ข้อพิพาทกรมศุลฯ-เชฟรอน (3): คตง. บี้ คลัง ระงับเว้นภาษีเชฟรอน – ทวง 3,000 ล้านคืน

จากที่ไทยพับลิก้าได้นำเสนอข่าว” ข้อพิพาทกรมศุลฯ-เชฟรอน (2): มติ 3 ฝ่ายชี้ส่งน้ำมันขายแท่นขุดเจาะไหล่ทวีป “ขายในประเทศ” – ปลัดคลังสั่งชะลอคืนภาษี 3 พันล้าน” ต่อประเด็นนี้นายชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม ประธานคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.)เปิดเผยว่า ขณะนี้ตนได้รับรายงานจากนายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบกรณีกรมสรรพสามิตคืนภาษีให้บริษัท เชฟรอน (ประเทศไทย) จำกัดนั้น ผลการตรวจสอบของ สตง. ในเบื้องต้นแบ่งเป็น 2 ช่วง ดังนี้ ช่วงที่ 1 หลังจากกรมศุลกากรตีความ กรณีการขนน้ำมันไปขายที่แท่นขุดเจาะถือเป็นส่งออก บริษัทเชฟรอนฯ ได้มาขอคืนภาษีที่ชำระไปก่อนหน้านี้จากกรมสรรพสามิต และช่วงที่ 2 ตั้งแต่ปี 2554 บริษัทเชฟรอนฯ รับมอบอำนาจจากบริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) ทำเรื่องยกเว้นภาษีส่งออก ทั้งสองช่วงกรมสรรพสามิตคืนภาษีและยกเว้นภาษีไปเท่าไหร่ ขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบทานตัวเลข

นายชัยสิทธิ์กล่าวว่า แต่หลังจากที่ประชุมร่วม 3 หน่วยงาน ตามข้อเสนอของคณะกรรมการกฤษฎีกา คณะที่ 3 ได้มีความเห็นว่า การนำสินค้าไปใช้ในกิจการปิโตรเลียม ให้ถือว่าพื้นที่สัมปทานบริเวณดังกล่าวอยู่ในราชอาณาจักรไทย และให้ปฏิบัติพิธีการศุลกากรในรูปแบบการค้าชายฝั่ง กรณีนี้ไม่น่าถือเป็นการส่งออก ทราบว่าตอนนี้นายพิศิษฐ์ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ สตง. ยกร่างหนังสือส่งให้ที่ประชุมคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) ใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. 2542 แจ้งให้นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สั่งการปลัดกระทรวงการคลังและกรมสรรพสามิต ยุติการยกเว้นภาษีน้ำมันให้บริษัทเชฟรอนฯ พร้อมเรียกเงินค่าภาษีคืน เนื่องจากที่ประชุมร่วม 3 หน่วยงาน มีความเห็นว่าสินค้าที่นำไปใช้ในพื้นที่สัมปทานบริเวณไหล่ทวีปอยู่ในราชอาณาจักรไทย

นายชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม ประธานคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.)
นายชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม ประธานคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.)

“ในความเห็นของผม กรณี พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 ไม่ได้กำหนดนิยามคำว่า “ราชอาณาจักร” ไว้ ตามหลักการวินิจฉัยประเด็นข้อกฎหมาย ควรต้องใช้คำนิยามดังกล่าวจากกฎหมายอื่นที่มีลักษณะใกล้เคียงกันมาใช้เทียบเคียง ซึ่งในที่นี้หมายถึงประมวลรัษฎากร เพราะเป็นกฎหมายที่ใช้จัดเก็บภาษีเหมือนกัน ดังนั้น การวินิจฉัยประเด็นข้อกฎหมายโดยไม่ได้คำนึงถึงหลักดังกล่าว อาจทำให้การบังคับใช้กฎหมายเกิดความขัดแย้ง ยกตัวอย่าง กรมสรรพากร จัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จากการบริโภคสินค้าและบริการ ส่วนกรมสรรพสามิตเก็บจากการบริโภคเฉพาะสินค้าฟุ่มเฟือยและสินค้าที่ให้โทษต่อร่างกาย แต่จากการที่กรมศุลกากรตีความว่าการขายน้ำมันไปยังแท่นขุดเจาะถือเป็นส่งออก ทำให้ต้องคืนภาษีสรรพสามิตให้เชฟรอน ขณะที่กรมสรรพากรคืน VAT ไม่ได้ เพราะศาลฎีกาเคยพิพากษากรณีขนน้ำมันไปขายที่แท่นขุดเจาะไม่ถือเป็นส่งออก เนื่องจากประมวลรัษฎากร มาตรา 2 กำหนดนิยามคำว่า “ราชอาณาจักร” ครอบคลุมไปถึงพื้นที่ไหล่ทวีป” นายชัยสิทธิ์กล่าว

อนึ่ง จากกรณีที่ พ.ร.บ.ศุลกากร 2469 ไม่ได้กำหนดนิยามคำว่า “ราชอาณาจักรไทย” เอาไว้ จึงกลายเป็นประเด็นให้ศุลกากรตีความ กรณีบริษัท เชฟรอน (ประเทศไทย) จำกัด ซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงจากบริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) ส่งขายให้ “เชฟรอน สผ.” เพื่อใช้เติมเครื่องจักรสำรวจและขุดเจาะน้ำมันบริเวณพื้นที่ “ไหล่ทวีป” ของอ่าวไทย ถือว่าเป็นการส่งออก หรือซื้อ-ขายสินค้าภายในประเทศ

โดยสำนักกฎหมาย กรมศุลกากรวินิจฉัยว่ากรณีบริษัทเชฟรอนฯ ขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงไปขายที่แท่นเจาะซึ่งอยู่นอกอาณาเขตไทย ถือเป็นการส่งออก ขณะที่หน่วยงานภายในกรมศุลกากร เช่น ด่านศุลกากรมาบตาพุด และด่านศุลกากรสงขลา มีความเห็นแตกต่างจากสำนักกฎหมาย โดยมองว่าเป็นการซื้อขายสินค้าภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม ผลจากการตีความของกรมศุลกากรครั้งนั้น กรมสรรพสามิตได้คืนและยกเว้นภาษีให้บริษัทเชฟรอนฯ รวมกว่า 3,000 ล้านบาท (ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีมหาดไทย เงินสบทบกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และกองทุนอนุรักษ์พลังงาน)

ดังนั้น เพื่อให้ประเด็นที่เป็นปัญหาค้างคามานานกว่า 5 ปี ได้ข้อยุติ นายกุลิศ สมบัติศิริ อธิบดีกรมศุลกากร จึงทำหนังสือถึงสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ขอให้วินิจฉัยคำว่า “ราชอาณาจักร” ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายศุลกากร และการปฏิบัติพิธีการศุลกากรในการส่งสินค้าไปยังพื้นที่สัมปทานปิโตรเลียม และนำสินค้าจากพื้นที่ดังกล่าวกลับเข้ามาในราชอาณาจักร และในระหว่างที่รอผลการวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกา นายกุลิศได้ทำหนังสือถึงปลัดกระทรวงการคลัง ขอให้กรมสรรพสามิตชะลอการคืนภาษีน้ำมันให้บริษัทเชฟรอนฯ จนกว่าคณะกรรมการกฤษฎีกาจะมีคำวินิจฉัย

และเนื่องจากประเด็นข้อหารือดังกล่าวเป็นปัญหาในทางปฏิบัติ ที่ผ่านมากรมศุลกากรยังไม่เคยหารือกับส่วนราชการทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 3) ทำหนังสือถึงอธิบดีกรมศุลกากร แนะนำให้กรมศุลกากรไปหารือกับกระทรวงพลังงานและกระทรวงต่างประเทศให้ได้ยุติก่อน หากมีประเด็นปัญหาข้อกฎหมายที่ไม่สามารถหาข้อยุติได้ ก็ให้ส่งเรื่องมาให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาต่อไป

จากความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาครั้งนั้น กรมศุลกากรจึงได้จัดประชุมร่วมกับกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย และกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เพื่อกำหนดแนวทางการปฏิบัติพิธีการศุลกากร สำหรับการนำสินค้าออกไปใช้ในพื้นที่สัมปทานปิโตรเลียม ผลการประชุม 3 หน่วยงาน ได้ข้อสรุปว่า “การปฏิบัติพิธีการศุลกากร กรณีดังกล่าวนี้จะพิจารณาจากสินค้าที่จะมีการขนส่งเป็นหลัก กล่าวคือ หากเป็นการส่งสินค้าเพื่อใช้ในกิจการปิโตรเลียมแล้ว ให้ถือว่าพื้นที่สัมปทานปิโตรเลียมดังกล่าวเป็นราชอาณาจักรไทย ภายใต้บทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.ปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 และให้ปฏิบัติพิธีการศุลกากรสำหรับการค้าชายฝั่งโดยอนุโลม”

วันที่ 31 สิงหาคม 2559 นายกุลิศจึงทำหนังสือแจ้งผลการประชุม 3 หน่วยงาน ให้ปลัดกระทรวงการคลังรับทราบ และเพื่อใช้ประกอบการพิจารณากรณีการคืนภาษีน้ำมันต่อไป

%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b5-copy