ป.ป.ท. ส่ง”หลักฐานใหม่” ให้ ป.ป.ช. ฟื้นคดี ทอท. ตีมูลค่าการลงทุน “คิง เพาเวอร์” ต่ำกว่าพันล้าน

ดร.นิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)

จากรณีคณะอนุกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ประพฤติมิชอบ ในคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริต สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) นำเสนอผลการศึกษา เรื่อง “การสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ และส่งเสริมให้เกิดคลังสินค้าทัณฑ์บนประเภทร้านค้าปลอดอากรให้แพร่หลายมากขึ้น” พร้อมข้อเสนอแนะ 5 ข้อถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังจากที่ข่าวนี้ได้เผยแพร่ มีการยืนยันจากนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ว่ามีการประชุมหารือเรื่องที่สปท.นำเสนอผลการศึกษาเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2560 จริง แต่ไม่มีการไขปมประเด็น 5 ข้อว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร แต่กลายเป็น เรื่องการสืบหาตัวคนปล่อยข่าว ทราบถึงชื่อพ่อ ชื่อแม่ รวมทั้งมีกระแสข่าวลือบริษัท ล็อตเต้ ดิวตี้ฟรี จำกัด อยู่เบื้องหลังปฏิบัติการครั้งนี้ ขณะเดียวกันตลอด 1 เดือนที่ผ่านมา ยังไม่มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกมาชี้แจง ข้อเท็จจริงที่สปท.นำเสนอในรายงานฉบับนี้แต่อย่างไร

จนกระทั่งเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2560 นายนิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ออกมาชี้แจงกรณีสปท.ตั้งข้อกล่าวหาทอท.ไม่ปฏิบัติตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 (พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ) โดยนายนิตินัย ยืนยันว่าโครงการบริหารร้านค้าปลอดอากร และโครงการบริหารกิจกรรมพื้นที่เชิงพาณิชย์ ภายในอาคารผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิมีมูลค่าการลงทุนไม่เกิน 1,000 ล้านบาท ตามที่บริษัทที่ปรึกษาประเมินมูลค่าโครงการ 2 รายนำเสนอต่อทอท. จึงไม่เข้าองค์ประกอบตามพ.ร.บ.ร่วมทุนฯ รวมทั้งได้อ้างถึงมติคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เมื่อปี 2554 ว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวไม่มีมูล และให้ข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นอันตกไป

วันที่ 3 พฤษภาคม 2560 นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ รองประธานอนุกรรมาธิการศึกษา เสนอแนะมาตรการและกลไกการปราบปรามการทุจริต และประพฤติมิชอบ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนอีกครั้ง เพื่อชี้แจ้งข้อเท็จจริงทั้งหมด พร้อมแจกเอกสารหลักฐานให้สื่อมวลชนใช้ประกอบการนำเสนอข่าวเหมือนทุกครั้งที่มีการแถลงข่าว

นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ประพฤติมิชอบ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)

โดยนายชาญชัยกล่าวว่า ในช่วงปี 2560 ทอท. ได้มีการแต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบและประเมินมูลค่าการลงทุนในโครงการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิที่มีนายศักดิ์สิทธิ์ ศุขสุเมฆ ผู้อำนวยการสำนักบริหารความเสี่ยง ทอท. เป็นหัวหน้าคณะทำงานฯ ได้จัดส่งรายงานผลการประเมินมูลค่าโครงการฉบับสมบูรณ์ 7 ชุด ให้ประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง โครงการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิพิจารณา โดยคณะทำงานชุดนี้สรุปผลการลงทุนในโครงการร้านค้าปลอดอากรในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ทั้งในส่วนของภาครัฐและเอกชน มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 2,432.22 ล้านบาท และการลงทุนในโครงการกิจกรรมเชิงพาณิชย์ ทั้งในส่วนของภาครัฐและเอกชน มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 3,342.53 ล้านบาท

นายชาญชัยกล่าวต่อว่า ข้อมูลดังกล่าวถูกปกปิด และ ทอท. ไม่ได้ส่งให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ใช้ประกอบการพิจารณาคดีในช่วงปี 2550 รวมทั้งสำนวนคำฟ้องต่อศาลแพ่งด้วย ทั้งในกรณีบริษัท คิงเพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี จำกัด เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องเรียกค่าเสีย ทอท. ในคำฟ้องหน้าที่ 17 ข้อ 4.2.2 ระบุชัดเจนว่า บริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี จำกัด ได้ลงทุนตกแต่งร้านค้าปลอดอากร ค่าเฟอร์นิเจอร์ และอุปกรณ์เครื่องใช้สำนักงานบนพื้นที่ 5,000 ตารางเมตร เฉพาะบริษัท คิง เพาเวอร์ฯ ฝ่ายเดียวไม่รวม ทอท. รวมเป็นมูลค่า 1,091 ล้านบาท ทั้งนี้ยังไม่ได้รวมมูลค่าสินค้าในสต็อกคงคลัง 3-4 เดือน ตามที่คณะกรรมการกฤษฎีกากำหนด และในกรณีบริษัท คิง เพาเวอร์ สุวรรณภูมิ จำกัด เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง ทอท. ในคำฟ้องหน้าที่ 15 ข้อ 4.2.1 ระบุว่า บริษัท คิง เพาเวอร์ฯ ได้จ่ายเงินลงทุนไปแล้ว 1,781 ล้านบาท (ไม่นับรวมมูลค่าสินค้าสต็อกคงคลัง)

ต่อมาเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2551 บริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ ฟรี จำกัด ในฐานะโจทก์ และ ทอท. ในฐานะจำเลย ได้ทำข้อตกลงยอมความต่อศาล โดย ทอท. ได้นำผลการศึกษาของบริษัทที่ปรึกษาทางการเงิน 2 บริษัท คือ บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันซ่า จำกัด และบริษัทหลักทรัพย์ สินเอเชีย จำกัด ซึ่ง ทอท. เป็นผู้ว่าจ้างประเมินมูลค่าโครงการไม่ถึง 1,000 ล้านบาท และยังต่ำกว่าที่สถาบันทรัพย์สินทางปัญญาของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเคยประเมินไว้มาแสดงต่อศาล โดยในคำขอถอนฟ้องข้อ 1.2 ทั้งโจทก์และจำเลยทำข้อตกลงร่วมกันว่า “นับแต่วันที่ศาลให้ถอนฟ้องคดี และกรณีที่โจทก์ใช้พื้นที่จริงภายหลังการทำสัญญา อันมีผลทำให้มูลค่าเงินลงทุนของโครงการมีมูลค่าตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป โจทก์และจำเลยตกลงที่จะดำเนินการและปฏิบัติตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ ให้ถูกต้องต่อไป”

“นับแต่วันที่ถอนฟ้อง ทั้ง ทอท., เจ้าหน้าที่ ทอท. ที่เกี่ยวข้อง และบริษัท คิง เพาเวอร์ฯ ทราบดีว่าทั้ง 2 โครงการมีมูลค่าการลงทุนเกิน 1,000 ล้านบาท แต่ ทอท. กลับไม่ได้นำข้อมูลซึ่งมีสาระสำคัญส่งให้ ป.ป.ช. ใช้ประกอบการพิจารณา จนเป็นเหตุให้ ป.ป.ช. นำผลการศึกษาของสถาบันทรัพย์สินทางปัญญาของจุฬาฯ มาเป็นข้อมูลในการพิจารณา ตัดสินให้ข้อกล่าวหาที่ว่าไม่ผ่าน พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ เป็นอันตกไป ต่อมา คณะอนุกรรมาธิการฯ สปท. ได้เชิญเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. มาชี้แจง ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ไม่เคยเห็นหรือรับทราบข้อมูลดังกล่าวเลย และเนื่องจาก ป.ป.ช. ตรวจพบข้อมูลใหม่ ทาง ป.ป.ช. จึงขอตั้งเรื่องเพื่อพิจารณาคดีนี้ใหม่อีกครั้ง โดย พล.อ. ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมในขณะนั้น ได้มอบหมายให้เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ขยายผลการตรวจสอบว่ากรณีดังกล่าวนี้มีการกระทำความผิดและเป็นสัญญาที่มิชอบหรือไม่ ภายหลังเจ้าหน้าที่ ป.ป.ท. สรุปผลการสอบสวนเสร็จเรียบร้อย ก็ได้ทำรายงานเสนอที่ประชุม ป.ป.ท. มีมติให้ส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. ดำเนินพิจารณาคดีนี้ใหม่อีกครั้ง” นายชาญชัยกล่าว

อ่านรายงานการตรวจสอบและประเมินมูลค่าการลงทุนในโครงการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิฉบับสมบูรณ์