สื่อในศตวรรษที่ 21 (5): Texas Tribune แกร่งเพราะเข้าใจและใช้ “ข้อมูล” เป็น

ในบรรดาสื่ออิสระออนไลน์ในอเมริกาทั้งหมดที่เน้นการทำข่าวสืบสวนสอบสวนหรือ “ข่าวเจาะ” Texas Tribune แทบจะเป็นเจ้าเดียวเท่านั้นที่มีความยั่งยืนทางการเงินและกำลังเติบโตอย่างมั่นคง ภายในเวลาเพียง 7 ปี นับจากก่อตั้งในปี 2010 ทีมงานเพิ่มจาก 12 เป็น 51 คน ในจำนวนนี้ราวครึ่งหนึ่งหรือ 23 คน เป็นนักข่าวภูมิภาค เน้นทำข่าวการเมืองและข่าวอื่นที่เกี่ยวกับประเด็นสาธารณะในมลรัฐเท็กซัส

สื่อในศตวรรษที่ 21 (4): The Matter ขวัญใจมิลเลนเนียลไทย

The Matter คล้ายกับ VICE ตรงที่นำเสนอข่าวและเนื้อหาต่างๆ อย่าง ‘โดนใจ’ คนรุ่นมิลเลนเนียล รวมถึงรุ่นอื่นๆ ที่ชอบเนื้อหาแนวนี้ ตั้งแต่รูปแบบ (กราฟฟิกประกอบสวยๆ ประกอบเนื้อหาทุกชิ้น เตะตาตั้งแต่แรกพบ และวิธีเขียนแบบเป็นกันเอง สนุก) การเลือกเนื้อหา (ตั้งแต่ประเด็น ‘ปัจเจก’ มาก อย่างเช่นวิธีหางาน ชีวิตรัก การแบ่งเวลา ฯลฯ ไปจนถึงประเด็นสังคมใหญ่ๆ และเรื่องราวแวดล้อมการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ เช่น เกม เทคโนโลยี การขนส่งสาธารณะ วัฒนธรรมไอดอล ฯลฯ) ไปจนถึง ‘น้ำเสียง’ (เนื้อหาหลายชิ้นรวมถึงสไตล์ภาพประกอบมีลักษณะ ‘แซะ’ หรือล้อเลียนผู้มีอำนาจ หน่วยงานราชการ ฯลฯ อย่างทีเล่นทีจริง)

สื่อในศตวรรษที่ 21 (3): บทเรียนจาก VICE – สื่อใหม่เพื่อคนรุ่นใหม่

VICE เริ่มต้นจากจุดเล็กจิ๋วในปี 1994 หรือกว่า 30 ปีที่แล้ว ในฐานะนิตยสารแจกฟรีเกี่ยวกับดนตรีและวัฒนธรรมแบบ counter-culture (วัฒนธรรมแหกคอก/นอกกระแสหลัก) ในเมืองมอนทรีออล ประเทศแคนาดา ด้วยทุนตั้งต้นเพียง 5,000 เหรียญสหรัฐ หรือราวหนึ่งแสนห้าหมื่นบาท ขยับมาทำรายการออนไลน์ฉายผ่านยูทูบ ต่อมามีรายการข่าวชื่อตัวเองที่ฉายผ่าน HBO เคเบิลโทรทัศน์เจ้าใหญ่ มาวันนี้ VICE กลายเป็นสื่อยักษ์ที่ทำรายได้กว่า 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ (มากกว่า 33,000 ล้านบาท) ต่อปี การระดมทุนครั้งล่าสุดประเมินมูลค่าบริษัทมากกว่า 2.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ

สื่อในศตวรรษที่ 21 (2): ความท้าทายจากการแข่งขัน และพฤติกรรมผู้บริโภค

นอกจากจะต้องรับมือกับความท้าทายที่เกิดจากการแข่งขันอย่างหน้ามืดตามัวต่อไป (จนไม่ดูตาม้าตาเรือ) ในภูมิทัศน์สื่อซึ่งไม่เหมือนเดิม สื่อทุกวันนี้ยังต้องเผชิญกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากเมื่อเทียบกับ 20 ปีที่แล้ว ซึ่งสรุปง่ายๆ ได้ว่า วันนี้ผู้บริโภคแต่ละคน “เสพเฉพาะเนื้อหาที่อยากเสพ” และ “สร้างสื่อเองได้ ไม่เพียงแต่เสพ”

ธุรกิจสื่อในศตวรรษที่ 21 (1): “ความเชื่อมโยง” สำคัญกว่า “เนื้อหา”

ยุคแห่งความเชื่อมโยงแปลว่าค่ายสื่อต้องเรียนรู้ที่จะเปลี่ยนจุดเน้นในการทำงาน แทนที่จะถามตัวเองว่า “เรากำลังผลิตเนื้อหาดีๆ อยู่หรือเปล่า” ต้องถามว่า “เราจะช่วยให้ผู้คนช่วยเหลือกันเองได้อย่างไร”

OTT อลเวง: จะกำกับ “เพราะอะไร?” ต้องมาก่อน “อย่างไร?”

ชัดเจนว่า ITU มอง “ประโยชน์ของผู้บริโภค” ว่าควรเป็นเป้าหมายหลักในการกำกับดูแล ไม่ใช่การปกป้องผู้ครองตลาดรายเดิม หรือการเถลิงอำนาจไปควบคุมเนื้อหาบนเน็ต หรือการใช้สิทธิเสรีภาพของประชาชนบนเน็ต ถ้ารัฐมองเรื่อง OTT จากจุดยืนของการคุ้มครองผู้บริโภคอย่างที่ ITU เสนอ ประเด็นเรื่อง “ความเป็นกลางทางเน็ต” หรือ net neutrality ก็จะเป็นประเด็นที่สำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากขาดไม่ได้ในการสร้างสนามแข่งขันที่เท่าเทียม และส่งเสริมให้ผู้บริโภคมีทางเลือกในการใช้บริการ

เสรีภาพกับความรับผิดชอบสื่อในศตวรรษที่ 21 (จบ): ให้ประชาชนช่วยกำกับสื่อ

เรามักจะบ่นเรื่องสื่อกันในกรุ๊ปไลน์ (Line แชทยอดนิยมที่คนไทยใช้มากที่สุด) เฟซบุ๊ก พันทิพ โซเชียลมีเดียอื่นๆ และระหว่างที่คุยกันบนโต๊ะอาหาร แต่ถ้าเราจะยกระดับ “เสียงบ่น” ให้มีอิทธิพลต่อสื่อ ผลักดันให้สื่อปรับปรุงจรรยาบรรณของตัวเองจริงๆ ไม่ใช่น้ำเซาะทรายหรือเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา เราก็จะต้องออกแบบ “กลไก” ที่รวบรวมและจัดการ “เสียงบ่น” ของประชาชนให้มีพลังมากกว่าเดิม ในแง่นี้ ผู้เขียนอยากเสนอไอเดียสั้นๆ สี่ไอเดียที่คิดว่า ควรจะมีใครทำ ถ้าทำแล้วจะช่วยสร้างแรงผลักดันให้สื่อไทยมีจรรยาบรรณดีขึ้น และผู้เขียนยินดีช่วยทุกทางที่ทำได้ ถ้ามีใครอยากทำขึ้นมาจริงๆ

เสรีภาพกับความรับผิดชอบสื่อในศตวรรษที่ 21 (4): เมื่อ “โค้ด” คือกลไกกำกับ

“โค้ด” สามารถเป็นกลไกกำกับเนื้อหาที่มีประสิทธิภาพ และไม่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพเกินระดับที่ “จำเป็นและได้ส่วน” ได้ ถ้ามันถูกออกแบบมาอย่างถูกต้องเหมาะสมและสอดคล้องกับประเด็นที่สังคมกังวล

เสรีภาพกับความรับผิดชอบสื่อในศตวรรษที่ 21 (3): กำกับกันเองให้ได้ ถ้าไม่อยากให้รัฐยุ่ง?

ตอนที่แล้วผู้เขียนพูดถึงข้อเสนอ “กลไกกำกับดูแลร่วมกัน” (co-regulation) จากนักวิจัยหลายชุดว่า น่าจะเป็นทางออกที่เหมาะสมและทำได้จริง โดยเฉพาะสำหรับสื่อวิทยุและโทรทัศน์ที่ดำเนินการภายใต้ใบอนุญาตจากคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ภายใต้กลไกใหม่นี้ การกำกับดูแลสื่อวิทยุและโทรทัศน์จะแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ระดับที่ 1 องค์กรสื่อ (Media Organization) ระดับที่ 2 องค์กรวิชาชีพสื่อ (Self-Regulatory Organization-SRO) ทั้งสองระดับนี้เรียกว่า “การกำกับดูแลกันเอง” ภายในวงการ หรือ self-regulation ส่วนระดับที่สามหรือระดับสุดท้าย คือ กสทช. ซึ่งมีอำนาจลงโทษทางกฎหมาย (regulatory backstop) กลไกแบบนี้นับว่าเป็นการกำกับ “ร่วมกัน” ระหว่าง กสทช. กับสื่อ เพราะไม่ใช่ว่าให้อำนาจ กสทช. ในการเข้ามา “ล้วงลูก” ตั้งแต่ต้น แต่รอใช้อำนาจเฉพาะในกรณีที่กลไกกำกับกันเอง (ระดับที่ 1 กับ 2) ใช้การไม่ได้ผลเท่านั้น เช่น เป็นเรื่องที่คณะกรรมการควบคุมจริยธรรมขององค์กรวิชาชีพสื่อหรือองค์กรสื่อเสนอให้ กสทช. พิจารณาเอง ด้วยเหตุผลว่า สื่อทำผิดซ้ำซาก ไม่ปฏิบัติตามคําตัดสินของคณะกรรมการ หรือผู้ร้องเรียนยังไม่พอใจกับคำตอบที่ได้รับจากองค์กรสื่อ หรือองค์กรวิชาชีพสื่อ

เสรีภาพกับความรับผิดชอบสื่อในศตวรรษที่ 21 (2): สู่ “กลไกกำกับดูแลร่วมกัน” ?

คณะวิจัยจากจุฬาฯ เสนอว่า แนวทางการกํากับดูแลร่วมกันด้านกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์สําหรับประเทศไทย ควรเป็นการกํากับดูแลร่วมกัน (co-regulation) ตามแนวทางการเชื่อมโยงกับมาตรฐานจริยธรรมวิชาชีพ (code-oriented approach) โดยให้องค์กรวิชาชีพสื่อเป็นตัวกลาง และมีการกำกับดูแล 3 ระดับ ประกอบด้วย องค์กรกํากับดูแลภาครัฐ คือ กสทช. ทำหน้าที่กำกับในขั้นสุดท้าย ส่วนองค์กรที่ไม่ใช่ภาครัฐจะดูแลการกํากับดูแลกันเองก่อนใน 2 ระดับ ได้แก่ ระดับที่ 1 คือ ระดับองค์กรสื่อ (Media Organization) และระดับที่ 2 คือ ระดับองค์กรวิชาชีพสื่อ (Self-Regulatory Organization-SRO)

1 2 3 17