ThaiPublica กล้าพูดความจริง 2019-08-20T06:00:10Z https://thaipublica.org/feed/atom/ WordPress Boonlarp Poosuwan <![CDATA[สำรวจบัญชีทรัพย์สิน ส.ว.ชุดเฉพาะกาล จากน้อยสุดถึงมากสุด]]> https://thaipublica.org/?p=173689 2019-08-20T06:00:10Z 2019-08-20T05:59:46Z

การเปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน ส.ว.กรณีเข้ารับตำแหน่ง โดยสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พบว่า ส.ว.ที่มีจำนวนทรัพย์สินมากที่สุด มีทรัพย์สินมากที่สุด 2,542,726,475 บาท ส่วน ส.ว.ที่มีทรัพย์สินน้อยที่สุด มีทรัพย์สินจำนวน 2,362,289 บาท

ส.ว.ที่มีทรัพย์สินน้อยที่สุด 3 อันดับแรก (ทั้งหมดเป็น ส.ว.จากการคัดเลือกกันเองในกลุ่มอาชีพ) ได้แก่

  • นายไพโรจน์ พ่วงทอง ชาวนา

ผู้ได้รับการคัดเลือกเป็นเกษตรกรดีเด่นปี 2555 มีทรัพย์สิน 2,362,289 บาท ประกอบด้วย เงินฝาก 441,535 บาท เงินฝากของคู่สมรส 754 บาท ที่ดิน 2 แปลงมูลค่า 1,700,000 บาท ขนาด 1 งาน 1 แปลง และ ขนาด 10 ไร่ 1 แปลง มีโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 200,000 บาท

ส.ว.อดีตเกษตรกรดีเด่นรายนี้ ยังแจ้งบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช.ด้วยว่า มียานพาหนะ 3 คัน เป็นรถจักรยานยนต์ทั้งหมด มูลค่า 20,000 บาท และมีหนี้สินจากการกู้เงินสหกรณ์การกษตร 440,000 บาท

ส่วนรายได้ตลอดทั้งปี ถ้าไม่นับเงินเดือนที่ได้จากการดำรงตำแหน่ง ส.ว. 794,500 บาท เขามีรายได้จากการทำเกษตรกรรมเพียงอย่างเดียว โดยนาปี สร้างรายได้ 189,000 บาท นาปรัง 94,500 บาท ในขณะที่ต้องจ่ายต้นทุนการผลิต 124,200 บาท

  • นายนิอาแซ ซีอุเซ็ง

ข้าราชการบำนาญ กระทรวงมหาดไทยเป็นอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปประเทศ และอดีตนายอำเภอบาเจาะ จ.นราธิวาส

มีทรัพย์สินรวม 2,700,812 บาท ประกอบด้วย เงินฝาก 1,140,812 บาท ที่ดิน 1 แปลง ไม่ระบุมูลค่า แต่เป็นที่ดินประเภท น.ส. 3 ก. ที่ ต.ละหาร อ.ยี่งอ ขนาด 9 ไร่ โดยระบุด้วยว่าที่ดินแปลงดังกล่าวแบ่งออกเป็น 9 ส่วน มูลค่า 450,000 บาท

โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 1 แห่ง เป็นที่อยู่อาศัย บนที่ดิน น.ส. 3 ก. และครอบครองรถยนต์ส่วนบุคคล 2 คันราคา 250,000 บาท และ 60,000 บาท

มีรายได้ต่อปีจากเงินบำนาญ 360,000 บาท และไม่มีหนี้สิน

  • นายบุญมี สุระโคตร

ก่อนมาเป็น ส.ว.ทำหน้าที่ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนศูนย์ข้าวชุมชนบ้านอุ่มแสง อ.ราษีไศล จ.ศรีสะเกษ

มีทรัพย์สินรวม 2,847,674 บาท ประกอบด้วย เงินฝาก 246,529 บาท ของคู่สมรส 87,145 บาท

เงินลงทุน 280,000 บาท ของคู่สมรส 224,000 บาท ที่ดิน 2,000,000 บาท พาหนะรถยนต์ส่วนบุคคล 400,000 บาท และทรัพย์สินอื่น ซึ่งเป็นทองรูปพรรณ 14 บาท

ทั้งปีมีรายได้ จากค่าเช่าที่ดิน 100,000 บาท ขายข้าว 25,000 บาท และได้รับเงินปันผลหุ้น 34,200 บาท ของคู่สมรสอีก 22,400 บาท มีหนี้สินเป็นเงินกู้จากธนาคารและสถาบันการเงิน 720,000 บาท

ส.ว.ที่มีทรัพย์สินมากสุด 3 อันดับแรก

ส.ว.ที่มีทรัพย์สินมากที่สุด 3 อันดับแรก (ทั้งหมดมาจากการเสนอชื่อของคณะกรรมการสรรหา ส.ว.) ได้แก่

  • นางพิกุลแก้ว ไกรฤกษ์ เคยดำรงตำแหน่ง ส.ว.มาหลายสมัย คือ ปี 2549, 2551, และปี 2557 และเป็นพี่สาวของนาย “จุติ ไกรฤกษ์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

มีทรัพย์สินรวม 2,542,726,475 บาท แบ่งเป็นเงินสด 500,000 บาท ของคู่สมรส 500,000 บาท เงินฝาก 108,102,828 บาท ของคู่สมรส 12,497,803 บาท เงินลงทุน 1,448,802,482 บาท ของคู่สมรส 15,076,342 บาท เงินให้กู้ยืม 245,720,000 ของคู่สมรส 280,000,000 บาท

ที่ดิน 200,357,312 บาท ของคู่สมรส 65,766,820 บาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 62,232,511 บาท ของคู่สมรส 57,415,384 บาท ยานพาหนะ 4,000,000 บาท ของคู่สมรส 6,000,000 บาท และทรัพย์สินอื่น 35,755,000 บาท

รายได้ต่อปีมีรายได้รวม 35,837,900 บาท เป็นเงินเดือน ส.ว.1,362,720 บาท เบี้ยประชุมกรรมาธิการ ส.ว. 72,000 บาท เงินปันผล 28,403,180 บาท และมีหนี้สินจากบัตรเครดิตรวม 305,746 บาท

  • นางศิรินา ปวโรฬารวิทยา อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ เป็นบุตรสาวของ “เทียม โชควัฒนา” ผู้ก่อตั้งเครือสหพัฒน์

มีทรัพย์สินรวม 2,020,771,034 บาท แบ่งเป็น เงินฝาก 14,900,913 บาท ของคู่สมรส 8,292,673 บาท เงินลงทุน 1,018,701,004 บาท ของคู่สมรส 82,992,880 บาท เงินให้กู้ยืม 337,640,000 บาท ของคู่สมรส 100,000,000 บาท ที่ดิน 258,494,117 บาท ของคู่สมรส 121,270,447 บาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างของคู่สมรส 8,000,000 บาท ยานพาหนะของคู่สมรส 1,800,000 บาท และทรัพย์สินอื่น 28,679,000 บาท

มีรายได้ต่อปีรวม 62,355,000 บาท แบ่งเป็นเงินเดือน ที่ปรึกษา 3,200,000 บาท เบี้ยประชุม 200,000 บาท ดอกเบี้ย 11,300,000 บาท ปันผล 47,655,000 บาท มีหนี้สิน 4,258,976 บาท

  • นายอุปกิต ปาจรียางกูร อดีตประธานกรรมการบ.ยูไนเต็ด เพาเวอร์ ออฟ เอเชีย จำกัด(มหาชน) และอดีตคู่สมรสของนางสาวปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ
  • มีทรัพย์สินรวม 1,774,334,576 บาท แบ่งเป็น เงินฝาก 648,639,979 บาท ส่วนใหญ่ฝากที่ธนาคารในสปป.ลาว โดยมีบัญชีเงินฝากที่ BIC BANG LAO จำนวน 554,400,000 บาท เงินลงทุน 4,048,581 บาท เงินให้กู้ยืม 80,500,000 บาท ที่ดิน 324,260,000 บาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 167,000,000 บาท

    ยานพาหนะ 125,900,000 บาท สิทธิและสัมปทาน 5,836,015 บาท ทรัพย์สินอื่น 481,150,000 บาท โดยเป็นพระเครื่องมูลค่า 126,000,000 บาท รายการแหวน 90,200,000 บาท และรายการนาฬิกา 82,350,000 บาท มีหนี้สิน 48,468,415 บาท จากการทำสินเชื่อกับธนาคาร และค่าผ่อนรถยนต์ซุเปอร์คาร์ 3 คัน

    อดีตองค์กรอิสระ-ศาล

  • นายศุภชัย สมเจริญ อดีตประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
  • มีทรัพย์สิน 34,009,969 บาท เป็นเงินฝาก 9,267,688 บาท ของคู่สมรส 4,915,655 บาท เงินลงทุน 4,074,032 บาท คู่สมรส 2,470,713 บาท ที่ดิน 800,000 บาท ของคู่สมรส 5,530,000 บาท โรงเรียนและสิ่งปลูกสร้างของคู่สมรส 3,800,000 บาท ยานพาหนะ 400,000 บาท ของคู่สมรส 400,000 บาท สิทธิและสัมปทาน 335,880 บาท ของคู่สมรส 100,000 บาท ทรัพย์สินอื่น 948,000 บาท คู่สมรส 968,000 บาท โดยในจำนวนนี้มีพระเลี่ยมทองคำอีก 67 องค์ที่ประเมินค่าไม่ได้ และ ไม่มีหนี้สิน

    รายได้ต่อปีรวม 3,521,150 บาท เงินเดือน 1,388,880 บาท เงินบำนาญ 811,288 บาท เงินปันผลสหกรณ์ 108,567 บาท ดอกเบี้ยเงินฝาก 107,869 บาท เงินปันผลกองทุนรวมหุ้นฯ 6,195 บาท เงินปันผลประกันชีวิต 15,000 บาท เงินค่าขายหน่วยลงทุนคืนให้กองทุน 880,000 บาท ผลประโชน์เฉพาะส่วนที่ขายคืน 35,557 บาท เงินรางวัลสลากออมสินพิเศษ 126,100 บาท เงินคืนภาษีเงินได้ 41,691 บาท

  • นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ อดีตประธาน ป.ป.ช.
  • มีทรัพย์สินรวม 28,660,043 บาท เงินฝาก 754,629 บาท ของคู่สมรส 4,588,413 บาท เงินลงทุน 1,503,400 บาท คู่สมรส 100 บาท ที่ดิน 16,400,000 บาท คู่สมรส 598,500 บาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 3,000,000 บาท ยานพาหนะ 450,000 บาท ของคู่สมรส 1,365,000 บาท ไม่มีหนี้สิน

    มีรายได้ต่อปีประมาณ 528,419 บาท เป็นเงินเดือน 521,940 บาท เงินปันผล 6,479 บาท

  • นางผาณิต นิติทัณฑ์ประภาศ อดีตประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน
  • มีทรัพย์สินรวม 63,188,939 บาท เงินฝาก 12,246,513 บาท คู่สมรส 253,087 บาท เงินลงทุน 33,944,346 บาท หุ้นจากร้านสหกรณ์กรุงเทพ จำนวน2 หุ้น มูลค่า 40 บาท ที่ดิน 2,918,952 บาท คู่สมรส 180,000 บาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 9,000,000 บาท ของคู่สมรส 4,000,000 บาท ยานพาหนะ 646,000 บาท ไม่มีหนี้สิน

    รายได้ทั้งปีรวม 3,616,708 บาท เป็นเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง 1,440,000 บาท เงินบำนาญ 696,708 บาท เงินบำเหน็จออกจากราชการ 80,000 บาท ดอกเบี้ยและเงินปันผล 700,000 บาท รายได้จากการซื้อขายหลักทรัพย์ 700,000 บาท

  • นายดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม อดีตเลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง
  • มีทรัพย์สิน 64,957,074 บาท เงินสด 480,000 บาท เงินฝาก 1,270,055 บาท เงินลงทุน 968,778 บาท ที่ดิน 39,670,000 บาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 11,500,000 บาท ยานพาหนะ 5,000,000 บาท สิทธิและสัมปทาน 5,838,240 บาท ทรัพย์สินอื่น 230,000 บาท มีหนี้สินเป็นเงินกู้จากธนาคารและสถาบันการเงินอื่น 2,202,625 บาท รายได้ต่อปี 575,462 บาท โดยมาจากเงินบำนาญทั้งหมด

    กม.ใหม่ “คนหน้าเดิม” ไม่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน

    การเปิดบัญชีทรัพย์สินสมาชิกวุฒิสภา กรณีเข้ารับตำแหน่ง โดยสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เมื่อวันที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมา มี ส.ว.เพียง 137 คนเท่านั้นที่มีหน้าที่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ต่อ ป.ป.ช. จาก ส.ว.ทั้งหมด 250 คน

    แต่การเปิดเผยบัญชีครั้งนี้ ป.ป.ช.เปิดเผยเพียง 128 คน เนื่องจากที่เหลือขอขยายระยะเวลาการยื่นบัญชีทรัพย์สิน-หนี้สินออกไป

    ส่วนอีก 113 คน ไม่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช.ใหม่ เพราะเป็นไปตามบทบัญญัติของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปรามการทุจริต พ.ศ.2561 ซึ่งเพิ่งบังคับใช้เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ.2561 มาตรา 105 ที่บัญญัติ ว่า “ถ้าพ้นจากตําแหน่งและได้รับแต่งตั้งให้ดํารงตําแหน่งเดิมหรือตําแหน่งใหม่ภายในหนึ่งเดือน ผู้นั้นไม่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินกรณีพ้นจากตําแหน่งและกรณีเข้าดํารงตําแหน่งใหม่ แต่ไม่ต้องห้ามที่ผู้น้ันจะยื่นเพื่อเป็นหลักฐาน”

    ดังนั้น บุคคลที่เพิ่งพ้นตำแน่งเดิม ซึ่งเคยยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช.ไว้แล้ว และเข้ารับตำแหน่งเดิมหรือตำแหน่งใหม่อีกครั้งภายใน 1 เดือน จึงไม่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินในครั้งนี้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่มารับตำแหน่ง ส.ว.ต่อ

    เช่นเดียวกับ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รวมถึงรัฐมนตรีที่ดำรงตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีชุดที่ผ่านมา ก็ไม่จำเป็นต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินอีก แต่จะยื่นอีกครั้งหลังพ้นจากตำแหน่งโดยไม่ได้รับตำแหน่งใหม่ใดๆ อีกในระยะเวลา 1 เดือน

    ]]>
    0
    Boonlarp Poosuwan <![CDATA[จดหมายเปิดผนึกของผู้นำทางความคิดกว่า 100 คนในสหรัฐฯ “จีนคือคู่แข่งทางเศรษฐกิจ แต่ไม่ใช่ศัตรู”]]> https://thaipublica.org/?p=173881 2019-08-20T04:24:51Z 2019-08-20T04:15:24Z รายงานโดย ปรีดี บุญซื่อ

    ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เข้าพบประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนในการประชุมสุดยอดกลุ่ม G20 เมืองโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2562 ที่มาภาพ: https://www.washingtonpost.com/opinions/making-china-a-us-enemy-is-counterproductive/2019/07/02/647d49d0-9bfa-11e9-b27f-ed2942f73d70_story.html

    จีนเป็นประเทศที่มีประชากร 1 ใน 5 ของโลก มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก มีรัฐบาลที่อาศัยเศรษฐกิจกลไกตลาด และระบบการเมืองแบบอำนาจนิยม ที่มีพรรคการเมืองแบบพรรคเดียว เป็นประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์เพื่อใช้ป้องปรามจำนวนหนึ่ง มีระบบควบคุมประชาชนอย่างกว้างขวาง มีค่ายกักกันเพื่อปรับทัศนคติ และมี “ผู้นำตลอดชีพ” อย่างสี จิ้นผิง ประเทศแบบนี้ เป็นภัยคุกคามต่อสหรัฐอเมริกาหรือไม่

    เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคมที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์ Washington Post ได้ตีพิมพ์จดหมายเปิดผนึกของนักวิชาการชั้นนำ อดีตนักการทูต และผู้นำธุรกิจ ที่มีชื่อเสียงของสหรัฐฯ ที่เขียนถึงประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และสมาชิกรัฐสภาของสหรัฐฯ โดยบุคคลที่มีชื่อเสียงและมีอิทธิพลทางความคิดที่ลงชื่อในจดหมายเปิดผนึก ได้แก่ Taylor Fravel จาก MIT, Stapleton Roy อดีตทูตสหรัฐฯ ประจำจีน, Susan A. Thornton จากมหาวิทยาลัย Yale และ Ezra Vogel กับ Joseph Nye จาก Harvard เป็นต้น

    จดหมายเปิดผนึกกล่าวว่า บุคคลที่ลงนามในจดหมายทุกคน มาจากสมาชิกในชุมชนทางวิชาการ นโยบายต่างประเทศ ทางทหาร และทางธุรกิจของสหรัฐฯ หลายคนมีวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับภูมิภาคเอเชีย และวิตกกังวลต่อความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ที่นับวันจะเลวร้ายลงไป พวกเขาเชื่อว่า สิ่งนี้ไม่ได้สนองประโยชน์ของสหรัฐฯ และของโลก

    ข้อเสนอทางความคิด 7 ประการ

    จดหมายเปิดผนึกกล่าวว่า สิ่งที่จะกล่าวต่อไปนี้ คือข้อเสนอทางความคิดของบุคคลที่ลงนามในจดหมาย ในเรื่อง ทัศนะที่มีต่อจีน ต่อปัญหาที่เกิดจากวิธีการที่สหรัฐฯ ใช้กับจีนในปัจจุบัน และนโยบายของสหรัฐฯ ที่จะให้ผลลัพธ์ที่ดีมากกว่า

    (1) พฤติกรรมของจีนที่สร้างปัญหามากขึ้น ในระยะปีที่ผ่านมา เป็นการท้าทายที่ร้ายแรงต่อส่วนอื่นๆ ของโลก เช่น การปราบปรามในประเทศมากขึ้น อำนาจการควบคุมของรัฐมากขึ้นต่อธุรกิจภาคเอกชน การล้มเหลวที่จะทำตามพันธะทางการค้า และนโยบายต่างประเทศที่ก้าวร้าวมากขึ้น การท้าทายเหล่านี้ต้องการมาตรการตอบโต้ที่หนักแน่นและมีประสิทธิผลจากสหรัฐฯ แต่วิธีการที่รัฐบาลสหรัฐฯ ในปัจจุบันใช้กับจีนได้ผลตรงกันข้ามกับที่ตัวเองต้องการ

    (2) เราไม่เชื่อว่าจีนเป็นศัตรูทางเศรษฐกิจ หรือเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของสหรัฐฯ ที่จะต้องใช้วิธีการเผชิญหน้าในทุกๆ ปริมณฑล เราไม่เชื่อว่า จีนมีความเป็นหนึ่งเดียวกันทั้งหมดแบบก้อนหินขนาดใหญ่ หรือทัศนะของผู้นำคือสิ่งที่เขียนไว้ในศิลาจารึก แม้ว่าการเติบโตอย่างรวดเร็วทางเศรษฐกิจและทางทหารทำให้จีนแสดงบทบาทระหว่างประเทศที่แข็งกร้าวมากขึ้น แต่เจ้าหน้าที่และคนชั้นนำของจีนจำนวนมากรู้ว่า วิธีการร่วมมือกับตะวันตก ที่เป็นแบบแท้จริง สายกลาง และมุ่งเห็นผลทางปฏิบัติ คือสิ่งที่เป็นผลประโยชน์ของจีนเอง นโยบายของสหรัฐฯ ที่เป็นปรปักษ์ต่อจีนไปทำให้ฐานะของกลุ่มผู้นำจีนที่มีทัศนะดังกล่าวอ่อนแอลง แต่กลับไปสร้างความเข้มแข็งให้กับพวกชาตินิยม การใช้นโยบายที่สมดุลระหว่างการแข่งขันกับความร่วมมือ จะช่วยเสริมความเข้มแข็งให้กับกลุ่มผู้นำจีน ที่ต้องการให้จีนมีบทบาทแบบสร้างสรรค์ต่อกิจการของโลก

    (3) ความพยายามของสหรัฐฯ ที่จะปฏิบัติต่อจีนในฐานะศัตรู และดำเนินการตัดขาดการเชื่อมโยงที่จีนมีกับเศรษฐกิจโลก (decouple) จะก่อความเสียหายแก่บทบาทกับชื่อเสียงของสหรัฐฯ ต่อเวทีนานาชาติ และจะบ่อนทำลายผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของทุกประเทศในโลก การต่อต้านของสหรัฐฯ จะไม่สามารถยับยั้งการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ต่อเนื่องของจีน หรือส่วนแบ่งตลาดที่มากขึ้นของบริษัทจีน รวมทั้งการมีบทบาทมากขึ้นของจีนในกิจการของโลก ยิ่งกว่านั้น สหรัฐฯ ไม่สามารถจะสกัดการพุ่งขึ้นมาของจีนโดยที่สหรัฐฯ เองไม่เกิดความเสียหาย หากสหรัฐฯ กดดันพันธมิตรให้ปฏิบัติต่อจีนเป็นศัตรูทางเศรษฐกิจและการเมือง สหรัฐฯ ก็จะทำให้ความสัมพันธ์กับพันธมิตรอ่อนแอลง และจบลงที่สหรัฐฯ โดดเดี่ยวตัวเอง มากกว่าจะทำให้จีนโดดเดี่ยว

    (4) ความกลัวที่ว่าจีนจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำโลกแทนสหรัฐฯ เป็นการให้ความสำคัญในเรื่องนี้ที่เกินความจริง ประเทศส่วนใหญ่ในโลกไม่ได้ประโยชน์อะไรจากผลลัพธ์แบบนี้ และก็ยังไม่ชัดเจนว่า จีนเองมองเห็นว่าเป้าหมายนี้เป็นสิ่งที่จำเป็นและเป็นไปได้ ยิ่งไปกว่านี้ รัฐบาลที่ดำเนินการจำกัดข่าวสารและโอกาสแก่ประชาชนของตัวเอง และปราบปรามชนกลุ่มน้อยอย่างรุนแรง ไม่อาจจะได้รับการสนับสนุนจากนานาชาติอย่างมีนัยสำคัญ หรือประสบความสำเร็จในการดึงดูดคนมีความสามารถจากทั่วโลก การตอบโต้ที่ดีที่สุดของสหรัฐฯ ต่อปัญหาเหล่านี้คือ การร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อสร้างโลกที่มั่งคั่งและเปิดกว้างมากขึ้น โดยจีนเองได้รับการเสนอโอกาสในการเข้ามามีส่วนร่วม ความพยายามที่จะโดดเดี่ยวจีนมีแต่จะทำให้ความประสงค์ของจีนที่จะพัฒนาตัวเองให้เป็นสังคมที่มีความเอื้อเฟื้อและอดทนอดกลั้นมากขึ้นต้องอ่อนแอลงไป

    (5) แม้ว่าจีนมีเป้าหมายที่จะเป็นประทศมหาอำนาจทางทหารในกลางศตวรรษที่ 21 แต่จีนก็ประสบปัญหายากลำบากที่จะแสดงตัวเป็นประเทศมหาอำนาจทางทหารในโลก ความสามารถทางทหารของจีนที่สูงขึ้นได้กัดกร่อนอำนาจนำทางทหารของสหรัฐฯ ที่มีอยู่มายาวนานในแปซิฟิกตะวันตก วิธีที่ดีที่สุดในการรับมือต่อสิ่งนี้ไม่ใช่การแข่งขันด้านอาวุธแบบไม่รู้จบสิ้นโดยไปเน้นที่อาวุธในเชิงรุกและที่สามารถโจมตีได้ลุ่มลึกมากขึ้น หรือการตั้งเป้าหมายที่เป็นไปไม่ได้ในการยืนหยัดฐานะนำของสหรัฐฯ ที่กว้างไกลไปจนถึงพรมแดนจีน นโยบายที่ดีที่สุดคือการทำงานร่วมกับประเทศพันธมิตร ในการรักษามาตรการทางทหารแบบยับยั้ง (deterrence) โดยเน้นหนักที่การป้องกันตัวเอง เน้นความสามารถทางทหารที่ต่อต้านการยึดครองพื้นที่ (area denial capabilities) และความสามารถที่จะป้องกันการโจมตีต่อดินแดนสหรัฐฯ และพันธมิตร ขณะเดียวกัน ก็เสริมสร้างกลไกการบริหารจัดการวิกฤติกับฝ่ายจีน

    (6) จีนนั้นหาหนทางที่จะทำให้บทบาทของค่านิยมประชาธิปไตยของตะวันตกอ่อนแอลงในระเบียบโลก แต่จีนไม่ได้ต้องการที่จะพลิกคว่ำองค์ประกอบเศรษฐกิจและด้านอื่นๆ ของระเบียบโลก ที่จีนได้ประโยชน์มานานหลายทศวรรษ จริงๆ แล้วการที่จีนมีส่วนเข้าร่วมในระบบนานาชาติเป็นปัจจัยสำคัญต่อการอยู่รอดของระบบนี้ และการมีมาตรการที่ได้ผลในแก้ปัญหาร่วมกัน เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ สหรัฐฯ ควรจะส่งเสริมจีนให้เข้าร่วมในระบบโลกที่มีการแก้ไขใหม่ โดยที่ประเทศมหาอำนาจเกิดใหม่มีสิทธิ์มีเสียงมากขึ้น การใช้วิธีการกับจีนจากทัศนะที่มองว่า เมื่อฝ่ายหนึ่งได้ประโยชน์ หมายถึงอีกฝ่ายเสียประโยชน์ (zero-sum game) จะไปส่งเสริมให้จีนมีท่าทีที่ว่า หากไม่ถอนตัวจากระบบที่เป็นอยู่ ก็ไปสนับสนุนการสร้างระเบียบโลกที่แตกแยกออกไป ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อประโยชน์ของชาติตะวันตก

    (7) สรุป นโยบายสหรัฐฯ ต่อจีนที่จะประสบความสำเร็จ จะต้องเน้นการสร้างพันธมิตรกับประเทศอื่นๆ เพื่อสนับสนุนเป้าหมายทางเศรษฐกิจและความมั่นคง นโยบายจะต้องวางอยู่บนการประเมินที่เป็นจริงต่อผลประโยชน์ เป้าหมาย และพฤติกรรมของจีน การมีนโยบายที่ถูกต้องอย่างทัดเทียมกันของสหรัฐฯ และพันธมิตร และการสร้างความสามารถของสหรัฐฯ ให้เป็นแบบอย่างแก่ประเทศอื่น และท้ายที่สุด สิ่งที่จะเป็นผลประโยชน์ดีที่สุดของสหรัฐฯ คือการฟื้นฟูความสามารถในการแข่งขันอย่างได้ผล ในโลกที่เปลี่ยนแปลงไป และโดยการทำงานร่วมกับประเทศอื่นๆ กับองค์การระหว่างประเทศต่างๆ มากกว่าการใช้นโยบายที่ขัดขวางหรือปิดล้อมการที่จีนจะเกี่ยวข้องและติดต่อสัมพันธ์กับโลก

    จดหมายเปิดผนึกกล่าวสรุปว่า คนที่ลงนามในจดหมายฉบับนี้ต้องการแสดงให้ปรากฏชัดเจนว่า การมีท่าทีเป็นปรปักษ์ต่อจีน ไม่ใช่นโยบายที่เป็น “ฉันทานุมัติวอชิงตัน” (Washington Consensus)

    เอกสารประกอบ
    China is not an enemy, The Washington Post, July 3, 2019.

    ]]>
    0
    Kornkanok <![CDATA[ศูนย์นิติศาสตร์ มธ. ถอดบทเรียน “คดีแพรวา”: หลักกฎหมายที่ประชาชนควรรู้ – ปูพรมแก้ปมบังคับคดียืดเยื้อ]]> https://thaipublica.org/?p=173619 2019-08-20T05:04:31Z 2019-08-19T17:09:41Z
    นายวีระศักดิ์ ทัพขวา หัวหน้าสำนักงานช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย ศูนย์นิติศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ศาสตราจารย์ ณรงค์ ใจหาญ อาจารย์ประจำศูนย์กฎหมายอาญาและอาชญาวิทยา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กรศุทธิ์ ขอพ่วงกลาง ผู้อำนวยการศูนย์นิติศาสตร์ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายสื่อสารองค์กร และอาจารย์ประจำศูนย์กฎหมายแพ่ง คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้ดำเนินการเสวนา, ศาสตราจารย์ ณรงค์ ใจหาญ อาจารย์ประจำศูนย์กฎหมายอาญาและอาชญาวิทยา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ นายเสกสรร สุขแสง หัวหน้าผู้ตรวจราชการกรม กรมบังคับคดี (ซ้าย-ขวา)

    หลังจากคดียืดเยื้อมายาวนานเกือบ 9 ปี ในที่สุด “คดีอุบัติเหตุบนทางด่วนโทลล์เวย์” หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ “คดีแพรวา” ก็ถึงบทสรุป โดยในวันที่ 9 สิงหาคม 2562 จำเลยที่ 1 ถึง 3 ได้นำเงินไปวางที่ศาลแพ่งเพื่อเป็นการชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้ง 28 รายจำนวนทั้งสิ้น 42,536,517.63 บาท โดยไม่ต้องดำเนินการบังคับคดียึดทรัพย์มาขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้แต่อย่างใด

    เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2562 ศูนย์นิติศาสตร์ ร่วมกับศูนย์กฎหมายแพ่งคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้จัดงานเสวนา “ถอดบทเรียนทางกฎหมายจากคดีอุบัติเหตุทางด่วนโทลล์เวย์” เพื่อให้คดีนี้ถือเป็นอีกหนึ่งคดีต้นแบบสำหรับเป็นแนวทางให้กับคดีอื่นๆ ตลอดจนถึงการปรับปรุงจุดบอดที่ทำให้กระบวนการยุติธรรมไม่เอื้ออำนวยต่อประชาชน

    โดยมี ผศ. ดร.สมเกียรติ วรปัญญาอนันต์ ผู้อำนวนการศูนย์กฎหมายแพ่ง คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ศาสตราจารย์ณรงค์ ใจหาญ อาจารย์ประจำศูนย์กฎหมายอาญาและอาชญาวิทยา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, นายวีระศักดิ์ ทัพขวา หัวหน้าสำนักงานให้ความช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย ศูนย์นิติศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนายเสกสรร สุขแสง หัวหน้าผู้ตรวจราชการกรม กรมบังคับคดี ร่วมแลกเปลี่ยนและให้ความเห็น

    สำหรับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นขอสรุปสั้นๆคือ คดีนี้มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 9 คน บาดเจ็บ 5 คน มีการฟ้องร้องทั้งในคดีอาญาและคดีแพ่ง ซึ่งในคดีอาญาพนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้อง จำเลย 1 คน คือ นางสาวแพรวา หรืออรชร เทพหัสดิน ณ อยุธยา ส่วนคดีแพ่ง โจทก์ 28 คน ซึ่งเป็นครอบครัวผู้เสียชีวิต และผู้ได้รับบาดเจ็บ ได้ยื่นฟ้องเป็น 13 คดี ต่อจำเลย 7 คน โดยคำนึงถึงการเยียวยาค่าเสียหายจากอุบัติเหตุในครั้งนี้ ได้แก่ จำเลยที่ 1 นางสาวแพรวาฯ และเนื่องจากจำเลยที่ 1 เป็นเยาวชนอายุเพียง 16 ปีในขณะนั้น จึงต้องฟ้องจำเลยที่ 2 และ 3 คือ บิดาและมารดาของนางสาวแพรวาฯ ตามลำดับ จำเลยที่ 4 ผู้รับฝากรถจากจำเลยที่ 5 และ 6 เจ้าของรถ และจำเลยที่ 7 คือ บริษัทประกันภัยที่รับประกันภัยรถยนต์ไว้ (อ่านรายละเอียดลำดับการดำเนินคดี และสรุปข้อเท็จจริงโดยย่อ เพิ่มเติม)

    ถอดบทเรียน: หลักกฎหมาย-ข้อกฎหมายที่ประชาชนควรรู้

    • หลักเกณฑ์ในการคำนวณค่าเสียหายของผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต

    การคำนวณค่าเสียหายในคดีนี้อ้างอิงตามหลักเศรษฐศาสตร์ และตามแนวคำพิพากษาของศาลฎีกาที่เคยวางแนวทางไว้ในคดีอื่นๆ สำหรับหรับผู้เสียหายทั้ง 28 ราย โดยเมื่อหักค่าสินไหมทดแทนที่ได้รับตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535, เงินช่วยเหลือเยียวยาจากหน่วยงานต้นสังกัดของผู้ประสบเหตุแต่ละราย และเงินค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทประกันภัยรถยนต์แล้ว มียอดรวมที่ 113 ล้านบาท ซึ่งในทางปฏิบัติแล้วศาลมักปรับลดวงเงินค่าเสียหายลงจากที่เรียก ในคดีนี้ศาลกำหนดค่าเสียหายเหลือประมาณ 1 ใน 4 จากค่าเสียหายที่โจทก์ทั้งหมดเรียกไป

    นายวีระศักดิ์กล่าวถึงเหตุที่ยอดค่าเสียหายสูงเนื่องจากมีจำนวนผู้เสียหายในคดีมากจึงมีการฟ้องร้องแยกถึง 13 คดี (ก่อนนำมาคดีมารวมกันในภายหลัง) ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วครอบครัวผู้เสียชีวิตฟ้องค่าเสียหายอยู่ราว 10-12 ล้านบาท จำนวนเงินเหล่านี้คิดคำนวณโดยแบ่งเป็น

    1. ค่าเสียหายสำหรับผู้เสียชีวิต ได้แก่ ค่าปลงศพ และค่าขาดไร้อุปการะสำหรับบิดา มารดา ภรรยา หรือบุตรของผู้เสียชีวิต โดยคิดจากฐานข้อกฎหมายที่เรื่องหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูระหว่างบิดามารดากับบุตร หรือบุตรกับบิดามารดาและระหว่างสามีภรรยา ถือว่าผู้ยังอยู่ได้รับความเสียหาย โดยการคำนวณค่าขาดไร้อุปการะแยกเป็นรายคนตามหลักเศรษฐศาสตร์ ในกรณีของผู้ที่มีเงินเดือนนั้นคำนวณจากอายุขณะเกิดเหตุไปจนถึงอายุเกษียณ ส่วนกรณีของนักศึกษา คำนวณรายได้จากฐานเงินเดือนขั้นต่ำตามมติคณะรัฐมนตรี คือ 15,000 บาทต่อเดือน โดยนับจากอายุที่จะเรียนจบแล้วเริ่มต้นทำงานเป็นต้นไปจนกว่าจะเกษียณอายุ โดยทั้งสองกรณีดูรายได้ปัจจุบันโดยคิดอัตราเพิ่มของเงินเดือนร้อยละ 5 ต่อปีไปจนเกษียณอายุตามเกณฑ์ปกติ แล้วหารแบ่งส่วนค่าใช้จ่ายส่วนตัวของผู้นั้นกับค่าอุปการะเลี้ยงดูครอบครัวอย่างละครึ่ง
    2. ค่าเสียหายสำหรับผู้บาดเจ็บ ได้แก่ ค่ารักษาพยาบาล ค่าขาดประโยชน์จากการทำงาน และค่าเสียหายที่ไม่อาจคำนวณเป็นตัวเงินได้ เช่น ค่าเสียหายต่อจิตใจ การทนทุกขเวทนา
    3. ค่าเสียหายจากความเสียหายที่เกิดกับทรัพย์สินผู้เสียหายและผู้เสียชีวิต
    • การดำเนินคดีอาญาในกรณีที่ผู้เยาว์กระทำความผิด
    นายวีระศักดิ์ ทัพขวา หัวหน้าสำนักงานช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย ศูนย์นิติศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และศาสตราจารย์ ณรงค์ ใจหาญ อาจารย์ประจำศูนย์กฎหมายอาญาและอาชญาวิทยา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

    ศาสตราจารย์ณรงค์กล่าวว่า เนื่องจากในคดีนี้เป็นคดีที่เกี่ยวพันกันระหว่างคดีอาญากับคดีแพ่ง และเป็นการดำเนินคดีต่อเยาวชน ซึ่งแตกต่างไปจากการดำเนินคดีอาญาบุคคลทั่วไป เนื่องจากกฎหมายให้ความสำคัญกับประโยชน์สูงสุดของเด็กที่กระทำความผิด ไม่มุ่งจะลงโทษเพียงอย่างเดียวแต่มุ่งเยียวยาให้เขากลับตัวมากกว่า ซึ่งในคดีอาญาทั่วไปสามารถฟ้องคดีได้โดย ให้อัยการฟ้อง (ผู้เสียหายอาจขอเป็นโจทก์ร่วมในภายหลังก็ได้) หรือผู้เสียหายฟ้องเอง  แต่ในคดีเยาวชนได้มีเกณฑ์กำกับไว้ว่า ถ้าผู้เสียหายฟ้องคดีกับเยาวชน ต้องได้รับอนุญาตจากผู้อำนวยการสถานพินิจก่อน

    สำหรับคดีนี้คณะทำงานได้วางแนวทางให้เป็นหน้าที่ของพนักงานอัยการในการฟ้องคดี แล้วผู้เสียหายทำการขออนุญาตตามขั้นตอนเพื่อเข้าร่วมเป็นโจทก์ในภายหลัง เพื่อร่วมกับพนักงานอัยการในการนำเสนอพยานหลักฐานพิสูจน์ว่าจำเลยประมาทหรือไม่ ทำให้เกิดความเสียหายอย่างไร เนื่องจากคดีมีประเด็นเกี่ยวเนื่องกับคดีแพ่ง

    • ในคดีอาญาบิดามารดา หรือผู้ให้ยืมรถ มีความผิดด้วยหรือไม่

    ศาสตราจารย์ณรงค์กล่าวต่อไปถึงเรื่องเชิงเทคนิคในการฟ้องคดีว่า คดีอาญาเองก็สามารถฟ้องพ่อแม่ของผู้เยาว์และผู้ให้ยืมรถ ให้ร่วมรับผิดต่อการกระทำโดยประมาทของผู้เยาว์ด้วยได้ ไม่ว่าจะจากเหตุในการงดเว้น ละเลยไม่ดูแลผู้เยาว์ ให้ร่วมรับผิดในเหตุที่ผู้เยาว์ทำ แต่ทั้งนี้การฟ้องร้องในคดีอาญาข้อกล่าวหาต้องชัดเจนจนปราศจากข้อสงสัย ซึ่งในคดีนี้คณะทำงานเห็นว่าหลักฐานที่จะให้พ่อและแม่ของผู้เยาว์ร่วมรับผิดด้วยยังไม่ชัดเจนพอ ส่วนเรื่องการให้ยืมรถข้อมูลก็ยังน้อยมาก เป็นความเสี่ยงที่อาจถูกยกฟ้องได้

    “หากหลุดคำพิพากษาอาญาก็ไม่ผูกพันคดีแพ่ง แล้วคดีแพ่งจะหลุดไปด้วย เมื่อหลักฐานไม่ชัดจึงไม่เสี่ยงเลือกฟ้องคดีแพ่งอย่างเดียว เพราะไม่ต้องชัดเท่าอาญาในการสืบพยานหลักฐาน”

    • การดำเนินคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา

    ศาสตราจารย์ณรงค์ระบุว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 กำหนดไว้ว่า ข้อเท็จจริงในคดีแพ่งต้องถือตามคดีอาญา ซึ่งถ้าข้อเท็จจริงคดีอาญาสามารถชี้ชัดว่าการกระทำเป็นประมาท ทางอาญาจะดำเนินการคุมประพฤติและส่งผลต่อไปถึงคดีแพ่ง โดยศาลแพ่งก็จะพิจารณาความผิดทางละเมิดที่เกิดจากความประมาทของจำเลยต่อไป

    ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 นั้นเปิดโอกาสให้ผู้เสียหายฟ้องเรียกค่าเสียหายเข้ามาในคดีได้เพื่อจะได้ไม่ต้องเสียค่าขึ้นศาลในการฟ้องเป็นคดีแพ่งอีกคดีหนึ่ง แต่ในคดีนี้เมื่อคดีอาญาฟ้องเฉพาะตัวนางสาวแพรวา หากเรียกค่าเสียหายไปในคดีอาญาโดยอาศัยมาตรา 44/1 เลยผู้เสียหายอาจไม่ได้รับการเยียวยา เนื่องจากผู้เยาว์ย่อมยังไม่มีทรัพย์สินอะไรให้บังคับเอาได้

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กรศุทธิ์ ขอพ่วงกลาง ผู้อำนวยการศูนย์นิติศาสตร์ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายสื่อสารองค์กร และอาจารย์ประจำศูนย์กฎหมายแพ่ง คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สมเกียรติ วรปัญญาอนันต์ ผู้อำนวยการศูนย์กฎหมายแพ่ง คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

    ดังนั้นจึงเลือกที่จะฟ้องคดีแพ่งแยกต่างหากโดยฟ้องจำเลยที่ 2-7 เข้ามาด้วย ให้รับผิดต่อการละเมิดที่เกิดขึ้นโดยต้องรีบดำเนินการฟ้องร้องภายในอายุความซึ่งมีกำหนด 1 ปี ซึ่งเมื่อเป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องคดีอาญาต้องรอคำพิพากษาจากคดีอาญาก่อนจึงจะดำเนินคดีแพ่งต่อได้ ซึ่งคดีนี้ศาลกลัวเนิ่นช้าก็ให้สืบข้อเท็จจริงในเรื่องค่าเสียหายรอไว้ เมื่อคดีอาญาผูกพันเรียบร้อยก็สามารถกำหนดค่าเสียหายต่อไปได้

    ด้าน ผศ. ดร.สมเกียรติ กล่าวว่า แม้การดำเนินคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องอาญาจะต้องยึดผลในคดีอาญา แต่อย่างไรก็ตามคดีแพ่งและคดีอาญามีหลักการที่ต่างกัน คดีจึงไม่ได้จบเพียงมาตรา 46 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเท่านั้น โดยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 424 ได้กำหนดหลักว่าในการพิพากษาเรื่องการรับผิดข้อละเมิดและการเรียกค่าสินไหมไม่ต้องคำนึงถึงอาญา หมายความว่า คดีอาญาตัดสินว่าจำเลยประมาทเลินเล่อ ซึ่งจะเชื่อมโยงกับทางแพ่งเรื่องการละเมิด ตามมาตรา 420 ซึ่งเป็นเรื่องที่ศาลจะต้องพิจารณาต่อไปตามหลักทางแพ่ง

    “ต้องมีการตรวจสอบในประเด็นนี้ให้ถ่องแท้ว่ามีความสัมพันธ์ระหว่างเหตุและผลเป็นไปตามหลักในมาตรา 420 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์จริงหรือไม่ในกรณีของผู้ขับขี่รถยนต์ และถ้าเกิดว่าศาลชี้แล้วว่ามีความรับผิดจึงนำไปสู่ปัญหาต่อไปว่าจะต้องรับผิดเท่าใด ซึ่งมาตรา 438 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กำหนดว่าต้องขึ้นอยู่กับพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดนั้นๆ ด้วย ในประเด็นนี้จะต้องค้นหาความจริงโดยอาศัยพยานหลักฐานในชั้นของการพิจารณาในส่วนของคดีแพ่ง เพราะฉะนั้น ไม่ได้มีแต่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 เท่านั้น แต่จะมีต่อเนื่องมาในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 424 และมาตรา 438”

    • หลักการฟ้องผู้ที่ต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนทางแพ่ง

    ผศ. ดร.สมเกียรติ กล่าวต่อไปว่า ในเรื่องหลักการฟ้องผู้ต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทางแพ่ง ผู้เยาว์ไม่พ้นเหตุที่ไม่ต้องรับผิดทางแพ่งตามมาตรา 420 ซึ่งแตกต่างจากคดีอาญา และในมาตรา 429 ก็ระบุชัดว่า บุคคลใดแม้ไร้ความสามารถโดยเป็นผู้เยาว์ก็ต้องรับผิด นอกจากผู้เยาว์แล้วในทางแพ่งได้กำหนดให้บุคคลอื่นๆ ต้องรับผิดร่วมกับผู้เยาว์ด้วยดังนี้

    1. บิดามารดาของผู้เยาว์ที่ทำละเมิด โดยต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าบิดามารดานั้นได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่หน้าที่ในการปกครองดูแลผู้เยาว์แล้ว หากไม่ได้ก็พิพากษาไปตามกฎหมาย
    2. ครู อาจารย์ หรือผู้รับดูแล แต่ในกรณีนี้ภาระการพิสูจน์ตกแก่ฝ่ายโจทก์ที่ต้องหาหลักฐานมายืนยันถึงความบกพร่องต่อหน้าที่ ปล่อยปละละเลย ไม่ดูแลผู้เยาว์ให้ดี จนไปก่อเหตุละเมิดขึ้น
    3. ความรับผิดของ “ผู้ครอบครอง” หรือ “ควบคุม” รถยนต์ ซึ่งกรณีนี้กฎหมายบัญญัติเป็นความรับผิดเด็ดขาด คือ แม้ไม่มีการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ก็ต้องรับผิดตามกฎหมาย โดยหลักการนี้ยังครอบคลุมไปถึงความรับผิดของเจ้าของหรือผู้ดูแลสัตว์ ความรับผิดของเจ้าของสิ่งปลูกสร้าง ความรับผิดของผู้อยู่อาศัยกรณีของตกหล่นแล้วก่อให้เกิดความเสียหาย เป็นต้น
    • การบังคับคดี ขั้นตอนการยึด อายัด และขายทอดตลาด

    การบังคับคดีเป็นขั้นตอนภายหลังที่ศาลมีคำพิพากษา หลายคนอาจเข้าใจว่าเมื่อชนะคดีแล้วก็เป็นอันจบ แต่ในคดีแพ่งหลายกรณีที่มีการฟ้องเพื่อเรียกเอาทรัพย์ ฟ้องชดใช้ค่าเสียหาย หรือให้กระทำการอย่างใด กรณีเหล่านี้แม้โจทก์จะชนะคดีแต่หากจำเลยไม่ชดใช้ตามฟ้อง สิ่งที่โจทก์ได้ก็มีเพียงกระดาษคำพิพากษาของศาล กรณีเช่นนี้จึงต้องมีการบังคับคดีเพื่อเป็นเครื่องมือให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษา

    นายเสกสรรกล่าวว่า ในกระบวนการบังคับคดีนั้นมีความสลับซับซ้อนและต้องใช้ระยะเวลานาน โดยภารกิจของเจ้าพนักงานบังคับคดีจะเริ่มขึ้นเมื่อศาลออกหมายบังคับคดี หรือครบกำหนดการส่งคำบังคับโดยชอบแล้วและศาลออกหมายบังคับคดี

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สมเกียรติ วรปัญญาอนันต์ ผู้อำนวยการศูนย์กฎหมายแพ่ง คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนายเสกสรร สุขแสง หัวหน้าผู้ตรวจราชการกรม กรมบังคับคดี

    “ในคดีนี้มีการส่งคำบังคับแก่จำเลย ซึ่งยังไม่ครบกำหนดระยะเวลาตามคำบังคับจึงไม่สามารถที่จะขอให้ศาลออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ ดังนั้น กรมบังคับคดีจึงไม่สามารถจะดำเนินการใดๆ ได้ เนื่องจากกฎหมายตีกรอบไม่ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีใช้อำนาจพร่ำเพรื่อ และอำนาจมีเท่าไรก็ต้องเป็นไปตามหมายบังคับคดีที่ออกมา และต้องตีความอำนาจหน้าที่ที่กำหนดอย่างเคร่งครัด”

    ทั้งนี้เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีได้รับหมายฯ แล้ว จะดำเนินการดังต่อไปนี้

    1. ผู้แทนที่ได้รับมอบอำนาจจากโจทก์ทำการตั้งเรื่องเพื่อทำการยึดอายัด และจะต้องการวางค่าใช้จ่ายในการดำเนินการดังกล่าว
    2. หากทรัพย์ที่จะทำการยึดนั้นอยู่นอกพื้นที่อำนาจของกรมบังคับคดีที่ตั้งเรื่อง ก็ไม่สามารถยึดทรัพย์ได้ทันที ต้องขออนุญาตต่อศาลเพื่อขอบังคับคดีข้ามเขตเมื่อศาลมีคำสั่งอนุญาตตามคำขอเช่นว่านี้ เจ้าพนักงานบังคับคดีก็จะส่งเรื่องไปยังสำนักงานบังคับคดีที่ทรัพย์นั้นตั้งอยู่เพื่อทำการยึดทรัพย์
    3. จากนั้นทำการประเมินราคา โดยหากมีการโต้แย้งเรื่องการประเมินราคาก็ต้องข้อโต้แย้งนั้นเข้าสู่คณะกรรมการกำหนดราคาทรัพย์ จนกว่าจะได้ราคาที่เป็นที่ยุติ
    4. และเข้าสู่ขั้นตอนของการขายทอดตลาดโดยการประกาศขายทรัพย์

    “กระบวนการบังคับคดีทั้งหมดเบ็ดเสร็จแล้ว หากไม่มีปัญหาหรือข้อติดขัดใดๆ เลย จะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 6 เดือน กว่าที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะได้รับชำระหนี้ และคดีนี้แม้ยังไม่มีหมายบังคับคดี แต่ทุกหน่วยงานได้บูรณาการร่วมกัน โดยหลังจากที่มีข่าวเรื่องโฉนดที่ดินของจำเลย ได้ให้ ดีเอสไอตรวจสอบว่าโฉนดมีกี่ชุด ถูกต้องไหม อยู่ในข่ายถูกเพิกถอนไหม ซึ่งพบว่าราคาประเมินจริงนั้นมีราคาอยู่ที่ประมาณ 20 ล้านบาทเท่านั้น ดังนั้นหากต้องบังคับคดีกรณีนี้นอกจากต้องมีการบังคับคดีข้ามเขต อาจมีการโต้แย้งเรื่องราคาทรัพย์สิน เนื่องจากจะเลยระบุตามข่าวว่ามีราคา 50 ล้านบาท ซึ่งระยะเวลาจะยาวนานออกไป”

    สำหรับระยะเวลาบังคับคดีเมื่อศาลได้มีหมายบังคับคดีแล้วจะมีระยะเวลาในการบังคับคดีถึง 10 ปี เพื่อทำการทยอยยึดทรัพย์เพื่อชำระหนี้จนกว่าจะคุ้มหนี้ หากปรากฏว่าระยะเวลาใกล้ครบ 10 ปีแล้วเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาไม่สามารถสืบทรัพย์ของลูกหนี้ตามคำพิพากษาเพิ่มเติมได้อีกก็จะสามารถฟ้องล้มละลายได้ ซึ่งทางปฏิบัติธนาคารมักจะฟ้องในปีที่ 8-9 โดยต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ ซึ่งกระบวนการล้มละลายก็ใช้ระยะเวลาอีกนาน

    • ข้อสังเกตจากคำพิพากษาศาลฎีกา ในกรณีของจำเลยที่ 4

    นายวีระศักดิ์กล่าวว่า กรณีของจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นคนสนิทและคุ้นเคยกับจำเลยที่ 1 แต่ไม่ใช่ผู้ครอบครองหรือเจ้าของหรือผู้เอาประกันรถยนต์คันที่เกิดเหตุ โดยข้อเท็จจริงจำเลยที่ 4 ได้คอยไปรับส่งจำเลยที่ 1 ที่บ้านโดยที่จำเลยที่ 2-3 บิดามารดาของจำเลยที่ 1 อนุญาตยินยอมทุกครั้ง โจทก์ตั้งเรื่องว่าจำเลยที่ 4 ได้ปล่อยปละละเลยจำเลยที่ 1 ต้องร่วมรับผิดในเหตุละเมิดที่เกิดขึ้น

    “ตามข้อเท็จจริง บริเวณลานจอดรถห้างสรรพสินค้าจำเลยที่ 4 ติดเครื่องยนต์อยู่เพื่อที่จะไปเอาของที่ท้ายรถในขณะนั้นเองจำเลยที่ 1 ได้เปลี่ยนมานั่งตรงที่คนขับแล้วบอกแก่จำเลยที่ 4 ว่าขอนำรถไปธุระ โดยโจทก์ได้บรรยายข้อเท็จจริงบันทึกคำให้การของพนักงานสอบสวน บันทึกถ้อยคำของจำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 1 สรุปได้ว่า เยาวชนที่เอารถไปขับอายุ 16 ปี และยังไม่มีใบอนุญาตขับขี่และจำเลยที่ 4 ไม่ห้ามปรามทั้งที่อยู่ในวิสัยที่ห้ามปรามได้ และขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดด้วย”

    ซึ่งศาลฎีกาเห็นว่า จากพฤติการณ์ที่ผ่านมาตามที่โจทก์ตั้งประเด็น “…จึงน่าเชื่อว่าบิดามารดาของจำเลยที่ 1 ไว้วางใจให้จำเลยที่ 4 ดูแลจำเลยที่ 1 ผู้เยาว์โดยปริยาย กรณีจึงต้องด้วยบทบัญญัติตามมาตรา 430…” ที่ต้องร่วมรับผิดในผลแห่งการละเมิดที่จำเลยที่ 1 ผู้เยาว์ กระทำละเมิดระหว่างอยู่ในความดูแลของตน

    อนึ่ง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 4 โดยให้เหตุผลว่า “ถึงแม้จำเลยที่ 4 จะยินยอมให้จำเลยที่ 1 เอารถไปใช้จนเกิดเหตุ แต่เป็นเรื่องที่คาดหมายไม่ได้ว่าการที่จำเลยที่ 1 ขับขี่รถยนต์นั้นจะต้องขับไปเฉี่ยวชนเสมอไป” และศาลเห็นว่า “ความสัมพันธ์ระหว่างเหตุและผลว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ใช่ผลจากการที่จำเลยที่ 4 ยินยอมให้ใช้รถไป”

    ปัญหาเชิงปฏิบัติ บังคับคดียืดเยื้อ

    นายเสกสรรระบุว่า ในการบังคับคดีมีหลายกรณีที่ทำให้กระบวนการบังคัดคดียืดเยื้อยาวนาน เช่น ลูกหนี้ก็มักยักย้ายถ่ายเท ประวิงคดี ย้ายที่อยู่หลายทอด เพื่อดึงกระบวนการไม่ให้มีการขายทรัพย์, กรณีผู้ซื้อไม่มีเงินวางกรณีเข้าสู้ราคาหรือไม่มีเงินชำระเต็มจำนวนราคาทรัพย์จนต้องขอขยายเวลาชำระหนี้ออกไป, การโต้แย้งราคาประเมินทรัพย์ที่ยึด ตลอดจนการคัดค้านทุกขั้นตอนของกระบวนการบังคับคดี  ในทางหลักการการบังคับคดีอันเป็นเครื่องมือบังคับลูกหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องรวดเร็ว และไม่เปิดช่องให้คู่ความประวิงคดีได้ แต่ในทางปฏิบัติกฎหมายเปิดช่องให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาอ้างสิทธิตามกฎหมายเสมอ ทุกครั้งที่มีการคัดค้านจากลูกหนี้ฯ ทำให้เสียเวลาไปหลายเดือน ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องแก้ไขต่อไป

    อีกทั้งกฎหมายไทยกำหนดเอาไว้ให้การสืบหาทรัพย์เป็นหน้าที่ของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือโจทก์ที่จะต้องดำเนินการเอง ซึ่งทนายความไม่มีเครื่องมือใดๆ ที่จะใช้ในการสืบหาทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ในทางปฏิบัติจึงมักถูกปฏิเสธการให้ข้อมูลโดยเฉพาะจากธนาคาร ในบางกรณีควรใช้อำนาจศาลในการเรียกมาถาม ตามมาตรา 277 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว

    ทั้งนี้ ผศ. ดร.สมเกียรติ กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมามีการแก้กฎหมายบังคับคดีในเบื้องต้นแล้ว เช่น เรื่องความล่าล้าในการออกคำบังคับ โดยกฎหมายใหม่กำหนดออกคำบังคับมีผลทันทีแม้จำเลยไม่มาฟังคำพิพากษา ทำให้เข้าสู่การบังคับคดีได้เร็วขึ้น แต่กรณีนี้ใช้ได้เฉพาะกรณีที่จำเลยไม่ขาดนัดยื่นคำให้การ หรือขาดนัดพิจารณา หากจำเลยขาดนัดฯ ศาลยังต้องมีการส่งคำบังคับตามที่ศาลเห็นสมควร ทำให้ระยะเวลาต้องทอดออกไป ตามมาตรา 272 วรรคสองแห่ง ประกอบมาตรา 199 ทวิ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และกฎหมายไม่ได้กำหนดเรื่องระยะเวลาในการปฏิบัติตามคำพิพากษาดังนั้นศาลจึงสามารถกำหนดได้ตามดุลพินิจ ดังเช่นในคดีนี้ที่ยังคงต้องมีการส่งคำบังคับเนื่องจากจำเลยบางคนได้ขาดนัดยื่นคำให้การจึงยังต้องมีการส่งคำบังคับ ไม่สามารถเข้าสู่กระบวนการบังคับคดีได้ทันที

    คดีนี้ถือเป็นกรณีตัวอย่างที่ได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชนและภาครัฐในการดูแลผู้เสียหายตั้งแต่ต้นจนจบ ซึ่งส่วนหนึ่งบริษัทประกันภัยช่วยเหลือคดีได้มาก ผู้ร่วมเสวนาต่างเห็นตรงกันว่าควรมีการผลักดันให้ผู้ประกอบการประกันภัยนั้นจ่ายเงินเยียวยาเบื้องต้น และในคดีที่มีความสูญเสีย เรื่องกำลังใจของผู้ประสบเหตุคืออีกเรื่องที่ควรได้รับการเยียวยาหรือดูแลจากคนในสังคม อย่างที่บางประเทศได้มีการนำผู้ที่เคยประสบเหตุมาเป็นอาสาสมัครในการให้ความช่วยเหลือ เป็นอีกหนึ่งกรณีที่ควรนำมาเสริมกับความช่วยเหลือที่กระทรวงยุติธรรมมีอยู่แล้ว อย่าง “ยุติธรรมใส่ใจ” และ “กองทุนยุติธรรม”

    บริการทางกฎหมาย “ศูนย์นิติศาสตร์ มธ.”

    หนึ่งในภารกิจของศูนย์นิติศาสตร์ที่น้อยคนจะรู้ คือ การให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน โดยให้ความช่วยเหลือทั้งในด้านการให้คำปรึกษาทางกฎหมายและการให้ความช่วยเหลือทางอรรถคดี

    • การให้คำปรึกษาทางกฎหมาย ในด้านนี้ทางสำนักงานได้จัดให้มีทนายความและนิติกรในการให้คำปรึกษาทางกฎหมายแก่ประชาชน หากผู้ใดมีปัญหาหรือข้อสงสัยทางด้านกฎหมายสามารถขอรับคำปรึกษาทางกฎหมายหลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางมาปรึกษาด้วยตนเองที่ศูนย์ท่าพระจันทร์และศูนย์รังสิต ขอคำปรึกษาทางโทรศัพท์ ทางเว็บไซต์ หรือทางไปรษณีย์
    • การให้ความช่วยเหลือทางอรรถคดี มีรูปแบบการให้ความช่วยเหลือใน 3 รูปแบบด้วยกัน คือ
      1. จัดทนายความเข้าช่วยเหลือว่าความให้โดยไม่คิดค่าจ้างทนายความ โดยมีเงื่อนไขในการให้ความช่วยเหลือคือ 1.1) ผู้ขอความช่วยเหลือเป็นผู้ไม่ได้รับความเป็นธรรมในเรื่องที่เป็นข้อพิพาท 1.2) ผู้ขอความช่วยเหลือไม่มีส่วนร่วมในการกระทำความผิด 1.3) ผู้ขอความช่วยเหลือเป็นผู้มีฐานะยากจน ไม่มีเงินเพียงพอว่าจ้างทนายความเข้าต่อสู้คดีในชั้นศาลได้ 1.4) รูปคดีทั้งข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงมีทางที่จะให้ความช่วยเหลือได้ 1.5) ไม่เป็นคดีเกี่ยวด้วยปัญหาครอบครัว เว้นแต่เป็นคดีที่เกี่ยวกับการเรียกร้องค่าอุปการะเลี้ยงดู
      2. การเจรจาไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างผู้ร้องกับคู่กรณี
      3. การติดตามการบังคับคดี ตามคำพิพากษาของศาล
    ]]>
    0
    Boonlarp Poosuwan <![CDATA[อาลีบาบา กรุ๊ป ประกาศผลประกอบการไตรมาสสิ้นสุดมิ.ย.62 กำไร 3,551 ล้านเหรียญสหรัฐ]]> https://thaipublica.org/?p=173891 2019-08-19T17:18:03Z 2019-08-19T17:08:32Z
    แดเนียล จาง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร อาลีบาบา กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ ที่มาภาพ:https://www.alizila.com/daniel-zhang-ceo-changing-the-way-china-shops/

    หังโจว ประเทศจีน – 19 สิงหาคม 2562 – อาลีบาบา กรุ๊ป โฮลดิ้ง จำกัด รายงานผลประกอบการประจำไตรมาส สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2562

    นายแดเนียล จาง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของอาลีบาบา กรุ๊ป กล่าวว่า“ไตรมาสที่สองของอาลีบาบานั้นถือว่ายอดเยี่ยมมาก ฐานลูกค้าของเราเติบโตไปอยู่ที่ 674 ล้านคนต่อปี แสดงให้เห็นถึงแพลตฟอร์มสำหรับผู้บริโภคที่ยอดเยี่ยมของเรา เราจะขยายฐานลูกค้าของเราต่อไป และจะเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานและเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ด้วยรายได้ที่มาจากธุรกิจพาณิชย์หลักของเรา เรายังคงลงทุนในด้านเทคโนโลยีและนำการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลมาสู่ธุรกิจกว่าล้านรายทั่วโลก”

    ด้าน แมกกี้ วู ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงินของอาลีบาบา กรุ๊ป กล่าวว่าสำหรับผลประกอบการในไตรมาสที่ผ่านมา ถือว่าดีมาก แสดงรายได้ที่เติบโตขึ้นร้อยละ 42 ขณะที่ รายได้รวมนั้นเติบโตร้อยละ 34 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีก่อนหน้า

    “เรายินดีที่ได้เห็นจำนวนผู้ใช้และการใช้จ่ายของผู้บริโภคผ่านแพลตฟอร์มของเรา เราตั้งเป้าที่จะลงทุนต่อไปเพื่อการเจริญเติบโตในระยะยาว พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพในการลงทุนในแต่ละด้านการลงทุนของบริษัท”

    ทั้งนี้ข้อมูลที่น่าสนใจจากผลประกอบการไตรมาส สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2562 มีดังต่อไปนี้

    • รายได้รวม 114,924 ล้านหยวน (16,741 ล้านเหรียญสหรัฐ) เพิ่มขึ้น ร้อยละ 42 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีก่อนหน้า
    • ยอดผู้บริโภคในประเทศจีนที่เข้าถึงช่องทางค้าปลีกสูงถึง 674 ล้านคน เพิ่มขึ้น 20 ล้านคนเมื่อเทียบกับ 12 เดือนก่อนหน้านี้ที่สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2562
    • ยอดผู้ใช้งานในประเทศจีนที่เข้าถึงช่องทางค้าปลีกของเราในแต่ละเดือนผ่านโทรศัพท์มือถือสูงถึง 755 ล้านคนในเดือนมิถุนายน 2562 ซึ่งสูงกว่าในเดือนมีนาคมของปี 2562 ถึง 34 ล้านคน
    • กำไรจากการดำเนินการ 24,375 ล้านหยวน (3,551 ล้านเหรียญสหรัฐ) เพิ่มขึ้นร้อยละ 204 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ถ้าหากรวมค่าคอมมิชชั่นที่ แอนท์ ไฟแนนเชียล ได้จ่ายให้กับพนักงาน เพื่อเป็นรางวัลจากผลงานแล้วกำไรจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 27 ค่าใช้จ่ายนี้สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในไตรมาสสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2561 เพราะในระหว่างไตรมาส แอนท์ ไฟแนน ได้เสร็จสิ้นการจัดหาเงินทุน ซึ่งเป็นมูลค่าที่สูงขึ้น ทำให้บริษัทฯจำเป็นที่จะต้องเพิ่มค่าตอบแทนเพื่อเป็นรางวัลแก่พนักงาน ในระหว่างที่ กำไรก่อนหักดอกเบี้ยจ่ายภาษี และรายการตัดจ่ายทางบัญชีอื่นๆ ที่ปรับปรุง (Adjusted EBITDA) เพิ่มขึ้น ร้อยละ 34 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็น 39,238 ล้านหยวน (5,716 ล้านเหรียญสหรัฐ)
    • กำไรก่อนหักดอกเบี้ยจ่ายภาษีและรายการตัดจ่ายทางบัญชีอื่นๆที่ปรับปรุงแล้วของธุรกิจการค้าปลีก-ค้าส่ง คิดเป็น 41,025 ล้านหยวน (5,976 ล้านเหรียญสหรัฐ) เพิ่มขึ้น 25% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา กำไรก่อนหักดอกเบี้ยจ่าย ภาษี และรายการตัดจ่ายทางบัญชีอื่นๆ ที่ปรับปรุงในธุรกิจ Marketplace-based ของอาลีบาบา ที่ไม่ได้คำนวณตามมาตรฐานบัญชีทั่วไป (non-GAAP measurement) เพิ่มขึ้นร้อยละ 27 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนเป็น 46,800 ล้านหยวน (6,817 ล้านเหรียญสหรัฐ)
    • กำไรสุทธิสำหรับผู้ถือหุ้นสามัญคือ 21,252 ล้านหยวน (3,096 ล้านเหรียญสหรัฐ) กำไรสุทธิเท่ากับ 19,122 ล้านหยวน (2,785 ล้านเหรียญสหรัฐ) กำไรสุทธิที่ไม่ได้คำนวณตามหลักการบัญชีทั่วไปเท่ากับ 30,949 ล้านหยวน (4,508 ล้านเหรียญสหรัฐ) เพิ่มขึ้นร้อยละ 54 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า
    • กำไรต่อหุ้นปรับลดเท่ากับ 8.06 หยวน (1.17 เหรียญสหรัฐ) และกำไรที่ไม่ได้คำนวณตามหลักการบัญชีทั่วไปต่อหุ้นปรับลดเท่ากับ 12.55 หยวน (1.83 เหรียญสหรัฐ) เพิ่มขึ้นร้อยละ 56 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า
    • กระแสเงินสดสุทธิจากการดำเนินงานอยู่ที่ 34,612 ล้านหยวน (5,042 ล้านเหรียญสหรัฐ) ขณะที่กระแสเงินสดสุทธิที่ไม่ได้คำนวณตามหลักการบัญชีทั่วไป อยู่ที่ 26,361 ล้านหยวน (3,840 ล้านเหรียญสหรัฐ)
    ]]>
    0
    Boonlarp Poosuwan <![CDATA[การบินไทย…ยังไงผมก็ยังรักคุณเท่าฟ้า (อยู่นะ)…]]> https://thaipublica.org/?p=173834 2019-08-19T11:08:02Z 2019-08-19T11:07:52Z บรรยง พงษ์พานิช

    เมื่อไม่กี่วันก่อน ผมเขึยนวิจารณ์สถานะการเงินของการบินไทย (การบินไทย… หนี้สินท่วมฟ้า) ได้มีการแชร์ต่อ และมีสื่อนำไปเผยแพร่กว้างขวางตามสมควร กับได้มีคอมเมนต์บางอันในทำนองด่าว่าผม ว่าตอนเป็นกรรมการไม่เห็นทำอะไรเลย กับมีผู้บริหารฝากต่อว่ามาว่า ผมเอาแต่จิกกัด ไม่เห็นมีคำแนะนำที่เป็นประโยชน์อะไร

    …ขอเรียนว่าตอนที่ผมเข้าไปเป็นกรรมการ 30 เดือน ช่วงปี 2552-2554 นั้น ได้ร่วมกับ ดร.ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ และกรรมการและผู้บริหารขณะนั้นท่านอื่นๆ พลิกฟื้นผลการดำเนินงานจากขาดทุน 21,314 ล้านบาทในปี 2551 มามีกำไรรวมกันสองปี (2552-2553) 22,700 ล้านบาท สูงที่สุดในประวัติศาสตร์บริษัท และได้ทำการเพิ่มทุนจากตลาดทุนได้อีก 15,000 ล้านบาท ทำให้มีเงินกองทุนสูงถึงเกือบแปดหมื่นล้านบาท วางแผนปฏิรูปฝูงบินสั่งชื้อเครื่องใหม่ไป 37 ลำ

    หลังจากที่ผมถูกขอจากฝ่ายการเมืองให้ลาออก และ ดร.ปิยสวัสดิ์ถูกปลดในปี 2554 การบินไทยก็ขาดทุนต่อเนื่องมาเกือบทุกปี (เข้าใจว่ากำไรไม่กี่สิบล้านปีเดียว) จนทุนร่อยหรอเหลือเพียง 16,000 ล้านบาท

    …ขอเรียนว่า ถึงจะไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงแล้ว แต่ผมก็ยังผูกพันรักการบินไทย เช่นเดียวกับคนไทยอื่นๆ อีกไม่น้อย ที่เขียนวิจารณ์ติติงนั้นก็ด้วยความหวังดีเป็นที่ตั้ง

    เมื่อต้นปี 2557 ผมเคยเขียนวิเคราะห์ปัญหาของการบินไทยไว้สี่ตอนยาวๆ กับตอนที่เป็นซูเปอร์บอร์ดที่ร่วมพยายามแก้ปัญหา ได้เขียนไว้อีกสองตอน

    เลยขอเอามาโพสต์ไว้อีกที …ซึ่งถึงแม้เวลาจะผ่านมาร่วมห้าปี แต่รากฐานปัญหาต่างๆ ก็ยังเหมือนเดิม และยังไม่ได้รับการแก้ไข หวังว่าถ้าท่านอ่านให้ละเอียด แล้วค้นคว้าวิเคราะห์เพิ่มเติม จะหาทางแก้ปัญหาพลิกฟื้นสายการบินแห่งชาติได้สำเร็จ

    …ยังไงๆ ผมก็ยังรักคุณเท่าฟ้าอยู่นะครับ …การบินไทย

    อ่านบทความที่เขียนและวิเคราะห์การบินไทยไว้ทั้งหมดดังนี้

  • การบินไทย….ต้นทุนสูงเทียมฟ้า”….วิเคราะห์ปัญหา…ตอนที่ 4
  • การบินไทย ผมก็ (เคย) รักคุณเท่าฟ้า
  • “การบินไทย (ผมก็) รักคุณเท่าฟ้า” ตอนที่ 1
  • “การบินไทย (ผมก็) รักคุณเท่าฟ้า” ตอนที่ 2
  • “การบินไทย…การบินใคร? สายการบินแห่งญาติ?” ตอนที่3
  • อุปสรรคการปฏิรูป…อุทาหรณ์ที่การบินไทย
  • หมายเหตุ : ตีพิมพ์ครั้งแรก เฟซบุ๊กBanyong Pongpanich

    ]]>
    0
    Burakorn <![CDATA[สภาพัฒน์กางจีดีพี Q2/62 โต 2.3% ต่ำสุดรอบ 4 ปีครึ่ง กดครึ่งปีแรกโต 2.6% – แบงก์ชาติ นักวิเคราะห์ พร้อมปรับลดถ้วนหน้า]]> https://thaipublica.org/?p=173746 2019-08-20T05:04:09Z 2019-08-19T10:33:39Z
    ดร.ทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์

    เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2562 ดร.ทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ แถลงตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ จีดีพี ประจำไตรมาสที่ 2 ของปี 2562 ว่าเติบโตเพียง 2.3% ต่ำสุดในรอบ 4 ปีครึ่ง หรือนับตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 ของปี 2557 ที่เติบโตได้ 2.4% และชะลอตัวลงจากไตรมาสแรกของปีนี้ที่โต 2.8%

    รายละเอียดมีสาเหตุหลักมาจากการส่งออกที่ยังคงหดตัวไป -4.2% มากกว่าไตรมาสก่อนหน้าที่หดตัวไป -4% สอดคล้องกับการลดลงของการส่งออกและการชะลอตัวเป็นวงกว้างของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า และการเพิ่มขึ้นของมาตรการกีดกันทางการค้า ส่งผลโดยตรงให้การลงทุนภาคเอกชนชะลอตัวลงอย่างมากจาก 4.4% ในไตรมาสแรกมาเหลือเพียง 2.2%

    ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนยังขยายตัวได้ที่ 4.4% แต่นับเป็นการชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่องจากที่เคยเติบโต 4.9% ในไตรมาสก่อนหน้าและลดลงจากการเติบโตที่ระดับ 4.6% ในปี 2561

    นอกจากนี้ การส่งออกภาคบริการหรือภาคท่องเที่ยวที่เคยเป็นเครื่องจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลักในช่วงที่ผ่านมา เริ่มส่งสัญญาณที่ชะลอตัวลงอย่างชัดเจนจาก 4.9% ในไตรมาสก่อนหน้าเหลือเพียง 3.7% ในไตรมาสนี้ โดยมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศ 8.97 ล้านคน เพิ่มขึ้นเพียง 1.1% จากระยะเดียวกันของปีก่อน และมีรายรับรวมจากการท่องเที่ยว 708,300 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเพียง  2.4% โดยเป็นรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 63.3% ของรายได้รวม ซึ่งมีอัตราการเติบโตของรายได้เพียง 1.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ขณะที่ที่เหลือเป็นรายได้จากนักท่องเที่ยวไทย โดยมีการขยายตัวของรายได้ถึง 3.9%

    ด้านการผลิตทั้งการผลิตสาขาเกษตรกรรมและสาขาอุตสาหกรรมปรับตัวลดลงทั้งหมด โดยสาขาเกษตรกรรม การป่าไม้ และการประมง หดตัวลง -1.1% เทียบกับการขยายตัว 1.7% ในไตรมาสก่อนหน้า ตามการลดลงของผลผลิตพืชเกษตรสำคัญ เนื่องจากได้รับผลกระทบจากปัญหาสภาพอากาศที่แห้งแล้งและฝนทิ้งช่วง ในขณะที่ราคาสินค้าเกษตรปรับตัวเพิ่มขึ้นครั้งแรกในรอบ 9 ไตรมาส ส่งผลให้รายได้เกษตรกรปรับตัวเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นไตรมาสที่สอง ส่วนดัชนีราคาสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้น 2% ปรับตัวดีขึ้นจากการลดลง 0.7% ในไตรมาสก่อนหน้า โดยรวมส่งผลให้ดัชนีรายได้เกษตรกรโดยรวมเพิ่มขึ้น 0.4% 

    สำหรับสาขาการผลิตอุตสาหกรรมหดตัวลง -0.2% เทียบกับการขยายตัว 0.6% ในไตรมาสก่อนหน้า สอดคล้องกับการลดลงของการส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและมาตรการกีดกันทางการค้า โดยดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมการผลิตเพื่อการส่งออก (สัดส่วนส่งออกมากกว่า 60%) ลดลง 7.5% ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมที่มีสัดส่วนการส่งออกในช่วง 30-60% ลดลง 4.3% ในขณะที่ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมกลุ่มการผลิตเพื่อบริโภคภายในประเทศ (สัดส่วนส่งออกน้อยกว่าร้อยละ 30) เพิ่มขึ้น 0.8% โดยมีอัตราการใช้กำลังการผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ 65.58% ลดลงจาก 68.16% ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน

    ดร.ทศพรกล่าวต่อว่า เศรษฐกิจเริ่มเห็นสัญญาณชะลอตัวชัดเจนมาตั้งแต่ครึ่งปีหลังของปี 2561 โดยมีสาเหตุมาจากทั้งเศรษฐกิจโลกที่ชะลอลง สงครามการค้าที่รุนแรงมากขึ้น ปัญหาการเมืองภายในประเทศที่ยังไม่มีความชัดเจนในขณะนั้น ส่งผลให้ในไตรมาสนี้เศรษฐกิจเติบโตได้เพียง 2.3% เรียกว่าชะลอตัวลง แต่ยังไม่ใช่หดตัวหรือเป็นวิกฤติแต่อย่างใด และหากประเมินไปในอนาคตคาดว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวกลับขึ้นมาได้ในครึ่งปีหลัง โดยมีแรงสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ การปรับตัวของภาคส่งออกที่สามารถเจาะจงไปทำตลาดในบางรายสินค้าได้ เช่น กลุ่มอาหาร เครื่องหนัง ผลิตภัณฑ์จากไม้ที่ยังเติบโตได้ดีในทั้งตลาดของสหรัฐอเมริกาและจีน

    “เป้าหมายของภาคส่งออกในครึ่งปีหลังคาดว่าจะเร่งตัวขึ้นมาให้ได้ 3% เพื่อให้สามารถลดผลกระทบของสงครามการค้าที่กระทบไปทั่วโลกให้ได้มากที่สุด และเมื่อรวมกับช่วงแรกที่ส่งออกหดตัวไปคาดว่าทั้งปีส่งออกจะหดตัวเพียง 1.2% เท่านั้น ขณะที่อีกด้านต้องเร่งรัดปัจจัยด้านอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนของเอกชน มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ซึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมาในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐกิจได้อนุมัติไปบางส่วนแล้วและคาดว่าในอนาคตจะมีมาตรการด้านอื่นๆ ออกตามมาอีก ทั้งด้านท่องเที่ยว การลงทุน การส่งออกอีก อีกด้านหนึ่งที่ควบคุมได้คือการใช้จ่ายของภาครัฐที่จะมีการตั้งคณะกรรมการเร่งรัดการเบิกจ่ายให้เป็นไปตามเป้าหมาย” ดร.ทศพรกล่าว

    ทั้งนี้ สภาพัฒน์ประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจทั้งปีจะเติบโตได้ 2.7-3.2% หรือค่ากลางที่ 3% โดยคงการบริโภคภาคเอกชนเอาไว้ที่ 4.2% จากการประมาณการเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2562 โดยคาดว่าในครึ่งปีหลังจะมีปัจจัยสนับสนุนจากนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้น ในภาวะที่เงินเฟ้อและการว่างงานต่ำ มาตรการภาครัฐ และการเปิดตัวรถยนต์นั่งขนาดกลางรุ่นใหม่หลังจากที่ผู้บริโภคชะลอการซื้อรอดูอยู่

    ส่วนด้านการลงทุนของเอกชนปรับลดลงจาก 4.5% เหลือเพียง 3.8% แต่คาดว่าจะมีแนวโน้มขยายตัวได้ดีขึ้นจากปัจจัยพื้นฐานสำคัญ เช่น การเพิ่มขึ้นของมูลค่าการขอรับการส่งเสริมการลงทุนที่กลับมาขยายตัว 32.7% ในไตรมาสนี้หลังจากชะลอตัวไปในไตรมาสก่อนหน้านี้ และการย้ายฐานการผลิตจากสงครามทางการค้าเข้ามาในไทย ขณะที่การลงทุนภาครัฐปรับลดลงจาก 4.5% เหลือเพียง 4% โดยคาดว่าการดำเนินมาตรการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะต่อไปจะยังเป็นแรงสนับสนุนที่สำคัญของเศรษฐกิจไทย

    สุดท้ายในภาคต่างประเทศ สภาพัฒน์ปรับลดประมาณการมูลค่าการส่งออกลงจาก 2.2% กลายเป็นหดตัว -1.2% หรือปรับลดลงทีเดียว 3.4% ขณะที่มูลค่าการนำเข้าเองก็ปรับลดลงจาก 3.5% เป็นหดตัว -1.6% หรือปรับลดลงกว่า 5.1% ซึ่งอาจจะสะท้อนประเด็นการลงทุนของเอกชนที่อาจจะชะลอตัวลงในอนาคตตามภาคการส่งออกที่หดตัว และสอดคล้องกับภาคการผลิตที่หดตัวลงทั้งภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม อย่างไรก็ตาม สภาพัฒน์ยังคงคาดว่าแนวโน้มการส่งออกในครึ่งปีหลังจะฟื้นตัวกลับมาได้โดยมีปัจจัยหนุนจากการปรับตัวของภาคส่งออก โดยเริ่มเห็นสินค้าบางรายการได้รับประโยชน์จากการเบี่ยงเยนของทิศทางการค้า รวมไปถึงฐานของการส่งออกที่ต่ำในช่วงท้ายปีที่ผ่านมา

    นอกจากนี้ ปัจจัยสนับสนุนอีกประการคือฐานการขยายตัวต่ำลงในครึ่งปีหลังของปีที่แล้ว โดยเมื่อเทียบการเติบโตไตรมาสต่อไตรมาสแล้ว ไตรมาสที่ 2 ของปี 2562 ยังเติบโตได้ 0.6% ชะลอตัวลงจากไตรมาสก่อนหน้าที่เติบโตมาจากไตรมาสสุดท้ายของปี 2561 ที่ 1% สะท้อนการเติบโตที่ยังต่อเนื่อง และการชะลอตัวอย่างรวดเร็วในครึ่งปีแรกเกิดจากฐานที่สูงในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2561 ที่เติบโตได้ 5% และ 4.7% ในไตรมาสแรกและไตรมาสที่สองตามลำดับ

    สำหรับปัจจัยเสี่ยงในอนาคตยังคงเป็นประเด็นที่ต่อเนื่องมาจากไตรมาสแรกของปี ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงที่เศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าและเศรษฐกิจโลกจะขยายตัวต่ำกว่าการคาดการณ์ในกรณีฐานและกระทบต่อการฟื้นตัวของการส่งออกและการท่องเที่ยว, ความผันผวนของระบบเศรษฐกิจและการเงินโลกที่สูงและความเสี่ยงที่ยังปรับตัวเพิ่มขึ้น ทั้งสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกา, การแยกตัวของสหราชอาณาจักรจากสหภาพยุโรป, ความขัดแย้งของญี่ปุ่นและเกาหลีใต้, การปิดทำการของรัฐบาลสหรัฐฯ จากการเจรจากรอบงบประมาณที่อาจจะตกลงกันไม่ได้, การผ่อนคลายนโยบายการเงินของประเทศเศรษฐกิจหลักของโลกอีกครั้ง, ทิศทางนโยบายเศรษฐกิจของอิตาลีและความเป็นเอกภาพในการดำเนินนโยบายของรัฐสภายุโรปชุดใหม่, ปัญหาเสถียรภาพของเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่มีปัจจัยพื้นฐานอ่อนแอ เช่น เวเนซุเอลา อาร์เจนตินา ตุรกี รัสเซีย และปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงมีอยู่ในภูมิภาคต่างๆ และสุดท้ายคือภาวะภัยแล้งที่ล่าสุด ณ วันที่ 15 สิงหาคม 2562 มีปริมาณน้ำคิดเป็น 18% ของความจุทั้งหมด เทียบกับ 38% ในปีก่อนหน้า โดยจากเขื่อนทั้งหมด 36 แห่งมีถึง 19 แห่งที่มีระดับน้ำน้อยเข้าขั้นวิกฤติ

    รายละเอียดเพิ่มเติม

    ธปท.พร้อมพิจารณาทบทวนจีดีพี

    (19 ส.ค.) นายดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 2 ปี 2562 ที่สภาพัฒน์ฯ แถลง ขยายตัวร้อยละ 2.3 ชะลอลงจากร้อยละ 2.8 ในไตรมาส 1 ปี 2562 ต่ำกว่าประมาณการของ ธปท. ที่เผยแพร่ในรายงานนโยบายการเงินฉบับเดือนมิถุนายน 2562 ที่ร้อยละ 2.8 โดยเฉพาะภาคต่างประเทศที่หดตัวจากทั้งการส่งออกสินค้าและการส่งออกภาคบริการ รวมถึงการลงทุนภาคเอกชนและภาครัฐที่ขยายตัวชะลอลง ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนยังขยายตัวใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้

    อย่างไรก็ดี ในการประชุม กนง.รอบที่ผ่านมา กนง.ประเมินว่าเศรษฐกิจมีแนวโน้มจะขยายตัวต่ำกว่าประมาณการอย่างมีนัย ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ กนง.พิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง

    สำหรับระยะต่อไปประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะมีแรงส่งจากการใช้จ่ายในประเทศเป็นสำคัญ ซึ่งได้รับแรงสนับสนุนเพิ่มเติมจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ โดยจะมีการประเมินการขยายตัวเศรษฐกิจและเผยแพร่อีกครั้งในรายงานนโยบายการเงินฉบับเดือนกันยายน 2562

    ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยยังเผชิญกับความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอกและภายในประเทศที่ต้องติดตามพัฒนาการต่อไปอย่างใกล้ชิด เช่น ความเสี่ยงจากสงครามการค้าฯ แนวโน้มนโยบายการเงินที่ผันผวนของธนาคารกลางทั่วโลก และความต่อเนื่องของการเบิกจ่ายและการดำเนินนโยบายภาครัฐ

    นายนริศ สถาผลเดชา ผู้บริหาร ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)

    TMB Analytics ลุ้นกลับมา 3% ปีหน้า

    ทั้งนี้ ด้านนายนริศ สถาผลเดชา ผู้บริหาร ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) หรือ TMB Analytics แถลงปรับการเติบโตของเศรษฐกิจไทยปี 62 เหลือ 2.7% จากเดิมมองที่ 3.0% เหตุตัวเลขเศรษฐกิจครึ่งปีแรกแย่กว่าคาด ทำให้แรงส่งต่อไปยังในช่วงที่เหลือมีข้อจำกัด มองมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐช่วยพยุงการบริโภคในประเทศ ท่ามกลางแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกสงครามการค้าถึงทางตัน จึงยากที่จะเห็นส่งออกกลับมาในปีนี้ ลุ้นปีหน้าเศรษฐกิจกลับมาโตได้ 3%

    มองสถานการณ์ส่งออกไทยทรุด ฉุดไม่อยู่หดตัว 2.7% เหตุชัพพลายเชนโลกได้รับผลกระทบมากกว่าคาด คาดหดตัวเกือบทุกตลาดส่งออกสำคัญ ได้แก่ จีน (-5.5%) อาเซียน (-4%) ยุโรป (-2.7%) และในเกือบทุกสินค้าสำคัญ สอดคล้องกับปัจจัยเสี่ยงด้านต่างประเทศทั้งเศรษฐกิจหลักที่เป็นคู่ค้าชะลอตัวมากขึ้น และแรงกดดันสงครามการค้าที่ต้องลุ้นผลการเจรจาในแต่ละรอบ รวมทั้งหากสหรัฐฯ ประกาศขึ้นภาษีในหมวดยานยนต์และชิ้นส่วนที่อัตรา 25% จากทุกประเทศ (มาตรา 232) ในเดือนพฤศจิกายนจะส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออกยานยนต์ทั่วโลก ซึ่งของไทยคิดเป็น 11% ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด สอดคล้องกับที่ IMF ปรับประมาณการการค้าโลกลงจาก 3.4% เหลือเพียง 2.5% นอกจากนี้ การแข็งค่าของเงินบาทเป็นอีกปัจจัยที่มีส่วนทำให้ยังคงไม่เห็นการฟื้นตัวของการส่งออกได้เร็วในปีนี้

    คาดนักท่องเที่ยวต่างชาติพลาดเป้าขยายตัวแค่ 2% อยู่ที่ 39.1 ล้านคน ชะลอลงมากจากปี 61 ที่ขยายตัว 7.5% ปัจจัยลบยังคงเป็นการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกเป็นหลัก ที่ทำให้นักท่องเที่ยวมีแนวโน้มเดินทางเข้าไทยน้อยลงจากเดิมทั้งปีเราอาจเห็นตัวเลขแตะ 40 ล้านคน กอปรกับสถานการณ์บาทแข็งทุบสถิติส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวอีกด้วย โดยเงินบาทแข็งค่าขึ้นถึง 10% เมื่อเทียบกับเงินหยวน จึงไม่แปลกที่จะเห็นนักท่องเที่ยวจีนยังนิยมไปเที่ยวญี่ปุ่นและเกาหลีใต้อยู่แต่กลับมาเที่ยวไทยลดลง เพราะค่าเงินทั้งสองสกุลนี้ไม่ได้แข็งค่ามากเมื่อเทียบกับค่าเงินหยวน

    การลงทุนภาครัฐชะลอกว่าคาด เหตุรองบประมาณปี 63 การเบิกจ่ายงบลงทุนมีแนวโน้มต่ำกว่าเป้า โดยเฉพาะรัฐวิสาหกิจ​ อีกทั้ง ถ้าเทียบเม็ดเงินลงทุนของรัฐบาลกลางและรัฐวิสาหกิจแล้วก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นจากปีก่อนมากนัก โดยเฉพาะงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ ที่ลดลงจากปีก่อนเกือบ 25% เหลือเพียง 3.33 แสนล้านจาก 4.45 แสนล้านในปีก่อน​ อย่างไรก็ตาม จากความล่าช้าของการอนุมัติงบประมาณปี 63 จะทำให้เริ่มเห็นเม็ดเงินจากการลงทุนภาครัฐอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยในปีหน้า

    การลงทุนภาคเอกชนส่อเค้าไม่ขยายตัวในช่วงครึ่งปีหลัง ทั้งปีคาดโตได้ 1.8% แม้บริษัทไทยจะมีสภาพคล่องเหลือ แต่ปัจจัยเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกชะลอ ส่งผลให้อัตราการใช้กำลังการผลิตต่ำกว่าปีที่ผ่านมาโดยอยู่ที่ระดับ 68% กดดันความต้องการขยายการลงทุน สะท้อนจากความเชื่อมั่นภาคธุรกิจที่อยู่ระดับต่ำกว่า 50 เป็นไตรมาสแรกในรอบเกือบสามปี​ อย่างไรก็ตาม คาดว่าแนวโน้มการลงทุนเอกชนจะเริ่มปรับดีขึ้นตั้งแต่ไตรมาสสี่เป็นต้นไปจากมาตรการกระตุ้นการลงทุนของรัฐบาล ทั้งนโยบายภาษีและการช่วยเหลือ SME ผ่านมาตรการสินเชื่อ

    การบริโภคภาคเอกชนเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจ โดยทั้งปีคาดขยายตัวได้ 3.8%  ด้วยแรงหนุนเพิ่มจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเริ่มต้นปลายไตรมาสสาม ในช่วงครึ่งปีแรกการบริโภคภาคเอกชนขยายตัวถึง 4.9% หลักๆ มาจากแรงซื้อสินค้าไม่คงทน ซึ่งสอดคล้องกับหนี้ครัวเรือนไทยที่พุ่งขึ้นเร็วมากอยู่ที่ 13 ล้านล้านบาท โดย 1 ใน 3 เป็นสินเชื่อส่วนบุคคล สำหรับในช่วงที่เหลือ ปัจจัยกดดันการบริโภคประกอบด้วยการชะลอตัวของเศรษฐกิจ สถานการณ์ภัยแล้ง และปัญหาหนี้ครัวเรือน ซึ่งในช่วงต่อไปจะมีข้อจำกัดของการขยายตัวของสินเชื่อรายย่อย จากแนวโน้มการนำมาตรการควบคุมภาระหนี้สินต่อรายได้ (DSR) มาใช้ ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนจะได้รับผลบวกจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการปรับเพิ่มเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กระตุ้นการบริโภคในประเทศ รวมวงเงินกว่า 3.5 หมื่นล้านบาท และการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งอีกกว่า 2 แสนล้านบาท ซึ่งในส่วนของสถานการณ์ภัยแล้งที่เกิดขึ้น หากเทียบเคียงกับเอลนีโญปี 2558 และไม่มีมาตรการบรรเทาผลกระทบ จะส่งผลให้รายได้เกษตรกรลดลงประมาณ 11%

    คาด ธปท.ลดดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในไตรมาส 4 ​ทำให้อยู่ในระดับต่ำสุดในประวัติการณ์ และอาจลดได้อีก 1 ครั้ง ถ้าเศรษฐกิจแย่กว่าคาด และเงินเฟ้อยังคงต่ำกว่ากรอบเป้าหมาย​ จากการลดดอกเบี้ยนโยบายครั้งล่าสุดมาอยู่ที่ระดับ 1.50% และเริ่มเห็นการส่งผ่านนโยบายการเงินไปยังระบบธนาคารพาณิชย์แล้ว​ แต่เศรษฐกิจที่ยังมีความเสี่ยงสูง การใช้ทั้งนโยบายการคลังและนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายจะเป็นแรงช่วยกระตุ้นการขยายตัวของเศรษฐกิจ ประกอบกับ ธปท.มีมาตรการ macroprudential เพื่อดูแลความเสี่ยงในเรื่องเสถียรภาพการเงิน

    ค่าเงินบาทในช่วงที่เหลือของปีมีแนวโน้มแข็งค่าแตะ 30.5 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ หรือแข็งค่า 6% ธปท.หั่นดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% มาอยู่ที่ 1.50% ในเดือนสิงหาคม แต่ค่าเงินบาทยังคงเคลื่อนไหวในกรอบ 30.83-30.95 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ด้วยเหตุผลหลักที่นักลงทุนยังมองเงินบาทเป็นสินทรัพย์เสี่ยงน้อย ขณะที่ค่าเงินสกุลอื่นๆ ในเอเชียในช่วงนี้อ่อนค่าลงตามเงินหยวนจากการที่ทางการจีนปล่อยให้ค่าเงินหยวนอ่อนค่าจนทะลุ 7 หยวนต่อดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ดี ดุลการค้าของไทยที่คาดว่าจะยังเป็นบวกถึงแม้ว่าส่งออกจะโตติดลบ การท่องเที่ยวที่แม้ชะลอแต่ยังขยายตัวได้ และกระแสเงินทุนที่มียังมีแนวโน้มเป็นไหลเข้าสุทธิ จะเป็นปัจจัยหนุนค่าเงินบาท

    วิจัยกรุงศรีหั่น GDP ปี’62ลงมาที่ 2.9%

    ด้าน วิจัยกรุงศรี ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด(มหาชน) ระบุว่า จีดีพีไตรมาสสองเติบโตสอดคล้องกับที่คาด ถือว่าต่ำสุดในรอบร่วม 5 ปี และเพิ่มขึ้นพียง 0.59% จากไตรมาสก่อน แม้มีแนวโน้มชะลอตัวต่อเนื่อง ผลต่างระหว่าง GDP และระดับผลผลิตศักยภาพ หรือ output gap แคบลง แต่ก็ยังเป็นบวกติดต่อกัน 6 ไตรมาส

    วิจัยกรุงศรีระบุว่า ความต้องการที่จากภายนอกที่อ่อนตัวเริ่มมีผลต่อความต้องการภายใน ซึ่งเห็นได้ว่าการส่งออกสุทธิที่ดึงจีดีพีลง เป็นผลจากการหดตัว 5.8% จากระยะเดียวกันของปีก่อนของการส่งออกสินค้า ส่วนภาคบริการหดตัว 7.0% ขณะที่ตัวชี้วัดภายในประเทศทุกด้านชะลอตัวลง ทำให้จีดีพีลดลงอีก

    การบริโภคชะลอตัวลงโดยขยายตัวเพียง 4.4% จากระยะเดียวกันของปีก่อน จาก 4.9% เป็นผลจากการลดลงแรงของการใช้จ่ายสินค้าคงทน โดยเฉพาะการซื้อรถยนต์ ที่กลบการเติบโตในการใช้จ่ายสินค้ากึ่งคงทนและสินค้าไม่คงทน ที่เพิ่มขึ้น 3.0% 4.7% และตามลำดับ
    นอกจากนี้การใช้จ่ายในต่างประเทศยังคงอยู่ในระดับเพิ่มขึ้น 11.8% จำระยะเดียวกันของปีก่อน ซึ่งสะท้อนว่ากำลังซื้อของชนชั้นกลุ่มยังคงแข็งแกร่ง

    การลงทุนภาคเอกชนชะลอตัวลงมาเติบโตที่ 2.2% จากระยะเดียวกันของปีก่อน จาก 4.4% เพราะการลงทุนในภาคก่อสร้างและการลงทุนในเครื่องมืออุปกรณ์ลดลง การใช้จ่ายภาครัฐเพิ่มขึ้น 1.1% จากระยะเดียวกันของปีก่อน การลงทุนภาครัฐเพิ่มขึ้น 1.4% เพราะการลงทุนโดยรัฐบาลกลางเพิ่มขึ้น 5.9% จากปีก่อน แต่การลงทุนของรัฐวิสาหกิจลดลง 5.0%

    เมื่อประเมินจีดีพีจากด้าน การผลิตพบว่า อ่อนตัวในวงกว้าง โดยจีดีพีภาคเกษตรหดตัว 1.1% จากระยะเดียวกันของปีก่อน เป็นผลจากภาวะภัยแล้งที่ทำให้ผลผลิตข้าวหดตัว 15.3% ส่วนภาคการผลิตลดลงเล็กน้อย แม้การผลิตเพื่อการส่งออกลดลง 7.5% แต่ได้รับแรงหนุนจากการเพิ่มขึ้นเล็กน้อยของการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ ภาคบริการชะลอตัวลงมาที่ 3.5% ต่ำสุดในรอบ 19 ไตรมาส แต่ภาคค้าส่งและค้าปลีกยังเป็นภาคธุรกิจที่เติบโตเร็วที่ 5.9% จากปีก่อน

    วิจัยกรุงศรีได้ปรับลดประมาณการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจลงมาที่ 2.9% จาก 3.2% ซึ่งเป็นการปรับลดการคาดการณ์เติบโตครั้งที่ 3 และสอดคล้องกับการประมาณการณ์ 2.95%ครั้งล่าสุดของสภาพัฒน์ที่(ช่วง2.7%-3.2%) การปรับประมาณการณ์นี้สะท้อนว่าการเติบโตที่ชะลอตัวมากกว่าคาดในไตรมาส 2 และไตรมาส 3 ปีนี้ ซึ่งเห็นผลกระทบจากสงครามการค้าอย่างชัดเจน ความตึงเครียดทางการค้ารุนแรงมากขึ้นและความเชื่อมั่นในประเทศลดลง

    ก่อนหน้านี้วิจัยกรุงศรีคาดว่าจีดีพีรายไตรมาสจะเพิ่มขึ้นมากขึ้นในครึ่งปีหลังแต่ขณะนี้ประเมินว่ามีโอกาสเกิดขึ้นน้อย อย่างไรก็ตามยังคงมีมุมมองในทางบวกว่าจะฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งในไตรมาส 4 จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่มีวงเงิน 316 พันล้านบาท

    นอกจากนี้แรงกดดันจากภายนอกจะค่อยๆลดลง เพราะธนาคารกลางทั่วโลกเริ่มกลับเข้าสู่รอบใหม่ของการใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย ซึ่งจะมีผลให้เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวอีกครั้ง

    วิจัยกรุงศรีได้ลดคาดการณ์การส่งออกลงมาติดลบ ระยะสั้นการค้าโลกยังคงไม่สดใส เพราะยังไม่มีสัญญานว่าความขัดแย้งทางการค้าจะมีการแก้ไข การเก็บภาษีจากสินค้านำเข้าของจีนเพิ่มเติมรอบแรกวันที่ 1 กันยายนและรอบสองวันที่ 15 ธันวาคมนี้ จะยิ่งมีแรงกดดันจากภายนอก ขณะเดียวกันผลสำรวจดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ(PMI) เดือนกรกฎาคมบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจโลกยังอ่อนแอตั้งแต่ต้นไตรมาส 3 ดังนั้นจึงปรับลดการเติบโตการส่งออกลงอีกมาติดลบที่ 2.8% จากที่ประเมินว่าจะติดลบ 1.5%

    วิจัยกรุงศรีลดเป้าหมายการเติบโตของนักท่องเที่ยวต่างชาติลงมาที่ 3.5% จาก 5% เป็นผลจากการลดลงของนักท่องเที่ยวจีนและสถาน การณ์การเมืองระหว่างประเทศในภูมิภาค เช่น การประท้วงที่ฮ่องกง ความขัดแย้งทางการค่าระหว่างญี่ปุนกับเกาหลี ระเบิดในกรุงเทพ ในครึ่งปีแรกนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้นเพียง 1.5% จากระยะเดียวกันของปีก่อนมีจำนวนทั้งสิ้น 19.8 ล้านคน ส่วนครึ่งปีหลังคาดว่าจะมีจำนวนใกล้เคียงกับครึ่งปีแรก

    สำหรับการบริโภคภาคเอกชนได้ปรับลดการเติบโตลงมาที่ 3.9% จากความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลง ภาวะภัยแล้ง และการชะลอตัวของภาคการผลิต แต่มาตรการกระตุ้นทางการคลังและการพลิกกลับมาใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายจะช่วยใบรรเทาผลกระทบได้ส่วนหนึ่ง

    วิจัยกรุงศรีได้ปรับลดคาดการณ์การลงทุนภาคเอกชนลง ซึ่งเป็นผลจากการเติบโตที่ย่ำแย่ในครึ่งปีแรก สอดคล้องกับการส่งออกและการผลิต แนวโน้มครึ่งปีหลังก็ยังคงทรงตัวจากครึ่งปีแรก เพราะมีแรงหนุนจากการลงทุน PPP ในโครงสร้างพื้นฐษนและการย้ายฐานการผลิตมาที่ไทยหลังได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า

    แม้วิจัยกรุงศรีปรับลดการลงทุนภาครัฐลงแต่การใช้จ่ายภาครัฐยังคงมีผล การพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีที่ล่าช้า 4 เดือน และการใช้เงินลงทุนสำหรับโครงการใหม่เป็น 70-80 พันล้านบาทในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2563 ก็จะช้าออกไป อย่างไรก็ตามการเบิกจ่ายของงบรายจ่าย 800 ล้านบาทซึ่งปกติมีสัดส่วน 90% ของการใช้จ่ายของรัฐบาลทั้งหมดในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ ก็จะไม่ส่งได้รับผลกระทบจากพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2561

    EIC จับตามาตรการกระตุ้น

    เศรษฐกิจไทยปี 2019 มีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่า 3% จากทิศทางเศรษฐกิจโลกที่แย่ลง แต่ต้องจับตาผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่จะมีส่วนช่วยเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลัง ในช่วงเดือนที่ผ่านมาสถานการณ์เศรษฐกิจโลกปรับตัวแย่ลงในหลายมิติ เริ่มจากการประกาศขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ต่อสินค้าจีนเพิ่มเติมในอัตรา 10% ซึ่งมีการแบ่งเป็นสองรอบ ได้แก่ 1) รอบวันที่ 1 กันยายน จะขึ้นภาษีบนสินค้านำเข้าของจีนมูลค่าราว 1.04 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และ 2) รอบวันที่ 15 ธันวาคมบนสินค้าจีนมูลค่าราว 1.56 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

    นอกจากนี้ ความขัดแย้งระหว่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ รวมถึงการชุมนุมประท้วงในฮ่องกง ก็เป็นปัจจัยลบที่ส่งผลต่อแนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคส่งออกของไทย โดยอีไอซีคาดว่า มูลค่าการส่งออกในปี 2019 มีแนวโน้มหดตัวเพิ่มเติมจากที่เคยคาดไว้ที่ -1.6% (คาดการณ์เมื่อเดือน ก.ค.) เป็น -2.0% ขณะที่ ภาคการท่องเที่ยว อีไอซีคาดว่าจะได้รับผลกระทบเช่นกัน จึงทำให้คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจะลดลงเหลือ 40.0 ล้านคนจากที่เคยคาดไว้ที่ 40.1 ล้านคน และยังรวมถึงรายจ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยวที่มีแนวโน้มหดตัวจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและการแข็งค่าของเงินบาท โดยจากสถานการณ์ที่แย่ลงของอุปสงค์ต่างประเทศดังกล่าว จึงทำให้อีไอซีประเมินว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่า 3.0%

    อย่างไรก็ดี ต้องจับตามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มส่งผลบวกต่อ GDP เพิ่มเติม แม้ว่าเศรษฐกิจไทยจะได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและภาวะสงครามการค้า แต่เศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังจะได้รับผลดีจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ โดยในเบื้องต้นจากการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ด้านเศรษฐกิจ รัฐบาลได้เสนอแพ็กเกจมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงินกว่า 3.1 แสนล้านบาทโดยแบ่งเป็น 3 ด้าน ดังนี้

    1) มาตรการช่วยเหลือเกษตรกร

  • สินเชื่อฉุกเฉิน 50,000 บาท/คน (ฟรีดอกเบี้ยปีแรก)
  • สินเชื่อฟื้นฟูความเสียหายจากภัยแล้ง 500,000 บาท/คน
  • สนับสนุนต้นทุนการผลิตข้าว 500-800 บาท/ไร่ ไม่เกิน 20 ไร่

     

    2) มาตรการผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

  • เพิ่มเงินผู้ถือบัตร 500 บาท/คน/เดือน เป็นเวลา 2 เดือน (ส.ค.-ก.ย.)
  • เพิ่มเงินผู้สูงอายุ 500 บาท/คน/เดือน เป็นเวลา 2 เดือน (ส.ค.-ก.ย.)
  • เพิ่มเงินดูแลเด็กแรกเกิด 300 บาท/คน/เดือน เป็นเวลา 2 เดือน (ส.ค.-ก.ย.)

     

    3) มาตรการด้านการท่องเที่ยวในประเทศ

  • แจกเงินเพื่อท่องเที่ยว 1,000 บาท/คน ให้กับ 10 ล้านคนแรก
  • ใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยวไม่เกิน 30,000 บาท ได้รับเงินคืน 15% ไม่เกิน 4,500 บาท
  • มาตรการฟรีวีซ่าระยะเวลา 1 ปี สำหรับนักท่องเที่ยวจีนและอินเดีย และต่ออายุฟรีค่าธรรมเนียมวีซ่า (VOA)

     

    อย่างไรก็ตาม รายละเอียดของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจดังกล่าวยังมีรายละเอียดไม่ชัดเจนในหลายมิติ อาทิ เงื่อนไขการให้เกษตรกรกู้ ระยะเวลาของโครงการ ที่มาของงบประมาณ และความครบถ้วนของมาตรการอื่น ๆ ที่ยังอาจไม่มีการกล่าวถึง ดังนั้นจะต้องติดตามรายละเอียดของมาตรการทั้งหมดอย่างเป็นทางการ ซึ่งคาดว่าจะมีออกมาหลังผ่านมติ ครม. ในวันที่ 20 สิงหาคมซึ่งอีไอซีจะมีบทวิเคราะห์อย่างละเอียดเกี่ยวกับประเด็นนี้ต่อไป

    ]]> 0 chiraprapa <![CDATA[Climate Change กระทบฝั่งตะวันตกสหรัฐฯ เกิดโมเดล Water Marketing เกษตรกรขายน้ำให้เมืองใหญ่]]> https://thaipublica.org/?p=173780 2019-08-20T05:59:17Z 2019-08-19T09:40:32Z
    แม่น้ำโคโลราโดที่ไหลผ่านอุทยานแห่งชาติแกรนด์แคนยอน ในแอริโซนา

    น้ำในภาคตะวันตกของสหรัฐฯ กำลังจะหมดลง ทำให้เกษตรกรในพื้นที่แห้งแล้งเลียบแม่น้ำโคโลราโดทำข้อตกลงขายน้ำแลกรับเงินสดกับเมืองใหญ่

    การเปลี่ยนสภาพภูมิอากาศหรือ Climate Change กำลังส่งผลกระทบรุนแรงต่อเกษตรกรในสหรัฐอเมริกา เพราะขณะที่เกษตรกรในแถบมิดเวสต์เจอปัญหาน้ำท่วมในลุ่มน้ำมิสซิสซิปปี เกษตรกรในฝั่งเซาท์เวสต์กลับประสบกับกับการขาดน้ำอย่างมากจนถึงขั้นส่งผลด้านลบต่อภาคเกษตรกรรม รวมทั้งความเป็นอยู่ของพลเมืองอเมริกา 40 ล้านคนตลอดจนมีผลต่อการผลิตอาหารป้อนทั้งประเทศ

    แม่น้ำโคโลราโดที่มีความยาว 1,450 ไมล์เป็นแหล่งน้ำสำคัญของ 7 รัฐ แต่ Climate Change และการใช้น้ำที่มากเกินไป ส่งผลให้ระดับน้ำลดลงอย่างฮวบฮาบ

    งานวิจัยของ American Geophysical Union Water Resources พบว่าในช่วงปี 2000-2014 กระแสน้ำลดลง 19% จากระดับเฉลี่ยของศตวรรษที่ 20 และภายในปี 2100 กระแสน้ำจะลดลงมากถึง 55%

    ภัยคุกคามต่อน้ำจืดเป็นปัญหาระดับโลก ในสัปดาห์ที่ผ่านมา World Resources Institute รายงานว่า การเข้าถึงน้ำของประชากรหลายร้อยล้านคนตกอยู่ในภาวะเสี่ยง อันเนื่องจากภาวะโลกร้อน

    Climate Change กำลังส่งผลต่อแม่น้ำโคโลราโด ทำให้ภาวะแห้งแล้งที่ปกติเกิดขึ้นตามวัฏจักรกลับกลายเป็นการลดลงของน้ำอย่างถาวร

    เฉพาะเมืองใหญ่ในฝั่งตะวันตกก็มากพอที่จะทำให้น้ำในแม่น้ำลดลง เกษตรกรที่ประสบภัยแล้งซึ่งมีสิทธิในแม่น้ำนี้เช่นกันกำลังทุ่มเงินจำนวนมากนับร้อยล้านดอลลาร์เพื่อชะลอผลกระทบและชะลอการลดลงของน้ำ

    สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนการจัดการในช่วงที่ผ่านมาซึ่งมีผลต่อทางน้ำที่ไหลผ่านแกรนด์แคนยอนที่จัดว่าเป็นสัญลักษณ์ของภาคตะวันตกของสหรัฐฯ หากระดับน้ำในแม่น้ำยังคงลดลงต่อเนื่อง ก็จำเป็นที่จะต้องมีมาตรการสำคัญออกมาเพื่อปกป้องน้ำที่เหลืออยู่

    นับตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 ผู้ใช้น้ำรายใหญ่จากแม่น้ำโคโลราโดคือเกษตรกรที่ปรับสภาพพื้นที่นับล้านเอเคอร์ในแคลิฟอร์เนีย และแอริโซนาให้เป็นพื้นที่สีเขียว

    สิทธิในการใช้น้ำประเมินน้ำสูงเกินไป

    ตลอดเวลาร่วม 100 ปี ปริมาณน้ำได้มีการควบคุมด้วยข้อตกลงระหว่างรัฐที่ตั้งอยู่ในลุ่มแม่น้ำ แต่น้ำถูกดึงไปใช้จากผู้บริหารรัฐ ผ่านกลไกที่ว่าใครมาก่อนมีสิทธิก่อน ซึ่งเป็นข้อตกลงที่เก่าแก่มีขึ้นหลังสงครามกลางเมืองอเมริกาไม่กี่สิบปี หรือราวปลายศตวรรษ 1800

    กลไกใครมาก่อนมีสิทธิก่อนนี้ ผู้อ้างสิทธิที่ใช้ประโยชน์จากการหันเหของกระแสน้ำในภาคเกษตร เหมืองแร่ ยังสามารถใช้น้ำต่อไปได้ในปริมาณเท่าเดิมที่เคยใช้มาก

    ต่อมาได้เกิดข้อตกลง 1922 Colorado River Compact เพื่อแก้ไขปัญหานี้ เพราะมีการจัดสรรน้ำในปริมาณ 7.5 ล้านเอเคอร์-ฟุต (เทียบเท่าน้ำในพื้นที่ทั้ง 1 เอเคอร์ที่มีน้ำลึก 1 ฟุตเต็มพื้นที่) หรือราว 1 ล้านล้านลิตร หรือราว 326,000 แกลลอน ให้กับพื้นที่ด้านบนของลุ่มแม่น้ำ คือ โคโลราโด ไวโอมิง ยูทาห์ และนิวเม็กซิโก กับพื้นที่ตอนล่างของลุ่มแม่น้ำ คือ เนวาดา แอริโซนา และแคลิฟอร์เนีย แต่เนื่องจากการที่แม่น้ำไหลจากเหนือลงใต้ จึงมีเงื่อนไขให้รัฐที่อยู่ทางตอนเหนือของลุ่มแม่น้ำดูแลให้รัฐทางตอนล่างมีน้ำใช้ด้วย

    แต่การลงนามของรัฐที่เกี่ยวข้องซึ่งได้ร่วมข้อตกลงปี 1920 เพื่อแก้ไขจัดสรรสิทธิในแม่น้ำนั้นประเมินสูงเกินไปว่าจะมีปริมาณน้ำที่เพียงพอ ความต้องการใช้น้ำเพิ่มขึ้นอย่างมากหลังจากนั้นไม่นานนัก และใช้มากเกินกว่าน้ำจะไหลเข้าได้ทัน

    นับตั้งแต่ปี 1989 รัฐในลุ่มน้ำตอนล่างใช้น้ำมากเกินสิทธิภายใต้ข้อตกลง เพราะภาคเกษตรและเมืองใหญ่ขยาย จึงมีการนำน้ำจากทะเสาป Mead และทะเลสาบ Powell มาใช้ ขณะที่แม่น้ำเองก็หยุดไหลเข้าไปในอ่าวแคลิฟอร์เนียแต่กลับไหลไปทางทะเลทรายเม็กซิโก

    ในเดือนมีนาคมแหล่งกักเก็บน้ำในแม่น้ำลดลงต่ำกว่าครึ่ง ทำให้รัฐบาลกลางกำลังจะเข้ามาจัดการ แต่รัฐที่อยู่ในบริเวณนี้ได้ทำข้อตกลงชั่วคราวเพื่อลดการใช้น้ำลง ในปี 2026 สถานการณ์นี้จะรุนแรงมากขึ้น และต้องมีการทำข้อตกลงระยะยาว

    American Rivers ระบุว่า แม่น้ำโคโลราโดเป็นแหล่งน้ำดื่มของพลเมืองอเมริกา 1 ใน 10 คนจากหลายเมือง เช่น ลาสเวกัส ลอสเองเจลิส และฟีนิกซ์ และยังเป็นแหล่งน้ำหลัก 90% ของการปลูกผักในฤดูหนาว และเมื่อข้อตกลงหลักมีผล อาจจะทำให้การเพาะปลูกและการใช้น้ำทั้งภูมิภาคเปลี่ยนแปลงไป

    จอห์น เบิร์กเกรน นักวิเคราะห์นโยบายน้ำจาก Western Resource Advocates กล่าวว่า เมื่อการใช้น้ำมากเกินไปผสมกับภาวะ Climate Change ที่รุนแรงมากขึ้น จึงกลายเป็นปัญหา

    เมื่อระดับน้ำลดลงต่อเนื่องและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้ามาซ้ำเติม พื้นที่ในลุ่มน้ำตอนล่างจึงหนีไม่พ้นกลับมาใช้น้ำแบบอ้างสิทธิมาก่อนใช้ก่อนโดยปริยาย

    ประชากรในชายฝั่งตะวันตกที่เพิ่มขึ้นอย่างมากทำให้ความต้องการใช้น้ำตกมาอยู่ที่แม่น้ำโคโลราโด แต่การใช้น้ำของคนในเมืองต่างจากภาคเกษตรที่พึ่งทางน้ำเป็นหลัก คนในเมืองมีทางเลือกมากกว่า เช่น ที่ลาสเวกัส ได้มีการจ่ายให้เงินให้กับชาวเมืองเพื่อถางสนามหญ้าออก ส่วนที่ลอสแอนเจลิสมีแผนที่จะให้คนรีไซเคิลน้ำ 100% จากน้ำเสียภายในปี 2035

    อย่างไรก็ตาม มาตรการนี้ไม่เพียงพอที่จะบรรเทาการแห้งผากของแม่น้ำ เพราะ 70% ของน้ำใช้กับภาคเกษตร

    โรเบิร์ต เกลนนอน ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยแอริโซนาและเป็นผู้เขียนหนังสือ Unquenchable: America’s Water Crisis and What To Do About It มองว่าต้องมีการปรับปรุงประสิทธิภาพของเกษตรกรในพื้นที่ทะเลทราย ในด้านการรดน้ำพืชผล รวมทั้งการมีโครงการการใช้ประโยชน์ร่วมกันเพื่อผันน้ำไปยังพื้นที่ในเมืองเพื่อเป็นหลักประกันว่าจะมีน้ำในช่วงภัยแล้งในอนาคต

    เกิดโมเดล Water Marketing

    ด้วยเหตุนี้ ตลาดน้ำ (Water Marketing Program) ก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว หน่วยงานด้านน้ำในพื้นที่จ่ายเงินจำนวนหลายร้อยล้านดอลลาร์ให้กับผู้มีสิทธิในน้ำอันดับต้นๆ หรือสนับสนุนการอนุรักษ์พื้นที่ชนบทเพื่อแลกกับน้ำ

    ศาสตราจารย์เกลนนอนกล่าวว่า เกษตรกรและหน่วยงานด้านน้ำในพื้นที่ตระหนักมานานแล้วว่า หากไม่ทำข้อตกลงกับเมืองใหญ่ รัฐบาลกลางจะเข้ามาจัดการอย่างแน่นอน ไม่มีรัฐบาลไหนปล่อยให้เมืองใหญ่ขาดน้ำเพียงเพราะการอ้างสิทธิในน้ำ

    “หากเกษตรกรไม่ใช้ข้อได้เปรียบที่มีทำข้อตกลงน้ำกับเมืองเพื่อแลกกับปริมาณที่น้อย ก็จะเจอกับการออกกฎหมายใหม่ที่ตัดสิทธิและเน้นการอนุรักษ์ โดยที่รัฐไม่ต้องใช้เงินแม้แต่น้อย” ศาตราจารย์เกลนนอนกล่าว

    ผลการศึกษาของ Bureau of Reclamation ปี 2012 พบว่า โมเดลตลาดน้ำนี้ประสบความสำเร็จ โดยพื้นที่ทำการเกษตรในภูมิภาคนี้ลดลง ขณะที่การผันน้ำไปให้ในเมืองใช้เพิ่มขึ้น

    ดีลตลาดน้ำที่ใหญ่ที่สุดมีขึ้นในปี 2003 ภายใต้ข้อตกลง Quantification Settlement Agreement ที่มีการส่งน้ำ 200,000 เอเคอร์-ฟุตหรือราว 100,000 ล้านลิตรทางตะวันตก ในอัตรา 474 ดอลลาร์ต่อเอเคอร์-ฟุต หรือราว 94 ล้านดอลลาร์ต่อปี

    แหล่งน้ำในดีลนี้มาจากพื้นที่ชลประทานอิมพีเรียล Imperial Irrigation District (IID) ในชนบทของทางตะวันออกเฉียงใต้ของแคลิฟอร์เนีย ส่งตรงไปที่หน่วยงานน้ำในแซนดีเอโกเคาน์ตี (San Diego County Water Authority) ซึ่ง IDD ยังทำข้อตกลงกับ Metropolitan Water District (MWD) ที่รับน้ำพื้นที่ลอสแอนเจลิส และออเรนจ์เคาน์ตี เพื่อจัดส่งน้ำ 105,000 เอเคอร์-ฟุต ในราคา 111 ดอลลาร์ต่อเอเคอร์-ฟุต

    นอกจากนี้ Palo Verde Irrigation District (PVID) ซึ่งมีพื้นที่ 131,000 เอเคอร์ เลียบฝั่งแม่น้ำโคโลราโดที่กั้นระหว่างแคลิฟอร์เนียลและแอริโซนา ได้ทำข้อตกลงระยะยาว 35 ปีกับ MWD ซึ่งจ่ายเงิน 6.2 ล้านดอลลาร์ในปีก่อนเพื่อสิทธิการใช้น้ำ

    ทั้งในภายใต้ข้อตกลง MWD สามารถขอให้ Palo Verde ปล่อยพื้นที่บางส่วนให้เป็นพื้นที่ว่างเปล่า 28% เพื่อเพิ่มน้ำได้อีก 115,000 เอเคอร์-ฟุต รองรับเมืองใหญ่ในทางตอนใต้ของแคลิฟอร์เนีย ที่มีประชากรราว 20 ล้านคน หากไม่รวมเงินที่ชำระล่วงหน้า MWD จ่ายเงินให้เกษตรกรใน Palo Verde ไปแล้วราว 164 ล้านดอลลาร์ระหว่างปี 2005-2018

    ผู้บริหาร MWD กล่าวว่า ดีลการซื้อน้ำผ่านระบบตลาดช่วยให้แคลิฟอร์เนียสามารถรับมือกับสถานการณ์ Climate Change ได้ แต่ก็ยังหาข้อตกลงอื่นที่ยืดหยุ่นเพื่อให้ในฤดูฝนสามารถกักเก็บน้ำไว้ใช้ในหน้าแล้ง และแลกเปลี่ยนกับหน่วยงานอื่น

    โดยเหตุที่มีเงินมาเกี่ยวข้องทำให้ท้องถิ่นขนาดเล็กที่มีแหล่งน้ำก็เริ่มเข้ามาในตลาดน้ำมากขึ้น เช่น Bard Water District ที่มีพื้นที่ 7,000 เอเคอร์ แต่ได้เริ่มโครงการที่สองแล้วที่มีข้อตกลงปล่อยให้มีพื้นที่ว่างเปล่า เพื่อแลกกับผลแทนตัวเงินจาก MWD

    ในโครงการแรกปี 2019-2017 นั้น Bard Water District ทำเงินได้ 950,000 ดอลลาร์ ให้กับเกษตรและให้กับหน่วยงานน้ำเองเพื่อนำไปปรับปรุงแหล่งน้ำ ทั้งนี้อายุของโครงการคือ 2 ปี

    แต่ Bard Water District ยอมรับว่าโครงการนี้มีต้นทุนเกิดขึ้น โดย รอน เดอร์มา ผู้บริหาร Bard Water District กล่าวว่า มีผลกระทบต่อประชาชนที่อาศัยในพื้นที่และภาคธุรกิจที่ไม่ได้เข้าร่วมอยู่ในข้อตกลงของโครงการ รวมทั้งเป็นการซ้ำเติมประชาชนที่เลี้ยงชีพด้วยการเกษตรให้ย่ำแย่ลงอีก และการปล่อยพื้นที่บางส่วนให้เป็นพื้นที่ว่างเปล่ามากเกินไปจะมีผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานเชิงพาณิชย์ที่รองรับชุมชนเกษตรกร

    แต่ บาร์ต ฟิชเชอร์ กรรมการของ PVID และเจ้าของพื้นที่เกษตร 11,000 เอเคอร์ที่ห่างแม่น้ำออกไปไม่กี่ไมล์กล่าวว่า โครงการตลาดน้ำมีประโยชน์ต่อชุมชน และจากข้อมูลของ MWD ระบุว่า บาร์ต ฟิชเชอร์ ได้รับเงินอย่างน้อย 30 ล้านดอลลาร์จากการที่ตกลงปล่อยให้ที่ดินว่างเปล่า (ไม่รวมเงินที่ชำระล่วงหน้า) และตระหนักดีว่า ข้อตกลงนี้อาจจะเกิดผลกระทบทางลบและเกิดเหตุไม่คาดฝันได้

    บาร์ต ฟิชเชอร์ กล่าวว่า การรักษาที่ดินให้ว่างเปล่าอาจจะต้องใช้แรงงาน และเงินที่ไหลเข้ามานั้นจะมีผลต่อเศรษฐกิจในพื้นที่

    นอกจากข้อตกลงแลกน้ำกับเงินที่มีกับ Palo Verde แล้ว MWD ยังซื้อที่ดินเพิ่มในพื้นที่ราว 22,000 เอเคอร์ ซึ่งมีสิทธิการใช้น้ำพ่วงมาด้วย จึงกลายเป็นเจ้าของที่ดินรายใหญ่ในพื้นที่ PVID และยื่นฟ้อง MWD โดยกล่าวหาว่า มีความพยายามแอบแฝงที่จะเปลี่ยนพื้นที่ในท้องถิ่นให้เป็นฟาร์มน้ำ (water farms) แต่ข้อกล่าวหานี้ตกไปเพราะเกษตรกรในพื้นที่เกรงว่าจะไม่ได้รับเงินอีก

    MWD ออกแถลงการณ์ว่า ข้อตกลงการซื้อน้ำเพื่อสนับสนุนพื้นเมืองในชนบท รวมทั้งจ่ายเงิน 6 ล้านดอลลาร์ให้กับชุมชนใน Palo Verde District ซึ่งมีศูนย์กลางที่เมือง Blythe ที่มีประชากร 20,000 คน เมือง Blythe ตั้งชื่อตาม Thomas Blythe ที่เป็นคนแรกที่ได้สิทธิใช้น้ำจากแม่น้ำโคโลราโดในปี 1877 การได้สิทธิของ Thomas Blythe ทำให้เมืองมีสิทธิ 450,000 เอเคอร์ต่อปีตราบเท่าที่ลุ่มน้ำตอนล่างยังคงได้รับสิทธิบนพื้นที่ 7.5 ล้านเอเคอร์ภายใต้ข้อตกลงปี 1922

    ข้อมูลจากหลายส่วนพบว่ารายได้เฉลี่ยครัวเรือนในเมือง Blythe ลดลงจาก 48,000 ดอลลาร์ในปี 2012 มาอยู่ที่ 40,000 ดอลลาร์ในปี 2017 ซึ่งโรเบิร์ต คอนเวย์ ผู้บริหารของ Jordan/Central Implement Co กล่าวว่า เมืองแย่ลงหลังจากที่โครงการขายน้ำเริ่มขึ้น

    ขณะที่ชุมชนท้องถิ่นกำลังสนใจกับสิทธิการใช้น้ำที่มี แม่น้ำโคโลราโดที่กำลังแห้งลดลงเป็นภัยคุกคามสำคัญ ที่ Pinal County ในรัฐแอริโซนา ซึ่งเป็นชุมชนเกษตรกรรมที่แทรกตัวระหว่างฟีนิกซ์และทักสัน ติดอันดับต่ำสุดของรายชื่อผู้มีสิทธินั้น เกษตรกรปล่อยให้ที่ดินรกร้างวางเปล่า ไม่ใช่เพื่อต้องการเงินแต่เป็นเพราะไม่มีน้ำเพียงพอที่จะทำการเกษตร

    พอล ออร์เม ผู้บริหารระบบชลประทานของ Pinal County กล่าวว่า การปันส่วนน้ำที่ลดลงอาจจะทำให้เกษตรกรต้องปล่อยให้ที่ดินว่างเปล่ามากถึง 40% ของพื้นที่ทำกิน

    ทะเลสาบ Mead น้ำแห้งจนเรือลงไปจอดตรงก้นทะเลสาปได้

    เรื่องและภาพ จาก bloomberg

    ]]>
    0
    Boonlarp Poosuwan <![CDATA[“หวย 12 นักษัตร” มีแต่เสีย]]> https://thaipublica.org/?p=173753 2019-08-19T06:56:19Z 2019-08-19T06:56:19Z วรากรณ์ สามโกเศศ

    “หวย 12 นักษัตร” ที่คณะกรรมการสลากกินแบ่งเพิ่งมีมติว่าจะออกเป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์เพื่อช่วยลดปัญหาลอตเตอรี่ขายเกินราคาโดยขายในรูปแบบออนไลน์นั้น ถูกประชาชนถล่มผ่านโพลอย่างท่วมท้นว่าไม่เหมาะสมเพราะมอมเมาประชาชน ผู้เขียนขอเพิ่มเติมว่ามันเลวร้ายกว่านั้นอีก เพราะเป็นการซ้ำเติมคนจนซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ

    “หวย 12 นักษัตร” ให้คนเล่นโดยเลือกหนึ่งรูปภาพจากแต่ละแถวของ 12 รูปภาพสัตว์ รวมเป็นเลือกมา 4 ภาพเรียงกัน (เลือกรูปซ้ำได้) ในวันที่ออกหวยตามปกติคือ 1 และ 16 ของเดือนก็จะออกสลากมาเป็นรูปสัตว์เหล่านี้โดยเรียงกัน 4 ภาพ ถ้าภาพที่เลือกไว้ตรงกับที่ออกมาทั้ง 4 ภาพโดยไม่ตรงหลักก็จะได้รางวัลรอง ถ้าตรงภาพและตรงหลักก็จะได้รางวัลที่หนึ่ง

    ราคาจำหน่ายรายการ (บัตร) ละ 50 บาท ไม่ระบุมูลค่ารางวัลเพราะใช้การเฉลี่ยเงินรางวัลตามจำนวนคนเล่นและคนถูกรางวัล ถ้าไม่มีคนถูกก็จะสะสมต่อไป

    การใช้สัตว์ตามราศีเป็นตัวแทนเลขนั้นทำให้รู้สึกดีและคุ้นเคย อีกทั้งยังเล่นง่าย และเสียเงินง่ายผ่านการโอนเงินออนไลน์อีกด้วย คนทั่วโลกก็เล่นได้เพียงแต่ใช้แอปพลิเคชันเฉพาะเท่านั้น ดังนั้นจึงคาดว่าอาจมีคนเล่นนับพันหรือนับหมื่นล้านบาทต่องวด แล้วแต่ใครเป็นคนให้ข้อมูล

    มีการให้ข้อมูลว่ารางวัลอาจถึง 600,000 และ 300,000 บาท ซึ่งเป็นตัวเลขสูงสุดที่เป็นไปได้หากถูกเพียงคนเดียวภายใต้เงื่อนไขยากสุด ดังนั้นจะเรียกว่า “เพ้อฝัน” ก็คงไม่ผิด แต่จะเป็นตัวเลขใดก็ตาม สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลได้ออกสลากชนิดใหม่ที่เย้ายวนคนไทยให้มัวเมาในการพนันยิ่งขึ้น โดยหวังว่าจะมาแทนที่หวยใต้ดิน (อ้างว่าเงินรางวัลดีกว่า) และช่วยทำให้ราคาลอตเตอรี่เป็นไปตามราคาบนสลาก (ยอมรับว่าควบคุมหวยเกินราคาไม่ได้) อีกทั้งลดการเล่นการพนันที่ไม่พึงประสงค์หรือผิดกฏหมาย เช่น พนันบอลล์ออนไลน์อีกด้วย

    ในเบื้องต้นต้องยอมรับว่าคณะกรรมการสลากฯ ได้อนุมัติการพนันรูปแบบใหม่ที่คนไทยไม่คุ้นเคยซึ่งฟังแล้วน้ำลายไหล และที่ไม่พูดถึงก็คือสามารถนำเงินส่งรัฐได้เป็นเงินนับพันล้านบาทต่องวด หรือปีหนึ่งก็ตกหลายหมื่นล้านบาท ฟังแล้วดูเหมือนจะ win-win สำหรับทุกคนคือประชาชนก็ได้สนุกครั้งใหม่ ได้เสี่ยงโชคที่มีโอกาสได้เงินสูง รัฐได้เงินเข้าคลังและแก้ไขปัญหาการพนันผิดกฎหมายไปด้วยในเวลาเดียวกัน

    อย่างไรก็ดี สิ่งที่สำคัญและมองข้ามไปนอกเหนือจากการมอมเมาประชาชนให้หมกมุ่นในเรื่องไม่เป็นเรื่อง (ปัจจุบันทุกวันที่ 1 และ 16 ของเดือน ผู้คนก็ไม่ค่อยทำอะไรกัน เงียบเหงาคอยแต่ฟังหวยออกตอนบ่ายอยู่แล้ว ใครไปโรงพยาบาลใน 2 วันนี้ คิวจะเบาบางเป็นพิเศษ) ก็คือการไม่ช่วยเพิ่ม productivity หรือผลิตภาพ ซึ่งเป็นหัวใจของการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและแก้ไขปัญหาเรื่องปากท้องในปัจจุบัน

    การคิดจะร่ำรวยโดยไม่ต้องทำงานหนักเพราะ “หวย” จะเป็นตัวช่วยเป็น mindset (ภาพฝังใจ) ที่บั่นทอนเศรษฐกิจอย่างยิ่ง เงินที่พอจะมีออมก็หมดไปกับการซื้อหวยใหม่ที่น่ารักและดูเป็นมงคลนี้ แทนที่เงินที่ “ถูกกิน” เกือบแน่นอนเหล่านี้จะถูกนำไปใช้ในการลงทุนหรือเพิ่มพูนประสิทธิภาพการผลิตก็มลายไปกับ “การลุ้น” ที่เลื่อนลอยงวดแล้วงวดเล่า เสียเวลาทำมาหากิน ในขณะที่หวยใต้ดินก็ยังคงเล่นด้วยความเคยชินเพราะคนที่เล่นจำนวนมากไม่ถนัดกับธุรกรรมออนไลน์ หวยเป็นใบก็ยังคงซื้อเหมือนเดิมเพราะต้องการรวยเป็นสิบเป็นร้อยล้านบาท ไม่ใช่เงินแสน ส่วนคนที่พนันบอลออนไลน์ หวยนี้ก็ช่วยเสริมเป็นตัวเรียกน้ำย่อยเพิ่มขึ้น

    เมื่อพิจารณาแล้วยังมองไม่เห็นว่าจะช่วยแก้ปัญหาเดิมที่มีได้อย่างไร คนซื้อหวยเป็นใบจำนวนมากใช้ออนไลน์ไม่เป็น ดังนั้นจึงไม่เล่น “หวย 12 นักษัตร” และยังคงซื้อหวยเกินราคาเหมือนเดิม บางคนอาจแถมเล่นหวยใหม่ใต้ดินที่เชื่อว่าคงปรับเป็นตัวเลข (เช่น รูปหมูเท่ากับหนึ่ง)

    สำหรับภาครัฐแล้วเงินที่ได้รับมากขึ้นเป็นพันเป็นหมื่นล้านบาท อย่างไรก็ไม่พอกับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นอันเนื่องมาจากปัญหาสังคมอาชญากรรมที่เกิดจากความมอมเมาของการพนัน “หวย 12 นักษัตร” อาชญากรรมกับการพนันนั้นเป็นของคู่กัน โดยเฉพาะหวยชนิดนี้ซึ่งเหมาะกับวัยรุ่นที่แคล่วคล่องกับการใช้ออนไลน์และการพนันออนไลน์อยู่แล้ว คราวนี้สามารถพนันได้ในราคาต่ำกว่าร้อย (แทงฟุตบอลล์หรือเกมพนันอื่นออนไลน์ล้วนเกินกว่า 50 บาททั้งสิ้น) หากมีวัยรุ่นที่มีทางโน้มไปทางเกเรก่ออาชญากรรม ก็อาจก่อเรื่องหาเงินเล็กๆ น้อยๆ กันกว้างขวางเพื่อให้ได้ “ลุ้น” กับหวยแบบใหม่นี้

    “ลอตเตอรี่คือภาษีคนจน” นั้นจริงเสมอ เงินแค่ 50 บาทเป็นเงินที่น้อยมากสำหรับคนมีฐานะ และเป็นสัดส่วนที่น้อยมากของรายได้เขา ส่วนคนจนซึ่งมีทางโน้มที่จะเล่นมากกว่านั้น เงิน 50 บาทเป็นสัดส่วนที่สูงกว่าในรายได้ของเขา ทั้งสองจ่าย 50 บาทแต่มีโอกาสถูกได้เงินรางวัลเท่ากัน เมื่อภาพเป็นเช่นนี้จึงเห็นได้ชัดว่าใครแบกภาระมากกว่ากัน

    ภาระนี้เปรียบเสมือนภาษีที่แบกในอัตราไม่เท่ากันแต่ได้รับผลประโยชน์จากภาษีเท่ากัน ยิ่งสังคมมีการเล่นการพนันแบบลอตเตอรี่ (แต่ละคนเอาเงินมาลงขันในจำนวนเงินเท่ากัน และมีคนโชคดีได้รางวัลไปด้วยความเป็นไปได้เท่ากัน) มากขึ้นเท่าใดคนจนก็ยิ่งแบกภาระมากขึ้นเพียงนั้น

    การยอมรับหวยออนไลน์ครั้งนี้จะเป็นการเปิดประตูไปสู่รูปแบบการพนันออนไลน์อื่นๆ ได้อีกมากมายในอนาคต คนไทยจำนวนมากนั้นชื่นชอบการพนันเพราะมองอย่างจริงจังว่าเป็นหนทางเดียวสู่ความร่ำรวย ซึ่งโดยแท้จริงแล้วมีโอกาสเป็นจริงได้น้อยมากๆๆๆ (โอกาสถูกจระเข้กัดบวกฟ้าผ่าและฉลามกัดอย่างละสองครั้งในชีวิตยังมีมากกว่า) เมื่อเสียเงินทองและเวลามากมายแต่ความเป็นไปได้มีแค่นี้แล้วมันจะคุ้มได้อย่างไร

    ประชาชนไม่เห็นด้วยกับ “หวย 12 นักษัตร” อย่างท่วมท้น ภาครัฐจะไปดึงดันต่อสู้กับเสียงเหล่านี้เพื่อเหตุอันใดในเมื่อยังมีเรื่องอื่นๆ ที่คอขาดบาดตายรออยู่ข้างหน้าอีกมากมาย

    หมายเหตุ : ตีพิมพ์ครั้งแรก คอลัมน์ “อาหารสมอง” นสพ.กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันอังคารที่ 13 ส.ค. 2562

    ]]>
    0
    chiraprapa <![CDATA[เยาวชนอาเซียนมุ่งมั่นเรียนรู้ตลอดชีวิต Lifelong Learning รักษาขีดความสามารถในโลกยุคใหม่ เวียดนามนำหน้าเชื่อต้องพัฒนาทักษะต่อเนื่อง]]> https://thaipublica.org/?p=173652 2019-08-19T10:30:04Z 2019-08-18T08:47:23Z
    ที่มาภาพ: https://www.weforum.org/reports/asean-youth-technology-skills-and-the-future-of-work

    เยาวชนในอาเซียนมุ่งมั่นกับการเรียนรู้ตลอดชีวิตหรือ lifelong learning เพื่อรักษาความสามารถในโลกยุคใหม่ เพราะเข้าใจดีว่าเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าจะมีผลกระทบต่อตลาดแรงงาน รวมทั้งยังให้คุณค่ากับการพัฒนาทักษะ และมีแนวคิดเรื่องการเติบโต

    เวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม (World Economic Forum – WEF) เผยผลสำรวจเยาวชนอาเซียนอายุตั้งแต่ 15-35 ปีจำนวน 56,000 คน ใน 6 ประเทศ คือ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม เพื่อดูว่าเยาวชนอาเซียนมีมุมมองต่อเทคโนโลยีและงานในอนาคตอย่างไร รวมทั้งเพื่อทำความเข้าใจถึงมุมมอง การจัดลำดับความสำคัญ และข้อกังวลของเยาวชนอาเซียน

    ปี 2019 การสำรวจได้ครอบคลุมถึงทัศนคติด้านการทำงานและทักษะรวมทั้งผลกระทบของเทคโนโลยีต่องานในอนาคต

    การสำรวจครั้งนี้เป็นการสำรวจผ่านระบบออนไลน์ในเดือนกรกฎาคม โดยความร่วมมือของพันธมิตรคือ Sea บริษัทในสิงคโปร์ที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับผู้บริโภคด้านดิจิทัลเอนเตอร์เทนเมนต์ อีคอมเมิร์ซ และบริการการเงินดิจิทัลในชื่อของ Garena, Shopee และ AirPay ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต โดยผู้ที่เข้าเว็บไซต์ Shopee และ Garena จะได้รับคำเชิญให้ร่วมตอบแบบสอบถาม แต่จะคัดเลือกคำตอบจากผู้ที่อยู่ในวัย 15-35 ปีเท่านั้น

    WEF เปิดผลสำรวจนี้ไว้ใน รายงาน เรื่อง ASEAN Youth: Technology, Skills and the Future of Work จากผลสำรวจ ASEAN Youth Survey 2019 ไว้ดังนี้

  • เยาวชนในอาเซียนมุ่งมั่นกับการเรียนรู้ตลอดชีวิตหรือ lifelong learning และมีแนวคิดเรื่องการเติบโต เพราะเยาวชนอาเซียนเข้าใจดีว่า เทคโนโลยีจะมีผลมากมายต่อตลาดงานจึงให้คุณค่ากับการพัฒนาทักษะ
  • เยาวชนอาเซียนตระหนักดีว่า การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมากและความท้าทายที่เกิดจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคที่ 4 จะมีผลต่อโอกาสการทำงาน โดย 9.2% ของเยาวชนที่ตอบแบบสำรวจเชื่อว่าทักษะที่มีในขณะนี้ล้าสมัยไปแล้ว ขณะที่ 52.4% เชื่อว่าจะต้องยกระดับทักษะอย่างต่อเนื่อง และมีเพียง 20% ที่เห็นว่าทักษะความสามารถในปัจจุบันยังคงใช้ได้อีก 5-10 ปีกว่าจะต้องเรียนรู้กันใหม่

  • Lifelong Learning สร้างทักษะรับ Digital Future (ตอน 1): กำหนดเส้นทางอาชีพ
  • Lifelong Learning สร้างทักษะอนาคต รับ Digital Future (ตอน 2): Re-skill ฝึกฝนตลอดเวลา
  • SEAC Reframe ระบบการเรียนรู้ใหม่ “Lifelong Learning Ecosystem” – เปิดตัว “4Line Learning โมเดลแรก “YourNextU”
  • ความเห็นในด้านนี้แตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ โดยเยาวชนไทยเชื่อมั่นมากที่สุดว่าทักษะปัจจุบันยังคงใช้ได้อีกนาน ขณะที่เยาวชนเวียดนามมีสัดส่วนสูงสุดในกลุ่มเยาวชนทั้งหมดที่เห็นว่า จะต้องพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่องเมื่อเวลาผ่านไป

    ผลการสำรวจที่ได้นี้สะท้อนถึงแนวทางที่ดีในหมู่เยาวชนอาเซียนในการมีแนวคิดเรื่องการเติบโต และความต้องการที่จะเรียนรู้ตลอดชีวิตในสถานที่ได้รับการศึกษาและการฝึกฝนอบรมเฉพาะในช่วงแรกของชีวิต

    การให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่องในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงยังสะท้อนทัศนคติเกี่ยวกับงานอีกด้วย โดยเยาวชนอาเซียนระบุว่า เหตุผลแรกของการเปลี่ยนงานคือต้องการเรียนรู้ทักษะใหม่ อีกทั้ง 5.7% ของผู้ที่ตอบแบบสอบถามยังให้ข้อมูลว่า ตกงานเพราะทักษะและความสามารถที่มีอยู่นั้นใช้ไม่ได้กับงานที่ทำอีกแล้ว รวมทั้งมีการนำเทคโนโลยีมาใช้แทน

    อย่างไรก็ตาม แม้เยาวชนอาเซียนให้คุณค่าสูงกับการพัฒนาทักษะและการฝึกฝนอบรม แต่ก็ให้ข้อมูลว่าโอกาสการฝึกฝนจากการทำงานจริงมีจำกัด โดยมีเพียง 14.1% ของเยาวชนที่ระบุว่าได้เรียนรู้ทักษะสำคัญจากการปฏิบัติงานจริง

  • เยาวชนที่ทำงานกับบริษัทข้ามชาติระบุว่า มีโอกาสเรียนรู้ทักษะสำคัญจากการปฏิบัติงานจริงมากกว่าการทำงานกับบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อมหรือธุรกิจครอบครัว
  • เยาวชนอาเซียนยังให้ความสำคัญกับการฝึกงาน โดย 81.4% เชื่อว่าการฝึกงานมีความสำคัญเท่าเทียมกันหรืออาจจะมากกว่าการฝึกฝนในสถานศึกษาทั้งการศึกษาแบบดั้งเดิมหรือการศึกษาที่เป็นทางการ

    รายงาน WEF ระบุว่า สำหรับภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SME ข้อมูลที่ได้จากการสำรวจนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการลงทุนในการพัฒนาทรัพยากรบุคคลมากขึ้น เพื่อที่จะได้แรงงานที่มีคุณภาพและยังเป็นข้อได้เปรียบในการดึงคนมาร่วมงานด้วย

  • เยาวชนอาเซียนต้องการที่จะเป็นผู้ประกอบการหรือทำงานกับบริษัทข้ามชาติชั้นนำ แต่ไม่สนใจ SME
  • เมื่อถามว่าองค์กรแบบไหนที่ต้องการจะทำงานด้วยในปัจจุบัน และธุกริจไหนที่ต้องการจะทำงานด้วยในอนาคต เยาวชนอาเซียนให้คำตอบที่ชัดเจนอย่างมากว่า ต้องการที่จะเริ่มต้นธุรกิจ รวมทั้งต้องการทำงานกับบริษัทข้ามชาติชั้นนำ โดย 31.4% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่าต้องการที่จะเป็นเจ้าของกิจการหรือทำงานกับบริษัทสตาร์ทอัปในอนาคต ขณะที่ 33.1% ต้องการเริ่มประกอบธุรกิจ

    8.6% ของเยาวชนที่ตอบแบบสอบถามต้องการทำงานกับบริษัทข้ามชาติในช่วงนี้ ขณะที่ 18.8% ต้องการที่จะทำงานกับบริษัทข้ามชาติในอนาคต

    รายงานระบุว่า ผลสำรวจเห็นได้บางประเภทธุรกิจได้รับนิยมอย่างมากจากเยาวชน แต่มีบางประเภทที่ได้รับความสนใจน้อย ได้แก่ ธุรกิจ SME แบบเดิม ซึ่งจัดว่าเป็นกระดูกสันหลังของตลาดแรงงานอาเซียน ดังนั้นบริษัทขนาดเล็กอาจจะประสบกับปัญหาในการหาแรงงาน

    ทั้งนี้ 18.3% ของเยาวชนที่ระบุว่าต้องการทำงานกับ SME ในช่วงนี้ แต่มีเพียง 7.5% เท่านั้นที่ตอบว่าต้องการจะทำงานกับ SME ในอนาคต

    ปัจจุบัน 42.8% ของเยาวชนทำงานกับธุรกิจ SME ธุรกิจครอบครัว หรือบริษัทในประเทศขนาดใหญ่ แต่มีเพียง 28.3% ที่ต้องการทำงานธุรกิจเหล่านี้ในอนาคต

  • เยาวชนอาเซียนสนใจงานในภาคเทคโนโลยีและสนใจภาคธุรกิจแบบเดิมน้อย
  • เมื่อถามว่าภาคเศรษฐกิจไหนที่ต้องการจะทำงานด้วย เยาวชนอาเซียนเลือกบริษัทเทคโนโลยี ขณะที่ให้ความสนใจในภาคธุรกิจอื่นน้อย โดยมี 7% ของเยาวชนทำงานกับธุรกิจเทคโนโลยีในปัจจุบันนี้ แต่ 16% ต้องการทำงานทำงานกับธุรกิจเทคโนโลยีในอนาคต

    คำตอบนี้อาจจะสร้างความกังวลต่อภาคธุรกิจอื่น และอาจจะทำให้การจัดหาแรงงานวัยหนุ่มสาวมาทำงานด้วยยากมากขึ้นในอนาคต เช่น ภาคการผลิต ที่มี 15% ของเยาวชนทำงานอยู่ในปัจจุบัน แต่มี 12% ระบุว่าต้องการที่จะทำงานในภาคการผลิตในอนาคต ส่วนภาคก่อสร้างมีเยาวชนทำงานอยู่ราว 4% แต่มีเพียง 2% ที่ระบุว่าต้องการทำงานในภาคก่อสร้างในอนาคต

    ที่เห็นได้ชัดในภาคการศึกษา ซึ่งมีความสำคัญต่อคุณภาพแรงงานป้อนเศรษฐกิจ ก็ประสบกับความต้องการที่ลดลงจากเยาวชนอาเซียน เพราะมี 8% เท่านั้นทำงานในภาคการศึกษาปัจจุบัน แต่ความต้องการที่จะทำงานกับภาคการศึกษาในอนาคตลดมี 5% เท่านั้น

    โดยเฉพาะในอินโดนีเซียความต้องการที่ทำงานในภาคการศึกษาลดลง จาก 10.2% มาที่ 6.1%

  • เยาวชนอาเซียนให้คุณค่ากับทักษะด้านอารมณ์ (soft skills)มากกว่าทักษะด้านความรู้ (hard skills) และเชื่อว่าพวกเขามีความสามารถด้าน soft skills มากกว่า
  • เมื่อถามว่า ทักษะด้านไหนที่คิดว่ามีคุณค่าในอนาคต เยาวชนอาเซียนให้คุณค่ากับทักษะด้านอารมณ์ เช่น ความฉลาดทางอารมณ์ (emotional intelligence) ความยืดหยุ่นในการรับมือ และความสามารถในการปรับตัว มากกว่า ทักษะด้านความรู้ ซึ่งโดยทั่วไปหมายถึงความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ หรือ STEM

    ทักษะสำคัญ 3 ด้านที่เยาวชนอาเซียนเห็นว่ามีความสำคัญ คือ หนึ่ง ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม สอง ทักษะด้านภาษา และสาม ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี เช่น โซเชียลมีเดียและอีคอมเมิร์ซ ส่วนทักษะที่เยาวชนอาเซียนเห็นว่ามีความสำคัญน้อยมากคือ การวิเคราะห์ข้อมูล คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์

    ในการประเมินความสามารถในด้านต่างๆ มี 3 ใน 4 ทักษะที่เยาวชนอาเซียนเห็นว่ายังเป็นจุดอ่อนในด้าน STEM โดยระบุว่ามีความสามารถต่ำมากในการออกแบบเทคโนโลยี เช่น การเขียนโปรแกรม ซอฟต์แวร์ ตามมาด้วยการวิเคราะห์ข้อมูล ด้านภาษา ด้านคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ แต่เห็นว่าทักษะเหล่านี้มีความสำคัญ

    ทักษะที่เยาวชนอาเซียนให้ความสำคัญแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ และดูเหมือนว่าภาคธุรกิจสำคัญในประเทศซึ่งเป็นองค์ประกอบของระบบเศรษฐกิจของแต่ละประเทศจะมีผลต่อการพิจารณาของเยาวชนในอาเซียน

    เยาวชนไทยให้ความสำคัญกับทักษะความฉลาดทางอารมณ์และการสื่อสารมากกว่าด้านอื่น ซึ่งอาจจะสะท้อนถึงความสำคัญของภาคธุรกิจท่องเที่ยวและบริการที่มีต่อเศรษฐกิจ ขณะที่เยาวชนฟิลิปปินส์ให้ความสำคัญกับทักษะออกแบบเทคโนโลยี และการเขียนโปรแกรมซอฟต์แวร์ ซึ่งอาจจะเป็นเพราะฟิลิปปินส์มีความแข็งแกร่งในภาคอุตสาหกรรมรับจ้างบริหารธุรกิจ (business process outsourcing industry) ส่วนเยาวชนสิงคโปร์ให้น้ำหนักกับการคิดเชิงวิเคราะห์และวิพากษ์ ซึ่งก็สอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศที่ต้องขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีคุณค่าสูงขึ้น

    รายงาน WEF ระบุว่า การให้คุณค่ากับทักษะด้านภาษาของเยาวชนอาเซียนยังสอดคล้องกับผลสำรวจของ WEF ที่พบว่า 53.6% ของคนรุ่นหนุ่มสาวในอาเซียนสนใจที่จำทำงานในต่างประเทศอย่างมากในอีก 3 ปีข้างหน้า

    ประสบการณ์ที่ได้จากการทำงานในประเทศอื่นถือว่าเป็นอีกวิธีหนึ่งในการยกระดับทักษะในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม 4.0

    การที่เยาวชนอาเซียนระบุว่าต้องการทำงานในภาคธุรกิจเทคโนโลยี และมองเห็นถึงจุดอ่อนด้าน STEM ก็อาจเป็นอุปสรรคสำคัญในการเข้าถึงงานที่ต้องการ อย่างไรก็ตาม งานบางด้านในบริษัทเทคโนโลยีก็ไม่จำเป็นต้องใช้ทักษะด้านเทคนิค การพัฒนาธุรกิจ การตลาดหรือด้านอื่น ก็ยังต้องการทักษะด้านอารมณ์มากกว่าทักษะด้านความรู้

    นอกจากนี้ ผลสำรวจที่ว่าเยาวชนอาเซียนต้องการที่จะเป็นผู้ประกอบการ ก็แสดงให้เห็นว่าเยาวชนจำนวนมากต้องการที่จะเป็นผู้ค้ารายเล็กรายย่อย ด้วยการใช้แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ระบบการชำระเงินออนไลน์ และโซเชียลมีเดียในธุรกิจ

    การเป็นผู้ประกอบการไม่ได้หมายความต้องพัฒนาแอปพลิเคชันใหม่ซึ่งใช้ความรู้ด้าน STEM เป็นสำคัญ แต่ในทางกลับกันอาจจะเป็นเจ้าของกิจการขนาดเล็กในที่ใดของประเทศและค้าขายผ่านเทคโนโลยีไปหลายภูมิภาคหรือทั่วโลก ทักษะด้านอารมณ์กับความรู้ด้านแพลตฟอร์มดิจิทัลก็จะช่วยให้บรรลุความต้องการ

    ]]>
    0
    Boonlarp Poosuwan <![CDATA[จากถนนที่บอสตันถึงการใช้จ่ายเงินแผ่นดิน : การนำ Data Analytics มาใช้ในการสร้างความโปร่งใสให้กับสังคม]]> https://thaipublica.org/?p=173564 2019-08-17T06:31:29Z 2019-08-17T06:31:29Z ว่าที่ร้อยเอกปิติคุณ นิลถนอม

    ทุกวันนี้ไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่า Big Data และ Data Analytics (DA) เข้ามามีบทบาทสำคัญเป็นอย่างมาก และมีผลกระทบต่อสังคมมนุษย์ในหลากหลายวงการ มีการใช้ปัญญาประดิษฐ์ หรือ Artificial Intelligence (AI) มาวิเคราะห์ข้อมูลที่มีอยู่มากมายมหาศาลเพื่อใช้ประโยชน์ในทางธุรกิจ และพัฒนาไปไกลถึงขนาดที่ประเทศเอสโตเนียได้ใช้ AI มาพิจารณาคดีแทนผู้พิพากษาในศาลสำหรับคดีในบางประเภทแล้ว และเมื่อเทคโนโลยีดังกล่าวมาปะทะกับกระแสของคนในยุคปัจจุบันที่มีความสนใจในการมีส่วนร่วมในทางการเมืองมากขึ้น โดยเฉพาะการได้ทราบข่าวสารข้อมูลที่มากมายหลากหลายเพียงแค่การใช้ปลายนิ้วสัมผัส ในต้นทุนที่ต่ำ จึงทำให้มีการนำเทคโนโลยีข้างต้นมาใช้ในการตรวจสอบและสร้างความโปร่งใสให้กับสังคมอย่างจริงจัง

    โดยเฉพาะการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลที่เป็น “ภาพใหญ่” ไม่เว้นแม้แต่การนำมาใช้สร้างความโปร่งใสให้กับ “ภาพเล็ก” อย่างวงการวิ่งมาราธอน บทความนี้จึงต้องการฉายภาพให้ผู้อ่านเห็นว่า DA เข้ามามีบทบาทในเรื่องนี้ตั้งแต่ “ภาพเล็ก” ไปจนถึง “ภาพใหญ่” อย่างไร

    ภาพเล็กกรณีการจับโกง วิ่งมาราธอน

    ในส่วนของ “ภาพเล็ก” อย่างวงการวิ่งมาราธอน มีกรณีศึกษาที่น่าสนใจคือการใช้ DA ในการตรวจสอบผู้ทุจริตในการสมัครเข้าแข่งขันวิ่งที่บอสตันมาราธอน ซึ่งจัดขึ้นทุกๆวันจันทร์ที่สามของเดือนเมษายน (วัน Patriots) รายการนี้เป็นรายการที่เก่าแก่ที่สุดของโลก และเป็นหนึ่งในรายการเมเจอร์ที่เรียกว่า “บิ๊ก 6” หรือ Abbott World Marathon Majors โดยในปี 2019 นี้เป็นครั้งที่ 123 แล้ว ทั้งนี้ในวงการมาราธอนแล้วการได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในงานบอสตันมาราธอนถือเป็นความใฝ่ฝันของนักวิ่งทั่วโลก แต่การเข้าร่วมนั้นเป็นเรื่องที่ยากมากๆ วิธีการเข้าร่วมมีเพียงสองวิธี

    ภาพ Meb Keflezighi นักวิ่งชาวอเมริกัน คว้าแชมป์บอสตันมาราธอน เมื่อ ปี 2014
    ที่มา – https://www.gettyimages.com/detail/news-photo/meb-keflezighi-of-the-united-states-crosses-the-finish-line-news-photo/485910893

    หนึ่ง คือทำสถิติของตนเองให้ผ่านเวลาที่กำหนดในการแข่งขันใดๆที่สมาคมกรีฑาแห่งบอสตัน หรือ Boston Athletic Association (B.A.A.) ซึ่งเป็นผู้จัดบอสตันมาราธอนรับรอง เช่นหากเป็นชายอายุ 35-39 ปี ก็จะต้องวิ่งมาราธอนระยะทาง 42.195 กม. (26.2 ไมล์) ในรายการใดๆก็ได้ที่ B.A.A. รับรอง โดยต้องวิ่งให้ได้ภายในเวลา 3.05 ชม. เป็นต้น

    หรือ สอง ต้องมีเงินมากพอที่จะบริจาคเข้าองค์กรการกุศลที่เป็นพันธมิตรกับรายการบอสตันมาราธอน เป็นจำนวนเงินที่ไม่น้อยเลย เมื่อสองวิธีข้างต้นไม่ได้ผล ก็มีคนใช้วิธีที่สามคือโกงมันซะเลย ซึ่งเวบไซต์ runnersworld.com เคยนำเสนอบทความของ Kit Fox ที่เปิดเผยเกี่ยวกับวิธีการโกงเพื่อให้ได้เข้าแข่งขันเมื่อปี ค.ศ. 2015 ที่มีนักวิ่งเข้าร่วมถึง 27,167 คน สรุปดังนี้

    ตารางแสดงวิธีการทุจริตเพื่อสมัครเข้าร่วมงานบอสตันมาราธอน
    ที่มา – สรุปความจาก http://www.runnersworld.com/boston-marathon/dozens-suspected-of-cheating-to-enter-boston-marathon

    ถึงตรงนี้คงมีคำถามขึ้นมาว่าทำไมต้องโกง อยากได้เงินรางวัลรึเปล่า คำตอบคือไม่ใช่ คนที่โกงไม่ได้หวังเงินรางวัลแต่อย่างใดเพราะรางวัลก็เป็นของนักวิ่งฝีเท้าดีกลุ่ม “อีลิท” เท่านั้น ที่ยังไงก็เข้าร่วมการแข่งขันได้ด้วยฝีเท้าตนเองอยู่แล้ว ส่วนมือสมัครเล่นที่อยากเข้าไปวิ่งจนต้องโกงนี่ก็เพียงแค่สนองความต้องการทางจิตใจของตนหรือที่สมัยนี้เรียกว่า “ฟิน” เท่านั้นเอง

    โดยสรุปแรงจูงใจหรือ Motivation ในการโกงนั้นไม่ใช่เงิน แต่เป็นเกียรติยศ ซึ่งหากจะอ้างถึงความต้องการตามปิรามิดของอับราฮัม มาสโลว์ก็ต้องบอกว่าเป็นการสร้าง Self Esteem หรือ Self Actualization ให้กับตนเอง

    นักวิ่งทุกคนต้องติด Bib หรือเบอร์วิ่งซึ่งเปรียบเหมือน “บัตรเข้างาน” ไว้ที่หน้าอกเสื้อทุกคน
    หากไม่มีจะกลายเป็น “นักวิ่งผี” หรือ “Bandit Runner” ทันที
    ที่มา – https://www.cartoonstock.com/cartoonview.asp?catref=gra051111

    หลังการแข่งขันบอสตันมาราธอนเมื่อปี ค.ศ. 2015 มีกลุ่มที่ตั้งตนขึ้นมาเป็น “หมาเฝ้าบ้าน” หรือ “Watchdog” อย่างบล็อกที่มีชื่อว่า http://www.marathoninvestigation.com/ โดยนาย Derek Murphy นักวิเคราะห์ธุรกิจ วัย 45 ปี ได้เริ่มทำการตรวจสอบโดยนำ Data Analytics มาใช้ นาย Murphy ทำการเปรียบเทียบเวลาเข้าเส้นชัยกับสถิติที่ผู้นั้นกรอกในใบสมัคร ซึ่งวิธีที่ถือเป็น “เครื่องมือ” ที่เป็นพระเอกคือระบบการประมวลข้อมูลโดยการใส่ข้อมูลเวลาข้างต้นลงระบบ Algorithm และวิเคราะห์ข้อมูลต่อไป โดยจะสันนิษฐานว่ามีข้อสงสัย หรือ “Red Flag” หากเวลาเข้าเส้นชัยจริงในบอสตันมาราธอนช้ากว่าสถิติที่ผู้นั้นกรอกในใบสมัครเกินกว่า 20 นาที (หลักคิดคือหากเวลาที่ใช้ในการวิ่งในวันแข่งขันจริงช้ากว่าสถิติที่กรอกในใบสมัครเกิน 20 นาที ก็จะสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลนั้นไม่สามารถวิ่งได้ด้วยความเร็วตามสถิติที่ระบุไว้ในใบสมัคร สถิติที่ใช้สมัครนั้นน่าจะเป็นสถิติปลอมที่ไม่ได้สร้างด้วยตนเอง กล่าวคือมีความเสี่ยงที่อาจเกิดการทุจริตในขั้นตอนการยื่นหลักฐานการสมัครนั่นเอง)

    ที่มาภาพ : https://www.marathoninvestigation.com/

    แต่ยังไม่ได้เหมารวมว่าคนที่เข้าเงื่อนไขเหล่านี้จะเป็นคนโกงเสียหมด เพราะเป็นไปได้ว่าคนที่เข้าเส้นชัยช้ากว่าสถิติที่ผู้นั้นกรอกในใบสมัครอาจจะเกิดจากอาการบาดเจ็บหรืออาจนึกสนุกวิ่งชมนกชมไม้ก็เป็นได้ สิ่งที่พวกเขาตรวจสอบต่อคือดูว่าปีก่อนได้มาวิ่งรายการนี้หรือไม่และใช้เวลาเท่าใด ตลอดจนดูรูปภาพนักวิ่งที่เข้าข่ายในระหว่างการวิ่งในเว็บไซต์อย่าง MarathonFoto.comจากนั้นก็ตรวจสอบเว็บไซต์รวบรวมข้อมูลผลการแข่งขันอย่าง Athlinks และ MarathonGuide.com เพื่อรวบรวมสถิติผลการแข่งและรูปของนักวิ่งคนนั้นๆให้ได้มากที่สุด นอกจากนี้ยังดูข้อมูลอื่นประกอบเช่นบันทึก GPS เส้นทางวิ่งของนักวิ่งคนนั้น ซึ่งแทบทุกคนที่ชอบวิ่งจะใช้แอพพลิเคชั่นในการบันทึกข้อมูลการวิ่งของตนเช่น Endomondo, Runkeeper หรือ Sporttracker เป็นต้น ก่อนที่จะนำมาวิเคราะห์ต่อไป

    รูปแอพพลิเคชั่นวิ่ง Garmin Connect หนึ่งในแอพฯยอดนิยมของนักวิ่ง แสดงเวลา ระยะทาง
    เวลาที่วิ่ง รวมไปถึงความชันของเส้นทางวิ่งและอัตราการเต้นของหัวใจ ที่มา – ผู้เขียน

    สิ่งที่บล็อกเกอร์เหล่านี้ต้องการไม่ใช่ทึกทักว่าใครเป็นคนดีหรือไม่ดี เพราะไม่มีเครื่องมือใดในโลกที่จะวัดความดีได้ หากแต่เขาต้องการ “ความจริง” (Fact-Based) เท่านั้น เรียกได้ว่านาย Murphy มีจิตวิญญาณความเป็นผู้ตรวจสอบ หรือ Auditor เต็มตัวเลยทีเดียว เข้าทำนองคำกล่าวของเหล่า Auditor ที่ว่า “In God we trust, for the others we audit”

    ภาพแสดงการวิเคราะห์ข้อมูลผู้เข้าร่วมงานบอสตันมาราธอน โดย Dan Fuehrer
    ที่มาภาพ : http://www.runnersworld.com/boston-marathon/dozens-suspected-of-cheating-to-enter-boston-marathon

    จากภาพข้างบน เมื่อใช้ DA วิเคราะห์ผลวิ่ง ในปี 2015 จะเห็นได้ว่าในแต่ละจุดนั้นแทนนักวิ่งแต่ละคน จุดสีฟ้าคือนักวิ่งที่วิ่งเข้าเส้นชัยในบอสตันมาราธอนโดยใช้เวลาพอๆกับสถิติเวลาที่ใช้สมัครเข้าแข่งขัน ส่วนสีชมพูแทนนักวิ่งที่นาย Murphy และทีมงานระบุว่ามีข้อน่าสงสัยเนื่องจากเวลาเข้าเส้นชัยในบอสตันมาราธอนนั้นช้าว่าสถิติเวลาที่ใช้สมัครเข้าแข่งขันเกินกว่า 20 นาที

    จากการตรวจสอบกรณีน่าสงสัยจำนวน 1,409 คน ที่เข้าเส้นชัยจริงช้ากว่าสถิติที่ผู้นั้นกรอกในใบสมัครเกินกว่า 20 นาที ปรากฎว่าพบ 47 รายที่ “น่าเชื่อ” ว่าเข้าข่ายการโกง ซึ่งมาจากหลายชาติได้แก่ ฝรั่งเศส อิตาลี ณี่ปุ่น ออสเตรเลีย แคนาดา และสหรัฐอเมริกา ส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 30 – 40 ปี มี 33 คนเป็นเพศชาย ประกอบอาชีพหลากหลาย เช่น นักธุรกิจ เจ้าหน้าที่ภาครัฐ ครู มีสองคนเป็นเจ้าของบล๊อกเกี่ยวกับการวิ่งในอินเตอร์เนต ในจำนวนข้างต้นมี 29 รายที่รับเบอร์วิ่งมาจากนักวิ่งอื่นที่สมัครเข้าวิ่งอย่างถูกต้อง 10 รายต้องสงสัยว่าวิ่งลัดสนามเพื่อทำสถิติในการวิ่งที่ได้รับการรับรองเพื่อนำสถิตินั้นมาสมัครบอสตันมาราธอน 4 ราย ใช้วิธี bib mules ส่วนอีก 4 รายนั้นทำการปลอมแปลงผลการแข่งขัน

    นาย Murphy ได้รายงานผลการตรวจสอบดังกล่าวไปยังสมาคมกรีฑาแห่งบอสตันเพื่อดำเนินการต่อไป ซึ่งในประเด็นสภาพบังคับ (Sanction and Enforcement) นั้นผลของการกระทำข้างต้นก็คือการถูกห้ามลงแข่งขันรายการบอสตันมาราธอนตลอดชีวิต ซึ่งถือเป็นเรื่องที่เสื่อมเสียเกียรติของนักกีฬา อีกทั้งยังอาจถูกสมาคมกรีฑาแห่งบอสตันในฐานะผู้จัดงานฟ้องร้องทางกฎหมาย ฐานแสดงตนเป็นผู้อื่นหรือฉ้อโกงโดยเจตนาภายใต้กฎหมายแห่งมลรัฐแมสซาชูเซทท์ นาย Murphy กล่าวว่าผู้ที่ไม่สุจริตยังถือเป็นสัดส่วนที่น้อยอยู่ อย่างไรก็ตามสิ่งที่สำคัญที่สุดคือหวังว่าการกระทำของเขาจะเป็นการป้องกัน (Deter) ไม่ให้มีใครคิดจะทำผิดอีก

    “โลกนี้ไม่มีอะไรฟรี” เรื่องนี้เป็นความจริงเสมอ การโกงก็เช่นกัน ผู้ที่ถูกจับได้รายหนึ่งบอกว่านึกไม่ถึงว่าจะมีใครมาตรวจสอบกันถึงขนาดนี้เพราะคนเข้าร่วมถึงสองหมื่นเจ็ดพันกว่าคน เรื่องนี้ทำให้เห็นว่าผู้กระทำเห็นว่าโอกาสที่จะถูก “จับได้” มีน้อยเพราะมีผู้เข้าร่วมมากกว่าสองหมื่นคน กับสิ่งที่ได้มาคือการได้เข้าร่วมงานวิ่งมาราธอนที่เก่าแก่ที่สุดอันเป็นสิ่งที่ตนใฝ่ฝัน มันคุ้มค่าที่จะเสี่ยง นั่นหมายความว่า “ต้นทุน” ในการโกงนั้นต่ำ ผู้กระทำจึงกล้า แต่เมื่อมีการตรวจสอบโดยกลุ่มข้างต้นที่มีส่วนร่วมในการตรวจสอบอย่างรวดเร็วทันต่อเหตุการณ์แล้วย่อมส่งผลให้ต้นทุนในการโกงนั้นสูงขึ้น การคิดตัดสินใจจะโกงย่อมลดลง เพราะหากทำไปย่อมมีความเสี่ยงสูงมากที่จะถูกจับได้

    หมาเฝ้าบ้าน “ภาพใหญ่”

    จากเรื่องข้างต้นจะเห็นได้ว่าแม้วงการวิ่งมาราธอนจะเป็น “ภาพเล็ก” เพราะเป็นวงการไม่ใหญ่มากหากเทียบกับวงการอื่นแล้ว แต่ก็สามารถเป็นตัวอย่างที่สะท้อน “ภาพใหญ่” ของสังคมได้ดีว่าการไม่ซื่อสัตย์ การแสวงหาประโยชน์เพื่อตนหรือบุคคลอื่นโดยวิถีทางที่ไม่ชอบด้วยกติกานั้นมีให้เห็นอยู่เนืองๆไม่ว่าจะวงการใด แต่มองในแง่ดีก็ปรากฏว่าไม่ว่าจะในวงการใดก็จะมีกลุ่มที่เป็น “หมาเฝ้าบ้าน” ที่คอยตรวจสอบสอดส่องอยู่

    เมื่อพูดถึง “ภาพใหญ่” แล้วก็มีเรื่องน่าสนใจที่มีการนำ DA มาใช้ในการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินแผ่นดินและทรัพย์สินของรัฐเช่นกัน โดยองค์กรตรวจเงินแผ่นดิน (Supreme Audit Institutions) ได้นำ DA มาใช้ในการทำงานอย่างแข็งขัน

    กล่องข้อความแสดงคำอธิบายความหมายและการนำ DA มาใช้กับงานการตรวจสอบเงินแผ่นดิน
    ที่มา – http://www.intosaicommunity.net/wgita/wp-content/uploads/2018/04/AI-14-Big-Data-paper.docx

    มีกรณีศึกษาที่น่าสนใจของ Government Accountability Office (GAO) ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อปี ค.ศ. 2017 ที่เป็นภาพสะท้อนในการนำ DA มาใช้ในการทำงานตรวจการใช้จ่ายเงินแผ่นดิน โดย GAO ได้ทำการตรวจสอบศูนย์บริการทางการแพทย์ หรือ Centers for Medicare & Medicaid Services (CMS) ที่เป็นหน่วยงานในกระทรวงสาธารณสุข หรือ U.S. Department of Health and Human Services (HHS) ซึ่ง CMS เป็นผู้ทำหน้าที่บริหารโครงการ Medicare, Medicaid, Children’s Health Insurance Program (CHIP) และ Health insurance ให้ประชาชนมากกว่า 145 ล้านคน งบประมาณปีละราว 1,100,000,000,000 ดอลล่าห์สหรัฐ

    GAO ทำการตรวจสอบว่า CMS ปฏิบัติตามกรอบแนวปฏิบัติการบริหารความเสี่ยงเรื่องทุจริตในโครงการระดับชาติ หรือ Framework for Managing Fraud Risks in Federal Programs (Fraud Risk Framework) ที่ออกโดย GAO เมื่อปี 2015 หรือไม่ และ ปฏิบัติตามรัฐบัญญัติว่าด้วยการลดการฉ้อโกงและวิเคราะห์ข้อมูล หรือ Fraud Reduction and Data Analytics Act 2015 หรือไม่ โดย GAO เจาะเฉพาะโครงการ Medicare และ Medicaid เนื่องจากมีความเสี่ยงสูง ทั้งนี้เฉพาะเมื่อปี ค.ศ. 2016 ก็ปรากฏว่ามีการเบิกจ่ายเงินที่ไม่ถูกต้องไปเป็นเงินรวม 95,000,000,000 ดอลล่าห์สหรัฐ

    GAO ใช้วิธีการตรวจสอบหลายแนวทางทั้งตรวจสอบเอกสาร การสอบถ้อยคำพยานบุคคล รวมถึงการนำ DA มาใช้ด้วย จากการตรวจสอบ GAO พบว่าพฤติการณ์ที่ก่อให้เกิดการรั่วไหลของเงินงบประมาณมาจากข้อผิดพลาดพลั้งเผลอ การใช้จ่ายที่ขาดประสิทธิภาพ การบิดเบือนการใช้ระเบียบ รวมถึงการจงใจทุจริตและฉ้อโกง

    GAO พบว่า CMS ไม่ได้ทำการประเมินความเสี่ยงการทุจริตในโครงการ Medicare และ Medicaid และไม่ได้ทำแผนยุทธศาสตร์การจัดการกับความเสี่ยงเพื่อต่อต้านการทุจริต และเสนอแนะว่าให้จัดการฝึกอบรมเพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้กับพนักงาน และให้ทำการประเมินความเสี่ยงด้านการทุจริต รวมถึงให้จัดทำแผนยุทธศาสตร์การจัดการกับความเสี่ยงเพื่อต่อต้านการทุจริต ซึ่ง CMS เห็นพ้องกับความเห็นของ GAO

    ภาพแสดงการวิเคราะห์ข้อมูลของ Centers for Medicare & Medicaid Services (CMS) โดย GAO
    ที่มาภาพ : https://www.gao.gov/extracts/8ca746a1316d092b3be7518eeb857a1f/rId15_image2.png

    นอกจาก GAO แล้วยังมีองค์กรตรวจเงินแผ่นดินที่มีศักยภาพสูงในการนำ DA มาใช้ในงานตรวจสอบอีกหลายประเทศ อาทิ
    องค์กรตรวจเงินแผ่นดิน การนำ DA ไปใช้ในงานตรวจสอบ State Audit Office of Hungary (SAO) หรือ Állami Számvevőszék ของประเทศฮังการี

    มีการนำ DA ไปใช้ในโครงการ Integrity Project เพื่อประเมินความเสี่ยงในการใช้จ่ายเงินแผ่นดินของหน่วยงานภาครัฐทั้งประเทศ (เป็นการต่อยอดแนวทางขององค์กรตรวจเงินแผ่นดินเนเธอร์แลนด์ หรือ Algemene Rekenkamer)
    China National Audit Office (CNAO) ของประเทศจีน มีการนำไปใช้กับแนวทางการตรวจสอบแบบ Real-Time Audit และโครงการที่ตอบสนองต่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (UN Sustainable Development Goals) นอกจากนี้ CNAO ยังดำรงตำแหน่งประธานคณะทำงานด้านการตรวจสอบข้อมูลขนาดใหญ่ขององค์กรตรวจเงินแผ่นดินระหว่างประเทศ (INTOSAI Working Group on Big Data) อีกด้วย

    Office of the Comptroller and Auditor General (CAG) ของประเทศอินเดีย มีการจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการและวิเคราะห์ข้อมูล (The Center for Data Management and Analytics: CDMA) และยังสวมหมวกเป็นประธานคณะทำงานด้านการตรวจสอบสารสนเทศขององค์กรตรวจเงินแผ่นดินระหว่างประเทศ (INTOSAI Working Group on IT Audit) ซึ่งเรื่องนี้ ดร. สุทธิ สุนทรานุรักษ์ เคยเขียนบทความไว้ ผู้ที่สนใจโปรดดูที่นี่ https://thaipublica.org/2019/01/sutti-09/

    Board of Audit and Inspection ของประเทศเกาหลีใต้ มีการพัฒนาแอพลิเคชั่นที่เรียกว่า “U-Check” เพื่อใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล (DA) เพื่อประโยชน์ในการทำงาน

    ในส่วนของประเทศไทยนั้นตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๖๑ องค์กรตรวจเงินแผ่นดินไทยประกอบด้วยคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) โดย คตง. ได้วางนโยบายการตรวจเงินแผ่นดิน (พ.ศ. 2561 – 2565) ตามมาตรา 27 (1) และมาตรา 28 ไว้เพื่อเป็นทิศทางและเป้าหมายในการตรวจเงินแผ่นดิน ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ และเพื่อพัฒนาการตรวจเงินแผ่นดินให้มีประสิทธิภาพและรวดเร็ว ซึ่ง คตง. ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของ DA จึงได้กำหนดไว้ใน ข้อ 2.3.3 ว่าให้ “พัฒนาระบบการจัดการข้อมูล (Database Management System – DBMS) ที่ใช้ในการตรวจสอบให้เชื่อมโยงกับฐานข้อมูลหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับงานตรวจเงินแผ่นดิน ตลอดจนเสริมสร้างทักษะให้ผู้ปฏิบัติหน้าที่ตรวจเงินแผ่นดินมีความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data Analytics)”

    เครื่องหมายราชการของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน
    ที่มาภาพ : https://www.audit.go.th/th/ตราสัญลักษณ์-สตง

    เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายการตรวจเงินแผ่นดินข้างต้น ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินจึงได้แปลงนโยบายฯ สู่การปฏิบัติโดยได้ประกาศใช้ยุทธศาสตร์การตรวจเงินแผ่นดิน (พ.ศ. ๒๕๖๒-๒๕๖๕) ซึ่งมีโครงการภายใต้แผนยุทธศาสตร์ที่สอดคล้องกับนโยบายฯดังกล่าว นอกจากนี้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินได้ดำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับ DA ในหลายลักษณะ อาทิ

    • การเข้าไปเป็นสมาชิกคณะทำงานด้านการตรวจสอบข้อมูลขนาดใหญ่ขององค์กรตรวจเงินแผ่นดินระหว่างประเทศ (INTOSAI Working Group on Big Data) เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ด้าน DA กับประเทศสมาชิก
    • การเชื่อมโยงฐานข้อมูลกับหน่วยงานภาครัฐ เช่นกระทรวงมหาดไทย เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลทะเบียนราษฎร์ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศหรือ GISTDA เพื่อนำข้อมูลจากภาพถ่ายทางดาวเทียมมาประกอบการตรวจสอบแบบกึ่ง Realtime
    • การดำเนินโครงการ Thailand Smart e-Audit : TSEA ของศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ และการจัดตั้งสำนักตรวจสอบระบบสารสนเทศ ขึ้นในสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน

    การนำ DA มาใช้ในการตรวจสอบเปรียบเหมือนการฉายไฟไปในความมืด อันเป็นการสร้างความโปร่งใสให้กับการบริหารการเงินการคลังภาครัฐ จากเดิมที่ปราศจากเครื่องมือดังกล่าวการตรวจสอบในบางเรื่องมีความยากลำบากมาก การตรวจพบความผิดปกติจึงเป็นเรื่องค่อนข้างยาก ต้นทุนในการกระทำทุจริต (Cost of Corruption) ของเจ้าหน้าที่รัฐจึงต่ำ ถือเป็นแรงจูงใจให้กระทำผิด แต่หลังจากที่องค์กรตรวจเงินแผ่นดินทั่วโลกหันมาให้ความสำคัญกับ DA จึงส่งผลให้ต้นทุนในการกระทำทุจริตสูงขึ้น ถือเป็นการป้องกันการทุจริต นอกจากนั้น DA ยังมีประโยชน์ในแง่ที่ทำให้การตรวจสอบมีความรวดเร็วมากขึ้น ประชาชนผู้เสียภาษีได้รับทราบผลการตรวจสอบที่ทันต่อสถานการณ์ และองค์กรตรวจเงินแผ่นดินยังสามารถมีข้อเสนอแนะเชิงสร้างสรรค์ (Constructive Recommendations) เพื่อให้หน่วยงานของรัฐมีการปรับปรุงการใช้จ่ายเงินแผ่นดินและทรัพย์สินของรัฐให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วย

    อาจสรุปได้ว่า ไม่ว่าจะเป็น “ภาพเล็ก” หรือ “ภาพใหญ่” DA เป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างยิ่งยวดที่จะนำมาใช้สร้างความโปร่งใสให้กับสังคม และอาจกล่าวได้ต่อไปอีกว่า DA เปรียบเสมือนเป็นไฟสปอตไลท์ดวงใหญ่ที่ขาดเสียไม่ได้ในการส่องสว่างเพื่อสร้างความโปร่งใสให้กับสังคมในยุคแห่งข้อมูลข่าวสารอย่างทุกวันนี้

    แหล่งข้อมูลอ้างอิง

    https://www.audit.go.th/th/นโยบายการตรวจเงินแผ่นดิน

    http://www.intosaicommunity.net/wgita/wp-content/uploads/2018/04/AI-14-Big-Data-paper.docx

    https://www.gao.gov/products/GAO-18-88

    https://thaipublica.org/2019/01/sutti-09/

    http://www.intosaicommunity.net/wgita/wp-content/uploads/2018/03/2.-Paper-_-SAI-Korea_U-Check_Article-Version.pdf

    http://www.runnersworld.com/boston-marathon/dozens-suspected-of-cheating-to-enter-boston-marathon

    ]]>
    0