Connecting Asia ทาบ One Belt, One Road ทับ EEC โอกาสร่วมทางยุทธศาสตร์ไทย-จีน เชื่อมโลกเชื่อมไทย 5 ด้าน

โครงการ One Belt One Road เส้นทางสายไหมใหม่ของจีน ที่พาดผ่าน EEC ของไทย ได้สร้างจุดร่วมทางยุทธศาสตร์ เมื่อไทยแลนด์ 4.0 เทียบเคียง Made in China 2025 พร้อมจุดเด่นไทยคือทำเลที่ตั้งเป็นศูนย์กลางอาเซียน

สี จิ้นผิงสานต่อความฝันจีนก้าวเข้าสู่ “ยุคใหม่” สู่การปฏิรูปที่ลึกซึ้งและสมบูรณ์ ด้วยแนวคิดใหม่ๆ เพื่อการพัฒนา

มติเอกฉันท์แต่งตั้งนายสี จิ้นผิงดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเป็นวาระที่ 2 พร้อมทั้งบรรจุ “อุดมการณ์สี จิ้นผิง” แนวคิดสังคมนิยมว่าด้วยคุณลักษณะเฉพาะสำหรับชาวจีนยุคใหม่ไว้ในรัฐธรรมนูญพรรค ส่งผลให้นายสี จิ้นผิงกลายเป็นผู้นำจีนที่ทรงอิทธิพลสูงสุดเทียบเท่าประธานเหมา เจ๋อตุงผู้ก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์ การปฏิรูปเศรษฐกิจภายในประเทศจีนและการเดินหน้าเปิดเสรีด้านการค้า การลงทุน และการเงินกับต่างชาติจะเร่งความเร็วและความเข้มข้นขึ้นในระยะ 5 ปีข้างหน้า ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทยโดยตรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคการส่งออกและการท่องเที่ยว

เหลียงเจียเหอ หมู่บ้านที่สร้างตำนานให้ สี จิ้นผิง กลายเป็นผู้นำที่มีอำนาจมากสุดของจีน

เมื่อปี 2003 สี จิ้นผิงเคยเขียนไว้ในบทความว่า ชีวิต 7 ปี ที่เหลียงเจียเหอ เป็นช่วงการเปลี่ยนแปลงชีวิตของเขา “ความยากลำบากของชีวิตคนรากหญ้า สามารถสร้างความมุ่งมั่นให้กับคนๆหนึ่ง จากประสบการณ์ดังกล่าว ไม่ว่าในอนาคต จะเผชิญความยากลำบากอย่างไร ข้าพเจ้าก็เต็มไปด้วยความกล้าหาญ ที่จะเผชิญหน้ากับการท้าทาย และเอาชนะอุปสรรคต่างๆ โดยไม่หวาดกลัวใดๆ”

จาก Always on the road ถึง In the Name of People ภาพสะท้อนเรื่องคอร์รัปชันของคนจีนยุคใหม่

สี จิ้นผิง กลายเป็นมือปราบคอร์รัปชันไปด้วย ที่สำคัญประธานาธิบดีสีทำตัว “สมถะ” และอ่อนน้อมถ่อมตนเสมอ แต่เมื่อต้องเอาจริงกับเรื่องปราบคอร์รัปชัน เขาได้แสดงความเด็ดขาดออกมาให้เห็นตลอดเวลา เมื่อผลงานดูจะเป็นที่ประจักษ์แล้ว ในแง่การโฆษณาประชาสัมพันธ์ของพรรคจึงออกมาหลายรูปแบบ ที่น่าสนใจ คือ เราสามารถหาอ่านกรณีศึกษาคอร์รัปชันของประเทศจีนในฉบับภาษาอังกฤษได้มากขึ้น ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากการมุ่งประชาสัมพันธ์ให้เวทีโลกเข้าใจว่ารัฐบาลจีนไม่ได้ละเลยต่อการแก้ปัญหาคอร์รัปชัน

เส้นทางสายไหมศตวรรษ 21 “One Belt, One Road” จะเปลี่ยนโฉมหน้าเส้นทางการค้าโลกอย่างไร

ที่ผ่านมา คนทั่วโลกไม่ค่อยสนใจโครงการ One Belt, One Road (OBOR) หรือเส้นทางสายไหมศตวรรษ 21 ที่ริเริ่มโดยจีน เพราะโครงการเพิ่งเริ่มต้นได้ไม่นาน ความคืบหน้าจึงมีไม่มาก แต่การประชุมสุดยอด OBOR เมื่อ 14-15 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ทำให้คนทั่วโลกหันมาสนใจกับโครงการนี้ เพราะอยากจะรู้ว่า จีนจะก้าวขึ้นมาเป็นประเทศผู้นำที่ส่งเสริมการค้าโลกโดยชักจูงผู้นำประเทศต่างๆ มาเข้าร่วมประชุมได้มากน้อยเพียงไร ในยามที่สหรัฐอเมริกาในสมัยโดนัลด์ ทรัมป์ หันไปยึดนโยบาย “อเมริกาต้องมาก่อน”

สีจิ้นผิง CEO บริษัท China Inc., ผู้นำทรงอิทธิพลมากสุดคนหนึ่งของโลกปี 2016

นิตยสาร Forbes จัดอันดับบุคคลที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในปี 2016 ปรากฏว่า สี จิ้นผิง เลขาธิการ พรรคคอมมิวนิสต์จีน และประธานาธิบดี สาธารณรัฐประชาชนจีน ครองอันดับที่ 4 เพราะนับจากได้รับเลือกให้เป็นผู้นำพรรคและรัฐเมื่อปี 2012 เป็นต้นมา สี จิ้นผิง ก็กลายเป็นผู้นำจีนที่มีอำนาจและอิทธิพลมาก ระดับเดียวกับอดีตผู้นำก่อนหน้านี้ เช่น เหมา เจ๋อตุง หรือ เติ้ง เสี่ยวผิง

จีนกับการจัดการปัญหาคอร์รัปชัน (ตอนจบ)

เมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา คณะกรรมการตรวจสอบวินัยส่วนกลางแห่งพรรคคอมมิวนิสต์ (Central Commission for Discipline Inspection) หรือ CCDI หน่วยงานปราบปรามทุจริตของจีน เปิดเผยข้อมูลว่า ในปี ค.ศ. 2015 เจ้าหน้าที่รัฐเกือบ 300,000 คน ถูกลงโทษด้วยข้อหาคอร์รัปชัน นับเป็นสถิติสูงที่สุดในรอบหลายปี หลังจากมีการรณรงค์ต่อต้านคอร์รัปชันในจีน

จีนกับการจัดการปัญหาคอร์รัปชัน (ตอนที่ 1)

การปรับกระบวนทัศน์โดยนำ Real Time Audit มาใช้นั้น ทำให้ สตง.จีนสามารถตรวจสอบโครงการขนาดใหญ่หลายโครงการได้มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะป้องกันไม่ให้เกิดความผิดพลาด รั่วไหล และเฝ้าระวังตักเตือนหน่วยงานที่ใช้งบประมาณแผ่นดินให้ “คุ้มค่า” มากที่สุด

“ขบวนการหักเขี้ยวเสือและเด็ดปีกแมลงหวี่แมลงวัน” ของสี จิ้นผิง (6): จากข้าราชการกังฉินถึง“บรรพชิตจอมปลอม”

“ขบวนการหักเขี้ยวเสือและเด็ดปีกแมลงหวี่แมลงวัน” ของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง กำลังเดินหน้าอย่างไม่หยุดยั้งและแผ่ขยายวงกว้างมากขึ้นไปเกือบทั่วทุกวงการ ไม่ใช่แต่ในหมู่ข้าราชการทั้งพลเรือนและทหารและสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์เหมือนในตอนแรกเท่านั้น หากยังครอบคลุมไปถึงธุรกิจภาคเอกชน มาเฟีย วงการศาสนาหรือแม้กระทั่งในครอบครัว จนเริ่มมีเสียงเปรยด้วยความสงสัยว่าขบวนการหักเขี้ยวเสือและเด็ดปีกแมลงวันจะรุดหน้าไปถึงระดับใด สิ้นสุดตรงจุดไหน ที่สำคัญ จะบานปลายกลายเป็นการปฏิวัติวัฒนธรรมครั้งที่ 2 หรือไม่

ขบวนการหักเขี้ยวเสือและเด็ดปีกแมลงหวี่แมลงวัน” ของสี จิ้นผิง (ตอนที่ 5): “ตัดไม้ข่มนาม” ลงโทษ “เสือและแมลงวัน” และจัดระเบียบสังคม ลูกคนรวย

นอกจาก “ตัดไม้ข่มนาม” ลงโทษ “เสือและแมลงวัน” อย่างไม่เห็นแก่หน้าค่าตาใครๆ อันเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายน้ำแล้ว ผู้นำจงหนานไห่ได้เริ่มหันมาแก้ปัญหาที่ต้นน้ำด้วยการเริ่ม “จัดระเบียบสังคม” เพื่อสกัดกั้นการคอร์รัปชันตั้งแต่ต้นทาง ล่าสุดก็คือการสั่งห้ามเด็ดขาดไม่ให้โรงเรียนและครูบาอาจารย์รับของขวัญหรือค่าเรียนพิเศษหรือแป๊ะเจี๊ยะ ซึ่งถือเป็นพฤติกรรมสุ่มเสี่ยงคอร์รัปชันในแวดวงการศึกษานอกเหนือจากการยักยอกเงินตามโรงเรียนทั่วประเทศ

1 2