ThaiPublica กล้าพูดความจริง 2019-03-26T10:19:56Z https://thaipublica.org/feed/atom/ WordPress Boonlarp Poosuwan <![CDATA[เอสซีจีเดินหน้าเคลื่อนแนวคิด “เศรษฐกิจหมุนเวียน” End of Life ของสินค้าต้องไม่เป็นภาระของโลก]]> https://thaipublica.org/?p=163084 2019-03-26T10:19:56Z 2019-03-26T10:19:44Z

ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี จัดงานสัมมนาลูกค้า SCG Chemicals Digest 2019 ภายใต้หัวข้อ “Circular Economy: The Better Way” ดึงภาครัฐ และองค์กรธุรกิจชั้นนำระดับโลกร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเพื่อจุดประกายให้ผู้ประกอบการพลาสติกกว่า 400 คนได้ตระหนักและสามารถนำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ไปปรับใช้ในธุรกิจ เพื่อส่งเสริมให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ตั้งแต่การผลิต การบริโภค จนถึงการนำกลับมาใช้เป็นวัตถุดิบใหม่ ซึ่งจะช่วยสร้างสมดุลให้กับธุรกิจ คุณภาพชีวิต และอนาคตโลกที่ยั่งยืน โดยดร. สมชาย หาญหิรัญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานเปิดงาน พร้อมแสดงวิสัยทัศน์ของภาครัฐในการขับเคลื่อนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมพลาสติก นอกจากนี้ยังได้ บริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง พรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล (P&G) มาแลกเปลี่ยนเรื่องการพัฒนานวัตกรรมและการดำเนินธุรกิจด้วยแนวคิด Circular Economy เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้ง สถาบันพลาสติกที่ได้เปิดมุมมองให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมพลาสติกวางแผนและออกแบบสินค้าให้หมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่อย่างคุ้มค่า

ดร. สมชาย หาญหิรัญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า กระทรวงอุตสาหกรรมให้ความสำคัญกับปัญหาสิ่งแวดล้อม มลภาวะทางน้ำและอากาศ ตลอดจนการจัดการขยะ ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและการดำเนินชีวิตของผู้คนทั่วโลก กระทรวงฯ จึงเร่งขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ Circular Economy โดยการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด ล่าสุดกระทรวงฯ ได้ตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีรีไซเคิลที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรมสู่อนาคต (Industry Transformation Center: ITC) เพื่อวิจัยและพัฒนาการเปลี่ยนขยะหรือของเสียให้กลับมาเป็นวัตถุดิบหรือพลังงานทดแทน ลดปัญหาขยะและปัญหามลพิษต่อสิ่งแวดล้อม ตามแนวคิด Circular Economy อย่างเป็นรูปธรรม แน่นอนว่า การพัฒนาสินค้าพลาสติกจากแนวคิด Circular Economy ไม่ใช่เรื่องของการทำ CSR หรือการกุศล แต่คือการนำนวัตกรรมมาพัฒนาสินค้าตั้งแต่เริ่มออกแบบผลิตภัณฑ์ และสามารถนำสินค้ากลับมาใช้ใหม่อีกครั้งในอีกรูปแบบที่ดีกว่าเดิม ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะตอบโจทย์การแข่งขันในเชิงธุรกิจได้อย่างยั่งยืน

นายศักดิ์ชัย ปฏิภาณปรีชาวุฒิ Vice President – Polyolefins and Vinyl Business ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี กล่าวว่า เอสซีจี เล็งเห็นว่ากระบวนการ Circular Economy จะสมบูรณ์ได้นั้น จะต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจและประชาสังคม นอกจากนวัตกรรมและการออกแบบสินค้าให้คงทนถาวร ใช้งานได้ยาวนานแล้ว สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือ การบริหารจัดการขยะ ซึ่งจะช่วยให้เกิดการหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยที่ผ่านมา เอสซีจี ได้ร่วมมือกับหลายองค์กรทั้งในและต่างประเทศเพื่อผลักดันให้เกิดการนำแนวคิด Circular Economy ไปใช้ให้แพร่หลายมากขึ้น ทั้งนี้ ยังริเริ่มโครงการเพื่อ ลดปัญหาขยะพลาสติกอย่างยั่งยืน เช่น ถนนพลาสติกรีไซเคิล เส้นแรกที่นิคมอุตสาหกรรมอาร์ไอแอล จ. ระยอง จากความร่วมมือทางเทคโนโลยี ระหว่างเอสซีจีและดาว เคมิคอล โครงการ Greenovative Lube Packaging นวัตกรรมพลาสติกรีไซเคิลจากแกลลอนน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้วเพื่อผลิตเป็นแกลลอนใหม่ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างเอสซีจีและบางจาก คอร์ปอเรชั่น โครงการ Circular Life ซึ่งเน้นให้เกิดการใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่า คัดแยกขยะอย่างถูกต้อง โดยเริ่มต้นที่พนักงานเอสซีจี ภายในสำนักงานใหญ่ บางซื่อ ด้วยเวลาเพียง 3 เดือนสามารถเพิ่มปริมาณขยะที่หมุนเวียนไปใช้ให้เกิดประโยชน์จาก 5% เป็น 35% ซึ่งทุกโครงการที่กล่าวมา เอสซีจี ตั้งใจที่จะขยายผลไปยังพื้นที่ต่าง ๆ และต่อยอด (Scale Up) เพื่อให้เกิดประสิทธิผลสูงสุด

นางสาวจุฑาภัทร บุณย์วงศกร กรรมการผู้จัดการ บริษัท พรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า นอกจากพีแอนด์จีมีความมุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าแล้ว พีแอนด์จียังตระหนักถึงความสำคัญของผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง จึงได้พัฒนานวัตกรรมสินค้าตามแนวคิด Circular Economy ที่คำนึงถึงการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ลดของเสียในกระบวนการผลิต ตลอดจนกระบวนการจัดการสินค้าที่สิ้นอายุการใช้งาน แบบ End to End ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ในส่วนของต้นน้ำ พีแอนด์จีได้คิดค้นให้สินค้ามีความเข้มข้นขึ้นเพื่อประหยัดการใช้ลงแต่ยังคงประสิทธิภาพการใช้งาน หรือปรับขนาดบรรจุภัณฑ์ให้เล็กลงเพื่อลดต้นทุนในการขนส่ง เป็นต้น ในส่วนของปลายน้ำ พีแอนด์จี ได้ร่วมกับ Startup ในสหรัฐฯ นำของเสียจากการผลิตต่าง ๆ กลับมารีไซเคิล ความท้าทายของปลายน้ำจึงอยู่ที่การนำของเสียกลับมาหมุนเวียนในวงจรการผลิตใหม่ พร้อมทั้งเชื่อมั่นว่า Circular Economy จะช่วยสร้างโอกาสในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการพลาสติกของไทยอย่างแน่นอน

ด้านดร. เกรียงศักดิ์ วงศ์พร้อมรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันพลาสติก กล่าวว่า ปัจจัยที่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมพลาสติกควรนำมาพิจารณาเพื่อประกอบธุรกิจตามแนวคิด Circular Economy คือ ในอนาคตการออกแบบสินค้าคงจบที่เป็นสินค้าไม่ได้ แต่ต้องคิดถึง End of Life ของสินค้าที่ไม่เป็นภาระของโลก นี่จึงเป็นความท้าทายของผู้ประกอบการ นอกจากนี้ การบ้านที่สถาบันพลาสติกต้องทำคือ สร้างความรู้ในการคัดแยกขยะก่อนทิ้ง และการจัดการขยะให้ถูกวิธี ซึ่งตอนนี้ได้ร่วมกับโครงการความร่วมมือ ภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม เพื่อจัดการพลาสติกและขยะอย่างยั่งยืน (Public Private Partnership for Sustainable Plastic and Waste Management) และภาคเอกชนอีกหลายแห่ง และเชื่อว่าแนวคิด Circular Economy จะเป็นโอกาสที่สร้างการเติบโตให้ธุรกิจใหม่ได้ต่อไป

ทั้งนี้งานสัมมนาลูกค้า “SCG Chemicals Digest เป็นงานสัมมนาวิชาการที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อเปิดมุมมองใหม่ ๆ ให้กับลูกค้าของธุรกิจ เคมิคอลส์ เอสซีจี ในด้านการตลาด เศรษฐกิจ รวมถึงสถานการณ์ปิโตรเคมี ซึ่งจะช่วยส่งเสริมศักยภาพในการบริหารจัดการธุรกิจของลูกค้าให้สามารถแข่งขันและเติบโตอย่างยั่งยืน

]]>
0
Boonlarp Poosuwan <![CDATA[ทีเอ็มบี ต่อยอด TMB Supply Chain Solution ให้ลูกค้าธุรกิจและเครือข่ายคู่ค้าโตทั้งระบบ …มากกว่าแค่การสนับสนุนทางการเงิน]]> https://thaipublica.org/?p=163052 2019-03-26T09:55:41Z 2019-03-26T09:55:41Z
นายเสนธิป ศรีไพพรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารลูกค้าธุรกิจ ทีเอ็มบี

ทีเอ็มบี หรือธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ได้มุ่งมั่นการสร้างสรรค์และพัฒนา ทีเอ็มบี ซัพพลายเชน โซลูชัน (TMB Supply Chain Solution) มากว่า 10 ปี เริ่มต้นจากการให้แหล่งเงินทุนแก่เครือข่ายคู่ค้าซึ่งก็คือซัพพลายเออร์หรือดีลเลอร์ของลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ เพื่อเพิ่มสภาพคล่องทางการเงิน และยังมุ่งเน้นสร้างความสะดวกสบายจากการทำธุรกรรมการเงินรูปแบบใหม่ ให้แก่ลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่และคู่ค้าขนาดกลางและเล็ก โดยใช้ดิจิทัลเทคโนโลยีเข้ามาเสริม ด้วยการเชื่อมต่อดิจิทัลโซลูชันกับพาร์ทเนอร์ต่างๆ เพื่อให้สามารถเชื่อมการชำระเงินและการส่งต่อข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถนำข้อมูลไปใช้ให้เกิดประโยชน์ เพื่ออำนวยความสะดวกอย่างครบวงจร ตอบสนองแนวทางการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับธุรกิจของลูกค้าและผลักดันความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจของประเทศ

นายเสนธิป ศรีไพพรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารลูกค้าธุรกิจ ทีเอ็มบี เปิดเผยถึงความสำคัญของ TMB Supply Chain Financing เกิดขึ้นจากการวิเคราะห์สถานการณ์โดยรวมแล้วพบว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจไทยเกิดขึ้นแบบกระจุกตัว เศรษฐกิจไทยเติบโตต่อเนื่องส่วนใหญ่มาจากธุรกิจขนาดใหญ่ ทุกวันนี้ธุจกิจขนาดใหญ่ของไทยมีเพียง 6,662 บริษัท ซึ่งคิดเป็นประมาณเป็น 58% ของ สัดส่วนรายได้ต่อ GDP ในประเทศ ในขณะที่ เอสเอ็มอี มีจำนวนผู้ประกอบการมากถึง 3 ล้านราย จ้างงานสูงถึง 82% ของการจ้างงานในประเทศ แต่ทำรายได้เพียง 42% ปัญหาหลักๆ เป็นเพราะเอสเอ็มอียังประสบปัญหาขาดแคลนแหล่งเงินทุน บุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ และการบริหารจัดการที่ดี เป็นสาเหตุหนึ่งที่เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ไม่เต็มที่

  • “นริศ สถาผลเดชา” TMB Analytics ตั้งคำถามพร้อมกางข้อมูล “เอสเอ็มอีไทย” อยู่ตรงไหนใน “อีอีซี-ตลาดโลก” ?
  • นายเสนธิปอธิบายต่อว่า หัวใจสำคัญอันหนึ่งของการให้บริการลูกค้าธุรกิจของทีเอ็มบี ก็คือการพัฒนาบริการ TMB Supply Chain Financing พร้อม Total Solution ครบวงจร เพื่อให้ลูกค้าธุรกิจของทีเอ็มบีทุกขนาดมีการเจริญเติบโตไปพร้อมๆ กัน หลักๆ คือ การสนับสนุนเงินทุนเพื่อเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินให้กับซัพพลายเออร์หรือดีลเลอร์ของลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น ลดข้อจำกัดเรื่องการขาดหลักทรัพย์ค้ำประกัน โดยใช้เพียงบุคคลค้ำประกันเท่านั้น และได้รับอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสม เพื่อทำให้ธุรกิจกลุ่มนี้มีความแข็งแกร่งทางการเงินมากขึ้น มีทุนมากขึ้น ทำให้มีกำลังในการพัฒนาที่มากขึ้นเช่นเดียวกัน ทำให้ลูกค้าที่เป็นรายใหญ่ก็แข็งแกร่งตามไปด้วย นับเป็นการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับธุรกิจของลูกค้าได้อย่างแท้จริง

    ปัจจุบันกลุ่มธุรกิจด้านอุตสาหกรรมอุปโภค บริโภค วัสดุก่อสร้าง และอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทย ต่างให้ความสนใจนำ TMB Supply Chain Solution เข้าไปใช้เพื่อสร้างประสิทธิภาพทั้งซัพพลายเชน เช่น บริษัทยักษ์ใหญ่ระดับประเทศ อย่าง บุญรอดบริวเวอรี่, ปตท., เอสซีจี ที่เข้าใจและตระหนักถึงประโยชน์ของโซลูชันนี้ที่มีต่อคู่ค้า ทั้งสร้างการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของคู่ค้าไปจนถึงการส่งสินค้าและบริการที่มีคุณภาพไปยังผู้บริโภค นอกจากนั้น ยังมีกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสูงที่เปิดใจต้อนรับระบบ TMB Supply Chain Solution จนสามารถต่อยอดและร่วมกันพัฒนาดิจิทัลโซลูชันเพื่อเสริมกับเรื่องการให้แหล่งเงินทุนเพื่อแก้ปัญหาและเดินหน้าให้บรรลุเป้าหมายได้

    ทั้งนี้ ไม่เพียงแต่ภาคธุรกิจเอกชนเท่านั้น TMB Supply Chain Solution ยังสามารถตอบสนองความต้องการของภาครัฐอย่างครบวงจร โดยมุ่งเน้นไปที่ผู้ประกอบการธุรกิจก่อสร้างให้กับภาครัฐเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น รวมทั้งร่วมสนับสนุนนโยบายรัฐบาลในการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐให้เป็นไปโดยสะดวก รวดเร็ว ขานรับนโยบายการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ของประเทศให้ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

    นอกจากนั้น นายเสนธิปยังได้นำเสนอดิจิทัลซัพพลายเชน แพลตฟอร์มใหม่ที่ตรงใจตอบโจทย์ผู้ใช้งาน เปลี่ยนเรื่องยากให้กลายเป็นเรื่องง่าย รวมผู้ซื้อและผู้ขายไว้บนแพลตฟอร์มเดียวกัน ทำให้ลูกค้าธุรกิจและคู่ค้าทำงานได้สะดวก ง่าย และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ซึ่งดิจิทัลแพลตฟอร์มนี้มาในรูปแบบของทั้งเว็บไซต์และมือถือ ช่วยให้ผู้ซื้อสามารถสร้างใบสั่งซื้อ ผู้ขายสามารถสร้างใบแจ้งหนี้ และส่งหากันผ่านทางแพลตฟอร์มได้ทันที นอกจากนี้ผู้ซื้อยังสามารถใช้วงเงินเบิกเกินบัญชี หรือ OD มาขายลดใบแจ้งหนี้ได้ และสามารถตรวจสอบและดูรายงานทางการเงินได้แบบเรียลไทม์ผ่านทางแพลตฟอร์มนี้ ได้ทุกที่ ทุกเวลา ทำให้การใช้วงเงินสินเชื่อซัพพลายเชนเป็นเรื่องง่าย และทำได้ในมือคุณ

    “กว่า 10 ปี ที่ทีเอ็มบีให้ความสำคัญกับเรื่อง Supply Chain Financing และพัฒนาผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับซัพพลายเชนจนเป็นโซลูชันแบบดิจิทัลที่สร้างความแตกต่างและสร้างการเจริญเติบโตให้กับลูกค้าธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดใหญ่หรือซัพพลายเออร์ ดีลเลอร์ของคู่ค้า ซึ่งก็คือธุรกิจขนาดกลางและเล็ก และจะยังคงพัฒนาต่อยอดไปอีก เพราะความสำเร็จของลูกค้าก็คือความภาคภูมิใจของทีเอ็มบี ปัจจุบันลูกค้าที่เลือกใช้บริการ TMB Supply Chain Solution ได้แก่ ธุรกิจรายใหญ่ร่วม 100 ราย และธุรกิจเอสเอ็มอีที่อยู่ในเครือข่ายกว่า 1,500 ราย” นายเสนธิปกล่าว

    ]]>
    0
    Boonlarp Poosuwan <![CDATA[“สุรงค์ บูลกุล” แจงสหภาพ กทพ. ตั้งทีมเจรจา BEM คดีข้อพิพาทค่าชดเชยทางด่วนแล้ว ระบุไม่รีบ รอข้อสรุปหลังเลือกตั้ง]]> https://thaipublica.org/?p=162929 2019-03-26T09:30:10Z 2019-03-26T09:23:58Z
    นายสุรงค์ บูลกุล ประธานคณะกรรมการ กทพ.

    เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2562 เวลา 16.30 น. ก่อนการประชุมคณะกรรมการ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) มีกลุ่มพนักงานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (สร. กทพ.) ยื่นหนังสือให้นายสุรงค์ บูลกุล ประธานคณะกรรมการ กทพ. คัดค้านการเจรจาต่อขยายสัญญาทางด่วนขั้นที่ 2 ให้บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM

  • ข้อเท็จจริง “ข้อพิพาททางด่วน” มรดกบาป 130,000 ล้านบาทที่ไม่มีใครกล้ารับ – “ประยุทธ์” ปลดล็อกตั้งทีมเจรจา ล่าสุดสรุปผลแล้ว
  • “ประยุทธ์” สั่งเร่งคดีทางด่วน 135,000 ล้าน – คมนาคมแจงไม่ขยับ อ้างรอบอร์ด กทพ. เคาะโจทย์ประท้วง 3 ประเด็น
  • นายสุรงค์ บูลกุล ประธานคณะกรรมการ กทพ. ได้ชี้แจงกับ สร. กทพ. ว่า หลังจากที่คณะกรรมการ (บอร์ด) กทพ. ได้รับข้อเสนอแนะจากทาง สร. กทพ. ทางบอร์ด กทพ. ได้มอบหมายให้คณะกรรมการบางท่านนำข้อเสนอของ สร. กทพ. ไปพิจารณา ส่วนการเจรจากับ BEM นั้น เพื่อความโปร่งใส บอร์ด กทพ. ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเจรจากับ BEM โดยเชิญตัวแทนจากหน่วยงานภายนอกเข้าร่วมเจรจาด้วย เช่น ตัวแทนจากกระทรวงการคลัง กระทรวงคมนาคม และอัยการสูงสุด เป็นต้น หลังจากนั้นทางคณะอนุกรรมการฯ ได้แต่งตั้งคณะทำงานศึกษาในรายละเอียดต่างๆ และเมื่อได้ข้อสรุปแล้ว ผู้ว่าการ กทพ. ก็จะนำผลการศึกษาเสนอให้ที่ประชุมบอร์ด กทพ. ผ่านความเห็นชอบ เพื่อเสนอต่อกระทรวงคมนาคม รวมทั้งหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง หากกระทรวงคมนาคม ไม่เห็นด้วย ทางคณะอนุกรรมการฯ ก็ต้องกลับไปเจรจาใหม่ แต่ถ้าเห็นด้วย ก็นำเสนอต่อคณะกรรมการ PPP ตามมาตรา 43 แห่ง พ.ร.บ.การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน และเสนอที่ประชุม ครม. (คณะรัฐมนตรี) อนุมัติต่อไป นี่คือกระบวนการและเงื่อนไขตามที่ ครม. ได้มีมติก่อนหน้านี้ ดังนั้น อำนาจในการอนุมัติทั้งหมดอยู่ที่ ครม. ไม่ได้อยู่ที่บอร์ด กทพ. หรือผู้บริหารของ กทพ.

    “พวกเราเป็นแค่ผู้ปฏิบัติ ความคืบหน้าของการเจรจายังอยู่ระหว่างการหาข้อสรุป และการประชุมบอร์ดในวันนี้ก็คงจะพิจารณาไม่ทัน ไม่ต้องรีบ หลังการเลือกตั้งค่อยมาพิจารณาเรื่องนี้กันใหม่จะได้สบายใจ ไม่ต้องห่วงเราจะต้องทำอะไรต้องรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติและองค์กร ขอความกรุณา ผมอยากจะให้กระบวนการมันเดินต่อไปได้ ไม่อยากให้มีข้อจำกัดในการทำงาน เรายังมีโอกาสการเติบโต และงานรอเราอยู่อีกมาก” นายสุรงค์กล่าว

    นายสุรงค์กล่าวต่อว่า ข้อเรียกร้องของ สร. กทพ. เราก็รับฟัง และส่งให้คณะทำงานฯ ศึกษาและหาข้อสรุป หลังจากนี้ทางคณะทำงานฯ ต้องสรุปรายงานผลการศึกษาเสนอให้ที่ประชุมบอร์ด กทพ. พิจารณาผลการเจรจาว่ามีเงื่อนไขและรายละเอียดอะไรบ้าง

    หลังการประชุมบอร์ด กทพ. ผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงความคืบหน้าเรื่องการเจรจากับ BEM นายสุรงค์กล่าวว่า ตอนนี้ยังอยู่ในระหว่างหาข้อสรุป ยังไม่ได้ผ่านการพิจารณาของบอร์ด กทพ. และเสนอคณะกรรมการ PPP เลย ส่วนการเจรจาในเบื้องต้นตามที่เอกชนเสนอมา 3 ข้อนั้น เป็นการดำเนินการตามมาตรา 47 และมาตรา 48 ถือเป็นเรื่องปกติ โดยคณะทำงานต้องนำข้อเสนอของเอกชนไปศึกษา และนำเสนอบอร์ด กทพ. พิจารณาก่อน จากนั้นจึงส่งให้คณะกรรมการ PPP ตามมาตรา 43 และ ครม. พิจารณา แต่ตอนนี้คณะทำงานยังไม่สามารถสรุปผลการศึกษาเสนอที่ประชุมบอร์ด กทพ. เลย

    ]]>
    0
    Boonlarp Poosuwan <![CDATA[ธนาคารเกียรตินาคินจัดรวมรุ่น “KK.NeXT.GEN” ชวนกูรูให้มุมมองยุค 5G เตรียมความพร้อมทายาทธุรกิจ]]> https://thaipublica.org/?p=163032 2019-03-26T06:14:53Z 2019-03-26T06:14:53Z

    ข่าวประชาสัมพันธ์

    ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) บริษัทในกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร จัดกิจกรรมรวมรุ่น KK.NeXT.GEN 1-5 พร้อมเผยเทคนิคการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างโอกาสในธุรกิจในยุค 5G ผ่านการสัมมนาในหัวข้อ Transform Your Business for the Digital Age โดยมีนางกุลนันท์ ซานไทโว ประธานสายธนบดีธนกิจ ธนาคารเกียรตินาคิน ให้การต้อนรับ พร้อมด้วยกูรูผู้เชี่ยวชาญแนวหน้าของประเทศ อาทิ นายไผท ผดุงถิ่น กรรมการผู้บริหารและผู้ก่อตั้งบริษัท บิลค์ เอเชีย จำกัด ร่วมด้วยผู้เชี่ยวชาญจากธนาคารเกียรตินาคินได้แก่นายนฤดม รุ่งศิริวงศ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่าย IT Security และนายภาสกร บุญยะประสิทธิ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายพัฒนาช่องทางการขายและบริการ มาร่วมแชร์ประสบการณ์ เรื่อง Cyber Security และ Online Marketplace Channel

    ทั้งนี้ โครงการ KK.NeXT.GEN เป็นหลักสูตรพิเศษสำหรับลูกค้าเงินฝาก PRIORITY ของธนาคารเกียรตินาคิน เพื่อเตรียมความพร้อมให้แก่ทายาทธุรกิจของลูกค้า ผ่านกิจกรรมเสริมสร้างแรงบันดาลใจ และบ่มเพาะทักษะการเป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ตลอดจนพัฒนาเครือข่ายระหว่างผู้บริหารขององค์กรธุรกิจ โดยโครงการได้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 ในปีนี้

    ]]>
    0
    Boonlarp Poosuwan <![CDATA[ออมสิน จัดงานครบ 106 ปี “1 เมษายน 2562” แจก “กระปุกออมสิน เครื่องแขวนไทย” เมื่อฝากเงินด้วยตนเอง 500 บาท]]> https://thaipublica.org/?p=163028 2019-03-26T05:49:39Z 2019-03-26T04:28:49Z

    ข่าวประชาสัมพันธ์

    ออมสิน จัดงาน ครบรอบ 106 ปี “1 เมษายน 2562”แจก “กระปุกออมสิน เครื่องแขวนไทย” เมื่อฝากเงินด้วยตนเอง 500 บาท พร้อมมอบ 5,000 บาท เป็นเงินขวัญถุงให้เด็กเกิด 1 เมษายน ที่ตั้งชื่อว่า “ออมสิน”

    ธนาคารออมสิน จัดงานวันสถาปนาธนาคารออมสินครบ 106 ปี ในวันจันทร์ที่ 1 เมษายน 2562 พร้อมจัดกิจกรรมพิเศษเมื่อเปิดบัญชีใหม่หรือฝากเงินประเภทใดก็ได้ด้วยตนเองตั้งแต่ 500 บาทขึ้นไป ทุกสาขาทั่วประเทศ รับของที่ระลึกเป็น “กระปุกออมสิน เครื่องแขวนไทย” 1 ใบ ต่อ 1 บัญชี (ของมีจำนวนจำกัด)

    นอกจากนี้ทางธนาคารจะมอบเงินขวัญถุง 500 บาท ให้เด็กแรกเกิดที่เกิดในวันที่ 1 เมษายน 2562 หรือเด็กที่เกิด 1 เมษายน 2562 และตั้งชื่อว่า “ออมสิน” จะได้รับทุนประเดิม 5,000 บาท เพียงนำสูติบัตรของเด็กพร้อมด้วยทะเบียนบ้านที่มีชื่อบิดามารดามาแสดงที่สาขาธนาคารออมสินใกล้บ้าน ภายในเดือนธันวาคม 2562 โดยธนาคารจะนำเงินทุนประเดิมฝากเข้าบัญชีเงินฝากประเภทเผื่อเรียกเพื่อประโยชน์ของผู้เยาว์ และจะเก็บเงินทุนประเดิมนี้ไว้จนกว่าผู้เยาว์จะบรรลุนิติภาวะ

    สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ธนาคารออมสินทุกสาขาทั่วประเทศ หรือ GSB Call Center โทร.1115 หรือ www.gsb.or.th

    ]]>
    0
    Boonlarp Poosuwan <![CDATA[บทบาทขององค์กรตรวจเงินแผ่นดินไทยกับการสร้างความโปร่งใสในกระบวนการเลือกตั้ง]]> https://thaipublica.org/?p=162941 2019-03-26T03:14:23Z 2019-03-26T03:13:52Z

    ว่าที่ร้อยเอกปิติคุณ นิลถนอม

    ในแต่ละประเทศไม่ว่าจะมีรูปแบบการปกครองแบบใด จะมีองค์กรตรวจเงินแผ่นดิน หรือ Supreme Audit Institution (SAI) ทำหน้าที่เป็นผู้ตรวจสอบการใช้จ่ายเงินแผ่นดินและการใช้ทรัพย์สินของรัฐเพื่อสร้างวินัยทางการเงินการคลังที่ดีให้กับระบบการบริหารการเงินการคลังภาครัฐ (Public Financial Management – PFM) ของประเทศเสมอ นอกเหนือจากหน้าที่และอำนาจข้างต้นแล้ว กฎหมายของบางประเทศได้บัญญัติให้องค์กรตรวจเงินแผ่นดินเข้าไปมีบทบาทที่สำคัญยิ่งในการสร้างความโปร่งใสในกระบวนการเลือกตั้งและการทำงานของพรรคการเมืองอีกด้วย

    การที่ในบางประเทศได้บัญญัติกฎหมายให้องค์กรตรวจเงินแผ่นดินมีหน้าที่และอำนาจในการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินที่ใช้ในกระบวนการเลือกตั้งหรือการทำงานของพรรคการเมืองนั้น หากพิจารณาในมุมมองทางนิติเศรษฐศาสตร์ (Law and Economics) แล้วถือว่าการบัญญัติกฎหมายดังกล่าวเป็นการเพิ่มต้นทุนให้กับผู้ที่คิดจะประพฤติไม่สุจริตในการใช้จ่ายเงินเพื่อให้การเลือกตั้งไม่เป็นธรรม รวมถึงเพิ่มต้นทุนให้กับผู้ที่อยู่ในแวดวงการเมืองรวมถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีหน้าที่ในกระบวนการเลือกตั้งอีกด้วย นับได้ว่าเป็นมาตรการป้องกันที่ผู้ร่างกฎหมายพยามยามผลักดันให้เกิดขึ้น

    ในประเด็นนี้มีหลักฐานสนับสนุนที่เป็นรายงานผลการวิจัย เรื่อง Do Government Audits Reduce Corruption? Estimating the Impacts of Exposing Corrupt Politicians เมื่อปี ค.ศ. 2016 ของ Eric Avis และคณะ ที่เก็บข้อมูลในประเทศบราซิล และพบว่าการเข้าทำการตรวจสอบหน่วยงานส่วนท้องถิ่นที่ใช้งบประมาณของรัฐบาลกลางที่ผ่านมาสามารถลดการทุจริตคอร์รัปชันได้ร้อยละ 8 และลดลงถึงร้อยละ 20 ในกรณีที่ผู้ที่เกี่ยวข้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย Avis และคณะสรุปว่าการลดลงของการทุจริตคอร์รัปชันนั้นเป็นผลสืบเนื่องมาจากกลไกการตรวจสอบเงินแผ่นดิน ทำให้นักการเมืองไม่กล้ากระทำผิดเพราะกลัวการถูกตรวจสอบและกลายเป็นข่าวอื้อฉาวจนไม่ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน หรือ “สอบตก” ในการเลือกตั้งสมัยถัดไป

    ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่าองค์กรตรวจเงินแผ่นดินบางแห่งมีหน้าที่และอำนาจในการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินที่ใช้ในกระบวนการเลือกตั้งหรือการทำงานของพรรคการเมือง แต่บางแห่งไม่มีหน้าที่และอำนาจเช่นว่านี้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับรัฐธรรมนูญและกฎหมายของประเทศนั้นๆ ที่บัญญัติรูปแบบองค์กร ตลอดจนหน้าที่และอำนาจไว้ ซึ่งในปัจจุบันอาจจำแนกรูปแบบองค์กรตรวจเงินแผ่นดินได้ 3 รูปแบบ คือ

    • 1. รูปแบบเวสมินสเตอร์ (Westminster Model) ที่มีผู้อำนวยการหรือผู้ว่าการเป็นหัวหน้าองค์กรและรายงานผลการตรวจสอบไปยังรัฐสภา
      2. รูปแบบคณะบุคคล (Collegiate Model)
      3. รูปแบบศาลบัญชี (Court of Audit หรือ Napoleonic Model) ที่มีอำนาจตุลาการ (Judicial Power)

    จากการสืบค้นพบว่า ในปัจจุบันองค์กรตรวจเงินแผ่นดินบางแห่งมีหน้าที่และอำนาจในการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินงบประมาณที่เกี่ยวกับกระบวนการเลือกตั้งหรือการตรวจสอบการเงินของพรรคการเมืองด้วย (โปรดดูตาราง)

    ตารางแสดงหน้าที่และอำนาจขององค์กรตรวจเงินแผ่นดินต่างประเทศในการสร้างความโปร่งใสให้กับกระบวนการเลือกตั้งและการทำงานของพรรคการเมือง ที่มา: รายงานศึกษาวิจัยของ OECD เรื่อง Chile’s Supreme Audit Institution Enhancing Strategic Agility and Public Trust โปรดดูที่นี่

    ผู้เขียนพบว่า ศาลบัญชีอิตาลีมีหน้าที่ร่วมทำการตรวจสอบค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้ง เพื่อให้การใช้จ่ายเงินในการจัดการเลือกตั้งเป็นไปอย่างโปร่งใส ศาลบัญชีเสปน มีหน้าที่ตรวจสอบการจัดหาเงินทุนทางการเมืองว่าเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินแอฟริกาใต้มีหน้าที่ตรวจสอบงบการเงินของพรรคการเมืองในส่วนที่เกี่ยวกับการใช้จ่ายเงินกองทุนสาธารณะตามกฎหมาย Public Funding of Represented Political Parties Act ว่าสอดคล้องกับกฎหมายดังกล่าวหรือไม่ เพียงใด สำนักงานตรวจสอบแห่งอิสราเอลมีหน้าที่และอำนาจตรวจสอบกลุ่มรัฐสภา เป็นต้น

    จากข้อมูลดังกล่าวมีข้อสังเกตว่า องค์กรตรวจเงินแผ่นดินที่มีรูปแบบการจัดตั้งในรูปแบบศาลบัญชีมีแนวโน้มที่จะมีหน้าที่และอำนาจในเรื่องนี้ค่อนข้างกว้างขวาง หากเปรียบเทียบกับองค์กรตรวจเงินแผ่นดินที่จัดตั้งในรูปแบบอื่น

    ในส่วนของประเทศไทยนั้น เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าการเลือกตั้งทั่วไปที่มีขึ้นในวันที่ 24 มีนาคม 2562 (บทความเขียนขึ้นก่อนมีการเลือกตั้ง) ในไม่ช้านี้ก็จะมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือ ส.ส. และเมื่อกระบวนการสรรหาและแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภา หรือ ส.ว. แล้วเสร็จ ทั้ง ส.ส. และ ส.ว. ก็จะมาทำหน้าที่เป็นฝ่ายนิติบัญญัติในระบบสภาคู่ (bicameral system) ทำหน้าที่ตรากฎหมายและตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลตามครรลองของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

    ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. 2561 องค์กรตรวจเงินแผ่นดินไทยที่ประกอบด้วยคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เป็นอีกหนึ่งองค์กรที่เข้ามามีบทบาทในการสร้างความโปร่งใสในกระบวนการเลือกตั้ง ซึ่งก่อนที่จะมีการประกาศใช้กฎหมายตรวจเงินแผ่นดินฉบับใหม่นี้ สตง. ก็ทำหน้าที่อยู่ก่อนแล้ว กล่าวคือสำนักงาน กกต. จัดว่าเป็นหน่วยรับตรวจที่ สตง. ต้องตรวจสอบตามกฎหมาย ดังนั้น งบประมาณที่สำนักงาน กกต. ใช้จ่ายในการบริหารการเลือกตั้งย่อมต้องถูกตรวจสอบจาก สตง. นอกจากนี้แล้ว สตง. ยังมีหน้าที่และอำนาจตามกฎหมายฉบับอื่นที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง เช่น พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 95 ที่บัญญัติให้อำนาจหน้าที่ สตง. ชําระบัญชีกรณีที่พรรคการเมืองสิ้นสภาพหรือถูกยุบ เป็นต้น

    อย่างไรก็ตาม นับได้ว่าเป็นครั้งแรกที่กฎหมายว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดินได้มีการบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะกรณีการตรวจสอบแล้วพบว่าอาจมีการทําให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม รวมถึงการที่ตรวจสอบพบว่า ส.ส., ส.ว. หรือกรรมาธิการเข้าไปมีส่วนไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในการใช้งบประมาณรายจ่ายซึ่งเป็นการสร้างความโปร่งใสในการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภา ทั้งนี้มีสาระสำคัญดังนี้

    1. กรณีพบว่าการใช้จ่ายเงินแผ่นดินมีพฤติการณ์อันเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ จงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อํานาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรืออาจทําให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม

    กล่าวคือ เมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการใช้จ่ายเงินแผ่นดินมีพฤติการณ์อันเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ จงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อํานาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรืออาจทําให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม และเป็นกรณีที่ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินไม่มีอํานาจจะดําเนินการอย่างใดได้ กฎหมายได้ให้อำนาจผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินแจ้งคณะกรรมการ ป.ป.ช. หรือ กกต. หรือหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อทราบและดําเนินการตามหน้าที่และอํานาจต่อไป โดยกฎหมายให้ถือว่าเอกสารและหลักฐานที่ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินตรวจสอบหรือจัดทําขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของสํานวนการสอบสวนด้วย (พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. 2561 มาตรา 7 วรรคหนึ่งและวรรคสอง)

    2. กรณีที่พบว่ามีการกระทําที่มีผลให้ ส.ส., ส.ว. หรือกรรมาธิการ มีส่วนไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในการใช้งบประมาณรายจ่าย

    กล่าวคือ เมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า มีการกระทําที่มีผลให้ ส.ส., ส.ว. หรือกรรมาธิการ มีส่วนไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในการใช้งบประมาณรายจ่าย หรือตรวจสอบพบว่าคณะรัฐมนตรีเป็นผู้กระทําการหรืออนุมัติ หรือรู้ว่ามีการกระทําดังกล่าวแล้วแต่มิได้สั่งยับยั้ง หรือพบว่ามีเจ้าหน้าที่ของหน่วยรับตรวจจัดทําโครงการหรืออนุมัติหรือจัดสรรเงินงบประมาณโดยรู้ว่ามีการดําเนินการดังกล่าว กฎหมายให้หน้าที่และอำนาจผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินแจ้งคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อดําเนินการตามหน้าที่และอํานาจต่อไป ซึ่งในการดําเนินการของคณะกรรมการ ป.ป.ช. นั้นให้ถือว่ารายงานและเอกสารและหลักฐานที่ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินจัดส่งให้เป็นส่วนหนึ่งของสํานวนการไต่สวนหรือสอบสวนด้วย (พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. 2561 มาตรา 88)

    เมื่อพิจารณาหน้าที่และอำนาจตามกฎหมายฉบับใหม่ข้างต้นแล้ว ผู้เขียนมีความเห็นว่าการบัญญัติกฎหมายดังกล่าวเป็นการเพิ่มต้นทุนให้กับผู้ที่คิดจะประพฤติไม่สุจริตในการใช้จ่ายเงินเพื่อให้การเลือกตั้งไม่เป็นธรรม รวมถึงเพิ่มต้นทุนให้กับ ส.ส. ส.ว. หรือกรรมาธิการ หรือแม้แต่คณะรัฐมนตรี และเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่เข้าไปมีส่วนได้เสียในการใช้จ่ายเงินแผ่นดิน นับได้ว่าเป็นมาตรการป้องกันที่ผู้ร่างกฎหมายพยามยามผลักดันให้เกิดขึ้น

    นอกจากนี้ หากมองในมุมศักยภาพแล้ว ถือได้ว่าองค์กรตรวจเงินแผ่นดินไทยมีศักยภาพเพิ่มมากขึ้น กล่าวคือ หากพิจารณาตามแนวทางของ INTOSAI Development Initiatives (IDI) ที่เป็นหน่วยงานด้านการพัฒนาองค์กรตรวจเงินแผ่นดิน ขององค์กรตรวจเงินแผ่นดินระหว่างประเทศ หรือ International Organization of Supreme Audit Institutions (INTOSAI) แล้ว ศักยภาพขององค์กรตรวจเงินแผ่นดินแบ่งออกเป็น 3 มิติ ได้แก่ 1. ศักยภาพเชิงสถาบัน (institutional capacity) ที่ยึดโยงกับกฎหมายที่จัดตั้งและกำหนดอำนาจหน้าที่องค์กรตรวจเงินแผ่นดิน 2. ศักยภาพเชิงบุคลากร (professional staff capacity) ที่ยึดโยงกับความเป็นมืออาชีพของบุคลากรทั้งผู้ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบและหน้าที่สนับสนุน และ 3. ศักยภาพเชิงระบบองค์กร (organizational system capacity) ที่ยึดโยงกับมาตรฐานของระบบการทำงาน

    ภาพแสดงกรอบแนวคิดเรื่องศักยภาพองค์กรตรวจเงินแผ่นดินของ INTOSAI Development Initiative (IDI) ที่มา: http://www.idi.no/en/idi-cpd/about-capacity-development-programmes

    จากแนวคิดดังกล่าวถือได้ว่าองค์กรตรวจเงินแผ่นดินไทยมีการพัฒนาศักยภาพเชิงสถาบันที่เพิ่มมากขึ้น สืบเนื่องมาจากการประกาศใช้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. 2561 นับเป็นพัฒนาการอีกก้าวหนึ่งของประวัติศาสตร์การตรวจเงินแผ่นดินไทยที่ยืนหยัดเป็นเสาหลักคุณธรรมให้กับประเทศมากว่า 104 ปี

    เอกสารอ้างอิง

    1.Eric Avis, Claudio Ferraz and Frederico Finan, Do Government Audits Reduce Corruption? Estimating the Impacts of Exposing Corrupt Politicians

    2.IDI, About IDI Capacity Development Programmes

    3.OECD, Chile’s Supreme Audit Institution Enhancing Strategic Agility and Public Trust

    ]]>
    0
    ram <![CDATA[ห้องปฏิบัติการทางสังคม บทสรุปแบบจำลอง Organic Tourism กับการปลดล็อกห่วงโซ่อุปทานอาหารที่ไม่เป็นธรรม]]> https://thaipublica.org/?p=162089 2019-03-26T02:47:08Z 2019-03-26T02:47:08Z

    แม้จะยังไม่เป็นที่แพร่หลายมากนัก แต่ก็มีกลุ่มคนจำนวนไม่น้อยในประเทศไทยที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจในการเรียนรู้ร่วมกันเพื่อขับเคลื่อนแนวคิด “ระบบอาหารยั่งยืน” ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ให้ทุกคนได้รับประโยชน์จริงๆ ไม่ว่าจะเป็นบทบาทไหนในห่วงโซอาหารก็ตาม

    หนึ่งในนั้นคือการเริ่มต้นขับเคลื่อน “organic tourism” หรือการท่องเที่ยววิถีอินทรีย์ เพื่อสร้างระบบอาหารที่ยั่งยืน มีการก่อตั้ง “แล็บอาหารยั่งยืน (ประเทศไทย) จำกัด” ขึ้นเป็นครั้งแรกของไทยและของโลก เมื่อเดือนธันวาคม 2560 โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และความร่วมมือจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) มาเป็นภาคีพันธมิตร เชิญชวนให้ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรม ร้านค้า ร้านอาหาร มาร่วมขับเคลื่อนสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับระบบอาหารของประเทศ

    อย่างไรก็ตาม กว่า 1 ปีที่ผ่านมา การดำเนินงานของเครือข่ายเจออุปสรรคและปัญหาอยู่พอสมควร แต่หนึ่งในผู้ตั้งแล็บอาหารยั่งยืนอย่าง “อรุษ นวราช” กรรมการผู้จัดการสวนสามพราน ได้กล่าวในงาน “สรุปผล 1 ปี การขับเคลื่อน Organic Tourism” เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2562 ว่า ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา แม้จะมีปัญหามากมาย แต่ก็สามารถทำงานร่วมกันจนสามารถก้าวข้ามปัญหาไปได้ เกิดความเชื่อมั่นระหว่างผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และผู้บริโภคเป็นหนึ่งเดียวกันมากขึ้น ซึ่งส่งผลให้แล็บอาหารยั่งยืนดำเนินงานมาได้ถึงปัจจุบัน และจะร่วมกำหนดทิศทางและขยายผลพัฒนาต่อไปในอนาคต

    1 ปีแล็บอาหารยั่งยืน กับ Organic Tourism: เส้นทางแห่งการเรียนรู้

    หนึ่งในกลไกขับเคลื่อนสำคัญของ organic tourism คือการใช้สามพรานโมเดล ซึ่งเป็นโมเดลวิสาหกิจเพื่อสังคม ดึงคนที่เกี่ยวข้องกับระบบอาหาร ทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน ผ่านกระบวนการห้องปฏิบัติการทางสังคม หรือโซเชียลแล็บ เปิดโอกาสให้คนตลอดห่วงโซ่อาหารมาทดลองทำงานร่วมกัน โดยมีทีมสามพรานโมเดล ที่ขับเคลื่อนเรื่องนี้มานานกว่า 7 ปี ทำหน้าที่เป็นทีมพี่เลี้ยง ใช้สวนสามพรานเป็นแหล่งเรียนรู้ต้นแบบ

    โดยใน 1 ปีที่ผ่านมา ได้มุ่งขับเคลื่อนไปในพื้นที่กรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคียง รวมทั้งพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญทางภาคเหนือ มีความสนใจและตื่นตัวเรื่องเกษตรอินทรีย์เป็นทุนเดิมอยู่บ้างแล้ว

    จากข้อมูลของแล็บอาหารยั่งยืนระบุว่า ปัจจุบันมีผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร เข้าร่วมขับเคลื่อนท่องเที่ยววิถีอินทรีย์กว่า 200 แห่ง ในพื้นที่กรุงเทพฯ เช่น โรงแรมดิ แอทธินี โฮเทล อะ ลักซ์ชูรี คอลเล็คชั่น โฮเทล แบงค็อก, โรงแรมเดอะ สุโกศล กรุงเทพ, โรงแรมอนันตาสยาม กรุงเทพฯ เครือดุสิต อินเตอร์เนชั่นแนล, บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน), บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน), บริษัท ห้องอาหารสีฟ้า จำกัด, ร้าน Patom Organic Living เป็นต้น

    ส่วนในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เช่น ตลาดจริงใจ มาร์เก็ต, โรงแรมรายาเฮอริเทจ, โรงแรมแทมมาริน วิลเลจ, โรงแรม วิลล่ามหาภิรมย์, ร้านอาหารอิ่มเอม, ร้านอาหารจินเจอร์ฟาร์ม, อันจะกินวิลล่า, ซาร่าคิทเช่น, เลอ คริสตัล เป็นต้น โดยในพื้นที่เชียงใหม่ยังเกิดวิสาหกิจเพื่อสังคม “เจียงใหม่ ออร์แกนิก” ทำหน้าที่เชื่อมโยงเชฟและผู้ประกอบการท่องเที่ยวให้มาเรียนรู้ เข้าใจผู้ผลิต และเปลี่ยนวิถีการทำอาหารมาใช้วัตถุดิบอินทรีย์ ผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์มื้อค่ำอินทรีย์ เจียงใหม่ ออร์แกนิก เชฟเทเบิล อีกด้วย

    อรุษเล่าว่า การขับเคลื่อนเรื่อง organic tourism กับสามพรานโมเดล ถือเป็นเรื่องเดียวกัน โดยใช้หลักการสามพรานโมเดลมาประยุกต์กับกลุ่มธุรกิจท่องเที่ยว สร้างสังคมใหม่ระหว่างผู้ผลิต ผู้ประกอบการ ผู้บริโภค ใช้อาหารอินทรีย์เป็นตัวเชื่อมโยง ยกระดับทั้งห่วงโซ่อาหาร ซึ่งเกษตรกรที่เคยพึ่งพาสารเคมี พึ่งพาพ่อค้าคนกลาง ก็หันกลับมาพึ่งพาตนเองมากขึ้น

    ส่วนผู้ประกอบการ จากที่เคยซื้อผลผลิตที่ไหนก็ได้ ไม่ได้คิดว่าเกษตรกรสำคัญ ไม่เคยรู้จักเกษตรกรเลย ก็ได้รู้จักและเข้าใจเกษตรกรมากขึ้น กลายเป็นสังคมใหม่ เพื่อนใหม่ ทำให้เข้าใจชีวิต เข้าใจโลกมากขึ้นกว่าเดิม แถมยังช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม อย่างไรก็ตาม สังคมใหม่แบบนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้หากไม่ได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย แล็บอาหารยั่งยืนเป็นเพียงผู้ประสานให้เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นเท่านั้น

    อรุษบอกว่า หลังจากนี้เครือข่ายฯ มีเป้าหมายที่จะขยายการขับเคลื่อน organic tourism ออกไปยังพื้นที่ต่างๆ เช่น เชียงราย ลำพูน ลำปาง รวมไปถึงภูมิภาคอื่นๆ ซึ่งจะช่วยตอบโจทย์โยบายของ ททท. เรื่องการท่องเที่ยวเมืองรองได้ และจะเป็นจุดขายใหญ่ทางด้านการท่องเที่ยวที่สามารถส่งเสริมต่อยอดได้ เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศแรกที่ขับเคลื่อนเรื่อง organic tourism ขณะเดียวกันยังตอบโจทย์หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงขั้นก้าวหน้า ที่ไม่ได้ทำแค่เกษตรกรเท่านั้น แต่ทำทั้งห่วงโซ่อาหารทั้งหมด ทั้งผู้ประกอบการ ทั้งผู้บริโภค

    “อยากให้เราภูมิใจว่าประเทศไทยเป็นประเทศแรกที่ขับเคลื่อน organic tourism เพราะ gastro tourism หรือ green tourism ทุกที่มีหมดแล้ว แต่ organic tourism เราน่าจะเอาตรงนี้เป็นจุดขายของประเทศไทย ททท. น่าจะส่งเสริมตรงนี้ได้”

    ขณะที่ “ดร.อุดม หงส์ชาติกุล” อีกหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งแล็บอาหารยั่งยืน กล่าวเสริมว่า การขับเคลื่อนเรื่องดังกล่าวถือเป็นเส้นทางแห่งการเรียนรู้ ไม่ได้มีสูตรสำเร็จตายตัวในการที่จะทำให้ระบบอาหารในประเทศไทยยั่งยืนขึ้น แต่ได้นำแนวคิดและประสบการณ์จากสามพรานโมเดลมาปรับเปลี่ยน แก้ไข ประยุกต์ใช้ และเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา เพื่อให้ผลที่ทำแล้วทุกฝ่ายจะได้ประโยชน์ได้จริงๆ

    “เส้นทางที่เริ่มต้นมาปีกว่าจนถึงวันนี้ และต่อจากนี้ไป ยังยืนยันว่าจะเป็นเส้นทางแห่งการเรียนรู้ ทุกคนที่เข้ามาขับเคลื่อนจะเรียนรู้ร่วมกัน และปรับตัวอยู่เสมอ เป็นการปรับตัวโดยเข้าใจเพื่อนร่วมทาง เกษตรกรเข้าใจผู้ประกอบการมากขึ้น เข้าใจผู้บริโภคมากขึ้น ในทางกลับกัน ผู้ประกอบและผู้บริโภคก็เข้าใจเกษตรกร เข้าใจผู้ผลิตมากขึ้น” ดร.อุดมกล่าว

    นอกจากนี้ ทางเครือข่ายฯ หารือกันว่า ในอนาคตอาจจะนำประสบการณ์จากการขับเคลื่อน organic tourism ไปเผยแพร่ในเวทีนานาชาติ ในการจัดงานท่องเที่ยวระดับโลกที่น่าสนใจ เป็นพื้นที่ให้เรานำเสนอประเทศไทยในอีกรูปแบบหนึ่งได้

    เสียงจากเกษตรกร

    “ประหยัด ปานเจริญ” ประธานกลุ่มเกษตรกรอินทรีย์ บ้านหัวอ่าว อ.สามพราน จ.นครปฐม เล่าว่า จากการปรับตัวร่วมทำงานกับผู้ประกอบการ ทำให้รู้ความต้องการ เห็นปัญหาว่าผลผลิตยังไม่ได้คุณภาพ จึงมีการปรับปรุงผลผลิตและคุณภาพก่อนส่งมอบ ทำให้สามารถวางแผนและปรับตามความต้องการของลูกค้าได้ดีขึ้น

    ส่วน “อรุณี พุทธรักษา” ประธานกลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ ในเครือข่ายสามพรานโมเดล กล่าวว่า การทำงานร่วมกัน ทำให้รู้และเข้าใจปัญหาของทุกฝ่าย เมื่อมาคุยกัน เข้าใจกัน ยอดการผลิตก็เริ่มลงตัว รายได้ของเกษตรกรก็เพิ่มมากขึ้น

    ผู้ประกอบการปรับตัว-สร้างสตอรีตอบโจทย์ธุรกิจ

    “มาริสา สุโกศล หนุนภักดี” รองประธานกรรมการบริหารกลุ่มโรงแรมเดอะสุโกศล เล่าว่า เมื่อก่อนเป็นคนที่ไม่ค่อยให้ความสนใจเกี่ยวกับเรื่องสิ่งแวดล้อมมากนัก กระทั่งเมื่อ 4 ปีที่แล้วได้รับตำแหน่งเป็นประธานฝ่ายสิ่งแวดล้อมสมาคมโรงแรมไทย ทำให้ได้เรียนรู้ เข้าใจ และเกิด passion ลุกขึ้นมาทำเรื่องนี้อย่างจริงจัง บวกกับมีหน้าที่เชิญชวนให้โรงแรมเข้าร่วมโครงการฟาร์ม ทู ฟังก์ชั่น ซื้อข้าวโดยตรงจากเกษตรกร ซึ่งโรงแรมเดอะ สุโกศล ได้เข้าร่วมโครงการด้วย และซื้อข้าวจากเกษตรกรจริงๆ

    “นี่คือการปรับตัวของโรงแรม เราต้องเปลี่ยนระบบภายใน เชฟของโรงแรมก็ต้องปรับการทำงานด้วย เราเริ่มรู้จักเกษตรกร เริ่มสั่งซื้อข้าวไรซ์เบอร์รี และแบบอื่นๆ มาให้บริการลูกค้า เกิดเป็นความสัมพันธ์ที่ดี เชฟก็อยากทำ ลูกค้าก็ประทับใจ ส่วนปีที่แล้วก็เริ่มซื้อผักผลไม้จากเกษตรกรด้วยเช่นกัน”

    “แต่การที่เราเข้าร่วมโครงการ หรือทำอะไรแบบนี้ ต้องตอบโจทย์ธุรกิจให้ได้ด้วย ต้องทำประชาสัมพันธ์ ทำให้เกิดสตอรีขึ้นมา สร้างแบรนด์ให้กับเราได้ด้วย เราถึงจะได้ประโยชน์อย่างเต็มที่ในแง่ธุรกิจ ยกตัวอย่าง เช่น มีการประชุมแบบ “กรีนมีตติง” ใช้ทรัพยากรให้น้อยที่สุด หรือมี “กรีนคอฟฟีเบรก” ทำมาแล้ว 2-3 ปี” มาริสากล่าวถึงการปรับตัวของโรงแรม

    แล็บอาหารยั่งยืน (ประเทศไทย) ร่วมกับสามพรานโมเดล การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ จัดเวที “สรุปผล 1 ปี การขับเคลื่อน Organic Tourism” เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2562 ที่ผ่านมา ณ โรงแรม เดอะ สุโกศล กรุงเทพฯ

    “ณภัทร นุตสติ” ผู้จัดการทั่วไป โรงแรมรายาเฮอริเทจ และแทมมาริน วิลเลจ เชียงใหม่ บอกว่า ในฐานะที่เป็นคนกลางน้ำ เมื่อได้เข้าไปทำความเข้าใจเรื่องเกษตรอินทรีย์อย่างแท้จริงกับภาคเกษตรกรและภาคีเครือข่าย ทำให้เกิดเรียนรู้จนนำไปสู่การขับเคลื่อนได้ เนื่องจากเกษตรกรและเพื่อนๆ ที่เชียงใหม่ให้ความร่วมมือสู้ไปด้วยกัน แม้ระหว่างทางจะมีปัญหาอยู่มากก็ตาม

    “ทำให้เรารู้สึกว่าการทำ organic tourism ไม่ใช่เรื่องยาก แล้วก็ตอบโจทย์ในการสร้างจุดขายให้กับนักท่องเที่ยว ไม่ใช่แค่การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพเท่านั้น แต่ยังช่วยในเรื่องของสิ่งแวดล้อม เรื่องวิถีชีวิตชุมชน เกษตรกร วัฒนธรรม สิ่งเหล่านี้เป็นจุดขาย เป็นเรื่องเล่าทั้งนั้น ถ้าถามว่าประสบความสำเร็จไหม ตอบว่ามากค่ะ ที่สำคัญยังได้กัลยาณมิตรที่ดีมากมายในการทำงาน”

    เช่นเดียวกับ “กร รัชไชยบุญ” ผู้บริหารร้านอาหารสีฟ้า ที่เล่าว่า จุดเริ่มต้นของสีฟ้าในการมาร่วมขับเคลื่อนเรื่องนี้เกิดขึ้นจากการที่คุณมาริสาชวนให้เข้าร่วมโครงการฟาร์ม ทู ฟังก์ชั่น จนได้มีโอกาสซื้อข้าวจากเกษตรกรกลุ่ม จ.สุรินทร์ ไปบริการให้ลูกค้าในโรงแรมที่ดูแลอยู่ หลังจากนั้นก็ได้รับการชักชวนจากคุณอรุษให้มาร่วมขับเคลื่อนเรื่อง organic tourism กระทั่งสามารถขยายการซื้อข้าวข้าวออร์แกนิกได้มากขึ้น จากที่เคยให้บริการแค่ลูกค้าของโรงแรม ปัจจุบันนี้สีฟ้าใช้ข้าวออร์แกนิกอย่างเดียวเท่านั้น ให้บริการร้านค้าในทุกสาขา

    “ประโยชน์ที่ได้รับไม่ใช่เฉพาะกับลูกค้าอย่างเดียว แต่พนักงานเราทุกคนปัจจุบันได้ทานข้าวชนิดเดียวกับที่ลูกค้าทาน เราไม่มีแยกข้าวเกรดสำหรับพนักงานหรือว่าเกรดสำหรับลูกค้า เราให้ทุกคนทานเหมือนกัน เราอยากให้เขามีสุขภาพที่ดีเช่นกัน เห็นคุณค่ากับสิ่งที่เขารับประทาน พนักงานหลายคนก็มีความสุข”

    ภาครัฐกับการขับเคลื่อน-ปลดล็อก “เกษตรอินทรีย์” ยั่งยืน

    ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะตัวแทนภาครัฐ กล่าวว่า การท่องเที่ยววิถีอินทรีย์สอดคล้องกับทิศทางและเป้าหมายการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ของรัฐบาล แต่ภาครัฐทำคนเดียวไม่ได้ ทุกฝ่ายต้องร่วมมือช่วยกัน ที่ผ่านมาแม้มีความพยายามการขับคลื่อนเกษตรอินทรีย์มาโดยตลอด แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากมีกลไกที่อยู่ข้างหลังระบบราชการคอยขวางทางอยู่

    “โครงสร้างของระบบราชการมันแข็งมาก มันใหญ่ และมีประโยชน์ข้างหลัง ก็เห็นว่าในช่องทางนั้นไปไม่ได้ ต้องมาสร้างจากข้างนอก แต่ต้องมีหลายคนช่วย และคิดว่าแวดวงสมาคมผู้ประกอบการโรงแรมก็จะเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญ”

    ดร.วิวัฒน์ชี้ว่า ที่ผ่านมาการขับเคลื่อนสังคมในเรื่องเกษตรอินทรีย์ ดูเหมือนจะทำได้เฉพาะในเกษตรกรรายเล็กๆ แต่หากจะขับเคลื่อนทั้งสังคม ต้องปลดล็อกใน 3 เรื่องสำคัญ คือ 1. กฎหมาย 2. สร้างนโยบาย และ 3. สร้างตัวอย่างแห่งความสำเร็จ

    “ปัจจุบันผมเห็นว่ากฎหมายยังไม่เป็นของเรา กฎหมายหลายฉบับพูดง่ายๆ ว่าเอื้อต่อระบบการค้าสารเคมีที่เป็นพิษทั่วโลก ผมประชุม ครม. มา 15 เดือน เห็นเลยว่ามีการทำสัญญาอะไรกับใครไว้ที่ไหน ในส่วนเอ็มโอยูไม่เป็นไร แต่สัญญาระดับที่ต้องผ่านสภา ต้องผ่านสภาก่อนจึงจะไปลงนามกับเขาได้ แต่ถ้าไปละเมิดเขา ก็จะเกิดปัญหาระดับโลก”

    “คือโลกมันมีการวางระบบครอบงำไว้เต็มไปหมด เหมือนเป็นระบบการล่าเมืองขึ้นสมัยใหม่ ที่ใช้กฎหมายระหว่างประเทศเต็มไปหมด โลกมันเล็กจริงๆ มันมีกฎหมายเป็นเครื่องมือ ซึ่งอันนี้เราต้องแกะมันออกให้ได้” ดร.วิวัฒน์กล่าว

    ทั้งนี้ กำลังผลักดัน พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรยั่งยืน โดยที่ประชุม ครม. อนุมัติเห็นชอบไปแล้ว โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาในชั้นกฤษฎีกา แต่ก็ทราบมาว่ามีคนไปวิ่งเต้นเพื่อจะหยุดกฎหมายฉบับนี้ให้ได้

    ในเรื่องการสร้างนโยบาย ดร.วิวัฒน์กล่าวว่า ไม่มีปัญหามากนักเหมือนกับเรื่องกฎหมาย เพราะรัฐบาลไม่มีผลประโยชน์อยู่เบื้องหลัง ซึ่งจะต้องทำให้ชัดเจนว่าจะหยุด ลด ละ เลิก สารพิษทุกชนิดให้ได้ภายใน 2 ปี ไม่ใช่แค่ 3 ชนิด พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต เท่านั้น

    ส่วนเรื่องที่สามคือการสร้าง “ตัวอย่างความสำเร็จ” ดร.วิวัฒน์เห็นว่า ต้องพยายามสร้างเครือข่ายให้เกิดขึ้นมากที่สุด โดยเฉพาะพลังของคนรุ่นใหม่ ซึ่งมีหูตากว้างไกลกว่าคนรุ่นเก่า มองโลกเชื่อมโลกได้ดีกว่าคนรุ่นเก่า ทั้งนี้พลังของคนรุ่นหลังจะสามารถสร้างเรื่องดีๆ ให้เกิดขึ้นได้

    “การแปลงกฎหมายหรือนโยบายไปสู่การปฏิบัติ อาจฟังดูเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก ขณะที่เกษตรกรบางส่วนก็อาจจะยังไม่เข้าใจ ดังนั้นเราจะต้องพยายามสร้างเครือข่าย โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ลุกขึ้นมาปกป้องดิน ปกป้องน้ำ ปกป้องอาหาร ทำเป็นตัวอย่างที่จะทำให้เรามีอาหารที่แข็งแรงยั่งยืนที่สุดในโลกได้” รมช.เกษตรฯกล่าว

    ]]>
    0
    chiraprapa <![CDATA[สื่อนอกรายงานผลพลังประชารัฐชนะเลือกตั้ง ชี้รัฐธรรมนูญเอื้อรัฐบาลทหาร – การเมืองไทยแบ่งขั้วหนุนอนาคตใหม่]]> https://thaipublica.org/?p=162947 2019-03-25T12:16:37Z 2019-03-25T12:16:37Z
    ที่มาภาพ : เฟซบุ๊กพรรคพลังประชารัฐ (https://www.facebook.com/PPRPThailand/photos/rpp.493026767870664/568534033653270/?type=3&theater)

    การเลือกตั้งใหญ่ของประเทศไทยที่จัดขึ้นในวันที่ 24 มีนาคม 2562 เป็นที่จับตาของชาวโลก เพราะเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกในรอบ 8 ปี เนื่องจากศาลตัดสินให้การเลือกตั้งครั้งสุดท้ายปี 2557 เป็นโมฆะ และหลังจากนั้นประเทศตกอยู่ภายใต้การบริหารของรัฐบาลทหาร โดยมีหลายองค์กรส่งตัวแทนเข้าสังเกตการณ์ ขณะที่สำนักข่าวต่างชาติทั้งในประเทศเพื่อนบ้านและจากภูมิภาคอื่นจำนวนมากเกาะติดเพื่อรายงานข่าวอย่างใกล้ชิด

    หลังปิดหีบเลือกตั้งในเวลา 17.00 น. และมีการเริ่มนับคะแนนเมื่อวานนี้ หลายสำนักข่าวได้รายงานพร้อมวิเคราะห์ทิศทางประเทศไทยโดยอ้างอิงจากรายงานผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ โดยส่วนใหญ่นำเสนอประเด็นว่า พรรคพลังประชารัฐที่มีสนับสนุนทหารมีคะแนนนำ และผิดความคาดหมาย แต่ยังไม่มีความชัดเจนว่า พรรคไหนจะได้เป็นผู้นำในการจัดตั้งรัฐบาล

    นิวยอร์กไทม์ชี้วุฒิสมาชิกฐานพลังประชารัฐตั้งรัฐบาล

    นิวยอร์กไทม์รายงานว่า พรรคพลังประชารัฐที่มีความสัมพันธ์กับทหารมีคะแนนนำในการเลือกตั้งอย่างเกินคาด ซึ่งยิ่งตอกย้ำสถานะทหารที่กำหนดทิศทางการเมืองไทย โดยผลการนับคะแนนเบื้องต้นของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีความคืบหน้า 90% พรรคพลังประชารัฐ หรือตัวแทนทหาร มีคะแนน 7.5 ล้านคะแนน

    รายงานระบุว่า ในประเทศไทยทหารประสบความสำเร็จในการปฏิวัติมากกว่า 12 ครั้ง ซึ่งครั้งล่าสุดในปี 2014 (พ.ศ. 2557) และปกครองประเทศมาตั้งแต่นั้น

    พรรคเพื่อไทยซึ่งได้รับความนิยมถูกคาดหมายว่าจะได้คะแนนนำเป็นอันดับหนึ่งจากผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนหลายครั้ง กลับได้คะแนนมาเป็นอันดับสอง ด้วยคะแนน 7 ล้านคะแนน

    พรรคเพื่อไทยนับว่าเป็นพรรคประชานิยมใหม่ล่าสุดที่ได้รับผลจากการรัฐประหารใน 2 ครั้งที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทยเป็นเครื่องมือทางการเมืองของพ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีไทย ในอีกขั้วการเมืองหนึ่ง ที่นำพันธมิตรชนะการเลือกตั้งปี 2001

    ที่มาภาพ : เฟซบุ๊กพรรคเพื่อไทย

    การนับคะแนนเมื่อวานนี้ เพื่อเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเข้าสภา อาจจะเป็นการสิ้นสุดชัยชนะที่ต่อเนื่องของทักษิณ และแม้ว่าพรรคเพื่อไทยจะได้คะแนนมากที่สุดและมากกว่าพรรคอื่นๆ ก็ยังมีอุปสรรคในการจัดตั้งรัฐบาล

    ทั้งนี้รัฐธรรมนูญที่เขียนโดยรัฐบาลทหารเปิดทางให้ทหารแต่งตั้งวุฒิสมาชิกจำนวน 250 คนได้ ซึ่งหมายความว่า พรรคการเมืองที่มีความสัมพันธ์กับทหารอยู่ในฐานะที่จะกุมเสียงข้างมากในรัฐสภา เว้นเสียแต่ว่าพรรคฝ่ายค้านชนะการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบถล่มทลาย

    เมื่อคืนวันอาทิตย์ คณะกรรมการเลือกตั้งประกาศว่าจะเปิดเผยผลการนับคะแนนในช่วงเช้า รวมทั้งมีการนับคะแนนต่อเนื่องโดยหยุดพัก ต่อมาได้ประกาศเลื่อนออกเป็นช่วงบ่าย

    ทั้งนี้ กกต. รายงานว่า มีผู้มาใช้สิทธิราว 66% ต่ำกว่า 80% ที่คาดไว้ และมีบัตรเสียราว 6% ทำให้เกิดความสงสัยต่อการนับคะแนน

    รายงานนิวยอร์กไทม์ อ้าง น.ส.ณัฏฐา มหัทธนาหรือ “โบว์” นักเคลื่อนไหวประชาธิปไตยที่ถูกกล่าวหาถึง 4 ข้อหา ซึ่งกล่าวว่า ความผิดปกติของบัตรเลือกตั้งดูเล็กน้อยไปเลยเมื่อเทียบกับความไม่เท่าเทียมที่มีการสร้างขึ้นในระบบการเมืองของไทยโดยรัฐธรรมนูญที่เขียนโดยรัฐบาลทหาร และการเลือกตั้งถูกโกงตั้งแต่มีการร่างรัฐธรรมนูญ

    พรรคการเมืองที่ถือเป็นตัวแทนทหารรณรงค์การเลือกตั้งในประเด็นความสงบและการปกป้องสถาบันกษัตริย์ และเสนอ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้นำคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่นำการปฏิวัติปี 2014 ให้เป็นนายกรัฐมนตรี

    นิวยอร์กไทม์ได้สัมภาษณ์อาจารย์สุรัตน์ โหราชัยกุล ผู้อำนวยการแห่งศูนย์อินเดียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ได้ให้ความเห็นว่า ทหาร โดยเฉพาะตั้งแต่ พล.อ. ประยุทธ์ ก้าวขึ้นสู่อำนาจ ได้ควบคุมทุกด้านของสังคมไทยและการเมือง และการที่จะถอยห่างจากการเมืองไม่ใช่เรื่องง่าย

    นอกจากนี้ พล.อ. ประยุทธ์ ยังละเลยแนวทางประชาธิปไตย โดยการเลื่อนเลือกตั้งหลายครั้งหลายครา และยังจำกัดความมีอิสระทางการเมืองลง นักเคลื่อนไหวหลายคนถูกจับและคุมขังหรือส่งไปปรับทัศนคติ ขณะเดียวกันก็มีการกล่าวหาและการฟ้องร้องการกระทำผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์มากขึ้น

    แม้แต่ก่อนการเลือกตั้ง กติกาการเลือกตั้งยังเอื้อต่อกลุ่มการเมืองบางกลุ่ม มีการขู่ยุบพรรคหรือคุมขังผู้นำจากพรรคการเมืองที่ไม่เห็นด้วย รวมทั้งพรรคเพื่อไทย และพรรคอนาคตใหม่ซึ่งเป็นพรรคจุดประกายคนรุ่นใหม่ที่มีสิทธิออกเสียงเป็นครั้งแรก จนมีคะแนนนำเป็นอันดับสาม

    ด้วยระบบเลือกตั้งที่ซับซ้อนของไทยซึ่งนับที่นั่งจากคะแนนเสียง หมายถึงว่า พรรคเพื่อไทยยังคงมีที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรในจำนวนที่เท่าๆ กับพรรคพลังประชารัฐจากจำนวนทั้งหมด 500 ที่นั่ง แต่ด้วยจำนวนวุฒิสมาชิกที่อยู่ในมือ ทำให้โอกาสที่พรรคพลังประชารัฐจะเป็นพรรคฝ่ายค้านหมดไป

    ดร.อุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวในการแถลงข่าวว่า พล.อ. ประยุทธ์ ได้โทรศัพท์มาชื่นชมในผลงานของพรรค

    ดร.อุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ

    คณะกรรมการเลือกตั้งจะประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการในต้นเดือนพฤษภาคม และโดยที่พรรคการเมืองที่มีทหารหนุนได้รับการเลือกตั้งเกินคาด จึงทำให้คาดว่า สถานการณ์การเมืองยังคงไม่มีการเปลี่ยนแปลง ไม่มีความคืบหน้า และตึงเครียด โดยที่รัฐบาลที่ทหารสนับสนุนยังคุมอำนาจ ทำให้ผู้ที่ออกมาใช้สิทธิที่คาดหวังการเปลี่ยนแปลงมีความหงุดหงิด

    ผู้ใช้สื่อโซเชียลมีเดียจำนวนหนึ่งพากันติดแฮชแท็กว่า #prayforthailand

    นับตั้งแต่พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตเศรษฐีเทเลคอมจากภาคเหนือของไทย กวาดที่นั่งในการเลือกตั้งปี 2001 ด้วยการสนับสนุนของเกษตรกรชาวนา ประเทศไทยได้แบ่งแยกอย่างเห็นได้ชัดระหว่างกลุ่มอำนาจเก่ากับกลุ่มประชานิยม อีกทั้งไทยเป็นประเทศหนึ่งที่มีความเหลื่อมล้ำสูง มีช่องว่างรายได้ที่กว้างขึ้นในช่วง 5 ปีที่รัฐบาลทหารทำหน้าที่

    นิวยอร์กไทม์ยังได้สัมภาษณ์ประชาชนที่ได้ออกไปเลือกตั้ง โดย”นงนุช วารี” ซึ่งลงคะแนนให้พรรคเพื่อไทยกล่าวว่า พรรคเพื่อไทยยืนเคียงข้างประชาชนเสมอ และพรรคเข้าถึงประชาชนทุกระดับโดยเฉพาะกลุ่มระดับล่าง

    ในการเลือกตั้งแต่ละครั้งมีประชาชนเทคะแนนเสียงให้พรรคที่เป็นพันธมิตรกับทักษิณมากขึ้น โดยยังชื่นชอบนโยบายประกันสุขภาพและโครงการรับจำนำข้าว และเป็นไปตามคาดหมายที่รัฐประหารครั้งแรกเพื่อจัดการกับรัฐบาลทักษิณและครั้งที่สองกับรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

    นิวยอร์กไทม์รายงานอีกว่า 15% ของผู้ที่มีสิทธิออกเสียงเป็นคนที่มีสิทธิออกเสียงเป็นครั้งแรก โดยมีอายุ 18-25 ปี

    สำหรับนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ วัย 40 ปี ทายาทธุรกิจอะไหล่รถยนต์ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งได้ประกาศแนวทางใหม่ให้กับพลังทางการเมืองไทยที่ครอบงำและสร้างความแตกแยกมาเกือบ 2 ทศวรรษ ได้รณรงค์หาเสียงผ่านทั้งโซเชียลมีเดียและลงพื้นที่

    “นพการ แสงแดง” วัย 21 ปี จบการศึกษาวิชาบัญชีจากวิทยาลัยอาชีวะ ให้ความเห็นว่า ไม่รู้ว่านายธนาธรจะดีหรือไม่ แต่ให้โอกาสแสดงความสามารถ

    นายธนาธรอาจจะถูกตัดสินจำคุกด้วยการกระทำผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ในอีก 2-3 สัปดาห์นี้ กล่าวว่า ไม่มีการเลือกตั้งหรือระบบการเมืองใดที่เป็นอิสระและเป็นธรรม และผู้นำทหาร เขียนรัฐธรรมนูญควบคุมการเลือกตั้ง เพื่อคุมเกมด้วยตัวเอง แต่ก็ยืนยันว่าพร้อมที่จะเล่นตามเกม

    ขณะที่นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนกล่าวว่า การกล่าวหาธนาธรมาจากเหตุทางการเมือง

    ชัยชนะของพรรคอนาคตใหม่มาพร้อมกับความพ่ายแพ้ของพรรคประชาธิปัตย์ พรรคการเมืองที่เก่าแก่สุดของไทย นายอภิสิทธ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประกาศลาออกเมื่อคืนนี้ และยอมรับพรรคมีปัญหาภายในและแพ้พรรคการเมืองหน้าใหม่

    สำหรับประชาชนคนไทย การเลือกตั้งครั้งนี้มีข้อผิดพลาดมากมาย ทั้งๆ ที่สามารถเรียกคืนความน่าเชื่อถือของไทย ซึ่งเป็นประเทศที่มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยเก่าแก่ประเทศหนึ่งในเอเชีย

    นายณัฐพงษ์ เกษมสันต์ ผู้บริหารธนาคารรายหนึ่งให้ความเห็นว่า การเลือกตั้งมีความสำคัญไม่เฉพาะกับประเทศเท่านั้น แต่มีความสำคัญต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกับสหรัฐอเมริกาและจีน เราต้องการรัฐบาลที่รักษาความสมดุลระหว่างสองประเทศ และไม่ใช่เป็นประเด็นภายในเท่านั้น แต่เป็นสถานะของไทยในเวทีโลกด้วย

    บีบีซีมองพลังประชารัฐตั้งรัฐบาล

    ทางด้านสำนักข่าวบีบีซีรายงานไม่ต่างจากนิวยอร์กไทม์ โดยระบุว่า พรรคพลังประชารัฐมีคะแนนนำอย่างเกินคาดในการเลือกตั้งครั้งแรกนับตั้งแต่ คสช. บริหารประเทศมา 5 ปี เพราะก่อนหน้านี้ประเมินกันว่าพรรคพลังประชารัฐจะมีคะแนนนำอันดับสาม แต่จากผลการนับคะแนนที่ลุล่วงไปได้ 90% พรรคพลังประชารัฐได้ 7.6 ล้านคะแนน มากกว่าเพื่อไทย 0.5 ล้านคะแนน ทั้งนี้ พรรคเพื่อไทยมีความสัมพันธ์กับทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่กวาดคะแนนเสียงในการเลือกตั้งปี 2001

    แม้ กกต. เลื่อนประกาศผลเลือกตั้งไปเป็นบ่ายวันนี้ แต่มีความเป็นไปได้ที่พรรคพลังประชารัฐ ที่สนับสนุนทหารอยู่ในสถานะที่จะเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล ภายใต้ผู้นำเดิม คือ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้นำ คสช. ที่ทำการยึดอำนาจจากรัฐบาลยิ่งลักษณ์ในปี 2014

    ผู้มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนทั้งหมดมี 51 ล้านคน แต่มาใช้สิทธิ 64%

    การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเข้าสภาจำนวน 500 ที่นั่ง แต่ภายใต้รัฐธรรมนูญต้องมีการแต่งตั้งวุฒสมาชิกอีก 250 ที่นั่ง ซึ่งเป็นการแต่งตั้งจากทหาร ทั้งสองสภาจะทำหน้าที่เลือกนายกรัฐมนตรี โดยที่ผู้ที่ถูกเสนอรายชื่อจะได้รับคะแนนเกินครึ่งหนึ่งขึ้นไป 1 เสียง ดังนั้น พล.อ. ประยุทธ์ ที่ได้รับการเสนอชื่อจะต้องมี ส.ส. จำนวน 126 ที่นั่ง อย่างไรก็ตาม รัฐบาลผสมสามารถแต่งตั้งบุคคลภายนอกเป็นนายกรัฐมนตรีได้

    รัฐธรรมนูญใหม่ยังจำกัดจำนวนที่นั่งที่แต่ละพรรคได้ไว้อีกด้วย ไม่ว่าจะได้คะแนนเสียงเท่าไร และรัฐบาลใหม่ต้องทำตามแผนยุทธศาสตร์ประเทศ 20 ปีที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ

    ที่มาภาพ : เฟซบุ๊กพรรคอนาคตใหม่ – Future Forward Party

    เดอะการ์เดียนระบุการเมืองแบ่งขั้วหนุนอนาคตใหม่

    เดอะการ์เดียนรายงานว่า ผลการนับคะแนนเบื้องต้น ยังไม่มีพรรคใดมีคะแนนทิ้งห่างเป็นเสียงส่วนใหญ่ และยังแสดงให้เห็นว่า การเมืองไทยยังแบ่งออกเป็นขั้วมากกว่าเดิมในการเลือกตั้งครองแรกในรอบ 8 ปี ท่ามกลางการแข่งขันขนิดหายใจรดต้นคอระหว่างพรรคที่สนับสนุนทหารกับพรรคฝ่ายประชาธิปไตย

    ผลการนับคะแนนเบื้องต้น 93% พรรคเพื่อไทยได้ 129 ที่นั่ง นำพรรคพลังประชารัฐที่ได้ 117 ที่นั่งไม่มากนัก ซึ่งหมายความว่าไม่มีพรรคไหนได้ 250 ที่นั่งที่เป็นกติกากำหนดในการจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้ว่าทั้งสองฝ่ายจะต้องแข่งกันฟอร์มรัฐบาลด้วยการจับมือกับพรรคเล็ก

    อย่างไรก็ตาม ผลการเลือกตั้งดีกว่าคาดสำหรับทหาร และสร้างความผิดหวังให้กับผู้ที่หวังว่าการเมืองไทยจะเข้าสู่ยุคใหม่

    ในช่วง 5 ปีของรัฐบาล คสช. เศรษฐกิจไทยเติบโตไม่มากนัก ช่องว่างคนจนคนรวยกว้างขึ้น และค่าแรงยังไม่เพิ่ม แม้จะดูเหมือนว่า ความต้องการที่จะเห็นประเทศมีความสงบและไม่มีการประท้วงที่รุนแรงจะเป็นประเด็นหลักที่คนไทยให้ความสำคัญอันดับแรก

    “เพิร์ล สมบูรณ์ประกร” ผู้สนับสนุนพรรคพลังประชารัฐให้ความเห็นว่า ชอบสถานการณ์ของไทยในขณะนี้ ไม่มีการต่อสู้ จึงเห็นการออกมาเลือกตั้งมีความสำคัญ และไม่คิดว่าต้องการมีเปลี่ยนแปลงอะไร ต้องรักษาประเทศและปกป้องสถาบันกษัตริย์ให้คงอยู่

    ความสำเร็จของพรรคพลังประชารัฐอาจจะทำให้พรรคร่วมที่สนับสนุนทหารจัดตั้งรัฐบาล และ พล.อ. ประยุทธ์ กลับมาแป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง ประกอบกับระบบที่บิดเบี้ยว ด้วยรัฐธรรมนูญที่เขียนโดยรัฐบาลทหาร ให้อำนาจทหารแต่งตั้งวุฒิสมาชิกจำนวน 250 ที่นั่ง ที่ออกเสียงเลือกนายกรัฐมนตรีได้

    ดร.อุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า ยังไม่สามารถให้ความเห็นต่อการร่วมจัดตั้งรัฐบาลได้จนกว่าผลการเลือกตั้งจะประกาศอย่างเป็นทางการ

    การแบ่งออกเป็นขั้วของการเมืองยังส่งต่อผลมายังคนรุ่นใหม่ ซึ่งเห็นได้ชัดจากความสำเร็จของพรรคอนาคตใหม่ที่หาเสียงด้วยนโยบายปฏิรูปทหารและแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคที่วิจารณ์รัฐบาลทหารต่อเนื่อง

    “ฟลิ้นท์” วัย 21 ปี ซึ่งออกเสียงลงคะแนนครั้งแรก เป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนพรรคอนาคตใหม่ กล่าวว่า แม้จะตื่นเต้นกับการได้ใช้สิทธิครั้งแรก แต่ก็ไม่หวังว่าการเลือกตั้งจะเป็นสัญญานการปลี่ยนแปลงของประเทศไทยได้ แม้คิดว่าคนรุ่นใหม่ต้องการการเปลี่ยนแปลง ต้องการรัฐบาลใหม่ และการเมืองใหม่ แต่คนรุ่นพ่อรุ่นแม่และคนสูงอายุต้องการแบบเดิมและให้สถานการณ์เป็นแบบนี้ต่อไป ดังนั้นจึงมีช่องว่างระหว่างวัยมากในไทย โดยเฉพาะในทางการเมือง

    โบรกเกอร์นอกชี้ได้รัฐบาลผสมรอความชัดเจนอีก 3 วัน

    โกลด์แมน แซคส์ ระบุในบทวิเคราะห์ประจำวันที่ 25 มีนาคม 2562 ว่า ขณะนี้ยังไม่ชัดเจนว่าพรรคใดจะเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล แต่โดยธรรมเนียมปฏิบัติแล้ว พรรคที่ได้คะแนนเสียงสูงสุดจะเป็นผู้นำในการจัดตั้งรัฐบาล แต่โดยที่วุฒิสมาชิกจำนวน 250 ที่นั่งสามารถออกเสียงเลือกนายกรัฐมนตรีได้ด้วย จึงคาดว่าพรรคพลังประชารัฐจะเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล แม้ไม่ได้ที่นั่งจำนวนมากในสภาผู้แทนราษฎร

    บทวิเคราะห์คาดว่าการเจรจาต่อรองเพื่อจัดตั้งรัฐบาลจะเริ่มขึ้นทันที เนื่องจากไม่มีพรรคใดที่ได้เสียงข้างมากในสภาที่มีที่นั่ง 500 ที่นั่ง พรรคใดที่เริ่มการจัดตั้งรัฐบาลก่อน ไม่ว่าพลังประชารัฐหรือเพื่อไทย ก็ต้องรวมกับพรรคอื่น เพื่อให้ได้เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร เพราะหากไม่มีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร จะให้การผ่านกฎหมายยากขึ้น รวมทั้งการจัดทำงบประมาณ และที่สำคัญ นายกรัฐมนตรีเองมีความเปราะบางในการลงมติไม่ไว้วางใจ

    นอกจากนี้บทวิเคราะห์ระบุว่า หากผลการเลือกตั้งออกมาอย่างถูกต้องตามกฎหมายและประชาชนทั่วไปยอมรับ จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจและค่าเงินบาท

    ทางด้านบทวิเคราะห์ของมอร์แกนสแตนเล่ย์ ระบุว่า ขณะนี้จากการผลการนับคะแนนเบื้องต้น ขณะนี้ยังไม่มีพรรคใดที่ได้คะแนนเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร จึงต้องจับตาว่าจะมีพรรคใดเข้าร่วมในอีก 72 ชั่วโมง แต่ผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการจะประกาศวันที่ 9 พฤษภาคม

    ]]>
    0
    Boonlarp Poosuwan <![CDATA[ตรวจสอบรายชื่อว่าที่ส.ส. 350 เขต 77 จังหวัด อย่างไม่เป็นทางการ 95%]]> https://thaipublica.org/?p=162971 2019-03-25T09:56:26Z 2019-03-25T09:56:26Z

    เว็บไซต์กกต.ประกาศผลการนับคะแนนเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มี.ค. 2562 อย่างไม่เป็นทางการ 95% รวม 350 เขต 77 จังหวัด โดยพรรคพลังประชารัฐ ได้จำนวน ส.ส. 96 ที่นั่ง พรรคเพื่อไทย 138 ที่นั่ง พรรคประชาธิปัตย์ 33 ที่นั่ง พรรคอนาคตใหม่ 30 ที่นั่ง พรรคภูมิใจไทย 39 ที่นั่ง พรรคชาติไทยพัฒนา 6 ที่นั่ง พรรคชาติพัฒนา 1 ที่นั่ง พรรครวมพลังประชาชาติไทย 1 ที่นั่ง พรรคประชาชาติ 6 ที่นั่ง

    รายชื่อผู้ได้รับคะแนนสูงสุดรายเขต
    ]]>
    0
    Burakorn <![CDATA[ระบบเลือกตั้งรวน? บัตรเลือกตั้งงอกทุกจังหวัด รวม 11 ล้านใบ – โป่ง “บัตรเสีย-Vote no” ก่อนลดลงหลังปิดหีบกว่า 3 ชั่วโมงครึ่ง]]> https://thaipublica.org/?p=162933 2019-03-25T11:43:17Z 2019-03-25T09:44:36Z

    เป็นกระแสขึ้นมาอย่างรวดเร็วกับแฮชแท็ก #กกต.โป๊ะแตก-โกงเลือกตั้ง ในโลกออนไลน์ภายหลังปิดหีบเลือกตั้งและเริ่มนับคะแนนตั้งแต่ช่วง 5 โมงเย็นของวันที่ 24 มีนาคม 2562 ภายหลังจากมีคนสังเกตเห็นว่าระบบรายงานผลการเลือกตั้งผ่าน Facebook Live สำนักประชาสัมพันธ์ กกต. ของสำนักงานคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) โดยเป็นการรายงานผลแบบ Real-Time ซึ่งมีรูปแบบรายงานไล่เรียงตั้งแต่ผลการเลือกตั้งแบบเขตทั้ง 350 เขต ตามด้วยผลการเลือกตั้งแยกรายจังหวัดตามพรรคที่ได้คะแนนนำ 5 อันดับแรก และปิดท้ายด้วยข้อมูลบัตรเลือกตั้งและการออกมาใช้สิทธิของประชาชนในแต่ละจังหวัด

    ปัญหาเกิดขึ้นในช่วงเวลา 18:15 น. ของวันที่ 24 มีนาคม 2562 ภายหลังจากคะแนนที่ถูกนับและส่งเข้ามายังระบบของกกต. และกกต.เริ่มระบบ Facebook Live ในช่วงที่นับคะแนนไปแล้ว 17% เมื่อมีคนสังเกตว่าข้อมูลในส่วนสุดท้ายผิดพลาด โดยจำนวนผู้มาสิทธิเลือกตั้งน้อยกว่าจำนวนบัตรเลือกตั้งค่อนข้างมาก ซึ่งแบ่งเป็นประเภทบัตรดี บัตรเสียง และบัตรไม่เลือกผู้สมัครใด หรือ Vote No และเรียกร้องถึงความโปร่งใสของ กกต.และการเลือกตั้งครั้งแรกของประเทศในรอบ 8 ปี

    สำนักข่าวออนไลน์ไทยพับลิก้ารวบรวมข้อมูลรายจังหวัดในช่วงเวลา 18:50 น. ซึ่ง นับคะแนนไปแล้ว 43% (เนื่องจากช่วงเวลาก่อนหน้า จอรายงานผลถูกย่อลงจากการแถลงข่าวของพ.ต.อ.จรุงวิทย ภุมมา เลขาธิการ กกต.) ยังพบว่ากกต.รายงานว่าประเทศไทยมีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 12,449,131 คน แบ่งเป็นบัตรดี 5,263,837 ใบ บัตรเสีย 7,133,859 ใบ และบัตรไม่เลือกผู้สมัครใด 11,568,691 ใบ หรือรวมกันมีบัตรเลือกตั้ง 23,966,387 ใบ มากกว่าจำนวนผู้มาใช้สิทธิ 11,517,256 ใบ และมากกว่าจำนวนผู้มาใช้สิทธิในทุกจังหวัด

    Thaipublica_กกต_Live_11

    ทั้งนี้ 10 อันดับแรกที่กกต.รายงานว่ามีบัตรเลือกตั้งมากกว่าจำนวนผู้มาใช้สิทธิ มีจำนวนทั้งสิ้น 3,424,077 ใบ หรือคิดเป็น 30% ของบัตรเลือกตั้งที่เกินมาทั้งหมด ได้แก่ นครราชสีมา 534,746 ใบ, กทม 506,851 ใบ, ศรีสะเกษ 338,080  ใบ, ร้อยเอ็ด 332,376 ใบ, บุรีรัมย์ 319,375 ใบ, ขอนแก่น 307,770  ใบ, อุบลราชธานี 279,588 ใบ, เชียงราย 274,915 ใบ, เชียงใหม่ 269,323 ใบ, สุรินทร์ 261,053 ใบ

    ทั้งนี้ กกต.ยังรายงานผลการเลือกตั้งที่ผิดพลาดในลักษณะดังกล่าวอย่างต่อเนื่องในช่วง 19:23น. ซึ่งนับคะแนนไปแล้ว 63% ก่อนที่ต่อมาในช่วง 20:24 น. ซึ่งนับคะแนนไปแล้ว 84% ความผิดพลาดดังกล่าวได้ถูกแก้ไข หรือผ่านไปกว่า 3 ชั่วโมงครึ่งหลังปิดหีบเลือกตั้ง และท้ายที่สุดในการประกาศผลเลือกตั้งเบื้องต้นช่วงสุดท้ายของวัน ณ เวลา 23.49 น. จาก Facebook Live อีกช่วงหนึ่ง ซึ่งนับคะแนนไปแล้ว 93% พบว่ามีจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 35,246,510 คน เป็นบัตรดี 32,731,735 ใบ บัตรเสีย 1,989,659 ใบ และบัตรไม่เลือกผู้สมัครใด 525,100 ใบ รวมกัน 35,246,494 ใบ และทำให้มีบัตรเลือกตั้งหายไป 21 ใบ และมีบัตรเกินมา 5 ใบ จากรายงานในช่วงดังกล่าว โดยจังหวัดลำปางหายไปมากที่สุด 6 ใบ รองลงมาคือกทม. 3 ใบ และยะลา 2 ใบ ขณะที่จังหวัดนครสวรรค์ เกินมา 4 ใบ และนครศรีธรรมราช เกินมา 1 ใบ

    Thaipublica_กกต_Live_2

    อีกประเด็นที่น่าสนใจคือในช่วงเวลาดังกล่าวตัวเลขหลายตัวมีการเปลี่ยนแปลงทั้งที่ควรจะเป็นตัวเลขที่คงที่ตลอดระยะเวลาประกาศผลคะแนน อย่างจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งลดลงจาก 50,974,020 คนในช่วง 19:00 น. เป็น 50,885,531 คนในช่วง 23:49น. หรือลดลง 88,489 คน นอกจากนี้ ในหลายหน้าของการรายงานพบว่ามีข้อมูลที่ไม่ตรงกันอีกหลายแห่ง แม้ว่าจะรายงานในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ไม่ว่าจะเป็นจำนวนผู้มาใช้สิทธิ จำนวนผู้มีสิทธิ บัตรดี บัตรเสีย และบัตรไม่เลือกผู้สมัครใด จึงมีการตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและความชัดเจนของการนับคะแนนในการเลือกตั้งครั้งนี้อย่างมาก

  • กกต. ยอมรับระบบรายงานผลคะแนนถูกแฮกหลายครั้ง – สรุปว่าที่ส.ส. 350 เขต ทางเว็บไซต์วันนี้ – ผลเป็นทางการแจ้ง 9 พ.ค.นี้
  • อนึ่ง นายณัฏฐ์ เล่าสีห์สวกุล รองเลขาธิการ กกต.กล่าวว่าในตอนหนึ่งของการแถลงข่าววันที่ 25 มีนาคม 2562 ว่าสำหรับข้อสงสัยถึงคะแนนที่ไม่สัมพันธ์กัน โดยจำนวนบัตรมากกว่าจำนวนผู้ไปใช้สิทธินั้น ข้อมูลที่ปรากฎออกมามีข้อผิดพลาดหลายส่วน เป็นความผิดพลาดจากตัวบุคคล กรอกข้อมูลผิด ป้อนข้อมูลผิด และระหว่างเริ่มทำงาน แรพพิทรีพอร์ต ล่มถึง 3 ครั้ง จากการเข้าโจมตีระบบของแฮคเกอร์ และเมื่อวันที่ 24 มี.ค. ระบบก็ล่มอีก ต้องยอมรับว่าคนของเราเก่งจริงๆ ชอบแสดงความสามารถ ถ้าชนะอยู่แล้วจะมีความสุข

    Thaipublica_กกต_Live_3
    ]]>
    0