ThaiPublica กล้าพูดความจริง 2018-07-18T13:21:45Z https://thaipublica.org/feed/atom/ WordPress ram <![CDATA[ทักษะ “อาชีวะ” ยุค S-Curve ที่ผู้ประกอบการไทยอยากได้ไปทำงาน]]> https://thaipublica.org/?p=145791 2018-07-18T13:21:45Z 2018-07-18T13:21:45Z
โครงการ Chevron Enjoy Science จัดงานเสวนา “อาชีวะ 4.0 ศักยภาพแห่งอนาคต”
เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2561 ที่ผ่านมา

หนึ่งในความท้าทายสำคัญของการพัฒนาประเทศเวลานี้ คือการเตรียมกำลัง “คน” ให้พร้อมก้าวไปสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0 โดยเฉพาะสาขา “อาชีวะ” ให้มีทักษะตรงตามความต้องการของผู้ประกอบการที่ต้องยกระดับกระบวนการผลิตสู่ระบบออโตเมชันในอนาคต

คำถามสำคัญก็คือ ทักษะแรงงานหรือบุคลากรแบบไหนที่ภาคการศึกษาจะต้องผลิตออกมาให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมเป้าหมาย หรือ S-Curve อย่างเช่นอุตสาหกรรมยานยนต์ พลังงาน แปรรูปอาหาร หรือไมโครอิเล็กทรอนิกส์  ซึ่งเทรนด์ของอุตสาหกรรมเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วตลอดเวลา

 “วิศวกรเคมี-ช่างไฟฟ้า-ช่างวัสดุศาสตร์”

นางสาวชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ รองประธานกรรมการ บริษัท ไทยซัมมิท โอโตพาร์ท อินดัสตรี จำกัด ผู้ประกอบอุตสาหกรรมยานยนต์ กล่าวในงานเสวนา “อาชีวะ 4.0 ศักยภาพแห่งอนาคต” เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม ที่ผ่านมาว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมยานยนต์เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ “ดิสรัปชัน” ครั้งที่สอง จากเครื่องยนต์มาเป็นรถไฟฟ้า เพราะฉะนั้นในยุครถไฟฟ้าจึงต้องใช้ทักษะวิชาชีพใหม่ๆ จากทุกภาคส่วน แต่สิ่งที่เราอยากได้คือ “ช่างเคมี” หรือ “วิศวกรเคมี” เพราะรถใช้แบตเตอรี่ และสิ่งที่อยู่ในแบตเตอรี่ทั้งหมดคือสารเคมี

นอกจากนี้ เรายังอยากได้ “ช่างไฟฟ้า” เพราะในเครื่องยนต์และรถยนต์จะมีระบบอัตโนมัติเพิ่มมากขึ้น ซึ่งหมายถึงความต้องการใช้ไฟฟ้าในรถยนต์มากขึ้นนั่นเอง  อีกส่วนหนึ่งคือ “ช่างวัสดุศาสตร์” เชี่ยวชาญงานด้านวัสดุศาสตร์ เพราะในรถยนต์จะมีวัสดุที่เปลี่ยนไป ไม่ต่างจากวัสดุใหม่ๆ ในโทรศัพท์มือถือ

“ความท้าทายของรถยนต์ คือทุกวันนี้เราต้องการรถที่เบามากขึ้น เพราะรถที่เบาคือรถที่ประหยัดพลังงาน จะใช้เหล็กหนักๆ เหมือนเมื่อก่อนไม่ได้แล้ว แต่ต้องการวัสดุที่เกิดจากการผสมผสานระหว่างแร่ธาตุหลายอย่าง เพื่อให้ออกมาเป็นวัสดุใหม่ในการทำรถ  ดังนั้นเราต้องการเด็กที่เก่งวิชาเคมีมากๆ ควบคู่กับเด็กที่เก่งสายไฟ”

อย่างไรก็ตาม นอกจากความรู้ในเชิงลึกแล้ว ชนาพรรณบอกว่าช่างเทคนิครุ่นใหม่ก็ยังจะต้องมีความรู้พื้นฐานเป็นหลักสำคัญ โดยเฉพาะความรู้ด้านความปลอดภัย หรือแม้กระทั่งความรู้เรื่อง  5ส. (สะสาง สะดวก สะอาด สุขลักษณะ สร้างนิสัย) สิ่งเหล่านี้ต้องอยู่ในจิตสำนึกนอกเหนือจากความรู้ด้านวิชาชีพและวิชาการ ครูต้องช่วยติดเครื่องมือ “ความตระหนักรู้” ให้กับเด็กมาตั้งแต่เรียนจบ ก็จะสามารถช่วยภาคอุตสาหกรรมได้อย่างมาก

ภาษาอังกฤษต้องได้-ภาษาดิจิทัลต้องเป็น

นายประวิทย์ ประกฤตศรี ประธานเจ้าหน้าที่กลุ่มธุรกิจพลังงาน กลุ่มมิตรผล ผู้ประกอบการแปรรูปอาหาร กล่าวว่า ภาคเกษตรเป็นหนึ่งในกลุ่มอุตสาหกรรม S-Curve ที่สำคัญ เพราะประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ผลิตอาหารเลี้ยงโลก ดังนั้น สิ่งที่จะต้องทำในอนาคตคือการแปรรูปอาหารแห่งอนาคต เพื่อรองรับประชากรและความต้องการอาหารที่เพิ่มมากขึ้น ด้วยการสร้าง “คน” ให้เป็นสมาร์ทฟาร์เมอร์เพื่อผลิตอาหารได้มากขึ้นแข่งขันกับโลกได้

“เราจะต้องแปรรูปเป็นอาหารสำหรับอนาคต เป็นฟังก์ชันนัลฟู้ด เป็นไบโอเคมิคัล เป็นยารักษาโรค หรือเป็นกลุ่มที่เรียกว่าไบโออีโคโนมี ซึ่งจะต้องกลับมาที่การสร้างคนเพื่อจะเข้าใจในเรื่องเหล่านี้และแข่งขันได้ประชากรที่เติบโตขึ้น ความต้องการอาหารมากขึ้น  อาหารที่มีสุขภาพมากขึ้น คนที่มีอายุมากขึ้น จำเป็นต้องมีอาหารที่มีคุณภาพมากขึ้น ซึ่งเราผลิตได้ด้วยคนที่มีความรู้ความเข้าใจ”

ฉะนั้น ภาคเกษตรจึงอยากได้ช่างเทคนิคที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะในการดูแลเทคโนโลยีเครื่องจักรใหม่ๆ เพื่อเพิ่มผลผลิตได้  รวมทั้งมีทักษะความสามารถในด้าน “ภาษา” ทั้งภาษาอังกฤษ ภาษาจีน หรือแม้แต่ภาษาญี่ปุ่น

“…อาลีบาบาที่ยิ่งใหญ่ของแจ็ค หม่า  มาจากประตูสำคัญที่แจ็ค หม่า เปิดได้คือภาษาอังกฤษ  แจ็ค หม่า สามารถสื่อสารแล้วรู้ความเป็นไปของโลกตะวันตกกับจีน”  ประวิทย์กล่าว

นอกจากนี้ยังมี “ทักษะด้านดิจิทัล” ที่จะมีบทบาทอย่างมากและพลิกอุตสาหกรรมในทุกวงการ ไม่ว่าจะวงการเกษตร วงการพลังงาน วงการยานยนต์ ฯลฯ  เพราะดิจิทัลคือหัวใจสำคัญของ New S-Curve ทั้งหมดของวันนี้

“สำหรับอุตสาหกรรมที่เป็น New S-Curve ผมคิดว่าสิ่งที่เราต้องการคือ ความสามารถในการเรียนรู้ ทักษะภาษาอังกฤษ ภาษาดิจิทัล นอกเหนือจากวิชาชีพที่เขาเรียนมา”

รวมทั้งยังมี “กลุ่มไฟฟ้ากำลัง”,  “กลุ่มเทคนิคการผลิต”, “กลุ่มพืชศาสตร์”, “วิศวกรรมแมคคาทรอนิกส์” ซึ่งทางกลุ่มมิตรต้องการและกำลังพัฒนาบุคลากรเหล่านี้ช่วยเหลือภาคการศึกษาอยู่เช่นกัน

นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล “Data Scientist”

นายนรเชษฐ์ แซ่ตั้ง ผู้จัดการโรงงานเทพารักษ์ บริษัท ซีเกท เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมไมโครอิเล็กทรอนิกส์ กล่าวเสริมว่า อุตสาหกรรมไมโครอิเล็กทรอนิกส์เป็นชิ้นส่วนหลักในการขับเคลื่อนนวัตกรรม ซึ่งต้องมีการผลิตที่มีประสิทธิภาพสูง ใช้ดาต้าให้มีประโยชน์มากที่สุดในการเพิ่มผลิตผลและตอบสนองกับเทคโนโลยี

อย่างไรก็ตาม ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ต้องแข่งขันกับเทคโนโลยีตลอดเวลา เพราะฉะนั้น พื้นฐานสำคัญคือต้องมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ยกตัวอย่างบริษัทซีเกทฯ แต่ก่อนใช้แรงงานคนจำนวนมากถึง 16,000 คน แต่ปัจจุบันเหลือเพียง 2 พันคน ทว่ากำลังการผลิตกลับเพิ่มขึ้น

“ดังนั้น พื้นฐานสำคัญคือต้องมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทัศนคติเป็นสิ่งสำคัญมาก อยากให้น้องๆ อาชีวะรวมทั้งอาจารย์เปิดกว้างว่ามนุษย์เป็นทรัพยากรที่มีความสามารถมีศักยภาพที่ไม่มีข้อจำกัด”

นอกจากนี้ อีกหนึ่งทักษะที่บริษัทเตรียมรับกับอนาคตคือ “ดาตาอนาไลติกส์” (data analytics) เพราะการเรียนรู้จากประสบการณ์อย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป แต่จะต้องใช้ประสบการณ์บวกกับดาตามาวิเคราะห์ สามารถจัดการข้อมูลอันมหาศาลได้อย่างชาญฉลาด นำมาเพิ่มประสิทธิภาพประสิทธิผลได้ คนทำงานด้านนักวิทยาศาสตร์ข้อมูล (data scientist) จึงสำคัญเพราะดาตาอนาไลติกส์เป็นหนึ่งในเทรนด์ของอนาคต

ที่มาภาพ : http://www.uasean.com/kerobow01/1301

ช่าง “multi skill” คนเดียวทำได้หลายอย่าง

นายอาทิตย์ กริชพิพรรธ ผู้จัดการใหญ่ฝ่ายสนับสนุนธุรกิจ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมพลังงาน บอกว่า แนวโน้มสำคัญของธุรกิจพลังงานคือการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับงานด้านช่างเทคนิคหรือวิศวกร ทำอย่างไรคนเหล่านี้ถึงจะช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ นำดิจิทัลมาใช้ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมพลังงานมีความเกี่ยวข้องกับวัตถุไวไฟ ฉะนั้นทักษะหนึ่งที่เราหาอยู่ก็คือทักษะการทำงานที่ปลอดภัยทั้งกับตัวเองและเพื่อนร่วมงาน ซึ่งภาพรวมของประเทศยังไม่ค่อยดีมากนัก ความมีจิตสำนึกทางด้านความปลอดภัยไม่ค่อยสูง

มากกว่านั้นคือเราอยากให้ทำได้ 3 อย่างในคนเดียวเป็น “multiskill” คือ ช่างเครื่องกลที่มีความรู้ด้านอิเล็กทรอนิกส์ โอเปอเรชัน และทำงานปลอดภัย  ซึ่งจะเป็นแนวโน้มที่จะมากขึ้นเรื่อยๆ คนคนหนึ่งเราอยากให้รู้หลายอย่าง

ที่สำคัญคือมีความสามารถในการเรียนรู้สิ่งใหม่และเปิดรับว่าตัวเองเปลี่ยนได้ เรียนจบช่างยนต์มาแต่ถ้าให้เรียนรู้อิเล็กทรอนิกส์ก็ทำได้ เป็นเรื่องของ “growth mindset”  คือมีความเชื่อว่าตัวเองพัฒนาได้  รวมทั้งเรื่องภาษาก็เป็นส่วนสำคัญ

“นอกจากรู้ลึกในสิ่งที่ตัวเองเรียนมาแล้ว ยังต้องพร้อมที่จะเรียนรู้เรื่องใหม่  เชื่อว่าตัวเองสามารถจะเรียนรู้เรื่องใหม่ได้”  อาทิตย์กล่าว

]]>
0
Boonlarp Poosuwan <![CDATA[ข้อตกลงการขายโทเคนดิจิทัลล่วงหน้า]]> https://thaipublica.org/?p=145786 2018-07-18T10:05:19Z 2018-07-18T09:59:07Z

พิเศษ เสตเสถียร

เมื่อไม่กี่วันก่อน ผมได้มีโอกาสอ่านเอกสารชื่อ Token Regulation Global View Brochure จัดทำเมื่อเดือนมิถุนายน 2018 ที่ผ่านมา ของสำนักกฎหมาย Linklaters ซึ่งเป็นสำนักงานกฎหมายที่ใหญ่และมีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของประเทศอังกฤษ

ในรายงานฉบับดังกล่าวหน้าที่ 12 ระบุว่า ก.ล.ต. กำลังจัดทำร่างประกาศฯเกี่ยวกับข้อตกลงการขายล่วงหน้า (pre-sale arrangements) ของโทเคนดิจิทัล โดยคาดว่าจะมีร่างสำหรับการรับฟังความคิดเห็น (public hearing) ได้ในเร็วๆ นี้

ในเอกสารดังกล่าวยังระบุว่า จากความเห็นของเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของ ก.ล.ต. ข้อตกลงการขายล่วงหน้าของโทเคนดิจิทัลไม่ว่าแบบใดถือว่าเป็นการเสนอขายโทเคนดิจิทัลต่อประชาชนโดยมีกำหนดส่งมอบในอนาคตเท่านั้น ดังนั้น การเสนอขายดังกล่าวจึงต้องขออนุญาต และต้องจัดทำเอกสารแบบแสดงรายการข้อมูลและหนังสือชี้ชวนต่อสำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต.

ข่าวนี้เป็นข่าวที่คนในประเทศไม่เคยได้ยินมาก่อน ในแง่ที่เป็นข่าวต่อสาธารณชนนะครับ ส่วนในทางปฏิบัติ ก.ล.ต. ก็อาจจะได้คุยหารือเรื่องนี้กับคนที่เกี่ยวข้องแล้ว ซึ่งก็คงรวมทั้งฝรั่งในที่นี้ด้วย เขาเลยไปเขียนเป็นเอกสารให้คนไทยได้อ่านเป็นตุเป็นตะ

อันว่า “ข้อตกลงการขายล่วงหน้า” หรือที่ฝรั่งเรียกว่า “pre-sale arrangements” นั้น พวกฝรั่งเขาเป็นคนคิด เป็นผลพวงจากการที่ SEC หรือ ก.ล.ต. ของอเมริกาเขาตีความว่าการขายโทเคนดิจิทัลประเภทหนึ่งเรียกว่า DAO เป็นการขายหลักทรัพย์ ทำให้ SEC ตามเอามาเรื่องกับการเสนอขายโทเคนดิจิทัลต่อประชาชนหรือ ICO หลายราย ทำให้ผู้ที่ประสงค์จะระดมทุนในรูปของ ICO ต้องหาทางออกทางกฎหมายเพื่อให้การขายถูกต้อง ไม่ถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย หรืออีกนัยหนึ่งก็คือข้อตกลงล่วงหน้าที่จะขายโทเคนแทน

อย่างที่สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2560 Protocol Labs ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยและพัฒนาโปรแกรมสื่อสารสำหรับเครือข่าย (network protocols) ร่วมกับสำนักกฎหมาย Cooley LLP ได้จัดทำเอกสารชื่อ “The SAFT Project: Toward a Compliant Token Sale Framework” เพื่อเป็นแนวทางในการทำ ICO ทั้งหลาย

สิ่งที่เรียกว่า SAFT คืออะไร? SAFT ย่อมาจาก Simple Agreement for Future Tokens เป็นข้อตกลงในการซื้อขาย token ล่วงหน้ากล่าวคือ เมื่อผู้ขายมีโครงการจะทำอะไรก็ตามแต่ และต้องการระดมเงินทุนจากนักลงทุนไปพัฒนาโครงการที่ว่านั้น ผู้ขายก็ทำข้อตกลง SAFT นี้ขึ้นเป็นลายลักษณ์อักษรกับนักลงทุนสถาบัน (accredited investors) โดยนักลงทุนจะจ่ายเงินลงทุนไปก่อน แต่ผู้ขายจะยังไม่ออกโทเคนให้ในชั้นนี้ ผู้ขายจะต้องแจ้งถึงการขายนี้กับ SEC โดยการยื่นแบบที่เรียกว่า Form D จากนั้นผู้ขายก็จะนำเงินที่ได้ไปพัฒนาโครงการ การพัฒนานี้อาจจะเป็นเวลาหลายเดือนถึงหลายปี ในท้ายที่สุด ถ้าหากการพัฒนาเป็นผลสำเร็จ ผู้ขายจึงจะออกโทเคนให้กับนักลงทุนนำไปขายต่อได้ต่อไป สัญญา SAFT จึงเป็นสิ่งที่ให้ความอุ่นใจแก่นักลงทุนว่า จะได้รับโทเคนเมื่อโครงการประสบผลสำเร็จ

เท่าที่รู้อยู่บ้าง สัญญา SAFT เขียนขึ้นโดยอาศัย Regulation D ของ SEC ซึ่งใช้ในการขายหลักทรัพย์ให้แก่นักลงทุนสถาบัน ส่วนนักลงทุนที่เป็นรายย่อยก็ไม่สามารถจะได้รับประโยชน์จากกฎหมายข้อนี้ได้ โดยสัญญา SAFT เป็นตราสารทางการพาณิชย์อย่างหนึ่งที่จะให้สิทธิในโทเคนแก่ผู้ซื้อ การขายสิทธิตามสัญญา SAFT จึงเป็นการขายหลักทรัพย์ตามกฎหมายอเมริกัน แต่ตัวโทเคนบนสัญญา SAFT นี้ไม่ใช่และบนหลักการที่ว่า เมื่อโครงการตามที่ระบุไว้ในสัญญามีผลใช้การได้ มูลค่าของโทเคนก็จะถูกกำหนดโดยตลาดหรือโดยประการอื่นใด ที่มิใช่การกระทำของบุคคลตามหลัก Howey Test [เป็นหลักกฎหมายเกิดจากคดี SEC v. Howey Co., 328 U.S. 293 (1946) ซึ่งเป็นคดีบรรทัดฐานที่คำพิพากษาถือเป็นหลักในการวินิจฉัยว่าสิ่งใดเป็นหลักทรัพย์หรือไม่] วิธีการที่ว่านี้ก็ดูน่าเชื่อถือทางกฎหมายอยู่ แต่ SEC ก็ยังไม่เคยมีคำวินิจฉัยอย่างไรในเรื่องนี้ ซึ่งก็ทำให้สัญญา SAFT เป็นเพียงการตีความของนักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

SAFT จึงเป็นความพยายามหลบหลีกกฎหมายว่าด้วยการขายหลักทรัพย์ของอเมริกา ขณะเดียวกัน ในประเทศอื่นๆ ก็คิดอย่างเดียวกันจึงเกิดเป็น “ข้อตกลงการขายล่วงหน้า” ขึ้นมา

ในพระราชกําหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 ไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้ไว้โดยตรง แต่ก็อาจจะตีความให้รวมถึงได้ ซึ่งในเรื่องนี้ก็คงต้องรอดูต่อไปว่าทาง ก.ล.ต. จะออกมาในรูปใด แต่ก็หวังว่าคนไทยคงจะได้รู้โดยไม่ต้องรอให้ฝรั่งมาบอกอีกนะครับ

]]>
0
chiraprapa <![CDATA[สมาคมการค้ายุโรปแนะไทย เสนอฟื้นเจรจา FTA ไทย – ปลดล็อก 8 อาชีพ ขยายเพดานลงทุน หลากประเด็นภาษีที่ขอให้แก้]]> https://thaipublica.org/?p=145762 2018-07-18T13:18:23Z 2018-07-18T09:22:54Z
นายเปียร์ก้า ตาปิโอลา
เอกอัคราชทูตสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย

เมื่อเร็วๆนี้ สมาคมการค้ายูโรเปียนเพื่อธุรกิจและการพาณิชย์ (EABC) จัดงานเปิดตัวหนังสือ 2018 European Business Position Paper ที่ได้รวบรวมข้อเสนอแนะจากประชาคมธุรกิจยุโรปในไทยผ่านคณะทำงาน 12 ชุด ด้วยเป้าหมายทต้องการให้ประเทศไทยมีความน่าสนใจในการลงทุนมากขึ้น

นายเปียร์กา ตาปิโอลา เอกอัคราชทูตสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย กล่าวเปิดงานว่า สหภาพยุโรปเป็นคู่ค้าใหญ่อันดับสามของประเทศไทย และยังเป็นนักลงทุนรายใหญ่อันดับสามในประเทศไทย ในปี 2017 ปริมาณการค้ามีสูงถึงเกือบ 40 พันล้านยูโร เพิ่มขึ้น 8.5% จากปี 2016 หรือมีสัดส่วนราว 10% ของภาคการบริการและการค้า

นอกจากนี้ ยังมีชาวยุโรปจากประเทศสมาชิกอียูเดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทยมากถึง 4.8 ล้านคน ซึ่งเทียบเท่ากับขนาดของประเทศสมาชิกอียูขนาดกลางบางประเทศทีเดียว หากวัดจากจำนวนประชากร และมีการเติบโตที่ดี ดังนั้นจึงมีความสำคัญในเชิงเศรษฐกิจ เมื่อประเมินจากจำนวนเงินที่นักท่องเที่ยวเหล่านี้ใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยวในไทย มีสัดส่วนถึง 20% ของรายได้การท่องเที่ยวของไทย

นักท่องเที่ยวยุโรปส่วนใหญ่มีการใช้จ่ายที่สูงกว่า จึงมีผลบวกต่อธุรกิจในประเทศของไทย ประกอบกับนักท่องเที่ยวอียูมักชอบเดินทางแบบอิสระมากว่าที่ใช้บริการธุรกิจบริการท่องเที่ยว ซึ่งในรายงานที่นำเสนอครั้งนี้ข้อเสนอแนะเพื่อให้ไทยยังคงเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญต่ออียู เช่น เสนอให้มีการขอวีซ่าออนไลน์ ระบบภาษีนักท่องเที่ยว

ทางด้านการลงทุน ธุรกิจอียูมีการลงทุนในไทยรวมมูลเกือบ 30 พันล้านยูโร มีสัดส่วนราว 15% ของการลงทุนโดยตรงของต่างประเทศในไทย แต่ด้วยความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายไม่ใช่ความสัมพันธ์ทางเดียว จึงมีธุรกิจไทยไปลงทุนในอียูด้วย และอียูยังเป็นแหล่งลงทุนต่างประเทศใหญ่อันดับสองของไทย ในปี 2017 การลงทุนโดยตรงของไทยในอียูมีมูลค่า 4.7 พันล้านยูโร คิดเป็น 40% ของการลงทุนไทยในต่างประเทศ ถือว่าเป็นตัวเลขที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ

เศรษฐกิจไทยมีการเติบโตต่อเนื่องโดยปี 2016 ในอัตรา 3.6% ปี 2017 ขยายตัวเกือบ 4% และปี 2018 ขยายตัว 4% และไทยยังมีการวางยุทธศาสตร์และหารือเพื่อการเติบโตต่อเนื่อง โดยหนึ่งในยุทธศาสตร์นั้นคือ ไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งถือเป็นการปฏิรูปเศรษฐกิจ อียูและนักธุรกิจอียูสนับสนุนการปฏิรูปตามวิสัยทัศน์ไทยแลนด์ 4.0 แต่สิ่งที่สำคัญคือ การดำเนินการที่ทำให้มีการแข่งขัน กฎหมายและกฏระเบียบที่เท่าเทียม

“ผมขอแสดงความยินดีต่อรัฐบาลไทยที่ได้มีการปฏิรูปกฎหมายบางส่วนในปีที่ผ่านมา กฎหมายสรรพสามิต กฎเกณฑ์ศุลกากร กฎหมายการแข่งขันทางการค้า กฎระเบียบการจัดซื้อของรัฐ ซึ่งเราพร้อมรับทิศทางการปฏิรูปและรอการนำมาปฏิบัติ แต่เมื่อมองไปที่กฎหมายการทำธุรกิจของต่างชาติ เป็นเรื่องสำคัญที่เราสามารถที่จะทำธุรกิจในฐานะธุรกิจต่างชาติได้ โดยเฉพาะในโครงการ EEC ที่ต้องมีการแข่งขันที่เท่าเทียมกัน”

ขณะนี้การประสานงานความร่วมเป็นสิ่งสำคัญต่อการสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจบนพื้นฐานกฎหมาย อียูซึ่งรวมกันเป็นหนึ่งก็ต้องการตลาดที่อยู่บนพื้นฐานกฎหมาย สิ่งที่อยากเห็นจากไทยคือการดำเนินการที่มากขึ้นในการสนับสนุนการทำงานการประสานความริเริ่มต่างๆ เพื่อให้องค์การการค้าโลก (WTO) ได้ทำหน้าที่ตามที่ควรจะเป็น เพื่อลดการกีดกันการคุ้มครองทางการค้าที่กำลังเพิ่มมากขึ้น

ความสัมพันธ์ไทยกับสหภาพยุโรปไม่เพียงถูกผลักดันจากการพัฒนาความทันสมัยเท่านั้น แต่ยังถูกขับเคลื่อนด้วยธุรกิจจากอียู และมีความชัดเจนว่าธุรกิจอียูที่เข้ามาทำธุรกิจในไทยต้องการที่จะเป็นพลเมืองดี (good corporate citizen) และมีความตั้งใจที่ดี มีความสนใจที่จะร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

Position Paper ประจำปี 2018 สะท้อนความตั้งใจของธุรกิจจากอียู ที่ต้องการแสดงให้เห็นถึงภาพรวม นโยบาย ข้อเสนอแนะต่างๆ ต่อไทย ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยสนับสนุนทางด้านนโยบายของรัฐบาลที่วางไว้ว่าจะยกระดับเศรษฐกิจไทยขึ้นไปสู่ high-valued economy และสหภาพยุโรปซึ่งเป็นพันธมิตรที่เหนี่ยวแน่น พร้อมที่จะสนับสนุน รวมทั้งเชื่อว่า Position Paper จะเป็นแนวทางให้ที่จะทำให้มีการดำเนินงานที่ดีขึ้น

“ผมในฐานะตัวแทนอียู ซึ่งได้เข้ามารับตำแหน่งเมื่อปีที่แล้ว มีความมุ่งมั่นว่าจะไม่สานสัมพันธ์ทางด้านการเมืองเท่านั้น แต่จะยกระดับความสัมพันธ์ไทย-อียูไปอีกขั้นหนึ่ง”

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

ทางด้านนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เชื่อว่า ความสัมพันธ์แบบทวิภาคีของไทยและอียูในด้านการค้าการลงทุนจะพัฒนาไปอีก นอกจากนี้ การพัฒนาทางเทคโนโลยีและกฎหมาย ความเข้มแข็ง ศักยภาพในของธุรกิจอียูในด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม รวมทั้งการพัฒนามาตรฐานต่างๆ จะเป็นองค์ประกอบสำคัญที่เสริมสร้างความแข็งแกร่งการพัฒนาเศรษฐกิจของไทยภายในนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ได้ดี ในยุคปฎิวัติอุตสาหกรรม 4.0

สิ่งที่กระทรวงได้ดำเนินการไปแล้ว คือ การขับเคลื่อนไปสู่ e-Ministry ลดระยะเวลาการให้บริการจาก 27.5 วันเหลือเพียง 5 วันเท่านั้น เป็นการลดขั้นด้านเอกสาร ปรับกฎระเบียบให้สอดคล้องกับธุรกิจรูปแบบใหม่ การให้บริการออนไลน์ รวมทั้งมีการแก้ไขกฎหมายเพื่อสนับสนุนการค้าและการลงทุน เพื่อสร้างการแข่งขัน และโอกาสในการค้าและการลงทุนสำหรับผู้ประกอบการทุกระดับ ทั้งไทยและต่างประเทศ

นอกจากนี้ ยังมีส่วนสนับสนุนการค้าการลงทุนของไทยกับอียูในอุตสาหกรรมที่เน้นความก้าวหน้า ภาคบริการเฉพาะ ที่มีความสนใจร่วมกัน เช่น ยานยนต์ ดิจิทัล โลจิสติกส์ เฮลท์แคร์ หรือไบโอเทคโนโลยี ซึ่งความมุ่งมั่นของนโยบบายคือผลักดันความก้าวหน้า ส่งเสริมให้เศรษฐกิจเปิดกว้าง ให้มีการแข่งขัน และไทยมั่นใจว่า การประสานงานและการมีความสัมพันธ์แบบสองทางอย่างใกล้ชิดระหว่างสมาคมการค้ายุโรปและหน่วยงานภาครัฐของไทย จะทำให้ไทยยังคงมีความน่าสนใจและเหมาะสมสำหรับการลงทุนใหม่และการแบ่งปันความรุ่งเรืองระหว่างกัน

เสนอฟื้นการเจรจา FTA ไทย-อียู

นายคริสเตียน วิดมานน์ รองประธานสมาคมการค้ายูโรเปียนเพื่อธุรกิจและการพาณิชย์ กล่าวว่า สมาคมฯ มีวัตถุประสงค์ในการเสริมสร้างบรรยากาศทางธุรกิจ อำนวยความสะดวกด้านการลงทุน และเพิ่มโอกาสในการเข้าสู่ตลาดของภาคธุรกิจยุโรปในประเทศไทย โดยได้จัดทำ Business Position Paper เป็นประจำทุกปี เพื่อรวบรวมข้อเสนอแนะเชิงนโยบายจากภาคธุรกิจยุโรปในประเทศไทยครอบคลุม 12 สาขา

สมาคมการค้ายูโรปก่อตั้งปี 2554 ทำหน้าที่เป็นเวทีนำแสนอความเห็นของประชาคมธุรกิจยุโรปในไทย โดยมีสมาชิกกว่า 200 ราย

2018 European Business Position Paper ที่คณะทำงาน 12 ชุดได้ศึกษาประกอบด้วยภาพรวมธุรกิจและข้อเสนอแนะ โดยประเด็นหลักคือ เสนอให้มีการฟื้นการเจรจาเขตการค้าเสรีไทย-อียู (FTA) ระหว่างกันจากที่เริ่มไว้ในปี 2013 หลังจากที่การเจรจาได้ชะงักไปในปี 2015 จากสถานการณ์ทางเมืองของไทย โดยที่ประเด็นหลักของการเจรจาการค้าคือ การลดการใช้มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี (non-tariff barrier) ลง รวมทั้งขอให้มีการเปิดเสรีภาคบริการ

ข้อเสนอแนะของสมาคมการค้ายุโรปโดยรวม ต้องการเห็นการทำงานอย่างใกล้ชิดของอียูและไทยประสานกันเพื่อผลักดันให้อันดับความยากง่ายของไทยในการจัดอันดับ Ease of Doing Business ของธนาคารโลกขยับขึ้นสูงไปอีกจากอันดับที่ 26 ในการจัดอันดับ Ease of Doing Business 2018 ขณะที่ไทยได้รับการจัดอันดับที่ 38 ในด้านความสามารถในแข่งขัน

“ท่ามกลางความเชื่อมโยงของอาเซียนและการพัฒนาด้านดิจิทัล ความสามารถในการสร้างความน่าสนใจให้กับธุรกิจมาเปิดและดำเนินงานภายใต้กรอบกติกามีความสำคัญพอๆ กับความสามารถของประเทศในการแข่งขันในระบบเศรษฐกิจโลก กฎระเบียบที่เอื้ออำนวยต่อการทำธุรกิจ ช่วยให้อันดับความยากง่ายในการทำธุรกิจของไทยขยับจาก 49 มาอยู่ที่อันดับ 46 ในปี 2016 แต่ก็ยังต่ำกว่าอันดับที่ 18ในปี 2013 การกำกับดูแล ดังนั้น ไทยยังคงต้องสร้างสิ่งแวดล้อมที่ง่ายและมีต้นทุนต่ำเพื่อการเริ่มต้นธุรกิจ รวมทั้งการมีต้นทุนการเงินที่ถูกสำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหรือเอสเอ็มอี”

ทางด้านตัวแทนคณะทำงาน 12 ชุดได้นำเสนอภาพรวมอุตสาหกรรมและข้อเสนอแนะของทั้ง 12 อุตสาหกรรม ดังนี้ โดยตัวแทนคณะทำงานกลุ่มยานยนต์เสนอให้มีการเจรจาเขตการค้าเสรีระหว่างกัน เพราะข้อตกลงเขตการค้าของไทยที่มีการลดอัตราภาษี เช่น JTEPA, AIFTA, ACFTA ซึ่งทำให้อัตราภาษีรถยนต์ที่ผลิตต่างประเทศและนำเข้ามาทั้งคัน (completely built up) จากญี่ปุ่น อินเดีย จีน ลดลง และนำไปสู่การบิดเบือนทางการค้าและมีผลต่อประสิทธิภาพของระบบเศรษฐกิจไทย

คณะทำงานกลุ่มยานยนต์ให้ข้อมูลว่า อุตสาหกรรมยานยนต์มีการจ้างงานมากว่า 5 แสนคน มีสัดส่วนถึง 11% ของจีดีพี และมีการส่งออกในสัดส่วนถึง 5% การส่งออกรวมของประเทศ โดยเป็นการส่งออกรถปิคอัพและรถบรรทุก 3% การส่งออกชิ้นส่วนและอะไหล่มีสัดส่วน 7%

ข้อเสนอประเด็นภาษีนั้นเห็นว่า สิทธิพิเศษที่เดิมที่มีอยู่แล้วในเขตปลอดอากร (Custom Free Zone: CFZ) ควรให้คงไว้ แม้กฎหมายสรรพสามิตฉบับแก้ไขมีผลบังคับใช้แล้ว ซึ่งอัตราภาษีสรรพสามิตรถยนต์มีการปรับลดอัตราจัดเก็บ เนื่องจากฐานภาษีได้เปลี่ยนมาใช้ ราคาขายปลีกแนะนำ (Manufcature Suggested Retail Price: MSRP)

อนึ่ง ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีจะมีผลกับกรณีรถยนต์นำเข้าและรถยนต์ที่ผลิตในประเทศซึ่งใช้สิทธิ CFZ จะมีภาระภาษีเพิ่มขึ้นบ้าง เนื่องจากฐานราคาเปลี่ยนไปมาใช้ MSRP จากเดิมที่ใช้ ราคา CIF ไม่รวมอากรขาเข้า ภาษีสรรพสามิต และค่าธรรมเนียมพิเศษตามกฎหมายศุลกากร

สมาคมการค้ายุโรปเสนออีกว่า การประเมินราคาแบบ MSRP นั้นควรใช้เงื่อนไขและมาตรฐานเดียวกันทั้งผู้ประกอบการนำเข้าอิสระ (grey market) และผู้ผลิตหรือผู้ประกอบการนำเข้าที่ได้รับอนุญาต เพื่อให้มีการแข่งขันที่เท่าเทียมกัน รวมทั้งระวังไม่ให้การประเมินราคาแบบ SRP มีผลกระทบต่อกลไกธุรกิจและกลไกตลาด

ขอปลดล็อก 8 ธุรกิจ – ขยายเพดานลงทุน

ตัวแทนคณะทำงาน Cross Sectorial Issue ให้ข้อมูลว่า ประเด็นที่ยังเป็นข้อจำกัดในการลงทุน ได้แก่ พ.ร.บ.การลงทุนของต่างด้าว ที่ควรผ่อนคลายให้มากขึ้น เนื่องจากมองว่าธุรกิจไทยมีความพร้อมที่จะแข่งขันในภาคบริการและภาคอื่นๆ และเชื่อว่าธุรกิจไทยสามารถแข่งขันได้ดี

การเปิดเสรีภาคบริการ ไม่ใช่เพียงการขยายเพดานการถือครองของต่างชาติ แต่ยังมีประเด็นอื่นที่เกี่ยวข้องและสอดคล้องกับกติกา AEC ด้วย ได้แก่ การถือครองการลงทุนของต่างชาติ การเอื้อต่อการเคลื่อนย้ายแรงงาน ด้วยการปรับแก้ไขการขออนุญาตทำงานและการขอวีซ่าเพื่อการทำงาน รวมไปถึงการแก้ไขรายภาคธุรกิจและการการผ่อนคลายกฎระเบียบหรือการขออนุญาต ทำงาน ใบอนุญาตหรือกระบวนการอื่นๆ ซึ่งจะช่วยให้สอดคล้องกับกรอบความตกลงว่าด้วยบริการของอาเซียน (ASEAN Framework Agreement on Services: AFAS ) ที่มีเป้าหมายให้ต่างชาติถือหุ้นในสัดส่วน 51%ในธุรกิจบริการทุกประเภท

สำหรับการที่ไทยปลดล็อก 10 อาชีพสงวน ให้ต่างด้าวทำได้ คือ 1. งานกรรมกร 2. งานกสิกรรม งานเลี้ยงสัตว์ งานป่าไม้ หรืองานประมง ยกเว้นงานที่ใช้ความชำนาญ 3. งานก่ออิฐ งานช่างไม้ 4. งานขายของหน้าร้าน 5. งานตัดผม ดัดผม เสริมสวย 6. งานทำที่นอน ผ้าห่มนวม 7. งานทำมีด 8. งานทำรองเท้า 9. งานทำหมวก 10. งานประดิษฐ์เครื่องแต่งกายนั้น สมาคมการค้ายุโรปมองว่าไม่ได้อยู่ในความสนใจของต่างชาติ และเสนอให้ปลดล็อกอาชีพต่อไปนี้แทน คือ 1. เกษตรกรรม 2. นายหน้าหรือโบรกเกอร์ 3. การประมูล 4. บัญชีและการตรวจสอบ 5. สถาปนิก 6. วิศวกรโยธา 7. ไกด์ทัวร์ 8. ที่ปรึกษากฎหมายเฉพาะกรณีมีข้อพิพาท

นอกจากนี้ ได้เสนอให้ขยายระยะเวลาการใช้ประโยชน์จากที่ดินด้วยการเช่าจาก 30-50 ปีออกไป เพราะระยะเวลาเดิมเป็นข้อจำกัดในการเจรจาเชิงพาณิชย์ระหว่างเจ้าของที่ดินกับผู้เช่า รวมทั้งควรมีการพัฒนากลไกที่เปิดให้ต่างชาติถือครองที่ดินเพื่อการพาณิชย์ได้ แม้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BoI) และการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สามารถอนุญาตให้บริษัทไทยที่ต่างชาติถือหุ้นใหญ่ถือครองที่ดินได้ แต่ไม่ใช่ว่าทุกบริษัทจะมีคุณสมบัติที่จะได้รับการพิจารณา

พร้อมกับเสนอให้ทบทวนการถือครองการลงทุนต่างชาติที่กำหนดไว้ 49% ในโครงการคอนโดมิเนียม รวมทั้งทบทวนกฎระเบียบให้สามารถใช้เงินที่โอนมาจากต่างประเทศได้แทนที่จะเป็นเงินที่มาจากรายได้ในประเทศ

นอกจากนี้ ยังเสนอให้มีการปรับปรุงแนวทางอนุญาตทำงานและให้ใบอนุญาตทำงานกับแรงงานที่มีทักษะกับไร้ทักษะที่แตกต่างกัน

หลากประเด็นภาษีขอให้แก้

ตัวแทนคณะทำงาน Cross Sectorial Issue ยังมีข้อเสนอในประเด็นภาษี เพื่อส่งเสริมให้ไทยมีความน่าสนใจในการลงทุนมากขึ้น โดยเสนอให้ลดอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย withholding tax การให้บริการ จาก 3% เป็น 1.5% และ ยกเลิกในที่สุดในทุกประเภทธุรกิจ เนื่องจากว่าแม้มีการลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลอย่างถาวรจาก 30% เป็น 20% แต่ธุรกิจยังต้องทำกำไร (profit margin) ให้ได้ถึง 15% มิฉะนั้นจะกลายเป็นว่า บริษัทมีการชำระภาษีมากเกินไป และท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบันยากที่จะทำกำไรได้ถึง 15% ดังนั้น หากลดอัตราภาษี หัก ณ ที่จ่าย ธุรกิจเพียงทำกำไร 7.5% ก็จะไม่ต้องตกอยู่ในสถานะที่ชำระภาษีมากเกิน และเหมาะสมกับสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบันด้วย

ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับภาษียังรวมไปถึงการเสนอให้มีการกำหนดระยะเวลาที่ชัดเจนในการตรวจสอบภาษี เพราะปัจจุบันยังไม่มีกฎระเบียบที่กำหนดเวลาให้ชัดเจนลงไป บางครั้งมีการขยายการตรวจสอบภาษีอย่างไม่มีเหตุอันควร สร้างความไม่แน่นอนให้กับผู้ประกอบการ กรมสรรพากรควรมีกระบวนการพร้อมระยะเวลาที่แน่นอน เพื่อให้การตรวจสอบภาษีเสร็จสิ้นภายในระยะที่สมควร รวมทั้งเสนอให้ลดค่าปรับ 1.5% ต่อเดือนหรือ 18% ต่อปี เนื่องจากเป็นการเพิ่มภาระทางการเงินให้กับผู้เสียภาษี และยังเกิดมุมมองทางลบกับกรมสรรพากรว่า ขยายระยะเวลาตรวจสอบภาษีเพื่อต้องการเงินค่าปรับรายเดือน

ตัวแทนคณะทำงานยังเสนอให้ปรับระยะเวลาการจัดส่งรายงานภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีหัก ณ ที่จ่าย จากรายเดือนเป็นรายไตรมาส เพื่อลดภาระผู้ประกอบการโดยเฉพาะเอสเอ็มอี ที่มีข้อจำกัดด้านกำลังคนและมีภาระภาษีต่ำ ตลอดจนของให้การตีความกฎหมายของกรมสรรพากรมีความถูกต้องและสม่ำเสมอ เพราะที่ผ่านมามีหลายกรณีที่กรมสรรพากรมีการประเมินโดยไม่อยู่บนพื้นฐานกฎหมาย และการประเมินนั้นควรมีการทบทวนด้วยคณะทำงานด้านวิชาการเพื่อให้การประเมินนั้นถูกต้องตามหลักวิชาการ

นอกจากนี้ สิทธิประโยชน์ตามกฎหมายและการใช้สิทธิประโยชน์บางครั้งไม่สอดคล้องกัน ตัวอย่างเช่น การขอใช้สิทธิหักค่าใช้ 300% สำหรับโครงการวิจัยและพัฒนา แต่โครงการจะต้องผ่านการตรวจสอบและเห็นชอบจากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ซึ่งไม่ได้กำหนดระยะเวลาการตรวจสอบที่ชัดเจน และยังไม่กำหนดประเภทโครงการที่จะได้รับการพิจารณาอีกด้วย ตัวอย่างนี้แสดงให้เห็นว่าการให้สิทธิประโยชน์ทางกฎหมายไม่เพียงพอที่จะขับเคลื่อนการลงทุน การนำสิทธิประโยชน์ไปใช้และการได้ใช้สิทธิประโยชน์อย่างแน่ชัดจะทำให้สิทธิประโยชน์ตามกฎหมายที่ให้ไว้บรรลุเป้าหมาย

ข้อเสนอยังได้ขอให้ขยายระยะเวลาที่กิจการที่มีผลขาดทุนสุทธิทางภาษียกมาที่ยังไม่ได้ใช้ สามารถหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไร (ขาดทุน) ทางภาษีได้ในงวดปัจจุบันได้ จากไม่เกิน 5 ปีก่อนรอบระยะเวลาบัญชีปีปัจจุบันเป็นไม่เกิน 10 ปี เพื่อให้สิทธิภาษีของไทยแข่งขันกับประเทศอื่นได้ เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย ฮ่องกง ที่เปิดให้ใช้ผลขาดทุนทางภาษียกไปได้เกินกว่า 5 ปี

นอกจากนี้ ขอให้ยกเลิกข้อกำหนดด้านสำนักงานใหญ่ข้ามประเทศที่พนักงานประจำที่ปฏิบัติงานในบริษัทต้อง อยู่ในประเทศไทย รวมเวลาทั้งหมดถึง 180 วันในปีภาษี เพราะไม่ใช่ประเด็นทางธุรกิจสำหรับบริษัท อีกทั้งยังไม่มีความชัดเจนว่า พนักงานที่ปฏิบัติงานอยู่แล้วภายใต้เงื่อนไขสำนักงานปฏิบัติการภูมิภาค หรือ Regional Operating Headquarters (ROH) สามารถนำระยะเวลาการทำงานที่ ROH มารวมกับ IHQ ได้หรือไม่ สำหรับบริษัทที่ได้ตั้ง ROH ในไทยอยู่แล้วและต้องการที่เข้าโครงการ IHQ ด้วย

นอกจากนี้ ยังเสนอให้มีการปรับปรุงกฎหมายให้คุณภาพมากขึ้น ทั้งการด้านให้คำแนะนำ การสังคายนาหรือการยกเครื่องกฎหมายทั้งระบบ ยกระดับระบบศาล ระบบการตัดสินใจโดยคณะอนุญาโตตุลาการ คณะกรรมกาคปฏิรูปกฎหมาย ซึ่งอียูได้ให้ข้อเสนอแนะด้านการค้าและการลงทุนบนหลักพื้นฐานกติกาโลก

ข้อมูลของ Position Paper ระบุว่า ผลของการยกเครื่องกฎหมายตามตัวอย่างในประเทศอื่น โดยเกาหลีได้ก่อให้เกิดการจ้างงานใหม่มากกว่า 1 ล้านตำแหน่ง ช่วยให้ธุรกิจลดต้นทุนได้ถึง 4.4% ของจีดีพี เพิ่มการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศได้ถึง 36.5 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งมีส่วนช่วยในการประเมินความยากง่ายในการทำธุรกิจ

การยกเครื่องกฎหมายในเวียดนามช่วยให้ภาคธุรกิจประหยัดต้นทุนได้ถึง 1.45 พันล้านดอลลาร์ต่อปี ขณะที่โครเอเชียธุรกิจประหยัดต้นทุนได้ 65.6 พันล้านดอลลาร์ต่อปี และภาคธุรกิจในเคนยาประหยัดต้นทุนได้ 137 พันล้านดอลลาร์ต่อปี

สำหรับข้อเสนอแนะในธุรกิจอื่น มีดังนี้

  • ธุรกิจประกัน

  • เปิดเสรีธุรกิจประกันภัย และเพื่อลดผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด ประเด็นที่ต้องคำนึงถึงเมื่อเปิดเสรีคือ ความมั่นคงทางการเงินของผู้ให้บริการ ผลิตภัณฑ์และบริการต้องเป็นธรรมแก่ลูกค้า การเรียกร้องสินไหมต้องไม่ล่าช้า ผู้บริโภคไม่เสียเปรียบ เป็นต้น การเปิดเสรีประกันภัยยังช่วยให้มีผู้เชี่ยวชาญเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาธุรกิจให้ดีขึ้น นอกจากนี้ ส่งเสริมการแข่งขันในอุตสาหกรรมด้วยการให้ธุรกิจประกันภัยมีทุนที่เพียงพอ เพื่อให้รองรับการประกันภัยผู้บริโภคได้มากขึ้นและยังลดการพึ่งพา reinsurer ในต่างประเทศ ตลอดจนเสนอให้มีการยกเลิกการพิจารณาเบี้ยประกันโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) และให้บริษัทประกันสามารถกำหนดเบี้ยประกันในแบบประกันได้ เพื่อให้พัฒนาผลิตภัณฑ์สามารถนำเสนอขายได้ต่อเนื่อง และยังเป็นการพัฒนาผู้บริโภคไปพร้อมๆ กัน

  • ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม

  • กฎหมายสรรพสามิตฉบับใหม่ที่มีผลในวันที่ 16 กันยายน 2560 ที่ยังคงจัดเก็บภาษีทั้งในอัตราตามมูลค่าและอัตราตามปริมาณโดยปรับลดภาษีตามมูลค่าและเพิ่มอัตราภาษีตามปริมาณนั้น สมาคมการค้ายุโรปเห็นว่าไม่ได้สร้างการแข่งขันอย่างเป็นธรรมระหว่างผู้ผลิตในประเทศและผู้นำเข้า และยังไม่ช่วยแก้ไขปัญหาการบริโภคเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์สูง เนื่องจากสัดส่วนการเก็บภาษีอัตราตามมูลค่าและอัตราตามปริมาณไม่ห่างกันนัก โดยเหล้าขาวยังมีอัตราภาษีต่ำกว่าเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์อื่น

  • ธุรกิจเอสเอ็มอี

  • สมาคมการค้ายุโรป เรียกร้องให้ไทยส่งเสริมให้พัฒนาช่องทางการเข้าถึงบริการการค้ำประกันสินเชื่อสำหรับธุรกิจเอสเอ็มอีมากขึ้น เพื่อให้มีโอกาสได้รับเงินกู้จากสถาบันการเงิน และขอให้นำธุรกิจเอสเอ็มอีต่างชาติเข้าไปอยู่ในโครงการสมาร์ทเอสเอ็มอีด้วย ซึ่งสมาคมการค้ายุโรปสามารถให้ความช่วยเหลือทางด้านวิชาการอุตสาหกรรมไทยในด้านการวิจัยและพัฒนา นวัตกรรม อุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนยีขั้นสูง นอกจากนี้ขอให้รัฐบาลไทยสนับสนุนเอสเอ็มอีในการวิจัยและพัฒนาด้วยมาตรการที่ไม่ใช่มาตรการทางภาษีเนื่องจากบางโครงการต้องใช้เวลากว่าจะทำผลการดำเนินงานได้และผลการดำเนินงานที่ได้นั้นอาจจะไม่สูงพอที่จะเป็นกำไร

    ]]>
    0
    Boonlarp Poosuwan <![CDATA[วิจัย iPrice ชายหรือหญิง ใครกันที่ครองแชมป์ผู้บริหารระดับสูงในไทย?]]> https://thaipublica.org/?p=145752 2018-07-17T15:36:45Z 2018-07-17T15:36:26Z

    นางสาวขนิษฐา สาสะกุล บริษัท iPrice Group ได้จัดทำวิจัยเรื่อง “ชาย VS หญิง ใครกันแน่ที่ครองบัลลังก์ผู้บริหารระดับสูงในไทย?” โดยการวิเคราะห์ความหลากหลายทางเพศของผู้บริหารจาก 15 ร้านค้าอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยที่มีรายชื่ออยู่ในMap of E-commerce Q1 2018 ของ iPrice ซึ่งเป็นข้อมูลสาธารณะจาก Linkedin. โดย iPrice Group แบ่งกลุ่มผู้บริหารระดับสูงออกเป็น 3 ระดับด้วยกัน ได้แก่ C-levels, VP และ Head

    ปฎิเสธไม่ได้ว่าธุรกิจอีคอมเมิร์ซกำลังได้รับความนิยมในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างมาก แต่จะรุ่งหรือร่วงนอกจากรูปแบบการบริการที่จับกลุ่มลูกค้าได้อยู่หมัดแล้ว การบริหารงานภายในบริษัทก็สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ยิ่งบริษัทไหนมีผู้บริหารวิสัยทัศน์กว้างไกล ยิ่งเปิดศึกงัดข้อกับคู่แข่งได้ยาวนานเท่านั้น หากเป็นผู้บริหารระดับสูงในประเทศไทยเมื่อก่อนคงเต็มไปด้วยเพศชาย เพราะวัฒนธรรมดั้งเดิมที่ถูกปลูกฝังว่าเพศชายต้องเป็นช้างเท้าหน้าเสมอทำให้น้อยครั้งนักที่จะมีผู้บริหารเพศหญิงในองค์กร แต่เพราะยุคสมัยเปลี่ยนไป ปัจจุบันเพศหญิงและเพศชายมีความเท่าเทียมกันมากขึ้น ประกอบกับธุรกิจอีคอมเมิร์ซในไทยส่วนใหญ่จะทำการตลาดในต่างประเทศด้วย ทาง iPrice จึงทำการศึกษาข้อมูลโดยการวิเคราะห์ความหลากหลายทางเพศของผู้บริหารในร้านค้าอีคอมเมิร์ซไทย ทำให้พบข้อมูลที่น่าสนใจถึง 5 ประเด็นด้วยกัน ดังนี้

    • เพศชายเป็นผู้บริหารระดับสูงของร้านค้าอีคอมเมิร์ซในไทยมากกว่า
    • ความแตกต่างทางเพศของผู้บริหารระดับต่าง ๆ ในร้านค้าอีคอมเมิร์ซ
    • อัตราเชื้อชาติผู้บริหารระดับสูงของร้านค้าอีคอมเมิร์ซไทย
    • ความแตกต่างทางเพศและเชื้อชาติของผู้บริหารระดับสูงในร้านค้าอีคอมเมิร์ซไทย
    • ความแตกต่างทางเพศของผู้บริหารในร้านค้าอีคอมเมิร์ซแต่ละประเภท

    เพศชายเป็นผู้บริหารระดับสูงของร้านค้าอีคอมเมิร์ซในไทยมากกว่า

    ผลลัพธ์ที่ได้ก็เป็นไปตามคาดที่เพศชายต้องมีอัตราส่วนมากกกว่าเพศหญิง แต่ที่เหนือความคาดหมายเห็นจะเป็นเปอร์เซ็นความแตกต่างทางเพศที่ไม่ทิ้งห่างกันไหร่ เพศชาย 60% ในขณะที่เพศหญิงมี 40% และอาจด้วยการศึกษาข้อมูลนี้เป็นการเก็บข้อมูลผู้บริหารระดับสูงในร้านค้าอีคอมเมิร์ซในไทย ซึ่งบางร้านก็ไม่ได้เป็นอีคอมเมิร์ซสัญชาติไทยโดยตรง ประกอบกับธุรกิจอีคอมเมิร์ซส่วนใหญ่มักทำการตลาดในหลาย ๆ ประเทศ ทำให้ธุรกิจประเภทนี้เลือกคณะผู้บริหารด้วยเกณฑ์การตัดสินแบบใหม่ไม่มีความแตกต่างทางเพศเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ในขณะที่บางประเภทร้านค้าอีคอมเมิร์ซและบางตำแหน่งก็ยังต้องการเพศชายที่มีความชำนาญงานมากกว่าเพศหญิงเข้ามาบริหารอยู่ เช่น ร้านค้าประเภทอิเล็กทรอนิกส์ และงานด้านไอที เป็นต้น

    ความแตกต่างทางเพศของผู้บริหารระดับต่าง ๆ ในร้านค้าอีคอมเมิร์ซ

    เมื่อนำข้อมูลการวิเคราะห์ความแตกต่างทางเพศของผู้บริหารระดับสูงในร้านค้าอีคอมเมิร์ซไทยมาจำแนกเป็น 3 ระดับ คือ C-Levels, VP และ Head พบว่า ความแตกต่างทางเพศในแต่ละระดับผู้บริหารมีความแตกต่างกันออกไป ดังนี้ ระดับ C-Levels เช่น SVP, Founders, Co-founders, C-Levels และ Managing Directors เป็นต้น มีเปอร์เซ็นความแตกต่างทางเพศอยู่ที่ ชาย 56% หญิง 44% ซึ่งถือว่าค่อนข้างใกล้เคียงกัน ยิ่งช่วยยืนยันว่าประเทศไทยเริ่มมีการเปิดรับวัฒนธรรมและแนวคิดของชาวต่างชาติในเรื่องความเท่าเทียมทางเพศเข้ามามากขึ้น ต่อมาคือระดับ VP ที่เพศหญิงครองตำแหน่ง 1 ต่อ 3 ของข้อมูลทั้งหมด หรือเพศหญิง 34% ต่อเพศชาย 66% สุดท้ายคือระดับ Head ที่ถือเป็นระดับที่เก็บข้อมูลได้มากที่สุด เพราะแผนกและแผนผังการบริหารที่มีแยกย่อยมากมาย อาทิ Head of department และ Directors เป็นต้น ในส่วนนี้ความแตกต่างทางเพศที่ได้เกือบครึ่งต่อครึ่ง เพศชาย 59% และเพศหญิง 41% และอาจเพราะตำแหน่งผู้บริหารระดับนี้เสมือนเป็นการปูทางสร้างผลงานเพื่อเลื่อนระดับไปสูงขึ้นเรื่อย ๆ จึงอาจทำให้ระดับ Head และ C-Levels มีข้อมูลความแตกต่างทางเพศค่อนข้างใกล้เคียงกัน เนื่องจากถ้าใครได้ตำแหน่งนี้แล้วก็มักจะมีแรงกระตุ้นที่ช่วยผลักดันให้สร้างผลงานเพื่อต่อยอดไปในตำแหน่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ นั่นเอง

    อัตราเชื้อชาติผู้บริหารระดับสูงของร้านค้าอีคอมเมิร์ซไทย

    สืบเนื่องมาจากธุรกิจอีคอมเมิร์ซส่วนใหญ่มักทำการตลาดในหลาย ๆ ประเทศ ผู้บริหารชาวต่างชาติจึงเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ด้านแนวคิดการบริหารที่หลากหลาย จากข้อมูลพบว่าในผู้บริหารระดับสูงของร้านค้าอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยถูกแบ่งออกเป็นผู้บริหารชาวต่างชาติถึง 33% ถือเป็น 1 ใน 3 ของข้อมูลทั้งหมด ในขณะที่ผู้บริหารชาวไทยมี 67% แม้จะเป็นจำนวนที่มากกว่าถึงสองเท่า แต่ส่วนต่างที่ได้ก็ทำให้คาดเดาได้ว่า ร้านค้าอีคอมเมิร์ซในไทยส่วนใหญ่ก็คำนึงถึงแนวความคิดอันหลากหลายของผู้บริหารแต่ละเชื้อชาติจึงมอบตำแหน่งระดับสูงให้ชาวต่างชาติได้มีโอกาสกุมบังเหียนเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจด้วยเช่นกัน

    ความแตกต่างทางเพศและเชื้อชาติของผู้บริหารระดับสูงในร้านค้าอีคอมเมิร์ซไทย

    หากนำข้อมูลที่ได้มาจำแนกออกเป็นความแตกต่างทางเพศและเชื้อชาติผลลัพธ์ที่ได้คือ ผู้บริหารชาวไทยมีเพศหญิงนั่งเก้าอี้มากกว่าเพศชายที่ 51% ต่อ 49% ในขณะที่ผู้บริหารชาวต่างชาติมีจำนวนเพศชายมากถึง 82% ต่อ 18% จากข้อมูลดังกล่าวยิ่งกล่าวเสริมความน่าจะเป็นที่ว่า เกณฑ์การคัดเลือกผู้บริหารระดับสูงของร้านค้าอีคอมเมิร์ซในไทยจะเน้นเรื่องความสามารถเป็นหลัก โดยคำนึงถึงความแตกต่างทางเพศเป็นส่วนน้อย ยิ่งปัจจุบันมีร้านค้าออนไลน์ที่เน้นให้บริการสินค้าด้านแฟชั่น สุขภาพ และความงามมากขึ้นยิ่งทำให้ผู้บริหารเพศหญิงเป็นที่ต้องการมากขึ้นตามไปด้วย จึงไม่แปลกที่เพศหญิงจะค่อนข้างมีบทบาทในการบริหารร้านค้าอีคอมเมิร์ซในไทย

    ความแตกต่างทางเพศของผู้บริหารในร้านค้าอีคอมเมิร์ซแต่ละประเภท

    เมื่อนำข้อมูลที่ได้มาจำแนกออกเป็น 3 ประเภทธุรกิจ ได้แก่ Fashion, Electronic และ General ยิ่งช่วยเสริมความน่าจะเป็นในเรื่องการเพิ่มขึ้นของร้านค้าอีคอมเมิร์ซที่มีกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้หญิงอย่างประเภท Fashion ซึ่งทำให้ผู้บริหารระดับสูงต้องการแนวคิดของเพศหญิงที่เป็นเพศเดียวกับกลุ่มเป้าหมาย มีความแตกต่างทางเพศอยู่ที่หญิง 60% ต่อชาย 40% ต่อมาคือร้านค้าอีคอมเมิร์ซประเภท Electronic ที่ย่อมมีกลุ่มเป้าหมายหลักเป็นเพศชาย มีสัญชาติญาณความหลงไหลในอุปกรณ์ไอทีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ทำให้อัตราส่วนผู้บริหารเพศชายมีจำนวนมากกว่าเพศหญิงถึง 2 ใน 3 หากคิดเป็นเปอร์เซ็นคือ 70% ต่อ 30% สุดท้ายคือร้านค้าอีคอมเมิร์ซทั่วไป หรือ General ที่ยังคงกุมพื้นที่ทางการตลาดอีคอมเมิร์ซไทยมากที่สุด จากข้อมูลที่ได้พบว่ามีผู้บริหารระดับสูงเป็นเพศชายที่ 61% และเพศหญิง 39% ซึ่งเป็นตัวเลขที่คาดเดาได้ไม่ยากนัก

    ]]>
    0
    kamon <![CDATA[ทวงพื้นที่จุดส่งมอบสินค้า “ดิวตี้ฟรีในเมือง” จากสนามบินสุวรรณภูมิ สะเทือนทำเนียบรัฐบาล]]> https://thaipublica.org/?p=145702 2018-07-17T13:52:16Z 2018-07-17T13:49:37Z

    กรณีสมาคมการค้าร้านค้าปลอดอากรไทยออกมาเรียกร้องต่อรัฐบาล หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ “ทอท.” ในฐานะเจ้าของพื้นที่ เปิดจุดส่งมอบสินค้าสาธารณะ (Pick-up Counter) ในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อให้ผู้ประกอบธุรกิจร้านค้าปลอดอากรในเมืองรายอื่นที่ได้รับอนุญาตจากกรมศุลกากร ใช้เป็นจุดส่งมอบสินค้าร่วมกันที่เงียบหายไปพักใหญ่ วันนี้กลับมาเป็นข่าวอีกครั้ง ภายหลังผู้ตรวจการแผ่นดินทำหนังสือถึง ทอท. เสนอแนะทางออกในการแก้ปัญหาจุดส่งมอบสินค้าสาธารณะ โดยให้ ทอท. เลือกดำเนินการได้ 2 แนวทาง ดังนี้

      1. ให้ ทอท. หาพื้นที่นอกสัญญาโครงการบริหารจัดการพื้นที่เชิงพาณิชย์ เพื่อทำจุดส่งมอบสินค้าสาธารณะเพื่อให้ผู้ประกอบการรายอื่นสามารถประกอบกิจการได้

      หรือ

      2. ให้ ทอท. ประสานกับบริษัท คิง เพาเวอร์ สุวรรณภูมิ จำกัด หรือ บริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี จำกัด คู่สัญญา เปิดจุดส่งมอบสินค้าให้ผู้ประกอบการรายอื่น

    ทั้งนี้ หนังสือผู้ตรวจการแผ่นดิน ระบุว่า ให้ ทอท. ดำเนินการตาม ข้อ 1 หรือ ข้อ 2 ภายใน 30 วัน ยกเว้น ทอท. เห็นว่า หากดำเนินการตามข้อเสนอแนะดังกล่าวขัดกฎหมาย กฎ คำสั่ง หรือขั้นตอนการปฏิบัติงาน ให้แจ้งผู้ตรวจการแผ่นดินภายใน 30 วัน

    ปรากฏว่า นายธเนศ โกละกะ ทนายความ ออกมาให้ความเห็นผ่านไทยรัฐออนไลน์ว่า ตามมาตรา 37 (2) แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ. 2560 ระบุ “ห้ามมิให้ผู้ตรวจการแผ่นดินรับเรื่องที่มีการฟ้องร้องเป็นคดีอยู่ในศาล หรือเรื่องที่ศาลมีคำพิพากษา คำสั่ง หรือคำวินิจฉัย เสร็จเด็ดขาดแล้ว” และวรรคสุดท้าย “กรณีที่ความปรากฏในภายหลังว่าเป็นเรื่องที่มีลักษณะตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้ตรวจการแผ่นดิน สั่งยุติเรื่อง” (วรรคหนึ่ง เรื่องที่เป็นนโยบายที่คณะรัฐมนตรีกําหนด เว้นแต่นโยบายนั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญ หรือมีผลให้มีการละเลยการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐตามรัฐธรรมนูญ)

    นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายประสงค์ พูนธเนศ ประธานคณะกรรมการ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) กับพวกรวม 18 คน ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2560

    ข้อคิดเห็นดังกล่าว อาจเป็นประเด็นที่ผู้ตรวจการแผ่นดินต้องพิจารณา กล่าวคือ 1. กรณีนางรวิฐา พงศ์นุชิต นายกสมาคมการค้าร้านค้าปลอดอากรไทย ร้องเรียนผู้ตรวจการแผ่นดิน ช่วงปลายปี 2559 จนกระทั่งผู้ตรวจแผ่นดินมีคำวินิจฉัย เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2560 ให้ ทอท. จัดหาพื้นที่เปิดจุดส่งมอบสินค้าสาธารณะ ให้ผู้ประกอบการรายอื่นใช้ร่วมกัน และ 2. กรณี นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต ส.ส. จังหวัดนครนายก พรรคประชาธิปัตย์ เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2560 กล่าวหากรรมการบริษัท ทอท. และพวกรวม 18 คน ละเว้นปฏิบัติหน้าที่ โดยไม่เรียกเก็บเงินค่าผลประโยชน์ตอบแทนให้ครบถ้วน ตามสัญญาบริหารจัดการพื้นที่เชิงพาณิชย์ ซึ่งกำหนดให้จ่าย 15% ของรายได้จากยอดขาย

    ทั้ง 2 กรณี เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่างกรรมต่างวาระ โดยนางรวิฐาเรียกร้องผู้ตรวจการแผ่นดินในประเด็นที่ให้ ทอท. หาพื้นที่ทำจุดส่งมอบสินค้าสาธารณะ ส่วนนายชาญชัย ไปฟ้องศาลอาญาคดีทุจริตฯ ในประเด็นกล่าวหาคณะกรรมการ ทอท. เรียกเก็บค่าผลประโยชน์ตอนแทนจากผู้รับสัมปทานไม่ครบ โดยเชิญผู้ตรวจการแผ่นดินมาให้ปากคำต่อศาลในฐานะพยานฝ่ายโจทก์ ล่าสุด ศาลอาญาคดีทุจริตฯ นัดฟังคำสั่งว่าจะประทับรับฟ้องคดีนี้หรือไม่ ในวันที่ 14 สิงหาคม 2561 จึงมีประเด็นที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน อาจต้องวินิจฉัยว่า ทั้ง 2 เหตุการณ์ เข้าข่ายมาตรา 37 (1) และ (2) ตามที่กล่าวข้างต้นหรือไม่ อย่างไร

    ขณะที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์โพสต์ทูเดย์ กรณีผู้ตรวจการแผ่นดิน ส่งหนังสือถึง ทอท. แนะนำให้เปิดจุดส่งมอบสินค้าสาธารณะภายใน 30 วันนับจากวันที่ได้รับหนังสือ โดยนายวิษณุกล่าวว่า “หาก ทอท. ทำตามคำแนะนำของผู้ตรวจการแผ่นดินไม่ได้ ควรทำหนังสือตอบกลับผู้ตรวจการแผ่นดิน พร้อมชี้แจงเหตุผล ถ้าเข้าใจก็จบ แต่ถ้าไม่เข้าใจ ผู้ตรวจการแผ่นดินก็จะทำหนังสือทักท้วงอีกครั้ง หากยังไม่ดำเนินการ ก็ฟ้องผู้บังคับบัญชาและรายงานต่อไป” การไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้ตรวจการแผ่นดิน ถือเป็นการละเว้นปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ นายวิษณุตอบว่า “ต้องรอให้ถึงจุดสุดท้ายเสียก่อน”

    ส่วนนางรวิฐา พงศ์นุชิต นายกสมาคมการค้าร้านค้าปลอดอากรไทย กล่าวว่า ตอนนี้ยังให้ความเห็นอะไรไม่ได้ เนื่องจากต้องรอดูว่า ทอท. จะทำหนังสือตอบผู้ตรวจการแผ่นดินว่าอย่างไร เลือกดำเนินการ ตามข้อ 1 หรือ ข้อ 2 หรือ มีเหตุผลประการใดที่ไม่สามารถดำเนินการตามคำแนะนำของผู้ตรวจการแผ่นดินได้ ซึ่งคำตอบของ ทอท. จะแสดงให้เห็นถึงเจตนา โดยผู้ตรวจการแผ่นดินให้เวลา ทอท. ทำตามข้อเสนอแนะภายใน 30 วัน ซึ่งตนเข้าใจว่านับตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2561 หาก ทอท. ไม่ปฏิบัติตามข้อเสนอแนะของผู้ตรวจการแผ่นดิน ก็เป็นหน้าที่ของผู้ตรวจการแผ่นดินที่จะดำเนินการตามกฎหมายของผู้ตรวจการแผ่นดินต่อไป แต่อย่างไรก็ตาม สมาคมฯ คงต้องรอหนังสือแจ้งจากผู้ตรวจการแผ่นดินว่า ทอท. มีเหตุผลในการปฏิเสธข้อเสนอแนะอย่างไร ก่อนที่จะดำเนินการต่อไป

    ]]>
    0
    Kornkanok <![CDATA[นายกฯ ย้ำประชุม “ครม. สัญจร” ไม่หวังผลการเมือง – มติ ครม. ไฟเขียวเก็บ VAT “อีคอมเมิร์ซ” ต่างชาติ]]> https://thaipublica.org/?p=145714 2018-07-17T13:22:00Z 2018-07-17T13:22:00Z
    พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.
    ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th

    เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2561 ที่ทำเนียบรัฐบาลมีการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยมี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธาน ซึ่งหลังการประชุม นายกรัฐมนตรีแถลงและตอบคำถามสื่อมวลชน ดังนี้

    ย้ำประชุม “ครม สัญจร” ไม่ได้หวังผลการเมือง

    พล.อ. ประยุทธ์ ชี้แจงกรณีมีอดีตนักการเมืองที่ประกาศสนับสนุนรัฐบาลจะมาต้อนรับการลงพื้นที่ประชุม ครม.สัญจร จ.อุบลราชธานีในสัปดาห์หน้า โดยยืนยันว่า การลงพื้นที่ประชุม ครม. นอกสถานที่เป็นการลงไปเพื่อขับเคลื่อนและติดตามความก้าวหน้าของงานที่รัฐบาลทำมาตลอดระยะเวลา 4 ปี  ไม่ได้มุ่งเพื่องานการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น

    “การลงพื้นที่ประชุม ครม. นอกสถานที่ ผมพูดไปหลายครั้งแล้วว่าวัตถุประสงค์ในการไปเพื่ออะไร อย่ามองเป็นเรื่องการเมืองอย่างเดียว แต่เป็นการทำงานร่วมกันของส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่นว่าจะขับเคลื่อนงานอย่างไร เพราะมีหลายโครงการที่ทำมาตลอด 4 ปี ก็ต้องไปติดตามความก้าวหน้า ไปดูว่าความต้องการในท้องที่พอเพียงหรือยัง อะไรที่ติดปัญหาอุปสรรค เราก็ไปเพิ่มเติมให้ เป็นเรื่องของการติดตามงาน และคงไม่ใช่นายกฯ คนเดียว เพราะ ครม. ไปทั้งหมด แล้วแบ่งเป้าหมายในการไปทำงานหลายจังหวัด หลายพื้นที่ ส่วนนายกฯ ไปดูเรื่องการบูรณาการในการประชุมร่วมกับคณะกรรมการระดับจังหวัด ระดับกลุ่มจังหวัด และระดับภาคเพื่อจะไปเติมเต็มให้เขา เป็นการทำงานในรูปแบบประชารัฐ ดังนั้น ลองไปติดตามดูแล้วกันว่าอะไรที่เป็นความคืบหน้า ผมไม่อาจพูดได้ว่าที่ทำไปนั้นดีที่สุด แต่ก็คงไม่ใช่แย่ที่สุด รัฐบาลไม่มีเจตนาที่ไม่ดี และไม่ได้มุ่งงานการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น ผมยืนยัน” พล.อ. ประยุทธ์ กล่าว

    แจงกบง.อนุมัติงบพันล้าน ตรึงราคาแก๊สหุงต้มถังละ 363 บาท

    พล.อ. ประยุทธ์ ตอบคำถามกรณีเสถียรภาพกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในส่วนบัญชีก๊าซปิโตรเลียมเหลว (แอลพีจี) ติดลบกว่า 100 ล้านบาทว่า ได้สอบถามไปยังกระทรวงพลังงานแล้ว โดยทางกระทรวงยืนยันว่าคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ได้อนุมัติวงเงินประมาณ 1,000 ล้านบาท เพื่อรักษาระดับราคาก๊าซแอลพีจีที่ 363 บาทต่อถัง และคาดว่าจะเพียงพอไปถึงสิ้นปี 2561 และในระหว่างนี้จะมีการพิจารณาปรับโครงสร้างราคาเพื่อลดภาระกองทุนน้ำมัน

    ยืนยันกติกาเดิม – ไม่อนุญาตขรก.เข้าพักบ้านตุลาการ

    พล.อ. ประยุทธ์ ตอบคำถามกรณีเครือข่ายขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ จ.เชียงใหม่ ออกมาร้องเรียนอีกครั้งเกี่ยวกับอาคารชุด 9 หลังในโครงการบ้านพักตุลาการยังมีผู้อาศัยอยู่ว่า ในส่วนของอาคารชุดมีการอยู่อาศัยมาก่อนหน้านี้แล้ว แต่มีข้อตกลงกันว่าเมื่อมีการก่อสร้างหลังใหม่ก็ต้องย้ายออก และปรับพื้นที่ให้คืนสู่สภาพเดิม จึงอยากให้เห็นใจเจ้าหน้าที่ที่อยู่มาก่อนด้วย

    “ผมทราบแต่เพียงว่าบ้านพักทั้งหมด 45 หลัง ไม่มีใครอยู่อาศัยแล้ว เพราะไม่ได้ให้อยู่อาศัยอยู่แล้ว แต่ในส่วนอาคารชุดมีการอยู่อาศัยมาก่อน ซึ่งมีข้อตกลงกันแล้วว่าเมื่อมีการก่อสร้างหลังใหม่ก็ต้องย้ายออก และปรับพื้นที่ให้คืนสู่สภาพเดิม เพราะฉะนั้นต้องเห็นใจเจ้าหน้าที่ที่เขาอยู่มาก่อน”

    “หลังจากมีกรณีศึกษา ก็ไม่ได้ให้ใครไปก่อสร้างสร้างเพิ่มเติม แต่คนที่เขาอยู่มาแล้ว ในช่วงที่ก่อสร้างเสร็จแล้ว ก็ต้องให้เขาอยู่ไปก่อน เพราะเขาทำงานอยู่ ต้องเห็นใจกันทั้งสองฝ่ายนะ แต่ยืนยันว่ายังเป็นไปตามกติกาเดิมทุกประการ” พล.อ. ประยุทธ์ กล่าว

    ศธ.แจงแก้หนี้ครูได้ข้อยุติ – ออมสิน เตรียมลดดบ. – เบี้ยประกันฯ

    พล.อ. ประยุทธ์ ตอบคำถามกรณีกลุ่มวิชาชีพครูรวมตัวประกาศปฏิญญามหาสารคามเรียกร้องให้รัฐบาลและธนาคารออมสินพักหนี้โครงการฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา หรือ ลช.พ.ค. ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม และชักชวนให้ลูกหนี้ทั่วประเทศร่วมกันยุติการชำระหนี้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม ว่าได้สอบถามกระทรวงศึกษาธิการแล้วโดยระบุว่าได้เจรจากับธนาคารออมสินแล้ว และได้ข้อยุติหลายประเด็น เช่น การลดดอกเบี้ย การแก้ไขเรื่องประกันชีวิต อย่างไรก็ตามจากการสอบถามพบว่าครูส่วนใหญ่ชำระหนี้ดี และไม่ได้เห็นด้วยกับการยุติชำระหนี้ ดังนั้นอย่าให้เป็นเรื่องราวใหญ่โต จะได้เข้าใจกันทุกฝ่าย

    ปฏิเสธข่าวปรับเกณฑ์รับเด็กมัธยมเข้าเรียนใหม่

    พล.อ. ประยุทธ์ ชี้แจงกรณีข่าวการปรับหลักเกณฑ์และแนวทางการรับนักเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่จะพิจารณาให้โรงเรียนมัธยมรับเด็กในเขตพื้นที่บริการ 100% โดยยืนยันว่า รัฐบาลยังไม่มีนโยบายอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่มีการหารือร่วมกันว่าจะทำอย่างไรใน 2-3 ประเด็น คือ 1. การสอบคัดเลือก 2. การคัดนักเรียนในพื้นที่  3. การจับฉลากหรือเกณฑ์พิเศษต่างๆ ซึ่งเป็นเกณฑ์เดิมที่มีอยู่แล้ว เพียงแต่จะทำอย่างไรให้เกิดการเข้าถึงการศึกษาอย่างเป็นธรรม

    “มีสื่อหลายสื่อออกมาเผยแพร่ ผมไม่เข้าใจเอามาจากที่ไหนกัน รัฐบาลยังไม่มีนโยบายอะไรสักอย่าง แต่มีการหารือร่วมกันว่าจะทำยังไง ซึ่งเป็นเรื่องเดิมที่มีอยู่แล้ว แต่จะทำอย่างไรให้เกิดความเป็นธรรม ให้เข้าถึง สถานศึกษามีหน้าที่ในการทำให้ทุกคนลดความเหลื่อมล้ำลงไม่ใช่หรือเพราะฉะนั้น ก็ต้องให้สิทธิกับคนทุกกลุ่มทุกฝ่าย ทั้งคนเรียนดี คนในพื้นที่ แต่ต้องอยู่ในกรอบวิธีการที่คณะกรรมการเขาจะพิจารณามา เพราะฉะนั้นขอเตือนสื่อว่ากรณีที่เอาข่าวที่ยังไม่ชัดเจนออกไป แล้วเอาไปพูด แสดงถึงเจตนาอันไม่บริสุทธิ์” พล.อ. ประยุทธ์ กล่าว

    ยันแต่งตั้งโยกย้ายนายทหาร ไม่เกี่ยวเลือกตั้ง

    พล.อ. ประยุทธ์ ตอบคำถามกรณีการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารประจำปี 2561 จะมีผลต่อการเปลี่ยนผ่านประเทศไปสู่การเลือกตั้งอย่างไร ว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง  เป็นไปตาม พ.ร.บ.การโยกย้ายประจำปี ส่วนคณะกรรมการยุทธศาสตร์ก็เป็นคณะกรรมการหนึ่งคนในหลายๆ คนที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีหน้าที่ติดตามประเมินผลเท่านั้นเอง ทหารไม่ได้ไปก้าวล่วงอำนาจบริหารของเขา

    “ขอให้เชื่อมั่นว่าการที่เรามียุทธศาสตร์ชาติมันจะดีอย่างไร มันจะมีกรอบแม่บทในการพัฒนาอย่างไร มันถึงจะตามไปสู่แผนการใช้จ่ายงบประมาณประจำปีของแต่ละกระทรวงได้ว่ามันจะต้องตอบสนองกรอบยุทธศาสตร์ชาติว่าในอีก 5 ปี 10 ปี 20 ปี บ้านเมืองเราจะเป็นยังไง ก็เขียนกรอบใหญ่เอาไว้ แต่สามารถปรับได้ว่าตรงไหนจะทำก่อนหรือหลัง แต่ทั้งหมดต้องมองให้เห็นภาพว่าสิบปีข้างหน้ามันจะเกิดอะไรขึ้น ทำให้มุ่งไปสู่วิสัยทัศน์มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ดังนั้น เรื่องนี้ก็เป็นไปตาม พ.ร.บ.โยกย้ายประจำปี ไม่มีปัญหา ทหารก็คือส่วนหนึ่งของประชาชนไม่ใช่หรือ เขาเจริญเติบโตมาในเส้นทางชีวิตราชการ เขาก็ต้องเป็นคนดีสิ เขาทำหน้าที่เพื่อประเทศชาติ ไม่ได้ทำเพื่อจะรักษาอำนาจให้กับใครที่ไหน เหมือนกับผมที่ผ่านมา ก็ทำหน้าที่ของผมจนเป็นผู้บัญชาการทหารบก ผมก็ทำหน้าที่ตอบสนองรัฐบาลทุกรัฐบาลนั่นแหละ จะไปค้านรัฐบาลได้ยังไง ไม่ว่าใครจะเป็นอะไร” พล.อ. ประยุทธ์ กล่าว

    เตรียมเยือน “ภูฏาน” – ชี้ต่างชาติให้ความร่วมมือดีมาก

    พล.อ. ประยุทธ์ เปิดเผยว่า เตรียมไปเยือนประเทศภูฏานระหว่างวันที่ 19-20 กรกฎาคม 2561 ตามคำเชิญของประเทศภูฏาน โดยวันนี้ความร่วมมือของประเทศไทยกับต่างประเทศอยู่ในเกณฑ์ที่ดีมาก ในระดับที่น่าพึงพอใจ ในฐานะที่เป็นรัฐบาลแบบนี้ ได้รับการตอบรับในเรื่องการค้า การลงทุน และความร่วมมือหลายอย่าง เพราะเราจับประเด็นสำคัญออกมาแล้วเน้นถึงศักยภาพของประเทศและอาเซียน ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดี

    ขอบคุณทุกฝ่ายช่วยเหลือ ทีมหมูป่า – เรือล่มภูเก็ต

    ทั้งนี้ พล.อ. ประยุทธ์ ยังได้กล่าวขอบคุณทุกฝ่ายอีกครั้งที่ร่วมกันแก้ไขปัญหาและช่วยเหลือทีมฟุตบอลหมูป่าอะคาเดมี่ รวมทั้งกรณีเรือท่องเที่ยวล่มที่ จ.ภูเก็ต โดยระบุว่าทั้งสองเหตุการณ์เป็นทั้งวิกฤตและโอกาส ที่ต้องกลับมาทบทวนกระบวนการทั้งหมด เพื่อจะได้แก้ปัญหาอย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต

    “ผมอยากขอบคุณทุกฝ่ายอีกครั้งไม่ว่าจะช่วยเหลือทีมฟุตบอลหมูป่า หรือเรื่องการช่วยเหลือผู้ประสบภัยเรือล่มที่มีการเสียชีวิตมากมากพอสมควร เราก็เสียใจ แต่ก็ต้องกลับมาทบทวนกระบวนการทั้งหมด มันต้องมีส่วนร่วมกันหลายฝ่าย ไม่อาจจะโทษใครได้ แต่ท้ายที่สุดรัฐบาลก็ต้องมาแก้ปัญหาในภาพรวม ซึ่งต้องขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการ บริษัททัวร์ต่างๆ ทั้งหมด รวมทั้งเจ้าหน้าที่ที่ปล่อยปละละเลยก็ต้องถูกพิจารณาการลงโทษ อะไรที่เป็นส่วนดีๆ ก็ขยายกันออกไป ส่วนที่ไม่ดีเราก็ต้องแก้ไข ไม่อาจจะโทษใครได้เพราะมันเกิดในประเทศของเรา และวันนี้ต้องขอบคุณสาธารณรัฐประชาชนจีนที่เขาเข้าใจและเห็นถึงความเอาใจใส่ ความตั้งใจของรัฐบาลในการแก้ปัญหา แต่เราก็จะต้องไม่ทำให้เกิดขึ้นอีก ด้วยความร่วมมือของทุกฝ่าย ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อจะได้แก้ปัญหาอย่างยั่งยืนเสียที”  พล.อ. ประยุทธ์ กล่าว

    มติ ครม. มีดังนี้

    พล.ท. สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th

    ไฟเขียวเก็บ VAT อีคอมเมิร์ซต่างชาติ

    พล.ท. สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เห็นชอบในหลักการร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร เรื่องการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จากผู้ประกอบการธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ (e-Business) ในต่างประเทศ โดยมีสาระสำคัญในการวางหลักเกณฑ์จัดเก็บภาษีฯ จากผู้ประกอบการที่อยู่นอกประเทศทั้งผู้ที่จำหน่ายสินค้าและผู้ให้บริการดิจิทัลแพลตฟอร์ม หรือตัวกลางที่เป็นช่องทางทางอิเล็กทรอนิกส์ เช่น กูเกิล หรืออะเมซอน เป็นต้น เพื่อให้การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรมระหว่างผู้ประกอบการในประเทศและต่างประเทศ

    โดยกำหนดให้ ผู้ประกอบการที่ได้ให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์ในต่างประเทศ และได้มีการใช้บริการนั้นในประเทศไทย หากมีรายรับจากการให้บริการดังกล่าวเกินกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี ให้ยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่มีรายรับเกิน

    หากผู้ประกอบการมีรายรับไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี แต่มีความประสงค์จะจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มก็ให้สามารถยื่นขอจดทะเบียนได้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด โดยกำหนดให้การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มของผู้ประกอบการต่างประเทศดำเนินการผ่านเว็บไซต์ของกรมสรรพากรสำหรับผู้ประกอบการในต่างประเทศที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว จะต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มผ่านทางเว็บไซต์กรมสรรพากร และให้นำเงินส่งกรมสรรพากรผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์

    อนึ่งปัจจุบันกฎหมายได้กำหนดให้คนที่ซื้อสินค้าออนไลน์จากต่างประเทศจะต้องไปแจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อแสดงตนว่าจะเอาสินค้ามาจ่ายภาษีฯ แต่ไม่ได้มีการดำเนินการจริงในทางปฏิบัติ ขณะที่บริษัทที่จำหน่ายสินค้าหรือบริการแพล็ตฟอร์มต่างๆ ในต่างประเทศก็ไม่เสียภาษีฯ เพราะไม่ได้อยู่ในประเทศไทย กฎหมายดังกล่าวจึงเป็นหลักการที่จะกำหนดให้บริษัทเจ้าของสินค้า หรือแพลตฟอร์มในต่างประเทศต้องมาตั้งบริษัทตัวแทน และขึ้นทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มในประเทศไทย

    “ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ออกมาเพื่อเป็นหลักการก่อน แม้ว่าในรายละเอียดการปฏิบัติอาจจะมีปัญหาทางเทคนิกอยู่บ้าง เพื่อให้มีโอกาสในการพัฒนาต่อไปในอนาคต โดยนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้ชี้แจงในที่ประชุม ครม. ว่าถึงแม้จะมีกฎหมายออกมาแต่จะบังคับให้บริษัทมาดำเนินการดังกล่าวได้ค่อนข้างยาก จะทำการปรับหรือลงโทษหากไม่จดทะเบียนแวตก็ไม่ได้เพราะอยู่ในต่างประเทศ ซึ่งทุกประเทศได้เกิดปัญหาในลักษณะนี้เช่นกัน หากจะกำหนดให้ผู้ซื้อของ ที่อยู่ในประเทศไทยที่ซื้อของจากต่างประเทศระบบออนไลน์ ไม่สามารถเอาวงเงินที่ซื้อมาหักภาษีฯ ได้ แต่ก็ยังมีผลกระทบตามมา เช่น ผู้ขายอาจเพิ่มราคา เป็นผลักภาระภาษีให้ประชาชน และอาจจะมีประชาชนบางส่วนไม่พอใจรัฐบาล จึงยังไม่มีผลชัดเจนว่าจะมีผลในเชิงบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นรูปธรรมได้อย่างไร” พล.ท. สรรเสริญ กล่าว

    อย่างไรก็ตาม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมได้เสนอว่า ควรมีการศึกษาถึงข้อจำกัดและโอกาสที่เกี่ยวข้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศที่ไทยได้เคยผูกพันไว้กับหน่วยงานต่างๆ เช่น องค์การการค้าโลก (WTO) และองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้ หลักการดังกล่าวมีความละเอียดอ่อนที่จะกระทบกับข้อกฎหมายและพันธกรณีระหว่างประเทศ มีความเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน เห็นควรต้องพิจารณาดำเนินการด้วยความรอบคอบและระมัดระวัง

    ยืดเวลาขึ้นทะเบียนคนจนรับเงินอุดหนุนบุตรถึง 30 ก.ย. นี้

    พล.ท. สรรเสริญ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. ได้รับทราบรายงานผลการดำเนินงานโครงการเงินอุดหนุนเพื่อเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด จากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ในการดำเนินการเชื่อมโยงข้อมูลจากฐานข้อมูลผู้มีรายได้น้อยตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ) และฐานข้อมูลรายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนที่ พม. นำมาใช้เป็นเกณฑ์ในการกำหนดคุณสมบัติของผู้เข้าร่วมโครงการเงินอุดหนุนเพื่อเลี้ยงดํเด็กแรกเกิด รวมทั้งปรับปรุงกระบวนการตรวจสอบและรับรองสิทธิ์ของผู้เข้าร่วมโครงการเงินอุดหนุนฯ

    จากการตรวจสอบพบว่า ผู้เข้าร่วมโครงการเงินอุดหนุนฯ บางรายยังไม่มีรายชื่ออยู่ในฐานข้อมูลผู้มีรายได้น้อย เป็นจำนวนกว่า 211,000 ราย ซึ่ง พม. ได้เปิดให้บัคคลเหล่านี้ไปดำเนินการลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 31 มีนาคม 2561 ที่ผ่านมา แต่พบว่า มีผู้มาลงทะเบียนเพียง 62,565 ราย คิดเป็นร้อยละ 29 จากทั้งหมดเท่านั้น

    “ทาง พม. ได้ขอขยายระยะเวลาให้ไปจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2561 จึงต้องเรียนให้พี่น้องประชาชนผู้ที่ได้รับเงินอุดหนุนเลี้ยงดูบุตร แต่ยังไม่ได้ลงทะเบียนผู้มีรายได้น่อย หรือก็คือพ่อแม่ที่รับเงินอุดหนุนฯ แต่ยังไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐไปรายงานตัวที่ พม. ในกำหนดเวลาดังกล่าว มือฉะนั้นจะถูกตัดสิทธิ์ในเงินอุดหนุนฯ” พล.ท. สรรเสริญ กล่าว

    นายกฯ สั่งฟันร้านค้าโกงบัตรคนจน

    พล.ท. สรรเสริญ กล่าวว่า ที่ประชุมยังรับทราบความคืบหน้าการให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อยผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จากการตรวจสอบของของกระทรวงการคลังพบว่า ตั้งแต่วันที่ 21 กันยายน 2560 – 11 มิถุนายน 2561 จากผู้มีสิทธิจำนวน 11.46 ล้านราย มีผู้มารับบัตรฯ แล้วจำนวน 11.06 ล้านราย คิดเป็นร้อยละ 96

    และสำหรับร้านค้าที่รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะต้องมีการว่างเครื่องรับชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ (EDC) ทั้งหมด 45,655 เครื่อง ปัจจุบันได้ดำเนินการติดตั้งไปแล้ว 30,460 เครื่อง หรือร้อยละ 66 มีการจ่ายเงินให้แก่ร้านค้าไปแล้วรวม 30,716 ล้านบาท

    “เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่พี่น้องประชาชนสามารถให้บริการได้เร็วขึ้น ร้านค้าที่ยังไม่ได้ทำการติดตั้งเครื่อง EDC สามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน ‘ถุงเงินประชารัฐ’ ของธนาคารกรุงไทยมาใช้ให้บริการก่อนได้” พล.ท. สรรเสริญ กล่าว

    พล.ท. สรรเสริญ กล่าวต่อไปว่า จากการตรวจสอบของกระทรวงการคลังในระยะเวลา 8 เดือนที่ผ่านมา พบมีร้านธงฟ้าประชารัฐทำผิดหลักเกณฑ์ เช่น ร้านธงฟ้าฯ จังหวัดเชียงรายที่ฉวยโอกาสเรียกเก็บเงินจากการใช้บัตรสวัดิการฯ โดยเจ้าของร้านอ้างว่าต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 7 และร้านค้าในตลาดนัดจังหวัดอำนาจเจริญ ที่มีการยึดบัตรสวัสดิการฯ ของลูกค้าไว้แล้วนำไปรูดซื้อสินค้าที่ร้านธงฟ้าฯ ซึ่งเป็นร้านค้าส่งในจังหวัดมุกดาหาร เป็นต้น

    “เรื่องนี้ท่านนายกรัฐมนตรีได้ขอให้กระทรวงพาณิชย์ดำเนินการกับร้านค้าที่ทำผิดอย่างจริงจัง นอกเหนือไปจากการเพิกถอนการเป็นร้านธงฟ้า และการถอนเครื่อง EDC แล้วจะต้องมีการดำเนินการทางกฎหมายแก่ร้านค้าต่างๆ เหล่านี้ด้วย เนื่องจากเป็นการไม่ซื่อสัตย์ต่อกันทำให้นโยบายของรัฐถูกมองไปในทางไม่ดี” พล.ท. สรรเสริญ กล่าว

    เห็นชอบ “บัตรคนจน” จ่ายค่ารถไฟฟ้าเกินได้ 1 เที่ยว-เริ่ม 20 ก.ค. นี้

    พล.ท.สรรเสริญ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบแนวทางการใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐชำระค่าโดยสารรถไฟฟ้า ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ โดยอนุญาตให้การจ่ายเงินด้วยบัตรสวัสดิการฯ จะสามารถใช้ชำระค่าโดยสารได้เกินวงเงิน 500 บาท 1 ครั้งต่อเดือน โดยวงเงินที่เกินจะนำไปหักจากวงเงิน 500 บาทในเดือนถัดไป

    ตัวอย่างคือ เมื่อเดินทางด้วยรถไฟฟ้าราคา 42 บาท ไปแล้วจำนวน 11 เที่ยว คิดเป็นเงิน 462 บาท จะคงเหลือเงินในบัตรสวัสดิการฯ อีก 38 บาท จะยังคงโดยสารรถไฟฟ้าได้อีก 1 เที่ยว ส่วนที่เกินนั้นจะนำไปหักในเดือนถัดไป

    ทั้งนี้ การใช้สิทธิบัตรสวัสดิการฯ กับรถโดยสารประจำทางขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) และรถไฟฟ้าเอ็มอาร์ที จากที่ได้เปิดให้ผู้มีสิทธินำบัตรมาลงทะเบียนตั้งแต่วันที่ 6 กรกฎาคม 2561 ที่สถานีเอ็มอาร์ที โดยจะเริ่มใช้ชำระค่าโดยสารกับรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินและสีม่วงตั้งแต่วันที่ 20 กรกฎาคม 2561 เป็นต้นไป และจะขยายการให้บริการครอบคลุมไปถึงระบบรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงค์ และรถโดยสารประจำทางของ ขสมก. ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2561 เป็นต้นไป

    “ภายในเดือนธันวาคม 2562 จะมีการนำเทคโนโลยีบัตร EMV contactless smart card มาใช้กับระบบตั๋วร่วมแมงมุม เพื่อให้ครอบคลุมรถไฟฟ้าทุกสาย (ยกเว้นบีทีเอสที่เป็นคู่สัญญากับ กทม. ไม่ใช่กระทรวงคมนาคม) รถประจำทาง ขสมก. และทุกบริการการขนส่ง ทั้งเรือโดยสาร และรถไฟฟ้าสายใหม่ๆ” พล.ท. สรรเสริญ กล่าว

    หั่นงบ “เวิลด์ เอ็กซ์โป 2020” เหลือ 950 ล้าน

    พล.ท. สรรเสริญ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. เห็นชอบการปรับสาระสำคัญและการปรับลดงบประมาณ การเข้าร่วมงาน “เวิลด์ เอ็กซ์โป 2020” ที่นครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จากเดิมที่กำหนดสาระสำคัญไว้ 5 หัวข้อ ได้แก่ 1. ระบบคมนาคมอัจฉริยะ 2. ระบบการขนส่งอัจฉริยะ 3. ระบบการท่องเที่ยวอัจฉริยะ 4. การดูแลสุขภาพอัจฉริยะ และ 5. การบริหารจัดการเมืองอัจฉริยะ วงเงินงบประมาณ 1,542 ล้าน โดยมีการปรับลดวงเงินงบประมาณลดลงเหลือเพียง 950 ล้านบาทบาท

    และปรับรูปแบบใหม่ให้เป็น 7 สาระสำคัญที่มีความเชื่อมโยงกัน ได้แก่ 1. พระอัจฉริยภาพในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 2. ศักยภาพและความพร้อมของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลาง ทางเศรษฐกิจของอาเซียน 3. ความมหัศจรรย์ของอาหารไทย 4. แหล่งท่องเที่ยวที่มีศักยภาพสูงในประเทศไทย 5. ศักยภาพด้านการเกษตร และ 6. วิถีชีวิตและวัฒนธรรมไทย และ 7. ศาลาไทยมิตรภาพ เพื่อแสงให้เห็นถึงมิตรไมตรีของคนไทย

    เคาะห้ามนำเข้ามะพร้าวชั่วคราว 3 เดือน

    พล.ท. สรรเสริญ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบแนวทางแก้ไขปัญหามะพร้าว โดยห้ามการนำเข้ามะพร้าวชั่วคราวเป็นระยะเวลา 3 เดือน ระหว่างเดือนสิงหาคม-ตุลาคม 2561 เพื่อพยุงราคามะพร้าวภายในประเทศ เนื่องจากเป็นช่วงที่ผลผลิตมะพร้าวของไทยออกสู่ตลาดมาก

    อนึ่งก่อนหน้านี้ประเทศไทยต้องนำเข้ามะพร้าวจากต่างประเทศเนื่องจากผลผลิตภายในประเทศไม่เพียงพอ อย่างไรก็ตามในปี 2561 คาดว่าผลผลิตต่อไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2560 ที่ปริมาณ 0.833 ล้านตัน และ 754 กิโลกรัมต่อไร่ เป็น 0.860 ล้านตัน และ 783 กิโลกรัมต่อไร่ หรือ เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.27 และร้อยละ 3.85 ตามลำดับ คาดว่ามีปริมาณความต้องการใช้ 1.1 ล้านตัน ลดลงร้อยละ 22.05 จากปี 2560 (1.413 ล้านตัน)

    “ราคามะพร้าวผลปี 2561 มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ในช่วงเดือนมกราคม-มิถุนายน ราคามะพร้าวเฉลี่ยกิโลกรัมละ 9.74 บาท ล่าสุดราคามะพร้าวในเดือนมิถุนายน อยู่ที่ราคากิโลกรัมละ 5.96 บาท ลดลงจากปี 2560 ในเดือนเดียวกันที่ราคากิโลกรัมละ 14.10 บาท หรือลดลงร้อยละ 58 ที่ประชุมคณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืชจึงมีมติให้ใช้มาตรการดังกล่าวเป็นการชั่วคราว” พล.ท. สรรเสริญ กล่าว

    ไฟเขียวงบกลาง 390 ล้าน พัฒนาบุคลากรฯ อีอีซี 14 โครงการ

    พล.ท. สรรเสริญ กล่าวว่า ครม. เห็นชอบงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ 2560 งบกลาง เงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายโครงการเร่งด่วน ภายใต้แผนปฏิบัติการ การพัฒนาบุคลากร การศึกษา การวิจัยและเทคโนโลยี เพื่อรองรับการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) จำนวน 3 กลุ่มงาน 14 โครงการ วงเงิน 390 ล้านบาท ได้แก่ การพัฒนาบุคลากรและการส่งเสริมทักษะบุคลากร การพัฒนาการศึกษาและหลักสูตรขั้นพื้นฐาน การสร้างความร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ (สถาบันการศึกษาในประเทศ สถาบันวิจัย ภาคเอกชน) เพื่อให้เกิดนักวิจัยและผลงานวิจัย เช่น โครงการพัฒนาบุคลากรครูเพื่อรองรับการจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมด้านการบินและอวกาศอู่ตะเภา โครงการพัฒนาสถานศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อรองรับเขต EEC ด้านภาษา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และการประกอบอาชีพ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย โครงการสนับสนุนอาจารย์ นักวิจัยชั้นนำ จากสถาบันที่มีชื่อเสียงในต่างประเทศมาปฏิบัติงานในสถาบันวิจัยในประเทศไทย

    พล.ท. สรรเสริญ กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ ครม. ยังมีมติเห็นชอบแนวทางการดำเนินการที่เหมาะสมของโครงการลงทุนก่อสร้าง บริหาร และประกอบการท่าเทียบเรือสินค้ากอง เอ 5 และโครงการบริหารและประกอบการท่าเทียบเรือตู้สินค้า บี 2 บี 3 และบี 4 ณ ท่าเรือแหลมฉบัง โดยการให้สัญญามีผลใช้บังคับต่อไป ตามรายงานผลการศึกษาวิเคราะห์ ด้านการเงินและด้านกฎหมายตามที่คณะกรรมการตามมาตรา 72 แห่งพระราชบัญญัติการให้เอกชนร่วมการลงทุน ในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2556 ตามที่กระทรวงคมนาคม (คค.) เสนอ

    จับมือเมียนมาส่งผู้ลี้ภัยกลับประเทศ

    พล.ท. สรรเสริญ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบร่างข้อตกลงการส่งตัวผู้หลบหนีภัยจากการสู้รบ ที่อาศัยอยู่บริเวณพื้นที่พักพิงชั่วคราวตามแนวชายแดน งบประมาณจำนวน 3.5 ล้านบาท ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ

    จากการสำรวจ พบว่าประเทศไทยมีผู้หลบหนีภัยจากการสู้รบในประเทศเมียนมา ที่อาศัยอยู่ในแหล่งพักพิงชั่วคราวตามแนวชายแดน 9 แห่ง ประกอบด้วย จ.แม่ฮ่องสอน 4 แห่ง จ.ตาก 3 แห่ง จ.กาญจนบุรี 1 แห่ง และ จ.ราชบุรี 1 แห่ง

    โดยมีผู้หลบหนีภัยจากการสู้รบทั้งหมด ประมาณ 99,700 คนตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมา ทั้งนี้ ได้มีการกำหนดแนวทางสำหรับส่งตัวผู้หลบหนีภัยกลับไปยังประเทศต้นทาง โดยได้มีการดำเนินการส่งกลับประเทศต้นทางไปแล้ว 2 ครั้ง ทั้งหมด 164 ราย ครั้งที่ 1 จำนวน 71 ราย และครั้งที่ 2 จำนวน 93 ราย

    อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 28 มีมีนาคม 2561 ที่ผ่านมา คณะทำงานกระทรวงการต่างประเทศของประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดประชุมระหว่างคณะทำงานของทั้ง 2 ประเทศ โดยได้ออกข้อตกลงร่วมสำคัญ ได้แก่ 1. ทั้งไทยและเมียนมาจะทำงานร่วมกันในลักษณะเป็นมิตร เพื่อส่งตัวผู้หลบหนีภัยกลับไปยังประเทศต้นทาง ด้วยความสมัครใจ ปลอดภัย และยั่งยืน 2. ทางเมียนมาจะจัดกลุ่มผู้หลับหนีภัยแยกเป็นประเภท เพื่อลดขั้นตอนในกระบวนการพิสูจน์

    ทั้งนี้แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่มีถิ่นกำเนิดที่สามารถยืนยันอย่างชัดเจน กลุ่มที่มีจุดหมายปลายทางอย่างชัดเจน และกลุ่มที่มีความต้องการด้านวิชาชาชีพ โดยฝ่ายไทยจะเป็นผู้แจกจ่ายแบบฟอร์มสำหรับผู้หลบหนีภัยแต่ละประเภท และ 3.สำหรับกลุ่มที่จะกลับไปตั้งถิ่นฐานในเมียนมาแน่นอน ได้มีการกำหนดให้ใช้จุดผ่านแดนที่ใกล้พื้นที่พักพิงให้ได้มากที่สุด ได้แก่ จุดผ่านแดนแม่สอด-เมียวดี จ.ตาก และจุดผ่านแดนบ้านพุน้ำร้อน จ.กาญจนบุรี

    จัดประกวดออกแบบโลโก้ รับไทยเจ้าภาพอาเซียนปี 62

    พ.อ. อธิสิทธิ์ ไชยนุวัติ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ในปี 2562 ไทยจะรับตำแหน่งการเป็นประธานอาเซียนซึ่งรัฐบาลได้ กำหนดให้เป็นวาระแห่งชาติ โดยไทยมีการกำหนดเป็นเจ้าภาพจะจัดประชุมอาเซียนมากกว่า 160 การประชุมตลอดทั้งปี

    “รัฐบาลเห็นความสำคัญของการมีส่วนร่วมของเยาวชนไทยในการเป็นประเทศประธานอาเซียนในครั้งนี้ ก็ได้มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศร่วมกับมหาวิทยาลัยศิลปากรพร้อมเครือข่ายจัดโครงการประกวดออกแบบตราสัญลักษณ์หรือโลโก้การเป็นประธานอาเซียนของไทย โดยตราสัญลักษณ์ดังกล่าวจะถูกนำมาใช้ในการประชาสัมพันธ์ การเป็นประธานอาเซียนของไทยตามสื่อต่างๆทั้งในและต่างประเทศตลอดทั้งปี” พ.อ. อธิสิทธิ์ กล่าว

    สำหรับรายละเอียดผู้ที่จะเข้าร่วมออกแบบต้องเป็นเยาวชนอายุไม่ เกิน 25 ปี สามารถส่งผลงานเข้าประกวดโดยมี คณะกรรมการคัดเลือกผลงานที่ โดดเด่นและสอดคล้องการเป็นประธานอาเซียนของไทยจำนวน 10 ผลงานเพื่อเสนอต่อนายกรัฐมนตรี คัดเลือกผลงานที่ชนะการประกวด ผู้ชนะเลิศจะได้รับเงินรางวัล 100,000 บาท รองชนะเลิศ 4 รางวัลๆละ 30,000 บาท รางวัลชมเชย 5 รางวัล รางวัลละ 10,000 บาท เยาวชนที่สนใจสามารถส่งผลงานเข้าประกวดได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 15 ส.ค. สามารถเข้าไปดูรายละเอียดที่ เว็บไซต์ของกระทรวงการต่างประเทศได้

    นายกฯ เตรียมลงพื้นที่ อุบลฯ – อำนาจเจริญ 23-24 ก.ค. นี้

    พ.อ.หญิง ทักษดา สังขจันทร์ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่านายกรัฐมนตรีมีภารกิจที่จะเดินลงพื้นที่ไปตรวจราชการจังหวัดอำนาจเจริญและประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่อย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 23-24 กรกฎาคม 2561 ณ จังหวัดอุบลราชธานี

    โดยวันจันทร์ที่ 23 กรกฎาคม 2561 จะไปตรวจเยี่ยมศูนย์การเรียนรู้ผักอินทรีย์เมืองธรรมเกษตร ไร่ภูตะวัน ออร์แกนิคฟาร์ม บ้านหนองเม็ก อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ จากนั้นเดินทางไปเยี่ยมชมการดำเนินงานของศูนย์แพทย์แผนไทยพนา ตำบลพระเหลา อำเภอพนา จังหวัดอำนาจเจริญ จากนั้นเดินทางไปยังวัดหนองป่าพง ตำบลโน้นผึ้ง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อกราบสักการะพระอัฐิธาตุของพระโพธิญาณเถร (ชา สุภทฺโท) พร้อมนมัสการเจ้าอาวาสวัดหนองป่าพงและพระลูกศิษย์หลวงพ่อชา แล้วเดินทางต่อไปยังสวนพฤกษศาสตร์ดงฟ้าห่วน ตำบลขามใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี และพบประประชาชน พร้อมเป็นประธานสักขีพยานในการมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในพื้นที่เป้าหมายการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2 และจากนั้นนายกรัฐมนตรีจะเป็นประธานเปิดงานเทศกาลประเพณีแห่เทียนเข้าพรรษา จังหวัดอุบลราชธานี ประจำปี 2561 “ฮีตศรัทธา ราชธานีแห่งเทียน” ณ ลานเทียน มณฑลพิธีทุ่งศรีเมือง

    สำหรับวันอังคารที่ 24 กรกฎาคม 2561 ในช่วงเช้า เวลาประมาณ 08.30 น. นายกรัฐมนตรี จะเป็นประธานการประชุมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2 (ราชธานีเจริญศรีโสธร: อุบลราชธานี อำนาจเจริญ ศรีสะเกษ และจังหวัดยโสธร) ณ ห้องแกรนด์ บอลรูม ชั้น 2 โรงแรมยูเพลส มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ก่อนจะเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ 5/2561 2 โรงแรมยูเพลส มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีเช่นกัน ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุม ครม. อย่างเป็นทางการนอกสถานที่ นายกรัฐมนตรีและคณะ จะเดินทางไปเยี่ยมชมแอ่งท่องเที่ยวชีทวน ตำบลชีทวน อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี และจะเดินทางกลับถึงกรุงเทพมหานครในเย็นวันเดียวกัน เวลาประมาณ 18.00 น.

    จัดหมู่ป่าฯ พบสื่อผ่านรายการ “เดินหน้าประเทศไทย”

    พล.ท.สรรเสริญ กล่าวว่า ในวันที่ 18 กรกฎาคม 2561 จะมีการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการของโค้ชและนักฟุตบอลทีมหมูป่าอะคาเดมี หลังจากออกจากโรงพยาบาล ผ่านรายการเดินหน้าประเทศไทย เนื่องจากผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ประสานขอความร่วมมือกรมประชาสัมพันธ์ว่าจะจัดให้มีการพบปะกันระหว่างทีมหมูป่ากับสื่อมวลชน

    ทั้งนี้ได้มีการจะจัดสรรเวลาให้ประมาณ 45 นาที ตั้งแต่ 18.00 น.ซึ่งช่อง 5 , 9 , 11 จะถ่ายทอดจนจบ ส่วนช่องอื่นไม่ได้บังคับว่าจะเกาะเกี่ยวสัญญานจนจบหรือไม่

    “รูปแบบรายการจะมีผู้ดำเนินรายชาย 1 คน ที่เป็นสื่อมวลชนและเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่มีอาวุโสพอสมควร เพื่อพิจาณาได้ว่าจะใช้คำถามอย่างไรที่เหมาะสม เพราะจะให้สื่อมวลชนอื่นๆ ส่งคำถามผ่านผู้ว่าฯ เชียงราย และจะมีนักจิตวิทยาคอยคัดกรองคำถามด้วยว่าคำถามใดเด็กควรตอบ ก็จะอนุญาตให้ตอบ แต่ตอนนี้ยังไม่กำหนดว่าผู้ดำเนินรายการจะเป็นใคร ซึ่งในรายการจะมีทั้งแพทย์ นักจิตวิทยา ครอบครัว และหน่วยซีล ร่วมพูดคุยด้วย” พล.ท.สรรเสริญ กล่าว

    อย่างไรก็ตามหลังจบรายการเด็กๆทีมหมูป่า จะกลับบ้านทันที ซึ่งเป็นเรื่องตามอัธยาศัยของแต่ละคนที่จะสัมภาษณ์ต่อ แต่ต้องคำนึงถึงความรู้สึกของเด็ก และสังคม อีกทั้ง แพทย์จิตวิทยาจะอาจจะมีอะไรฝาก เพื่อเป็นข้อคิดข้อสังเกตว่าอะไรที่จะดูเป็นการกดดันเด็กไป หรืออะไรที่พอจะไปได้ อย่างไรก็ตาม สถานที่จัดรายการ อาจเป็นห้องประชุมโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ หรือสนามฟุตบอล ซึ่งเราต้องการให้เป็นบรรยากาศแบบสบายๆนั่งคุยกัน ไม่ใช่เหมือนแถลงข่าว

    ต่ออายุ “รื่นวดี” นั่งเก้าอี้อธิบดีกรมบังคับคดี อีก 1 ปี

    พ.อ.หญิง ทักษดา กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบระทรวงยุติธรรมเสนอ ให้ต่อเวลาการดำรงตำแหน่งของ นางสาวรื่นวดี สุวรรณมงคล อธิบดีกรมบังคับคดี ซึ่งดำรงตำแหน่งดังกล่าวครบระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง 4 ปี ในวันที่ 15 กรกฎาคม 2561 ต่อไปอีก 1 ปี (ครั้งที่ 1) ตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคม 2561 ถึงวันที่ 15 กรกฎาคม 2562

    อ่านมติ ครม.วันที่ 17 กรกฎาคม 2561

    ]]>
    0
    Boonlarp Poosuwan <![CDATA[“ประสาร ไตรรัตน์วรกุล” ชี้โจทย์ใหญ่ของประชาคมโลก ความท้าทายของการพัฒนาให้ยั่งยืน ไม่ใช่เพื่อเท่ แต่เป็น “license to grow”]]> https://thaipublica.org/?p=145719 2018-07-17T13:49:22Z 2018-07-17T13:14:32Z
    ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล กรรมการมูลนิธิมั่นพัฒนาและอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย
    ปาฐกถาหัวข้อ “Thailand’s Sustainable Business”

    ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล กรรมการมูลนิธิมั่นพัฒนาและอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ปาฐกถาหัวข้อ “Thailand’s Sustainable Business” จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) โดยกล่าวว่า “ผมขอขอบคุณท่านเลขาธิการ ก.ล.ต. คุณรพี สุจริตกุล ที่ให้เกียรติผมมากล่าวปาฐกถาหัวข้อ “Thailand’s Sustainable Business” เพื่อปูประเด็นก่อนการเสวนาภายใต้ประเด็น “Driving business value & sustainability through active investors” ซึ่งเป็นกลไกหนึ่งที่จะช่วยผลักดันให้ภาคธุรกิจเห็นความสำคัญในการนำแนวคิดความยั่งยืนมาใช้ดำเนินธุรกิจ ซึ่งเป็น “เส้นทางหลัก” ที่ธุรกิจทั่วโลกกำลังมุ่งหน้าไป”

    ในวันนี้ถือโอกาสร่วมพูดคุยแสดงความเห็นใน 3 ส่วน

      1.พัฒนาการของภาคธุรกิจไทยในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา โดยสังเขป
      2.ความท้าทายของการพัฒนาให้ยั่งยืน โจทย์ใหญ่ของประชาคมโลก
      3.ธุรกิจกับแนวคิดเรื่องความยั่งยืน

    1. พัฒนาการของภาคธุรกิจไทยในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา

    มองย้อนกลับไปวิกฤติต้มยำกุ้ง ผมคิดว่าภาคธุรกิจไทยเดินทางมาได้ไกลพอสมควร โดยเฉพาะในมิติด้านธรรมาภิบาล หลายท่านในที่นี้อาจจะยังจำได้ หลังจากที่วิกฤติเริ่มปะทุ ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ตกต่อเนื่องจนเหลือแค่ 215 จุด ในช่วงกลางปี 1998 วันนี้ก็ครบ 20 ปีพอดี

    ช่วงนั้นสถาบันการเงินและบริษัทหลายแห่งต้องปิดตัวลง และเกือบ 100 บริษัทต้องออกจากตลาดหลักทรัพย์ วิกฤติที่เกิดขึ้นจะเปรียบไปก็เป็นแค่ “ฟางเส้นสุดท้าย” เท่านั้น เพราะปัญหาที่กัดกร่อนบริษัทเหล่านี้จนมีสภาพง่อนแง่น เหมือนตึกสูงที่สร้างบนฐานคอนกรีตที่ผุๆ คือ การขาดธรรมาภิบาลที่ดี หลายท่านซึ่งเป็นเด็กรุ่นใหม่อาจนึกไม่ถึง สมัยนั้น มีบริษัทที่ผู้ถือหุ้นรายใหญ่หรือผู้บริหารนำเงินบริษัทไปหาประโยชน์ส่วนตัว ตั้งบริษัทส่วนตัวรับช่วงผลประโยชน์ บันทึกค่าใช้จ่ายสูงเกินจริง สร้างหลักฐานเท็จ หรือแม้กระทั่งโยกของเน่าเข้าบริษัท

    สถานการณ์ขณะนั้นหนักหนาขนาด CalPERS หรือ กองทุนบำเหน็จบำนาญของรัฐแคลิฟอร์เนียไม่ใส่ชื่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยไว้ในลิสต์ที่เขายอมรับมีผลให้นักลงทุนประเภทสถาบันหรือ Institutional Investors ไม่มาลงทุนด้วย แม้ผู้เกี่ยวข้องจะพยายามอธิบายถึง ความตั้งใจ และแผนการปรับปรุงอย่างเป็นรูปธรรมอย่างไร นับเป็นบทเรียนราคาแพง

    วิกฤติครั้งนั้น สร้างแรงสะเทือนเหมือน “แผ่นดินไหว” และตามด้วย “สึนามิ” ที่ทุกคนพยายามเอาตัวรอดแต่ไม่รู้จะเดินหน้าไปในทิศทางใด ขณะที่ภาครัฐก็มีอุปกรณ์ช่วยชีวิตไม่เพียงพอ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงพระราชทาน “สติ” เรื่อง “หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” เพื่อเป็นแนวทางให้พวกเรา “ฝ่า” วิกฤติไปด้วยกัน

    ทุกภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นฝ่ายกำกับดูแลและภาคธุรกิจ ซึ่งหลายท่านอยู่ในที่ประชุมวันนี้ด้วย ต่างร่วมแรงร่วมใจกันแก้ปัญหา ภาคธุรกิจเร่งยกระดับการดำเนินงาน โดยยึดหลักเหตุผลและมีความรอบคอบมากขึ้น ผู้บริหารพยายามปรับปรุงกระบวนการภายในและฐานะการเงิน การลงทุนก็ทำอย่างระมัดระวังมากขึ้น ซึ่งก็คือ “ความพอเพียง” นั่นเอง

    ในด้านตลาดทุน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็น ก.ล.ต. ตลาดหลักทรัพย์ ธนาคารแห่งประเทศไทย รวมทั้ง สมาคมผู้ตรวจสอบภายในแห่งประเทศไทย สถาบันกรรมการบริษัทไทย สมาคมนักลงทุนไทย ก็ช่วยกันวางโครงสร้างพื้นฐานการกำกับดูแลที่จำเป็น เรื่องสำคัญได้แก่ การสร้างความตระหนักรู้แก่กรรมการและผู้บริหารบริษัทว่า เงินที่พวกเขาได้สิทธิระดมผ่านตลาดทุนนั้น “ไม่ใช่เงินส่วนตัว” แต่เป็น “เงินของประชาชน” ที่ต้องดูแลและบริหารด้วยความรับผิดชอบ ซึ่งเป็น “หมุดแรก” ที่ต้องตรึงความคิดไว้ให้ถูก ควบคู่กับยกระดับการกำกับดูแลให้ครอบคลุม การให้ความสำคัญกับสิทธิของผู้ถือหุ้นรายย่อย การเปิดเผยข้อมูล บทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบที่พึงมีของกรรมการบริษัท และการสร้างกลไกการคุ้มครองผู้ลงทุน รวมถึง การสร้างแรงจูงใจให้ทุกฝ่ายอยากทำดี ซึ่งก็คือการสร้าง “Good corporate governance” นั่นเอง โดยหวังว่าตลาดทุนจะเป็นกลไกที่จะช่วยระดมทุนให้ภาคธุรกิจได้สมบูรณ์ขึ้น นอกเหนือจากการพึ่งพาเงินกู้จากธนาคารพาณิชย์เป็นหลัก หัวใจสำคัญคือ “ความไว้วางใจของนักลงทุน”

    ความเพียรพยายาม บากบั่น ในช่วงที่ผ่านมาส่งผลให้วันนี้ภาคธุรกิจไทยและตลาดทุนไทยได้รับการยอมรับในระดับสากล ผมคิดว่าภาคธุรกิจไทยก้าวหน้ามากพอสมควร โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับ 20 ปีก่อน ปัจจุบันฐานะการเงินของธุรกิจไทยอยู่ในเกณฑ์เข้มแข็ง ซึ่งเกิดจากการปรับตัวครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงวิกฤติต้มยำกุ้ง

    • สถาบันการเงินที่เคยมีหนี้เสีย หรือ NPLs สูงกว่าร้อยละ 40 ปัจจุบันปรับลงเหลือร้อยละ 2-3
    • สัดส่วนหนี้ต่อทุนของบริษัทจดทะเบียนปรับลดลงจากประมาณ 5 เท่า เหลือเพียง 1.2 เท่า
    • หนี้ต่างประเทศของภาคเอกชนที่เคยสูงและทำให้เกิดปัญหา currency mismatch ก็ปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

    นอกจากนี้ ภาคส่วนอื่นในระบบเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐที่ปัจจุบันหนี้สาธารณะอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ ภาคครัวเรือนที่แม้หนี้ปรับสูงขึ้นแต่ก็เริ่มชะลอลงบ้างแล้ว ฐานะด้านต่างประเทศก็มีความมั่นคง เกินดุลบัญชีเดินสะพัดต่อเนื่องหลายปี และเงินสำรองระหว่างประเทศที่อยู่ในระดับสูงเพียงพอ ต่างจากช่วงวิกฤตที่เรามีเงินสำรองน้อยจนต้องกู้จาก IMF

    เศรษฐกิจไทยในวันนี้มีเสถียรภาพ มั่นคง และยังมีภูมิคุ้มกันที่ดี ซึ่งมีส่วนสำคัญช่วยรองรับผลกระทบจากความผันผวนของตลาดเงินและตลาดทุนโลก ตามการปรับ Portfolio ของนักลงทุนทั่วโลก จากการที่ดอกเบี้ยสหรัฐอเมริกาอยู่ในช่วงขาขึ้น และคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางยุโรปจะหยุดทำมาตรการ QE ในช่วงสิ้นปี จนเงินไหลออกจากหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศเกิดใหม่หรือ emerging markets

    สำหรับประเทศไทย แม้ที่ผ่านมานักลงทุนต่างชาติอยู่ในสถานะขายสุทธิ แต่ไม่ใช่ประเด็นที่น่ากังวล เสถียรภาพด้านเศรษฐกิจมหภาคทำให้นักลงทุนและบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือยังเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทย ต่างกับบางประเทศที่ปัญหาภายในทำให้เงินไหลออก เงินสำรองที่ไม่เพียงพอ จนต้องขอกู้จาก IMF

    การก้าวข้ามวิกฤติจนมายืนในจุดที่ปลอดภัยพอสมควรเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจ แต่เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่า เรายืนในจุดที่เรียกว่า “พ้นปากเหว” หรืออยู่ในจุดที่ “ยั่งยืน”แล้ว ซึ่งต้องเตือนกันไว้ไม่ให้ประมาท

    โจทย์สำคัญคือ “ทำอย่างไรจึงจะไปยืนในจุดที่ “ยั่งยืน” ได้?”

    2. ความท้าทายของการพัฒนาให้ยั่งยืน โจทย์ใหญ่ของประชาคมโลก

    ควรเดินหน้าการพัฒนาอย่างไร? ให้เกิดความยั่งยืน นับเป็นโจทย์ร่วมสำคัญของประเทศต่างๆ ทั่วโลก และไทย กล่าวคือ แม้ที่ผ่านมาการพัฒนาจะช่วยให้หลายประเทศสามารถขยับฐานะจากที่เคยยากจนสู่ประเทศร่ำรวย ประชาคมโลกมีสุขอนามัยและคุณภาพชีวิตดีขึ้น แต่ถ้าพิจารณาให้ลึกซึ้งในรายละเอียดของหลายปัญหา ก็ยากที่จะปฏิเสธว่า โลกที่เราอยู่กำลังเผชิญปัญหา และถ้าไม่ได้รับการแก้ไข ก็ยากที่จะมั่นใจว่า การพัฒนาต่อไปจะเป็นไปอย่างยั่งยืน พูดง่ายๆ คือ เดินหน้าต่อไปโดยไม่สะดุดขาตัวเอง หรือโดนคนอื่นเกี่ยวให้ล้ม

    ปัญหาที่ท้าทายและอาจฉุดรั้งพัฒนาการของโลก แบ่งได้ 4 กลุ่ม หรือ 4 Ps

    P แรกคือ Planet คือ โลกกำลังเผชิญวิกฤติด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เชื่อหรือไม่ครับว่า

    • พลาสติกซึ่งเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของความสะดวกของคนเมือง ถูกผลิตเพิ่มขึ้นในอัตราเร่ง จากปี 1950 ผลิตเพียง 2 ล้านตัน เป็น 8,300 ล้านตัน ในปี 2015 จำนวนนี้ร้อยละ 79 หรือ 6,300 ล้านตัน กลายเป็นขยะที่ไม่สามารถย่อยสลายได้หรือต้องใช้เวลาหลายร้อยปีและ
    • แต่ละปีเราทิ้งขยะพลาสติกลงทะเล 12 ล้านตัน น้ำหนักคิดเป็น 5,000 เท่าของจำนวนวาฬสีน้ำเงินที่เหลืออยู่บนโลกใบนี้ มีการประเมินว่า ในแต่ละปีมีนกและสัตว์ในทะเลมากกว่า 1 ล้านตัว ตายจากการกินพลาสติกเข้าไป
    • ที่น่าตกใจไม่น้อยคือ ทุกๆ 1 นาทีมีป่าไม้ทั่วโลกถูกทำลาย ขนาดเท่า 40 สนามฟุตบอล และ
    • คาดกันว่า ภายในปี 2100 โลกจะร้อนขึ้น 1.5-2 องศาเซลเซียส และทำให้น้ำทะเลสูงขึ้นประมาณ 1 เมตร ไม่เพียงจะทำให้เมืองและพื้นที่หลายแห่งหายไปจากแผนที่โลก แต่จะทำให้คน 150 ล้านคน ไม่มีผืนแผ่นดินอยู่ และยังเป็นอันตรายต่อแนวปะการัง ซึ่งมีผลต่อความเป็นอยู่ของประชากรโลกด้วย

    P ที่สอง คือ Prosperity แม้การพัฒนาที่ผ่านมาจะทำให้หลายส่วนของโลกเจริญรุ่งเรือง แต่ก็ยากที่จะปฏิเสธอีกเช่นกันว่า โลกกำลังเผชิญกับปัญหาความเหลื่อมล้ำแทรกซึมในทุกมิติ จนบางครั้งก็ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าเรากำลังอยู่บนโลกใบเดียวกันหรือเปล่า เชื่อไหมครับว่า

    • Oxfam คาดว่า ความมั่งคั่งในโลกที่จะเพิ่มขึ้นเกือบ 8 แสนล้านดอลลาร์ สรอ.ในปี 2017 แต่น่าเสียดายที่ 82% ของความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นจะตกอยู่ในมือคนเพียง 1% เท่านั้น
    • ระหว่างที่เรากำลังนอนอย่างสุขสบายในบ้าน ทั่วโลกมีคนที่ไม่มีบ้านที่จะซุกหัวนอนถึง 1,600 ล้านคน มากกว่าร้อยละ 20 ของประชากรโลก และ 3 ใน 10 เมืองที่มีคนกลุ่มนี้มากที่สุดในโลกอยู่ในสหรัฐ ซึ่งเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก และมีรายได้ต่อหัวค่อนข้างดี

    P ที่สาม คือ People คือ ชาวโลกนับล้านไม่สามารถเข้าถึงการศึกษา การรักษาพยาบาล อาหาร ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานและเป็นทุนชีวิตที่จะช่วยให้แต่ละคนดำรงชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรี เชื่อไหมครับว่า ประชากรโลก 7.58 พันล้านคน ในจำนวนนี้

    • ประมาณ 700 ล้านคน เผชิญกับการขาดสารอาหารเรื้อรัง หมายความว่า พวกเขาไม่เคยได้อิ่มท้อง
    • เด็ก 264 ล้านคน ไม่มีโอกาสไปโรงเรียน
    • เกือบ 900 ล้านคน เข้าไม่ถึงน้ำดื่ม น้ำใช้ที่สะอาดเพียงพอ
    • ประมาณ 2.4 พันล้านคน อยู่ในที่ที่สุขอนามัยไม่ได้มาตรฐาน

    P ที่สี่ คือ Peace ความขัดแย้งและปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ในหลายพื้นที่ของโลก การก่อการร้ายยังกระจายตัวเป็นวงกว้าง และเกือบ 70 ล้านคนที่ไม่มีแผ่นดินหรือประเทศเป็นของตนเอง ในจำนวนนี้ มากกว่า 25 ล้านคนกลายเป็นผู้อพยพ พวกเราคงจำภาพชาวโรฮิงยาที่หนีตายจากพม่าไปบังคลาเทศ หรือข้ามน้ำ ข้ามทะเลไปยังที่ต่างๆ ของโลก ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่สะท้อนความห่างไกลของสันติสุขในโลก

    จากปัญหาใน 4 กลุ่มข้างต้นที่มีผลต่อความมั่นคงและคุณภาพชีวิต ซึ่งในที่สุดจะสามารถกลับมาเป็นตัวเหนี่ยวรั้งการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ทั่วโลกจึงประกาศเป้าหมายที่จะทำให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน หรือ Sustainable Development Goals (SDGs) 17 ประการ ให้สำเร็จภายในปี 2030

    ประเทศไทย คะแนน SDGs อยู่ในอันดับที่ 55 จาก 157 ประเทศ ซึ่งถือว่าอยู่กลางๆ สะท้อนว่า บางเรื่องทำได้ดี แต่บางเรื่องก็ต้องปรับปรุง โดยเรื่องที่ไทยทำได้ดี อาทิ การแก้ไขปัญหาความยากจน ความเท่าเทียมทางเพศ และการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่มีหลายเรื่องที่เราต้องเร่งปรับปรุง อาทิ

    ความเหลื่อมล้ำในระดับต้นๆ ของโลก เชื่อหรือไม่ครับว่า

    • คนไทย 10% ที่มีรายได้สูงสุดและต่ำสุด มีรายได้ห่างกันถึง 22 เท่า
    • คนไทยมากกว่า 75% ไม่มีที่ดินเป็นของตนเอง ขณะที่โฉนดกว่า 61% อยู่ในมือคนแค่เพียง 10% และ
    • เด็กไทยกว่า 6 แสนคน ต้องหลุดออกจากระบบการศึกษา เพียงเพราะผู้ปกครอง ไม่มีเวลาหรือเงินไม่พอส่งลูกเรียน ทั้งที่เด็กมีศักยภาพไม่ด้อยกว่าใคร ขณะที่เด็กไทยอีกกลุ่มหนึ่งพ่อแม่ “ทุ่มไม่อั้น” แค่ให้ลูกยอมไปโรงเรียน ตัวอย่างนี้สะท้อน“ทุนชีวิต” ที่คนไทยมีไม่เท่ากัน

    การคุกคามสัตว์และพันธุ์พืช ไทยที่เคยได้ชื่อว่า มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง แต่ในปีที่ผ่านมา ธนาคารโลก ชี้ว่า พันธุ์พืช 152 ชนิด นก 54 ชนิด ปลา 106 ชนิด และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 58 ชนิด ในไทยถูกคุกคาม เรียกว่า เสือดำในป่าสงวนยังไม่ปลอดภัย ไม่ต้องคิดถึงสัตว์ที่อยู่นอกเขตอนุรักษ์

    การตัดไม้ทำลายป่า ข้อเท็จจริงที่น่าตกใจคือ ทุก 1 ชั่วโมง มีป่าไม้ในไทยถูกทำลายไปเทียบเท่ากับสนามฟุตบอล 26 สนาม และหากยังเป็นอยู่เช่นนี้ อีก 100 ปี ป่าไม้จะหมดไปจากประเทศไทย

    ความสามารถในการบังคับใช้กฎหมาย เกือบ 45 ปีที่ผ่านมา ไทยมีกฎหมายสิ่งแวดล้อม 2 ฉบับ คือ พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2518 และ 2535 ที่มีหลักการคือ “ผู้ก่อมลพิษคือผู้จ่าย” หรือ Polluter pays principle แต่ในความเป็นจริง เราแทบไม่สามารถเอาผิดกับใครได้ และถ้าเอาผิดได้ ก็ได้เงินชดเชยต่ำกว่าข้อเรียกร้องมาก โดยเฉพาะในเรื่อง “สิ่งแวดล้อม” ที่มักเป็นการต่อสู้ระหว่างคนตัวใหญ่กับคนตัวเล็กที่เสียเปรียบในเรื่องอำนาจต่อรอง

    อาการเหล่านี้ สะท้อนว่า “กลไกภาครัฐ” และ “กลไกตลาด” ไม่ได้รับใช้หรือดูแลประชาชนส่วนใหญ่ดีพอ ซึ่งมีนัยถึงการดูแลสิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนด้วย ทั้งที่เป็นเงื่อนไขสำคัญต่อความสำเร็จในการพัฒนาประเทศ

    3. ธุรกิจกับแนวคิดเรื่องความยั่งยืน

    ธุรกิจ กับ ความยั่งยืน เป็นสองส่วนที่มีความเกี่ยวเนื่องกัน หลายท่านคงสงสัยว่า เป็นเช่นนั้นได้อย่างไร? ผมคิดว่าเรื่องนี้มีคำถามสำคัญ 2 ข้อ ที่อยากร่วมแสดงความคิดเห็น คือ

    ทำไมภาคธุรกิจต้องให้ความสำคัญกับความยั่งยืน? และ ทำไมการขับเคลื่อนความยั่งยืนจึงต้องอาศัยภาคธุรกิจ?

    เริ่มจากคำถามที่สองก่อน

    ทำไมการขับเคลื่อนความยั่งยืนจึงต้องอาศัยภาคธุรกิจ?

    ในภาวะที่โลกกำลังเผชิญกับปัญหาหลายด้าน ถ้าถามว่าเราพอที่จะฝากความหวังไว้กับภาคส่วนใดของสังคมได้บ้าง? ผมคิดว่า ภาคธุรกิจมีศักยภาพและความพร้อมทั้งในด้านทรัพยากร ทักษะประสบการณ์ บุคลากรที่มีความสามารถ และเข้าใจพลวัตการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้น

    เรามักได้ยินบ่อยๆว่า ผู้ขับเคลื่อนที่แท้จริงของเศรษฐกิจไทยคือ ภาคธุรกิจ

    ภาพในระดับโลก ไม่ต่างกัน UNDP ประเมินว่า ภาคธุรกิจเป็นกำลังหลักที่ทำให้เศรษฐกิจเติบโตถึงประมาณ 60% และสร้างการจ้างงาน 90%

    ปี 2015 หลังจากสหประชาชาติเผยแพร่วิสัยทัศน์นี้ บริษัท PWC ได้สำรวจประชาชนใน 16 ประเทศครอบคลุม 5 ทวีป พบว่า 90% เห็นว่า การมีส่วนร่วมของภาคธุรกิจ ในการขับเคลื่อน SDGs มีความสำคัญ-สำคัญมาก

    และในวันนี้ประชาคมโลกรู้สึกขาดที่พึ่ง โดยเฉพาะความต่อเนื่องด้านนโยบายของประเทศมหาอำนาจ หลังจากสหรัฐถอนตัวจากข้อตกลง “ข้อตกลงปารีส” (Paris Agreement) ที่มุ่งลดภาวะโลกร้อน ทั้งที่เป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากเป็นอันดับ 2 รองจากจีน เนื่องจากเห็นว่าต้องใช้เงินสนับสนุนสูงมาก และจะทำให้ภาคธุรกิจเสียเปรียบและแข่งกับประเทศอื่นไม่ได้

    เดิมเราอาจเคยเชื่อว่า ธุรกิจและความยั่งยืนอาจเคยเป็นสองเรื่องที่แยกจากกัน คล้ายแนวคิดที่เรียนกันตอนเด็กๆ เรื่อง Private benefit เป็นเรื่องที่ภาคธุรกิจสนใจ ส่วน Social cost เป็นเรื่องที่ภาครัฐต้องดูแลและคอยเก็บภาษีชดเชย แต่ทุกวันนี้กลับมีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกันอย่างแยกไม่ออก โดยเฉพาะภาครัฐอาจมีข้อจำกัดและไม่สามารถดำเนินภารกิจเกี่ยวกับการลด social cost ได้ เมื่อเป็นเช่นนั้น จึงต้องหันมาพึ่งภาคธุรกิจ และหวังให้ CEOs ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนในการดำเนินธุรกิจ ที่สำคัญคือ พวกเขารู้ว่า ข้อเรียกร้องของเขาเป็นสิ่งที่ภาคธุรกิจให้ความสำคัญและจะได้รับการตอบสนองในที่สุด ต่างจากภาครัฐที่เสียงประชาชนมักจะดังเฉพาะในช่วงเลือกตั้ง

    ปัญหาหลายเรื่อง เช่น ปัญหา 4 Ps ที่โลกกำลังเผชิญเป็น “โศกนาฏกรรมร่วมของมนุษยชาติ” หรือ “Tragedy of the Commons” ที่หากเราไม่ช่วยและร่วมมือกันแก้ไขแล้ว ท้ายที่สุดผลเสียที่เกิดขึ้นจะย้อนกลับมากระทบภาคธุรกิจ อาทิ

    • ผลกระทบจากภัยธรรมชาติ งานวิจัยโดย ClimateWise ซึ่งเป็นการร่วมมือของกลุ่มบริษัทประกัน 29 แห่งทั่วโลก ชี้ว่า ภัยธรรมชาติเกิดถี่ขึ้น และ โดยตั้งแต่ทศวรรษ 1980s มูลค่าความเสียหายเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 5 เท่า และความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงสูงกว่ามูลค่าการทำประกัน (insurance protection gap) ถึง 4 เท่า หรือประมาณ แสนล้านดอลลาร์ สรอ. ต่อปี
    • ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดจากเหตุการณ์ความไม่สงบในโลก (violence) เฉพาะปี 2017 มีมูลค่าเกือบ 15 ล้านล้านดอลลาร์ สรอ. หรือประมาณ 12% ของ GDP โลก เหมือนประชากรโลกต้องจ่าย “ค่าคุ้มครอง” หัวละ 2 พันดอลลาร์ สรอ.โดยเฉลี่ยต่อปี เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายด้านการทหาร การดูแลระบบรักษาความปลอดภัยในที่สาธารณะหรือในบริษัท ความกลัว และการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินที่เกิดขึ้น
    • คอร์รัปชัน ที่เป็นต้นทุนแฝงสำคัญของภาคธุรกิจ IMF ประเมินว่าในแต่ละปีคอรัปชั่นอาจสูงถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์ สรอ. เราอาจจะไม่รู้สึกอะไรมากกับตัวเลขนี้ แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่ง เราจะตกใจ เมื่อรู้ว่า เงินจำนวนนี้ทำประโยชน์อะไรได้บ้าง อาทิ
      26 พันล้านดอลลาร์ สรอ. จะช่วยยกระดับการศึกษาเด็กทั่วโลกได้
      116 พันล้านดอลลาร์ สรอ. จะช่วยให้ขจัดความหิวโหยให้ประชากรอีกฟากหนึ่งของโลกได้
      1 ล้านล้านดอลลาร์ สรอ. จะช่วยปิดช่องว่างโครงสร้างพื้นฐานของโลกได้

    และนี่คือ ค่าคุ้มครองและต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่เราถูกบังคับจ่ายมานานแล้ว โดยไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใคร แต่ต้องไม่ลืมว่า ภาคธุรกิจ เป็นภาคส่วนที่มีความพร้อมที่สุด หากตื่นตัวที่จะทำหน้าที่ “active corporate citizen” ในส่วนที่ธุรกิจของท่านจะทำได้ ช่วยกันคนละไม้คนละมือ ดูแลและไม่ซ้ำเติมปัญหา ในที่สุด ไม่เพียงต้นทุนแฝงที่เคยถูกบังคับจ่ายจะลดลง แต่ยังสามารถได้ผลตอบแทนทั้งที่เป็นตัวเงินและที่ไม่ใช่ตัวเงินด้วย

    กลับมาคำถามที่สำคัญอีกข้อ

    ทำไมภาคธุรกิจต้องให้ความสำคัญกับความยั่งยืน?

    ผมคิดว่ามาจากหลายปัจจัย ปัจจัยแรกคือ ทิศทางการกำกับดูแลเรื่องมาตรฐานที่เข้มงวดขึ้น อาทิ กฎหมายสิ่งแวดล้อม กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภค การแข่งขันที่เป็นธรรม กฎระเบียบด้านธรรมาภิบาล หรือการดูแลสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ ซึ่งแต่ละนโยบายล้วนลดผลกระทบที่เกิดจากการแข่งขันแบบ “มือใครยาวสาวได้สาวเอา” มาเป็นการแข่งขันแบบ “รับผิดชอบ” ต่อผู้มีส่วนได้เสียที่ไม่สามารถปกป้องตัวเองได้

    ขนาดธนาคารกลางอังกฤษ (Bank of England: BOE) ยังระบุว่า การเปลี่ยนไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำส่งผลต่อความเชื่อมั่นและการตัดสินใจของผู้ลงทุนที่ต้องพิจารณานโยบายที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมประกอบด้วย Mark Carney ผู้ว่าการธนาคารกลางอังกฤษ ในฐานะหัวหน้าคณะทำงาน Green Finance Study Group ของกลุ่มประเทศ G20 พูดถึง Green Finance หรือ บทบาทของภาคการเงินในการสนับสนุนเงินลงทุนที่จะส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อมและเอื้อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน หมายถึงในการพิจารณาให้สินเชื่อแก่โครงการลงทุนต่างๆ ต้องนำผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการพิจารณาด้วย หรือ “internalise environmental externalities” เพราะปัญหานี้ถ้าไม่ได้รับการแก้ไขจะกลายเป็น “โศกนาฏกรรมที่รออยู่เบื้องหน้า” หรือ “Tragedy of the Horizon”

    ปัจจัยที่สองคือ ระบบเฝ้าระวังสิ่งที่มีผลต่อ “ความยั่งยืน” และการตรวจสอบจริยธรรมในทุกสังคมเข้มแข็งขึ้นมาก ไม่ว่าจะเป็นการมีหน่วยงานอิสระตรวจสอบมากขึ้น และประชาชนมี Social network เป็นเครื่องมือ หมายความว่า โอกาสที่ความบกพร่องทางจริยธรรมจะเล็ดลอดจากกระบวนการตรวจสอบภาคสังคมยากขึ้น เพียงแต่จะช้าหรือเร็วเท่านั้น และเมื่อพบว่า จะสร้างความเสียหายหนักเพราะสามารถเป็นข่าวที่ทั่วโลกรับรู้ได้ในเสี้ยววินาที

    ตัวอย่างค่ายรถยักษ์ใหญ่ ติดตั้งซอฟต์แวร์ลงในรถยนต์ที่ใช้น้ำมันดีเซลที่ช่วยให้แสดงค่าปล่อยมลพิษที่ต่ำกว่าความเป็นจริง เพื่อหลอกให้ผ่านมาตรฐานการตรวจสอบด้านสิ่งแวดล้อมทั้งในยุโรปและสหรัฐฯ ได้ยาวนานถึง 10 ปี ระหว่างปี 2006-2015 แม้ว่า ทางการจะเพิ่มเพดานมาตรฐานให้สูงขึ้นแล้วก็ตาม เรียกว่า ดีผิดปกติ หรือ Too good to be true! จนนำมาสู่การตรวจสอบขยายผล ทันทีที่ข่าวนี้ออกไปใน Social network ราคาหุ้นนี้ลดลงทันที 22% และถูกเรียกค่าปรับจำนวนมหาศาลในเวลาต่อมา หรือ

    เหตุการณ์เรือล่มที่ภูเก็ต เมื่อไม่นานมานี้ ที่นักท่องเที่ยวชาวจีนหลายสิบคนเสียชีวิตจากมาตรการรักษาความปลอดภัยหละหลวม ข่าวแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว และสร้างความไม่พอใจแก่คนจีนจำนวนมาก ถึงขนาดยกเลิกการจองทัวร์ไว้ล่วงหน้า และส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวโดยรวม

    ภายใต้การกำกับดูแลเรื่องมาตรฐานที่เข้มงวดขึ้น ระบบเฝ้าระวังที่เข้มข้น และความคาดหวังของประชาคมโลกต่อภาคธุรกิจเช่นนี้ หมายความว่า เมื่อใดเราไปทำอะไรที่กระทบกับ stakeholders ก็จะเสียหายในวงกว้าง หรือแม้สังคมยังไม่รับรู้ถึงผลกระทบ แต่แค่รู้สึกว่า ธุรกิจเราไม่ค่อย Healthy ต่อสังคม ย่อมมีผลกระทบถึงธุรกิจเราได้ เพียงแต่ในระยะเวลาอันสั้นหรือยาว หรืออาจทำให้เราหมดโอกาสแก้ตัวก็ได้

    ดังนั้น การไม่ให้ความสำคัญกับเรื่อง “ความยั่งยืน” จึงเป็นความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์ หรือ Strategic risk ที่สำคัญ ซึ่งสอดคล้องกับงานศึกษาจำนวนมากที่ได้ข้อสรุปที่สอดคล้องกันว่า นักลงทุนให้คุณค่ากับบริษัทที่ให้ความสำคัญกับ “ความยั่งยืน” เพราะการที่บริษัทมีนโยบายเช่นนี้ เสมือนบริษัทเหล่านี้ได้ป้องกันความเสี่ยงสำคัญให้กับธุรกิจแล้วระดับหนึ่ง ราคาหุ้นของบริษัทกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับเรื่องความยั่งยืนจึงเพิ่มขึ้นมากกว่าบริษัทในกลุ่มเดียวกันที่มองข้ามความยั่งยืน

    นอกจากนี้ ปัจจัยสำคัญ คือ “ความยั่งยืน” ไม่ใช่เรื่องที่ทำเพื่อเท่หรือให้ดูดี แต่เป็นเรื่องที่จะช่วยให้ธุรกิจเติบโตระยะยาว เช่น การลดของเสียย่อมหมายถึงการลดต้นทุนการผลิตในอีกทางหนึ่งด้วย เป็นต้น ความยั่งยืนจึงเป็น “license to grow” แน่นอนว่า หากธุรกิจใดเติบโตโดยเพิ่มภาระหรือเบียดเบียนสังคม ชุมชนรอบข้าง ย่อมไม่มีใครยินดีหรืออนุญาตให้เราเติบโตหรือขยายผลกระทบ และ license ที่เคยได้รับก็จะ expire โดยปริยาย

    และนี่คือพลังของ “stakeholders” ที่พร้อมจะเป็น “แบตเตอรี่” ร่วมสนับสนุนให้ธุรกิจมุ่งเดินหน้าเติบโตอย่างยั่งยืน แต่ถ้าเขารู้สึกว่า ธุรกิจไม่ Healthy “stakeholders” ก็พร้อมแปรเป็น “โหลด” ถ่วงไม่ให้เติบโต

    นอกจากนี้ ภาคการเงิน ที่เหมือนจะห่างไกลกับแนวคิดการเติบโตอย่างยั่งยืน แต่ต้นเดือนนี้ Sovereign Wealth Fund ที่ใหญ่ที่สุดของโลก 6 แห่ง ซึ่งมีทรัพย์สินรวมกัน 3 ล้านล้านดอลลาร์ สรอ. ได้ประกาศแนวทางการบริหารสินทรัพย์ใหม่ โดยจะใส่ตัวแปรการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้ามาในการประเมินความเสี่ยงทางการเงิน เหตุผลที่ระบุในการแถลงข่าวคือ “แนวทางเช่นนี้จะส่งผลดีต่อการสร้างมูลค่าเพิ่มในระยะยาว (long-term value creation) การบริหารความเสี่ยงที่รอบคอบ (risk-return profile) และช่วยยกระดับการบริหารกองทุนให้มีความยั่งยืนในระยะยาว (long-term portfolio resilience)”

    ความตื่นตัวเช่นนี้ สะท้อนว่า ภาคธุรกิจเริ่มตระหนักว่า Social cost ที่เกิดขึ้นสูงจนทำให้โลกไม่อยู่ในจุดที่ยั่งยืน และเบียด Private benefit แน่นอนว่า เมื่อสถานการณ์โลกไม่ยั่งยืน ธุรกิจเขาจะยั่งยืนไม่ได้ ที่สำคัญ เขาประเมินแล้วว่า ไม่สามารถพึ่งพิงภาครัฐได้ จึงต้องลุกขึ้นมาส่งสัญญาณ ประกาศตัวเป็นแนวร่วมเดินหน้าสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน มองผลประโยชน์ระยะยาวมากกว่าระยะสั้น

    คณะกรรมการพัฒนาธุรกิจและการพัฒนาอย่างยั่งยืน หรือ Business and Sustainable Development Commission ได้ออกรายงานระบุว่า ธุรกิจสามารถช่วยให้บรรลุเป้าหมายความยั่งยืน 4 ด้าน ได้แก่ ความมั่นคงทางอาหารและการเกษตร ความยั่งยืนของชุมชนและเมือง การใช้พลังงานสะอาดและวัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชน ที่สำคัญ เป็นการสร้างโอกาสทางการตลาดใหม่ๆ ซึ่งอาจเป็น blue ocean ที่จะสร้างรายได้สูงถึง 12 ล้านล้านดอลลาร์ สรอ. ภายในปี 2030 นอกจากนี้ ในรายงาน Better Business, Better World พบว่า ต้นทุนที่เราประหยัดได้จากการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ การใช้น้ำและทรัพยากรอื่นๆ อาจสร้างกำไรให้กับภาคธุรกิจโดยรวมสูงถึง 17 ล้านล้านดอลลาร์ สรอ.

    การพัฒนาจะเป็นไปได้อย่างยั่งยืน จำเป็นที่ผู้เกี่ยวข้องทุกระดับต้องมี “ค่านิยมและทัศนคติที่ถูกต้อง” ไม่ว่าจะเป็นระดับคณะกรรมการบริษัท CEO ผู้บริหารทุกระดับ พนักงาน ลูกจ้าง กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ รากฐานสำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืน หัวใจอยู่ที่การปรับเปลี่ยนวิถีและรูปแบบความคิดของคนในบริษัทให้ถูกต้อง นัยคือ “ผู้นำองค์กร” (Leader) ทั้งคณะกรรมการบริษัทและ CEO ต้องให้ความสำคัญและกำหนดเป้าหมายให้สอดคล้องกับวิถีการดำเนินธุรกิจ สามารถอธิบายเหตุผลและยุทธศาสตร์ที่จะใช้เพื่อบรรลุเป้าหมายการเติบโตอย่างยั่งยืน จึงสามารถชักจูงให้ผู้ถือหุ้น พนักงาน คู่ธุรกิจ ยอมรับ จึงจะมีพลังในการขับเคลื่อนองค์กรไปสู่เป้าหมาย

    และก่อนจะจบปาฐกถานี้

    อดีตที่เคยสร้างบทเรียนอันเจ็บปวดให้กับประเทศและเป็นแรงผลักดันให้เราเร่งพัฒนาตัวเอง จนอยู่ในระดับแถวหน้าของภูมิภาค แต่เมื่อประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของบริษัทจดทะเบียนที่แท้จริง คาดหวังให้บริษัทท่านเดินหน้าบนเส้นทางการเติบโตอย่างยั่งยืน จึงเป็นภารกิจที่กว้างขวางขึ้น แต่ผมเชื่อว่า เราเคยผ่านจุดที่ยากที่สุดมาแล้ว และมีประสบการณ์ความสำเร็จมากมายที่ช่วยชี้นำให้เราเดินหน้าบนเส้นทางการเติบโตอย่างยั่งยืน ที่จะทำให้ทุกท่านสามารถนำองค์กรบรรลุความคาดหวังของประชาชน และนำความเจริญอย่างยั่งยืนมาสู่ธุรกิจของท่านได้

    ]]>
    0
    Boonlarp Poosuwan <![CDATA[เอชเอสบีซีเปิดตัวแอปตรวจสอบสถานะธุรกรรมการค้าดิจิทัล ช่องทางเข้าถึงธุรกรรมการค้าได้ทุกที่ทุกเวลา]]> https://thaipublica.org/?p=145688 2018-07-16T06:18:19Z 2018-07-16T06:05:24Z

    ข่าวประชาสัมพันธ์

    ธนาคารเอชเอสบีซีเปิดตัว “Trade Transaction Tracker” สำหรับตรวจสอบสถานะธุรกรรมการค้าผ่านมือถือ ซึ่งจะช่วยให้องค์กรธุรกิจสามารถตรวจสอบและติดตามสถานะธุรกรรมการค้าของตนเองได้ทันที โดยคุณสมบัติพิเศษดังกล่าวได้ถูกสร้างเพิ่มเข้าไปในแอปพลิเคชัน HSBCnet บนมือถือที่มีการใช้งานอยู่แล้ว ทั้งนี้ การเปิดให้บริการ Trade Transaction Tracker ในประเทศไทยมีขึ้นหลังจากที่ได้เปิดตัวในประเทศหลัก เช่น สหราชอาณาจักร ฮ่องกง อินเดีย บังคลาเทศ ออสเตรเลีย สิงคโปร์ จีน ไปก่อนหน้านี้ และเตรียมจะขยายการให้บริการออกไปในตลาดของประเทศอื่น ๆ อีกในอนาคต

    Trade Transaction Tracker เป็นเครื่องมือที่สะดวกและง่ายต่อการใช้งาน ซึ่งจะช่วยให้ลูกค้าสามารถตรวจสอบและติดตามสถานะของธุรกรรมการค้าของตนเองด้วยข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน ณ เวลานั้น โดยจะแสดงให้เห็นภาพรวมของข้อมูลเอกสารเครดิตเกี่ยวกับการนำเข้าและส่งออกและธุรกรรมด้านการเรียกเก็บเงินจากทั่วทุกตลาดในแอปพลิเคชันเดียว

    นายกฤษฎา แพทย์เจริญ ผู้อำนวยการบริหาร ฝ่ายพาณิชย์ธนกิจ ธนาคารเอชเอสบีซี ประเทศไทย กล่าวว่า “ธนาคารเอชเอสบีซีได้ทุ่มลงทุนในนวัตกรรมดิจิตัลอย่างมาก เพื่อให้ลูกค้าของธนาคารสามารถดำเนินธุรกิจการค้าระหว่างประเทศได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเช่นทุกวันนี้ ลูกค้าธุรกิจมีความต้องการทำธุรกิจระหว่างประเทศโดยใช้โทรศัพท์มือถือมากขึ้น การผลักดันให้บริการของเรามีศักยภาพในการแข่งขันจึงเป็นเรื่องสำคัญ และ Trade Transaction Tracker เป็นเครื่องมือแห่งนวัตกรรมที่จะช่วยให้กระบวนการตรวจสอบและติดตามสถานะธุรกรรมการค้าทั้งหมดเป็นไปอย่างง่ายดาย ส่งผลให้ธุรกิจสามารถบริหารจัดการกระแสการค้าโลกของตนเองได้ทุกที่ทุกเวลา”

    เมื่อเดือนที่แล้ว ธนาคารเอชเอสบีซี ประเทศไทย ได้เปิดตัวบริการสินเชื่อ Supply Chain Finance ผ่านระบบดิจิทัล ซึ่งช่วยให้ผู้ซื้อสามารถระดมทุนผ่านระบบอัตโนมัติ และจะลดเวลาการประมวลผลด้วยมือลงได้อย่างมาก ในโลกที่เครือข่ายธุรกิจกำลังยกระดับเป็นสากลมากขึ้น การที่ซัพพลายเออร์หรือผู้ขายสินค้า/ วัตถุดิบสามารถได้รับชำระเงินเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และขณะเดียวกันผู้ซื้อก็สามารถได้ประโยชน์สูงสุดจากเงื่อนไขการชำระเงินจึงเป็นเรื่องสำคัญ การใช้บริการสินเชื่อ Supply Chain Finance ผ่านระบบดิจิทัลของเอชเอสบีซีสามารถช่วยให้องค์กรธุรกิจบรรลุเป้าหมายนี้ได้ และยังสามารถช่วยให้ผู้ซื้อสร้างพันธมิตรทางธุรกิจกับซัพพลายเออร์ และเสริมการเป็นพันธมิตรธุรกิจให้แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น รวมทั้งเอื้ออำนวยให้ธุรกิจมีการบริหารจัดการเงินทุนหมุนเวียนได้ดีขึ้น

    การติดตั้ง Trade Transaction Tracker สามารถทำได้ง่ายและไม่ซับซ้อน ด้วยระบบการลงทะเบียนด้วยตนเอง (Self-certification) ซึ่งอ้างอิงจากการลงทะเบียนของลูกค้าบน Instant@dvice และไม่จำเป็นต้องลงทะเบียนบน HSBCnet อีกครั้ง ทั้งนี้ การติดตั้งสามารถทำได้สำเร็จภายใน 10 นาที ด้วย 3 ขั้นตอนง่าย ๆ โดยลูกค้าที่ใช้โทรศัพท์ไอโฟนหรือแอนดรอยด์สามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน HSBCnet บนมือถือเวอร์ชั่นล่าสุดได้จากแอปสโตร์หรือกูเกิลเพลย์

    อนึ่งเอชเอสบีซี โฮลดิ้งส์ เป็นบริษัทแม่ของกลุ่มเอชเอสบีซี มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ กลุ่มเอชเอสบีซีให้บริการลูกค้าทั่วโลกด้วยเครือข่ายสาขาประมาณ 3,900 แห่งใน 67 ประเทศและเขตปกครองทั้งในยุโรป เอเชีย อเมริกาเหนือ และละตินอเมริกา ตะวันออกกลาง และแอฟริกาเหนือ เอชเอสบีซี เป็นสถาบันผู้ให้บริการด้านการเงินและการธนาคารที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยมีสินทรัพย์รวม 2,652 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ณ วันที่ 31 มีนาคม 2561)

    ]]>
    0
    kamon <![CDATA[ภารกิจ “ปิดหีบ” งบประมาณปี 2561 เมื่อ “สรรพากร” เก็บภาษีหลุดเป้า – ไม่มีรายได้จากการประมูลคลื่น 1800]]> https://thaipublica.org/?p=145440 2018-07-17T13:21:04Z 2018-07-16T04:43:08Z

    หลังจากที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2561 มีมติผ่านร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปี 2561 หรือที่เรียกว่า “งบกลางปี” วงเงิน 150,000 ล้านบาท ทั้งนี้ เนื่องจากรัฐบาลมีความจำเป็นที่จะต้องใช้จ่ายเงินจำนวนนี้ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก ปรับโครงสร้างการผลิตภาคการเกษตรวงเงิน 100,358 ล้านบาท และอีกส่วนนำไปชดใช้เงินคงคลัง 49,642 ล้านบาท จึงไม่สามารถรอ การจัดสรรงบประมาณในปี 2562 ได้ โดยการจัดทำงบกลางปีครั้งนี้ ระบุแหล่งที่มาของรายได้ที่นำมาใช้จ่ายภายใต้งบกลางปี ว่ามาจากการจัดเก็บภาษีและรายได้รัฐวิสาหกิจที่เพิ่มขึ้น 50,000 ล้านบาท ที่เหลือออกพันธบัตรรัฐบาลมากู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ 100,000 ล้านบาท เมื่อรวมกับงบประมาณปี 2561 เดิมแล้ว ทำให้ปีนี้ยอดวงเงินรายจ่ายรวมอยู่ที่ 3,050,000 ล้านบาท มากกว่าปี 2562 ประมาณ 50,000 ล้านบาท หรือ 1.6% ปีนี้จึงเป็นปีที่รัฐบาลตั้งวงเงินงบประมาณรายจ่ายไว้สูงที่สุด

    แต่ถ้าดูเอกสารงบประมาณ ปี 2562 ฉบับปรับปรุงใหม่ จะพบว่าแหล่งเงินที่นำมาจัดงบกลางปี 2561 ในวงเงิน 49,642 ล้านบาท ถูกโยกมารวมอยู่ในหมวดรายได้ของส่วนราชการอื่น จากเป้าหมายเดิม 156,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเป็น 205,641.9 ล้านบาท โดยเป้าหมายการจัดเก็บรายได้ที่เพิ่มขึ้นมานั้น ส่วนหนึ่งเป็นรายได้จากการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz ขณะที่กรมจัดเก็บภาษีและรัฐวิสาหกิจ ยังคงใช้เป้าหมายเดิม กล่าวคือ กรมสรรพากร ได้รับมอบหมายให้จัดเก็บภาษี 1,928,000 ล้านบาท กรมสรรพาสามิต 600,000 ล้านบาท กรมศุลกากร 110,000 ล้านบาท และ รัฐวิสาหกิจ 137,000 ล้านบาท

    แต่พอลงมือปฏิบัติ ปรากฏการประมูลคลื่นความถี่ 1800 MHz ของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ล่ม ครบกำหนดวันยื่นซองประมูล ไม่มีผู้ประกอบการรายใดยื่นคำขอรับใบอนุญาตใช้คลื่นความถี่ 1800 MHz ทำให้ กสทช. จึงออกประกาศเชิญชวนใหม่ คาดว่าจะประกาศชื่อผู้ชนะการประมูลได้ในเดือนสิงหาคมนี้

    ขณะที่ภาพรวมผลการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาล ช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา (ตุลาคม 2560 – พฤษภาคม 2561) รัฐบาลมีรายได้สุทธิ 1,571,788 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ 60,008 ล้านบาท หรือสูงกว่าประมาณการ 4% โดยมีสาเหตุมาจากการที่ส่วนราชการจัดเก็บรายได้ 141,198 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 28,887 ล้านบาท หรือ สูงกว่าประมาณการ 25.7% และรัฐวิสาหกิจส่งรายได้เข้าคลัง 125,931 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 25,629 ล้านบาท หรือสูงกว่าประมาณการ 25.6% โดยรัฐวิสาหกิจที่นำส่งรายได้เข้าคลังสูงกว่าประมาณการ 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. สํานักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล 2. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 3. ธนาคารออมสิน 4. การทางพิเศษแห่งประเทศไทย และ 5. บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)

    ส่วนกรมจัดเก็บภาษีในสังกัดกระทรวงการคลังทั้ง 3 กรม จัดเก็บภาษีได้ 1,576,196 ล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมาย 17,507 ล้านบาท หรือ ต่ำกว่าเป้าหมาย 1.1 % โดยเฉพาะกรมสรรพากร ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่ทำหน้าที่เก็บภาษีให้รัฐบาล จัดเก็บภาษีได้ 1,131,629 ล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมาย 10,811 ล้านบาท หรือต่ำกว่าเป้าฯ 0.9% ล่าสุด ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพากร ให้สัมภาษณ์ว่า ปีนี้กรมสรรพากรน่าจะเก็บภาษีต่ำกว่าเป้าหมาย 40,000 ล้านบาท เนื่องจากประมาณการจัดเก็บภาษีของกรมสรรพากร 1,928,000 ล้านล้านบาท เป็นเป้าหมายที่ถูกกำหนดไว้ตั้งแต่ปี 2560 เมื่อสถานการณ์ทางเศรษฐกิจเปลี่ยน ตัวเลขก็ต้องเปลี่ยน แต่อย่างไรก็ตาม ตนก็จะพยายามเก็บภาษีได้ให้ตามเป้าหมายที่กระทรวงการคลังกำหนด โดยเน้นขยายฐานภาษีทั้ง 2 ประเภท กล่าวคือ ผู้ประกอบการรายเดิมที่อยู่ในระบบภาษีแล้ว ต้องเสียภาษีให้ถูกต้อง และทำบัญชีเล่มเดียว ส่วนผู้ประกอบการที่อยู่ระบบภาษีก็พยายามดึงเข้าสู่ระบบ โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ข้อมูล Big Data มาใช้ในการจัดเก็บภาษี

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากการสอบถามนายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังกรณีกรมสรรพากรเก็บภาษีต่ำกว่าเป้าฯ 40,000 ล้านบาท และรายได้จากการประมูลคลื่นความถี่ 1800 MHz ไม่เป็นไปตามเป้าหมายจะส่งผลกระทบต่อฐานะการคลังหรือไม่ นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า “ตอนนี้ยังไม่น่าเป็นห่วง ภาพรวมการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาล ยังสูงกว่าเป้าหมายเล็กน้อย แม้กรมจัดเก็บภาษีจะเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้าหมาย แต่ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจนำส่งรายได้เข้าคลังสูงกว่าเป้าหมายเป็นจำนวนมาก ขณะนี้กระทรวงการคลังยังคงยืนยันให้กรมสรรพากรจัดเก็บภาษีตามเป้าหมายเดิมคือ 1,928,000 ล้านบาท ตัวเลข 40,000 ล้านบาท เป็นตัวเลขประมาณการรายได้ที่ใช้กันภายในกรมสรรพากร ยังไม่มีการปรับลดเป้าฯ ส่วนการกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณนั้น นอกจากในส่วนของการจัดเก็บรายได้แล้ว คงต้องรอดูผลการเบิกจ่ายงบประมาณของส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจประกอบด้วย หากเบิกจ่ายงบประมาณไม่เป็นไปตามเป้าหมาย อาจไม่จำเป็นต้องออกพันธบัตรรัฐบาลมากู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณจนครบวงเงินตามที่กำหนดในเอกสารงบประมาณก็ได้ ขณะนี้ทางกรมบัญชีกลางและสศค.ยังคงติดตามตัวเลขและประเมินสถานการณ์รายรับ – รายจ่ายของรัฐบาลอยู่ตลอดเวลา”

    สำหรับฐานะการคลังของรัฐบาลช่วง 8 เดือน ของปีงบประมาณ 2561 รัฐบาลมีรายได้ทั้งสิ้น 1,490,389 ล้านบาท รายจ่าย 2,034,150 ล้านบาท ขาดดุล 543,761 ล้านบาท เมื่อรวมกับดุลนอกงบประมาณ ซึ่งขาดดุลอีก 24,486 ล้านบาท ทำให้ดุลเงินสดของรัฐบาลมียอดขาดดุลทั้งสิ้น 568,247 ล้านบาท โดยกระทรวงการคลังได้กู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลไปแล้ว 361,655 ล้านบาท ดุลเงินสดของรัฐบาลยังคงติดลบอยู่อีก 206,592 ล้านบาท โดยเงินคงคลัง ณ สิ้นเดือนพฤษภาคม 2561 มีจำนวนทั้งสิ้น 317,166 ล้านบาท

    ]]>
    0
    chiraprapa <![CDATA[SDGs Index 2018 ชี้โลกเสี่ยงไม่เข้าเป้าหมายปี 2030 – ไทยดีขึ้นหลายข้อแต่ยังห่างเป้า]]> https://thaipublica.org/?p=145609 2018-07-17T13:13:38Z 2018-07-16T04:26:12Z
    ที่มาภาพ : https://dashboards.sdgindex.org/#/

    ในสัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีการเผยแพร่รายงาน SDG Index and Dashboards 2018 Global Responsibilities – Implementing the Goals ซึ่งเป็นรายงานความคืบหน้าของการขับเคลื่อนเข้าสู่เป้าหมาย SDGs ของประเทศต่างๆ ที่ได้นำ SDGs ไปประยุกต์ใช้

    รายงาน SDG Index and Dashboards เป็นโครงการติดตามความคืบหน้าของประเทศต่างๆ ต่อการบรรลุเป้าหมายความยั่งยืน Sustainable Development Goals (SDGs) ที่เกิดจากความร่วมมือระหว่าง Sustainable Development Solutions Network หรือ SDSN ร่วมกับมูลนิธิ Bertelsmann Stiftung จากเยอรมนี

    SDG report “Global Responsibilities – Implementing the Goals 2018 เป็นรายงาน ฉบับที่ 3 นับตั้งแต่ที่ประเทศสมาชิก UN ได้นำ SDGs ไปปรับใช้ และนับเป็นระยะเวลา 3 ปีแล้วจึงมีข้อมูลเพียงพอที่จะประเมินว่าแต่ละประเทศสมาชิกมีคืบหน้าในการนำเป้าหมายไปปรับใช้อย่างไร รวมทั้งประสบปัญหาอะไรในการประยุกต์ใช้ มีขั้นตอนกระบวนการในการเป้าหมายไปใช้อย่างไร

    ที่มาภาพ : http://www.sdgindex.org

    โลกเสี่ยงไม่บรรลุเป้าหมายปี 2030

    รายงาน SDG Index and Dashboards 2018 ยังพบว่า มี 2-3 ประเทศในกลุ่มประเทศ G-20 เท่านั้นที่ได้ดำเนินการชัดเจนเพื่อบรรลุเป้าหมาย ขณะที่หลายประเทศมีความคืบหน้าอย่างรวดเร็ว แต่โดยรวมแล้วโลกยังมีความเสี่ยงจะไม่บรรลุเป้าหมายในปี 2030

    การประเมินความคืบหน้าเข้าสู่เป้าหมาย SDG Index ประเทศที่มีความคืบหน้ามากสุดคือ สวีเดน ที่ติดอันดับหนึ่งด้วยคะแนน 85 คะแนน อันดับสองคือ เดนมาร์ก ด้วยคะแนน 84.6 คะแนน อันดับสามคือ ฟินแลนด์ ด้วยคะแนน 83 คะแนน ทั้งสามประเทศกำลังเดินทางเข้าสู่เป้าหมาย แต่ก็ยังมีสิ่งที่ทั้งสามประเทศต้องทำอีกมากที่จะบรรลุเป้าหมาย

    ส่วนอันดับสี่เยอรมนี และอันดับห้าฝรั่งเศส เป็นเพียงสองสมาชิกในกลุ่ม G-7 ที่ติดอยู่ใน 10 อันดับแรก ขณะที่ประเทศใหญ่อย่างสหรัฐฯ ติดอันดับ 35 จีนติดอันดับ 54 และรัสเซียติดอันดับ 63

    10 อันดับประเทศที่มี SDGs Score สูง ที่มาภาพ : https://dashboards.sdgindex.org/#/

    การให้คะแนน SDGs มีตั้งแต่ 0-100 โดย 0 หมายถึงแย่สุด และ 100 คือดีที่สุด และปีนี้ได้เปลี่ยนแปลงวิธีการและตัวบ่งชี้จึงมีผลต่อดัชนีและคะแนน ปีนี้ได้ใช้คะแนนเฉลี่ยภูมิภาคกับประเทศที่ไม่มีข้อมูลเป้าหมายข้อใดข้อหนึ่งหรือหลายข้อ โดยใช้กับเป้าหมาย SDGs ข้อ 10 การลดความเหลื่อมล้ำ และข้อ 14 การใช้ประโยนช์จากมหาสมุทรและทรัพยากรทางทะเลกับประเทศที่ไม่มีทางออกทะเล ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงวิธีการจึงมีผลต่ออันดับของประเทศเมื่อเทียบกับผลการประเมินในปีก่อน ขณะที่ตัวบ่งชี้มีผลต่อคะแนนในข้อ 10 และข้อ14 จึงไม่สามารถนำผลปี 2017 กับปี 2018 มาเปรียบเทียบกันได้ และการเปลี่ยนแปลงของคะแนนหรืออันดับไม่ได้หมายความว่าประเทศนั้นมีความคืบหน้ามากขึ้นหรือถอยหลังในการเข้าสู่เป้าหมาย SDGs

    รายงานเปิดเผยว่า ผลการประเมินพบว่า หนึ่ง มีเพียงประเทศกลุ่ม G-20 เท่านั้นที่มีการลงมือดำเนินการที่ชัดเจนเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย กลุ่มประเทศสมาชิก G-20 ส่วนใหญ่มีการนำ SDGs ไปใช้ แต่ยังมีความแตกต่างกันในระหว่างสมาชิก ในด้านผู้นำทางการเมืองให้ความสำคัญและยอมรับและนำสู่การมีกลไกเชิงสถาบัน บางประเทศมีการก่อตั้หน่วยงานเพื่อประสานงาน มีการวางยุทธศาสตร์และแผนมีระบบวัดความรับผิดชอบ ขณะที่บางประเทศตามหลังอีกมากไม่ว่าในมิตินี้หรือด้านอื่น

    สอง ไม่มีประเทศใดอยู่บนเส้นทางที่จะบรรลุเป้าหมาย SDGs และการประเมินในปีนี้เป็นครั้งแรกที่สามารถแสดงผลให้เห็นว่าไม่มีประเทศใดที่อยู่บนเส้นทางที่จะบรรลุเป้าหมายในปี 2030 แม้ในสามประเทศที่ได้คะแนนสูง ทั้งสวีเดน เดนมาร์ก และฟินแลนด์ เพราะต้องเร่งให้มีความก้าวหน้าเพื่อให้บรรลุเป้าหมายบางข้อ เช่น ข้อ 12 แผนการบริโภคและการผลิตที่ยั่งยืนและข้อ 13 การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

    สาม ความขัดแย้งนำไปสู่การถอยหลังของการไปสู่เป้าหมาย ประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่มีความคืบหน้าอย่างมากในการลดความยากแค้นหลายรูปแบบ ที่รวมไปถึงความยากจนเชิงรายได้ การเพิ่มรายได้ การขาดอาหาร การเข้าถึงบริการสุขภาพและการศึกษา และการเข้าถึงระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน นอกจากนี้ยังมีความแตกต่างในการจัดการศึกษาระดับมัธยมศึกษาแบบครบวงจร ประเทศที่มีประสบกับความขัดแย้งนี้จึงมีผลให้เผชิญกับการถอยหลัง โดยเฉพาะในข้อ 1 ขจัดความยากจน ข้อ 2 ขจัดความหิวโหย

    สี่ การเดินหน้าสู่เป้าหมายแผนการบริโภคและการผลิตที่ยั่งยืนช้ามาก ประเทศที่มีรายได้สูงจึงมีคะแนนต่ำในข้อ 12 และข้อ 14 การใช้ประโยชน์จากมหาสมุทรและทรัพยากรทางทะเล แม้ว่าไม่มีข้อมูลแนวโน้มของข้อ 12 แต่ข้อมูลของข้อ 14 ที่มีนั้นแสดงให้เห็นว่าประเทศรายได้สูงส่วนใหญ่มีความคืบหน้าใน 2-3 ปีที่ผ่านมาที่จะเดินหน้าสู่เป้าหมาย ส่วนข้อมูลของข้อ 15 การใช้ประโยชน์จากระบบนิเวศทางบก ไม่เพียงพอ จึงสะท้อนว่าจะต้องใช้ความพยายามอีกมากที่จะปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ และสนับสนุนแผนการบริโภคและการผลิตที่ยั่งยืน

    ห้า ประเทศรายได้สูงได้ก่อให้เกิดผลกระทบภายนอกในเชิงลบ โดยประเทศที่มีรายได้สูงได้ทำให้เกิดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ ความมั่นคงในเชิงลบอย่างมากต่อประเทศอื่น ซึ่งมีผลต่อความพยายามของประเทศอื่นในการที่จะบรรลุเป้าหมาย และผลกระทบภายนอกนั้นแตกต่างกันแม้เป็นกลุ่มที่มีรายได้ประชากรต่อหัวที่ใกล้เคียงกัน ซึ่งผลนี้แสดงให้เห็นว่าประเทศต่างๆ สามารถลดผลกระทบภายนอกได้โดยไม่ต้องลดรายได้ประชากรต่อหัว

    หก ความเหลื่อมล้ำของผลลัพธ์ด้านเศรษฐกิจและสังคมต้องมีข้อมูลที่ดีกว่านี้ การนำตัววัดใหม่มาใช้กับกลุ่มประเทศ OECD โดยเฉพาะผลของความไม่เท่าเทียมด้านเศรษฐกิจ อนามัย และการศึกษา ทำให้คะแนน SDGs บางประเทศลดลง แสดงให้เห็นว่าการดำเนินการตามวิสัยทัศน์ที่จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง อาจจะไม่ประสบความสำเร็จ เพราะถูกกลบจากข้อมูลในภาพรวม แต่ขณะเดียวกันก็ยังไม่มีข้อมูลแยกส่วน ทำให้ต้องมีการลงทุนเพื่อให้ได้ข้อมูลมากกว่านี้

    ไทยคืบหน้า 3 ข้อแนวโน้มดีขึ้น

    ประเทศไทยในปีนี้มีคะแนนตาม SDG Index ที่ 69.2 คะแนนเฉลี่ยภูมิภาค 64.1 จัดอยู่ในอันดับที่ 59 จาก 156 ประเทศ ซึ่งประเทศไทยยังทำได้ดีในด้านการขจัดความยากจนตามข้อ 1 ซึ่งทำได้สม่ำเสมอ และในปีนี้สิ่งที่ทำได้ดีเพิ่มขึ้นรวมเป็น 3 ข้อจากปีก่อนที่ทำได้ดีเพียงข้อเดียวคือข้อ 1

    ปีนี้ไทยมีคะแนนที่ดีขึ้นในในข้อ 6 การจัดการน้ำและสุขาภิบาล โดยเฉพาะในด้านที่จัดให้ประชากรของประเทศอื่นสามารถใช้บริการน้ำดื่มและใช้บริการสุขาภิบาลได้ และข้อ 8 การจ้างงานที่มีคุณค่าและการเติบโตทางเศรษฐกิจเมื่อวัดจากประชากรที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไปที่มีบัญชีกับธนาคารหรือสถาบันการเงินอื่น หรือกับผู้ให้บริการการเงินผ่านมือถือ

    สำหรับการดำเนินการตามข้ออื่นๆ ไทยมีแนวโน้มดีขึ้นถึง 7 ข้อ คือ ในข้อ 2 ข้อ 3 การมีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี ข้อ 5 ความเท่าเทียมทางเพศ ข้อ 7 พลังงานสะอาดที่ทุกคนเข้าถึงได้ ข้อ 9 อุตสาหกรรม นวัตกรรม โครงสร้างพื้นฐาน ข้อ 11 เมืองและถิ่นฐานมนุษย์อย่างยั่งยืน และข้อ 14 การใช้ประโยชน์จากมหาสมุทรและทรัพยากรทางทะเล

    โดยในข้อ 2 ทำได้ดีในเรื่องภาวะโภชนาการในเด็กวัยต่ำกว่า 5 ปี ส่วนข้อ 3 มีความสม่ำเสมอในการลดอัตราการเสียชีวิตของมารดา อัตราการเสียชีวิตของทารกแรกเกิด อัตราการเสียชีวิตของเด็กวัยต่ำกว่า 5 ปี และที่โดดเด่นมากคือลดอัตราการติดเชื้อ HIV

    ในข้อ 7 ที่ทำได้ดีคือการเข้าถึงบริการไฟฟ้าของประชากรและการเข้าถึงเชื้อเพลิงสะอาดและเทคโนโลยีในการหุงต้ม ส่วน ข้อ 9 คะแนนเด่นในด้านจำนวนประชากรที่ใช้อินเตอร์เน็ต และการใช้โทรศัพท์มือถือ ข้อ 11 ทำได้ดีในด้านบริการขนส่งสาธารณะ ข้อ 14 ดีขึ้นในด้านคุณภาพน้ำทะเล

    แต่ข้อ 15 การใช้ประโยชน์จากระบบนิเวศทางบก ข้อ 16 สังคมสงบสุข ยุติธรรม ไม่แบ่งแยก ข้อ 17 ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนแม้จะดีขึ้นแต่ยังไม่ถือว่าผ่าน ขณะที่การดำเนินการข้อ 10 ลดความเหลื่อมล้ำ ข้อ 12 แผนการบริโภคและการผลิตที่ยั่งยืน ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากปีก่อน ส่วนข้อที่มีทำได้แย่ลงคือข้อ 13 การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

    กลุ่ม G-20 ต้องพยายามมากขึ้น

    รายงานยังให้ข้อมูลอีกว่า การประเมินผลความก้าวหน้าในปีนี้เป็นครั้งแรกที่มีการประเมินความดำเนินการของรัฐเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย และผลการวิเคราะห์ยังแสดงให้เห็นว่า ไม่มีประเทศไหนที่อยู่บนเส้นทางที่จะเข้าสู่เป้าหมายในปี 2030 นอกจากนี้ ยังได้พูดถึงการใช้เครื่องมือของกลุ่มประเทศ G-20 ซึ่งปรากฏว่า บราซิล เม็กซิโก อิตาลี เป็นสมาชิกกลุ่ม G-20 ได้มีการดำเนินการที่สำคัญเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย เห็นได้ชัดจากการวางยุทธศาสตร์ความร่วมมือของหน่วยงานรัฐ อย่างไรก็ตาม ในกลุ่มประเทศสมาชิก G-20 ก็มีความคืบหน้าที่แตกต่างกันมาก เนื่องจากว่ามีเพียงอินเดียและเยอรมนีเท่านั้นที่ได้นำหลักการประเมินการลงทุนเข้ามาประยุกต์ใช้บางส่วน ไม่มีประเทศสมาชิก G-20 รายใดที่ปรับงบประมาณประเทศให้สอดคล้องกับหลัก SDGs อีกทั้งมีสหรัฐอเมริกาและรัสเซียสองประเทศเท่านั้นที่อย่างน้อยมีการดำเนินการในการที่จะนำเป้าหมาย SDGs ไปปรับใช้

    รายงานแสดงให้เห็นว่า ประเทศต่างๆ มีความคืบหน้าเร็วแค่ไหน ในการมุ่งสู่เป้าหมาย และการประเมินจากความเร็วของการดำเนินงานประเทศต่างๆ มีความเป็นไปได้สูงที่จะบรรลุเป้าหมายใดเป้าหมายหนึ่ง โดยรวมแล้วประเทศส่วนใหญ่มีความคืบหน้าในการเดินหน้าสู่เป้าหมาย SDGs แม้ว่าการเดินหน้าสู่เป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมจะช้าที่สุด

    ประเทศรายได้สูงแม้ประสบความสำเร็จในด้านขจัดความยากแค้นและลดความอดอยาก แต่ยังได้คะแนนต่ำสุดในข้อการบริโภคและการผลิตอย่างยั่งยืน การรับมือการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทะเลและชายฝั่งอย่างยั่งยืน ทางด้านประเทศรายได้มีความคืบหน้าในการลดความยากแค้น การเข้าถึงบริการด้านสุขภาพและการศึกษา ขณะที่ประเทศรายได้ต่ำยังไม่มีระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานที่เพียงพอและกลไกในการจัดการกับประเด็นทางสิ่งแวดล้อม ดังนั้น โดยรวมแล้วคะแนนจึงต่ำกว่าประเทศรายได้สูงค่อนข้างมาก

    ต้องมีการดำเนินการร่วมกัน

    เจฟฟรีย์ แซคส์ ผู้อำนวยการ SDSN มีความเห็นว่า รายงานนี้แสดงให้เห็นอีกครั้งว่า ประเทศในยุโรปเหนือมีคะแนนนำใน SDG Index และประเทศยากจนพ้นจากระดับต่ำสุดและ มีนัยะที่ชัดเจนว่า ปรัชญาการตลาดเพื่อสังคมในระบบเศรษฐกิจแบบผสมที่สร้างสมดุลของตลาด ความเป็นธรรมทางสังคมและเศรษฐกิจสีเขียว (ระบบเศรษฐกิจที่นำไปสู่การยกระดับคุณภาพความเป็นอยู่ของมนุษย์ เพิ่มความเป็นธรรมทางสังคม และในขณะเดียวกันก็สามารถลดความเสี่ยงทางด้านสิ่งแวดล้อมและปัญหาความขาดแคลนของทรัพยากรลงได้) คือหนทางไปสู่ SDGs ประเทศที่ยังติดอยู่ในความยากแค้นต้องได้รับความช่วยเหลือจากส่วนอื่นของโลก

    “รายงานยังแสดงให้เห็นถึงบทบาทที่สำคัญของกลุ่มประเทศ G-20 ในการที่จะเติมเต็มเป้าหมายของโลก ประเทศที่ร่ำรวยจำเป็นที่จะต้องทำตัวเป็นตัวอย่างและต้องลดผลกระทบที่จะมีต่อภายนอก ขณะที่จัดให้มีช่องทางหรือแนวทางในการนำเป้าหมายไปบรรจุไว้ในแผนยุทธศาสตร์ชาติ” อาร์ต เดอ กีอุส ซีอีโอและประธานมูลนิธิ Bertelsmann Stiftung กล่าว

    กุยโด ชมิดท์ ทรอป Co-Director of SDG Index จาก SDSN กล่าวว่า การที่ได้เห็นว่าประเทศต่างๆ อยู่บนเส้นทางที่จะบรรลุเป้าหมาย SDGs หรือไม่จะช่วยให้รัฐบาล ภาคธุรกิจ สังคม จัดลำดับความสำคัญในการดำเนินการได้

    คริสเตียน โครลล์ Co-Director of SDG Index จากมูลนิธิ Bertelsmann Stiftung กล่าวว่า ที่ผ่านมา SDGs ได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในด้านการเมือง ด้านนโยบายของหายประเทศ แต่จากการประเมินและการคาดการณ์บ่งชี้ว่า หลายประเทศจะพลาดเป้าหมายหากไม่เร่งมือการดำเนินการ และแม้ว่าประเทศร่ำรวยกับประเทศยากจนมีความท้าทายที่ต่างกันแต่สิ่งที่เหมือนกันคือ ต้องมีการเปลี่ยนแปลงด้านนโยบาย

    ความคืบหน้าแต่ละภูมิภาค

    กลุ่ม OECD สำหรับความคืบหน้าของการเข้าสู่เป้าหมาย SDGs แต่ละภูมิภาคนั้น รายงานระบุว่า ในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว ทุกประเทศสมาชิกที่ร่ำรวยของ OECD ประสบปัญหาหลักในการเข้าสู่เป้าหมายและไม่มีประเทศในกลุ่ม OECD รายใดอยู่บนเส้นทางที่จะบรรลุเป้าหมาย SDGs โดยเฉพาะข้อ 12 แผนการบริโภคและการผลิตที่ยั่งยืน ข้อ 13 การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ข้อ 14 การใช้ประโยชน์จากมหาสมุทรและทรัพยากรทางทะเล ข้อ 15 การใช้ประโยชน์จากระบบนิเวศทางบก สะท้อนว่าประเทศ OECD ยังห่างไกลจากเป้าหมายนี้ มีบางประเทศที่ตามหลังและบางประเทศถอยหลัง

    นอกจากนี้ การวัดการดำเนินงานตามวิสัยทัศน์ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง จากเป้าหมายข้อ 3 การมีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี ข้อ 4 การศึกษาที่เท่าเทียม และข้อ 10 ลดความเหลื่อมล้ำ แล้วกลุ่ม OECD ยังไม่ประสบความสำเร็จ รวมทั้งยังได้คะแนนต่ำในข้อ 2 ขจัดความหิวโหย เพราะภาคเกษตรที่ผันผวนและโรคอ้วนที่เพิ่มมากขึ้น

    เอเชียตะวันออกและเอเชียใต้ ประเทศในกลุ่มนี้เจอความท้าทายในข้อ 2 ขจัดความหิวโหย ข้อ 3 การมีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี ข้อ 9 อุตสาหกรรม นวัตกรรม โครงสร้างพื้นฐาน ข้อ 14 การใช้ประโยชน์จากมหาสมุทรและทรัพยากรทางทะเล ข้อ 16 สังคมสงบสุข ยุติธรรม ไม่แบ่งแยก นอกจากนี้ยังความท้าทายที่เกี่ยวข้องกับความเหลื่อมล้ำทางรายได้ตามข้อ 10 และความไม่เท่าเทียมกันในด้านอื่นๆ

    ประเทศส่วนใหญ่มีความคืบหน้าของการขจัดความยากแค้นและจัดให้มีการเข้าถึงบริการพื้นฐาน แต่ไม่ใช่ทุกประเทศที่อยู่บนเส้นทางที่จะบรรลุเป้าหมายในปี 2030 เพราะยังต้องมีความพยายามอีกมากในข้อ 13 การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ข้อ 14 การใช้ประโยชน์จากมหาสมุทรและทรัพยากรทางทะเล ข้อ 15 การใช้ประโยชน์จากระบบนิเวศทางบกและยังห่างไกลในข้อ 11 เมืองและถิ่นฐานมนุษย์อย่างยั่งยืน และข้อ 16 สังคมสงบสุข ยุติธรรม ไม่แบ่งแยก

    ยุโรปตะวันออกและเอเชียกลาง ประเทศในกลุ่มนี้ทำได้ดีในข้อ 1 ขจัดความยากจน ข้อ 7 พลังงานสะอาดที่ทุกคนเข้าถึงได้ แต่ที่ยังทำไม่ได้คือ ข้อ 2 ขจัดความหิวโหย ข้อ 3 การมีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี ข้อ 8 การจ้างงานที่มีคุณค่าและการเติบโตทางเศรษฐกิจ ข้อ 9 อุตสาหกรรม นวัตกรรม โครงสร้างพื้นฐาน ข้อ 10 ลดความเหลื่อมล้ำ รวมทั้งยังพบว่าประเทศกลุ่มนี้การการดำเนินการถอยหลังในมิติการพัฒนามนุษย์ และยังพบว่าจะต้องใช้ความพยายามอีกมากในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการเติบโตทางเศรษฐกิจ เพราะยังตามหลังและมีการถอยหลังตามข้อ 13 การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ข้อ14 การใช้ประโยชน์จากมหาสมุทรและทรัพยากรทางทะเล ข้อ 15 การใช้ประโยชน์จากระบบนิเวศทางบก ตลอดจนยังมีการลงทุนจากภาครัฐที่ไม่มากที่จะขับเคลื่อนตามข้อ 17 ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

    ลาตินอเมริกาและแคริบเบียน การดำเนินการตามข้อ 10 ลดความเหลื่อมล้ำ ข้อ 16 สังคมสงบสุข ยุติธรรม ไม่แบ่งแยก คือความท้าทายหลักของกลุ่มนี้ ทั่วทั้งภูมิภาค บางประเทศยังเจอปัญหาที่จะ จัดให้มีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีตามข้อ 3 รวมทั้งข้อ 9 อุตสาหกรรม นวัตกรรม โครงสร้างพื้นฐาน ข้อ 14 การใช้ประโยชน์จากมหาสมุทรและทรัพยากรทางทะเล แต่มีข้อยกเว้นสำหรับบางประเทศที่มีความคืบหน้าอย่างมากในการลดความยากแค้น การปรับปรุงด้านสุขภาพ และส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศ แต่ข้อที่ห่างไกลและกลับถดถอยคือ ข้อ 13 การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

    ตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ ความมั่นคงทางอาหารและความยั่งยืนทางการเกษตรตามเป้าหมายข้อ 2 ขจัดความหิวโหย และข้อ 6 การจัดการน้ำและสุขาภิบาล เป็นความท้าทายหลักของประเทศส่วนใหญ่ในกลุ่มนี้ และยังทำได้ไม่ดีในข้อ 5 ความเท่าเทียมทางเพศ สำหรับประเทศที่หาข้อมูลได้ก็พบว่าไม่สามารถทำได้ในข้อ 10 ลดความเหลื่อมล้ำ และต้องใช้ความพยายามอีกมากเพื่อทำให้มีข้อมูลด้านรายได้และการกระจายรายได้ เพื่อให้มีผลด้านนโยบาย

    แอฟริกาทางตอนใต้ทะเลทรายซาฮาร่า แม้มีความคืบหน้าในข้อ 1 และ 2 ขจัดความยากจนและลดความหิวโหย แต่ยังประสบความท้าทายในข้อ 6 การจัดการน้ำและสุขาภิบาล ข้อ 3 การมีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี ข้อ 4 การศึกษาที่เท่าเทียม รวมทั้งยังเดินหน้าด้านต่อในข้อ 9 อุตสาหกรรม นวัตกรรม โครงสร้างพื้นฐาน จากที่ได้ทำมาแล้วและเสริมความแข็งแกร่งของสถาบันตามข้อ 16 สังคมสงบสุข ยุติธรรม ไม่แบ่งแยก โดยรวมแล้วแอฟริกาทางตอนใต้ทะเลทรายซาฮาร่ามีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องดำเนินการตาม SDGs หลายข้อ ทั้ง ข้อ 11 เมืองและถิ่นฐานมนุษย์อย่างยั่งยืน ข้อ 10 ลดความเหลื่อมล้ำ แม้ทำได้ดีขึ้นในด้านข้อ 12 แผนการบริโภคและการผลิตที่ยั่งยืน ข้อ 13 การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งประเทศที่มีมีรายได้มากกว่าจะต้องมีส่วนในการรับผิดชอบที่มากขึ้น โดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อม

    ประเทศหมู่เกาะ ปีนี้เป็นครั้งแรกที่นำผลการประเมินประเทศหมู่เกาะเข้ามาแสดง ซึ่งพบว่าประเทศขนาดเล็กทำได้ดีในข้อ 13 การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่โดยที่เป็นประเทศที่มีความเปราะบางต่อสภาพอากาศ จึงมีผลให้ประสบความท้าทายในการดำเนินการข้อ 3 การมีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี ข้อ 6 การจัดการน้ำและสุขาภิบาล ข้อ 7 พลังงานสะอาดที่ทุกคนเข้าถึงได้ ข้อ 9 อุตสาหกรรม นวัตกรรม โครงสร้างพื้นฐาน แต่ทุกประเทศก็มีความคืบหน้าในข้อ 3 ขณะที่ส่วนใหญ่ทำได้ดีในข้อ 14 การใช้ประโยชน์จากมหาสมุทรและทรัพยากรทางทะเล นอกจากนี้กลุ่มนี้ยังมีความแตกต่างด้านข้อมูลอีกมาก ต้องอาศัยความช่วยเหลือสังคมโลกในการพัฒนาระบบจัดเก็บข้อมูล

    ]]>
    0