ธุรกิจสื่อในศตวรรษที่ 21 (1): “ความเชื่อมโยง” สำคัญกว่า “เนื้อหา”

ยุคแห่งความเชื่อมโยงแปลว่าค่ายสื่อต้องเรียนรู้ที่จะเปลี่ยนจุดเน้นในการทำงาน แทนที่จะถามตัวเองว่า “เรากำลังผลิตเนื้อหาดีๆ อยู่หรือเปล่า” ต้องถามว่า “เราจะช่วยให้ผู้คนช่วยเหลือกันเองได้อย่างไร”

OTT อลเวง: จะกำกับ “เพราะอะไร?” ต้องมาก่อน “อย่างไร?”

ชัดเจนว่า ITU มอง “ประโยชน์ของผู้บริโภค” ว่าควรเป็นเป้าหมายหลักในการกำกับดูแล ไม่ใช่การปกป้องผู้ครองตลาดรายเดิม หรือการเถลิงอำนาจไปควบคุมเนื้อหาบนเน็ต หรือการใช้สิทธิเสรีภาพของประชาชนบนเน็ต ถ้ารัฐมองเรื่อง OTT จากจุดยืนของการคุ้มครองผู้บริโภคอย่างที่ ITU เสนอ ประเด็นเรื่อง “ความเป็นกลางทางเน็ต” หรือ net neutrality ก็จะเป็นประเด็นที่สำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากขาดไม่ได้ในการสร้างสนามแข่งขันที่เท่าเทียม และส่งเสริมให้ผู้บริโภคมีทางเลือกในการใช้บริการ

เสรีภาพกับความรับผิดชอบสื่อในศตวรรษที่ 21 (จบ): ให้ประชาชนช่วยกำกับสื่อ

เรามักจะบ่นเรื่องสื่อกันในกรุ๊ปไลน์ (Line แชทยอดนิยมที่คนไทยใช้มากที่สุด) เฟซบุ๊ก พันทิพ โซเชียลมีเดียอื่นๆ และระหว่างที่คุยกันบนโต๊ะอาหาร แต่ถ้าเราจะยกระดับ “เสียงบ่น” ให้มีอิทธิพลต่อสื่อ ผลักดันให้สื่อปรับปรุงจรรยาบรรณของตัวเองจริงๆ ไม่ใช่น้ำเซาะทรายหรือเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา เราก็จะต้องออกแบบ “กลไก” ที่รวบรวมและจัดการ “เสียงบ่น” ของประชาชนให้มีพลังมากกว่าเดิม ในแง่นี้ ผู้เขียนอยากเสนอไอเดียสั้นๆ สี่ไอเดียที่คิดว่า ควรจะมีใครทำ ถ้าทำแล้วจะช่วยสร้างแรงผลักดันให้สื่อไทยมีจรรยาบรรณดีขึ้น และผู้เขียนยินดีช่วยทุกทางที่ทำได้ ถ้ามีใครอยากทำขึ้นมาจริงๆ

เสรีภาพกับความรับผิดชอบสื่อในศตวรรษที่ 21 (4): เมื่อ “โค้ด” คือกลไกกำกับ

“โค้ด” สามารถเป็นกลไกกำกับเนื้อหาที่มีประสิทธิภาพ และไม่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพเกินระดับที่ “จำเป็นและได้ส่วน” ได้ ถ้ามันถูกออกแบบมาอย่างถูกต้องเหมาะสมและสอดคล้องกับประเด็นที่สังคมกังวล

เสรีภาพกับความรับผิดชอบสื่อในศตวรรษที่ 21 (3): กำกับกันเองให้ได้ ถ้าไม่อยากให้รัฐยุ่ง?

ตอนที่แล้วผู้เขียนพูดถึงข้อเสนอ “กลไกกำกับดูแลร่วมกัน” (co-regulation) จากนักวิจัยหลายชุดว่า น่าจะเป็นทางออกที่เหมาะสมและทำได้จริง โดยเฉพาะสำหรับสื่อวิทยุและโทรทัศน์ที่ดำเนินการภายใต้ใบอนุญาตจากคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ภายใต้กลไกใหม่นี้ การกำกับดูแลสื่อวิทยุและโทรทัศน์จะแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ระดับที่ 1 องค์กรสื่อ (Media Organization) ระดับที่ 2 องค์กรวิชาชีพสื่อ (Self-Regulatory Organization-SRO) ทั้งสองระดับนี้เรียกว่า “การกำกับดูแลกันเอง” ภายในวงการ หรือ self-regulation ส่วนระดับที่สามหรือระดับสุดท้าย คือ กสทช. ซึ่งมีอำนาจลงโทษทางกฎหมาย (regulatory backstop) กลไกแบบนี้นับว่าเป็นการกำกับ “ร่วมกัน” ระหว่าง กสทช. กับสื่อ เพราะไม่ใช่ว่าให้อำนาจ กสทช. ในการเข้ามา “ล้วงลูก” ตั้งแต่ต้น แต่รอใช้อำนาจเฉพาะในกรณีที่กลไกกำกับกันเอง (ระดับที่ 1 กับ 2) ใช้การไม่ได้ผลเท่านั้น เช่น เป็นเรื่องที่คณะกรรมการควบคุมจริยธรรมขององค์กรวิชาชีพสื่อหรือองค์กรสื่อเสนอให้ กสทช. พิจารณาเอง ด้วยเหตุผลว่า สื่อทำผิดซ้ำซาก ไม่ปฏิบัติตามคําตัดสินของคณะกรรมการ หรือผู้ร้องเรียนยังไม่พอใจกับคำตอบที่ได้รับจากองค์กรสื่อ หรือองค์กรวิชาชีพสื่อ

เสรีภาพกับความรับผิดชอบสื่อในศตวรรษที่ 21 (2): สู่ “กลไกกำกับดูแลร่วมกัน” ?

คณะวิจัยจากจุฬาฯ เสนอว่า แนวทางการกํากับดูแลร่วมกันด้านกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์สําหรับประเทศไทย ควรเป็นการกํากับดูแลร่วมกัน (co-regulation) ตามแนวทางการเชื่อมโยงกับมาตรฐานจริยธรรมวิชาชีพ (code-oriented approach) โดยให้องค์กรวิชาชีพสื่อเป็นตัวกลาง และมีการกำกับดูแล 3 ระดับ ประกอบด้วย องค์กรกํากับดูแลภาครัฐ คือ กสทช. ทำหน้าที่กำกับในขั้นสุดท้าย ส่วนองค์กรที่ไม่ใช่ภาครัฐจะดูแลการกํากับดูแลกันเองก่อนใน 2 ระดับ ได้แก่ ระดับที่ 1 คือ ระดับองค์กรสื่อ (Media Organization) และระดับที่ 2 คือ ระดับองค์กรวิชาชีพสื่อ (Self-Regulatory Organization-SRO)

เสรีภาพกับความรับผิดชอบสื่อในศตวรรษที่ 21 (1): ทำไมไม่ควรใช้ใบอนุญาต?

ผู้เขียนคิดว่ามีเหตุผลพื้นฐานหลักๆ สองข้อด้วยกันว่าสื่อ “ไม่ควร” ต้องมีใบอนุญาต (แตกต่างจากวิชาชีพอย่าง แพทย์ วิศวกร ผู้สอบบัญชี) ข้อแรกเกี่ยวกับ “ธรรมชาติ” ของการทำหน้าที่สื่อ ซึ่งทำให้ใบอนุญาต “ใช้การไม่ได้” ในทางปฏิบัติ ข้อสองเกี่ยวกับแนวโน้มสูงที่ใบอนุญาตจะนำไปสู่การปิดปากคุกคามสื่อ ลดทอนความหลากหลายของการแสดงความคิดเห็น ซึ่งขาดไม่ได้เลยในการพัฒนาสังคมในระบอบประชาธิปไตย

ยัง “ลักปิดลักเปิด”? ไทยอยู่ตรงไหนใน Open Data Barometer

ไทยถูกจัดเป็นประเทศ “ศักยภาพจำกัด” (capacity constrained) ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่ใหญ่ที่สุดในการสำรวจ โดย Open Data Barometer อธิบายว่า ประเทศในกลุ่มนี้เผชิญกับความท้าทายในการดำเนินโครงการข้อมูลเปิดในทางที่ยั่งยืน (คือไม่ใช่จัดเป็นอีเวนท์หรืองานแถลงข่าวเป็นครั้งคราวแล้วก็จบไป) โดยมักจะเป็นผลมาจากข้อจำกัดด้านศักยภาพของรัฐ ภาคประชาสังคม หรือภาคเอกชน การที่คนในประเทศยังเข้าไม่ถึงอินเทอร์เน็ตที่แพร่หลายและมีราคาถูก และความอ่อนแอในการรวบรวมและจัดการกับชุดข้อมูล

การแปลงข้อมูลรัฐเป็น “ข้อมูลเปิด” (open data): บางบทเรียนจากทั่วโลก

“ทั่วโลกวันนี้เราได้เห็นแคตาล็อกข้อมูลมากมาย เสร็จแล้วคนทำก็คิดขึ้นมาได้ว่าจะต้องสร้างชุมชนของผู้ใช้ข้อมูล จริงอยู่ที่ว่า ข้อมูลภาครัฐมีคุณค่าอยู่ภายใน แต่คุณจะมองเห็นคุณค่านั้นจริงๆ ก็ต่อเมื่อชุดข้อมูลถูกนำไปใช้ ทันทีที่คุณสร้างแคตาล็อกเสร็จ คุณก็ต้องคิดเรื่องการตลาด ให้คนรู้ว่ามันอยู่ตรงนี้นะ ไม่ใช่แค่บอกกับนักพัฒนาอินเทอรเน็ตที่ไหนก็ไม่รู้ แต่บอกทุกคนที่สามารถปลดล็อกคุณค่านั้นออกมาได้ คนประเภทที่ “สามารถใช้ข้อมูลเปิดในการทำงานของพวกเขา” รวมถึงนักวิจัย สตาร์ทอัพ บริษัทผู้ครองตลาด หน่วยงานรัฐหน่วยอื่น และแน่นอน รวมถึงแฮ็กเกอร์อินเทอร์เน็ตด้วย”

วิถี “รัฐเปิด” (open government): บทเรียนจากอังกฤษ

ในปี 2009 เกิดกรณีอื้อฉาวในอังกฤษเกี่ยวกับการเบิกค่าใช้จ่ายชนิดผิดกฎหรือบิดเบือนกฎของสมาชิกสภา ทั้งสภาล่างและสภาสูงจำนวนมาก ลุกลามจนกลายเป็น “วิกฤตการเมือง” ที่ใหญ่ที่สุดในอังกฤษในรอบครึ่งศตวรรษ ส่งผลให้เกิดมหกรรมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตบเท้าลาออก ถูกไล่ออก ประกาศเกษียณอายุก่อนกำหนด ขอโทษต่อประชาชน ถูกฟ้องและศาลพิพากษาจำคุก หรือคืนเงินภาษีประชาชน นานหลายเดือนติดต่อกัน และส่งผลให้เกิดกระแสความไม่พอใจอย่างกว้างขวางในสังคม ก่อเกิดเป็นเสียงเรียกร้องการปฏิรูปการเมืองที่ลงลึกและกว้างขวาง ส่งผลให้มีกฎหมายและกฎกติกาใหม่ๆ ซึ่งทำให้อังกฤษมีระดับ “รัฐเปิด” สูงกว่าในอดีตมาก

1 2 3 17