ยัง “ลักปิดลักเปิด”? ไทยอยู่ตรงไหนใน Open Data Barometer

ไทยถูกจัดเป็นประเทศ “ศักยภาพจำกัด” (capacity constrained) ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่ใหญ่ที่สุดในการสำรวจ โดย Open Data Barometer อธิบายว่า ประเทศในกลุ่มนี้เผชิญกับความท้าทายในการดำเนินโครงการข้อมูลเปิดในทางที่ยั่งยืน (คือไม่ใช่จัดเป็นอีเวนท์หรืองานแถลงข่าวเป็นครั้งคราวแล้วก็จบไป) โดยมักจะเป็นผลมาจากข้อจำกัดด้านศักยภาพของรัฐ ภาคประชาสังคม หรือภาคเอกชน การที่คนในประเทศยังเข้าไม่ถึงอินเทอร์เน็ตที่แพร่หลายและมีราคาถูก และความอ่อนแอในการรวบรวมและจัดการกับชุดข้อมูล

การแปลงข้อมูลรัฐเป็น “ข้อมูลเปิด” (open data): บางบทเรียนจากทั่วโลก

“ทั่วโลกวันนี้เราได้เห็นแคตาล็อกข้อมูลมากมาย เสร็จแล้วคนทำก็คิดขึ้นมาได้ว่าจะต้องสร้างชุมชนของผู้ใช้ข้อมูล จริงอยู่ที่ว่า ข้อมูลภาครัฐมีคุณค่าอยู่ภายใน แต่คุณจะมองเห็นคุณค่านั้นจริงๆ ก็ต่อเมื่อชุดข้อมูลถูกนำไปใช้ ทันทีที่คุณสร้างแคตาล็อกเสร็จ คุณก็ต้องคิดเรื่องการตลาด ให้คนรู้ว่ามันอยู่ตรงนี้นะ ไม่ใช่แค่บอกกับนักพัฒนาอินเทอรเน็ตที่ไหนก็ไม่รู้ แต่บอกทุกคนที่สามารถปลดล็อกคุณค่านั้นออกมาได้ คนประเภทที่ “สามารถใช้ข้อมูลเปิดในการทำงานของพวกเขา” รวมถึงนักวิจัย สตาร์ทอัพ บริษัทผู้ครองตลาด หน่วยงานรัฐหน่วยอื่น และแน่นอน รวมถึงแฮ็กเกอร์อินเทอร์เน็ตด้วย”

วิถี “รัฐเปิด” (open government): บทเรียนจากอังกฤษ

ในปี 2009 เกิดกรณีอื้อฉาวในอังกฤษเกี่ยวกับการเบิกค่าใช้จ่ายชนิดผิดกฎหรือบิดเบือนกฎของสมาชิกสภา ทั้งสภาล่างและสภาสูงจำนวนมาก ลุกลามจนกลายเป็น “วิกฤตการเมือง” ที่ใหญ่ที่สุดในอังกฤษในรอบครึ่งศตวรรษ ส่งผลให้เกิดมหกรรมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตบเท้าลาออก ถูกไล่ออก ประกาศเกษียณอายุก่อนกำหนด ขอโทษต่อประชาชน ถูกฟ้องและศาลพิพากษาจำคุก หรือคืนเงินภาษีประชาชน นานหลายเดือนติดต่อกัน และส่งผลให้เกิดกระแสความไม่พอใจอย่างกว้างขวางในสังคม ก่อเกิดเป็นเสียงเรียกร้องการปฏิรูปการเมืองที่ลงลึกและกว้างขวาง ส่งผลให้มีกฎหมายและกฎกติกาใหม่ๆ ซึ่งทำให้อังกฤษมีระดับ “รัฐเปิด” สูงกว่าในอดีตมาก

สู่ยุค “รัฐเปิด” ? (1): ไทยอยู่ตรงไหนใน Open Government Index

อนาคตที่เราควรจะไปให้ถึงไม่ใช่อนาคตที่รัฐเพียงแต่เปิดข้อมูลข่าวสารมากขึ้น แต่ต้องไปให้ถึง “รัฐเปิด” (open government) นั่นคือ แนวคิดที่ว่าประชาชนมีสิทธิเข้าถึงเอกสารและกระบวนการต่างๆ ของรัฐ (transparency) เพื่อเอื้ออำนวยให้ประชาชนสามารถติดตามตรวจสอบการทำงานของรัฐอย่างมีประสิทธิผล เป็นรัฐที่รับผิดรับชอบ (accountability) รวมถึงเป็นรัฐที่สนับสนุนส่งเสริมกลไกกระจายอำนาจและการมีส่วนร่วมของประชาชน (participatory)

“เฮทสปีช” ออนไลน์ กับวิธีกำกับดูแล (จบ)

“บททดสอบ 3 ข้อ” ที่รัฐซึ่งอยากบัญญัติห้ามเฮทสปีชขั้นที่ไม่ถึงขนาดรุนแรงที่สุด จะต้องทำตามตาม ICCPR มีดังนี้ 1. ข้อห้ามนั้นต้องบัญญัติเป็นกฎหมาย และกฎหมายหรือกฎเกณฑ์นั้นๆ จะต้องเขียนอย่างรัดกุมเที่ยงตรง ให้ทุกคนควบคุมพฤติกรรมตัวเองได้ (คือรู้ชัดว่าประพฤติแบบใดผิด แบบใดไม่ผิด) 2. เป็นไปเพื่อเป้าหมายที่ชอบธรรม นั่นคือ เพื่อเคารพในสิทธิหรือชื่อเสียงของคนอื่น การปกป้องความมั่นคงแห่งชาติ ความเป็นระเบียบเรียบร้อย สุขภาวะหรือศีลธรรมอันดีของสังคม 3. ต้องจำเป็นในสังคมประชาธิปไตย บททดสอบข้อนี้หมายความว่า รัฐจะต้องสาธิตให้ชัดเจนและเฉพาะเจาะจงให้เห็นชัดถึงลักษณะของภัยคุกคาม ตลอดจนความจำเป็นและความได้ส่วน (proportionality) ของวิธีจำกัดสิทธิที่จะบัญญัติเป็นกฎหมาย สรุปสั้นๆ คือ รัฐจะต้องแจกแจงให้ได้ว่า “การแสดงออก” (ที่อยากจะบัญญัติห้าม) นั้น มีความสัมพันธ์โดยตรงกับ “ภัยคุกคาม” อย่างไร

“เฮทสปีช” ออนไลน์ กับวิธีกำกับดูแล (3)

คณะวิจัยเสนอว่า การออกกฎหมายป้องกัน hate speech จะต้องมีมาตรฐานตามมาตรา 20 ของ ICCPR ทั้งนี้ โดยจะต้องไม่ไปละเมิดสาระสำคัญที่กำหนดไว้ในมาตรา 19 อันว่าด้วยการคุ้มครองเสรีภาพในการพูดและการแสดงออกด้วย

“เฮทสปีช” ออนไลน์ กับวิธีกำกับดูแล (2)

จากการวิเคราะห์เนื้อหาในพื้นที่ออนไลน์ไทย 3 รูปแบบ คือ 1) กระดานสนทนา ได้แก่ พันทิป.คอม และ เอ็มไทย 2) เครือข่ายสังคมออนไลน์ เฟซบุ๊ก และ 3) เว็บไซต์แบ่งปันคลิปวิดีโอ ยูทูบ คณะวิจัยพบว่า ฐานความเกลียดชังอันดับแรก คือ อุดมการณ์ทางการเมือง โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างกลุ่มคนเสื้อเหลือง-เสื้อแดง และพบมากที่สุดในยูทูบ ส่วนฐานความเกลียดชังรองลงมาคือ ศาสนาและชาติพันธุ์

“เฮทสปีช” ออนไลน์ กับวิธีกำกับดูแล (1)

ฝ่าย “เสรีภาพสุดโต่ง” หลายคนข้องใจว่า ทำไมเราถึงต้องครุ่นคิด นิยาม และหาวิธีจัดการกับ “เฮทสปีช” ด้วย? ทำไมไม่ปล่อยให้คนใช้เน็ตถกเถียงด่าทอ กำกับดูแลกันเอง (เช่น ใครที่ออกมายั่วยุให้ใช้ความรุนแรงก็จะโดนคนรุมประณามไปเอง)? ลำพัง “คำพูด” จะก่อความเสียหายได้อย่างไร? คำตอบส่วนหนึ่งคือ เฮทสปีชเป็นเพียงคำพูดก็จริง แต่มันก็เป็นการคุกคามข่มขู่คนให้รู้สึกหวาดกลัวเพียงเพราะสังกัดกลุ่มบางกลุ่ม ส่งผลให้ไม่มั่นใจว่า ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และสถานะทางสังคมของพวกเขามั่นคงจริงไหม พวกเขามีสิทธิเท่าเทียมกับคนอื่นตามกฎหมายจริงหรือไม่

เยอรมนีกับ “ข่าวปลอม” บนเฟซบุ๊ก

ปลายเดือนพฤศจิกายน 2016 รัฐบาลเยอรมันประกาศว่า จะนำเสนอกฎหมายใหม่เข้าสู่สภาในปีหน้า (2017) เพื่อจัดการกับ “ข่าวปลอม” กฎหมายนี้จะกำหนดให้เฟซบุ๊กและบริษัทโซเชียลมีเดียรายอื่นต้องจ่ายค่าปรับซึ่งอาจสูงถึง 500,000 ยูโร (ประมาณ 18.8 ล้านบาท) โทษฐาน “ตีพิมพ์” ข่าวปลอมบนแพล็ตฟอร์มของตัวเอง ถ้าหากไม่ลบข่าวชิ้นนั้นภายใน 24 ชั่วโมง หลังจากที่ได้รับแจ้ง และหลังจากนั้นก็จะต้องโพสข่าวฉบับแก้ไขให้ถูกต้องลงในพื้นที่เดียวกัน ให้คนเห็นได้อย่างชัดเจนเช่นกัน

วิธีจัดการกับ “ข่าวปลอม” : โค้ดคอมพิวเตอร์กับมาตรการทางสังคม

เฟซบุ๊กไม่ใช่บริษัทยักษ์ใหญ่บริษัทเดียวที่พยายามจัดการกับ “ข่าวปลอม” หลังจากที่ถูกประณามจากคนจำนวนมาก ก่อนหน้านี้กูเกิลก็ประกาศว่า กำลังปรับปรุงนโยบายเพื่อห้ามไม่ให้เว็บข่าวปลอมทั้งหลายใช้ AdSense (แพล็ตฟอร์มขายโฆษณาของกูเกิล) ซึ่งจะช่วยตัดช่องทางทำเงินของนักปลอมข่าวทั้งหลาย ลดแรงจูงใจที่พวกเขาจะทำเว็บข่าวปลอมต่อไป …เป็นตัวอย่างอันดีของการใช้ “โค้ดคอมพิวเตอร์” ประกอบกับ “มาตรการทางสังคม” มาจัดการกับปัญหาในโลกออนไลน์ที่ไม่ได้ถึงขั้นผิดกฎหมาย

1 2 3 16