สู่ยุค “รัฐเปิด” ? (1): ไทยอยู่ตรงไหนใน Open Government Index

อนาคตที่เราควรจะไปให้ถึงไม่ใช่อนาคตที่รัฐเพียงแต่เปิดข้อมูลข่าวสารมากขึ้น แต่ต้องไปให้ถึง “รัฐเปิด” (open government) นั่นคือ แนวคิดที่ว่าประชาชนมีสิทธิเข้าถึงเอกสารและกระบวนการต่างๆ ของรัฐ (transparency) เพื่อเอื้ออำนวยให้ประชาชนสามารถติดตามตรวจสอบการทำงานของรัฐอย่างมีประสิทธิผล เป็นรัฐที่รับผิดรับชอบ (accountability) รวมถึงเป็นรัฐที่สนับสนุนส่งเสริมกลไกกระจายอำนาจและการมีส่วนร่วมของประชาชน (participatory)

“เฮทสปีช” ออนไลน์ กับวิธีกำกับดูแล (จบ)

“บททดสอบ 3 ข้อ” ที่รัฐซึ่งอยากบัญญัติห้ามเฮทสปีชขั้นที่ไม่ถึงขนาดรุนแรงที่สุด จะต้องทำตามตาม ICCPR มีดังนี้ 1. ข้อห้ามนั้นต้องบัญญัติเป็นกฎหมาย และกฎหมายหรือกฎเกณฑ์นั้นๆ จะต้องเขียนอย่างรัดกุมเที่ยงตรง ให้ทุกคนควบคุมพฤติกรรมตัวเองได้ (คือรู้ชัดว่าประพฤติแบบใดผิด แบบใดไม่ผิด) 2. เป็นไปเพื่อเป้าหมายที่ชอบธรรม นั่นคือ เพื่อเคารพในสิทธิหรือชื่อเสียงของคนอื่น การปกป้องความมั่นคงแห่งชาติ ความเป็นระเบียบเรียบร้อย สุขภาวะหรือศีลธรรมอันดีของสังคม 3. ต้องจำเป็นในสังคมประชาธิปไตย บททดสอบข้อนี้หมายความว่า รัฐจะต้องสาธิตให้ชัดเจนและเฉพาะเจาะจงให้เห็นชัดถึงลักษณะของภัยคุกคาม ตลอดจนความจำเป็นและความได้ส่วน (proportionality) ของวิธีจำกัดสิทธิที่จะบัญญัติเป็นกฎหมาย สรุปสั้นๆ คือ รัฐจะต้องแจกแจงให้ได้ว่า “การแสดงออก” (ที่อยากจะบัญญัติห้าม) นั้น มีความสัมพันธ์โดยตรงกับ “ภัยคุกคาม” อย่างไร

“เฮทสปีช” ออนไลน์ กับวิธีกำกับดูแล (3)

คณะวิจัยเสนอว่า การออกกฎหมายป้องกัน hate speech จะต้องมีมาตรฐานตามมาตรา 20 ของ ICCPR ทั้งนี้ โดยจะต้องไม่ไปละเมิดสาระสำคัญที่กำหนดไว้ในมาตรา 19 อันว่าด้วยการคุ้มครองเสรีภาพในการพูดและการแสดงออกด้วย

“เฮทสปีช” ออนไลน์ กับวิธีกำกับดูแล (2)

จากการวิเคราะห์เนื้อหาในพื้นที่ออนไลน์ไทย 3 รูปแบบ คือ 1) กระดานสนทนา ได้แก่ พันทิป.คอม และ เอ็มไทย 2) เครือข่ายสังคมออนไลน์ เฟซบุ๊ก และ 3) เว็บไซต์แบ่งปันคลิปวิดีโอ ยูทูบ คณะวิจัยพบว่า ฐานความเกลียดชังอันดับแรก คือ อุดมการณ์ทางการเมือง โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างกลุ่มคนเสื้อเหลือง-เสื้อแดง และพบมากที่สุดในยูทูบ ส่วนฐานความเกลียดชังรองลงมาคือ ศาสนาและชาติพันธุ์

“เฮทสปีช” ออนไลน์ กับวิธีกำกับดูแล (1)

ฝ่าย “เสรีภาพสุดโต่ง” หลายคนข้องใจว่า ทำไมเราถึงต้องครุ่นคิด นิยาม และหาวิธีจัดการกับ “เฮทสปีช” ด้วย? ทำไมไม่ปล่อยให้คนใช้เน็ตถกเถียงด่าทอ กำกับดูแลกันเอง (เช่น ใครที่ออกมายั่วยุให้ใช้ความรุนแรงก็จะโดนคนรุมประณามไปเอง)? ลำพัง “คำพูด” จะก่อความเสียหายได้อย่างไร? คำตอบส่วนหนึ่งคือ เฮทสปีชเป็นเพียงคำพูดก็จริง แต่มันก็เป็นการคุกคามข่มขู่คนให้รู้สึกหวาดกลัวเพียงเพราะสังกัดกลุ่มบางกลุ่ม ส่งผลให้ไม่มั่นใจว่า ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และสถานะทางสังคมของพวกเขามั่นคงจริงไหม พวกเขามีสิทธิเท่าเทียมกับคนอื่นตามกฎหมายจริงหรือไม่

เยอรมนีกับ “ข่าวปลอม” บนเฟซบุ๊ก

ปลายเดือนพฤศจิกายน 2016 รัฐบาลเยอรมันประกาศว่า จะนำเสนอกฎหมายใหม่เข้าสู่สภาในปีหน้า (2017) เพื่อจัดการกับ “ข่าวปลอม” กฎหมายนี้จะกำหนดให้เฟซบุ๊กและบริษัทโซเชียลมีเดียรายอื่นต้องจ่ายค่าปรับซึ่งอาจสูงถึง 500,000 ยูโร (ประมาณ 18.8 ล้านบาท) โทษฐาน “ตีพิมพ์” ข่าวปลอมบนแพล็ตฟอร์มของตัวเอง ถ้าหากไม่ลบข่าวชิ้นนั้นภายใน 24 ชั่วโมง หลังจากที่ได้รับแจ้ง และหลังจากนั้นก็จะต้องโพสข่าวฉบับแก้ไขให้ถูกต้องลงในพื้นที่เดียวกัน ให้คนเห็นได้อย่างชัดเจนเช่นกัน

วิธีจัดการกับ “ข่าวปลอม” : โค้ดคอมพิวเตอร์กับมาตรการทางสังคม

เฟซบุ๊กไม่ใช่บริษัทยักษ์ใหญ่บริษัทเดียวที่พยายามจัดการกับ “ข่าวปลอม” หลังจากที่ถูกประณามจากคนจำนวนมาก ก่อนหน้านี้กูเกิลก็ประกาศว่า กำลังปรับปรุงนโยบายเพื่อห้ามไม่ให้เว็บข่าวปลอมทั้งหลายใช้ AdSense (แพล็ตฟอร์มขายโฆษณาของกูเกิล) ซึ่งจะช่วยตัดช่องทางทำเงินของนักปลอมข่าวทั้งหลาย ลดแรงจูงใจที่พวกเขาจะทำเว็บข่าวปลอมต่อไป …เป็นตัวอย่างอันดีของการใช้ “โค้ดคอมพิวเตอร์” ประกอบกับ “มาตรการทางสังคม” มาจัดการกับปัญหาในโลกออนไลน์ที่ไม่ได้ถึงขั้นผิดกฎหมาย

อิทธิพลของ “ข่าวปลอม” และ “ฟองสบู่ตัวกรอง” บนโซเชียลมีเดีย

ทฤษฎีหนึ่งในบรรดาทฤษฎีจำนวนมากที่ลอยล่องอยู่ในโลกออนไลน์ คือ การชี้นิ้วไปยังโซเชียลมีเดียที่เราๆ ท่านๆ เสพติดกันงอมแงม ว่าเป็นตัวการสำคัญ เพราะมันไม่ได้ทำตามสัญญาที่เคยประกาศกร้าวไว้ว่า จะเป็นเครื่องมือที่เชื่อมโลกทั้งใบและเปิดโอกาสให้เสียงทุกเสียงได้ส่งออกมาอย่างเท่าเทียมกัน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับกลายเป็นว่า โซเชียลมีเดียเหล่านี้มีส่วนทำให้ประชาชนแตกแยกเชิงอุดมการณ์กันมากกว่าเดิม (คือเพียงแต่เชื่อว่าใครเป็น “ฝั่งตรงข้าม” ก็จะปิดหูปิดตาไม่อยากฟังไม่อยากอ่านว่าเขาพูดอะไร) “ข่าวปลอม” และ “ข่าวลวง” ทั้งหลายกระจายเกลื่อนและทำให้คนจำนวนมากได้ข้อมูลผิดๆ และคนจำนวนมากตกเป็นเหยื่อของการ “ล่าแม่มด” และข่มขู่คุกคามนานัปการ

เฟซบุ๊กกับการลำเอียงเข้าข้างตัวเอง (confirmation bias)

หลายคนเป็นห่วงว่า อัลกอริทึมของเฟซบุ๊กจะทำให้คน “ใจแคบ” กว่าเดิม เพราะจะมีกี่คนที่อยากเปิดใจรับข้อมูลหรือความคิดเห็นที่แตกต่างจากตัวเอง ในเมื่อเนื้อหาส่วนใหญ่ที่เห็นบนเฟซบุ๊กล้วนแต่ดูเหมือนจะยืนยันว่าความคิดของเราถูกต้องดีครบถ้วนสมบูรณ์อยู่แล้ว?

รู้จัก “คณิตศาสตร์อานุภาพทำลายล้างสูง” (3): ปัญหาในระบบยุติธรรม

ระบบยุติธรรมในสหรัฐอเมริกาก็เป็นอีกวงการที่ประสบภัยจากแบบจำลองอานุภาพทำลายล้างสูง ปัจจุบันศาลใน 24 มลรัฐ (จากทั้งหมด 50 มลรัฐ) ในอเมริกาใช้แบบจำลองการทำผิดซ้ำ (recidivism model) ซึ่งเป็นแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ ในการพิจารณาความเป็นไปได้ที่อาชญากรผู้ต้องโทษจำคุกจะกลับไปทำผิดซ้ำอีก หลังจากที่พ้นโทษออกไปแล้ว ถึงแม้ว่าแบบจำลองนี้โดยรวมจะทำให้การกำหนดโทษของผู้พิพากษามีความ ‘สม่ำเสมอ’ มากกว่าที่แล้วมา (ไม่ต้องมาตั้งข้อสังเกตกันว่า ผู้พิพากษาคนไหน ‘ลำเอียง’ หรือไม่เพียงใด) โอนีลชี้ว่าบ่อยครั้งมันก็อำพรางอคติและสมมุติฐานที่ผิดและอันตรายไว้เบื้องหลังเทคโนโลยีสวยหรูดูดี

1 2 3 16