเซียนจะต้องให้ความสำคัญ เพื่อที่จะตอบโจทย์ความท้าทายที่สังคมและเศรษฐกิจของประเทศในภูมิภาคอาเซียนจะเผชิญในอนาคต

1. ธนาคารพาณิชย์ในกลุ่มประเทศอาเซียนจะต้องใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีในเชิงรุกเพื่อลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และพัฒนาการให้บริการ ในภาวะที่เศรษฐกิจโลกจะมีอัตราการขยายตัวต่ำและอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง สถานการณ์ดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อรายได้ของธนาคารพาณิชย์จากทั้งส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมซึ่งขึ้นอยู่กับปริมาณกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ธนาคารพาณิชย์ต้องอาศัยเทคโนโลยีทางการเงินเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนในการดำเนินการ การปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยีทางการเงินใหม่ๆ ต้องเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเท่าทัน สามารถก้าวนำ ไม่ใช่ก้าวตามการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทางธุรกิจ (Business Landscape)

อย่างไรก็ดี การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความรอบคอบและระมัดระวังด้วย เพราะเทคโนโลยีอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงทางไซเบอร์เพิ่มขึ้น ภาคการธนาคารในภูมิภาคอาเซียนควรให้ความสำคัญกับการสร้างความร่วมมือเพื่อเตรียมพร้อมรับภัยจากไซเบอร์มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการจัดให้มีกระบวนการและเครื่องมือในการแลกเปลี่ยนข้อมูลความเสี่ยงด้านไซเบอร์ ตลอดจนการพัฒนาบุคลากรให้เพียงพอกับความ ต้องการของอุตสาหกรรม

2.การสร้างภูมิคุ้มกันรับมือกับความผันผวนที่จะมากับวัฏจักรการเงิน (Financial Cycle) ในช่วงเวลาปัจจุบันที่อัตราดอกเบี้ยและผลตอบแทนการลงทุนในประเทศอุตสาหกรรมหลักอยู่ในระดับต่ำเป็นเวลานาน นักลงทุนมุ่งแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้นด้วยการลงทุนในตราสารทางการเงินในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่

กระแสเงินทุนที่ไหลเข้ามาทำให้ราคาสินทรัพย์และสัดส่วนหนี้สินในภูมิภาคอาเซียนปรับตัวสูงขึ้น ก่อให้เกิดความเปราะบางในภาคการเงิน บทบาทในการสร้างภูมิคุ้มกันต้องมาจากทั้งภาครัฐผู้กำกับดูแลที่ออกกฎเกณฑ์กติกาใหม่ๆ อย่างเท่าทัน และภาคธนาคารพาณิชย์ที่ต้องตื่นตัวและติดตามความเสี่ยง โดยใช้มุมมองระยะยาว ไม่ได้มุ่งหวังผลประโยชน์จากวัฏจักรการเงินในช่วงเวลาสั้นๆ และหลีกเลี่ยงพฤติกรรมแสวงหาผลตอบแทนสูงขึ้น (Search for Yield) แบบไม่รอบคอบระมัดระวัง ที่ผ่านมาผู้บริหารและพนักงานธนาคารพาณิชย์ในภูมิภาคอาเซียนมีประสบการณ์จากวิกฤติการณ์การเงินเอเชีย ปี 2540 จะตระหนักถึงผลเสียของพฤติกรรมแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้นโดยไม่คำนึงถึงความเสี่ยงอย่างรอบคอบได้เป็นอย่างดี

แต่ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ธนาคารพาณิชย์รุ่นใหม่ที่ไม่เคยผ่านประสบการณ์ช่วงวิกฤติเศรษฐกิจอาจไม่คำนึงถึงมากนัก และจำเป็นที่ธนาคารพาณิชย์จะต้องสร้างภูมิคุ้มกันด้วยการสร้างการตระหนักถึงความจำเป็นของการมองไกล และบริหารความเสี่ยงตลอดทั้งวัฏจักรการเงินที่มีทั้งช่วงขาขึ้นและขาลง ให้แก่พนักงานทุกระดับ

3. การสร้างวัฒนธรรมองค์กรและพฤติกรรมหลักของพนักงานให้มีธรรมาภิบาล มีเหตุผล มีความรอบคอบระมัดระวัง และให้ความสำคัญต่อการบริหารจัดการความเสี่ยงเพื่อสร้างความยั่งยืนในระยะยาว โดย 2 บทเรียนสำคัญที่เราได้รับจากวิกฤติการณ์การเงินหลายครั้งในอดีตคือการหาประโยชน์จากความเสี่ยงอย่างเกินพอดีเพื่อมุ่งผลประโยชน์ในระยะสั้นแต่ละเลยผลกระทบในระยะยาว เป็นสาเหตุหลักที่ก่อให้เกิดวิกฤติการณ์การเงิน และการปลูกฝังพฤติกรรมและวัฒนธรรมที่เหมาะสมในทุกระดับชั้นขององค์กร ตั้งแต่ระดับคณะกรรมการไปจนถึงเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการเป็นเรื่องสำคัญ เพราะวัฒนธรรมองค์กรนอกจากจะมีบทบาทต่อกระบวนการตัดสินใจภายในองค์กรและพฤติกรรมของผู้บริหารแล้ว ยังมีบทบาทสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งจากภายในให้แก่องค์กรด้วย ในทางตรงกันข้าม แม้ว่าธนาคารพาณิชย์วันนี้อาจจะมีผลประกอบการดี แต่ถ้ามีวัฒนธรรมองค์กรที่ไม่เหมาะสมแล้วก็จะเป็นจุดเปราะบางที่สร้างปัญหาในอนาคตได้

4. การดำเนินการตามหลักของการธนาคารที่ยั่งยืน (Sustainable Banking) จะมีความสำคัญมากขึ้นในอนาคต เพราะการพัฒนาที่ผ่านมาได้สร้างปัญหาและผลข้างเคียงหลายด้าน ตั้งแต่ด้านสิ่งแวดล้อม ปัญหาสังคม ตลอดจนความเหลื่อมล้ำของทรัพย์สินและโอกาสในสังคม

เรื่องการธนาคารที่ยั่งยืนเป็นเรื่องใหม่ของภูมิภาคอาเซียนที่จะต้องให้ความสำคัญเพิ่มขึ้น และจะต้องครอบคลุมหลายมิติ ตั้งแต่การนำเสนอผลิตภัณฑ์การเงินที่ตรงกับความต้องการของลูกค้า การปล่อยสินเชื่อด้วยความรับผิดชอบต่อผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น (Responsible Lending) ตลอดจนการสร้างความรู้ความเข้าใจในการบริหารจัดการเงินให้แก่ประชาชน

5. ประการสุดท้าย ธนาคารพาณิชย์ในอาเซียนจะต้องร่วมกันสร้างความเชื่อมโยงทางการเงินในภูมิภาคให้เข้มแข็งมากขึ้น สอดคล้องและเท่าทันกับความเชื่อมโยงของการค้าและการลงทุนในภูมิภาคอาเซียน ทั้งผู้กำกับดูแลและธนาคารพาณิชย์ในภูมิภาคอาเซียน ต้องทำงานร่วมกันเพื่อสร้างความเชื่อมโยงของระบบการเงินในหลายมิติโดยเฉพาะการสร้างโครงสร้างพื้นฐานและการกำหนดโครงสร้างค่าธรรมเนียมในการให้บริการทางการเงินข้ามพรมแดนอย่างเหมาะสม การดำเนินโครงการตามข้อตกลง ASEAN Banking Integration Framework จะต้องได้รับการผลักดันร่วมกันเพื่อให้เกิดผลจริงในทางปฏิบัติ