ซีพี ออลล์ แถลงการณ์ให้ “ก่อศักดิ์-พิทยา-ปิยะวัฒน์”อยู่ต่อ หลังก.ล.ต.ลงโทษใช้ข้อมูลภายในซื้อหุ้นสยามแม็คโคร ระบุผลงานโดดเด่นหาคนทดแทนยาก

ตามที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.)เปิดเผยกรณีคณะกรรมการเปรียบเทียบมีคำสั่งเปรียบเทียบปรับ (1) นายก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) (2) นายปิยะวัฒน์ ฐิตะสัทธาวรกุลกรรมการผู้จัดการ บริษัทซีพี ออลล์ จำกัด(มหาชน) (3) นายพิทยา เจียรวิสิฐกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ (4) นายอธึก อัศวานันท์ รองประธานกรรมการและหัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มด้านกฎหมาย บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด กรณีอาศัยข้อมูลภายในซื้อหุ้นบริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) (MAKRO) เป็นเงินรวม 33,339,500 บาท และเปรียบเทียบ (5) นายสมศักดิ์ เจียรวิสิฐกุล และ (6) นางสาวอารียา อัศวานันท์ ซึ่งให้การช่วยเหลือสนับสนุน เป็นเงินรายละ 333,333.33 บาท ซึ่งหลังจากมีข่าวปรากฏนายก่อศักดิ์ได้ชี้แจงเรื่องดังกล่าวผ่านสื่อบางฉบับ

นายก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ที่มาภาพ : https://www.cpall.co.th
นายก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน)
ที่มาภาพ : https://www.cpall.co.th

ล่าสุดวันที่ 21 ธันวาคม2558 ทางบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด(มหาชน) ได้ส่งแถลงการณ์ของคณะกรรมการตรวจสอบและกรรมการอิสระ ของบริษัทต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า สืบเนื่องจากจากประกาศของสำนักงานก.ล.ต.เมื่อวันพุธที่ 2 ธันวาคม 2558 เกี่ยวกับนายก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ นายพิทยา เจียรวิสิฐกุล และนายปิยะวัฒน์ ฐิตะสัทธาวรกุล ซึ่งเป็นผู้บริหารของบริษัท ซีพี ออลล์ ที่ประชุมของคณะกรรมการตรวจสอบซึ่งมีการประชุมวาระพิเศษเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2558 โดยมีกรรมการอิสระของบริษัทเข้าร่วมประชุมด้วย ได้พิจารณาเรื่องนี้อย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงหน้าที่ในฐานะผู้แทนของผู้ถือหุ้นทุกรายของบริษัท

ที่ประชุมรับทราบว่านายก่อศักดิ์ นายพิทยา และนายปิยะวัฒน์ ได้ยอมรับในคำตัดสินของสำนักงานก.ล.ต.โดยได้รับการเปรียบเทียบปรับแล้ว และได้พิจารณาข้อเท็จจริงต่างๆอย่างถี่ถ้วน โดยคำนึงถึงการลงโทษของสำนักงานก.ล.ต.ที่ได้เกิดขึ้นแล้ว ตลอดจนพฤติกรรมและผลงานในอดีต รวมทั้งคุณสมบัติและประสบการณ์อันโดดเด่นของบุคคลเหล่านี้ ซึ่งหาทดแทนได้ยาก โดยเปรียบเทียบกับผลกระทบและประโยชน์ที่บริษัทจะได้รับ และเชื่อมั่นว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก คณะกรรมการตรวจสอบและกรรมการอิสระจึงลงความเห็นว่า ยังสมควรที่จะให้บุคคลเหล่านี้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้

กรรมการบริษัทซีพีออลล์

อย่างไรก็ดี ด้วยความเคารพในการตัดสินใจของสำนักงานก.ล.ต. บริษัทควรจะพัฒนาและปรับปรุงแนวทาง และกระบวนการ ตลอดจนการอบรมพนักงานในเรื่องบรรษัทภิบาล เพื่อให้ดำเนินธุรกิจบนมาตรฐานบรรษัทภิบาลที่สาธารณชนคาดหวัง จากบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ที่ประชุมจึงมีมติดังต่อไปนี้

1.จัดตั้งคณะกรรมการบรรษัทภิบาล อันจะช่วยเสริมระบบบรรษัทภิบาลในปัจจุบันให้มีความรัดกุมและครอบคลุมยิ่งขึ้น เพื่อให้ที่ประชุมกรรมการบริษัทครั้งต่อไปพิจารณาให้ความเห็นชอบ

2.แต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญอิสระด้านบรรษัทภิบาลจากภายนอก ซึ่งรวมไปถึงปรึกษากฎหมายและการตรวจสอบ เพื่อทบทวนจุดอ่อนในโครงสร้างและกระบวนการด้านบรรษัทภิบาลต่างๆ รวมทั้งข้อสังเกตและข้อเสนอแนะเพื่อการปรับปรุง โดยผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้จะรายงานต่อคณะกรรมการบรรษัทภิบาล

3.กำหนดให้จัดการอบรมที่มีเนื้อหาครอบคลุมอย่างสม่ำเสมอแก่กรรมการและผู้บริหารของบริษัท ตลอดจนผู้ใดก็ตามที่อาจเข้าถึงข้อมูลที่มิได้เผยแพร่ต่อสาธารณะ เพื่อให้ตระหนักถึงความสำคัญ และให้ปฏิบัติตน ตามกฎข้อบังคับของสำนักงานก.ล.ต.และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ในวันเดียวกันทางสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย(IOD)ได้ส่งเอกสารข่าวว่าอย่างไรก็ตามจากที่คณะกรรมการตรวจสอบและกรรมการอิสระของบริษัท ซีพีออลล์ จำกัด (มหาชน) ได้ออกแถลงการณ์ข้างต้นว่า หลังจากที่ได้พิจารณาข้อเท็จจริงต่างๆ อย่างถี่ถ้วนแล้ว ที่ประชุมคณะกรรมการตรวจสอบและกรรมการอิสระมีความเห็นว่า ยังสมควรให้ผู้บริหารที่ยอมรับคำตัดสินและการลงโทษเปรียบเทียบปรับของ ก.ล.ต. สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ และจะมีการดำเนินการเพื่อพัฒนาและปรับปรุงแนวทางและกระบวนการในเรื่องบรรษัทภิบาลเพื่อให้บริษัทดำเนินธุรกิจบนมาตรฐานบรรษัทภิบาลตามที่สาธารณชนคาดหวังนั้น

ดร. บัณฑิต นิจถาวร กรรมการผู้อำนวยการ สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทยให้ความเห็นว่า “ก็ผิดหวัง และอยากฟังคณะกรรมการบริษัทว่าจะมีความเห็นเรื่องนี้อย่างไร เพราะคณะกรรมการตรวจสอบไม่ได้มีความเห็นแม้แต่จะเสนอให้คณะกรรมการบริษัทพิจารณาลงโทษ หรือตักเตือนผู้บริหารที่ทำผิด ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่ต้องทำในกรณีผู้บริหารบริษัททำความความผิด”

พร้อมกล่าวต่อว่า“โดยส่วนตัวคิดว่าเรื่องลักษณะนี้เป็นตัวอย่างของปัญหาจริยธรรมที่ประเทศมีอยู่ เป็นปัญหาสำคัญฉุดรั้งไม่ให้ประเทศก้าวหน้า เพราะความรับผิดรับชอบในสิ่งที่ตนเองทำเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้บริหารระดับสูง” ดร. บัณฑิตกล่าว

และเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2558 สมาคมบริษัทจัดการลงทุน ทำหนังสือเตรียมส่งไปยังประธานกรรมการของบริษัท ซีพีออลล์ ลงนามโดยนางวรวรรณ ธาราภูมิ ในฐานะนายกสมาคมฯโดยมีใจความสำคัญว่า”สมาคมบริษัทจัดการลงทุน ในฐานะตัวแทนของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนที่ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการกองทุน … รับทราบและเคารพในมติของคณะกรรมการตรวจสอบของบริษัทฯ แต่สมาคมบริษัทจัดการลงทุนยังคงเป็นกังวล ด้วยเห็นว่ามติดังกล่าวยังไม่ได้แสดงออกอย่างชัดเจนซึ่งการตระหนักรู้ถึงการยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาลของบริษัท แต่กลับให้น้ำหนักในเรื่องคุณสมบัติส่วนบุคคลเป็นส่วนสำคัญกว่าหลักธรรมาภิบาล ซึ่งสมาคมฯ มิอาจเห็นพ้องต้องด้วยได้

สมาคมฯจึงหวังว่าบริษัทฯ และผู้บริหาร จะร่วมกันพิจารณาหาแนวปฏิบัติที่เหมาะสมยิ่งขึ้นสำหรับเรื่องนี้ต่อไป เพื่อแสดงออกอย่างชัดเจนถึงการยึดมั่นในธรรมาภิบาลของบริษัทฯ อันเป็นตัวอย่างของผู้นำในการสร้างบรรทัดฐานที่จะเป็นแบบอย่างที่ดีต่อสังคม
ทั้งนี้ ในส่วนของสมาคมฯ ขอเรียนว่าจะพิจารณาหาแนวทางปฏิบัติต่อบริษัทอย่างเหมาะสม เพื่อมุ่งหมายให้บริษัทฯ เป็นบริษัทจดทะเบียนที่ดี มีธรรมาภิบาล อันเป็นส่วนสำคัญที่สมาคมฯ เชื่อว่าจะสร้างความเข้มแข็งให้กับบริษัทได้อย่างยั่งยืน

สมาคมบริษัทจัดการลงทุน หวังเป็นอย่างยิ่งว่า คณะกรรมการ คณะกรรมการตรวจสอบ และผู้บริหารของบริษัทฯ จะเข้าใจถึงวัตถุประสงค์ของสมาคมฯ รวมถึงขอขอบพระคุณทุกท่านที่จะร่วมมือกันเพื่อสร้างแนวบรรทัดฐานที่ดี แสดงออกซึ่งการตระหนักรู้ถึงการยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาลของบริษัทฯ และเป็นตัวอย่างอันดีให้กับสังคมต่อไป จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา”