เสรีภาพกับความรับผิดชอบสื่อในศตวรรษที่ 21 (4): เมื่อ “โค้ด” คือกลไกกำกับ

“โค้ด” สามารถเป็นกลไกกำกับเนื้อหาที่มีประสิทธิภาพ และไม่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพเกินระดับที่ “จำเป็นและได้ส่วน” ได้ ถ้ามันถูกออกแบบมาอย่างถูกต้องเหมาะสมและสอดคล้องกับประเด็นที่สังคมกังวล

เสรีภาพกับความรับผิดชอบสื่อในศตวรรษที่ 21 (3): กำกับกันเองให้ได้ ถ้าไม่อยากให้รัฐยุ่ง?

ตอนที่แล้วผู้เขียนพูดถึงข้อเสนอ “กลไกกำกับดูแลร่วมกัน” (co-regulation) จากนักวิจัยหลายชุดว่า น่าจะเป็นทางออกที่เหมาะสมและทำได้จริง โดยเฉพาะสำหรับสื่อวิทยุและโทรทัศน์ที่ดำเนินการภายใต้ใบอนุญาตจากคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ภายใต้กลไกใหม่นี้ การกำกับดูแลสื่อวิทยุและโทรทัศน์จะแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ระดับที่ 1 องค์กรสื่อ (Media Organization) ระดับที่ 2 องค์กรวิชาชีพสื่อ (Self-Regulatory Organization-SRO) ทั้งสองระดับนี้เรียกว่า “การกำกับดูแลกันเอง” ภายในวงการ หรือ self-regulation ส่วนระดับที่สามหรือระดับสุดท้าย คือ กสทช. ซึ่งมีอำนาจลงโทษทางกฎหมาย (regulatory backstop) กลไกแบบนี้นับว่าเป็นการกำกับ “ร่วมกัน” ระหว่าง กสทช. กับสื่อ เพราะไม่ใช่ว่าให้อำนาจ กสทช. ในการเข้ามา “ล้วงลูก” ตั้งแต่ต้น แต่รอใช้อำนาจเฉพาะในกรณีที่กลไกกำกับกันเอง (ระดับที่ 1 กับ 2) ใช้การไม่ได้ผลเท่านั้น เช่น เป็นเรื่องที่คณะกรรมการควบคุมจริยธรรมขององค์กรวิชาชีพสื่อหรือองค์กรสื่อเสนอให้ กสทช. พิจารณาเอง ด้วยเหตุผลว่า สื่อทำผิดซ้ำซาก ไม่ปฏิบัติตามคําตัดสินของคณะกรรมการ หรือผู้ร้องเรียนยังไม่พอใจกับคำตอบที่ได้รับจากองค์กรสื่อ หรือองค์กรวิชาชีพสื่อ

เสรีภาพกับความรับผิดชอบสื่อในศตวรรษที่ 21 (2): สู่ “กลไกกำกับดูแลร่วมกัน” ?

คณะวิจัยจากจุฬาฯ เสนอว่า แนวทางการกํากับดูแลร่วมกันด้านกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์สําหรับประเทศไทย ควรเป็นการกํากับดูแลร่วมกัน (co-regulation) ตามแนวทางการเชื่อมโยงกับมาตรฐานจริยธรรมวิชาชีพ (code-oriented approach) โดยให้องค์กรวิชาชีพสื่อเป็นตัวกลาง และมีการกำกับดูแล 3 ระดับ ประกอบด้วย องค์กรกํากับดูแลภาครัฐ คือ กสทช. ทำหน้าที่กำกับในขั้นสุดท้าย ส่วนองค์กรที่ไม่ใช่ภาครัฐจะดูแลการกํากับดูแลกันเองก่อนใน 2 ระดับ ได้แก่ ระดับที่ 1 คือ ระดับองค์กรสื่อ (Media Organization) และระดับที่ 2 คือ ระดับองค์กรวิชาชีพสื่อ (Self-Regulatory Organization-SRO)

เสรีภาพกับความรับผิดชอบสื่อในศตวรรษที่ 21 (1): ทำไมไม่ควรใช้ใบอนุญาต?

ผู้เขียนคิดว่ามีเหตุผลพื้นฐานหลักๆ สองข้อด้วยกันว่าสื่อ “ไม่ควร” ต้องมีใบอนุญาต (แตกต่างจากวิชาชีพอย่าง แพทย์ วิศวกร ผู้สอบบัญชี) ข้อแรกเกี่ยวกับ “ธรรมชาติ” ของการทำหน้าที่สื่อ ซึ่งทำให้ใบอนุญาต “ใช้การไม่ได้” ในทางปฏิบัติ ข้อสองเกี่ยวกับแนวโน้มสูงที่ใบอนุญาตจะนำไปสู่การปิดปากคุกคามสื่อ ลดทอนความหลากหลายของการแสดงความคิดเห็น ซึ่งขาดไม่ได้เลยในการพัฒนาสังคมในระบอบประชาธิปไตย

ยัง “ลักปิดลักเปิด”? ไทยอยู่ตรงไหนใน Open Data Barometer

ไทยถูกจัดเป็นประเทศ “ศักยภาพจำกัด” (capacity constrained) ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่ใหญ่ที่สุดในการสำรวจ โดย Open Data Barometer อธิบายว่า ประเทศในกลุ่มนี้เผชิญกับความท้าทายในการดำเนินโครงการข้อมูลเปิดในทางที่ยั่งยืน (คือไม่ใช่จัดเป็นอีเวนท์หรืองานแถลงข่าวเป็นครั้งคราวแล้วก็จบไป) โดยมักจะเป็นผลมาจากข้อจำกัดด้านศักยภาพของรัฐ ภาคประชาสังคม หรือภาคเอกชน การที่คนในประเทศยังเข้าไม่ถึงอินเทอร์เน็ตที่แพร่หลายและมีราคาถูก และความอ่อนแอในการรวบรวมและจัดการกับชุดข้อมูล

การแปลงข้อมูลรัฐเป็น “ข้อมูลเปิด” (open data): บางบทเรียนจากทั่วโลก

“ทั่วโลกวันนี้เราได้เห็นแคตาล็อกข้อมูลมากมาย เสร็จแล้วคนทำก็คิดขึ้นมาได้ว่าจะต้องสร้างชุมชนของผู้ใช้ข้อมูล จริงอยู่ที่ว่า ข้อมูลภาครัฐมีคุณค่าอยู่ภายใน แต่คุณจะมองเห็นคุณค่านั้นจริงๆ ก็ต่อเมื่อชุดข้อมูลถูกนำไปใช้ ทันทีที่คุณสร้างแคตาล็อกเสร็จ คุณก็ต้องคิดเรื่องการตลาด ให้คนรู้ว่ามันอยู่ตรงนี้นะ ไม่ใช่แค่บอกกับนักพัฒนาอินเทอรเน็ตที่ไหนก็ไม่รู้ แต่บอกทุกคนที่สามารถปลดล็อกคุณค่านั้นออกมาได้ คนประเภทที่ “สามารถใช้ข้อมูลเปิดในการทำงานของพวกเขา” รวมถึงนักวิจัย สตาร์ทอัพ บริษัทผู้ครองตลาด หน่วยงานรัฐหน่วยอื่น และแน่นอน รวมถึงแฮ็กเกอร์อินเทอร์เน็ตด้วย”

วิถี “รัฐเปิด” (open government): บทเรียนจากอังกฤษ

ในปี 2009 เกิดกรณีอื้อฉาวในอังกฤษเกี่ยวกับการเบิกค่าใช้จ่ายชนิดผิดกฎหรือบิดเบือนกฎของสมาชิกสภา ทั้งสภาล่างและสภาสูงจำนวนมาก ลุกลามจนกลายเป็น “วิกฤตการเมือง” ที่ใหญ่ที่สุดในอังกฤษในรอบครึ่งศตวรรษ ส่งผลให้เกิดมหกรรมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตบเท้าลาออก ถูกไล่ออก ประกาศเกษียณอายุก่อนกำหนด ขอโทษต่อประชาชน ถูกฟ้องและศาลพิพากษาจำคุก หรือคืนเงินภาษีประชาชน นานหลายเดือนติดต่อกัน และส่งผลให้เกิดกระแสความไม่พอใจอย่างกว้างขวางในสังคม ก่อเกิดเป็นเสียงเรียกร้องการปฏิรูปการเมืองที่ลงลึกและกว้างขวาง ส่งผลให้มีกฎหมายและกฎกติกาใหม่ๆ ซึ่งทำให้อังกฤษมีระดับ “รัฐเปิด” สูงกว่าในอดีตมาก

สู่ยุค “รัฐเปิด” ? (1): ไทยอยู่ตรงไหนใน Open Government Index

อนาคตที่เราควรจะไปให้ถึงไม่ใช่อนาคตที่รัฐเพียงแต่เปิดข้อมูลข่าวสารมากขึ้น แต่ต้องไปให้ถึง “รัฐเปิด” (open government) นั่นคือ แนวคิดที่ว่าประชาชนมีสิทธิเข้าถึงเอกสารและกระบวนการต่างๆ ของรัฐ (transparency) เพื่อเอื้ออำนวยให้ประชาชนสามารถติดตามตรวจสอบการทำงานของรัฐอย่างมีประสิทธิผล เป็นรัฐที่รับผิดรับชอบ (accountability) รวมถึงเป็นรัฐที่สนับสนุนส่งเสริมกลไกกระจายอำนาจและการมีส่วนร่วมของประชาชน (participatory)

“เฮทสปีช” ออนไลน์ กับวิธีกำกับดูแล (จบ)

“บททดสอบ 3 ข้อ” ที่รัฐซึ่งอยากบัญญัติห้ามเฮทสปีชขั้นที่ไม่ถึงขนาดรุนแรงที่สุด จะต้องทำตามตาม ICCPR มีดังนี้ 1. ข้อห้ามนั้นต้องบัญญัติเป็นกฎหมาย และกฎหมายหรือกฎเกณฑ์นั้นๆ จะต้องเขียนอย่างรัดกุมเที่ยงตรง ให้ทุกคนควบคุมพฤติกรรมตัวเองได้ (คือรู้ชัดว่าประพฤติแบบใดผิด แบบใดไม่ผิด) 2. เป็นไปเพื่อเป้าหมายที่ชอบธรรม นั่นคือ เพื่อเคารพในสิทธิหรือชื่อเสียงของคนอื่น การปกป้องความมั่นคงแห่งชาติ ความเป็นระเบียบเรียบร้อย สุขภาวะหรือศีลธรรมอันดีของสังคม 3. ต้องจำเป็นในสังคมประชาธิปไตย บททดสอบข้อนี้หมายความว่า รัฐจะต้องสาธิตให้ชัดเจนและเฉพาะเจาะจงให้เห็นชัดถึงลักษณะของภัยคุกคาม ตลอดจนความจำเป็นและความได้ส่วน (proportionality) ของวิธีจำกัดสิทธิที่จะบัญญัติเป็นกฎหมาย สรุปสั้นๆ คือ รัฐจะต้องแจกแจงให้ได้ว่า “การแสดงออก” (ที่อยากจะบัญญัติห้าม) นั้น มีความสัมพันธ์โดยตรงกับ “ภัยคุกคาม” อย่างไร

“เฮทสปีช” ออนไลน์ กับวิธีกำกับดูแล (3)

คณะวิจัยเสนอว่า การออกกฎหมายป้องกัน hate speech จะต้องมีมาตรฐานตามมาตรา 20 ของ ICCPR ทั้งนี้ โดยจะต้องไม่ไปละเมิดสาระสำคัญที่กำหนดไว้ในมาตรา 19 อันว่าด้วยการคุ้มครองเสรีภาพในการพูดและการแสดงออกด้วย

1 2 3 16