ThaiPublica กล้าพูดความจริง 2018-09-23T14:42:40Z https://thaipublica.org/feed/atom/ WordPress Boonlarp Poosuwan <![CDATA[Data Gap ปัญหาใหญ่ของคนใช้ข้อมูล]]> https://thaipublica.org/?p=150137 2018-09-22T13:07:25Z 2018-09-22T13:07:06Z

จรัล งามวิโรจน์เจริญ บริษัท เซอร์ทิส จำกัด

ในปัจจุบัน องค์กรส่วนใหญ่ทั้งภาครัฐและเอกชนต่างก็ให้ความสำคัญกับการนำ Big Data เข้ามาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและเสริมศักยภาพการดำเนินธุรกิจกันอย่างแพร่หลาย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเทรนด์การนำ Big Data มาใช้ยังคงเป็นเรื่องใหม่สำหรับประเทศไทย จากประสบการณ์ของผม พบว่าบางองค์กรยังมองไม่เห็นแนวทางในการตั้งโจทย์เพื่อนำข้อมูลไปใช้ รวมไปถึงยังไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ต้องการคืออะไร ส่งผลให้การวัดผลต่างๆ ไม่สามารถสะท้อนผลลัพธ์ที่ต้องการได้ ซึ่งเกิดจากสิ่งที่ผมเรียกว่า “Data Gap” หรือ “ความไม่พร้อมของข้อมูล” โดยสามารถเกิดได้จากความบกพร่องในหลายๆ ปัจจัย ดังนี้

1.การขาดความเป็นหนึ่งเดียวของข้อมูล (Data Consolidation) ปัญหานี้มักจะเกิดขึ้นจากการที่องค์กรทำการซื้อหรือสร้างระบบต่างๆ ในการเก็บข้อมูลแยกกัน โดยไม่ได้คำนึงถึงความเป็นหนึ่งเดียวของข้อมูล ทำให้เกิดการเก็บข้อมูลซ้ำซ้อนกัน เช่น ฝ่ายขายกับฝ่ายการตลาดต่างเก็บชื่อลูกค้าของตัวเองด้วยรูปแบบการเก็บข้อมูล (format) ที่แตกต่างกัน ส่งผลให้เมื่อองค์กรต้องการจะดูเส้นทางหรือขั้นตอนการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค (customer journey) ของลูกค้าคนใดคนหนึ่ง ก็จะไม่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลกันได้ เนื่องจากมีการกรอกรายละเอียดของลูกค้าเอาไว้ไม่ตรงกัน ทำให้แบรนด์เสียโอกาสในการส่งมอบประสบการณ์ที่ดีขึ้นให้แก่ลูกค้า (customer experience) รายนั้นนั่นเอง ซึ่งแนวทางการแก้ไขคือต้องรวมชื่อและข้อมูลของลูกค้าให้อยู่ที่เดียวกัน และมีการตกลงกันว่าจะเก็บข้อมูลไว้ที่ส่วนใดเป็นหลัก

2.ความไม่สมบูรณ์ของข้อมูล (Data Incompleteness) เกิดจากลูกค้ากรอกข้อมูลไม่ครบถ้วน (missing data) หรือกรอกข้อมูลแบบไม่เป็นระบบและขาดความสอดคล้อง (inconsistency) เช่น การกรอกที่อยู่ไม่เหมือนเดิม การมีเบอร์โทรศัพท์หลายเบอร์ การกรอกเบอร์โทรศัพท์แบบมีขีดหรือวงเล็บระหว่างตัวเลข การกรอกวันที่ในรูปแบบที่แตกต่างกัน หรือชื่อชาวต่างชาติที่ถูกแปลงเป็นภาษาไทย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบต่อการนำข้อมูลมาใช้งาน วิธีแก้ไขปัญหาดังกล่าวทำได้โดยการกำหนดชุดคำตอบเป็นเมนูให้ลูกค้าเลือกแทนการกรอกข้อมูลหรือคำตอบต่างๆ ด้วยตัวเอง รวมถึงระบุรายการข้อมูลที่จำเป็นต้องกรอก (required field) เพื่อให้ได้ข้อมูลสำคัญจากลูกค้าทุกคนนั่นเอง

นอกจากนี้ การกรอกข้อมูลผิด เช่น ประเภทลูกค้า กิจกรรมและความความพึงพอใจของลูกค้า ก็เป็นอีกหนึ่งปัญหาสำคัญที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ส่งผลให้เกิดข้อผิดพลาดในการนำข้อมูลไปวิเคราะห์ ซึ่งความผิดพลาดในลักษณะนี้เป็นสิ่งที่สังเกตเห็นได้ยาก หรืออาจไม่สามารถสังเกตเห็นเลย นอกเสียจากผลการวิเคราะห์ข้อมูลดูมีความผิดปกติเกิดขึ้น

3.ขาดการเก็บและดูแลคุณภาพของข้อมูล (Data Collection, Data Governance & Data Quality) ผมเชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินคำว่า “garbage in, garbage out” หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ หากสิ่งที่เอามาใช้งานนั้นด้อยคุณภาพหรือไม่ดีมาตั้งแต่แรก ผลลัพธ์ที่ออกมาก็อาจจะด้อยคุณภาพไปด้วยเช่นกัน

ดังนั้น ทุกแบรนด์ควรมีการวางแผนการเก็บข้อมูล ตลอดจนการแยกแยะและกำหนดความสำคัญของข้อมูล รวมทั้งกำหนดบทบาทเจ้าของข้อมูลและการจัดการข้อมูลอย่างเหมาะสม (data governance) ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะบ่อยครั้งที่เราไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการอันหลากหลายของลูกค้าได้เพราะเรามีข้อมูลไม่เพียงพอต่อความต้องการนั่นเอง เช่น อยากรู้ว่าโปรโมชั่นหรือสินค้าแนะนำตัวไหนถูกใจลูกค้ามากที่สุด แต่หากไม่มีการเก็บข้อมูลผลตอบรับ (response) ของลูกค้า ก็จะไม่สามารถนำข้อมูลที่มีอยู่ไปใช้เพื่อคาดการณ์พฤติกรรมการซื้อของลูกค้าในอนาคตได้

และที่สำคัญ การเก็บข้อมูลต้องเก็บให้ดีตั้งแต่ต้นทาง โดยควรมีการกำหนดมาตรฐานในการเก็บข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบเดียวกัน เช่น กำหนดให้มีการแยก field ข้อมูลชื่อกับนามสกุลเป็นคนละส่วน และที่อยู่ก็ต้องแบ่ง field การกรอกเป็นบ้านเลขที่ ถนน ตำบล อำเภอ จังหวัด เป็นต้น รวมถึงมีกระบวนการให้พนักงานช่วยตรวจสอบและดูแลระหว่างการกรอกข้อมูลว่าครบถ้วนและถูกต้องหรือไม่

4.ความไม่เป็นกลางของข้อมูล (Bias in Data) ในขั้นตอนการวิเคราะห์ข้อมูลนั้น machine learning model จะเรียนรู้จากสิ่งที่ถูกป้อนเข้าไป ดังนั้นเราควรมีความเป็นกลางต่อการเลือกข้อมูลที่นำมาใช้ในการวิเคราะห์ เช่น หากเราสอนให้ machine learning ตรวจจับภาพมะเร็งผิวหนังเพียงแค่กับคนผิวขาว เมื่อนำไปใช้กับคนที่มีสีผิวอื่น ก็อาจเกิดผลลัพธ์ที่คาดเคลื่อนได้ เพราะฉะนั้น ข้อมูลที่จะนำไปสอนให้ machine learning เรียนรู้ต้องมีความหลากหลายและต้องไม่อคติเฉพาะเจาะจงกับคนประเภทใดประเภทหนึ่งมากเกินไป

5.การบูรณาการใช้ unstructured data โลกของข้อมูลไม่ได้จำกัดแค่ข้อมูลที่อยู่ใน Excel หรือ database เท่านั้น แต่ยังรวมถึงข้อมูลชนิดอื่นๆ เช่น รูปภาพ วิดีโอ เสียง และข้อความบนโซเชียลมีเดีย ที่ถูกนำมาแปลงให้เป็นข้อมูล เพื่อให้ machine learning หรือ AI นำไปวิเคราะห์ได้ ตัวอย่างเช่น ในธุรกิจค้าปลีก (retail industry) อาจนำข้อมูลจากวิดีโอที่บันทึกภาพพฤติกรรมการซื้อสินค้าของลูกค้าภายในร้านมาวิเคราะห์ว่าลูกค้ามีความสนใจสินค้าอะไรบ้าง หรือนำไปใช้ในการจดจำใบหน้าของลูกค้าที่เคยมาที่ร้าน (return customer) เพื่อสร้างการต้อนรับและบริการที่ประทับใจให้แก่ลูกค้าประจำให้ดียิ่งขึ้นนั่นเอง นอกจากนี้ อาจนำเสียงจากบทสนทนาใน call center มาใช้หาว่าลูกค้ามักจะโทรมาสอบถามข้อมูลอะไรบ้าง ซึ่งการนำ unstructured data มาใช้จะทำให้งานวิเคราะห์ข้อมูลมีความหลากหลายและได้ข้อมูลในเชิงลึก (insight) ใหม่ๆ มากขึ้น

6.การดูแลข้อมูลที่ถูกเก็บแต่ไม่ถูกนำมาใช้งาน (Dark Data) เช่น ข้อมูลลูกค้า ข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ (log file) เสียงบันทึกการสนทนาทางโทรศัพท์ (call record) ข้อมูลจากผลสำรวจ (survey) ข้อมูลโต้ตอบทางอีเมล งานนำเสนอ (presentation) ข้อมูลที่ส่งต่อผ่านเครื่องมืออัตโนมัติ (machine-to-machine) ซึ่งความเป็นจริงแล้ว ข้อมูลเหล่านี้ยังสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ เช่น server log ที่สามารถนำไปใช้วิเคราะห์พฤติกรรมของคนที่มาดูเว็บไซต์ขององค์กร หรือตำแหน่งการใช้โทรศัพท์มือถืออาจบ่งบอกลักษณะกิจกรรมของลูกค้าได้

นอกจากนี้ ข้อมูลเก่าที่ถูกเก็บไว้ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่เราสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้เช่นกัน แต่อาจจะต้องเพิ่มความระมัดระวังในการนำข้อมูลลูกค้าฝั่งยุโรปมาใช้ เนื่องจากเมื่อเร็วๆ นี้ EU ได้ออกกฎหมายคุ้มครองข้อมูลที่เรียกว่า GDPR ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ที่ถือครองข้อมูลของ EU user ในการนำข้อมูลมาใช้งาน เพราะฉะนั้น จะต้องทำการตรวจสอบในกรณีเป็นข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสิทธิคุ้มครองข้อมูลด้วย

7. ความกว้าง ความหลากหลาย และความละเอียดของข้อมูล แม้ว่าหลายๆ องค์กรจะมีข้อมูลเยอะ แต่ส่วนใหญ่กลับเป็นข้อมูลเชิงสถิติ หรือข้อมูลระดับภาพรวม (aggregate data) ซึ่งมีข้อจำกัดในการนำไปใช้งาน เพราะงานวิเคราะห์ หรือทำโมเดลต่างๆ ต้องใช้ข้อมูลที่ลงลึกไปถึงรายละเอียดในระดับกิจกรรมที่เกิดขึ้น (activity or transaction) หรือรายละเอียดข้อมูลรายบุคคล

เพราะฉะนั้น การเก็บข้อมูลต้องเก็บให้ได้ในหลายมิติและมีความละเอียด เช่น ถ้าอยากทำนายว่าลูกค้ามีโอกาสที่จะเลิกใช้บริการมากแค่ไหน ก็ต้องมีข้อมูลของกิจกรรมต่างๆ ที่ลูกค้าใช้บริการเป็นรายชั่วโมง หรือข้อมูลที่ลูกค้าติดต่อเข้ามาแล้วได้รับประสบการณ์หรือการตอบสนองอย่างไรจากองค์กร รวมถึงต้องมีการเก็บข้อมูลในแต่ละหัวข้อให้สามารถนำไปแยกแยะความแตกต่างได้อย่างชัดเจน (variation) เช่น การสำรวจความพึงพอใจของลูกค้าควรแบ่งเป็นหลายระดับ เช่น พอใจมาก ปานกลาง น้อย เพื่อให้สามารถวัดผลได้อย่างชัดเจนและแม่นยำมากยิ่งขึ้น

แม้ว่าการนำ Big Data มาใช้จะยังคงเป็นสิ่งใหม่ในบริบทสังคมไทย แต่หากทุกภาคส่วนมีการเตรียมพร้อมที่ดี สร้างองค์ความรู้ สนับสนุนให้คนในองค์กรเกิดความเข้าใจและปรับตัว นำไปสู่การพัฒนาทักษะ วิธีการทำงานอย่างถูกต้องเหมาะสมแล้ว ผมมองว่านี่เป็นโอกาสสำคัญที่พวกเราจะยกระดับขีดความสามารถของภาคธุรกิจร่วมกัน ผ่านการดึงประสิทธิภาพของ big data มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อส่งมอบสินค้า บริการและประสบการณ์ที่สมบูรณ์แบบสู่ลูกค้า รวมไปถึงเป็นอีกก้าวสำคัญสู่การพัฒนาความเป็นอยู่ของคนในสังคมต่อไปได้อย่างยั่งยืนในอนาคต

]]>
0
Natmaytee <![CDATA[ประเด็นฮอตรอบสัปดาห์: “ทักษิณสวนประวิตร ไม่นุ่มนวลอ่อนหวานเหมือนตอนขอเป็น ผบ.ทบ.” และ “เกาหลีเหนือ – ใต้ ร่วมปลดอาวุธนิวเคลียร์-มุ่งสู่ยุคใหม่”]]> https://thaipublica.org/?p=150160 2018-09-22T02:41:55Z 2018-09-22T02:36:45Z

ประเด็นฮอตรอบสัปดาห์ประจำวันที่ 15-21 ก.ย. 2561

  • ครบรอบ รปห. 19 กันยาฯ โต้เดือด ทักษิณสวนประวิตร ไม่นุ่มนวลอ่อนหวานเหมือนตอนขอเป็น ผบ.ทบ.
  • ออมสินจับมือซีพี ฝาก-ถอนที่เซเว่นได้ ค่าธรรมเนียม 15 บาทต่อครั้ง เริ่ม 31 ต.ค.
  • ข้าราชการเกษียณชง สนช. หนุนร่าง พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญ โอด เดือนสองหมื่นไม่พอใช้
  • ป.ป.ส. แจง กัญชายังเป็นยาเสพติดผิดกฎหมาย รอ สนช. ไฟเขียว
  • เกาหลีเหนือ-ใต้ ร่วมแนวทางปลดอาวุธนิวเคลียร์-มุ่งสู่ยุคใหม่
  • ครบรอบ รปห. 19 กันยาฯ โต้เดือด ทักษิณสวนประวิตร ไม่นุ่มนวลอ่อนหวานเหมือนตอนขอเป็น ผบ.ทบ.

    ที่มาภาพ: ทวิตเตอร์ Thaksin Shinawatra (http://bit.ly/2ODmSU3)

    เช้าวันที่ 19 กันยายน 2561 ณ กระทรวงมหาดไทย พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้กล่าวถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยออกมาเรียกร้องให้ปลดล็อกการเมืองทั้งหมด ว่า ขอให้ครบ 90 วันก่อนถึงจะปลดล็อกทั้งหมด ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ หัวหน้า คสช. ระบุแล้วว่าสามารถทำอะไรได้บ้างและมีการปลดล็อกให้ 9 ข้อแล้ว เพียงแต่ว่าไม่ให้โฆษณาชวนเชื่อ นอกนั้นก็ไม่มีอะไร

    นอกจากนี้ พล.อ. ประวิตร ยังย้ำว่า การหาเสียงเลือกตั้ง ต้องรอไปถึงเดือนธันวาคมนี้ และที่ขณะห้ามใช้โซเชียลมีเดียหาเสียงก็เพราะการใช้โซเชียลมีเดียก็เหมือนกับการพูด ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะเป็นผู้พิจารณาว่าการใช้โซเชียลมีเดียของพรรคการเมืองใดบ้างที่จะเข้าข่ายเป็นการหาเสียง จะต้องมีบทลงโทษตามกฎหมาย

    และสำหรับกรณีที่นายทักษิณ ชินวัตร ออกมาโพสต์เฟซบุ๊ก Thaksin Shinawatra ในโอกาสครบรอบ 12 ปีที่ถูกรัฐประหาร โดยมีใจความแสดงความเสียใจที่เกิดรัฐประหารขึ้นสองครั้งในรอบ 12 ปี ซึ่งทำให้ประเทศเสียหาย รวมทั้งทิ้งท้ายว่าขออโหสิกรรมให้ทุกคนที่ให้ร้ายกลั่นแกล้งตน พล.อ. ประวิตร กล่าวถึงการโพสต์ดังกล่าวของนายทักษิณว่า บ้านเมืองที่วุ่นวายอยู่ทุกวันนี้เป็นเพราะใคร แต่ไม่ใช่พวกเราแน่นอนเพราะพวกเราไม่ได้เกี่ยวข้อง เราออกมาแก้ไขปัญหาให้กับประเทศชาติ ส่วนกรณีที่นายทักษิณ ระบุพร้อมพูดคุยปรองดองนั้น พล.อ. ประวิตร บอกว่า นายทักษิณยังมีเรื่องที่ทำผิดกฎหมายอยู่ ขอให้ไปเคลียร์ตรงนั้นให้ได้ก่อน

    และเพียงไม่นานหลังจากนั้น ในเวลา 12.22 น. ของวันเดียวกัน นานทักษิณก็ได้ทวีตลิงก์ข่าวที่ พล.อ. ประวิตร พูดถึงตนดังกล่าวลงในทวิตเตอร์ Thaksin Shinawatra พร้อมกับข้อความว่า “ท่าทีและน้ำเสียงขึงขังน่ากลัวจัง ไม่นุ่มนวลอ่อนหวานเหมือนตอนมาเกาะโต๊ะขอเป็น ผบ.ทบ. เลย”

    ซึ่งในเวลาต่อมา พล.อ. ประวิตร ก็เพียงตอบประเด็นดังกล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม และการปฏิเสธการสัมภาษณ์

    เรียบเรียงจาก

    เว็บไซต์ PPTVHD36: “ทักษิณ” โพสต์12 ปีรัฐประหาร อโหสิกรรม “คนให้ร้าย-กลั่นแกล้ง”
    เว็บไซต์เนชั่นทีวี: “บิ๊กป้อม” ไล่ “ทักษิณ” เคลียร์คดีก่อนปรองดอง
    เว็บไซต์วอยซ์ทีวี: ‘ประวิตร’ ปัดตอบปม ‘ทักษิณ’ ทวีตข้อความหยอก

    ออมสินจับมือซีพี ฝาก-ถอนที่เซเว่นได้ ค่าธรรมเนียม 15 บาทต่อครั้ง เริ่ม 31 ต.ค.

    ที่มาภาพ: เฟซบุ๊ก Workpoint News – ข่าวเวิร์คพอยท์ (http://bit.ly/2O4d0FM)

    วันที่ 19 ก.ย. 2561 เฟซบุ๊ก Workpoint News – ข่าวเวิร์คพอยท์ รายงานว่า ตั้งแต่วันที่ 31 ต.ค. เป็นต้นไป ผู้มีบัญชีเงินฝากของธนาคารออมสิน จะสามารถฝากและถอนเงินออกจากบัญชีได้ที่เคาน์เตอร์เซอร์วิสของ 7-11 โดยมีค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมครั้งละ 15 บาท

    ธนาคารออมสินได้ลงนามความร่วมมือกับ บริษัท ซีพีออลล์ จำกัด (มหาชน) และบริษัทเคาน์เตอร์เซอร์วิสแล้ว ในฐานะผู้ให้บริการตัวแทนธนาคาร หรือ Banking Agent เพื่อให้ลูกค้าของธนาคารสามารถฝากและถอนเงินสดได้ที่ 7-11 ตลอด 24 ชั่วโมง โดยจะเริ่มต้นวันแรกในวันที่ 31 ต.ค. นี้

    โดยการฝากเงินที่เคาท์เตอร์เซอร์วิสนั้น สามารถฝากได้ครั้งละไม่เกิน 30,000 บาท ส่วนการถอนเงิน สามารถถอนได้ครั้งละไม่เกิน 5,000 บาท และในแต่ละวันจะถอนรวมกันได้ไม่เกิน 20,000 บาท โดยทุกธุรกรรมทั้งฝากและถอน จะมีค่าธรรมเนียมครั้งละ 15 บาท อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ใช้บริการที่อายุระหว่าง 7-20 ปี จะได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมทั้งหมดเป็นระยะเวลา 1 ปี

    สำหรับเหตุผลในการจับมือเป็นพันธมิตรกับ 7-11 ในครั้งนี้ นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการ ธนาคารออมสิน ระบุว่า เมื่อจับมือกับซีพีแล้ว ธนาคารออมสินก็ไม่มีความจำเป็นต้องขยายสาขาในชนบทอีก โดยตู้เอทีเอ็มของธนาคารและสาขาของร้านสะดวกซื้อจะสามารถครอบคลุมพื้นที่การให้บริการได้

    ข้าราชการเกษียณชง สนช. หนุนร่าง พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญ โอด เดือนสองหมื่นไม่พอใช้

    เว็บไซต์แนวหน้ารายงานว่า เมื่อวันที่ 20 ก.ย. 2561 ที่รัฐสภา สหพันธ์ข้าราชการบำนาญแห่งประเทศไทย กว่า 30 คน นำโดย นายชัยวัฒน์ อุตอิ่นแก้ว เลขาธิการฯ เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อ นายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คนที่ 2 เพื่อเสนอร่าง พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญ

    โดยนายชัยวัฒน์กล่าวว่า ขอให้ สนช. สนับสนุนร่างกฎหมายฉบับนี้เข้าสู่การพิจารณา เพื่อทำให้ข้าราชการบำนาญมีรายได้เพิ่มขึ้น เนื่องจากปัจจุบันมีเข้าราชบำนาญสังกัดทุกประเทศ จำนวน 654,634 คน ได้รับความเดือดร้อนจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น แต่เงินบำนาญเท่าเดิม ทำให้รายได้ไม่พอกับค่าใช้จ่าย เป็นไปตามสภาวะเงินเฟ้อ ทั้งนี้ หากข้าราชการบำนาญมีรายได้เพิ่มขึ้นก็จะนำเงินไปใช้จ่าย ส่งผลให้เศรษฐกิจตามนโยบายของรัฐบาลดีขึ้น

    “ข้าราชการบำนาญถือเป็นคนจนรุ่นใหม่ ได้เงินบำนาญเดือนละ 20,000 บาท หักค่าใช้จ่ายอื่นเหลือ 18,000 บาทต่อเดือน ไม่เพียงพอต่อค่าครองชีพที่สูงขึ้น ซึ่งจะกระทบต่อข้าราชปัจจุบันอีก 2 ล้านคน แล้วคนไทยรุ่นใหม่ที่จะเข้าสู่ระบบข้าราชการ ทำงานเพื่อประเทศชาติ” นายชัยวัฒน์กล่าว

    ด้านนายพีระศักดิ์กล่าวว่า โดยหลักการค่อนข้างเห็นด้วยกับผู้ทำคุณประโยชน์ให้ประเทศชาติ แต่กฎหมายฉบับนี้เข้าข่ายกฎหมายการเงิน ต้องให้รัฐบาลเห็นชอบก่อนเสนอ สนช. เสนอเองไม่ได้ จึงขอประสานหาช่องทางให้ประยื่นต่อรัฐบาล ส่วน สนช. จะให้ กมธ. พิจารณาศึกษารายละเอียดควบคู่กันไป

    ป.ป.ส. แจง กัญชายังเป็นยาเสพติดผิดกฎหมาย รอ สนช. ไฟเขียว

    เว็บไซต์ไทยรัฐออนไลน์รายงานว่า เมื่อวันที่ 20 ก.ย. 2561 นายศิรินทร์ยา สิทธิชัย เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) กล่าวถึงกรณีสื่อสังคมออนไลน์เรียกร้องให้มีการอนุญาตให้ใช้กัญชาเพื่อใช้ประโยชน์ในทางการแพทย์ รวมถึงเครื่องดื่มยี่ห้อหนึ่งในต่างประเทศ สนใจพัฒนาเครื่องดื่มกัญชาเพื่อสุขภาพ ว่า ป.ป.ส. และหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้องได้รวบรวมข้อมูลศึกษาวิเคราะห์ผลดีผลเสียและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น เพื่อควบคุมการนำกัญชาไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ และอาจก่อเป็นกระแสการเข้าใจผิดของสังคมได้ ที่ผ่านมาศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดแห่งชาติ (ศอ.ปส.) ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อศึกษาวิเคราะห์มาตรการทางกฎหมายเกี่ยวกับพืชเสพติด

    “โดยเห็นว่าควรกำหนดให้กัญชาเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ต่อไป โดยไม่อนุญาตให้มีการใช้ในเชิงสันทนาการ แต่เปิดช่องให้สามารถขออนุญาตศึกษาวิจัยกัญชา เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ได้อย่างสะดวกและคล่องตัวมากยิ่งขึ้น ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขได้ออกกฎกระทรวง เรื่อง การขออนุญาตและการอนุญาตผลิต จำหน่าย นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 4 หรือในประเภท 5 พ.ศ. 2559 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา คือวันที่ 6 ม.ค. 2560” เลขาธิการ ป.ป.ส. ระบุ

    นายศิรินทร์ยากล่าวต่อว่า กฎกระทรวงดังกล่าวกำหนดให้ผู้ที่มีความประสงค์ปลูก จำหน่าย นำเข้าส่งออก หรือมีกัญชาไว้ในครอบครอง เพื่อการศึกษาวิจัย หรือเพื่อประโยชน์ในทางการแพทย์ ต้องยื่นคำขอพร้อมด้วยเหตุผลความจำเป็น จำนวนหรือปริมาณและหลักฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องต่อสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อเสนอความเห็นต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขพิจารณาอนุญาต ขณะเดียวกัน ป.ป.ส. ยังได้เสนอร่างประมวลกฎหมายยาเสพติด กำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข มีอำนาจอนุญาตให้ผลิต นำเข้า ส่งออกจำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 (กัญชา) เพื่อการศึกษาวิจัย หรือเพื่อประโยชน์ในทางการแพทย์ วิทยาศาสตร์ หรืออุตสาหกรรมได้

    นอกจากนี้ยังมีอำนาจประกาศกำหนดชื่อยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 (กัญชา) ซึ่งอนุญาตให้เสพเพื่อการรักษาโรค หรือเสพเพื่อการศึกษาวิจัยได้โดยไม่เป็นความผิด ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)

    เกาหลีเหนือ-ใต้ ร่วมแนวทางปลดอาวุธนิวเคลียร์-มุ่งสู่ยุคใหม่

    ที่มาภาพ: เว็บไซต์ไทยพีบีเอส (http://bit.ly/2NY9M6F)

    วันที่ 19 ก.ย. 2561 เว็บไซต์บีบีซีไทยรายงานว่า มุน แจ อิน ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ และ คิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ ประกาศความร่วมมือในการสร้างอนาคตใหม่ของสองประเทศเกาหลี และร่วมลงนามในข้อตกลงหลายฉบับในกรุงเปียงยาง รวมทั้งเตรียมเสนอตัวเป็นเจ้าภาพร่วมกันในการจัดโอลิมปิกปี 2032

    ทั้งสองฝ่ายได้ “ตกลงในแนวทางร่วมกันที่จะบรรลุการปลดอาวุธนิวเคลียร์” นายมุน แจ อิน กล่าว

    สองประเทศเกาหลียังวางแผนสร้างเส้นทางรถไฟเชื่อมต่อถึงกัน อนุญาตให้ชาวเกาหลีเหนือ-ใต้ที่ถูกแยกจากสงครามได้มีโอกาสได้รวมญาติ และการร่วมมือในระบบสาธารณสุข

    นายคิม ยังเรียกผลของการประชุมสุดยอดครั้งนี้ว่าเป็นการ “ก้าวเข้าสู่อนาคต” ของสันติภาพทางการทหาร และยังให้คำมั่นสัญญาว่าจะเดินทางไปเยือนกรุงโซล ของเกาหลีใต้ในเร็วๆ นี้ ซึ่งจะเป็นการเยือนเกาหลีใต้ครั้งแรกของผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ

    “เกาหลีเหนือตกลงที่จะปิดฐานทดสอบขีปนาวุธตองชัง-รี และฐานปล่อยขีปนาวุธอย่างถาวร ต่อหน้าผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้อง” นายมุน กล่าวหลังลงนามในข้อตกลง นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของเกาหลีใต้ และผู้บัญชาการกองทัพเกาหลีเหนือ ยังลงนามในข้อตกลงฉบับนี้ด้วย

    ทั้งสองประเทศเกาหลี ยังเตรียมที่เสนอตัวเป็นเจ้าภาพร่วมกันในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อนในปี 2032

    การลงนามในข้อตกลงนี้ เกิดขึ้นระหว่างที่นายมุน แจ อิน ผู้นำเกาหลีใต้ ได้เดินทางเยือนกรุงเปียงยางเป็นเวลา 3 วัน ซึ่งเป็นการเยือนเกาหลีเหนือเป็นครั้งแรกในรอบทศวรรษ แต่ทว่าเป็นการพบกันครั้งที่ 3 ของทั้งคิมและมุน หลังจากประชุมสุดยอดสองเกาหลีเมื่อเดือน เม.ย. 2561 ที่ผ่านมา

    ]]>
    0
    Boonlarp Poosuwan <![CDATA[Australus เพื่อการตลาด]]> https://thaipublica.org/?p=149967 2018-09-21T09:56:37Z 2018-09-21T09:56:01Z

    วรากรณ์ สามโกเศศ

    ที่มาภาพ : https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/1/17/Kangaroo_with_thyme_at_restaurant_Memphis.jpg/

    ใครๆ ก็รู้จัก Australia และ Austria ที่ไม่มีจิงโจ้ แต่ Australus ยังมีคนรู้จักน้อย แต่อาจพลิกผันไปได้ในอนาคต เรื่องนี้มีบทเรียนสำหรับผู้บริโภค

    Terra Australis แปลว่าดินแดนทางใต้ในภาษาละติน เป็นดินแดนในจินตนาการที่ปรากฏบนแผนที่ทั้งๆ ที่ไม่มีการสำรวจมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 5 เนื่องจากเมื่อมีดินแดนทางเหนือที่ชาวโลกอยู่อาศัยก็เป็นธรรมดาที่ต้องมีดินแดนทางใต้

    มาพบดินแดนนี้จริงๆ กันโดยชาวยุโรปในศตวรรษที่ 17 ชื่อดั้งเดิมคือ Terra Australis จึงถูกนำมาใช้เรียก ต่อมาก็เรียกว่า New Holland ตามที่ผู้บุกเบิกชาวดัตช์ Abel Tasman เรียกใน ค.ศ. 1644 ดินแดนนี้ได้มีชื่อว่า Australia ในที่สุดตามการเรียกของนักบุกเบิกชื่อ Mathew Flinders (ค.ศ. 1774-1814) จนเป็นที่รู้จักกันกว้างขวางเพราะออกเสียงง่ายและติดหู ชื่อ Australia ได้กลายเป็นชื่อทางการในเดือนเมษายนของปี 1817

    คราวนี้มาถึงชื่อ Australus ซึ่งมีอายุสั้นมากเพราะโลกเพิ่งรู้จักชื่อนี้กันเมื่อ ค.ศ. 2006 นี้เองเมื่อมีการประกวดเรียกชื่อเนื้อของสัตว์ชนิดหนึ่งซึ่งมีอยู่ที่ทวีปนี้แห่งเดียวในโลกนั่นก็คือจิงโจ้ หรือ Kangaroo

    ถ้าสังเกตชื่อเนื้อสัตว์จะพบว่าในภาษาอังกฤษจะมีอะไรที่แปลก เช่น เนื้อของแกะ (sheep) จะมีชื่อเรียกว่า lamb หรือ mutton เพราะแกะมีภาพของความน่ารักจนไม่น่าจะกินลง หากเรียกว่า sheep คงไม่มีคนนิยมจึงสรรหาชื่ออื่นมาเรียกเช่นเดียวกับเนื้อของวัว (cow) เรียกว่า beef เนื้อของกวาง (deer) เรียกว่า venison เนื้อของหมู pig เรียกว่า pork (กรณีนี้หลีกเลี่ยงการเรียกว่า pig เพราะจะไม่น่ากินเนื่องจาก pig มีความหมายไปทางไม่ดี) คนไทยไม่มีปัญหาเรื่องวัฒนธรรมชื่อกับการกินมาก เพราะเรากินได้ทั้งนั้นไม่ว่าจะตั้งชื่อว่าอะไร ชื่อบางอย่างที่ถือกันว่าไม่เป็นมงคลเราก็แก้ไขให้กลายเป็นมงคลไปได้ข้ามคืน เช่น เปลี่ยนชื่อต้นลั่นทมเป็นลีลาวดี

    ในออสเตรเลียนั้นจิงโจ้มีหลากหลายพันธุ์ ถ้านับทุกสายพันธุ์ตั้งแต่ตัวเล็กเท่าหนูตัวใหญ่จนถึงตัวใหญ่ 5-6 ฟุตแล้ว มีจำนวนไม่ต่ำกว่า 40 ล้านตัว (ประชากรปัจจุบัน 25 ล้านคน) จนกลายเป็นสัตว์ที่เป็นศัตรูทางเศรษฐกิจสำคัญเพราะกินพืชพรรณที่ปลูกไปมหาศาลในแต่ละปีร่วมกับกระต่ายอีก 200 ล้านตัว สัตว์ทั้งสองชนิดแพร่พันธุ์เร็วมาก ท้องหนึ่งๆ ใช้เวลาเพียง 30-40 วันเท่านั้นเอง

    แต่ดั้งเดิมนั้นคนออสเตรเลียเขาไม่กินเนื้อจิงโจ้กัน (เช่นเดียวกับการไม่ไปโบสถ์) ส่วนใหญ่โยนทิ้งหรือไม่ก็เป็นอาหารของสุนัขหรืออย่างดีก็กินแค่ซุปหางจิงโจ้ แต่ 20-30 ปีที่ผ่านมาเกิดมีการค้าเนื้อจิงโจ้ขึ้นในประเทศและในระดับโลก (ในปี 2010 ส่งออกไป 55 ประเทศ) จึงเกิดความคิดที่จะหาชื่อที่เหมาะสมขึ้นให้ห่างไกลภาพลักษณ์อันน่ารักของจิงโจ้ (เจ้า Skippy ในซีรีส์โทรทัศน์ ยุคทศวรรษ 1960 เป็นตัวการ) อีกทั้งยังเป็นสัญญลักษณ์ของประเทศอีกด้วย นิตยสารชื่อ Food Companion International ซึ่งสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมือง Sydney จึงจัดการประกวดชื่อเนื้อจิงโจ้ให้แยกออกไปจากชื่อจิงโจ้ในปี ค.ศ. 2005

    ปรากฏว่ามีผู้ส่งชื่อเข้าประกวด 2,700 ชื่อ จาก 41 ประเทศ รายชื่อสุดท้ายที่ได้รับการคัดเลือกก็ได้แก่ “Maroo” / “Ozru” / “Marsupan” / “Jumpmeat” / “Rooviande” ชื่อที่ได้รับเลือกคือ Australus ผู้ชนะคือคนอเมริกันชื่อ Steven West (ผู้ชนะการออกแบบเมืองหลวง คือ Canberra ในปี 1911 ก็เป็นคนอเมริกันเช่นกัน ชื่อ Walter Burley Griffin)

    ชื่อนี้มีทั้งผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย เวลาผ่านมากว่า 10 ปีแล้วก็ยังไม่ติดปากของผู้คนที่บริโภคกันมากขึ้นทั่วโลก (ปีหนึ่งมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 3,500 ล้านบาท) ปีหนึ่งมีโควตาฆ่าถึง 3.9 ล้านตัวเนื่องจากเนื้อจิงโจ้เกือบทั้งหมดมาจากการล่าสัตว์ และจุดนี้เองที่เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในระดับโลกว่าเป็นการทารุณ เพราะแต่ละปีมีลูกที่กำพร้าแม่ถึง 400,000 ตัว และก็ถูกฆ่าตามไปด้วย

    ที่มาภาพ : https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/c/c6/Kangaroo_Meat.jpg

    อย่างไรก็ดี ก็มีผู้สนับสนุนอีกทางหนึ่งโดยส่งเสริมแนวทางใหม่ของการบริโภคเพื่อลดน้ำหนักที่เรียกว่า kangatarianism (kangaroo+vegetarian) ซึ่งแพร่หลายประมาณปี 2010 กล่าวคือกินเนื้อจิงโจ้เท่านั้นคู่กับผัก เพราะมีโปรตีนและไวตามินสูงเป็นพิเศษ อีกทั้งเป็นการช่วยสิ่งแวดล้อม เพราะจิงโจ้เป็นผู้ร้ายตัวเอกและจิงโจ้เป็นสัตว์ป่าไม่ต้องใช้ทรัพยากรที่ดินเลี้ยง แถมผลิตมีเทนซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่าวัวมาก

    ประเด็นที่น่าสนใจก็คือการตลาดลวงให้ลืมความน่ารักของสัตว์ด้วยการตั้งชื่อเนื้อ ประชาสัมพันธ์ความน่ากินของเนื้อจิงโจ้จนกลายเป็นเนื้อพิเศษราคาแพงไปแล้วทั้งๆ ที่ไม่ได้เลี้ยงในฟาร์มจนมีต้นทุนสูง เรื่องนี้ทำให้นึกถึงเรื่องอื่นๆ ที่ผู้บริโภคอาจถูกหลอกได้ง่ายๆ เช่น

    (ก) เรื่องไขมันทรานส์ (trans fat) ที่อันตรายต่อสุขภาพ หากดูฉลากบนขวดนำ้มันของบ้านเราจะเขียนว่า “ผ่านกรรมวิธี” แต่ไม่บอกว่ากรรมวิธีอะไร เดาได้ว่าผ่านการอัดไฮโดรเจนบางส่วนเข้าไปเพื่อไม่ให้เหม็นหืนง่าย แต่ผลก็คือเกิดไขมันทรานส์ มันจะมีไขมันทรานส์หรือไม่มิได้อยู่ที่ประเภทน้ำมัน หากอยู่ที่กรรมวิธีในการผลิต บ้านเราเขาพยายามบอกว่าเป็นน้ำมันชนิดนี้แล้วไม่มีไขมันทรานส์

    (ข) ถ้าฉลากบนอาหารบอกว่ามีน้ำตาล หรือไขมัน 0% มันมิได้หมายความว่าไม่มีเลย หากแต่มีไม่เกิน 5% (เป็นอย่างนี้เกือบทั่วโลก) เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงที่ไม่ค่อยรู้กัน

    ผู้บริโภคต้องรู้ทันกลวิธีการตลาดที่มาในหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นชื่อหรือข้อมูลที่ให้เรื่องไขมัน น้ำตาล สี กลิ่น ส่วนประกอบอื่นๆ ผสม สิ่งที่ต้องระวังเป็นพิเศษคือความชอบของตัวเราเองที่เกิดจากการตกหลุมเสียแล้วแต่แรกจากการโฆษณา จึงมิได้ดูฉลากหรือเฉลียวคิดหรือระแวดระวังการคิดเข้าข้างตัวเอง ไม่มีอะไรน่ากลัวไปกว่าการหลอกตัวเองเมื่อตกหลุมชอบลงไปเสียแล้ว

    หมายเหตุ : ตีพิมพ์ครั้งแรก คอลัมน์ “อาหารสมอง” นสพ.กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 18 ก.ย. 2561

    ]]>
    0
    Boonlarp Poosuwan <![CDATA[“FIRE movement” อีกหนึ่งแนวทางสู่อิสรภาพทางการเงิน – เลิกทำงานก่อนวัยเกษียณ]]> https://thaipublica.org/?p=150172 2018-09-22T02:36:18Z 2018-09-21T08:59:42Z

    รายงานโดย สุนิสา กาญจนกุล

    สตีฟ แอดค็อกและภรรยา เกษียณจากงานในวัย 35 พร้อมสินทรัพย์เกินล้านเหรียญเพื่อใช้ชีวิตเดินทางท่องเที่ยวด้วยรถตู้ ที่มาภาพ: https://free.vice.com/en_us/article/qvnwvq/financial-independence-retire-early

    ท่ามกลางกระแสทุนนิยมและบริโภคนิยมอันเชี่ยวกรากในอเมริกา แนวคิดรีบเร่งสร้างตัวที่เรียบง่ายสมถะอย่าง FIRE movement กลับสามารถยืนหยัดและเรียกผู้ที่เห็นพ้องมาร่วมขบวนการได้มากขึ้นเรื่อยๆ

    FIRE movement ย่อมาจาก Financial Independence Retire Early movement ซึ่งหมายถึงกลุ่มคนชั้นกลางที่มุ่งหวังความเป็นอิสระทางการเงินและเลิกทำงานก่อนวัยเกษียณเพื่อไปทำตามความปรารถนาที่แท้จริงของตน

    ใครคือผู้จุดประกาย

    เป็นการยากที่จะเจาะจงอย่างแน่ชัดว่าใครคือผู้เริ่มต้นขบวนการนี้ แต่ความคิดนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ในยุค 60 ก็เคยมีพวกฮิปปี้ที่ต้านทุนนิยม ละทิ้งงานในระบบอุตสาหกรรมและรวมตัวกันทำงานในชุมชนที่ตนเองสร้างขึ้นมา

    แม้จะไม่มีหลักฐานชัดเจนเรื่องการถือกำเนิด แต่ผู้ที่ได้รับยกย่องว่าเป็นแรงกระตุ้นสำคัญของขบวนการนี้ในยุคแรกก็คือ วิคกี้ โรบิน ผู้เขียนหนังสือ Your Money or Your Life (มีฉบับแปลไทยในชื่อว่า เงินหรือชีวิต โดย ฐณฐ จินดานนท์ จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ openbooks) ซึ่งเป็นเสมือนคัมภีร์ของขบวนการ FIRE movement โดยเนื้อหาของหนังสือเป็นการสอนให้ผู้อ่านลดการใช้จ่ายและให้คุณค่ากับเวลา (หรือพลังชีวิต) มากกว่าวัตถุ

    ผู้ร่วมขบวนการ

    ผู้เข้าร่วม FIRE movement มักจะเป็นชาว Millennials (ผู้ที่เกิดในช่วงค.ศ. 1980-1996 ) ซึ่งมองว่าการทำงานในระบบเศรษฐกิจแบบบริโภคนิยมเป็นการสูญเสียเวลาที่มีค่าในชีวิตและทำร้ายจิตวิญญาณ ส่วนใหญ่เป็นเพศชายและทำงานในธุรกิจที่ได้รับค่าจ้างก้อนใหญ่แลกกับการทุ่มเทใช้สมองอย่างหนักวันละหลายชั่วโมงติดต่อกัน อย่างเช่น เจสัน ลองก์ เภสัชกรในเทนเนสซี ซึ่งเกษียณจากงานประจำตอนอายุ 38

    เจสันเล่าว่า เขาทนทุกข์กับการทำงานเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากต้องรับรู้ปัญหาต่างๆ ด้านสุขภาพ เช่น ค่ายาที่แพงขึ้นเรื่อยๆ การที่ผู้ป่วยมีปัญหากับบริษัทประกัน ฯลฯ รวมถึงการต้องรองรับอารมณ์โกรธ สับสน และสิ้นหวังของผู้ป่วยที่มาใช้บริการ บางครั้งก็ต้องทำงานหนักติดต่อกันเป็นสิบชั่วโมง จนไม่มีเวลากินอาหารหรือเข้าห้องน้ำ

    เมื่อเก็บออมเงินได้กว่า 1 ล้านเหรียญ เจสันจึงไม่ลังเลที่จะเกษียณจากงาน แม้ว่าพ่อของเขาจะไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเขาถึงไม่ยอมทำงานต่อเพื่อเงินค่าจ้างปีละ 150,000 เหรียญ

    หลักการเบื้องต้น

    โจนาธาน เมนดอนซา หนึ่งในผู้ที่เข้าร่วม FIRE movement ขยายความว่า อิสรภาพทางการเงินของพวกเขาหมายถึงการมีสินทรัพย์สุทธิมูลค่าราวๆ 25 เท่า ของรายจ่ายประจำปี ดังนั้นผู้ที่ใช้เงินปีละ 40,000 เหรียญ จะมีอิสรภาพทางการเงินเมื่อมีสินทรัพย์มูลค่า 1 ล้านเหรียญ จากนั้นก็ยึดกฎ 4 % ในการใช้ชีวิตหลังเกษียณ นั่นคือแต่ละปีจะถอนเงินมาใช้จ่ายได้ไม่เกิน 4 % โดยคาดหวังว่าผลตอบแทนจากการลงทุนจะสามารถชดเชยส่วนที่ถูกถอนออกมาใช้จ่ายได้

    แนวทางในการที่จะบรรลุอิสรภาพทางการเงินของพวกเขานั้นมีหลักการที่ง่ายดายอย่างเหลือเชื่อเพียง 3 ประการ นั่นคือ

      1. เก็บออมอย่างหนัก (50-70 % ของรายได้)
      2. ใช้ชีวิตอย่างตระหนี่ (กินอยู่ต่ำกว่ามาตรฐานที่ตนสามารถจับจ่ายได้)
      3. ลงทุนในกองทุนดัชนีที่ค่าธรรมเนียมต่ำ (ตามที่วอร์เรน บัฟเฟตต์ กูรูด้านหลักทรัพย์เคยแนะนำไว้) เพื่อจะได้มีเงินเก็บก้อนใหญ่ในเวลาไม่นาน (ราวๆ 10 ปี)

    พูดง่ายทำยาก

    แต่ FIRE movement ก็เหมือนกับเป้าหมายทางการเงินอื่นๆ ที่หลักการนั้นเป็นเรื่องง่าย ขณะที่การปฏิบัติตามต้องอาศัยทั้งสติปัญญา วินัยและความอดทน

    ปีเตอร์ อเดนีย์ ผู้ได้รับฉายา “กูรูแห่งความตระหนี่” จาก The New Yorker อธิบายเคล็ดลับการประหยัดและการลงทุนของเขาเอาไว้ว่า หลักสำคัญคือให้ความสำคัญกับความสุขไม่ใช่ความสะดวกสบาย ลดค่าใช้จ่ายด้วยการพักอยู่ใกล้ที่ทำงาน เดินทางด้วยจักรยานเป็นส่วนใหญ่ ไม่ซื้อของฟุ่มเฟือย ไม่กู้เงินมาซื้อรถ ไม่ใช้โทรศัพท์หรู ไม่ดูเคเบิลทีวี ทำทุกอย่างด้วยตัวเอง และลงทุนแบบเรียบง่าย ช้าๆ ด้วยการซื้อกองทุนค่าธรรมเนียมต่ำเป็นประจำทุกเดือนโดยไม่สนใจเรื่องการเก็งตลาด และยังต้องฝึกที่จะมองโลกในแง่ดีอีกด้วย

    อเดนีย์เกษียณจากงานได้เมื่ออายุเพียง 30 และกลายเป็นต้นแบบคนสำคัญที่ให้แรงบันดาลใจแก่ผู้ที่เห็นพ้องกับแนวคิดนี้ โดยเว็บไซต์ชื่อ www.mrmoneymustache.com ของเขา ถือเป็นแหล่งข้อมูลชั้นเยี่ยมในการแบ่งปันกลยุทธ์ทางการเงิน เช่น วิธีเพิ่มอัตราการเก็บออมให้ได้สูงสุด เคล็ดลับประหยัดเงินในการซื้อของกินของใช้ วิธีเดินทางท่องเที่ยวโดยใช้แต้มสะสมจากบัตรเครดิต ฯลฯ

    หลากหลายรูปแบบ

    แม้ขบวนการ FIRE movement จะเน้นความประหยัด แต่จริงๆ แล้ว ผู้เข้าร่วม FIRE movement มีหลายประเภทด้วยกัน บ้างก็เห็นด้วยกับวิธีเก็บออมแบบสุดขั้ว บ้างก็ประหยัดแบบไม่กดดันตัวเองมากนัก บ้างก็ใช้วิธีเพิ่มรายได้ด้วยการทำงานพิเศษเพิ่มเติม แต่ทั้งหมดก็มีเป้าหมายเดียวกันคือสะสมความมั่งคั่งให้มากพอที่จะเกษียณจากงานประจำได้

    อย่างไรก็ตาม ยังมีบางคนที่ไม่เข้าร่วม FIRE movement แบบเต็มตัว เพราะสนใจแค่เรื่อง FI (มีอิสรภาพทางการเงิน) ไม่สนใจเรื่อง RE (เกษียณเร็ว) หลายคนสะสมความมั่งคั่งจนสามารถเกษียณจากการทำงานประจำได้ แต่ก็ยังเลือกที่จะทำงานต่อไป หลายคนตัดสินใจออกจากงานที่เครียดและกดดันเพื่อมาเริ่มอาชีพใหม่ที่ผ่อนคลายกว่าเดิมหรือทำงานที่ทำให้มีเวลาว่างมากขึ้นเพื่อจะได้ใช้ชีวิตกับครอบครัวอย่างเต็มที่

    ความเสี่ยง

    FIRE movement ก็เป็นเช่นเดียวกับหลักการอื่นๆ แม้จะผ่านกระบวนคิดมาเป็นอย่างดี แต่ก็ยังเป็นไปได้ที่จะเกิดความผิดพลาดในการปฏิบัติจริง

    บางครั้งความเป็นไปในชีวิตอาจก่อให้เกิดอุปสรรคทางการเงินที่ไม่คาดฝัน เช่น การเจ็บป่วย การหย่าร้าง ฯลฯ หรือเศรษฐกิจอาจผันผวนจนผลตอบแทนจากการลงทุนไม่เป็นอย่างที่หวัง แต่ด้วยความรู้ความสามารถของคนกลุ่มนี้และการที่เกษียณออกมาขณะที่อายุยังน้อย ทำให้พวกเขาสามารถหวนคืนสู่เส้นทางการทำงานได้ไม่ยากนักหากจำเป็น

    ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่ศรัทธาแนวคิดของ FIRE movement จึงพร้อมที่จะเสี่ยงด้วยการเดินตามความฝันของตน เพราะท้ายที่สุดแล้ว ดูเหมือนว่าคุณสมบัติที่สำคัญที่สุดในการบริหารการเงินและการลงทุน ไม่ว่าจะอยู่ในหรือนอกระบบการทำงานประจำ ก็คือการปรับตัวไปตามสถานการณ์เฉพาะหน้าเพื่อเอาตัวรอดให้ได้นั่นเอง

    แหล่งข้อมูล
    1. https://www.nytimes.com/2018/09/01/style/fire-financial-independence-retire-early.htmlhttps://twocents.lifehacker.com/the-basics-of-fire-financial-independence-and-early-re-1820129768
    2.https://www.playingwithfire.co/whatisfire
    3.https://www.forbes.com/sites/laurashin/2013/10/03/how-mr-money-mustache-retired-at-age-30-and-how-you-can-too/#66f67a3571e8
    4.http://thewealthhound.com/fire-movement-financial-independence-retire-early/

    ]]>
    0
    chiraprapa <![CDATA[สมาคมธนาคารไทยช่วยลูกหนี้เกษตรกรรายย่อย เงินต้นไม่เกิน 2.5 ล้านบาท ชำระหนี้เพียง 50% พร้อมยกหนี้ที่เหลือให้]]> https://thaipublica.org/?p=150142 2018-09-21T08:56:59Z 2018-09-20T12:16:53Z

    สมาคมธนาคารไทย ยืนยันมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้เกษตรกร โดยเฉพาะรายย่อยที่เป็นสมาชิกและขึ้นทะเบียนหนี้กับกองทุนฟื้นฟูฯ ที่เป็น NPL ภายในวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2560 และมีเงินต้นไม่เกิน 2.5 ล้านบาท กู้ยืมเพื่อการเกษตร ให้ชำระหนี้เพียง 50% ของเงินต้น พร้อมยกหนี้ส่วนที่เหลือให้ อีกทั้งให้ชะลอการดำเนินการทางกฎหมายกับลูกหนี้จนถึง 30 มิถุนายน 2562 เพื่อช่วยเหลือให้เกษตรกรยังคงมีที่ดินทำกินในการหาเลี้ยงชีพได้ต่อไป เผยอีกด้านหนึ่งยังคงต้องดูแลภาพรวมในการรักษาวินัยทางการเงิน และรับผิดชอบต่อเจ้าหนี้ของธนาคารและลูกค้าเงินฝากด้วยเช่นกัน

    นายกอบศักดิ์ ดวงดี เลขาธิการสมาคมธนาคารไทย กล่าวภายหลังการเข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2561 ว่า สมาคมธนาคารได้เข้ายื่นหนังสือยืนยันหลักเกณฑ์การรับชำระหนี้สำหรับกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรที่มีข้อตกลงร่วมกับสมาคมธนาคารไทย โดยลูกหนี้เกษตรกรที่เป็นสมาชิกและขึ้นทะเบียนหนี้กับกองทุนฟื้นฟูฯ ที่เป็น NPL ภายในวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2560 มีเงินต้นไม่เกิน 2.5 ล้านบาท และมีวัตถุประสงค์กู้ยืมเพื่อการเกษตร สามารถชำระหนี้เงินต้นกับธนาคารสมาชิกเจ้าหนี้ 50% พร้อมยกหนี้ส่วนที่เหลือให้ อีกทั้งให้ชะลอการดำเนินการทางกฏหมายกับลูกหนี้จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2562 เพื่อช่วยเหลือให้เกษตรกรยังคงมีที่ดินทำกินในการหาเลี้ยงชีพได้ต่อไป

    “มาตรการดังกล่าวธนาคารสมาชิกในสมาคมธนาคารไทยได้พิจารณาแล้วเห็นว่าสามารถช่วยเหลือลูกหนี้เกษตรกรรายย่อยที่เดือดร้อนได้เป็นจำนวนมาก ส่วนข้อเรียกร้องของลูกหนี้เกษตรเพิ่มเติมในครั้งนี้คือต้องการให้ธนาคารสมาชิกรับชำระหนี้เงินต้น 50% ทุกวงเงิน พร้อมยกหนี้ส่วนที่เหลือให้ โดยธนาคารสมาชิกได้พิจารณาเห็นว่าลูกหนี้เกษตรกรที่มีเงินต้นเกิน 2.5 ล้านบาท เป็นลูกหนี้ที่ธนาคารสมาชิกได้ดูแลช่วยเหลือพิเศษเป็นรายกรณีอยู่แล้ว ซึ่งมีเพียงไม่กี่ราย และบางรายมีเงินต้นจำนวนมาก เกินกว่าการเป็นเกษตรกรรายย่อย”

    นายกอบศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า นับตั้งแต่รัฐบาลได้มีการจัดตั้งกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.) ธนาคารสมาชิกในสมาคมธนาคารได้ให้ความร่วมมือกับรัฐบาลด้วยดีเสมอมา ทั้งนี้ตั้งแต่ปี 2549 ถึง เดือนกรกฎาคม 2561 ได้มีการช่วยเหลือเกษตรกรผ่าน กฟก.ไปแล้วทั้งสิ้น 3,206 ราย เป็นจำนวนเงิน 1,207 ล้านบาท และขณะนี้เหลือจำนวนลูกหนี้เกษตรกรรายย่อยอีกเพียง 692 รายเท่านั้น ซึ่งที่ผ่านมาธนาคารสมาชิกได้ให้การดูแลช่วยเหลือในการพิจารณาปรับปรุงหลักเกณฑ์เพื่อให้ลูกหนี้เกษตรกรรายย่อยที่เดือดร้อนกลุ่มนี้มาชำระหนี้กับธนาคารโดยตรง ภายใต้เงื่อนไขข้อตกลงที่สมาคมธนาคารกับ กฟก. เห็นชอบร่วมกัน และนอกจากนี้สมาคมธนาคารได้มีการหารือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ กฟก. อย่างต่อเนื่องเพื่อให้มีการเร่งดำเนินการและหามาตรการช่วยเหลือสำหรับลูกหนี้กลุ่มนี้ให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว

    “ที่ผ่านมา สมาคมธนาคารไทยได้สนับสนุนการดำเนินนโยบายของภาครัฐและตระหนักถึงการให้ความช่วยเหลือกลุ่มลูกหนี้ที่มีความเปราะบางในสังคมไทย โดยเฉพาะลูกหนี้เกษตรกรรายย่อยที่ได้รับผลกระทบและความเดือดร้อนมาโดยตลอด อย่างไรก็ตาม สมาคมธนาคารไทยต้องดูแลรักษาวินัยทางการเงินในภาพรวมของทั้งประเทศ ผลประโยชน์และความเป็นธรรมโดยรวมของทุกฝ่ายควบคู่ไปด้วย” นายกอบศักดิ์ กล่าว

    ]]>
    0
    Boonlarp Poosuwan <![CDATA[บางจากฯ เปิดตัว “บางจากกรีนไมลส์” ยกระดับระบบบัตรสมาชิก ตอบสนองวิถีชีวิตยุคดิจิตอล]]> https://thaipublica.org/?p=150131 2018-09-20T10:50:18Z 2018-09-20T10:44:22Z

    ข่าวประชาสัมพันธ์

    บางจากฯ ฉลองครบ 12 ปีผู้ริเริ่มบัตรสมาชิกน้ำมันรายแรกของไทย ยกระดับระบบบัตรสมาชิกไปอีกขั้น ด้วย Digitized Loyalty Program พัฒนาบัตรบางจากกรีนไมลส์ (Bangchak GreenMiles) พร้อมด้วย Bangchak Mobile Application ใหม่ ตอบสนองวิถีชีวิตยุคดิจิตอล ด้วยแนวคิด “มากกว่าที่ให้ คือความใส่ใจ” สร้างสรรค์สิทธิประโยชน์เพื่อสมาชิกได้เป็นทั้งผู้รับและผู้ให้

    นายสมชัย เตชะวณิช ประธานเจ้าหน้าที่การตลาดและรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจการตลาด บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในโอกาสพิเศษครบรอบ 12 ปี บัตรสมาชิกบางจาก ซึ่งเป็น Loyalty Card ใบแรกของธุรกิจค้าปลีกน้ำมันของไทย คือ บัตรแก๊สโซฮอล์คลับ และบัตรดีเซลคลับ ที่จัดทำขึ้นเพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน สะอาดดีต่อสิ่งแวดล้อม และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันให้ผู้บริโภค บริษัทฯ จึงได้ใช้โอกาสพิเศษนี้ พัฒนาระบบบัตรสมาชิกไปอีกขั้น ในรูปแบบ Digitized Loyalty Program ด้วยการเปิดตัวบัตร “บางจากกรีนไมลส์” ควบคู่ไปกับ Bangchak Mobile Application ใหม่ เพื่อตอบสนองวิถีชีวิตยุคดิจิตอล

    นายสมชัยกล่าวว่า บัตรบางจากกรีนไมลส์ พัฒนาขึ้นด้วยแนวคิด “มากกว่าที่ให้ คือความใส่ใจ” ที่มอบสิทธิประโยชน์ที่จะเอื้อให้สมาชิกได้เป็นทั้งผู้รับและผู้ให้ในเวลาเดียวกัน ทั้งจากโปรแกรม “ขึ้นเท่าไหร่ คืนเท่านั้น” ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในวันแรกที่ราคาน้ำมันปรับขึ้น เพราะจะคืนส่วนเพิ่มกลับไปให้เป็นคะแนนสะสม นอกเหนือจากการสะสมคะแนนเมื่อเติมน้ำมันหรือซื้อสินค้าในเครือบางจาก โดยสามารถนำคะแนนสะสมแลกรับส่วนลดในการเติมน้ำมันหรือซื้อสินค้าในเครือบางจาก ร้านอินทนิล ร้านสพาร์ (SPAR) ศูนย์บริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันหล่อลื่น รวมถึงร้านค้าพันธมิตรมากมาย เช่น A&W After You Dairy Queen Auntie Ann Hotpot Major SF Cinema เป็นต้น และยังเพิ่มทางเลือกให้สมาชิกบัตรได้ร่วมเป็นผู้ให้ที่มีคุณค่าต่อส่วนรวมด้วยโปรแกรม “ตะกร้าบุญ” ที่สามารถเลือกบริจาคคะแนนสะสมให้แก่องค์กรสาธารณประโยชน์รวม 13 องค์กร ครอบคลุมทุกด้านของการช่วยเหลือสังคม เช่น สภากาชาดไทย มูลนิธิแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (พอ.สว.) มูลนิธิคุ้มครองเด็ก มูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ เป็นต้น

    ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์สูงสุดสำหรับสมาชิกบัตรบางจาก จึงได้พัฒนา Bangchak Mobile Application ใหม่ เพื่อให้สมาชิกได้เข้าถึงสิทธิประโยชน์ได้อย่างสะดวกสบายและตอบสนองความต้องการส่วนบุคคลมากขึ้น เช่น สามารถตรวจสอบรายการสะสมคะแนนและประวัติการแลกคะแนน แลกรับสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่คุณชื่นชอบจากร้านค้าชั้นนำ โดยมีโปรแกรมช่วยเลือกสิทธิประโยชน์ที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์ของลูกค้าแต่ละคน รวมทั้งมีเมนูที่ช่วยให้ชีวิตประจำวันง่ายขึ้น เช่น ตรวจสอบราคาน้ำมันที่ใช้ประจำพร้อมรับข้อความแจ้งเตือนเมื่อมีการปรับราคา ค้นหาสถานีบริการน้ำมันบางจากและธุรกิจในเครือ พร้อมหมวดการวางแผนการเดินทาง หมายเลขโทรศัพท์ฉุกเฉินเมื่อเกิดเหตุด่วนเหตุร้าย และยังมีเมนูตะกร้าบุญที่สมาชิกเลือกบริจาคคะแนนเพื่อสาธารณประโยชน์เป็นครั้งๆ ได้ตามต้องการอีกด้วย

    นายสมชัยกล่าวต่อไปว่า ในช่วงเปิดตัวบัตรบางจากกรีนไมลส์ บริษัทฯ ได้ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัด Bangchak GreenMiles Rally เส้นทางกรุงเทพ-ราชบุรี ในวันที่ 29 – 30 กันยายนนี้ และจัดทำคู่มือท่องเที่ยวเมืองรอง ซึ่งมีรูปเล่มสวยงาม น่าอ่าน มอบเป็นสิทธิประโยชน์เฉพาะสมาชิกบัตรบางจากเมื่อเติมน้ำมัน ในช่วงเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ด้วย

    ผู้ที่สนใจสามารถสมัครเป็นสมาชิกบัตรบางจากได้ 2 ช่องทาง คือ ที่สถานีบริการน้ำมันบางจาก โดยลงทะเบียนก่อนใช้บัตร หรือทาง www.bcpgreenmiles.com โดยลงทะเบียนและรอรับบัตรทางไปรษณีย์ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.bcpgreenmiles.com หรือ โทร 1651

    ]]>
    0
    Boonlarp Poosuwan <![CDATA[18 ผู้ก่อตั้งอาลีบาบา อีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่มูลค่ากว่า 420 พันล้านเหรียญ พวกเขาเป็นใคร รู้จักกันที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร?]]> https://thaipublica.org/?p=150119 2018-09-20T09:32:57Z 2018-09-20T09:28:48Z
    แจ็ค หม่า ที่มาภาพ: https://www.wsj.com/articles/alibabas-jack-ma-expected-to-reveal-succession-plan-1536524117

    เมื่อเร็ว ๆ นี้ แจ็ค หม่า(Jack Ma) ประกาศลาออกจากอาลีบาบา หลังจากประสบความสำเร็จมานานกว่า 19 ปี ปัจจุบันเขาเป็นชายผู้มีอายุ 54 ปี ความสำเร็จที่เริ่มจากอพาร์ทเม้นท์เล็ก ๆ สู่การเป็นอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ที่มีมูลค่ากว่า 420 พันล้านเหรียญ พร้อมกับการประกาศแต่งตั้ง แดเนียล จัง (Daniel Zhang) เป็นผู้สืบทอดตำแหน่งประธานบริหารของอาลีบาบากรุ๊ปแทน

    แจ็ค หม่า ถือเป็นหน้าเป็นตาของอาลีบาบา แต่หากลองมองให้ลึกลงไปจะเห็นว่านอกจากเขาแล้วยังมีบุคคลสำคัญผู้ร่วมก่อตั้งอีก 17 คน ที่ร่วมเดินเคียงบ่าเคียงไหล่กับเขามาตั้งแต่ยุคแรกเริ่มก่อตั้งเมื่อปี 2542 คำถามที่ตามมาหลังจากข้อมูลนี้ก็คือ แล้วพวกเขาคือใครกันบ้าง? เป็นเหตุให้ iPrice เริ่มศึกษาข้อมูลบุคคลที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของอาณาจักรอาลีบาบาถึง 18 คน (รวมแจ็ค หม่า) จากนั้นนำมาคิดวิเคราะห์เพื่อจัดทำเป็นอินโฟกราฟฟิคเพื่อให้ง่ายต่อความเข้าใจแก่ผู้อ่าน

    จากการศึกษาข้อมูลพบว่า มีข้อมูลเชิงลึกที่น่าสนใจเกี่ยวกับสายอาชีพของกลุ่มผู้ก่อตั้ง พวกเขาไม่ได้จบการศึกษาจากสาขาวิชาใกล้เคียงกัน เช่น การสื่อสารมวลชน, วาณิชธนกิจ (การธนาคารเพื่อการลงทุน), การพัฒนาเว็บไซต์, การศึกษาศาสตร์ และอีกหลากหลายสาขาวิชา

    ความสัมพันธ์ระหว่างแจ็ค หม่า และผู้ก่อตั้งมาจากหลายช่องทางด้วยกัน อาทิ อดีตเพื่อนร่วมมหาวิทยาลัย, อดีตเพื่อนร่วมงาน, อดีตนักศึกษา (ช่วงที่เขาเป็นวิทยากร) และกลุ่มบุคคลผู้มีจิตศรัทธาต่อวิสัยทัศน์ของแจ็ค หม่า ในบรรดา 18 ผู้ก่อตั้งอาลีบาบานี้ มี 3 คู่ในกลุ่มสมาชิกที่น่าสนใจ คือ Jack Ma และ Cathy Zhang, Shi Yu Feng และ Jin Yuanying, Toto Sun และ Lucy Peng

    ในบรรดาผู้ร่วมก่อตั้งทั้ง 18 รายนั้น มีผู้หญิง 6 คน ที่ดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง เช่น Lucy Peng ที่เพิ่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นซีอีโอของ Lazada เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2561 ที่ผ่านมา นอกเหนือจากนี้ผู้ก่อตั้งเกือบทั้งหมดล้วนมีบทบาทสำคัญในการบริหารอาลีบาบากรุ๊ป และบริษัทในเครือ

  • อาลีบาบาประกาศแผนสืบทอดธุรกิจของ”แจ็ค หม่า” ดัน “แดเนียล จาง” ขึ้นประธานกรรมการ
  • รู้จัก “แดเนียล จาง” ผู้เปลี่ยนโฉมรถแทรคเตอร์อาลีบาบาของแจ็ค หม่า เป็นโบอิ้ง 747
  • มาดูข้อมูลเชิงลึกของผู้ร่วมก่อตั้งแต่ละคน อาทิ ภูมิหลัง และความสัมพันธ์ของพวกเขากับแจ็ค หม่า เป็นต้น

    แจ็ค หม่า(Jack Ma)

    • แจ็ค หม่า เกิดเมื่อวันที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2507 ที่เมืองหางโจว ประเทศจีน (ช่วงคอมมิวนิสต์) ในปี พ.ศ. 2531 ได้สำเร็จการศึกษาระดับภาษาอังกฤษจากสถาบันครูของหางโจว จากนั้นเขาได้กลายเป็นวิทยากรด้านการค้าระหว่างประเทศที่มหาวิทยาลัยหางโจว ไดอานี (Hangzhou Dianzi University) ต่อมาเขาได้ก่อตั้ง China Yellow Pages (CYP) ซึ่งเป็นบริษัทที่ประกอบธุรกิจทางอินเตอร์เน็ตแห่งแรกของจีน มากไปกว่านั้นแจ็ค หม่า ยังเป็นบริหารการจัดการบริษัทเทคโนโลยีสารสนเทศสำหรับกระทรวงการค้าทั้งในและนอกประเทศของจีนอีกด้วย ในปี พ.ศ. 2542 เขาเริ่มการประชุมกับผู้ร่วมก่อตั้งอีก 17 คน ในอพาร์ทเม้นต์ของเขาเพื่อร่วมวางกลยุทธิ์พัฒนาธุรกิจอีคอมเมิร์ซแห่งแรก หรือปัจจุบันก็คืออาณาจักรอาลีบาบาอันเลื่องชื่อในปัจจุบัน
    • ปัจจุบัน แจ็ค หม่า เป็นทั้ง CEO และประธานบริหารของอาลีบาบากรุ๊ปซึ่งเป็นธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดมาตั้งแต่ปีแรกของการก่อตั้ง (พ.ศ. 2542) อาลีบาบามีจำนวนผู้ใช้บริการทางโทรศัพท์ประมาณ 617 ล้านคนต่อเดือน และผู้ใช้งาน 552 ล้านคน ในตลาดค้าปลีกของจีน (Tmall.com และ Taobao)
    • ปัจจุบัน แจ็ค หม่า มีอายุ 54 ปี เขาได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งประธานบริษัทอาลีบาบากรุ๊ปภายใน 1 ปี เพื่อทุ่มเทกับการให้คำปรึกษาและคอยสนับสนุนแดเนียล จัง ผู้ที่จะเข้ามาสืบทอดตำแหน่งต่อจากเขา

    จิน เจียงฮาง(Jin Jianhang)

    • จิน เจียงฮาง เป็นนักเรียนหัวกะทิที่มีผลงานยอดเยี่ยมจาก Fudan Journalism School และเคยทำงานที่สื่อมีเดียชื่อดังของจีนมากมาย อาทิ Zhejiang Daily และ Intl. Business Daily
    • การพบกันครั้งแรกของ จิน เจียงฮาง และแจ็ค หม่า เกิดขึ้นระหว่างการสัมภาษณ์เกี่ยวกับ China Yellow Pages ด้วยความที่เขาเป็นนักข่าวสายธุรกิจทำให้มีโอกาสได้พบกันหลายครั้งในช่วงที่แจ็ค หม่า ขึ้นเป็นประธานของ Ministry of Foreign Trade and Economic Co-operation (MOFTEC) ของ EDI Centre หรือปัจจุบันรู้จักกันในชื่อกระทรวงพาณิชย์ของประเทศจีน ซึ่งแจ็ค หม่า ได้เสนอตำแหน่งหัวหน้ากองบรรณาธิการให้เขา
    • ต่อมาในปี พ.ศ. 2542 แจ็ค หม่า ได้เริ่มก่อตั้งอาลีบาบากรุ๊ปร่วมกับกลุ่มเพื่อนและคนที่ไว้วางใจอีก 17 คน ซึ่งรวมไปถึง จิน เจียงฮาง ด้วย

    โจเซฟ ไซ (Joseph Tsai)

    • โจเซฟ ไซ จบการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านเศรษฐศาสตร์ และด้านกฎหมาย ก่อนพบกับแจ็ค หม่า เขาเป็นนายธนาคารลงทุนที่มีรายได้ประมาณ US$700k ต่อปี
    • ด้วยแรงบันดาลใจจากความสามารถและความคิดของแจ็คเกี่ยวกับอาลีบาบา ทำให้เขากล้าที่จะทิ้งรายได้จากงานปัจจุบันสู่การเข้าร่วมเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2542 ด้วยรายได้ US$50 ต่อเดือน
    • ปัจจุบัน โจเซฟ ไซ เป็นรองประธานบริหาร, ผู้ร่วมก่อตั้งของอาลีบาบากรุ๊ป และยังเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่อันดับสองของบริษัทรองจากแจ็ค หม่า

    ลูซี เปิง(Lucy Peng)

    • ลูซี เปิง มีพื้นฐานด้านการศึกษาคล้ายคลึงกับแจ็ค หม่า เธอเริ่มต้นอาชีพด้วยการเป็นอาจารย์ด้านการเงินและเศรษฐศาสตร์ของ Zhejiang University ต่อมาได้แต่งงานกับ Sun Tongyu ในปี พ.ศ. 2540
    • เธอเลิกเป็นอาจารย์ในปี พ.ศ. 2542 เพื่อร่วมสนับสนุนสามีของเธอด้วยการเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งอาลีบาบา
    • เธอเพิ่งได้รับตำแหน่ง CEO ของ Lazada ภายหลังจากที่อาลีบาบาร่วมลงทุนกว่า US$2 พันล้านใน

    Marketplace

    เคธี่ จาง (Cathy Zhang )

    • เคธี่ จาง พบกับแจ็ค หม่า ครั้งแรกที่ Hangzhou Teacher’s Institute หลังจากจบการศึกษาได้ไม่นานพวกเขาได้ตัดสินใจแต่งงานกัน
    • ในปี พ.ศ. 2542 แจ็ค หม่า ได้เผยแผนการของเขาที่มีต่ออาลีบาบากับเธอร่วมกับผู้ก่อตั้งคนอื่น ๆ
    • เคธี่ จาง เป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ก่อตั้งอาลีบาบา แต่ปัจจุบันเธอผันตัวเป็นแม่และภรรยาที่ดีให้กับครอบครัว

    เอ็ดดี้ วู (Eddie Wu)

    • เอ็ดดี้ วู จบการศึกษาสาขาวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์จาก Zhejiang University of Technology ในปี พ.ศ. 2539 ต่อมาได้ร่วมงานกับ China Yellow Pages
    • ในปี พ.ศ. 2540 เขาได้ติดตามแจ็ค หม่า ไปกรุงปักกิ่งและได้มีโอกาสช่วยเขาจัดการเว็บไซต์ของ MOFTEC
    • เดินตามแจ็ค หม่า ด้วยการเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งอาลีบาบา พ่วงท้ายด้วยตำแหน่งโปรแกรมเมอร์คนแรกของอาลีบาบากรุ๊ป

    เจมส์ เฉิ่ง (James Sheng)

    • เจมส์ เฉิ่ง ได้เรียนรู้ศิลปะดั้งเดิมมาตั้งแต่อายุยังน้อย เขานำการออกแบบที่ชื่นชอบมาปรับใช้ในเชิงพาณิชย์ เขาเริ่มคุ้นเคยกับแจ็ค หม่า ช่วงที่บริษัทของเขาได้รับการว่าจ้างให้ออกแบบเว็บไซต์ของ China Yellow Page
    • เขาได้เข้าร่วมการประชุมที่อพาร์ทเม้นท์ของแจ็ค หม่า และกลายเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2542
    • ปัจจุบัน เจมส์ เฉิ่ง เป็นผู้ออกแบบโลโก้รูปรอยยิ้ม, ผู้ร่วมก่อตั้ง และยังเป็นรองประธานอาวุโสของอาลีบาบาอีกด้วย

    โหลว เหวินเชิง (Lou Wensheng)

  • โหลว เหวินเชิง และแจ็ค หม่า จบการศึกษาที่เดียวกันคือ Hangzhou Teacher’s Institute ภายหลังพวกเขาได้ร่วมงานกัน
  • เขาตัดสินใจร่วมงานกับ China Yellow Pages ทันทีที่เห็นแจ็ค หม่า โปรโมทบริษัทผ่านสารคดีเรื่อง Oriental Horizon TV ในปี พ.ศ. 2538
  • ไซม่อน เซีย (Simon Xie)

  • ไซม่อน เซีย จบการศึกษาสาขาการจัดการด้านการเงินจาก Shenyang University of Technology ต่อมาได้ทำงานให้กับ China National Air Separation Engineering Co., Ltd. ด้วยความสนใจด้านคอมพิวเตอร์ เขาได้พัฒนาทักษะพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อนำมาประยุกต์ใช้กับงานของเขา
  • ปี พ.ศ. 2539 เป็นปีที่เขาและแจ็ค หม่า ได้พบกันครั้งแรกที่ China Yellow Pages ด้วยบุคลิกภาพเฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใครของแจ็ค หม่า ทำให้เขาตัดสินใจร่วมเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งอาลีบาบา แม้จะต้องทิ้งรายได้จำนวนมากจากงานด้านการเงินของเขาก็ตาม
  • จิน หยวนหยิง(Jin Yuanying)

  • จิน หยวนหยิง เป็นนักเรียนของแจ็ค หม่า จาก Hangzhou Dianzi University ภายหลังได้รับการสนับสนุนจาก Jane Jiang และ Han Min ให้เข้าร่วมกับอาลีบาบา
  • โจว เยว่ฮง (Zhou Yuehong)

  • โจว เยว่ฮง เป็นสถาปนิก Java เจอแจ็ค หม่า ครั้งแรกที่ Hangzhou Dianzi University ด้วยความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี เขาได้พัฒนาโค้ดหลักของขอบข่ายงาน MVC – WebX ซึ่งเป็นโค้ดหลักแรกของ Taobao
  • ชิ ยูเฟิ่ง (Shi Yufeng)

  • ในปี พ.ศ. 2542 ชิ ยูเฟิ่ง ทำงานที่ Central Weather Bureau ด้วยความสนใจด้านเทคโนโลยีทำให้เขาตัดสินใจเข้าร่วมกับอาลีบาบาในภายหลัง
  • เอ็ดดี้ วู เป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งอาลีบาบา เขาเป็นผู้เห็นการมีตัวตนของชิ ยูเฟิ่ง ในโลกอินเตอร์เน็ต และด้วยความชื่นชอบที่เหมือนกันทำให้ เอ็ดดี้ วู แนะนำชิ ยูเฟิ่งกับแจ็ค หม่า จากนั้นเขาก็ตัดสินใจเข้าร่วมกับอาลีบาบา
  • เอกสารอ้างอิง
    1.http://jefftowson.com/2017/11/5-things-i-learned-from-alibaba-vice-chairman-joseph-tsai-on-singles-day-2017-pt-3-of-4/
    2.https://www.forbes.com/profile/joseph-tsai/#579f9b547b32
    3.https://www.netsdaily.com/2017/10/29/16564512/who-is-joe-tsai
    4.https://www.scmp.com/tech/leaders-founders/article/2139174/meet-one-chinas-most-powerful-businesswomen-helm-e-commerce
    5.http://giving.nus.edu.sg/nus-greater-good-series-my-journey-with-alibaba/
    6.https://www.jiemian.com/article/1553363.html
    7.https://36kr.com/p/215495.html
    8.https://bambooinnovator.com/2013/10/01/zhang-ying-the-wife-of-alibaba-founder-jack-ma-ma-yun-is-not-a-handsome-man-but-i-fell-for-him-because-he-can-do-a-lot-of-things-handsome-men-cannot-do/

    ]]>
    0
    Burakorn <![CDATA[กนง. คงดอกเบี้ย 1.5% เสียงแตก 5:2 ส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ย ชี้ความจำเป็นลดลงเรื่อยๆ – รับกังวล “สงครามการค้า” ไม่รู้ออกหัวออกก้อย]]> https://thaipublica.org/?p=150068 2018-09-22T02:35:13Z 2018-09-19T12:27:11Z
    นายจาตุรงค์ จันทรังษ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และเลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)

    เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2561 นายจาตุรงค์ จันทรังษ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และเลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แถลงข่าวการประชุม กนง. ครั้งที่ 6/2561 มีมติ 5:2 เสียงคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.5% ต่อเนื่องกันเป็นครั้งที่ 27 หรือ 3 ปีครึ่งตั้งแต่การประชุมครั้งที่ 3/2558 เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2558 โดยเห็นว่านโยบายการเงินที่ผ่อนคลายในระดับปัจจุบันมีส่วนช่วยสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจและสอดคล้องกับกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ กรรมการส่วนใหญ่จึงเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ แม้ว่าการดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากในระดับปัจจุบันจะทยอยลดความจำเป็นลงเรื่อยๆในช่วงที่ผ่านมา

    ขณะที่กรรมการอีก 2 คน เห็นว่าความต่อเนื่องของการขยายตัวทางเศรษฐกิจมีความชัดเจนเพียงพอ และภาวะการเงินที่ผ่อนคลายมากอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานส่งผลให้ประชาชนและภาคธุรกิจประเมินความเสี่ยงของภาวะการเงินในอนาคตต่ำกว่าที่ควร จึงเห็นควรให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในครั้งนี้เพื่อลดความเสี่ยงด้านเสถียรภาพระบบการเงินซึ่งจะมีผลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว และเพื่อเริ่มสร้างขีดความสามารถในการด่าเนินนโยบายการเงิน (policy space) ส่าหรับอนาคต

    ทั้งนี้ ในการประชุมครั้งนี้มีการเปลี่ยนกรรมการ 1 คนคือ ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ แทนที่ ดร.ปรเมธี วิมลศิริ ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และอดีตเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งไปดำรงตำแหน่งประธานกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย

    นอกจากนี้ ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 4 ที่ กนง. ส่งสัญญาณเรื่องการเริ่มเพิ่มขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายนับตั้งแต่การประชุมครั้งที่ 4/2561 เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2561 แม้ว่าจะเริ่มเสียงแตกมาตั้งแต่การประชุมครั้งที่ 2/2561 เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2561 และเป็นครั้งแรกในเอกสารแถลงข่าวที่ระบุว่าความจำเป็นของนโยบายการเงินอย่างผ่อนคลายที่ทยอยลดลงอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม นายจาตุรงค์ระบุว่า กนง. จะต้องติดตามและตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลอย่างใกล้ชิด ซึ่งมีการปรับปรุงและนำเสนอต่อ กนง. ทุกครั้งที่ประชุม แม้ว่าจะได้ไม่ปรับประมาณเผยแพร่ต่อสาธารณชน

    ชี้เศรษฐกิจกลับมาโตจากภายในชัดเจน

    สำหรับภาวะเศรษฐกิจไทยในภาพรวมมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง โดยมีแรงขับเคลื่อนจากการส่งออกสินค้าและการท่องเที่ยวตามเศรษฐกิจโลกที่ขยายตัว รวมถึงอุปสงค์ในประเทศที่มีแรงส่งต่อเนื่อง โดยการส่งออกสินค้ามีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงบ้างจากผลกระทบของนโยบายกีดกันทางการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน แต่ได้รับผลดีจากการย้ายฐานการผลิตของบางอุตสาหกรรมมายังไทยซึ่งช่วยลดทอนผลกระทบได้บางส่วน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มสินค้าฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องการมาตรการดังกล่าว

    “เรื่องมาตรการกีดกันทางการค้าได้รวมผลกระทบบางส่วนเข้ามาบ้างแล้วในปี 2562 แต่คิดว่าไม่กระทบมากเพราะรูปแบบการค้าหรือการย้ายฐานปรับฐานการผลิต การส่งออกนำเข้าก็ไม่ได้รวดเร็วขนาดนั้น ส่วนหลังจากนั้นยังเป็นความไม่แน่นอน ซึ่งบอกไม่ได้ว่าจะกระทบทางบวกหรือทางลบกับประเทศ เรื่องนี้ต้องบอกว่าความยากคือไม่รู้ว่าผลลัพธ์จะจบอย่างไร ยังไม่รู้ว่าจะออกหัวหรือก้อย แล้วการปรับตัวของผู้ส่งออกนำเข้าจะเป็นอย่างไร ก็เลยยังเป็นความเสี่ยงด้านต่ำอยู่ในการพิจารณา แต่อย่างที่เรียนไปครั้งที่แล้ว คือถ้าไม่มีเรื่องนี้เข้ามา การส่งออกในปีหน้าจริงๆ จะประมาณการณ์ไว้สูงกว่านี้เป็นที่ประมาณ 5% ด้วย แต่ตอนนี้ลดลงเหลือ 4.3% ส่วนความเสี่ยงและความไม่แน่นอนอีกเรื่องการเลือกตั้งที่ไม่รู้ว่าจะจบอย่างไร”

    การบริโภคภาคเอกชนขยายตัวดีขึ้นต่อเนื่องตามปัจจัยสนับสนุนจากรายได้และการจ้างงานที่ปรับดีขึ้น อย่างไรก็ตาม หนี้ภาคครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูงทำให้กำลังซื้อฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ส่วนการใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวน้อยกว่าที่ประเมินไว้เดิมจากข้อจ่ากัดด้านการเบิกจ่าย ส่าหรับการลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องและได้รับแรงสนับสนุนเพิ่มเติมจากโครงการภาครัฐที่ชัดเจนมากขึ้น รวมถึงการลงทุนย้ายฐานการผลิตมายังไทย แต่ยังต้องติดตามความคืบหน้าของโครงการลงทุนต่างๆ ในระยะข้างหน้า ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยยังมีความเสี่ยงด้านต่ำ และเผชิญความไม่แน่นอนจากนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐอเมริกา ที่อาจประกาศเพิ่มเติมและมาตรการตอบโต้จากประเทศคู่ค้าส่าคัญ รวมถึงความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์

    สำหรับการปรับประมาณการณ์เศรษฐกิจ ธปท. ไม่ได้ปรับประมาณการจีดีพี โดยคงไว้ที่ 4.4% และ 4.2% ในปี 2561 และปี 2562 ตามลำดับ โดยในปี 2561 ได้ปรับการบริโภคภาคเอกชนและการนำเข้าสินค้าเพิ่มขึ้น คงการประมาณการการลงทุนของเอกชนและการส่งออก และที่เหลือปรับลดลง ขณะที่ในปี 2562 ได้ปรับการบริโภคภาคเอกชน การลงทุนภาคเอกชน การลงทุนภาครัฐ ปริมาณการส่งออกสินค้าและบริการเพิ่มขึ้น ขณะที่เหลือได้ปรับประมาณการลดลง

    “จะเห็นว่าแม้ตัวเลขจีดีพีจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงทั้งปี 2561 และ 2562 แต่ไส้ในจะมีการเปลี่ยนโครงสร้างไปโดยปี 2562 คาดว่าการส่งออกจะชะลอลงบ้าง โดยมีการชดเชยจากปัจจัยภายในประเทศที่สูงขึ้น โดยเฉพาะการบริโภคของเอกชนที่ส่งสัญญาณฟื้นตัวดีขึ้น ส่วนปี 2561 ที่ปีนี้ออกมาดีแต่ไม่ได้ปรับประมาณการขึ้น เพราะมีทั้งตัวที่ลดลงและเพิ่มขึ้นมาชดเชยกัน อย่างนักท่องเที่ยวที่ลดลงจากเหตุการณ์เรือล่มที่ภูเก็ต ซึ่งคาดว่าจะเป็นผลระยะสั้นมากกว่า หรือการใช้จ่ายภาครัฐที่ล่าช้าและเลื่อนไปในปีหน้า ส่วนการบริโภคในปีนี้กลับเพิ่มขึ้นมาชดเชยได้แบบนี้

    ผู้สื่อข่าวถามว่าหนี้ครัวเรือนที่ยังไม่ดี เหตุใด ธปท. จึงปรับประมาณการการบริโภคเอกชนเพิ่มขึ้นสวนทางกัน นายจาตุรงค์กล่าวว่า เมื่อเทียบกับช่วงที่ผ่านมา กนง. กังวลภาพเรื่องความไม่กระจายตัวของการบริโภค ซึ่งในช่วงหลังก็เห็นการส่งผ่านที่ดีมากขึ้น โดยเฉพาะด้านรายได้ที่กระจายมากขึ้นจากการจ้างงานที่ดีขึ้น เช่นเดียวกับกลุ่มผู้มีรายได้ระดับกลางและสูงยังขยายตัวต่อเนื่อง โดยระยะหลังจะเห็นการเติบโตมากกว่าหนี้ที่เพิ่มขึ้น แต่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ทำให้ในภาพรวมการบริโภคยังเพิ่มขึ้นได้แม้ว่าหนี้จะยังอยู่ในระดับสูง

    “เรื่องรายได้ปัจจุบันจะเห็นว่าเพิ่มเร็วกว่าหนี้ แต่ไม่มากนัก ส่วนหนี้ก็โตชะลอตัวลง ปัจจุบันโตต่ำกว่า 10% จากเดิมที่จะเห็นการเติบโตของหนี้มากกว่านั้น ทำให้พอเทียบกับจีดีพีก็ลดลงช้ากว่าที่คาดไว้เมื่อ 1-2 ปีที่ผ่านมาคืออยู่ที่ประมาณ 77.6% ในไตรมาสแรก ดังนั้น ในมุมนี้หากรายได้ยังเติบโตทันกับหนี้ก็ยังถือว่าโอเค คือคนที่มีศักยภาพก็สมควรเข้าถึงสินเชื่อเหล่านี้ แต่ กนง. จะกังวลเรื่องมาตรฐานให้พอดี” นายจาตุรงค์

    อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยทั้งปียังมีทิศทางเพิ่มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้เดิมแต่ยังมีความเสี่ยงด้านต่ำจากราคาอาหารสดที่ผันผวนสูงตามสภาพภูมิอากาศและปริมาณผลผลิต ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นช้ากว่าที่ประเมินไว้เดิมบ้างตามแรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์ที่ปรับสูงขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป คณะกรรมการฯ เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอาจส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นได้ช้ากว่าในอดีต แม้ว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวได้เต็มตามศักยภาพ เช่น ผลกระทบจากการขยายตัวของธุรกิจ e-commerce การแข่งขันด้านราคาที่สูงขึ้น รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตที่ท่าให้ต้นทุนการผลิตลดลง สำหรับการคาดการณ์เงินเฟ้อของสาธารณชนโดยรวมค่อนข้างทรงตัว

    ส่งสัญญาณกังวลพฤติกรรมเสี่ยงในระบบการเงิน

    ภาวะการเงินโดยรวมอยู่ในระดับผ่อนคลายและเอื้อต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ สภาพคล่องในระบบการเงินอยู่ในระดับสูง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลโดยรวมปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ขณะที่อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงอยู่ในระดับต่ำ ทำให้ภาคเอกชนสามารถระดมทุนได้ต่อเนื่อง โดยสินเชื่อขยายตัวในอัตราที่สูงขึ้น ทั้งสินเชื่อธุรกิจและสินเชื่ออุปโภคบริโภค ด้านอัตราแลกเปลี่ยน นับจากการประชุมครั้งก่อนเงินบาทแข็งค่าขึ้นเทียบกับเงินสกุลภูมิภาคจากความกังวลเกี่ยวกับเสถียรภาพด้านต่างประเทศของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ ในระยะข้างหน้า อัตราแลกเปลี่ยนยังมีแนวโน้มผันผวน คณะกรรมการฯ จึงเห็นควรให้ติดตามสถานการณ์อัตราแลกเปลี่ยนและผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิดต่อไป โดยเฉพาะในมุมที่ไม่สอดคล้องกับพื้นฐานของเศรษฐกิจไทย หรือเกิดจากการเคลื่อนย้ายเงินทุนโดยตรง

    ระบบการเงินโดยรวมมีเสถียรภาพ แต่ยังต้องติดตามความเสี่ยงที่อาจสร้างความเปราะบางให้เสถียรภาพระบบการเงินได้ในอนาคต โดยเฉพาะพฤติกรรมแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น (search for yield) ในภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นเวลานาน ซึ่งอาจนำไปสู่การประเมินความเสี่ยงต่ำกว่าที่ควร (under pricing of risks)

    นอกจากนี้ กนง. แสดงความกังวลต่อภาวะการแข่งขันในตลาดสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ที่ส่งผลให้มาตรฐานการปล่อยสินเชื่อลดลง รวมทั้งให้ติดตามภาวะอุปทานคงค้างของอาคารชุดในบางพื้นที่ ตลอดจนพฤติกรรมการก่อหนี้ของภาคครัวเรือน เนื่องจากสถานะหนี้ครัวเรือนยังไม่ปรับตัวดีขึ้น และความสามารถในการชำระหนี้ของภาคธุรกิจเอสเอ็มอีโดยเฉพาะกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยเชิงโครงสร้างและรูปแบบการท่าธุรกิจ

    ทั้งนี้ ในระยะหลัง กนง. เริ่มส่งสัญญาณความกังวลต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ในการประชุม 2 ครั้งหลังอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในครั้งนี้ระบุถึงมาตรฐานการปล่อยสินเชื่อส่วนนี้ที่ลดลง ไม่ว่าจะเป็นให้สินเชื่อเทียบกับมูลค่าของสินทรัพย์ที่สูงขึ้น การขยายระยะเวลากู้เงินออกไป โดย กนง. ได้มองว่าเป็นหนึ่งในรูปแบบของการประเมินความเสี่ยงที่ต่ำกว่าที่ควร และไม่อยากให้แข่งขันกันมากจนเกินไป รวมทั้งการส่งสัญญาณความกังวลต่อพฤติกรรมการก่อหนี้ของครัวเรือนจากเดิมที่ให้ติดตามความสามารถในการช่าระหนี้ของภาคครัวเรือน โดยเฉพาะในกลุ่มรายได้น้อย

    “ตรงส่วนนี้ ธปท. ก็มีเครื่องมือเชิงนโยบายทั้ง Micro และ Macro Prudential ที่สามารถนำมาใช้ได้ตามความเหมาะสม โดย Micro อาจจะเน้นไปที่หน้าที่ของฝ่ายสถาบันการเงินและกำกับดูแลเป็นรายแห่งไป ส่วน Macro จะเน้นไปที่เมื่อมีปัญหาเชิงระบบ คือทุกคนมีปัญหาเหมือนกัน” นายจาตุรงค์กล่าว

    ]]>
    0
    chiraprapa <![CDATA[เอเชียแปซิฟิกเดินหน้าจัดการขยะพลาสติก – สำรวจการขับเคลื่อนแต่ละประเทศเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค]]> https://thaipublica.org/?p=150031 2018-09-21T08:56:23Z 2018-09-19T10:36:29Z

    ที่มาภาพ: https://asia.nikkei.com/Spotlight/Cover-Story/Asian-plastic-is-choking-the-world-s-oceans

    หลายประเทศและภูมิภาคในเอเชีย-แปซิฟิก กำลังร่วมกันทำศึกลดขยะพลาสติกซึ่งกำลังเป็นที่วิตกกันมากถึงผลกระทบของขยะไมโครพลาสติกที่สร้างมลภาวะในทะเล และจากความเคลื่อนไหวของหลายประเทศได้แสดงให้เห็นถึงความตระหนักต่อผลเสียที่จะเกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อมจากขยะพลาสติกที่ไหลลงสู่ทะเล ประกอบกับหลายประเทศในภูมิภาคนี้เป็นประเทศที่ติดทะเล จึงเป็นเหตุผลสำคัญของเอเชีย-แปซิฟิกที่จะส่งเสริมการลดการใช้พลาสติก

    การที่เอเชีย-แปซิฟิกหันมาเร่งดำเนินการจำกัดการใช้พลาสติกชนิดใช้แล้วทิ้ง เป็นผลจากคำเตือนเรื่องภัยไมโครพลาสติกที่เพิ่มขึ้นมาก ซึ่งไมโครพลาสติกนี้คือ เศษพลาสติกขนาดเล็กมากที่แตกตัวออกจากถุงพลาสติก หลอดดูดพลาสติก แต่ไม่ย่อยสลายและลอยตัวอยู่ในน้ำทะเล

    ลมได้พัดพาขยะพลาสติกที่ทิ้งบนบกไปสู่แม่น้ำขณะที่กระแสน้ำฝนได้ทำให้ขยะพลาสติกไหลสู่ทะเล พลาสติกเหล่านี้ได้แตกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ซึ่งมีขนาดเล็กกว่า 5 มิลลิเมตร และเข้าไปอยู่ในตัวปลาหรือหอยได้

    นอกเหนือจากความเสียหายของระบบนิเวศทางทะเล แล้วไมโครพลาสติกยังมีอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์ที่บริโภคปลาและสัตว์น้ำประเภทอื่นๆ

    รายงาน Single-Use Plastics: A Roadmap for Sustainabilit ของโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Environment Program) มีข้อมูลว่า ขยะที่ทิ้งกันส่วนใหญ่ในโลกเกิดในฝั่งเอเชีย ขณะที่อเมริกา ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป เป็นผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกรายใหญ่ของโลกเมื่อเทียบจากจำนวนต่อหัวประชากร

    รายงานระบุว่า มี 67 ประเทศและเขตปกครองในโลกได้ออกกฎระเบียบสำหรับการใช้พลาสติก เช่น การห้ามใช้ หรือเก็บภาษีถุงพลาสติกชนิดใช้ครั้งเดียวและโฟม ประกอบด้วย 25 ประเทศในอัฟริกา ที่ออกกฎการใช้พลาสติก ส่วนในยุโรปมี 22 ประเทศ แต่ในเอเชียมีเพียง 8 ประเทศ และมี 5 ประเทศในโอเชียเนีย

    ในเอเชีย การบังคับใช้กฎระเบียบค่อนข้างอ่อนแอ และยังคงมีการใช้พลาสติกชนิดใช้แล้วทิ้งกันแพร่หลายและไม่มีการจัดการที่เหมาะสม ขณะที่ในกลุ่มประเทศอุตสาหกรรม ความพยายามที่จะรีไซเคิลพลาสติกมีความคืบหน้า แต่ยังมีขยะพลาสติกในโลกราว 80% ที่ฝังกลบ และในสัดส่วนอีก 12% มีการเผา อีก 9% เท่านั้นที่นำไปรีไซเคิล

    ประเทศในเอเชียที่ก่อปัญหาขยะพลาสติกจำนวนมากรวม จีน อินโดนีเซีย ไทย เวียดนามอยู่ด้วย ซึ่งปริมาณขยะพลาสติกที่ทิ้งในประเทศเหล่านี้อาจจะเพิ่มขึ้นในอีกหลายปีข้างหน้า หากเศรษฐกิจเติบโตแข็งแกร่งต่อเนื่อง

    แต่ละปีขยะพลาสติกที่ไหลลงทะเลมีปริมาณสูงถึง 8 ล้านตัน หากไม่มีกระบวนการจัดการที่มีประสิทธิ ภาพ เพื่อลดปริมาณขยะพลาสติกที่ไหลลงทะเล ภายในปี 2050 ปริมาณขยะจะล้นทะเลและมากกว่าจำนวนปลาในทะเล ถ้าเทียบเป็นน้ำหนักออกมา และเมื่อไหลลงน้ำแล้ว พลาสติกที่ย่อยสลายไม่ได้นี้จะถูกกระแสน้ำในมหาสมุทรพัดพาไปไกล

    การกำจัดขยะพลาสติกไม่มีเรื่องง่ายและยังไม่มีวิธีใดที่มีประสิทธิภาพที่จะกำจัดได้หมด ดังนั้นการลดการใช้ในชีวิตประจำวันจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

    ประเทศและองค์กรนานาชาติที่หันให้ความสำคัญเพื่อจัดการกับปัญหานี้เพิ่มจำนวนมากขึ้น ในเดือนพฤษภาคม คณะกรรมาธิการสหภาพยุโรปได้เสนอหลักเกณฑ์ใหม่เพื่อให้แนวปฏิบัติในการลดการใช้ถุงพลาสติกชนิดใช้แล้ว 10 ประเภททั่วทั้งอียู

    อย่างไรก็ตาม หากไม่มีการดำเนินการจากแต่ละประเทศและการรณรงค์ให้เป็นแคมเปญระดับโลกจากองค์กรนานาชาติที่ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศและข้อตกลงร่วมกันในบางด้านแล้ว ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากขยะพลาสติกก็จะเสียหายมากขึ้นไปอีก

  • โลกจับมือเร่งแก้ขยะพลาสติก (ตอนที่1) : เคนยาใช้กฎหมายแรงสุด – ไต้หวันเดินหน้าสู่ Plastic-free Island
  • โลกจับมือเร่งแก้ขยะพลาสติก (ตอนที่ 2): จีนห้ามนำเข้าขยะรีไซเคิล – อังกฤษประกาศแผน 25 ปี – EU วางยุทธศาสตร์ใหม่
  • เอเชียยืนแถวหน้าของโลกจัดการขยะ

    แม้หลายประเทศเป็นผู้ทิ้งขยะพลาสติก อีกหลายประเทศของเอเชียก็ให้ความสำคัญกับปัญหาขยะ มีการจัดการกับมลภาวะขยะพลาสติกในระดับแถวหน้าของโลก แต่ก็มีบางประเทศที่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร

  • บังกลาเทศเป็นประเทศแรกของโลก
  • ในปี 2002 ได้ห้ามใช้ถุงพลาสติกที่ผลิตจากโพลีเอทิลีนซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญทำให้ท่อน้ำอุดตันและเกิดน้ำท่วมหนักในปี 1988 และ 1998 หลังจากที่พบว่ามีการใช้กันมาถึงวันละมากกว่า 9 ล้านใบเฉพาะในเมืองหลวงและมีเพียง 10% เท่านั้นที่นำไปฝังกลบและทิ้งในพื้นที่สำหรับทิ้งขยะ ส่วนที่เหลือไม่มีการจัดการที่ดี มาตรการนี้ในช่วงแรกได้รับการตอบรับอย่างดีทั่วประเทศเพราะรัฐบาลยังมีมาตรการลงโทษหากฝ่าฝืนด้วยโทษปรับสูงสุดถึง 71 ดอลลาร์และจำคุกสูงสุดนาน 6 เดือน แต่ข้อมูลของ UNEP พบว่าในปีหลังๆ การใช้ถุงพลาสติกในบังกลาเทศเริ่มเพิ่มขึ้นในตลาดสินค้าอาหาร เนื่องจากปัญหาในการบังคับใช้และขาดทางเลือกอื่นที่มีประสิทธิภาพ

  • จีนผลิตถุงพลาสติกย่อยสลายในน้ำ
  • มีการดำเนินการทั้งในระดับรัฐบาลท้องถิ่นและรัฐบาลกลาง โดในปี 1999 รัฐบาลได้สั่งห้ามผลิตและใช้ภาชนะใส่อาหารขนิดใช้ครั้งเดียว แต่การห้ามนั้นไม่มีการบังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพทำให้ต้องยกเลิกข้อห้ามในปี 2013

    ก่อนปี 2008 จีนมีการใช้ถุงพลาสติกในจีนสูงถึง 3 พันล้านใบต่อวัน และกลายเป็นขยะวันละมากกว่า 3 ล้านตันต่อปี จากนั้นในปี 2008 รัฐบาลจีนห้ามใช้ถุงพลาสติกที่บางกว่า 25 ไมครอน ส่วนถุงที่หนากว่านี้จะเก็บภาษี รวมทั้งส่งเสริมให้ใช้ถุงผ้า แต่ก็ยกเว้นให้สำหรับใช้ถุงพลาสติกสำหรับใส่อาหารประเภทเนื้อสัตว์ดิบ หรือก๋วยเตี๋ยวน้ำ

    หลังจากใช้กฎหมายบังคับครบ 1 ปีปริมาณถุงพลาสติกที่ห้างสรรพสินค้าสินค้าให้ลูกค้าลดลงเฉลี่ย 70% ลดการใช้ถุงพลาสติกลงได้ 40,000 ล้านใบ และเมื่อครบ 7 ปีปริมาณถุงพลาสติกที่ใช้ตามห้าง สรรพสินค้า และซูเปอร์มาร์เก็ตลดลง 2 ใน 3 หรือลดการใช้ลง 1.4 พันล้านใบ อย่างไรก็ตาม ในชนบทและพื้นที่เกษตรยังมีการใช้ถุงพลาสติกเป็นปกติ เพราะไม่มีการบังคับมากนัก

    ในระดับท้องถิ่น มณฑลจี้หลินในทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน แหล่งผลิตข้าวโพดและผลิตภัณฑ์จากข้าวโพดรายใหญ่ ซึ่งมีผลให้เกิดขยะชีวภาพ ได้ห้ามใช้ถุงพลาสติกและภาชนะใส่อาหารประเภทที่ไม่ย่อยและเป็นชนิดใช้ครั้งเดียวเมื่อปี 2015 และส่งเสริมการแปรรูปขยะชีวภาพจากข้าวโพดเป็นพลาสติกที่ย่อยสลายได้

    จีนยังได้เดินหน้าจัดการกับขยะพลาสติกต่อเนื่อง โดยเมื่อต้นปี 2018 ได้ห้ามการนำเข้าขยะพลาสติก ซึ่งยังไม่สามารถประเมินผลกระทบต่ออุตสาหกรรมรีไซเคิลของโลกได้ และล่าสุดในวันที่ 3 สิงหาคม บริษัทกว่างตง โพลีแมต (Guangdong Polymat) ของจีนที่ร่วมกับบริษัท โซลูแบก (Solu Bag) ของชิลี ได้เปิดตัวถุงพลาสติกชนิดละลายน้ำได้ขึ้น หลังจากการประกาศห้ามใช้ถุงพลาสติกของชิลีมีผลบังคับใช้

    ถุงพลาสติกชนิดย่อยสลายในน้ำได้นี้ผลิตจากโพลีไวนิลแอลกอฮออล์ (โพลิเมอร์สังเคราะห์ที่ไม่มีสารพิษ ไม่มีกลิ่น และละลายน้ำได้) ละลายน้ำในเวลา 5 นาที ไม่มีกลิ่น ไม่มีพิษ และนิยมใช้ผลิตอุปกรณ์สำหรับกีฬาตกปลาน้ำจืด

    ในการแถลงข่าว ผู้บริหารได้ดื่มน้ำที่ถุงละลายไปแล้ว เพื่อแสดงให้เห็นว่ามีความปลอดภัย

    ที่มาภาพ: https://twitter.com/cgtnofficial/status/1028530691225468928

    คาดว่าถุงพลาสติกละลายน้ำได้นี้จะผลิตออกสู่ตลาดได้ภายในสิ้นปีนี้ในเมืองฉิงหยวน มณฑลกว่างตง ซึ่งอยู่ห่างกวางโจวเพียง 1 ชั่วโมงหากเดินทางด้วยรถยนต์

    นอกจากนี้จีนยังใช้วิธีการจูงใจผู้บริโภคให้ตระหนักถึงความสำคัญของการรีไซเคิล โดยในกรุงปักกิ่งได้มีการติดตั้งเครื่องจำหน่ายบัตรโดย สารพิเศษจำนวน 34 ตู้ที่สถานีรถไฟใต้ดิน เมื่อผู้โดยสารนำขวดพลาสติกเปล่าใส่ลงในช่อง เครื่องจะทำการอ่านมูลค่าพลาสติกเพื่อตีออกมาเป็นเงินตั้งแต่ 5-15 เซนต์และจะจ่ายเงินค่าโดยสาร

  • ไต้หวัน ผู้นำด้านจัดการพลาสติกของเอเชีย
  • ไต้หวันขึ้นชื่อว่าเป็นผู้นำในการจัดการกับขยะพลาสติกของเอเชีย เพราะดำเนินการอย่างจริงจังต่อเนื่องมานาน และล่าสุดต้นปี 2018 ได้ประกาศวิสัยทัศน์เป็น Plastic-Free Island จะห้ามการใช้ผลิตภัณฑ์พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวภายในปี 2030 ทั้งถุงช้อปปิ้ง จานรองแก้ว หลอดดูด ผู้บริโภคจะต้องจ่ายค่าปรับหากพบว่าใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ โดยจะเริ่มมาตรการนี้ในปี 2025

  • ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์เริ่มห้ามปี 2019
  • ในออสเตรเลีย รัฐควีนส์แลนด์และรัฐทางตะวันตกได้เริ่มห้ามการใช้ถุงพลาสติกแบบใช้แล้วทิ้งในเดือนกรกฎาคม ส่วนรัฐวิกตอเรีย ที่ตั้งของเมืองเมลเบิร์น ประกาศที่จะเริ่มใช้มาตรการเดียวกันในปี 2019

    ส่วนนิวซีแลนด์ เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2561 นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ นางเจซินดา อาร์เดิร์น ได้แสดงให้เห็นถึงความเร่งด่วนและขนาดของปัญหา โดยกล่าวว่า “ทุกปีในนิวซีแลนด์เราใช้ถึงพลาสติกชนิดใช้แล้วทิ้งถึงร้อยล้านกว่าใบ ซึ่งขยะจำนวนมากจากภูขาขยะถุงพลาสติกนี้ ได้ไหลลงไปทะเล ที่ทำลายชายฝั่งอันสวยงาม มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทางทะเล เป็นสาเหตุของผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตทางทะเล และทั้งหมดนี้อาจจะไม่เกิดก็ได้ หากผู้บริโภคและธุรกิจเลือกทางเลือกที่ดีกว่า”

    นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ยังได้เชิญให้ประชาชนเสนอความคิดเห็นที่มีต่อการกำหนดวันเริ่มต้นกระบวนการลดการใช้ถุงพลาสติกและการกำหนดระยะเวลาให้ปรับตัว รัฐบาลนิวซีแลนด์จะศึกษาในรายละเอียดและกำหนดเวลาที่ชัดเจนทั้งการเริ่มต้นและระยะเวลาปรับตัว หลังจากการทำประชาพิจารณ์

    นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ เจซินดา อาร์เดิร์น ที่มาภาพ: https://asia.nikkei.com/Spotlight/Environment/Asian-economies-join-the-anti-plastic-crusade

  • อินเดีย ภาคประชาชนขับเคลื่อน
  • ปี 2016 อินเดียได้ประกาศใช้มาตรการแบบเดียวกับจีน คือห้ามใช้ถุงพลาสติกที่บางกว่า 25 มิลลิเมตร แต่ยกเว้นถุงพลาสติกที่ย่อยสลายได้ ต่อมาเดือนมิถุนายน 2018 นายกรัฐมนตรี นเรนทระ โมดี ประกาศแผนที่จะห้ามใช้ถุงพลาสติกชนิดใช้ครั้งเดียวภายในปี 2022

    แต่สิ่งที่มีผลต่อการจัดการขยะพลาสติกของอินเดียคือ การเริ่มต้นของภาคประชาชน ที่จุดประกายโดยอาฟรอซ ชาห์ นักกฎหมายและนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมหนุ่มจากนครมุมไบ ที่ทนไม่ได้เมื่อเห็นชายหาด Versova อันสวยงามและมีป่าชายเลนอุดมสมบูรณ์กลายเป็นที่ทิ้งขยะ จึงได้ร่วมกับเพื่อนบ้านวัย 84 ปีทำความสะอาดชายหาดในเดือนตุลาคม 2015 และได้กลายมาเป็นแรงบันดาลใจให้กับอาสาสมัครอีกหลายพันคนมาร่วมกันทำความสะอาดชายหาดในวันที่อาฟรอซเรียกว่า มีนัดกับมหาสมุทร

    อาฟรอซเริ่มเดินเคาะประตูบ้านชาวบ้านที่อยู่ในย่านนั้นพร้อมให้ข้อมูลถึงผลกระทบจากเศษขยะในทะเล ในเวลาเพียง 2 ปี ด้วยการใช้สองเมือง ผสมกับรถแทร็กเตอร์และอุปกรณ์ขุด อาสาสมัครเหล่านี้สามารถกำจัดขยะได้ถึง 13,000 ตัน ส่วนใหญ่เป็นพลาสติก และส่งผลให้ปี 2018 นี้เป็นครั้งแรกในรอบมากกว่า 20 ปีที่เต่าหญ้าซึ่งเป็นเต่าพันธุ์หายากกลับมาวางไข่ที่ชายหาดนี้อีกครั้ง

    อย่างไรก็ตาม อินเดียยังต้องดำเนินการอีกหลายด้านเพื่อจัดการกับปัญหาขยะพลาสติก แม้จะประสบความสำเร็จในการกำจัดขยะและฟื้นฟูชายฝั่ง เพราะผลการศึกษาพบว่าขยะพลาสติกในมุมไบส่วนใหญ่มาจากการทิ้งขยะของประชาชนลงในลำธารทั้ง 9 สาย กระแสน้ำและกระแสลมก็พัดพาขยะลงสู่ทะเล โดยเฉพาะในหน้ามรสุม

    ที่มาภาพ: http://www.mumbaidreamcity.com/afroz-shah-suspends-mumbai-beach-clean-up/

    ความสำเร็จในการฟื้นฟูชายหาดในมุมไบ อาจจะเป็นเครื่องมือที่มีพลังในการที่สร้างความผูกพันกับสิ่งแวดล้อมในเชิงบวกให้กับชุมชน แต่เพื่อให้สิ่งเหล่านี้มีความต่อเนื่องและยั่งยืนและให้ได้ผล จำเป็นที่จะต้องแยกแยะให้ได้ว่าสาเหตุของปัญหาคืออะไรและก็จัดการแก้ไขที่ต้นเหตุ จากหลายตัวอย่างของหลายประเทศพบว่าได้ใช้การปรับปรุงระบบจัดการขยะให้ดีขึ้นและสร้างการรับรู้ตระหนักถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้กับชุมชน

    อาเซียนบริโภคโตจนจัดการไม่ทัน

    รายงานของธนาคารโลก เรื่อง Planet over Plastic: Addressing East Asia’s Growing Environmental Crisis ที่เผยแพร่ในวันที่ 8 มิถุนายน 2018 ซึ่งเป็นวันมหาสมุทรโลก (World Ocean Day) ให้ข้อมูลว่า จีน อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ซึ่งอยู่ในกลุ่มเอเชียตะวันออก เป็นประเทศที่ทิ้งขยะพลาสติกมากกว่าภูมิภาคอื่นของโลก

    โดย 80% ของขยะที่ไหลลงทะเลมาจากการทิ้งขยะบนผืนดินไหลผ่านแม่น้ำและสายน้ำ ลงสู่แม่น้ำโขงตอนล่างที่ไหลผ่านประเทศไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม เพราะเกิดจากระบบการจัดการขยะที่ไม่มีประสิทธิภาพ แม่น้ำแยงซีเกียงของจีนพัดพาขยะพลาสติกราว 55% ของปริมาณขยะพลาสติก 2.75 ล้านตันที่ไหลสู่มหาสมุทรแต่ละปี เช่นเดียวกับแม่น้ำในอินโดนีเซียที่พัดพาขยะพลาสติกลงสู่ทะเลจำนวนมาก

    ความเสียหายต่อเศรษฐกิจที่เกิดจากขยะพลาสติกมีจำนวนมหาศาล เพียงปีเดียวระบบนิเวศทางทะเลของโลกได้รับความเสียหายถึง 13 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่กลุ่มประเทศ APEC ประเมินความเสียหายต่อการท่องเที่ยว การประมง และการเดินเรือของภูมิภาคนี้ไว้ราว 1.3 พันล้านดอลลาร์

    ปัจจัยหลักก็คือการจัดการกับขยะแข็งที่ไม่เพียงพอ เช่นเดียวกับการจัดกับแบบแผนของการบริโภค การผลิต การขยายตัวของเมือง การเติบโตของเศรษฐกิจ แต่ก็มีโอกาสอีกมากที่จะประสานกันและหาทางแก้ไข ซึ่งองค์กรในภูมิภาคสามารถร่วมมือกันและกระตุ้นความสนใจ รวมทั้งศักยภาพทางการเงินของภาคเอกชนซึ่งช่วยให้เกิดการประหยัดต่อขนาดทั้งด้านต้นทุน เทคโนโลยี และความรู้

    ทางด้านรายงาน Tackling Asia’s plastic problem ให้ข้อมูลที่สอดคล้องกับธนาคารโลกว่า 5 ประเทศในเอเชีย คือ จีน ไทย อินโดนีเซีย เวียดนามและฟิลิปปินส์สร้างขยะพลาสติกรวมกันมากกว่าครึ่งหนึ่งของขยะพลาสติกในโลก

    รายงานนี้จัดทำขึ้นเพื่อสรุปข้อมูลจากการเสวนาปิดที่จัดขึ้นโดยองค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (World Wide Fund for Nature: WWF) ในสิงคโปร์เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมาถึงแนวทางที่จะจัดการกับขยะพลาสติก ที่กำลังกลายเป็นปัญหาใหญ่ของหลายประเทศ เพราะการบริโภคเพิ่มมากขึ้นจนเกินความสามารถที่จะจัดการกับขยะที่ล้นเมือง ซึ่งผู้ที่เข้าร่วมเสวนามีทั้งผู้นำในระดับรัฐบาล ภาคธุรกิจและภาคสังคม

    สัดส่วน 1 ใน 4 ของปลาที่จับได้จากทะเลจะพบว่ามีเศษขยะพลาสติกปนเปื้อน ทั้งๆ ที่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในผืนดิน ปริมาณ 3 ใน 4 ของขยะพลาสติกในท้องทะเลและมหาสมุทรไหลมาจากแม่น้ำ 10 สายในเอเชีย ในปริมาณที่สูงถึง 2.4 ล้านตันต่อปี ส่วนที่เหลือมาจากการทิ้งขยะลงทะเลโดยตรงหรือรั่วไหลจากแหล่งทิ้งขยะและจากการเผาขยะ

    วงเสวนาได้ถกเถียงถึงแนวทางที่เหมาะสมว่า ควรจะเป็นการใช้กฎหมายบังคับ ห้ามใช้หรือเก็บภาษี หรือควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค ซึ่งก็พบว่าปัจจุบันมีการใช้ทั้งสองแนวทาง โดยในโลกนี้มีประเทศที่ห้ามใช้ถุงพลาสติกมีจำนวน 22 ประเทศ และออสเตรเลียกำลังจะเริ่มดำเนินการหลังจากที่ทดลองในบางพื้นที่พบว่าสามารถลดมลภาวะขยะพลาสติกได้

    ส่วนการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคนั้น การส่งเสริมด้วยหลัก 3 Rs คือ ลด (Reduce) นำกลับมาใช้ใหม่ (Reuse) และนำกลับมาแปรรูป (Recycle) ในประเทศพัฒนาแล้วค่อนข้างทำได้ยากเพราะไม่ได้อยู่ในความตระหนักของผู้บริโภค เนื่องจากมีระบบการจัดการกับขยะที่ดี เป็นประเทศที่สะอาด ทำให้ผู้บริโภคมีความรู้สึกว่าไม่เกี่ยวข้องกับตัวเอง เช่น สิงคโปร์ แม้จะมีการใช้ถุงพลาสติกจำนวนมาก แต่ก็ไม่คิดว่าขยะพลาสติกเป็นปัญหา

    ผู้ร่วมเสวนารายหนึ่งให้ความเห็นว่า การจัดการกับขยะควรที่จะสร้างแรงกระเพื่อมในทางบวก เพื่อให้การรีไซเคิลเข้าไปอยู่ในไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค ขณะที่การใช้กฎหมายทำให้คนปฏิบัติตามง่ายกว่า โดยผู้บริโภคควรที่จะเข้าใจและตระหนักถึงคุณค่าของพลาสติกในสถานะที่เป็นทรัพยากรชนิดหนึ่ง แต่การรีไซเคิลนั้นควรทำได้ง่าย สะดวกและได้ประโยชน์ ยกตัวอย่างเช่น โครงการ Container Deposit Schemes ในสหรัฐอเมริกาและออสเตรเลียที่ประสบความสำเร็จลดขวดพลาสติกบริเวณชายฝั่งลงได้ราว 40% (โครงการนี้ให้ประชาชนซึ่งนำขวดพลาสติกเครื่องดื่มมาทิ้งในที่ที่จัดไว้ให้แล้วจะได้เงินค่าขวดคืนไปจำนวนหนึ่ง ออสเตรเลียให้เงินคืน 10 เซนต์ เพิ่มขึ้นจาก 5 เซนต์เมื่อปี 2008)

  • สิงคโปร์ไม่ห้าม-รีไซเคิลต่ำ
  • รัฐบาลไม่ได้ห้ามการใช้หรือเก็บภาษีถุงพลาสติก เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ 80% อาศัยในตึกสูง จำเป็นที่จะต้องใช้ถุงพลาสติกในการใส่ขยะเปียกเพื่อทิ้งลงมาทางช่องทิ้งขยะ แต่ก็ส่งเสริมให้ประชาชนจำกัดการใช้ถุงพลาสติก ใช้เท่าที่จำเป็น ส่วนขยะพลาสติกที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้จะนำไปเผาเพื่อผลิตพลังงาน จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการรีไซเคิลในสิงคโปร์จึงมีอัตราต่ำเพียง 7%

    อย่างไรก็ตาม ไม่มีข้อมูลว่ามีการห้ามใช้หรือเก็บภาษีพลาสติกรูปแบบอื่นที่ใช้ประโยชน์ได้น้อย และเป็นพลาสติกชนิดใช้แล้วทิ้ง ที่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมาก เช่น หลอดดูด ที่คนกาแฟ หรือแผ่นฟิล์มสำหรับหุ้มผลไม้ในซูเปอร์มาร์เก็ต

    ผู้ร่วมเสวนารายหนึ่งเสนอให้สิงคโปร์เก็บภาษีจากพลาสติกชนิดใช้แล้วทิ้ง เพราะเป็นพลาสติกที่ไม่จำเป็นเพื่อเป็นการให้ความรู้แก่ผู้บริโภค และตระหนักถึงผลกระทบของพลาสติกต่อสิ่งแวดล้อม จำเป็นที่ต้องลดการใช้

  • อินโดนีเซียตั้งเป้าลดขยะลง 70% ในปี 2025
  • ใช้ขวดพลาสติกจ่ายค่ารถบัส
  • เช่นเดียวกับหลายประเทศในโลก อินโดนีเซียได้ประกาศแผนลดขยะทางทะเล (National Marine Debris Action Plan) ซึ่งมีเป้าหมายที่จะลดขยะพลาสติกในทะเลลงให้ได้ 70% ภายในปี 2025 โดยประธานาธิบดีโจโค วิโดโด ประกาศว่าจะใช้จะงบประมาณราว 1 พันล้านดอลลาร์ในที่ประชุมกลุ่มประเทศ G-20

    อินโดนีเซียทิ้งขยะพลาสติกราว 187.2 ล้านตันต่อปี และกลายเป็นประเทศที่สร้างภาวะแวดล้อมทางทะเลรายใหญ่อันดับสองของโลก รองจากจีน เพราะแม่น้ำ 4 สายของอินโดนีเซียติดอยู่ใน 20 อันดับแรกของโลกที่แม่น้ำที่มีขยะพลาสติกมากสุด ซึ่งเกิดจากการบริหารจัดการที่ผิดพลาด

    งานวิจัยล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature Communications ระบุว่า แต่ละปีปริมาณขยะราว 1.15-2.41 ล้านตันไหลสู่ทะเลหรือมหาสมุทรมาจากแม่น้ำ ซึ่งในจำนวนนี้มาจากอินโดนีเซียถึง 200,000 ตัน ซึ่งถูกกระแสน้ำในแม่น้ำพัดพามา โดยเฉพาะจากพื้นที่ชวาและสุมาตรา

    ในพื้นที่หลายเมืองหลายจังหวัดของอินโดนีเซีย มีความเคลื่อนไหวภาคสังคมที่มุ่งให้ความรู้แก่ประชาชน เพื่อให้ตระหนักถึงผลเสียที่มีต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีผลกระทบต่อเนื่องต่อสุขอนามัยและความปลอดภัยของประชาชนเอง รวมทั้งได้มีการก่อตั้งโครงการ “Garbage Bank” เปิดให้ประชาชนที่นำขวดพลาสติกหรือถุงพลาสติกมาทิ้งนั้นได้รับผลกลับคืนเป็นเงิน ขณะเดียวกัน โครงการนี้ยังมอบทุนการศึกษาให้เด็กๆ ในชุมชนอีกด้วย

    ขณะที่ประเทศหมู่เกาะจำนวนหนึ่งได้ใช้วิธีการห้ามและเก็บภาษีถุงพลาสติกและขวดพลาสติก ตรี ไรสมะห์รินี นายกเทศมนตรีหญิงแห่งเมืองสุราบายาของอินโดนีเซีย เลือกใช้วิธีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภค โดยเดือนเมษายนที่ผ่านมาในวันเปิดตัวรถบัสปรับอากาศรุ่นใหม่สำหรับซิตี้ทัวร์ของเมือง ที่นอกจากสะดวกสำหรับการขึ้นลงทั้งผู้สูงวัย คนพิการ คนท้อง แล้ว ยังชักชวนให้ประชาชนใช้ขวดพลาสติกมาจ่ายค่ารถเมล์แทนการใช้เงินสดอีกด้วย เพียงแค่ใส่ขวดพลาสติก 3 ใบลงในถังที่เตรียมไว้ตามป้ายรถเมล์ที่กำหนด หรือจุดรับพลาสติกรีไซเคิลทั่วเมือง ก็จะได้รับตั๋วรถบัสไป

    นายกเทศมนตรีสุราบายาเปิดตัวซิตี้บัส ที่ใช้ขวดพลาสติกจ่ายค่ารถได้
    ที่มาภาพ: https://
    asiancorrespondent.com/2018/05/in-indonesia-commuters-pay-for-the-bus-with-plastic-waste/

    ตรี ไรสมะห์รินี กล่าวว่า ประชาชนสามารถโดยสารรถบัสได้ฟรี 2 ชั่วโมง เพราะเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายรัฐบาลที่ต้องการลดจำนวนรถยนต์เอกชนในท้องถนนลงจาก 75% ของรถที่วิ่งบนถนนทั้งหมดเป็น 50% เท่ากับรถสาธารณะ และยังสอดคล้องกับเป้าหมายของเมืองที่ต้องการแปรรูปพลาสติกเป็นผลิตภัณฑ์อื่นที่มีประโยชน์ใช้งานได้

    การนำรถบัสซึ่งเป็นเครื่องมือทางวัฒนธรรม มาใช้ในการจัดการกับประเด็นสิ่งแวดล้อมแทนการใช้กฎหมายบังคับ จะสร้างการรับรู้ให้กับประชาชน ตระหนักถึงความสำคัญในการรักษาสิ่งแวดล้อมได้ดีกว่า เพราะประชาชนไม่รู้สึกว่าถูกบังคับและจะนำไปสู่ความสมัครใจ

  • ใช้ขยะพลาสติกถมถนน
  • นอกจากการให้ความรู้แก่ประชาชนรวมทั้งการจัดตั้งโครงการนำร่องเก็บเงินจากการใช้ถุงพลาสติกแล้ว ในปี 2017 รัฐบาลอินโดนีเซียยังนำขยะพลาสติกมาทำถนน โดยได้ปั่นให้เป็นเส้น หลอมและผสมเข้ากับส่วนผสมอื่น ซึ่งจะช่วยปัญหาขยะค้างท่อระบายน้ำ หรือต้องจัดการฝังกลบ อย่างไรก็ตาม นักอนุรักษ์นิยมไม่เห็นด้วยกับวิธีนี้เพราะไม่ใช่เป็นการแก้ปัญหาอย่างแท้จริง เนื่องจากมองว่าปัญหาคือการใช้พลาสติกชนิดใช้แล้วทิ้งมากเกินไป

    อินโดนีเซียได้ทดลองใช้พลาสติกทำถนนเส้นแรก ที่มหาวิทยาลัยอุทยาน (Udayana) ที่บาหลี ความยาว 0.43 ไมล์ เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2017 และรัฐบาลยังได้ขยายไปสู่เส้นทางอื่น ในจาการ์ตา สุราบายา และเบกาสี

    โครงการนี้เป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงกิจการทางทะเลและกระทรวงมหาดไทยและเคหะ ซึ่งทำงานร่วมกับ Indonesian Plastic Recycling Association (Adupi) ในการเก็บรวบรวมขยะและจัดการแยกชยะใน 16 เมืองใหญ่ทั่วประเทศ ทุกๆ ความยาว 1 กิโลเมตร ที่มีความกว้าง 7 เมตร ต้องใช้พลาสติกผสมราว 2.5-5.5 ตัน

    คาดการณ์กันว่า ปี 2019 ขยะพลาสติกในอินโดนีเซียจะมีปริมาณ 9.52 ล้านตัน หรือ 14% ของขยะทั้งหมด ซึ่งเมื่อคำนวณจากพลาสติกที่ต้องใช้ต่อ 1 กิโลเมตรแล้ว ขยะพลาสติกในอินโดนีเซียจะทำถนนได้ถึง 190,000 กิโลเมตร

    ที่มาภาพ: https://news.mongabay.com/2017/08/plastic-fantastic-indonesia-plans-to-turn-waste-into-road-tar/

    ถนนที่มีส่วนผสมของพลาสติกยังมีเพิ่มอัตราการเกาะของพื้นผิวถนนด้วย เพราะเหนียวว่ายางมะตอยหรือแอสฟัลท์ ส่งผลให้เป็นถนนที่ราบเรียบมากขึ้นถึง 40%

    การใช้พลาสติกทำถนน ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะ 15 ปีก่อนหน้าอินเดียได้นำแนวคิดนี้มาใช้แล้ว ส่งผลให้มีถนนพลาสติกความยาวราว 21,000 ไมล์ในอินเดีย และเป็นถนนที่มีความทนทานทั้งในช่วงน้ำท่วม หรือหน้าร้อน

    สำหรับประเทศอื่นๆ ที่มีที่ตั้งติดทะเลและประสบกับปัญหาขยะพลาสติกชายฝั่งก็ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหา โดยเวียดนามถือเป็นความสำคัญอันดับแรกที่จะลดขยะพลาสติก ส่วนในกัมพูชา ผู้ประกอบการได้ใช้ถุงพลาสติกที่ทำมาจากมันสำปะหลัง

    เรียบเรียงจาก asiancorrespondent,mongabay,seasia,thatsmags,eco-business,asia.nikkei

    ]]>
    0
    kamon <![CDATA[ศาลคดีทุจริตฯ ยกฟ้อง “บอร์ดทอท.- คิง เพาเวอร์” ระบุ “ชาญชัย” ไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง เตรียมยื่นอุทธรณ์ – ป.ป.ช.สานต่อคดี]]> https://thaipublica.org/?p=149991 2018-09-21T08:59:33Z 2018-09-19T04:17:32Z
    นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีตส.ส.พรรคประชาธิปัตย์

    เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2561 เวลา 10.00 น. ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง นัดฟังคำสั่งหรือคำพิพากษาคดี ระหว่างนายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ เป็นโจทก์ ฟ้องนายประสงค์ พูนธเนศ ประธานกรรมการ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. กับพวกรวม 18 ราย เป็นจำเลย ในข้อกล่าวหา ละเว้นปฏิบัติ ไม่เรียกเก็บค่าผลประโยชน์ตอบแทนให้ครบถ้วน ตามสัญญาบริหารจัดการพื้นที่เชิงพาณิชย์ภายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ทำให้รัฐเสียหาย 14,290 ล้านบาท โดยขอให้ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ลงโทษผู้กระทำความผิด และริบเงินทั้งหมดให้ตกเป็นของแผ่นดินนั้น

    ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ได้มีคำพิพากษา ยกฟ้องคดี ระบุว่านายชาญชัยไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งหมด 18 ราย ซึ่งประกอบด้วย นายประสงค์ พูนธเนศ เป็นจำเลยที่ 1, นายนิรันดร์ ธีรนาทสิน จำเลยที่ 2, น.ส.สุทธิรัตน์ รัตนโชติ จำเลยที่ 3, นายราฆพ ศรีศุภอรรถ จำเลยที่ 4, นายนันทศักดิ์ พูลสุข จำเลยที่ 5, นาวาอากาศตรี ประจักษ์ สัจจโสภณ จำเลยที่ 6, พลอากาศโท จอม รุ่งสว่าง จำเลยที่ 7, นายวราห์ ทองประสินธุ์ จำเลยที่ 8, พลอากาศโท ประกิต ศกุณสิงห์ จำเลยที่ 9, นายมานิต นิธิประทีป จำเลยที่ 10, นายธานินทร์ ผะเอม จำเลยที่ 11, นายธวัชชัย อรัญญิก จำเลยที่ 12, นางระวีวรรณ เนตระคเวสนะ จำเลยที่ 13, นายนิตินัย ศิริสมรรถการ จำเลยที่ 14, บริษัท คิง เพาเวอร์ สุวรรณภูมิ จำกัด (KPS) จำเลยที่ 15, บริษัท คิง เพาเวอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (KPI) จำเลยที่ 16, บริษัท คิง เพาเวอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (KPDC) จำเลยที่ 17 และนายสมบัตร เดชาพานิชกุล เป็นจำเลยที่ 18

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการพิจารณาคดีนี้มี 2 ประเด็น คือ ประเด็นแรก กรณีนายชาญชัย กล่าวหา คณะกรรมการ ทอท. กับพวกรวม 18 ราย ละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ไม่เรียกเก็บค่าตอบแทนให้ครบถ้วนตามสัญญาบริหารจัดการพื้นที่เชิงพาณิชย์ในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งสัญญากำหนดให้จ่ายค่าผลประโยชน์ตอบแทน 15% ของรายได้จากยอดขายก่อนหักค่าใช้จ่าย แต่ ทอท. จัดเก็บค่าผลประโยชน์ตอบแทนจากบริการส่งมอบสินค้า (Pick-up Counter) แค่ 3%

    ประเด็นที่ 2 วินิจฉัยว่า นายชาญชัยเป็นผู้เสียหายหรือมีอำนาจในการฟ้องคดีนี้หรือไม่? ทั้งนี้ เนื่องจากฝ่ายจำเลยได้ยื่นคำแถลงข้อเท็จจริงต่อศาลเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2558 ว่า โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหาย ไม่มีอำนาจฟ้องตามความผิดเกี่ยวกับการทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งเอกชนไม่สามารถฟ้องเองได้ และถือหุ้นไม่ถึง 5% ตาม พ.ร.บ.บริษัทจำกัดมหาชน พ.ศ. 2535 มาตรา 85 และไม่มีอำนาจฟ้อง ตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 และโจทก์ไม่เคยทำหนังสือถึงบอร์ด ทอท. เพื่อให้นำประเด็นที่โจทก์ฟ้องในคดีนี้ส่งให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นพิจารณาก่อน ถือเป็นการข้ามขั้นตอน เป็นประเด็นที่ศาลต้องนำมาพิจารณาในวันนี้

    บอร์ด ทอท. ตั้งกรรมการตรวจสัญญาเปิดจุดส่งมอบสินค้าปี 2555

    โดยในประเด็นแรก ซึ่งเป็นการไต่สวนข้อเท็จจริงนั้น การไต่สวนได้ระบุว่า ทอท. ได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2545 สำหรับการประมูลโครงการบริหารจัดการพื้นที่เชิงพาณิชย์ในสนามบินสุวรรณภูมิ ทาง ทอท.ได้ดำเนินการ เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2548 (ทั้งนี้มีบริษัท คิง เพาเวอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (KPI)หรือจำเลยที่ 16 และบริษัทอื่นอีก 4 ราย เข้าร่วมประกวดราคา โดย KPI เป็นผู้ชนะการประมูล) จากนั้น KPI ได้ตั้งบริษัท คิง เพาเวอร์ สุวรรณภูมิ จำกัด (KPS) (จำเลยที่ 15) เข้าทำสัญญา จนกระทั่ง KPS ได้รับอนุญาตจาก ทอท. ให้ทำสัญญาบริหารจัดการพื้นที่เชิงพาณิชย์ในสนามบินสุวรรณภูมิ 10 ปี มีการต่อสัญญา 2 ครั้ง จะสิ้นสุดในปี 2563 โดยเงื่อนไขของ TOR (ข้อ 3.2) กำหนดให้ผู้ได้สัมปทานจ่ายค่าผลประโยชน์ตอบ 15% ของรายได้ทั้งหมดก่อนหักค่าใช้จ่ายและค่าภาษีเป็นรายเดือน

    ต่อเรื่องดังกล่าวฝ่ายบริหารของ ทอท. ได้นำเรื่องนี้เสนอต่อที่ประชุมบอร์ดเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2555 ให้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบสัญญากลุ่มบริษัทคิงเพาเวอร์ฯ ทั้งโครงการจำหน่ายสินค้าปลอดอากร และโครงการบริหารจัดการพื้นที่เชิงพาณิชย์ จากนั้นคณะกรรมการชุดนี้ได้ตั้งคณะกรรมการศึกษาสัญญาและข้อกฎหมายต่างๆเกี่ยวกับการให้บริการจุดส่งมอบสินค้าปลอดอากรของกลุ่มบริษัทคิงเพาเวอร์ฯ ในสนามบินสุวรรณภูมิ

    ผู้สื่อข่าวรายงานคำพิพากษาระบุว่าคณะกรรมการศึกษาข้อสัญญาฯ มีความเห็นว่า ไม่ปฏิบัติตามสัญญาจึงทำหนังสือแจ้งคณะกรรมการตรวจสอบสัญญาฯ เพื่อสั่งให้ ทอท. ทำหนังสือแจ้ง KPS(จำเลยที่ 15) ให้ปฏิบัติตามเงื่อนไขสัญญา เนื่องจาก KPS (จำเลยที่ 15) อนุญาตให้บริษัท คิง เพาเวอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (KPDC)(จำเลยที่ 17) ทำการส่งมอบสินค้าปลอดอากรในพื้นที่บริหารจัดการเชิงพาณิชย์ โดยทาง ทอท. มีหนังสือแจ้งให้ KPS รับทราบ เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2555

    วันที่ 7 กันยายน 2555 กลุ่มบริษัทคิงเพาเวอร์ฯ ได้ทำหนังสือถึง ทอท. เพื่อขอให้ทบทวนคำสั่งยกเลิกการอนุญาต ให้ KPDC (จำเลยที่ 17) ส่งมอบสินค้าปลอดอากร พร้อมเสนอ 2 ทางออก คือ

      1. อนุญาตให้KPS(จำเลยที่ 15) และ KPDC (จำเลยที่ 17) ทำธุรกิจส่งมอบสินค้าได้ โดยที่ KPS (จำเลยที่ 15) ต้องให้รายอื่น เปิดจุดส่งมอบสินค้าได้ด้วย

      2. เสนอให้ทอท.เรียกเก็บค่าผลประโยชน์ตอบแทน 3% ของมูลค่าสินค้าที่ส่งมอบ เนื่องจากเป็นอัตราที่ KPDC เรียกเก็บกับKPI (จำเลยที่ 16) และเป็นอัตราที่ใกล้เคียงกับที่ทอท.เรียกเก็บในอดีต และเป็นอัตราที่ทอท.ใช้เรียกเก็บที่ท่าอากาศยานดอนเมือง

    วันที่ 27 กันยายน 2555 คณะกรรมการตรวจสอบฯ มีมติให้ขยายเวลาให้ KPS (จำเลยที่ 15) เพื่อให้ KPDC (จำเลยที่ 17) สามารถประกอบกิจการส่งมอบสินค้าปลอดอากรได้เป็นการชั่วคราว โดยให้ KPS (จำเลยที่ 15) จ่ายค่าตอบแทน 3%

    ระบุ KPS ไม่ผิดสัญญา

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากคำพิพากษาระบุต่อว่าวันที่ 9 พฤศจิกายน 2555 บอร์ด ทอท. มีมติรับทราบรายงานผลการดำเนินงานของคณะกรรมการตรวจสอบสัญญากลุ่มบริษัทคิงเพาเวอร์ฯ ที่มีความเห็นว่า ควรแก้ไขสัญญาการส่งมอบสินค้าปลอดอากรที่สนามบินสุวรรณภูมิ โดยให้ บริษัท คิง เพาเวอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (KPI) (จำเลยที่ 16) ในฐานะเจ้าของสินค้าปลอดอากร มาทำสัญญาโดยตรงกับ ทอท. ซึ่งจากเดิม KPDC (จำเลยที่ 17) ทำสัญญากับ KPS (จำเลยที่ 15) ภายใต้สัญญาบริหารจัดการพื้นที่เชิงพาณิชย์ โดยให้เรียกเก็บค่าผลประโยชน์ตอบแทน 3%

    คำพากษาระบุว่าเรื่องนี้บอร์ด ทอท. ได้แต่งตั้งคณะพิจารณารายได้เพื่อพิจารณาว่าการประกอบกิจการส่งมอบสินค้าปลอดอากรนั้น ถือเป็นส่วนหนึ่งร้านค้าปลอดอากรที่ KPS (จำเลยที่ 15) ไม่มีสิทธิในการบริหารจัดการตามเงื่อนไขสัญญาฯ (ข้อ 1.4) หรือไม่?

    ในเดือนพฤศจิกายน ปี2557 คณะกรรมการพิจารณารายได้ มีความเห็นว่า KPS (จำเลยที่ 15) ไม่มีความผิด(ข้อ 1.4)รวมทั้งมีมติให้เรียกเก็บผลประโยชน์ KPS (จำเลยที่ 15) ในอัตรา 3% ของมูลค่าสินค้าปลอดอากรที่ส่งมอบ และให้ใช้อัตรานี้กับผู้ประกอบการรายอื่นด้วย

    “ชาญชัย”ฟ้องในฐานะผู้ถือหุ้น

    หลังจากที่นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ ได้รับการแต่งตั้งเป็นรองประธานคณะอนุกรรมการศึกษาเสนอแนะมาตรการและกลไกในการปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ คณะกรรมการวิสามัญสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2558 และนายชาญชัย ซื้อหุ้นบริษัท ทอท. เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2558

    ผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่าเดือนมิถุนายน 2559 นายชาญชัยทำหนังสือถึงคณะกรรมการทอท. ขอให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการและผู้บริหาร ทอท. กรณีไม่เรียกเก็บค่าผลประโยชน์ตอบแทนจาก KPS (จำเลยที่ 15) ให้ถูกต้องครบถ้วน กรณีอนุญาตให้เปิดจุดส่งมอบสินค้าอยู่ในพื้นที่เชิงพาณิชย์ โดยขอให้บอร์ด ทอท. ดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและอาญากับผู้เกี่ยวข้องภายใน 30 วัน

    ขณะที่ทอท. แจ้งนายชาญชัยว่า ทอท. ได้ทำตามระเบียบและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องทุกประการ และได้ชี้แจงการดำเนินงานให้หน่วยราชการที่มีหน้าที่ตรวจสอบทราบโดยตลอด และไม่ได้มีข้อทักท้วงแต่อย่างใด

    ต่อประเด็นดังกล่าวทางผู้ตรวจการแผ่นดิน มีความเห็นตามที่มีผู้ร้องเรียนว่า กรณีที่ ทอท. ให้ KPS (จำเลยที่ 15) เปิดจุดส่งมอบสินค้ารายเดียว ถือเป็นการเอื้อประโยชน์ให้KPS จึงแนะนำให้ ทอท. จัดหาพื้นที่ทำจุดส่งมอบสินค้าสาธารณะ เพื่อให้ผู้ประกอบการรายอื่นสามารถเปิดกิจการร้านค้าปลอดอากรในเมืองได้

  • ศาลอาญาคดีทุจริตฯ นัดฟังคำสั่ง-พิพากษา คดีฟ้องบอร์ด ทอท. -คิงเพาเวอร์ 18 ก.ย. นี้
  • “ผู้ตรวจการแผ่นดิน” จี้ AOT เปิด “จุดส่งมอบสินค้า” ให้ทางเลือก “ใน-นอก” พื้นที่สัมปทานดิวตี้ฟรีภายใน 30 วัน
  • “ชาญชัย” เป็นผู้เสียหายหรือมีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่

    ผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่าเมื่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ พิจารณาประเด็นข้อเท็จจริงหรือประเด็นที่ 1 เสร็จเรียบร้อย ได้วินิจฉัยประเด็นที่ 2 วินิจฉัยนายชาญชัย เป็นผู้เสียหายหรือมีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่

    ประเด็นนี้ ศาลอาญาคดีทุจริตฯ มีความเห็นว่า การฟ้องคดีอาญามีความสำคัญต่อการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แต่มาตรา 188 วรรค 1 ระบุว่า การพิจารณาคดีเป็นอำนาจของศาล ซึ่งต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย

    ดังนั้น หากบอร์ด ทอท. กระทำความผิดตามข้อกล่าวหาของนายชาญชัย ถือว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าวนั้น และเป็นความผิดในฐานเป็นพนักงานปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นที่เกิดขึ้น และเป็นความผิดสำเร็จลงแล้ว ผลของการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เป็นความผิดทันที นับจากที่มีการพิจารณาและมีมติอนุมัติให้เก็บค่าผลประโยชน์ตอบแทนจากจุดส่งมอบสินค้าปลอดอากรดังกล่าวแล้ว และได้แจ้งให้บริษัท คิง เพาเวอร์ สุวรรณภูมิ จำกัด (KPS)จำเลยที่ 15 ทราบและทำตามเงื่อนไข

    แจงยกฟ้อง-ชี้โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายขณะเกิดเหตุ

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากการไต่สวนข้อเท้จจริง พบว่านายชาญชัยได้เข้ามาซื้อหุ้น ทอท. เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2558 ซึ่งเกิดขึ้นภายหลังจากที่มีการกล่าวหาว่าจำเลยได้ร่วมกระทำความผิด และตอนนั้นนายชาญชัยไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้น การกระทำดังกล่าวไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายหรือกระทบต่อสิทธิและหน้าที่ของนายชาญชัยแต่ประการใด จึงยังไม่ได้รับความเสียหายโดยตรงในขณะที่มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น ถึงแม้ต่อมานายชาญชัยจะเป็นผู้ถือหุ้น ทอท. และ ทอท. ยังคงเสียประโยชน์ต่อการกระทำความผิด ก็ถือเป็นเพียงผลของการกระทำผิด ไม่ได้เกิดการกระทำความผิดขึ้นใหม่ และไม่ใช่ความผิดต่อเนื่อง จนถึงวันที่คณะกรรมการ ทอท. รับทราบมติของคณะกรรมการพิจารณารายได้ โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายที่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ได้

    จากกรณีในคำฟ้องอ้างว่า ภายหลังจากที่นายชาญชัยเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้น ได้มีหนังสือแจ้งบอร์ดในฐานะผู้ถือหุ้น และขอให้บอร์ด ทอท. ตรวจสอบและดำเนินการทางแพ่งและอาญา กับผู้ที่เกี่ยวข้องแล้ว

    ประเด็นนี้ ศาลอาญาคดีทุจริต วินิจฉัยว่า การใช้สิทธิของนายชาญชัย เป็นการใช้สิทธิในฐานะผู้ถือหุ้น ใช่บุคคลทั่วไปซึ่ง ทอท. ได้แปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัดแล้ว และเป็นบริษัทจดทะเบียน ตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ทั้งนี้ เพื่อให้การบริหารงานของบริษัทเป็นไปโดยเรียบร้อย และป้องกันไม่ให้การดำเนินการของผู้ถือหุ้นแต่ละรายส่งผลกระทบต่อผู้ถือหุ้นรายอื่นโดยไม่มีเหตุอันควร จึงจำกัดสิทธิของผู้ถือหุ้นเอาไว้ตามกฎหมาย

    กรณีที่ผู้ถือหุ้นรายใดจะดำเนินการใดเกี่ยวกับการบริหารกิจการบริษัท ต้องอยู่ภายใต้ระเบียบข้อบังคับดังกล่าว และสิทธิของผู้ถือหุ้นจะถูกกระทบหรือได้รับความเสียหายก็ต่อเมื่อผู้ถือหุ้นได้ดำเนินการตามข้อจำกัดสิทธินั้นครบถ้วนก่อน ตามมาตรา 85 แห่ง พ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535

    นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ (ใส่สูท)

    ดังนั้น เมื่อนายชาญชัยไม่ได้ดำเนินการตามมาตรา 85 แห่ง พ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 ซึ่งเป็นข้อจำกัดสิทธิโจทก์ในฐานะผู้ถือหุ้น สิทธิของโจทก์จึงยังไม่ถูกกระทบ และยังไม่ได้รับความเสียหายตามกฎหมาย จึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย ไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลจึงพิพากษายกฟ้อง

    ด้านนายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า วันนี้ศาลได้คำพิพากษายกฟ้อง เนื่องจากศาลวินิจฉัยว่าตนไม่มีอำนาจฟ้องในฐานะผู้ถือหุ้น เนื่องจากตนได้เข้ามาซื้อหุ้นหลังจากที่มีความเสียหายเกิดขึ้น ไม่มีผลกระทบโดยตรง ตนคงต้องใช้สิทธิยื่นอุทธรณ์ต่อศาล ตามความเข้าใจของตนเรื่องนี้มีความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว และความเสียหายยังคงอยู่ในบริษัทและผู้ถือหุ้น หากมีนักลงทุนเข้ามาซื้อหุ้น ก็ได้รับผลกระทบต่อราคาหุ้นและผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นที่ควรจะได้รับด้วย หากคณะกรรมการชุดต่อไปเข้ามาดำเนินการให้ถูกต้อง ผลประกอบการบริษัทก็จะดีขึ้น ราคาหุ้น เงินปันผลก็ดีขึ้น ประเด็นนี้ตนต้องขออุทธรณ์ต่อศาลฯ

    เตรียมยื่นอุทธรณ์ – ยื่นป.ป.ช. ดำเนินคดีต่อ

    ส่วนกรณีที่ศาลพิพากษาว่าตนไม่ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมายบริษัทมหาชนจำกัด หรือ พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ฯ นั้น นายชาญชัยกล่าวว่า ตนไม่ต้องการเข้าสร้างความวุ่นวายหรือเข้าตรวจสอบการบริหารงานของผู้บริหาร ทอท. ในฐานะผู้ถือหุ้น ประกอบกับคดีนี้ตนฟ้องศาลอาญาคดีทุจริตฯ ไม่ได้ฟ้องแพ่ง จึงไม่ได้นำประเด็นนี้มาต่อสู้ในชั้นศาล แต่อย่างไรก็ตาม ก่อนที่ตนจะนำประเด็นนี้มาฟ้องศาลอาญาคดีทุจริต ทางทนายความได้ศึกษาคำพิพากษาศาลฎีกามาหลายคดี นำมาเปรียบเทียบกับคดีนี้ พบว่าสัญญาสัมปทานพื้นที่เชิงพาณิชย์ยังไม่สิ้นสุด ความผิดยังคงอยู่ บุคคลที่เกี่ยวข้องยังดำรงตำแหน่งอยู่ในปัจจุบันด้วย กรณีนี้ ไม่ได้ผิดเฉพาะในอดีต แต่ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ที่ผ่านมาตนได้แจ้งให้บอร์ด ทอท. แก้ไขแล้ว แต่ไม่ดำเนินการ ตนได้ส่งให้หน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง รวมถึงนายกรัฐมนตรี และ ป.ป.ช. ด้วย แต่ไม่มีความคืบหน้า จึงเป็นเหตุให้ต้องมาฟ้องศาลอาญาคดีทุจริต ยืนยันว่าจะดำเนินคดีนี้ให้ถึงที่สุดจนถึงศาลฎีกา เพื่อให้เป็นบรรทัดฐาน มิฉะนั้นกระบวนการแก้ปัญหาของชาติในเรื่องการปราบปรามทุจริตจะเป็นอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการเท่านั้นที่จะมีอำนาจฟ้องได้ตามกฎหมาย

    “หลังจากศาลพิพากษา ยกฟ้อง เนื่องจากผมไม่มีอำนาจฟ้องแล้ว ผมก็คงจะต้องนำคำพิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตฯ ส่งให้ ป.ป.ช. ดำเนินการฟ้องต่อไป ซึ่งศาลได้ไต่สวนมาแล้วระดับหนึ่ง ถือว่าละเอียดพอสมควร หาก ป.ป.ช. จะไปเริ่มต้นใหม่หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของ ป.ป.ช. รวมทั้งยื่นอุทธรณ์ต่อศาลต่อไป ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของการจัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตฯ ไม่ว่าผู้เสียหายจะอยู่ในสถานะใดก็ตาม ต้องมีสิทธินำเรื่องส่งให้ศาลพิจารณาได้ ซึ่งกรณีนี้ไม่ใช่ความเสียหายเฉพาะผม แต่เป็นความเสียหายของสาธารณะ คิดเป็นมูลค่ากว่า 10,000 ล้านบาท หากประตูนี้เปิดไม่ได้ ต้องรอให้ส่วนราชการเป็นผู้ฟ้องเท่านั้น และถ้าส่วนราชการไม่ฟ้อง ผมก็ไม่รู้จะไปจัดการกับเรื่องพวกนี้อย่างไร แต่อย่างไรก็ตาม ผมก็ต้องเคารพในคำพิพากษาของศาล และขอขอบคุณที่ให้คำชี้แนะ ซึ่งผมจะต้องดำเนินการให้ถูกต้องต่อไป” นายชาญชัยกล่าว

    ]]>
    0