ThaiPublica กล้าพูดความจริง 2018-11-18T11:32:55Z https://thaipublica.org/feed/atom/ WordPress Boonlarp Poosuwan <![CDATA[กรรมการสภามหาวิทยาลัยกับการยื่นบัญชี]]> https://thaipublica.org/?p=153933 2018-11-18T11:32:55Z 2018-11-18T11:24:34Z

วรากรณ์ สามโกเศศ

“ถ้าไม่คิดจะโกงจะกลัวการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินไปทำไม” “ยิ่งโปร่งใสยิ่งเป็นประโยชน์ต่อการปราบคอรัปชัน” “ที่จะลาออกจากนายกและกรรมการสภาก็เพราะต้องการหนีการตรวจสอบ” ฯลฯ ทั้งหมดนี้คือข้อวิจารณ์ปฎิกิริยาด้านลบของกรรมการสภามหาวิทยาลัยที่ต้องยื่นและเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อสาธารณะ ในฐานะผู้เขียนเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยของรัฐคนหนึ่งจึงใคร่ขอแสดงความ เห็นจากอีกแง่มุมหนึ่ง

กฎหมาย ป.ป.ช. ฉบับใหม่ 2561 มาตรา (102) ระบุให้ผู้ดำรงตำแหน่งต่อไปนี้ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ
(

    1) ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
    (2) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
    (3) ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ
    (4) ข้าราชการตุลากรตั้งแต่อธิบดีผู้พิพากษาขึ้นไป
    (5) ข้าราชการตุลาการศาลปกครองตั้งแต่อธิบดีศาลปกครองชั้นต้นขึ้นไป
    (6) ข้าราชการอัยการตั้งแต่อธิบดีอัยการขึ้นไป
    (7) ผู้ดำรงตำแหน่งสูง
    (8) ตำแหน่งอื่นที่กฎหมายอื่นกำหนดให้ยื่น
    (9) ผู้บริหารท้องถิ่น รองและผู้ช่วยผู้บริหารท้องถิ่น และสมาชิกสภาท้องถิ่น โดยคู่สมรสให้หมายถึงผู้ที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสแต่อยู่กินฉันสามีภรรยาด้วย บุตรนั้นทั้งลูกในและนอกสมรส

มาตรา 104 ระบุว่าเมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. กำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งใดต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินตามมาตรา 102 แล้ว ให้เผยแพร่ให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไป

การยื่นโดยทั่วไปต้องยื่นเมื่อเข้ารับตำแหน่งและพ้นจากตำแหน่ง และยื่นทุกสามปีที่ยังดำรงตำแหน่งอยู่

เมื่อ 1 พฤศจิกายน 2561 ประธานคณะกรรมการ ป.ป.ช. ประกาศในราชกิจจานุเบกษาระบุตำแหน่งต่าง ๆ ตามมาตรา 102 ที่เป็นปัญหาก็คือการตีความข้อ (7) ว่า “ผู้ดำรงตำแหน่งสูง” กินความถึงนายกสภาและกรรมการสภามหาวิทยาลัยของรัฐทั้งหมดโดยมีการระบุชื่อสถาบันด้วย

ตรงนี้แหละที่เกิดข้อถกเถียงขึ้นมาว่าจะมีนายกและกรรมการสภามหาวิทยาลัยหลายคนแสดงความประสงค์จะลาออก ประเด็นสำคัญที่หลายคนอาจมองข้ามก็คือคนเหล่านี้มิได้เพียงยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของตนเอง ภรรยาและบุตรผู้ไม่บรรลุนิติภาวะโดยใส่ซองไว้ หากไม่มีเรื่องก็ไม่มีการเปิดออกตรวจสอบ ความจริงก็คือมาตรา 104 ระบุให้ยื่นและเปิดเผยข้อมูลทั้งหมดให้ประชาชนทราบ เพื่อประโยชน์ในการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินของบุคคลในข้อ (1) (เฉพาะนายกรัฐมนตรี สว. และ สส.) ข้อ (2) (3) (7) และ ( 9 ) (มาตรา 106) ข้างต้น อีกทั้ง ป.ป.ช. ต้องตรวจสอบและประกาศผลด้วย

การยื่นและการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะของบุคคลเหล่านี้ในหลักการเป็นเรื่องดี แต่มีหลายประเด็นที่อาจเกิดผลเสียมากกว่าผลดี ผู้เขียนขอกล่าวเฉพาะกรณีของนายกสภาและกรรมการสภาในที่นี้ โดยมีความเห็นดังต่อไปนี้

(1) ที่เขากลัวกันนั้นมิใช่การยื่น แต่กลัวการยื่นไม่ครบซึ่งเป็นคดีอาญา มีผู้ถูกจำคุกมาแล้ว ใครที่อยู่ในวัย 50 ปีขึ้นไป ทั้งตัวเองและภรรยาย่อมมีสมบัติพัสถานปลีกย่อยไม่น้อย เช่น เงินฝากหลายบัญชีหลายแห่ง หุ้นที่อาจซื้อไว้แล้วลืมเพราะไม่มีเงินปันผล (ใบหุ้นสมัยก่อนต้องเก็บไว้เองและต้องเก็บต่อเนื่องถึงปัจจุบัน) ต้องแจ้งมูลค่าตุ้มหู แหวน กำไล และอัญมณีต่าง ๆ ฯลฯ ที่มีมูลค่ารวมกันเกินสองแสนบาท ทั้งหมดต้องมีรายละเอียด มีรูปถ่าย ประเมินมูลค่าของแต่ละรายการ หากพบว่าขาดรายการใดไปก็อาจมีปัญหาได้

นอกจากนี้ต้องรายงานมูลค่าสิทธิและสัมปทาน เช่น สิทธิในทรัพย์สินทางวรรณกรรม (ต้องมีสำเนาหลักฐานการจดทะเบียนสิทธิบัตรและลิขสิทธิ์) ศิลปกรรม ประดิษฐกรรม สิทธิตามสัญญา สิทธิที่รัฐหรือเอกชนรับรอง สิทธิสมาชิกสนามกอล์ฟ สิทธิการเช่าที่ดิน สลากออมสินยานพาหนะ ฯลฯ ถ้าภรรยาลืมบางสิ่งหรือตนเองลืมบางสิ่ง เช่น มิได้เอาเงินฝากสมุดออมสินของลูกมารวม ฯลฯ โดยมิได้ตั้งใจก็มีสิทธิถูกสอบสวน เสียชื่อเสียงไปก่อนที่จะเคลียร์ชื่อได้ (กรรมการสภาต่อไปจะมีแต่ผู้ “แต่งตัว” มาเรียบร้อยแล้วพร้อมที่จะเป็น)

การตกรายการโดยมิได้ตั้งใจด้วยเงินเล็กน้อย อาจเป็นปัญหาได้เพราะวิจารณญาณของ ป.ป.ช. แต่ละคนแต่ละสมัยย่อมแตกต่างกัน ดังนั้นเพื่อตัดไฟตัดความกังวล ก็อย่าเป็นมันเสียดีกว่า

(2) ประธานกรรมการสนับสนุนกิจการของมหาวิทยาลัยที่มักเป็นนักธุรกิจศิษย์เก่า และนายกสมาคมศิษย์เก่าที่เป็นกรรมการสภาโดยตำแหน่งจะหาได้ยากขึ้น มหาวิทยาลัยจะเสียโอกาสได้คนที่เหมาะสมมาเป็นกรรมการสภา

การรายงานนั้นต้องครอบคลุมยอดเงินที่ค้างบัตรเครดิตทุกประเภท หนี้ทุกลักษณะ เงินกู้จากทุกสถาบันการเงิน อีกทั้งต้องรายงานหลักทรัพย์ทุกประเภทจากทุกบริษัทที่เป็นเจ้าของ พูดง่าย ๆ ก็คือต้องรายงานทรัพย์สินทุกลักษณะ ประมาณการรายได้ระหว่างปีจากทุกแหล่งประกอบแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ปีสุดท้าย คงไม่มีนักธุรกิจคนใดที่สามารถรวบรวมได้ครบเพราะยอดที่มีต้องตรงกับวันรายงาน และอาจไม่อยากเปิดเผยให้คู่แข่งทราบว่าตนเองกำลังทำอะไรอยู่

(3) การเป็นกรรมการสภานั้นย่อมขัดใจ ขัดผลประโยชน์ของคนในมหาวิทยาลัยบ้างเป็นธรรมดา บางคนอาจโกรธแค้นถือเป็นเรื่องส่วนตัวที่ไม่ได้รับการสรรหาในตำแหน่งที่ต้องการโดยกรรมการสภาผู้ทรงคุณวุฒิเป็นประธานกรรมการสรรหา การเปิดเผยข้อมูลจะเป็นอาหารอันโอชะสำหรับคนเหล่านี้ที่จะไปต่อยอดเท็จร้องเรียนไปยัง ป.ป.ช. ว่าประเมินขาดไม่ครบ หรือทำลายชื่อเสียงทางโซเชียลมีเดียโดยมีข้อมูลจริงปนเท็จได้อย่างน่าเชื่อถือ ซึ่งก่อนหน้านี้ทำได้ยากกว่าและน่าเชื่อถือน้อยกว่า

ผู้เขียนเชื่อว่าการเปิดเผยข้อมูลเช่นนี้มีข้อเสียเพราะจะเป็นชนวนที่ทำให้เกิดการร้องเรียนป.ป.ช. สตง. และตำรวจอีกมากกว่าที่มีอยู่ในปัจจุบันจากข้อขัดแย้งที่มีอยู่มากมายแล้วจนอาจทำให้การบริหารมหาวิทยาลัยไม่ไปอย่างราบรื่นและเลวร้ายกว่าสภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบันได้

การประเมินค่าสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นทรัพย์อื่น ๆ สามารถถกเถียงเรื่องมูลค่ากันได้เสมอ (มูลค่าวัตถุโบราณที่ครอบครองอยู่ มูลค่าพระเครื่อง จะประเมินอย่างไร) และตรงจุดนี้จะเป็นข้อถกเถียงที่ทำให้เกิดการร้องเรียนกันได้ไม่รู้จบ

(4) การ “กลัวหลุด” “กลัวเสียชื่อเสียง” “กลัวการแก้แค้น” “อึดอัดใจ” (เสียความเป็นส่วนตัว) “ความยุ่งยาก” (ในการหาหลักฐานประกอบทุกรายการ) ฯลฯ ล้วนเป็นเหตุผลน่าเห็นใจ สำหรับกรรมการสภาที่มิได้มีหน้าที่จัดซื้อ จัดจ้าง ตั้งใจที่จะทำงานแทนประชาชนในการ “กำกับ” และ “ตรวจสอบ” การทำงานที่มีอธิการบดีเป็นหัวหน้า

การลาออกจากการเป็นนายกและกรรมการสภาแทนที่จะอยู่และต้องเปิดเผยทรัพย์สินและหนี้สินต่อสาธารณชนจึงมิใช่เรื่องของการกลัวการตรวจสอบ กลัวว่าโกงแล้วจะถูกจับได้ ไม่ชอบความโปร่งใส ปากพูดว่าเกลียดคอรัปชันแต่พอถึงตาตนเองกลับไม่ร่วมมื

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิได้รับการสรรหาจากประชาคมเพื่อโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจึงน่าจะเป็นผู้มีประสบการณ์และความรู้ช่วยชี้นำและกำกับมหาวิทยาลัยได้ดี การลาออกไปจึงเป็นเรื่องน่าเสียดาย อีกส่วนหนึ่งของกรรมการสภาที่มาจากผู้แทนผู้บริหารระดับคณบดี ผู้แทนอาจารย์ต่อไปนี้จะหาได้ยากเพราะเป็นเพียง 1-2 ปี แต่ต้องยื่นบัญชีเหมือนกรรมการสภาผู้ทรงคุณวุฒิ จะได้มาก็เฉพาะ “ผู้พร้อม” ที่จะเข้ามาร่วมเป็นกรรมการเท่านั้น

การมีกรรมการสภาที่ไม่ดี เจตนาทุจริต เบียดบังเงินทองของมหาวิทยาลัยนั้นมิใช่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ แต่ทำได้ยาก ต้องการความร่วมมือกับกรรมการสภาคนอื่นและผู้บริหารอย่างกว้างขวางเช่นในเรื่องการขายตำแหน่งบริหาร อนุมัติโครงการที่ใช้เงินและทรัพยากรของมหาวิทยาลัย อย่าลืมว่าคนเลวนั้นมีอยู่ทุกแห่งและโกงได้ในทุกตำแหน่งเพราะมีความสร้างสรรค์ในหัวใจสูง การเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของบุคคลใดก็ตาม กี่คนก็ตาม ไม่ได้แก้ไขปัญหาคอรัปชั่นราวเสกคาถา ถ้ามันมีอิทธิฤทธิ์มากจริงคอรัปชั่นคงลดลงไปตลอดกว่า 20 ปี ที่มีการยื่นบัญชีเช่นนี้กันแล้ว

ในการประกาศชื่อสถาบันอุดมศึกษาครั้งนี้ ป.ป.ช. ไม่ได้รวมวิทยาลัยชุมชน (20 แห่งที่ให้อนุปริญญา) โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า โรงเรียนนายร้อยตำรวจ โรงเรียนนายเรือ โรงเรียนนายเรืออากาศ

การมีรายชื่อของมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ที่สมเด็จพระสังฆราชเป็นองค์นายกสภา และมีพระเถระชั้นผู้ใหญ่เป็นกรรมการสภาจำนวนมากเช่นเดียวกับมหามกุฏราชวิทยาลัย หากรูปใดรายงานทรัพย์สินตกไปก็อาจนำไปสู่การปาราชิกได้

หมายเหตุ : ตีพิมพ์ครั้งแรก คอลัมน์ “อาหารสมอง” นสพ.กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันอังคารที่ 13 พ.ย. 2561

]]>
0
Boonlarp Poosuwan <![CDATA[พระมหากษัตริย์สยาม – ไทย กับ โลกกว้าง]]> https://thaipublica.org/?p=153864 2018-11-18T08:22:58Z 2018-11-18T08:06:32Z

เอนก เหล่าธรรมทัศน์

ราชทูตสยามนำโดยโกษาปานเข้าเฝ้าพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ที่ ห้องกระจก พระราชวังแวร์ซาย ณ วันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2229 (ค.ศ. 1686) ที่มาภาพ : https://th.wikipedia.org/wiki/

เรามักจะเข้าใจว่าสยามหรือไทยนั้นเพิ่งจะมารู้จักโลก เริ่มทันสมัย เริ่มอารยะ เริ่มก้าวหน้า ไม่นานนี้เอง ที่สำคัญก็เมื่อฝรั่งมาบีบบังคับเราให้ปรับตัวตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 รัชกาลที่ 5 เท่านั้นเอง การคิดเช่นนี้คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงไปมาก

สยามนั้นเริ่ม “ทันโลก” แม้จะไม่ใช่ “นำโลก” ตั้งแต่ 600 ปีมาแล้วก็ว่าได้ ด้วยเหตุที่เมืองหลวงของเรานั้นอยู่ที่อยุธยา ใกล้ทะเล เกือบติดทะเล พระมหากษัตริย์สยามกว่าสามสิบพระองค์ทรงยืนหยัดว่าราชการอยู่ที่นี่ถึง 417 ปี ครั้นเมื่อเราเสียกรุงให้พม่า อยุธยาล่มลงแล้ว พระมหากษัตริย์ต่อๆ มา แทนที่จะทรงย้ายราชธานีขึ้นสู่บกให้มากขึ้นกลับทรงย้ายให้มาอยู่ใกล้ทะเลขึ้นอีก ที่กรุงธนฯ และกรุงเทพฯ ไงครับ

อยุธยาไม่เป็นเพียงเมืองหลวงของสยาม แต่ยังเป็นเมืองท่านานาชาติเชื่อมโยงการค้าในอ่าวไทย ขยายการค้าไปสู่จีน ญี่ปุ่น ริวกิว ในทางตะวันออก และไปสู่อินเดีย เปอร์เชีย ออตโตมัน (ตุรกี) ในทางทิศตะวันตก ที่ต้องทราบกันคืออยุธยา-กรุงธนฯ-กรุงเทพฯ นั้น ไม่เพียงอยู่ “ติดทะเล” แต่ยัง “กุม” ได้ทั้งสองทะเล คือ อ่าวไทยและอันดามัน แห่งสองมหาสมุทร คือ แปซิฟิก และ ก็ในยุคอยุธยานั้น อินเดียและจีนยังเป็นชาติที่ร่ำรวยรุ่งเรืองที่สุดในโลกด้วย

พระมหากษัตริย์ของเรามิใช่ทรงเป็นเพียงนักปกครองและนักรบ แน่นอนเราทราบกันดีว่าทรงนำทัพทรงออกรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับขุนศึกและไพร่ราบ แต่ที่เราไม่ตระหนัก คือแทบทุกพระองค์ทรงมีสายตาระดับโลก ค้าขายระหว่างประเทศ ระหว่างทวีป เป็นราชันที่เป็นผู้ประกอบการใหญ่ด้วย มีกองเรือเดินทะเลที่ใหญ่ยิ่งกว่าใครในแผ่นดิน ทรงสนิทสนมคุ้นเคยและแลกเปลี่ยนข่าวสารกับพ่อค้าวานิชต่างชาติ ทรงมี “เจ้ากรมท่า” ที่มักเป็นจีนกับเปอร์เซียผู้ดูแลเรือเดินทะเลและดูแลการค้าให้

กล่าวอีกนัยหนึ่ง พระมหากษัตริย์ของสยามมิใช่เจ้านาย “ศักดินา” แบบฝรั่ง ในระบอบที่เรียกกันว่า feudalism คือสะสมทุนและสะสมโภคทรัพย์จากแรงงานไพร่ทาสและสามัญชนแห่งภาคเกษตรเท่านั้น ก็ด้วยเหตุนี้พระมหากษัตริย์สยามจึงไม่ทรงเป็น “อุปสรรค” ต่อการพัฒนาทุนนิยมสมัยใหม่

พระมหากษัตริย์โบราณที่ทรงรอบรู้โลกมาก มากกว่าที่คนปัจจุบันจะนึกขึ้นได้ คือ พระนารายณ์ ผู้ทรง “อ่าน” การเมือง “ยุโรป” ได้ทะลุปรุโปร่ง ทรงตระหนักว่าในเวลานั้น ชาติที่สยามเราต้องใกล้ชิดมากที่สุดคือฝรั่งเศส เพราะเข้มแข็งรุ่งเรืองที่สุด มิใช่โปรตุเกส มิใช่สเปน สองมิตรเก่าแก่ มิใช่อังกฤษ ซึ่งผงาดขึ้นมาเช่นกัน ก็ถูกต้องที่สุด ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ท่านโกษาปานไปเข้าเฝ้าพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ซึ่งคนไทยชั้นนี้ควรทราบครับ แทบไม่มีจักรพรรดิและกษัตริย์อื่นใดของเอเชียทรงทำเช่นนั้น ยิ่งกว่านั้น พระนารายณ์ยังทรงมีสายพระเนตรยาวไกล ถึงขั้นที่ทรงคิดจะขุดคอคอดกระเสียด้วยซ้ำ ทรงดำริขึ้นมาเมื่อสามร้อยกว่าปีมาแล้ว ถามว่าใครกันแน่ที่ “ทันโลก” กว่า : -เราคนไทยในทุกวันนี้? หรือ พระมหากษัตริย์และคนไทย เมื่อหลายร้อยปีที่แล้ว?

ไม่เพียงสมเด็จพระนารายณ์เท่านั้นที่ทรงมีพระปรีชาญาณในการต่างประเทศ ก่อนหน้านั้นอีก สมเด็จพระนเรศวร ก็ทรงเป็นผู้นำที่ “ทันโลก” มากกว่าที่เราในปัจจุบันคิด เรารู้กันดีว่าทรงกล้าหาญเด็ดเดี่ยว ชนช้างเอาชนะพระมหาอุปราชแห่งพม่า แต่ที่เราไม่ค่อยรู้คือท่านทรงสันทัดการใช้ปืนด้วย ทรงใช้ทหารฝรั่ง ทหารญี่ปุ่นที่ชำนาญปืน ทรงยิงปืนแม่นยำข้ามแม่น้ำสะโตงสังหารแม่ทัพพม่าตามที่เล่ากันมา และโปรดทราบกันนะครับ กองทัพสยามนั้นใช้ปืนและปืนใหญ่มานานมาก ตั้งแต่ปืนฝรั่งยังไม่เข้ามา เคยสงสัยไหมว่าทำไมไทยเราไม่เรียกปืนว่า “กัน ” (gun) แบบชาวอังกฤษ หรือไม่เรียกปืนใหญ่ว่า “แคนนอน” (cannon) เราเรียกมันว่า “ปืน ปืนใหญ่” ซึ่งสองคำนี้ก็เป็นภาษาไทยมาแต่โบราณ และไทยทุกภาคก็ล้วนใช้สองคำนี้

เช่นเดียวกับที่พระนารายณ์ เมื่อกว่าสามร้อยปีที่แล้วทรงเข้าใจการเมืองยุโรปอย่างแตกฉาน พระนเรศวร เมื่อกว่าสี่ร้อยปีที่แล้วก็ทรงทราบว่าในเอเชียตะวันออกในขณะนั้น จีนขัดแย้งกับญี่ปุ่นในกรณีเกาหลี และญี่ปุ่นกำลังรุกรานเกาหลีอยู่ พระเจ้าเหนือหัวของสยามจึงทรงเสนอว่าจะส่งกองทัพ พร้อมช้างศึกจากอยุธยาไปช่วยจีนตีญี่ปุ่น ไม่น่าเชื่อนะครับ แม้ว่าในที่สุดการไม่ได้เป็นไปตามพระราชดำริ แต่พระปรีชาญาณรอบรู้ช่างน่าพิศวง เป็นไปได้ไหมว่าทรงตระหนักถึงว่าดุลอำนาจในเอเชียตะวันออกกำลังกระทบกระเทือนจากการตีเกาหลีของญี่ปุ่น เรานั้นมักไม่คิดว่าพระมหากษัตริย์ในอดีตจะรอบรู้เรื่องราวของมหาอำนาจและของโลกกว้างได้มากขนาดนี้ แต่สิ่งเหล่านี้ปรากฏชัดในบันทึกของจีนและเกาหลีครับ

ความจริงที่ผมเล่ามานี้น่าจะทำให้เราท่านต้องทบทวนความคิดใหม่ มีข้อสรุปที่ผมอยากเสนอ ความสำคัญนะครับ คือพระมหากษัตริย์สยาม-ไทยเรานั้น ท่านไม่เคยล้าหลัง หรือไม่ทันโลก ตรงข้าม ทรงทันสมัย ทันโลก และทันมานานแล้ว ทันมาตั้งแต่โลกเมื่อหกร้อยปีมาแล้ว

หมายเหตุ : ตีพิมพ์ครั้งแรกเฟซบุ๊กเอนก เหล่าธรรมทัศน์ https://www.facebook.com/AnekLaothamatas/

]]>
0
kamon <![CDATA[ออมสินจัดงาน “GSB Smart SMEs Smart Startup 2018” หนุนทุน – ต่อยอดธุรกิจ SMEs – Startup ยุคใหม่]]> https://thaipublica.org/?p=153858 2018-11-18T07:40:10Z 2018-11-18T07:40:10Z

ข่าวประชาสัมพันธ์

เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2561 ดร. สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงาน “GSB Smart SMEs Smart Startup 2018” ปีที่ 2

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนประเทศสู่ “ไทยแลนด์ 4.0” ด้วยการมุ่งเน้นที่จะใช้นวัตกรรม และเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทย เพื่อก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง ลดความเหลื่อมล้ำและสร้างโอกาส รวมทั้งส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากของประเทศให้มีความแข็งแกร่งและยั่งยืน ซึ่งที่ผ่านมาธนาคารออมสินมีภารกิจสำคัญในการส่งเสริมการออมเป็นหลัก ซึ่งในปัจจุบันได้ส่งเสริมผู้ประกอบการรายย่อยอย่างต่อเนื่องรวมทั้งเป็นแหล่งปล่อยสินเชื่อและทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาในการหาตลาดให้กับผู้ประกอบการ SMEs และสตาร์ทอัพรายใหม่

ทั้งนี้ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ประกอบการ SMEs มากกว่า 3 ล้านราย ส่งผลให้เกิดการจ้างงานมากกว่า 10 ล้านคนนับเป็นห่วงโซ่การผลิตและรากฐานในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างแท้จริง ซึ่งรัฐบาลพร้อมผลักดันเอสเอ็มอีให้เติบโตสูงขึ้น เพื่อยกระดับให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางพัฒนา SMEs และสตาร์ทอัพ (HUB) เนื่องจากธุรกิจ SMEs เป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ พร้อมกันนี้การดูแลมอบสิทธิพิเศษต่าง ๆ ตั้งแต่แหล่งเงินทุน การให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ โดยเฉพาะผู้ประกอบการสตาร์ทอัพจะปูพื้นฐานให้ธุรกิจมีความมั่นคง คาดว่าอีก 4-5 ปีข้างหน้าจะเป็นโอกาสของธุรกิจไทย

สำหรับ“GSB SMART SMEs SMART STARTUP 2018” จะเป็นการมอบสิ่งดีให้กับผู้ประกอบ SMEs และสตาร์ทอัพ ซึ่งผู้ประกอบการ SMEs จะมีพื้นที่แสดงออกถึงความคิดสร้างสรรค์ สินค้าที่มีนวัตกรรมใหม่ๆ หรือ ผู้ที่อยู่ในธุรกิจแล้วและต้องการขยายธุรกิจเพิ่ม ก็สามารถแสวงหาความรู้หรือหาพันธมิตรได้ภายในงานนี้ เพื่อผลิตสินค้าและบริการที่มีนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์

นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน

นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวว่าการจัดงาน “GSB Smart SMEs Smart Startup 2018” งานเดียวที่รวมทุกศักยภาพ SMEs และสร้างเสริมสตาร์ทอัพไทย บุกโลกดิจิทัล เพื่อพัฒนาศักยภาพกลุ่มคนรุ่นใหม่ให้เป็นผู้ประกอบการที่มีคุณภาพ กล้าคิด กล้าทำ และกล้าสร้างสรรค์สิ่งใหม่ โดยใช้จุดแข็งของเอสเอ็มอีและสตาร์ทอัพมาเกื้อหนุนและส่งเสริมซึ่งกันและกัน เพื่อผลักดันให้กลุ่มคนรุ่นใหม่สามารถทำธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่ธนาคารออมสินจะเป็นศูนย์กลางทางด้านแหล่งเงินทุนที่ช่วยต่อยอด และผลักดันธุรกิจเอสเอ็มอีและสตาร์ทอัพให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนและก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการ 4.0 รวมทั้งยกระดับให้งานดังกล่าวเป็นศูนย์กลางของ INNOVATION HUB ของประเทศไทย

สำหรับภายในงาน “GSB Smart SMEs Smart Startup 2018” แบ่งเป็น 6 โซน ประกอบด้วย โซนที่ 1 Digital Banking – Digithai Life Solution by GSB พื้นที่การแสดงนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลแบงก์กิ้งแห่งโลกอนาคตของประเทศไทย รวมทั้งบริการให้คำปรึกษาการทำธุรกิจ โดยจะมีเจ้าหน้าที่ให้คำปรึกษาและบริการด้านสินเชื่อสำหรับผู้ที่ต้องการทำธุรกิจ เพื่อให้กับผู้ประกอบการ SME และ Startup นำไปต่อยอดและพัฒนาธุรกิจของตนเอง รวมทั้งเข้าถึงแหล่งทุนได้อย่างรวดเร็ว

โซนที่ 2 Digital Playground พื้นที่แห่งการจุดประกายความคิดสร้างสรรค์จากการนำเสนอนวัตกรรมทางด้านเทคโนโลยีดิจิทัล โซนที่ 3 Smart Digital Park Smart Digital Life พื้นที่แสดงนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลในกลุ่มพันธมิตรของธนาคารออมสิน ซึ่งประกอบด้วยองค์กรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ SME และ Startup ที่จะมาให้ความรู้และคำปรึกษาในด้านการทำธุรกิจโดยตรง โซนที่ 4 Smart Education พื้นที่แสดงนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลของนักเรียน นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยและบริษัทต่าง ๆ ที่จะเข้ามาแสดงผลงาน พร้อมสร้างไอเดียใหม่ ๆ ให้กับผู้ประกอบการ โซนที่ 5 Smart Business พื้นที่แสดงสินค้าของกลุ่มธุรกิจ SME และ Startup ที่ประสบความสำเร็จ โซนที่ 6 Truck Business พื้นที่แสดงของกลุ่มผู้ประกอบการทางด้านรถทรัคเพื่อนำไปประกอบธุรกิจประเภทต่าง ๆ เช่น Food Truck ,รถทรัคสำหรับขายเสื้อผ้า และอื่น ๆ

พร้อมกันนี้ ภายในงานยังเสริมทัพไอเดียสู่โลกดิจิทัลกับกูรูตัวจริงมาร่วมแบ่งปันประสบการณ์แบบเจาะลึกทุกประเด็นตลอด 3 วันเต็ม โดยวันแรกจะสัมมนาในธีม Creative & Design ความคิดสร้างสรรค์ นำมาซึ่งไอเดียที่แปลกใหม่ อาทิ คุณจิรโรจน์ พจนาวราพันธ์ ผู้ก่อตั้งวิถีไทย หัวข้อ “Value Added by Storytelling,คุณสุทธิเกียรติ จันทรชัยโรจน์ เจ้าของธุรกิจ SHIPPOP หัวข้อ “SEE THRU SHIPPOP” และคุณภัทรพร โพธิ์สุวรรณ CEO และผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ eventpop.me หัวข้อ “Everyone can be SMEs Startup Product,No Product”

ส่วนวันที่สองธีม Innovation & Technology เทคโนโลยีที่นำมาต่อยอด ความคิดสร้างสรรค์ เหล่านั้นให้เป็นจริง อาทิ คุณธนวัฒน์ เลิศวัฒนารักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ เวนเจอร์ จำกัด หัวข้อ “Creation by Failure” และคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ กรรมการบริหารบริษัท แกร็บ แท็กซี (ประเทศไทย) จำกัด หัวข้อ“Innovation for Better Life”และวันสุดท้ายธีม Digital Marketing แผนการตลาดกับสื่อดิจิตอลที่ช่วยสื่อสาร จากแบรนด์ไปถึงผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ คุณเด่นพิพัฒน์ ใจตรง จากบริษัท AIRPORTELs และ คุณธฤต ตัณฑเสถียร กรรมการผู้จัดการ MyCloud Fulfillment หัวข้อ “New Solutions come by Technology” ตลอดจนการทำ Business Pitching

ขณะเดียวกันธนาคารออมสินยังจัดการแข่งขัน E-sports เกม RoV สุดยอดเกมมือถือแนว MOBA แห่งปีจาก Garena ไว้ภายในงานดังกล่าวอีกด้วย เพื่อให้เด็กเยาวชนและประชาชนที่สนใจได้มีเวทีแสดงความสามารถ รวมทั้งพัฒนาต่อยอดการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลสร้างประโยชน์ สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมอื่น ๆ อีกมากมาย อาทิ Scan QR CODE ครบทุกโซน ลุ้นรับรางวัลใหญ่ อีกทั้งโปรโมชั่นสินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษสุด 0% นานถึง 1 ปีวงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 10 ล้านบาทสำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและสตาร์ทอัพ พร้อมปิดท้ายด้วยความบันเทิงกับมินิคอนเสริต์จากศิลปินชื่อดัง ได้แก่ กัน ณภัทร – ตู่ ภพธร – ลิปตา ที่มาร่วมสร้างสีสันภายในงานอีกด้วย

]]>
0
chiraprapa <![CDATA[Thailand’s Simple & Smart Licence #2 เปิดแนวทางทบทวนใบอนุญาต ยึดหลัก”ความจำเป็น”- ตัดดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่]]> https://thaipublica.org/?p=153710 2018-11-17T06:09:10Z 2018-11-17T06:05:33Z
ดร.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ TDRI ที่ปรึกษาโครงการ

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2561 สำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายได้จัดงานเปิดตัวโครงการทบทวนการอนุญาต Thailand’s Simple & Smart Licence

โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการปฏิรูปกฎหมายในระยะเร่งด่วน เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงตามนโยบาย THAILAND 4.0 ของรัฐบาล โดยการพิจารณาปรับปรุงหรือยกเลิกกฎหมาย หรือกฎ ข้อบังคับที่หมดความจำเป็นหรือไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ หรือเป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีพ หรือการประกอบอาชีพ เพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่ประชาชน ตลอดจนพิจารณาปรับปรุงกฎหมาย หรือกฎ ข้อบังคับ ที่มีผลใช้บังคับอยู่ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและแผนการปฏิรูปประเทศ

กลไกขับเคลื่อนโครงการ คือ คณะอนุกรรมการพิจารณาปรับปรุงหรือยกเลิกกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบอาชีพและการดำเนินธุรกิจของประชาชน โดยมี ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานอนุกรรมการพิจารณาปรับปรุงหรือยกเลิกกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบอาชีพและการดำเนินธุรกิจของประชาชน ภายใต้กำกับของคณะกรรมการดำเนินการปฏิรูปกฎหมายโดยมี ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกรรมการฯ ซึ่งจะพิจารณาให้ความเห็นชอบการทบทวนกฎหมายและเสนอต่อ ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป

  • Thailand’s Simple & Smart Licence #1 – “วิษณุ เครืองาม” เล็งขอมติ ครม. สั่งส่วนราชการทบทวนกฎหมาย-ระเบียบการอนุญาต ให้เสร็จใน 1 ปี
  • ดร.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ ผู้อำนวยการวิจัย ด้านการบริหารจัดการระบบเศรษฐกิจ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาแห่งประเทศไทย(TDRI) ที่ปรึกษาโครงการ ได้นำเสนอแนวทางการดำเนินงานโครงการการขออนุญาตของทางราชการ โดยเปิดเผยว่า ภารกิจและเป้าหมายของโครงการแบ่งออกได้ 2 ด้าน ด้านแรก การพัฒนาฐานข้อมูลการอนุญาต (e-licence registry) เพื่อให้มีฐานข้อมูลที่มีฐานข้อมูลการอนุญาตที่ประชาชนสามารถสืบค้นได้ตามหน่วยงาน รหัสอุตสาหกรรม และกิจกรรม ด้านที่สอง การทบทวน ความเหมาะสมของการอนุญาต (checklist) เพื่อปรับลดกฎ ระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจ หรือเป็นต้นทุนต่อเศรษฐกิจ/สังคมโดยไม่มีประโยชน์ที่ชัดเจน

    ขณะนี้ยังไม่ได้ทบทวนเพราะปัญหาคือ ยังไม่รู้ว่ามีใบอนุญาตทั้งหมดกี่ใบในประเทศไทย แต่ได้ใช้ฐานข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ(กพร.) ที่รวบรวมข้อมูลไว้ โดยได้ทำ mapping ฐานข้อมูลอนุญาต และกระบวนงานไว้ในบางอุตสาหกรรมบางธุรกิจแล้ว TDRI ได้มาต่อยอด ทำให้สามารถเริ่มทำเรื่องนี้

    สิ่งที่ TDRI ทำ ในด้านฐานข้อมูลการอนุญาต (e-license registry) คือ อย่างแรกพยายามนำใบอนุญาตทั้งหมดที่มีในประเทศ มาจัดลำดับว่า เป็นใบอนุญาต และดูว่าภายใต้ใบอนุญาตนั้นมีกี่กระบวนงาน จัดให้เป็นระบบที่สามารถสืบค้นได้ อย่างที่สองเมื่อมีฐานข้อมูลนี้แล้ว ก็จะทำการทบทวนว่า ใบอนุญาตไหนควรมีและอะไรไม่ควรมี

    ฐานข้อมูลการอนุญาต จะช่วยให้ หนึ่ง สามารถสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับการขออนุญาต ตามชื่อหน่วยงาน รหัสอุตสาหกรรม (TSIC 5 digit) หรือ ลักษณะของธุรกิจได้ (เช่น การก่อสร้างตึกคอนโดมีเนียม)

    “เราทำด้าน e-license registry เพื่อให้เอกชนรู้ว่า เวลาทำธุรกิจต้องใช้ใบอนุญาตกี่ใบ เช่น ขณะนี้การพัฒนาคอนโดมีเนียมมีการให้ข้อมูลกันว่าต้องมีถึง 27 ใบ ที่จอดรถก็ต้องมีใบอนุญาต เราก็จะลิสต์ไว้ ตามชื่อหน่วยงาน ค้นหาตามหน่วยงานได้ หรือตามลักษณะตามธุรกิจ”

    สอง จากนั้นจะเชื่อมโยงใบอนุญาตนี้ไปสู่หน่วยงานที่เป็นเจ้าของใบอนุญาต ทำให้เอกชนสามารถตรวจสอบข้อมูลขั้นตอน ระยะเวลาในการดำเนินการ ค่าธรรมเนียม เอกสารที่ต้องใช้ โดยเชื่อมโยงกับหน่วยงานที่รับผิดชอบ

    สาม เป็นเรื่องที่กำลังพัฒนาและได้หารือกับดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกรรมการฯ ในเบื้องต้นว่า จะมีการแก้ไขพระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ. 2558 เพื่อเพิ่มมาตราหนึ่งเข้าไปว่า กฎระเบียบใดที่ไม่ได้อยู่ในฐานข้อมูลนี้ ไม่สามารถบังคับใช้ในลักษณะที่เป็นโทษได้ แก่เอกชนหรือ ใครๆก็ได้ เพราะต้องการให้มีความโปร่งใส ในหลายประเทศเรียกว่า positive security เนื่องจากไม่ควรมีกฎระเบียบใดที่ไม่มีใครรู้ว่าอยู่ที่ไหน บังคับใช้ได้ อันนี้เป็นหลักการที่กำลังจะผลักดัน

    สี่ คิดว่าในที่สุดฐานข้อมูลจะนำไปสู่การยื่นขออนุญาตออนไลน์(on-line) ได้ และ สุดท้าย ต้องการฐานข้อมูลเพื่อนำมาใช้เองด้วย เป็นฐานข้อมูลในการประเมินความจำเป็นในการมีใบอนุญาต เช่น จำนวนคำขอ หรือ รับจดแจ้งรายได้จากค่าบริการ ฯลฯ

    “ที่ปรึกษาต่างประเทศที่จะเข้าทบทวนใบอนุญาตในไทยถามว่า ใบอนุญาตใดที่มีคนขอมากที่สุด เราตอบไม่ได้ เพราะไม่มีฐานข้อมูล เราไม่รู้ว่าใบอนุญาตแต่ละใบมีคนขอกี่คน ข้อมูลพวกนี้เป็นข้อมูลที่เราต้องเก็บ แม้กระทั่ง รัฐมีรายได้แค่ไหน เพราะใบอนุญาตบางเรื่อง เป็นช่องทางทำรายได้เข้ารัฐ เก็บค่าธรรมเนียม ดังนั้นการยกเลิกใบอนุญาตก็ต้องรู้ว่ารัฐเสียรายได้เท่าไร”

    แบ่งทบทวน 1,000 กระบวนงาน 3 ช่วง

    ดร.เดือนเด่นกล่าวว่า ขั้นตอนการทบทวน เริ่มจากคำนิยามของการอนุญาต ซึ่งหมายถึง การอนุญาต/ออกใบรับรอง การจดทะเบียน การขึ้นทะเบียน การรับแจ้ง การอนุมัติ การให้ประทานบัตร/อาชญาบัตร อื่นๆ ซึ่งในพระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกฯมีคำนิยามอยู่

    “โครงการนี้มีระยะเวลาทั้งหมด 8 เดือน ใน 8 เดือนนี้เรา commit ว่าจะทบทวนกระบวนงานทั้งหมด ซึ่งราว 1,000 กระบวนงาน โดยจะแยกเป็น 3 ช่วงช่วงละ 300 กว่ากระบวนงาน และเริ่มตั้งแต่เดือนที่แล้ว ต้องใช้เวลาระยะหนึ่งเพราะต้องมีการเทรนนิ่ง ในการทำ check list”

    ดร.เดือนเด่นกล่าวว่า ได้เริ่มทำงานในส่วนของในอนุญาตการทำงานของคนต่างด้าว การจ้างงานคนต่างด้าว ธุรกิจโรงแรม การอนุญาตการส่งออกข้าว และบางเรื่อง รอบต่อไปจะขยายไปที่ค้าส่งค้าปลีก ตลาดแบบตรง สถานรับเลี้ยงเด็กเอกชน และจะมีใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องกับ EEC ตลอดจนยังเปิดกว้างหากมีข้อมูลจากภาคธุรกิจมากขึ้น

    สำหรับใบอนุญาตที่จะนำมาทบทวน ให้ความสำคัญกับใบอนุญาตที่เป็นปัญหาตามข้อเสนอของภาคธุรกิจและภาคประชาชนมากเป็นอันดับแรก ที่ผ่านมาพยายามรวบรวมใบอนุญาตที่มีปัญหาจากแทบทุกสมาคม ทั้งในประเทศและต่างประเทศซึ่งได้รับข้อมูลกลับมา 70-80 ใบอนุญาตแล้ว และ 80-90% เป็นเรื่องของ ใบอนุญาตทำงานหรือ work permit

    อันดับที่สอง ดูใบอนุญาตที่มีจำนวนการขอมากที่สุด ขณะนี้ยังไม่มีฐานข้อมูล อันดับที่สามการอนุญาตที่เกี่ยวกับแผนยุทธศาสตร์ชาติหรือแผนการปฏิรูปประเทศ รวมทั้ง EEC กลุ่มอุตสาหกรรม S-Curve และอันดับที่สี่การอนุญาตของกระทรวงที่พร้อมดำเนินการ ซึ่งบางกระทรวงสนับสนุนเต็มที่

    ใช้ระบบ check list วัด 3 ด้าน

    วิธีการทบทวนเป็นเรื่องสำคัญมากเพราะการทบทวนอะไรบางอย่างที่มีจำนวนมากต้องมีหลักเกณฑ์ ดังนั้น ระบบที่ใช้คือ check list เป็นมาตรฐานเดียวกันที่หน่วยงานราชการใช้อยู่และภาคประชาชนจะต้องประเมินกฎหมายด้วยวิธีการเดียวกัน ทุกคนจะต้องปัญหาในรูปแบบฟอร์มเดียวกัน

    นอกจากนี้วิธีการประเมินที่ต้องเหมือนกันแล้ว จะต้องมีความโปร่งใส คือ checklist ที่ทำขึ้นนี้ หน่วยงานที่เป็นเจ้าของใบอนุญาตก็จะทำด้วย ประชาชนก็สามารถเข้าไปทำได้ รวมทั้งจะรู้ว่าข้อเสนอในการเปลี่ยนแปลงมีอะไรบ้าง กระบวนการนี้เป็นกระบวนการที่โปร่งใสมาก ประชาชนทุกคนสามารถเข้าไปในระบระบบcheck list

    สำหรับการทบทวนโดยการใช้ check list เดิมใช้แนวทางของ OECD ที่ใช้กันมา 20 ปีแล้ว แต่ก็เป็นเพียงแบบฟอร์มสอบถามความจำเป็น ไม่มีข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติม เช่น ต้นทุน หรือทางเลือกอื่น ดังนั้นจึงต้องมีการทำ check list ที่ละเอียดมากขึ้นเป็นระบบมากขึ้น มีการตรวจสอบคำตอบ โดยการทบทวน check list แบ่งออกเป็น 3 ด้าน คือ ด้านกฎหมาย ด้านเศรษฐกิจสังคม และด้านต้นทุนด้วย

    การทำ check list เริ่มด้วยคำถามด้านกฎหมายก่อนเป็นอย่างแรกว่า ใบอนุญาตที่ออกมานั้นมีอำนาจทางกฎหมายรองรับหรือไม่ ถ้าไม่มียกเลิกได้เลย เพราะผิดกฎหมาย บางใบอนุญาตไม่มีฐานกฎหมายรองรับ แต่อธิบดีอนุญาต

    ข้อสองมีการแก้ไขกฎหมายที่ให้อำนาจหรือไม่ บางที่กฎหมายนั้นอาจจะยังอยู่ แต่มีกฎหมายอื่นมา overwrite หรือมีข้อยกเว้น เช่น กฎหมายจัดตั้ง EEC นั้น overwrite กฎหมายอื่นๆจำนวนมาก ซึ่งก็ต้องดูว่ากฎหมายนั้นยังมีอยู่หรือไม่ หรือถูกยกเลิกไปแล้ว ข้อสาม ขัดกับซ้อนกับกฎหมายอื่นหรือไม่ ขัดกับพันธกรณีของไทยในความตกลงระหว่างประเทศหรือไม่ ประเทศไทยเป็นสมาชิกองค์กรการค้าโลก หรือ WTO เงื่อนไขบางอย่างที่เลือกปฏิบัติระหว่างคนไทยกับคนต่างประเทศ บางครั้งอาจจะผิด WTO หรือพันธกรณีที่ให้กับต่างประเทศ เช่น การทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี FTA ข้อห้า มีการประกาศกฎหมายที่ให้อำนาจนั้นอยู่ตรงไหน

    เมื่อจบข้อที่ห้าด้านกฎหมายแล้ว ก็เข้าสู่การประเมินด้านเศรษฐศาสตร์ต่อว่า มีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนและเหมาะสมหรือไม่ วัตถุประสงค์นั้นสอดคล้องกับสภาพปัจจุบันหรือไม่ บางกฎหมายเขียนไว้ตั้งแต่ปี 2497 หรือแม้แต่การสงวนบางอาชีพให้กับคนไทยเช่น อาชีพตัดผม รวมไปถึงการบังคับใช้มีประสิทธิผลตามวัตถุประสงค์หลักหรือไม่ เช่น กฎหมายแข่งขันทางการค้าออกมา 20 ปีแล้ว แต่ไม่เคยบังคับใครได้ ก็ต้องตั้งคำถามว่าจะปล่อยไว้อย่างนี้ต่อไปหรือควรยกเลิก หรือแก้ไขให้บังคับใช้ได้ และข้อที่สี่ หากบอกว่ากฎหมายจำเป็น แต่การบังคับใช้มีประสิทธิผลหรือไม่ ต้องมีหลักฐาน ไม่ใช่เพียงบอกว่าใช้ได้ แต่ไม่มีหลักฐานข้อมูลมาแสดง หรือบอกว่าจำเป็น แต่ไม่มีหลักฐานว่ามีปัญหาจริง

    สุดท้ายมีทางเลือกในการลดภาระหรือลดต้นทุนหรือไม่ ประเมินจาก ค่าจ้าง/ค่าธรรมเนียมในการปฏิบัติตามกฎหมาย ต้นทุน เครื่องมือ อุปกรณ์ เครื่องมือ ค่าเสียโอกาส

    จากนั้นการทบทวนจะลงรายละเอียดว่า ใบอนุญาตนั้นยังคงอยู่และมีความจำเป็น แต่อาจมีการใช้ดุลยพินิจ และจากการตรวจสอบในเบื้องต้นพบว่ามีการใช้ดุลยพินิจทั้งนั้น ตัวอย่าง เช่น การจัดตั้งบริษัทจัดหางาน มีกฎกระทรวงออกมาว่า สำนักจัดหางานจะต้องไม่อยู่ในที่เดียวกับในอาคารที่เป็นห้างสรรพสินค้า โรงเรียน อยู่ในตึกที่มีสำนักจัดหางานอื่นก็ไม่ได้ และสำคัญที่สุดสองข้อสุดท้ายระบุว่าต้องเป็นอาคารที่มีส่วนแบ่งแยกอย่างชัดเจน และสถานอื่นๆที่ไม่เหมาะสม อันนี้อันตรายมาก ใครเป็นตีความเรื่องความเหมาะสม

    “การทบทวนของเรา วิธีการเริ่มตั้งแต่ใบอนุญาตที่เป็นตัวแม่ ซึ่งมีใบอนุญาตอื่นตามมาเป็นพวง ดังนั้นในการทบทวนจะไม่ลงในข้อปลีกย่อย เช่น ไม่ขอดูบัตรประชาชน แต่จะดูว่าใบอนุญาตนี้จำเป็นหรือไม่ หากไม่จำเป็นใบอนุญาตนี้จะหลุดทั้งยวงเลย ดังนั้นเราจะเริ่มจากด้านบนว่าจำเป็นหรือไม่ ถ้าจำเป็นแล้วถึงจะมาดูกระบวนงานหลัก เช่น ใบอนุญาตนี้จำเป็น การขอต่ออายุใบอนุญาตนี้จำเป็นหรือไม่ ต้องต่ออายุทุก 3 เดือนหรือทุกปี หรือ 3 ปีมีความจำเป็นหรือไม่ หรือกรณีเปลี่ยนผู้บริหารก็ต้องขออนุญาตอีก หากกระบวนการผ่านก็จะลงไปในรายละเอียด เช่น แบบฟอร์มการขอต่ออายุใบอนุญาต” ดร.เดือนเด่นกล่าว

    ข้อเสนอยกเลิก-แจ้ง-ตัดคุณสมบัติไม่จำเป็น

    ดร.เดือนเด่นกล่าวถึงข้อเสนอแนะมี 3 ด้าน ด้านใบอนุญาตประกอบด้วย หนึ่ง จะเสนอให้ยกเลิก โดยเทียบกับมาตรฐานในต่างประเทศที่มีความก้าวหน้าในเรื่องนี้ เช่น กรณีต้องการส่งเสริมธุรกิจการถ่ายทำภาพยนตร์ในไทย จะไปศึกษาว่าประเทศที่ส่งเสริมธุรกิจลักษณะนี้มีกฎเกณฑ์อย่างไร กำกับแบบละเอียดหรือไม่ หรือหากเห็นว่าไม่จำเป็นที่ต้องตรวจสอบเนื้อหาภาพยนตร์ ก็อาจจะเสนอให้ยกเลิกใบอนุญาตเลย

    สอง เปลี่ยนเป็นแค่แจ้ง อนุมัติจดทะเบียน แต่หากกฎหมายกำหนดว่าต้องขออนุญาตก็ต้องแก้ไขกฎหมาย แต่การแก้ไขกฎหมายจะทำได้ยาก ดังนั้นข้อเสนอแนะอาจจะไม่ยกเลิกใบอนุญาตแต่เปลี่ยนเป็นการอนุญาตโดยอัตโนมัติ หมายถึงว่าหากมีเอกสารกำหนดครบถ้วนก็ได้รับอนุญาต เสมือนกับการจดแจ้ง แต่ที่สำคัญคือ ไม่มีดุลยพินิจเข้ามาเกี่ยวข้อง

    สาม ตัดคุณสมบัติที่ไม่จำเป็นออก ซึ่งเท่าที่ตรวจสอบมาคุณสมบัติหนึ่งที่กำหนดไว้ในกฎหมายทุกฉบับคือ จะต้องไม่เป็นคนที่มีสติฟั่นเฟือน
    ด้านที่สองกระบวนงานจะเปลี่ยนการขอเป็นการแจ้ง และจะตัดดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ เนื่องจากไม่ได้อยู่ในระดับกฎหมาย แต่อยู่ในระดับประกาศกระทรวง

    ด้านที่สามแบบฟอร์ม จะตรวจสอบเอกสารที่ไม่จำเป็น ยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัด กรณีการของ work permit ของคนต่างชาติที่ต้องตรวจโรคถึง 7 โรค ก็ต้องตั้งคำถามว่า เงื่อนไขเหล่านี้กำหนดไว้เพื่ออะไร

    “กระบวนการทำงานของหน่วยงานเรา ก็จะนำ check list ทั้งหมดนี้ให้ทั้งเอกชนช่วยกรอก เรากรอกเอง และส่วนราชการช่วยกรอกด้วย และเราจะหา best practice ในโลกเป็น benchmark รวมรับฟังเหตุผลจากราชการว่า ทำไมใบอนุญาตถึงยังคงอยู่ เอกชนต้องแสดงให้เห็นว่าหากตัดออกไปจะมีปัญหาอะไรหรือไม่ และจะนำไปสู่ข้อเสนอว่า คงเดิมหรือ ยกเลิก” ดร.เดือนเด่นกล่าว

    เมื่อมีข้อเสนอแล้ว ก็จะมีข้อมูลแสดงให้เห็นว่าผลที่เกิดจากการตัดใบอนุญาตประหยัดต้นทุนได้เท่าไร ซึ่งเคยมีกรณีตัวอย่างจาก ธนาคารแห่งประเทศไทยที่ทบทวนยกเลิกแบบฟอร์การแลกเปลี่ยนเงินตราที่ประหยัดต้นทุนได้ถึง 1.8 พันล้านบาท

    ดร.เดือนเด่นกล่าวว่า จะนำข้อเสนอแนะส่งให้คณะอนุกรรมการพิจารณาปรับปรุงหรือยกเลิกกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบอาชีพและการดำเนินธุรกิจของประชาชน ซึ่งจะพิจารณาและเสนอต่อคณะกรรมการดำเนินการปฏิรูปกฎหมายอย่างเร่งด่วนต่อไป จากนั้นนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี หากให้ความเห็นชอบ เรื่องในระดับกฎหมายก็จะนำเข้าสู่การพิจารณาของสภา แต่หากเป็นประกาศกระทรวงก็ให้รัฐมนตรีประจำกระทรวงเสนอมาที่ครม. และพยายามจำกัดการแก้ไขจำนวนมากไว้ที่ระดับกระทรวงเพื่อให้เรื่องนี้คืบหน้าไปได้เร็วกว่า

    ข้อเสนอแนะการทบทวนใบอนุญาตภายใต้หลักการ 5Cs

    โครงการทบทวนการอนุญาต Thailand’s Simple & Smart Licence เว็บไซต์ระบุว่า เมื่อได้ศึกษาใบอนุญาตตาม Conceptual Framework พร้อมคำนวณตัวเลขภาระที่ประชาชนต้องแบกรับจากกฎหมาย กฎ ระเบียบ และกระบวนงาน และเป็นภาระบุคลากร ภาครัฐก็สามารถใช้ข้อมูลดังกล่าวมาประกอบการพิจารณาแก้ไขปรับปรุง โดยรัฐจะต้องคำนึงถึงวัตถุประสงค์ เป้าหมาย ความจำเป็นความเหมาะสม เพื่อตอบโจทย์การพัฒนารูปแบบใหม่ ๆ และความได้สัดส่วนระหว่างสภาพปัญหากับมาตรการที่เลือกใช้ รวมถึงผลประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ ดังนั้น แนวทางการจัดทำข้อเสนอแนะจะดำเนินการภายใต้หลักการ 5Cs ต่อประเด็นกฎหมาย กฎ ระเบียบ และกระบวนงานที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

  • Cut คือ การยกเลิกกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ และกระบวนงาน
  • Change คือ การปรับปรุงกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ และกระบวนงานบางส่วน
  • Combine คือ การรวมกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ และกระบวนงานไว้ด้วยกัน
  • Continue คือ การคงกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ และกระบวนงานไว้เช่นเดิม
  • Create คือ การยกร่างกฎหมายขึ้นใหม่
  • ขณะนี้โครงการทบทวนการอนุญาต Thailand’s Simple & Smart Licence อยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงาน SS และกำลังเปิดรับฟังความคิดเห็นผ่าน เว็บไซต์ www.sslicence.go.th

    119698_แนวทางการดำเนินงาน - ss เดือนเด่น v1
    ]]>
    0
    Natmaytee <![CDATA[ประเด็นฮอตรอบสัปดาห์: “ป.ป.ช. สรุป สมเด็จพระสังฆราชไม่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน สภามหา’ลัยยังต้องยื่น ยืดให้ 60 วัน” และ “กลาโหมเกาหลีใต้ขอโทษกรณีทหารข่มขืนผู้ชุมนุมกวางจู”]]> https://thaipublica.org/?p=153843 2018-11-17T05:44:26Z 2018-11-17T05:31:55Z

    ประเด็นฮอตรอบสัปดาห์ประจำวันที่ 10-16 พ.ย. 2561

  • ป.ป.ช. สรุป สมเด็จพระสังฆราชไม่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน สภามหา’ลัยยังต้องยื่น แต่ยืดเวลาให้ 60 วัน
  • พรรคเล็กจ่อยื่น กกต. เลื่อนเลือกตั้งเพื่อความเท่าเทียม
  • ล้อมคอกมวยเด็ก สนช. เร่งดัน พ.ร.บ.มวย ห้ามเด็กต่ำกว่า 12 ขึ้นสังเวียน
  • กพท. แจ้ง ไทยไลอ้อนแอร์ ปรับปรุงคู่มือใช้เครื่องบินตามคำเตือนเอฟพีเอ หลังพบมีรุ่นที่ตกบินในไทย 3 ลำ
  • กลาโหมเกาหลีใต้แถลงขอโทษกรณีทหารในกองทัพข่มขืนผู้ชุมนุมกวางจู
  • ป.ป.ช. สรุป สมเด็จพระสังฆราชไม่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน สภามหา’ลัยยังต้องยื่น แต่ยืดเวลาให้ 60 วัน

    จากประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เรื่อง กําหนดตําแหน่งของผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินตามมาตรา ๑๐๒ ที่ลงในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 1 พ.ย. 2561 และจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 2 ธ.ค. 2561 นั้น

    ด้วยเนื้อหาสาระของประกาศดังกล่าว ผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินจะไม่ใช่แค่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอีกต่อไป แต่ยังรวมถึงผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงและเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วย และก็เช่นเคยที่หน้าที่ดังกล่าวย่อมแผ่ขยายไปถึงคู่สมรสและบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะของผู้ดำรงตำแหน่งเหล่านั้น แต่ที่ไปไกลกว่านั้นก็คือ ตามประกาศ เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ของเจ้าพนักงานของรัฐต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. พ.ศ. ๒๕๖๑ แม้กระทั่งภรรยาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสก็ต้องยื่นบัญชีฯ เช่นกัน (ซึ่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. บอกว่าติดตามได้ไม่ยาก)

    ทว่า ด้วยความละเอียดซับซ้อนของการยื่นบัญชีฯ ที่แม้ไม่จงใจปกปิด แต่หากผิดพลาด ก็อาจติดคุกได้ ทำให้หลายๆ ฝ่ายที่อยู่ดีๆ กลับต้องมายื่นบัญชีฯ ตามประกาศนี้ไม่ค่อยสบายใจ ดังเช่นที่กรรมการสภามหาวิทยาลัยหลายๆ คน ซึ่งอยู่ในตำแหน่งใหม่ที่ต่อไปนี้ต้องยื่นบัญชีฯ ประกาศว่าจะลาออก หรือบางคนก็ลาออกไปแล้ว

    กระทั่งนายมีชัย ฤชุพันธุ์ อดีตประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ก็ยังลาออกจากตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏราชนัครินทร์ ซึง่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ก็ชี้แจงว่า การลาออกของนายมีชัยนั้นอยู่ในกลุ่มคนที่จะครบวาระการดำรงตำแหน่งอยู่แล้ว

    “คนที่จะลาออกส่วนหนึ่งเพราะจะครบวาระอยู่แล้ว อย่างเช่นนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ที่จะครบวาระในเดือน ม.ค. 2562 อยู่แล้ว และกลับมาเป็นไม่ได้แล้ว ท่านเห็นว่าประกาศนี้จะมีผลในวันที่ 2 ธ.ค. จึงบอกว่าจะอยู่ไปทำไมให้ครบวาระแล้วก็จะต้องยื่น จึงออกไปเสียแต่ตอนนี้ เพื่อไม่ต้องไปยุ่งกับประกาศที่จะมีผลกระทบในวันที่ 2 ธ.ค. เพราะคนที่คิดอย่างนี้มีเยอะ” นายวิษณุกล่าว

    รศ. ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า “ประกาศนี้ทำให้เกิดความปั่นป่วน และอาจส่งผลเสียต่อการบริหารงานองมหาวิทยาลัย ที่กรรมการสภาฯบอกว่าจะลาออกไม่ใช่การขู่แต่พร้อมทำจริง ผมเองที่สุดถ้าดูว่าการแก้ไขปัญหาไม่ลงตัวก็ลาออกแน่นอน เพราะการยื่นบัญชีมีกระบวนการที่ยุ่งยากมาก ตัวผมก็เคยยื่นมาก่อนก็ทราบดี เอกสาร ข้อมูลที่ต้องกรอกมีมาก เราไม่ได้กลัวการเปิดเผยแต่กลัวจะตกหล่นว่ายื่นไม่ครบ กรรมการสภาฯ ผู้ทรงคุณวุฒิส่วนมากอายุเยอะอาจจะมีหลงลืม บางคนอาจจะแยกกับครอบครัวการติดตามเอกสารข้อมูลก็ยาก หรือพบไม่ได้ยื่นก็เป็นเรื่องถึงคดีอาญา ทั้งที่แค่หลงลืมไม่มีเจตนาไม่ยื่น ตรงนี้ยังเป็นการเปิดช่องที่ทำให้เกิดการร้องเรียน เพราะไม่ว่าคนไหนจะยื่นครบ หรือหลงลืมยื่นไม่ครบแต่มีคนไปร้อง ป.ป.ช. ก็ต้องเรียกสอบหมด ป.ป.ช. จะมีเรื่องร้องเพิ่มขึ้นอีกมาก เพราะฉะนั้น ขอให้ผู้เกี่ยวข้องทบทวนและดูให้รอบคอบ”

    อนึ่ง เมื่อผู้ดำรงตำแหน่งในสภามหาวิทยาลัยต้องยื่นบัญชีฯ ตามประกาศฉบับนี้ ก็ได้เกิดความห่วงกังวลว่า สมเด็จพระสังฆราช ซึ่งทรงดำรงตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย จะต้องทรงยื่นบัญชีฯ ด้วยหรือไม่

    ล่าสุด เว็บไซต์สำนักข่าวอิสรารายงานว่า พล.ต.อ. วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช. ตอบกรณีสมเด็จพระสังฆราชต้องยื่นบัญชีฯ หรือไม่ว่า ประเด็นนี้ ป.ป.ช. วินิจฉัยเรียบร้อยแล้ว มีความชัดเจนว่าสมเด็จพระสังฆราชไม่มีหน้าที่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน เนื่องจากทรงเป็นประธานสงฆ์ที่โปรดเกล้าฯ โดยพระมหากษัตริย์ แต่ไม่รวมถึงพระเถระชั้นผู้ใหญ่ที่เป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยสงฆ์ต่าง ๆ ดังนั้นพระเถระชั้นผู้ใหญ่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน ซึ่งไม่มีปัญหาอะไร

    ส่วนในกรณีของตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัยและกรรมการสภามหาวิทยาลัย นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้แจงในการแถลงผลการประชุมของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดใหญ่ ถึงกรณีประกาศของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เรื่องกำหนดตำแหน่งของผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีฯ ว่า ตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัยและกรรมการสภามหาวิทยาลัยยังคงเป็นตำแหน่งที่มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. แต่เนื่องจากเป็นตำแหน่งใหม่ที่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน หากจะให้ประกาศดังกล่าวมีผลใช้บังคับในทันทีกับผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวอาจกระทบต่อการบริหารงานภายในมหาวิทยาลัย

    จึงมีมติให้ระยะขยายเวลา การบังคับใช้ประกาศคณะกรรมการ ป.ป.ช. ดังกล่าวเฉพาะในส่วนของตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัยและกรรมการสภามหาวิทยาลัย โดยไม่รวมถึงตำแหน่งอธิการบดีทั้งในสถาบันอุดมศึกษาในกำกับของรัฐ และสถาบันอุดมศึกษาในสังกัดของรัฐ

    นอกจากนี้ การขยายระยะเวลาดังกล่าวรวมถึงตำแหน่งประธานสภาสถาบัน รองประธานสภาสถาบัน และกรรมการสภาสถาบันพระปกเกล้า

    โดยให้ขยายระยะเวลาในการบังคับใช้ออกไปอีก 60 วันนับตั้งแต่วันที่ 2 ธ.ค. 2561 ดังนั้นจึงจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 31 ม.ค. 2562 ส่วนตำแหน่งอื่นๆ ตามประกาศป.ป.ช. ยังมีผลบังคับใช้ในวันที่ 2 ธ.ค. 2561 นี้เช่นเดิม ทั้งนี้เพื่อให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้รวบรวมความคิดเห็นของบุคลากรทางการศึกษา ภาคส่วนต่างๆ ของสังคมเพื่อพิจารณาในรายละเอียด แล้วจะได้ชี้แจงให้ทราบ

    พรรคเล็กจ่อยื่น กกต. เลื่อนเลือกตั้งเพื่อความเท่าเทียม

    ที่มาภาพ: เว็บไซต์ประชาชาติธุรกิจ (http://bit.ly/2DsvN8n)

    เว็บไซต์ประชาชาติธุรกิจรายงานว่า เมื่อวันที่ 15 พ.ย. 2561 มีรายงานว่า นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ส่งข้อความในกลุ่มไลน์ผู้สื่อข่าวว่า “ด่วน กลุ่มพรรคการเมือง นัดแถลงข่าวและยื่นหนังสือถึง กกต. วันที่ 22 พ.ย.2561 ที่โรงแรมเซ็นทารา ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ ขอเลื่อนการเลือกตั้งเป็นวันที่ 5 พ.ค. 2562 พรรคการเมืองใดจะร่วมลงชื่อเสนอเลื่อนการเลือกตั้งประสานงาน ดร.สาธุ อนุโมทามิ หน้าพรรคพลังไทยดี”

    ต่อมาพรรคทางเลือกใหม่ได้ส่งหมายข่าวมายังสื่อมวลชน ว่าจะไปยื่นเอกสารต่อ กกต. อ้างว่า กำหนดการเลือกตั้งดังกล่าวไม่เป็นธรรม จึงขอยื่น กกต.เลื่อนเลือกตั้งเป็นวันที่ 28 เมษายน หรือ 5 พฤษภาคม 2562 เพื่อให้พรรคเกิดใหม่เตรียมตัว สร้างความเท่าเทียมพรรคเก่า ใหม่

    เว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์รายงานว่า นายสาธุ อนุโมทามิ หัวหน้าพรรคพลังไทยดี กล่าวถึงกรณีมีการเผยแพร่ข้อความ “กลุ่มพรรคการเมือง นัดแถลงข่าวและยื่นหนังสือถึง กกต. วันที่ 22 พ.ย. 2561 ที่โรงแรมเซ็นทารา ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ ขอเลื่อนการเลือกตั้งเป็นวันที่ 5 พ.ค. 2562 โดยพรรคการเมืองใดจะร่วมลงชื่อเสนอเลื่อนการเลือกตั้งประสานงาน ดร.สาธุ อนุโมทามิ หน้าพรรคพลังไทยดี” ว่าเนื่องจากเห็นว่าแม้ขณะนี้จะมีโรดแมปการเลือกตั้งในวันที่ 24 ก.พ. 2562 แต่เงื่อนไขในการดำเนินกิจการทางการเมืองของพรรคการเมืองยังติดเงื่อนไขตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 ซึ่งเป็นปัญหาต่อการดำเนินการของพรรคการเมือง ทั้งการหาสมาชิกพรรคให้ได้ 500 คน ซึ่งพรรคการเมืองที่ได้รับจดจัดตั้งใหม่จะมีเวลาในการหาสมาชิกน้อย แม้ กกต. จะบอกว่าสามารถจดจัดตั้งพรรคที่ยื่นจดจัดตั้งก่อนวันที่ 26 พ.ย. ได้ทันการเลือกตั้งก็ตาม แต่พรรคการเมืองเหล่านั้นก็จะมีเวลาในการดำเนินที่กระชั้นชิด และสมาชิกของแต่ละพรรคการเมืองก็ยังไม่นิ่ง เพราะขณะนี้มีการเปิดให้พรรคการเมืองหาสมาชิก สมาชิกพรรคการเมืองบางคนอาจเปลี่ยนใจไปอยู่กับพรรคอื่น จนอาจทำให้พรรคการเมืองที่จัดตั้งใหม่มีสมาชิกไม่ครบ 500 คน ดังนั้น ทางพรรคพลังไทยดีจึงได้หารือร่วมกับพรรคการเมืองอื่นๆ เห็นว่าเนื่องจากประเทศว่างเว้นการเลือกตั้งมานานแล้ว ดังนั้นการจัดเลือกตั้งในครั้งนี้ควรเป็นการเลือกตั้งที่สมบูรณ์ที่สุด เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติ พรรคการเมืองมีเวลาหาสมาชิกที่เพียงพอ และสามารถคัดเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งที่มีอุดมการณ์ตรงกับพรรค ประชาชนมีตัวเลือก

    “การเสนอเลื่อนการเลือกตั้งครั้งนี้เราไม่ได้ต้องการที่จะยื้อการเลือกตั้ง เพราะหากเลื่อนการเลือกตั้งก็จะเลื่อนออกไปอีกเพียง 2 เดือนเท่านั้น และในเวลา 2 เดือนนี้ก็จะเป็นช่วงเวลาที่พรรคการเมืองต่างๆ ได้เตรียมตัวลงเลือกตั้ง ซึ่งตอนนี้มีพรรคการเมืองเห็นด้วยกับการเสนอเลื่อนการเลือกตั้งแล้วประมาณ 10 พรรค อาทิ พรรคแผ่นดินธรรม พรรคครูไทยเพื่อประชาชน ขณะที่พรรคพลังไทยดีซึ่งได้ยื่นจดจองชื่อพรรคไว้เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. ก็จะมีการไปยื่นจดจัดตั้งพรรคในวันที่ 19 พ.ย. นี้”

    ล้อมคอกมวยเด็ก สนช. เร่งดัน พ.ร.บ.มวย ห้ามเด็กต่ำกว่า 12 ขึ้นสังเวียน

    ที่มาภาพ: เว็บไซต์ไทยรัฐออนไลน์ (http://bit.ly/2DmentI)

    เว็บไซต์ไทยรัฐออนไลน์รายงานว่า เมื่อวันที่ 14 พ.ย. 2561 นายตวง อันทะไชย ประธานกรรมาธิการการศึกษาและกีฬา สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวว่า ในการประชุม กมธ.ศึกษาและกีฬา ในวันที่ 15 พ.ย. นี้ จะนำกรณีนักมวยเด็กเสียชีวิตจากการถูกน็อกในการแข่งขันชกมวยมาหารือในที่ประชุม กมธ. เพื่อหารือแนวทางแก้ไขปัญหา ขณะนี้ สนช. กำลังผลักดันร่าง พ.ร.บ.กีฬามวย ที่ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของ ครม. เพื่อส่งกลับมาให้ สนช. พิจารณา หลักการของร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวไม่ได้ห้ามเด็กชกมวย ยังให้เด็กชกมวยได้อยู่ เพียงแต่ต้องการปกป้องเด็กให้ได้รับความปลอดภัยจากการชกมวย เป็นไปตามหลักสากลทั่วไป โดยกำหนดให้เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปีห้ามชกมวย ถ้าเป็นเด็กอายุ 12-15 ปี สามารถชกได้ แต่ต้องใส่เครื่องป้องกันตัว เช่น สวมเฮดการ์ด เพื่อป้องกันสมองเด็ก อยากให้ค่ายมวยเข้าใจจุดประสงค์ของร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ไม่อยากให้นำเหตุผลเรื่องความยากจนของเด็กที่ต้องช่วยครอบครัวหารายได้มาทำลายสิทธิของเด็กที่ควรได้รับการปกป้องคุ้มครองให้หายไป เพราะการช่วยเหลือครอบครัวหารายได้ทำได้หลายวิธี ไม่ใช่การชกมวยอย่างเดียว สนช. พร้อมรับฟังความเห็นของค่ายมวย หาก ครม. ส่งร่างกฎหมายดังกล่าวกลับมาให้ สนช. ก็พร้อมที่จะให้ค่ายมวยมีตัวแทนอยู่ในกรรมาธิการฯ หรือจะมาชี้แจงให้ความเห็นก็ได้ เรายินดีรับฟัง

    กพท. แจ้ง ไทยไลอ้อนแอร์ ปรับปรุงคู่มือใช้เครื่องบินตามคำเตือนเอฟพีเอ หลังพบมีรุ่นที่ตกบินในไทย 3 ลำ

    ที่มาภาพ: เว็บไซต์ไทยรัฐออนไลน์ (http://bit.ly/2DoCR5H)

    วันที่ 15 พ.ย. 2561 เว็บไซต์ไทยรัฐออนไลน์รายงานว่า ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ถึงกรณีที่สำนักงานบริหารการบินแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (เอฟเอเอ) ได้ประกาศข้อบังคับฉุกเฉินใหม่สำหรับเครื่องบินโบอิ้ง 737 แมกซ์ หลังเครื่องบินรุ่นดังกล่าวของสายการบินไลอ้อนแอร์ประสบอุบัติเหตุตกนอกชายฝั่งอินโดนีเซีย ว่า เอฟเอเอได้ออกคำเตือนและขอให้บริษัทโบอิ้ง ซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องบินโบอิ้ง 737 แมกซ์ ปรับปรุงคู่มือการใช้งานเครื่องบินเกี่ยวกับขั้นตอนการใช้งาน ใหม่ทั้งหมด โดยให้เพิ่มขั้นตอนความปลอดภัยด้านการปฏิบัติงาน ด้านการบินเพิ่มเติมเข้าไปเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุดังกล่าวขึ้นอีก

    ทั้งนี้ กพท. ในฐานะที่กำกับดูแลสายการบินที่จดทะเบียนในประเทศไทย จึงได้สำรวจสายการบินของไทยทั้งหมด ว่ามีการนำเครื่องรุ่นดังกล่าวมาใช้หรือไม่ ปรากฏว่า มีเพียงสายการบินไทยไลอ้อนแอร์ ที่นำเครื่องบินดังกล่าวมาให้บริการแก่ผู้โดยสาร กพท. จึงได้ทำหนังสือด่วน ไปยังสายการบินไทยไลอ้อนแอร์ ให้ทำการปรับปรุงคู่มือการใช้งานเครื่องบินเกี่ยวกับขั้นตอนการใช้งานตามคำแนะนำของเอฟเอเอ และจากการตรวจสอบพบว่า ไทยไลอ้อนแอร์มีการนำเครื่องบินโบอิ้ง แม็กซ์ มาทำการบินในไทย 3 ลำ กพท. จึงได้แจ้งให้ไทยไลอ้อนแอร์ปรับปรุงคู่มือการใช้งานเครื่องบินให้เป็นไปตามคำเตือนของเอฟเอเอ และเมื่อปรับปรุงคู่มือแล้วเสร็จ ก็จะต้องส่งคู่มือภายหลังการปรับปรุงมาให้ กทพ. ตรวจสอบความถูกต้องต่อไป

    กลาโหมเกาหลีใต้แถลงขอโทษกรณีทหารในกองทัพข่มขืนผู้ชุมนุมกวางจู

    การ์ตูนสะท้อนภาพเหตุการณ์ที่วัยรุ่นสาวถูกทหารข่มขืน
    ที่มาภาพ: เว็บไซต์ข่าวสด (http://bit.ly/2DoihT0)

    เว็บไซต์ข่าวสดรายงานว่า วันที่ 7 พ.ย. 2561 เอเอฟพีรายงานว่า กระทรวงกลาโหมเกาหลีใต้แถลงขอโทษอย่างเป็นทางการต่อกรณีที่ทหารในกองทัพข่มขืนนักศึกษาและวัยรุ่นสาว รวมถึงพลเรือนหญิง ระหว่างการปราบปรามผู้ชุมนุมที่ลุกฮือต่อต้านการรัฐประหารโดยนายพลชุน ดูฮวาน ในเมืองกวางจู (ควังจู) เมื่อปี พ.ศ. 2523 หรือที่เรียกว่าเหตุการณ์สังหารหมู่กวางจู 1980

    ปัญหาการคุกคามและการทำร้ายทางเพศต่อสตรีในเกาหลีใต้ถูกซุกใต้พรมและเก็บเงียบมา 38 ปี  ล่าสุดรัฐบาลสายพิราบของเกาหลีใต้ มอบหมายให้นายชอง คยองดู รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นผู้แถลงลงโทษถึงพฤติกรรมของทหารในช่วงเวลาดังกล่าว ในนามกองทัพและรัฐบาล

    “ผลการสอบสวนยืนยันว่า มีเหยื่อถูกข่มขืน ทำร้ายและทารุณโดยทหารภายใต้กฎอัยการศึก เหยื่อมีทั้งวัยรุ่น หญิงสาว นักศึกษา ไปจนถึงหญิงตั้งครรภ์คนหนึ่งที่ไม่ได้เข้าร่วมการประท้วง …. ในนามของรัฐบาลและกองทัพ ข้าพเจ้าขอโค้งคำนับและเอ่ยคำว่า ขอโทษ ต่อสิ่งที่สร้างความเจ็บปวด แผลเป็นลึกจนเกินกว่าจะบรรยายได้ต่อเหยื่อผู้บริสุทธิ์” นายชองกล่าว

    ตามตัวเลขทางการ มีผู้ถูกปราบปรามมากกว่า 200 คน เสียชีวิตหรือสูญหาย ขณะที่นักเคลื่อนไหวระบุว่า ยอดรวมจริงน่าจะสูงกว่าตัวเลขทางการถึงสามเท่า

    การสอบสวนอย่างจริงจังเกิดขึ้นหลังจาก น.ส.คิม ซุน อ๊ก เหยื่อรายหนึ่งให้สัมภาษณ์ทางทีวีเมื่อเดือน พ.ค. ว่า ตนเองถูกเจ้าหน้าที่ผู้สอบสวนข่มขืน กรณีดังกล่าวทำให้เจ้าหน้าที่เปิดการผลสอบสวนขยายผลและยืนยันได้ว่ามีผู้เสียหายอย่างน้อยอีก 17 ราย

    T_0037
    ]]>
    0
    Boonlarp Poosuwan <![CDATA[3 ไตรมาส ปี’61 ปตท. จ่ายเงินปันผลและภาษี ให้รัฐ 55,960 ล้านบาท – 17 ปีกว่า 8.4 แสนล้านบาท]]> https://thaipublica.org/?p=153875 2018-11-17T04:44:34Z 2018-11-17T04:43:13Z

    ข่าวประชาสัมพันธ์

    นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)

    นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) เปิดเผยว่า จากผลการดำเนินงานของ ปตท. และบริษัทในกลุ่ม ช่วง 9 เดือนแรกของปี 2561 มีผลการดำเนินงานดีขึ้นในเกือบทุกกลุ่มธุรกิจเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เมื่อพิจารณาตามโครงสร้างผู้ถือหุ้นของ ปตท. พบว่า กระทรวงการคลังถือหุ้นทางตรงประมาณ 14,599 ล้านหุ้น หรือ 51.11 % ได้รับเงินปันผลจำนวนประมาณ 11,680 ล้านบาท ขณะที่การถือหุ้นทางอ้อมผ่านกองทุนวายุภักษ์ 1 โดย บลจ.เอ็มเอฟซี และ บลจ.กรุงไทย อีกประมาณ 3,472 ล้านหุ้น หรือ 12.16 % ได้รับเงินปันผลประมาณ 2,780 ล้านบาท ส่งผลให้ ปตท. สามารถนำกำไรส่งรัฐในรูปแบบเงินปันผลรวมทั้งสิ้นกว่า 14,460 ล้านบาท

    นอกจากนี้ ปตท. ยังนำเงินส่งรัฐในรูปแบบของภาษีเงินได้นิติบุคคล นับจนถึง 9 เดือนแรกนี้ เป็นจำนวนประมาณ 28,200 ล้านบาท เมื่อนำไปรวมกับภาษีเงินได้นิติบุคคลของบริษัทในกลุ่มประมาณ 13,300 ล้านบาท ทำให้กลุ่ม ปตท. นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลแก่รัฐรวมประมาณ 41,500 ล้านบาท ดังนั้นเมื่อรวมเงินปันผลที่ส่งรัฐจำนวน 14,460 ล้านบาทด้วยแล้ว 3ไตรมาสปี 2561 ปตท.ส่งเงินให้รัฐทั้งสิ้น 55,960 ล้านบาท

    ทั้งนี้ ปตท. ยึดมั่นการบริหารจัดการความยั่งยืน 3 ด้าน (3P) อย่างสมดุล คือ การทำธุรกิจควบคู่กับการดูแลชุมชนและสังคม (People) การอนุรักษ์รักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (Planet) และเป็นฐานความมั่นคงให้แก่ภาคเศรษฐกิจและสังคมเติบโตอย่างแข็งแรงและยั่งยืน (Prosperity) บนฐานการดำเนินงานที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ ภายใต้หลักธรรมาภิบาล ด้วยการจัดตั้งโครงสร้างการกำกับดูแล การบริหารความเสี่ยง และการกำกับการปฏิบัติตามกฎหมาย (Governance, Risk and Compliance: GRC) เพื่อการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน

    อนึ่ง ปตท.นำส่งรายได้แก่รัฐมากขึ้นทั้งในรูปของเงินปันผลและภาษีเงินได้ โดยตั้งแต่หลังแปรรูปเข้าตลาดหลักทรัพย์ปี 2544 – 2561 รวมกว่า 8.4 แสนล้านบาท ในฐานะที่ปตท. เป็นทั้งรัฐวิสาหกิจภายใต้การกำกับของกระทรวงพลังงาน อีกทั้งเป็นบริษัทมหาชนภายใต้กฎหมายมหาชนและ พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ฯ

    ]]>
    0
    Boonlarp Poosuwan <![CDATA[PTTOR หนุนผู้ประกอบการพาแบรนด์ไทยไปเติบโตในเวทีอาเซียน]]> https://thaipublica.org/?p=153834 2018-11-18T08:25:00Z 2018-11-16T14:09:10Z

    ข่าวประชาสัมพันธ์

    นางสาวจิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)

    นางสาวจิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ PTTOR เป็นประธานงาน Thai Brand to ASEAN Seminar 2018 ซึ่งจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ณ อาคาร ปตท. สำนักงานใหญ่ โดยมีผู้ประกอบการไทยจำนวนมาก ให้ความสนใจเข้ามาร่วมรับฟังข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการไปขยายธุรกิจในพื้นที่สถานีบริการ PTT Station ในประเทศอาเซียน

    นางสาวจิราพร กล่าวว่า PTTOR ในฐานะที่เป็นบริษัท Flagship ของ ปตท. ด้านการค้าน้ำมันและการค้าปลีก มีวิสัยทัศน์ในการเป็น แบรนด์ไทยชั้นนำระดับโลกที่สร้างคุณค่าให้กับชุมชนผ่านการดำเนินธุรกิจน้ำมัน ธุรกิจค้าปลีก และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง ด้วยการดำเนินธุรกิจน้ำมัน ธุรกิจค้าปลีก และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องทั้งในและต่างประเทศ ที่สร้างคุณค่าและการมีส่วนร่วมให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม

    ปัจจุบัน PTTOR มีสถานีบริการน้ำมัน PTT Station กว่า 1,900 แห่ง ทั้งในและต่างประเทศ โดยจำนวนสถานีบริการกว่า 1900 สาขา นั้น เป็นสถานบริการ PTT Station ในประเทศอาเซียน ได้แก่ ลาว กัมพูชา พม่า และ ฟิลิปปินส์ จำนวนกว่า 250 สาขา ได้รับการยอมรับมากขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกๆ ปี จากผู้บริโภคในอาเซียน จากการทำผลสำรวจ Brand Survey ในประเทศอาเซียน เมื่อต้นปีที่ผ่านมา

    ทั้งนี้ด้วยความโดดเด่นในเรื่องของการบริการที่ครบวงจร หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น น้ำมันคุณภาพ ร้านกาแฟคาเฟ่อเมซอน ร้านสะดวกซื้อ Jiffy ศูนย์ตรวจเช็คสภาพเครื่องยนต์ Fit Auto ผลิตภัณฑ์หล่อลื่น PTT lubricants รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกในสถานีบริการน้ำมัน ได้แก่ ห้องน้ำสะอาด (ตาม Concept Friendly Design) บริการฟรี WIFI และความมีมาตรฐานของสินค้าและบริการ ที่สร้างการยอมรับ ความประทับใจ ให้กับประชาชนอาเซียน จากพันธกิจของ PTTOR ที่มุ่งสร้างคุณค่าและการมีส่วนร่วมให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม

    “PTTOR จะไม่หยุดนิ่ง ผลักดัน สนับสนุนจัดงาน Thai brand to ASEAN Seminar 2018 ขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้กับคู่ค้าคนไทย ให้ได้มีโอกาส ขยายธุรกิจให้เติบโตไปในประเทศอาเซียน สนับสนุนผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อยของคนไทยมารับฟัง ความรู้ที่เป็นประโยชน์ การแชร์ประสบการณ์จากทีมงานในตลาดต่างประเทศของ PTTOR ในการขยายธุรกิจสู่ตลาดอาเซียน และนำเสนอโอกาส ในการขยายธุรกิจสู่ตลาดอาเซียน ผ่านพื้นที่ สถานีบริการน้ำมันครบวงจร PTT Station ของเราในอาเซียน เพื่อสร้างความภาคภูมิใจร่วมกัน ให้ต่างประเทศได้รับทราบ ถึงความมีคุณภาพของสินค้า และบริการของ บริษัทคนไทย และเพื่อการเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน”นางสาวจิราพรกล่าว

    ]]>
    0
    Boonlarp Poosuwan <![CDATA[วิธีเพิ่มความสุขของเเดน กิลเบอร์ต: บทเรียนจากการทานข้าวนอกบ้านกับเพื่อนๆ]]> https://thaipublica.org/?p=153840 2018-11-17T04:48:41Z 2018-11-16T14:02:41Z

    ณัฐวุฒิ เผ่าทวี www.powdthavee.co.uk

    ผมเชื่อว่าคุณผู้อ่านหลายๆท่านที่ชอบฟัง TED talk คงอาจจะเคยได้ยินชื่อของเเดน กิลเบอร์ต (Dan Gilbert) มาก่อน สำหรับท่านที่ไม่เคยล่ะก็ ผมเเนะนำให้ท่านลองเปิด YouTube เเล้วไปเสิร์ชหาชื่อเเกดู เเละสำหรับตัวผมเองผมชอบ TED talk อันนี้ของเขาที่สุด

    ยิ่งไปกว่านั้น เเดน กิลเบอร์ตยังเป็นเจ้าของหนังสือ Stumbling on Happiness ซึ่งเป็นหนังสือสุดโปรดของผมที่สุดเล่มหนึ่งอีกด้วย

    ผมเจอกับเเดนเป็นครั้งเเรกเเละครั้งเดียวตอนที่เขาและแอนดรูว์ ออสวอลด์ (Andrew Oswald) เชิญผมไปร่วมงานสัมมนาวิชาการที่ Harvard ตอนปี 2009 เเดนเป็นนักจิตวิทยาที่ฉลาดเเละติดดินมากๆ เเละถึงเเม้ว่าเขาจะเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านความสุข – โดยเฉพาะในเรื่องของเหตุผลที่ทำให้คนเราส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าอะไรที่ทำให้เรามีความสุขจริงๆ – สิ่งที่ผมจำได้ดีที่สุดกลับเป็นการพูดคุยจาก dinner conversation กับเขาซึ่งมีใจความดังนี้

    “เวลาที่คุณออกไปทานข้าวกับเพื่อนๆของคุณข้างนอกบ้าน พยายามอย่าหารบิลกัน ให้คุณตกลงกับเพื่อนๆของคุณว่า วันนี้ผม/ฉันขอเลี้ยงข้าวทุกคนนะ เเล้วในการกินข้าวกันอีกในครั้งต่อไปให้เพื่อนคนอื่นในกลุ่ม – จะเป็นคนไหนก็ได้ – เลี้ยงข้าวคนอื่นๆในกลุ่มซึ่งรวมทั้งตัวคุณด้วย

    ทั้งนี้ก็เป็นเพราะว่า

    1) คนที่เป็นเจ้ามือก็จะมีความสุขกับการได้เลี้ยง เพราะการเลี้ยงข้าวเพื่อนๆในที่นี้นั้นนับเป็นหนี่งในพฤติกรรมที่เรียกได้ว่า “ดีต่อสังคม” หรือ pro-social behaviour นั่นเอง ซึ่งก็จะช่วยส่งผลทำให้คนที่เลี้ยงรู้สึกดีว่าเขาได้ทำให้คนอื่นๆมีความสุข (ซึ่งถ้าเเปลเป็นภาษาอังกฤษก็คือ warm glow feeling หรือความสุขในใจนั่นเอง)

    2) คนที่ถูกเลี้ยงก็จะมีความสุขกับการได้ทานข้าวฟรีในวันนั้น เเละอาจจะมีความสุขเพิ่มขึ้นไปอีกจากการมีเพื่อนที่อยากเลี้ยงข้าวเรา

    3) สำหรับคนที่ถูกเลี้ยง การถูกเลี้ยงที่มีข้อแม้ว่าเราจะต้องเจอกันอีกนะเพราะว่าเราจะได้มีโอกาสเลี้ยงข้าวคนอื่นตอบเเทนบ้างเป็นการสร้าง pre-commitment ว่าเพื่อนๆจะต้องมาเจอกันอีกก่อนที่มันจะนานจนเกินไป ซึ่งก็เป็นวิธีการเพิ่มความสุขจากข้อ 1 และ 2 ในอนาคต

    และข้อสุดท้าย ข้อที่ 4) เเต่ถ้าคนที่ถูกเลี้ยงในวันนี้หายวับไปโดยที่ไม่ยอมมาเจอกันอีก (อาจจะเป็นเพราะว่าตัวเองไม่อยากจะเลี้ยงข้าวเพื่อนๆคนอื่นๆ) วิธีนี้ก็จะช่วยทำให้เราตัดคนที่ไม่ควรอยู่ในกลุ่มที่เราเรียกว่าเพื่อนออกไปได้ ซึ่งก็เป็นการลดโอกาสที่เราจะต้องมานั่งเสียใจกับการมีเพื่อนที่ห่วยเเตกในอนาคตได้

    ……… เป็นยังไงบ้างครับ เเดนเขาสุดยอดไหมครับ

    เพราะฉะนั้น ครั้งหน้าถ้าคุณได้มีโอกาสไปทานข้าวข้างนอกกับเพื่อนๆก็ลองวิธีนี้ดูนะครับ ดูซิว่ามันจะทำให้คุณมีความสุขเพิ่มมากขึ้นหรือไม่ เเละคุณก็อาจจะเรียนรู้ได้อีกว่าเพื่อนของคุณคนไหนเป็นเพื่อนตาย คนไหนเป็นเพื่อนจริง

    ]]>
    0
    Boonlarp Poosuwan <![CDATA[ก.ล.ต. กล่าวโทษอดีตกก.และผู้บริหาร EARTH กับพวกรวม 17 ราย สร้างหนี้เทียม และฟ้องผู้กระทำผิด 11 ราย ใช้ข้อมูลภายในขายหุ้น EARTH]]> https://thaipublica.org/?p=153852 2018-11-16T07:49:31Z 2018-11-16T07:46:38Z

    ก.ล.ต. กล่าวโทษอดีตกรรมการและผู้บริหารบริษัท เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ จำกัด (มหาชน) (EARTH) กับพวกรวม 17 ราย ต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กรณีร่วมกันสร้างหนี้เทียม เพื่อให้ EARTH เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ รวมทั้งเบียดบังเอาทรัพย์สินของ EARTH เป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต และแจ้งพนักงานอัยการฟ้องผู้กระทำผิด11 ราย กรณีใช้ข้อมูลภายในขายหลักทรัพย์ EARTH

    สืบเนื่องจาก สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ร้องเรียนหลายราย เกี่ยวกับหนี้สินจำนวน 26,000 ล้านบาท ของบริษัทเอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ จำกัด (มหาชน) (EARTH) ที่เพิ่มขึ้น ภายหลังจากที่ EARTH ส่งงบการเงินงวดไตรมาส 1 ปี 2560 ซึ่งการเพิ่มขึ้นของหนี้สินนี้เป็นเหตุให้ส่วนของผู้ถือหุ้นลดลงจาก 10,349 ล้านบาท เป็นติดลบ 15,651 ล้านบาท และคณะกรรมการบริษัทได้มีมติอนุมัติให้ EARTH เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ เมื่อเดือนกรกฎาคม 2560 ก.ล.ต. จึงมีข้อสงสัยเกี่ยวกับความมีอยู่และสถานะของหนี้สินที่เพิ่มขึ้นจำนวน 26,000 ล้านบาท ซึ่งต่อมาในวันที่ 12 มิถุนายน 2561 ก.ล.ต. ได้กล่าวโทษกรรมการ EARTH รวม 11 ราย กรณีลงข้อความเท็จหรือไม่ลงข้อความสำคัญในเอกสารเกี่ยวกับหนี้สินที่เพิ่มขึ้นจำนวนดังกล่าว

  • ก.ล.ต. กล่าวโทษกรรมการและอดีตกรรมการบริษัท เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ จำกัด (มหาชน) (EARTH) รวม 11 ราย ต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ
  • ก.ล.ต. กล่าวโทษกรรมการ EARTH รวม 11 ราย กรณีลงข้อความเท็จหรือไม่ลงข้อความสำคัญในเอกสาร
  • นอกจากการกล่าวโทษเมื่อเดือนมิถุนายน 2561 แล้ว ก.ล.ต.ได้ตรวจสอบข้อมูลทั้งหมด และพบว่า ในช่วงปี 2560 กรรมการและผู้บริหารหลักของ EARTH 7 รายประกอบด้วย (1) นายพิสุทธิ์ พิหเคนทร์ (2) นายขจรพงศ์ คำดี (3) นายธนาวรรธน์ ประทุมสุวรรณ์ (4) นายพิรุฬห์ พิหเคนทร์ (5) นายพิพรรธ พิหเคนทร์ (6) นายพิบูล พิหเคนทร์ และ (7) นางสาวกาญจนา จักรวิจิตโสภณ และกลุ่มเจ้าหนี้และผู้รับมอบอำนาจของเจ้าหนี้ 10 ราย ได้แก่ (8) บริษัท เทียนจิน โบไท จงซิง เทรดดิ้ง จำกัด (9) บริษัท เจียงซู กวางรัน เทรดดิ้ง จำกัด (10) นายหลิน ตง ไห่ (11) บริษัท อมาเซน พีทีอี จำกัด (12) บริษัท มาร์โค โปโล เวนเจอร์ จำกัด (13) บริษัท นโปเลียน โลจิสติกส์ จำกัด (14) นายเรืองยศ มหาวรมากร (15) นายสามารถ สุวัชรชัย (16) นางสาวณัฎฐา แซ่ลี้ และ (17) นายอำนาจ ตันกุริมาน ได้ร่วมกันดำเนินการ หรือมีส่วนรู้เห็นยินยอม และสนับสนุนการกระทำผิดในการสร้างหนี้เทียม โดยมีรายละเอียด ดังนี้

    • อดีตกรรมการและผู้บริหารของ EARTH แกล้งให้ EARTH เป็นหนี้ เพื่อให้สามารถเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ โดยอาศัยมูลหนี้ซึ่งไม่เป็นความจริง จากการที่เจ้าหนี้คู่ค้าหลายรายเรียกร้องค่าเสียหายและค่าเสียโอกาส รวมทั้งฟ้องร้องดำเนินคดีทางแพ่งกับ EARTH ในมูลหนี้ที่สูงเกินความเป็นจริงมากโดยไม่สมเหตุสมผล เพื่อให้ EARTH อยู่ในภาวะที่มีหนี้สินมากกว่าทรัพย์สิน ทั้งที่บุคคลเหล่านั้นหลายรายมีความเห็นหรืออยู่ในวิสัยที่ทราบว่าหนี้ดังกล่าวไม่สามารถบันทึกบัญชีเป็นหนี้สินในงบการเงินตามมาตรฐานการบัญชีกำหนดได้ รวมทั้งยังพบหลักฐานการนำทรัพย์สินของ EARTH ออกจากบริษัท เพื่อให้เจ้าหนี้นำไปใช้ในการดำเนินการทางกฎหมายกับ EARTH การกระทำดังกล่าว จึงเข้าข่ายเป็นความผิดฐานกระทำการไม่ให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้
    • ในช่วงเวลาดังกล่าว EARTH กับเจ้าหนี้บางรายได้ร่วมกันทำธุรกรรมต่าง ๆ หลายรายการ ซึ่งมีผลเป็นการนำทรัพย์สินออกจาก EARTH ในลักษณะที่ไม่เป็นไปตามขั้นตอนการดำเนินการปกติ ไม่มีความสมเหตุสมผล และเอื้อประโยชน์ให้กับเจ้าหนี้บางรายเป็นกรณีพิเศษ การกระทำดังกล่าว เข้าข่ายเป็นการเบียดบังเอาทรัพย์ของ EARTH เพื่อประโยชน์ของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต และเป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายเพื่อตนเองหรือผู้อื่น ทำให้ EARTH เสียหาย

    ทั้งนี้ การกระทำตามรายละเอียดข้างต้น เข้าข่ายเป็นความผิดตามมาตรา 308 มาตรา 310 และมาตรา 311 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ก.ล.ต. จึงกล่าวโทษบุคคลทั้ง 17 รายข้างต้นต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายต่อไป และการถูกกล่าวโทษข้างต้นมีผลให้ผู้ถูกกล่าวโทษเข้าข่ายมีลักษณะขาดความน่าไว้วางใจในการเป็นกรรมการและผู้บริหารของบริษัทที่ออกหลักทรัพย์และบริษัทจดทะเบียน ตามประกาศ ก.ล.ต. จึงไม่สามารถเป็นกรรมการและผู้บริหารของบริษัทที่มีหลักทรัพย์จดทะเบียนตลอดระยะเวลาที่ถูกกล่าวโทษดำเนินคดี

    ในการนี้ ผู้ถือหุ้นและ/หรือเจ้าหนี้ของ EARTH ที่ได้รับผลกระทบจากการกระทำข้างต้นสามารถเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ในฐานะผู้เสียหายโดยตรง เพื่อรักษาประโยชน์ของตัวท่านและของบริษัทต่อไป

    นอกจากกรณีข้างต้น คณะกรรมการพิจารณามาตรการลงโทษทางแพ่ง (ค.ม.พ.) ได้มีมติให้นำมาตรการลงโทษทางแพ่งมาใช้บังคับกับผู้กระทำความผิด 11 ราย ประกอบด้วย (1) นายขจรพงศ์ คำดี (2) นายพิสุทธิ์ พิหเคนทร์ (3) นายพิพรรธ พิหเคนทร์ (4) นางธัญกมล ตริตระการ (5) นางธนภร พงศ์ธิติ (6) นายพิริยะ พิหเคนทร์ (7) นายพัชวัฏ คุณชยางกูร (8) นายจิตตเกษม คุณชยางกูร (9) นายเกษมสัณห์ คุณชยางกูร (10) นางลักขณา จันทร์เต็ม และ (11) นางสาวสุภาภรณ์ สายคำ กรณีอาศัยข้อมูลภายในขายหลักทรัพย์ EARTH จากการที่ทราบว่า EARTH จะขาดสภาพคล่องและสถาบันการเงินปฏิเสธการขอขยายเวลาการชำระหนี้ โดยให้บุคคลทั้ง 11 ราย ชำระเงินค่าปรับทางแพ่ง และส่งคืนผลประโยชน์ที่ได้รับจากการกระทำความผิด รวมถึงกำหนดระยะเวลาห้ามเป็นกรรมการหรือผู้บริหารในบริษัทที่ออกหลักทรัพย์หรือบริษัทหลักทรัพย์ และชดใช้ค่าใช้จ่ายเนื่องจากการตรวจสอบการกระทำความผิด** แต่โดยที่บุคคลดังกล่าวไม่ยินยอมที่จะระงับคดีในชั้น ก.ล.ต. ดังนั้น ก.ล.ต. จึงมีหนังสือขอให้พนักงานอัยการดำเนินการฟ้องคดีบุคคลทั้ง 11 รายต่อศาลแพ่ง เพื่อขอให้กำหนดมาตรการลงโทษทางแพ่งในอัตราโทษสูงสุดตามกฎหมาย

    โดย ก.ล.ต. จะขอให้ศาลกำหนดชำระเงินค่าปรับทางแพ่งและส่งคืนผลประโยชน์ที่ได้รับจากการกระทำความผิด รวม 183,268,831.70 บาท และห้ามผู้กระทำความผิดทั้ง 11 ราย ไม่ให้ซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์หรือศูนย์ซื้อขายหลักทรัพย์ หรือเข้าผูกพันตามสัญญาซื้อขายล่วงหน้าในศูนย์ซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเป็นเวลา 5 ปี และห้ามผู้กระทำความผิดทั้ง 11 ราย เป็นกรรมการหรือผู้บริหารในบริษัทที่ออกหลักทรัพย์หรือบริษัทหลักทรัพย์เป็นเวลา 10 ปี รวมทั้งให้ผู้กระทำความผิดชดใช้ค่าใช้จ่ายเนื่องจากการตรวจสอบการกระทำความผิดให้แก่ ก.ล.ต. รายละ 18,900.45 บาท

    พร้อมนี้ ก.ล.ต. ได้รายงานการดำเนินการทั้ง 2 กรณีข้างต้นไปยังสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อด้วย

    หมายเหตุ อนึ่ง การกล่าวโทษของ ก.ล.ต. เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของกระบวนการบังคับใช้กฎหมายทางอาญาเท่านั้น ภายใต้กระบวนการนี้ การพิจารณาวินิจฉัยว่าบุคคลใดเป็นผู้กระทำผิดกฎหมายเป็นขั้นตอนในอำนาจการสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ การสั่งฟ้องคดีของพนักงานอัยการ ตลอดจนดุลพินิจของศาลยุติธรรมตามลำดับ

    ]]>
    0
    Boonlarp Poosuwan <![CDATA[ทีเอ็มบีเผยคนไทยเสพติดลอตเตอรี่และหวย “รวย – จนไม่เกี่ยว” – คนไทยซื้อลอตเตอรี่และหวย กว่า 2.5 แสนล้านบาทต่อปี]]> https://thaipublica.org/?p=153806 2018-11-16T05:33:52Z 2018-11-16T02:59:21Z

    ศูนย์วิเคราะห์ Customer Insights by TMB Analytics เผยผลการศึกษาพฤติกรรมการซื้อลอตเตอรรี่และหวย(ใต้ดิน)คนไทย ชี้ความเชื่อ “คนจนเล่นหวยคนรวยเล่นหุ้น”…. ไม่จริง

    “1 ใน 4 ของคนไทยซื้อลอตเตอรี่และหวย รวมเป็นจำนวนเงินกว่า 2.5 แสนล้านบาทต่อปี” ขยายให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นคือ คนไทยราว 20 ล้านคนซื้อลอตเตอรี่และหวย เป็นมูลค่าในแต่ละปีเทียบเท่ากับ 3 เท่าของมูลค่าการซื้อกองทุน LTF และ RMF หรือเทียบได้กับเงินลงทุนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินที่เพิ่งเปิดประมูลไป

    ยิ่งกว่านั้นที่เซอร์ไพรส์ คือไม่ใช่แต่คนทั่วไปเท่านั้นที่ยืนมุงแผงลอตเตอรรี่เมื่อใกล้วันหวยออก เราพบว่ากว่าครึ่งของกลุ่มคนที่มีรายได้สูง (รายได้มากกว่า 100,000 บาทต่อเดือน) ชอบซื้อลอตเตอรี่ และหวยใต้ดิน เฉลี่ยแล้ว 14 ครั้งต่อปี คิดเป็นปีละ 10,000 บาท ซึ่งมากกว่ากลุ่มคนทั่วไปเกือบสองเท่าอยู่ที่ 12 ครั้งต่อปี ปีละ 4,500 บาท ทั้งหมดนี้เป็นข้อมูลจากผลสำรวจของ ศูนย์ Customer Insights by TMB Analytics และสำนักงานสถิติแห่งชาติ

    เมื่อเจาะลึกไปอีกพบว่า “คนกลุ่มคนที่มีรายได้สูงมีพฤติกรรมเสพติดอย่างไม่น่าเชื่อ” คนรายได้สูงซื้อลอตเตอรี่และหวยใต้ดินเป็นเงินเพิ่มขึ้นถึง 76% นับจากครั้งแรกที่เริ่มซื้อ สื่อให้เห็นคนรวยยิ่งซื้อยิ่งติดและมีความหวังสูงในการถูกหวย ในขณะที่กลุ่มคนทั่วไปซื้อลอตเตอรี่และหวยเป็นเงินเพิ่มขึ้นเพียง 42% นับจากครั้งแรกที่เริ่มซื้อ สรุปได้ว่า “คนจนเล่นหวยคนรวยเล่นหุ้น” นั้นไม่จริง

    ทั้งนี้ผลการศึกษาเต็มรูปแบบด้านมุมมอง ทัศนคติต่อพฤติกรรมการซื้อลอตเตอรี่และหวย(ใต้ดิน) รวมถึงวิเคราะห์แนวทางที่ช่วยให้คนไทยมีสุขภาพทางการเงินที่ดีขึ้น จะเผยแพร่ในเร็วๆนี้

    อนึ่ง“ศูนย์ Customer Insights by TMB Analytics เป็นศูนย์วิเคราะห์มุมมองใหม่ๆด้านการพฤติกรรมทางการเงิน เพื่อสร้างการตระหนักรับรู้ ความเข้าใจ เพื่อนำไปสู่การวางแผนการเงินส่วนบุคคลให้เหมาะสมยิ่งขึ้น” เปิดตัวครั้งแรกในเดือนมิถุนายน ด้วยนำเสนอผลการศึกษาวิเคราะห์สถานการณ์ทางการเงินของคนไทยตลอดเส้นทางทั้งการออม การใช้จ่าย การลงทุน ตลอดจนการป้องกันความเสี่ยง ซึ่งสามารถสะท้อนอะไรหลายๆอย่างเกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้ชีวิต รวมถึงปัจจัยต่างๆที่มีผลต่อพฤติกรรมในด้านต่างๆ

    ]]>
    0