ว่าด้วยการพนัน…(ตอนที่ 2) เล่นหวย – ซื้อลอตเตอรี่ – ซื้อประกัน การพนันอย่างไหนผู้เล่นเสียเปรียบมากกว่ากัน

บรรยง พงษ์พานิช

ในตอนที่แล้ว ผมเขียนถึงการเข้าคาสิโนและการเล่นพนันม้าแข่ง สรุปว่าเข้าคาสิโนนั้นเจ้ามือเอาเปรียบไม่มากเพียงแค่ 0.35-3.0% ถ้าเป็นการพนันหลักอย่าง Blackjack Baccarat และ Roulette แต่เขาใช้ความถี่ของเกมและจำนวนโต๊ะจำนวนผู้เล่นที่ทำให้บ่อนได้กำไรเยอะ ขณะที่การพนันม้านั้น เจ้ามือกับภาษีได้อย่างเดียว เพราะเขาหักก่อน คนเล่นในไทยวางเงินร้อยบาทเท่ากับเหลือเจ็ดสิบเจ็ดบาทห้าสิบ แต่สนามม้าไทยก็ยังขาดทุนยับเพราะคนเล่นน้อยแต่ค่าใช้จ่ายสูง ขณะที่ฮ่องกงวางร้อยเหลือแปดสิบสองห้าสิบ และสนามยังกำไรมหาศาลเพราะปริมาณการเล่นผิดกันหลายร้อยเท่าตัว

วันนี้จะพูดถึงการพนันที่เหลืออีกสามอย่าง โดยจะขอเริ่มที่ลอตเตอรี่ หรือที่มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “สลากกินแบ่งรัฐบาล” ซึ่งดำเนินการผูกขาดโดยสำนักงานสลากกินแบ่งฯ ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจประเภทหารายได้ (เรียกว่ารัฐขอเป็นเจ้ามือรับกินเอง) ตาม พ.ร.บ. ปี พ.ศ. 2517

สลากกินแบ่งนี้ กองสลากจะเป็นผู้พิมพ์แล้วแจกจ่ายผ่านระบบจัดจำหน่ายที่เรียกว่ายี่ปั๊วซาปั๊ว โดยให้ค่าส่วนลดใบละ 3-4 บาท (คู่ละ 6-8 บาท) งวดหนึ่งๆ เดี๋ยวนี้จำหน่ายประมาณ 120 ล้านฉบับ หรือ 60 ล้านคู่ ถ้านับเงินที่กองสลากได้ ก็จะได้งวดละประมาณ 4,300 ล้านบาท ปีละประมาณ 100,000 ล้านบาททีเดียว ตามกฎหมายนั้น กองสลากต้องจ่ายรางวัลร้อยละหกสิบ แล้วนำส่งงบประมาณแผ่นดินร้อยละยี่สิบแปด ที่เหลือเป็นงบค่าใช้จ่ายดำเนินงาน และเหลือกำไรไว้ทำการกุศลอื่นๆ ได้บ้าง

ใครๆ ก็พอรู้ว่าเรื่องสลากกินแบ่งนี้มีกลุ่มผลประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ มากมาย ทั้งในสำนักงานเองและระบบการแบ่งสรรโควตาให้กับหน่วยงาน รวมทั้งเอกชนต่างๆ และยังมีส่วนลดพิเศษให้กับหน่วยงานราชการอีกประมาณปีละพันล้านบาท (ไม่รู้เอาไปไหน ไปทำอะไร ทำไมไม่เพิ่มเงินให้รัฐแล้วให้หน่วยงานต่างๆ ทำของบประมาณตรงๆ ก็ไม่ทราบ) นอกจากนั้น ส่วนหนึ่งยังมีการออกสลากการกุศลที่นำเงินกว่าปีละห้าพันล้านบาทมอบให้องค์กรการกุศลไปเลย (นี่ก็เป็นการไซฟ่อนนอกงบฯ อีก) โดยปีหนึ่งๆ กองสลากจะมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานประมาณ 1,600-2,000 ล้านบาท

ที่น่าขมขื่นสำหรับประชาชนยิ่งขึ้นก็คือ นอกจากจะมีโอกาสได้รางวัลน้อยแล้ว ยังต้องซื้อสลากเกินราคาอีก จากคู่ละ 80 บาท สำหรับสลากชุดอาจต้องจ่ายถึงคู่ละ 90-100 บาทเลยทีเดียว เพราะมีการดักเอาผลประโยชน์ตามเบี้ยใบ้รายทางทุกขั้นตอน (แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องโทษคนซื้อแหละครับ ว่ายอมจ่ายทำไม ไม่ซื้อลอตเตอรี่ไม่เห็นจะตายเลย มีการพนันอื่นๆ ที่โอกาสสูงกว่าให้เล่นอีกตั้งเยอะ)

ปัญหาสลากเกินราคานี้ นับว่าเป็นวาระสำคัญแห่งชาติเลยทีเดียว ผู้นำรัฐประหารประกาศว่าจะคืนความสุขโดยการกวาดล้างไม่ให้มีสลากเกินราคาให้ได้ มีการยกร่าง พ.ร.บ. ที่จะแก้ไขฉบับเดิม แต่ก็โดนวิพากษ์วิจารณ์มากจนไม่ทันใจ ท่าน ออก ม.44 เมื่อกลางปี เพิ่มโทษทั้งจำทั้งปรับคนขายเกินราคา ให้ทหารมาร่วมปราบ แต่ก็แอบสอดแทรกอีกสองเรื่องสำคัญ คือ เรื่องแรก เปลี่ยนข้อกำหนดกรรมการให้ทหารมาเป็นประธานได้ กับอีกเรื่อง คือ ให้ลดเงินนำส่งงบประมาณจาก 28% เป็นเหลือแค่ 20% เพิ่มงบค่าใช้จ่ายให้จาก 12% เป็น 17% อีก 3% ให้ตั้งกองทุนพัฒนาสังคมเรื่องการพนันที่ไม่ต้องอยู่ในระบบงบประมาณ

ซึ่งเรื่องหลังนี่ผมว่ามันพิกล เพราะในขณะที่มาตรการหนึ่งคือออกสลากเพิ่มมหาศาลเพื่อเพิ่มอุปทาน จนทำให้เดิมออกแค่งวดละสี่สิบล้านคู่มาเป็นหกสิบล้านคู่แล้ว ค่าใช้จ่ายคิดเป็นร้อยละน่าจะลดลงได้มากเลย แต่นี่กลับให้จ่ายมากขึ้น (โดยใช้อำนาจพิเศษอนุญาตเสียด้วย) กับเราจะมีกองทุนสำหรับวิจัย ให้ความรู้ประชาชน กับต่อต้านการพนันอีกปีละเกือบสามพันล้านบาท ซึ่งผมว่าเอาไปใช้ต่อต้านคอร์รัปชันโดยให้องค์กรภาคประชาสังคมทำหน้าที่ยังจะดีกว่าเยอะ

ความจริงวิธีแก้สลากเกินราคาที่ดีที่สุดนี่ทำง่ายนิดเดียว แค่เปลี่ยนจากสลากกระดาษเป็นดิจิทัล ขายออนไลน์แต่อย่างเดียวก็ไม่มีทางขายเกินราคาได้อีก แต่อย่างว่าแหละครับ กลุ่มผลประโยชน์ รวมไปถึงเครือข่ายการขายคงจะไม่ยอมกันง่ายๆ คงต้องอ้างไปถึงว่าเป็นอาชีพสำคัญของคนพิการอะไรไปโน่นเลย มีคนบอกว่าไทยเป็นหนึ่งในสองประเทศเท่านั้นในโลกที่ยังขายลอตเตอรี่กระดาษอยู่ …กับอีกวิธีหนึ่งก็คือ Privatize กองสลากเสียเลย ให้เอกชนเข้ามาประมูลทำ รับรองว่ารายได้รัฐเพิ่ม คนเล่นได้ส่วนแบ่งมากขึ้น ค่าใช้จ่ายลด จะควบคุมปริมาณก็ทำได้ แถมไม่ต้องให้ Monopoly ก็ยังออกแบบได้ ให้มีการแข่งขันกันตามควร

ขอกลับมามองในมุมของคนเล่น คนซื้อลอตเตอรี่บ้าง นี่เป็นการพนันที่เจ้ามือเอาเปรียบมากที่สุดชนิดหนึ่งทีเดียว

ถ้าพลิกไปดูด้านหลังสลากแต่ละใบ เขาจะระบุชัดว่ารางวัลรวมของแต่ละชุดนั้น รวมตั้งแต่รางวัลที่ 1 ใบละสามล้านไล่ลงไป รวมจะจ่ายให้งวดละ 24,000,000 บาทต่อชุด ซึ่งชุดหนึ่งมีล้านฉบับขายใบละ 40 บาท ก็เท่ากับว่า ถ้าซื้อตามราคา วางเงินสี่สิบบาทมันก็เหลือค่าแค่ยี่สิบสี่บาทแล้ว ยิ่งซื้อเกินราคาก็เท่ากับว่าถูกกินไปครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว
ถามว่าทำไมคนถึงยังกระหน่ำแย่งซื้อลอตเตอรี่กันอยู่ได้ ทั้งๆ ที่วัดตามทฤษฎีคณิตศาสตร์แล้วมันเหมือนเป็นเรื่องโง่ชัดๆ มีเงินอยู่ร้อยบาท อยู่ๆ ก็ไปซื้อของที่มีค่าหกสิบบาทเห็นๆ อันนี้อธิบายได้หลายอย่าง บ้างก็ว่าเป็นความฝันของคนจน เป็นทางเดียวที่จะทำให้ร่ำรวยขึ้นมา (โดยเฉพาะในสังคมที่โอกาสถูกจำกัดไว้เฉพาะคนบางชั้น บางพวก บางกลุ่ม) บ้างก็ว่าเป็นการมอมเมา ได้ยินได้อ่านเรื่องแฟรี่เทลของบางครั้งที่มีคนถูกที่หนึ่งทีละชุดใหญ่ได้คราวนึงห้าสิบล้านร้อยล้าน หรือจะอธิบายโดยทฤษฎีเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม ที่คนยอมเอาเงินก้อนท้ายๆ ที่อรรถประโยชน์ตำ่ไปแลกกับโอกาสที่จะได้ก้อนใหญ่ที่อรรถประโยชน์ต่อหน่วยสูงกว่า (เรื่องนี้จะอธิบายละเอียดในภาคประกันภัยอีกทีนะครับ) แต่คงไม่มีใครซื้อลอตเตอรี่เพราะเห็นว่าสำนักงานสลากฯ นั้นดี ทำประโยชน์ทั้งหาเงินให้รัฐ ทั้งทำการกุศลเยอะ เลยอยากอุดหนุนเพราะอยากช่วยรัฐ อยากทำบุญ

สรุปว่า การซื้อลอตเตอรี่ หรือสลากกินแบ่งรัฐบาลนั้น เป็นการพนันที่เจ้ามือเอาเปรียบผู้เล่นมากที่สุดอย่างหนึ่ง House edge (น่าจะเรียกว่า Gov’t edge) สูงถึง 40% แต่กลับมีคนแย่งซื้อแย่งเล่นกันทุกงวดจนยอมแม้ต้องจ่ายเกินราคา(ดูเพิ่มเติมหวยใครรวย)

ทีนี้ก็มาถึงหวย ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นการพนันเก่าแก่ที่รัชกาลที่สามทรงโปรดให้มีขึ้น นัยว่าเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่ฝืดเคืองดึงให้คนเอาเงินออกมาใช้ ต่อมา ร.6 ทรงยกเลิก หวย ก.ข. เปลี่ยนเป็นลอตเตอรี่แทน จนปัจจุบัน “หวย” ถูกพัฒนามาเป็นผลิตภัณฑ์พ่วง (by product) ของสลากกินแบ่งอีกทีนึง …โดยเหตุที่ลอตเตอรี่นั้นเป็นที่นิยมมาก แต่เหมือนต้องซื้อพ่วง คือ ซื้อทีต้องพนันทุกๆ รางวัล ตั้งแต่ที่ 1-2-3 เรื่อยไปจนถึงเลขท้ายสองตัวสามตัว ในที่สุดเลยมีคนหัวใสสร้างนวัตกรรม ทำอนุพันธุ์หวยขึ้นมาค้ากำไร (ผมคิดว่านี่เป็นนวัตกรรมไทยๆ ที่ประสบความสำเร็จเป็นที่นิยมสูงสุดพอๆ กับอาหารไทยเลยทีเดียว …ที่ประเทศอื่นมีไหมครับ ใครมีข้อมูลเล่าหน่อยครับ) นั่นก็คือ ให้คนเล่นเลือกแทงได้ ว่าจะแทงแค่สองตัว สามตัว หรือแทงโต๊ต แถมมีแทงบน แทงล่างได้ด้วย ซึ่งวิธีแทงก็คือ เลือกได้ว่าจะแทงอะไร อย่างละกี่บาท โดยเจ้ามือจะจ่ายให้ตามอัตราที่ตกลงกัน ซึ่งก็มีหลายมาตรฐานต่างๆ กันบ้าง

ตัวอย่างการแทงหวยก็เช่น สองตัวบน ซึ่งคือ เลขท้ายสองตัวสุดท้ายของรางวัลที่หนึ่งในงวดนั้น มีโอกาสถูกหนึ่งในร้อย แต่ถ้าถูกเจ้ามือจะจ่ายให้แค่ 70 เท่าของเงินที่แทง โดยเจ้ามือจะมี House edge อยู่ 30% ซึ่งนั่นดูจะเป็นอัตราต่ำสุด เพราะถ้าแทงสามตัวซึ่งโอกาสถูกแค่หนึ่งในพัน เขาจะจ่ายแค่ 500-600 เท่า ซึ่งก็เท่ากับมี House edge 40-50% เลยทีเดียว …หรือถ้าแทงโต๊ตสามตัว คือการแทงสลับเบอร์ได้ เช่น แทง 123 โอกาสถูกคือ เลขท้ายรางวัลที่หนึ่งออก 123 132 231 213 312 หรือ 321 มีโอกาสหกในพัน แต่เขาจะจ่ายให้ 100 เท่าเท่านั้น เท่ากับเจ้ามือมี House Edge 40% เท่าๆ กับลอตเตอรี่รัฐ

ถึงแม้เจ้ามือจะได้เปรียบมาก แต่ก็ใช่ว่าจะได้กำไรเสมอไป เพราะคนไม่ได้แทงเท่ากันทุกๆ เบอร์ บางงวดถ้าบังเอิญมีคนระดมแทงเบอร์เดียวกันเยอะๆ แล้วถูก (ผมเรียกว่าบังเอิญเพราะผมไม่เชื่อเรื่องหวยล็อก) เจ้ามือก็อาจขาดทุนหรือถึงกับเจ๊งล้มละลายได้ เจ้ามือใหญ่ๆ จึงต้องมีเครือข่ายที่กว้างขวางเพื่อกระจายความเสี่ยง และอาจหาช่องทางออกตัวได้ หรืออาจต้องระงับการรับแทงสำหรับบางเลขที่มีคนทุ่มเยอะ เรียกว่าต้องใช้ระบบการบริหารความเสี่ยงเข้ามาช่วยด้วย

เจ้ามือหวยยังมีค่าใช้จ่ายไม่น้อย ต้องจ่ายให้กับเครือข่าย Distribution ที่เรียกว่า “คนเดินโพย” ประมาณ 5-10% ในบางกรณีก็อาจมีส่วนลดให้ “ขาใหญ่” 5-10% และค่าใช้จ่ายสำคัญอีกอย่างก็คือ “ค่าคุ้มครอง” ซึ่งต้องจ่ายให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเนื่องจากเป็นเรื่องผิดกฎหมาย (ค้าขายแข่งกับ Monopoly ของรัฐ) …มีคนบอกว่าเงินบ่อนเงินหวยนี้พวกตำรวจเค้าเรียก “เงินเย็น” เพราะจริงๆ ไม่มีใครเดือดร้อน คนเล่นก็สนุกอยากเล่นเอง คนเดินโพยก็มีงานทำ เจ้ามือก็ประกอบธุรกิจไม่โกงใคร มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ (จะว่าไป House edge ทั้งหลายนั่นคือ GDP ล้วนๆ เลยครับ) และมีคนบอกว่าเรื่องค่าคุ้มครองอย่างนี้ ไม่เฉพาะตำรวจเท่านั้น บางครั้งทหารก็มีเอี่ยว (เวลาผมบอกว่า “มีคนบอกว่า” แปลว่าฟังเขามานะครับ ไม่ได้เห็นเอง)

ที่คนไทยจำนวนมากติดเล่นหวยกันจนงอมแงม จนประมาณว่างวดหนึ่งๆ มีการแทงหวยกันเป็นหมื่นล้านบาท นับเป็นระบบเศรษฐกิจใต้ดินที่ใหญ่และสำคัญอันหนึ่ง เมื่อปี 2546 รัฐบาลทักษิณเลยจัดการให้กองสลากออก “หวยบนดิน” ที่ถูกกฎหมายมาให้ประชาชนได้แทงได้พนันกัน สามปีทำกำไรได้เกือบสามหมื่นล้านบาท เอาเงินไปทำสาธารณประโยชน์ เช่น เอาไปให้ทุนเด็กบ้านนอกไปเรียนเมืองนอกได้เยอะ แต่พอปฏิวัติ 2549 ก็ถูกเช็คบิล ศาลฎีกาตัดสินว่าผิด พ.ร.บ.สลากฯ ปี 2517 เพราะ “หวย” นั้นถึงแม้รัฐจะได้เปรียบอยู่ 30-40% ก็ไม่ใช่ “สลากกินแบ่ง” ที่รัฐจะได้กินชัวร์ๆ แถมยังมีการเบียดบังเงินที่ควรเป็นของแผ่นดินไปใช้นอกงบประมาณต้องยุติการออกไป รัฐมนตรีหวุดหวิดติดคุกทั้งคณะ ปล่อยให้ธุรกิจ “หวย” ม้วนกลับลงไปอยู่ใต้ดิน สมใจเหล่ามาเฟียเหล่าเจ้ามือและคนที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย …นี่รัฐบาลปัจจุบันก็กำลังจะแก้ พ.ร.บ.เพื่อที่จะทำอย่างที่ “ทักษิณ” ทำทุกประการ คือ ให้กองสลากออกหวยบนดินได้ และมีช่องให้ใช้เงินนอกงบฯ รูใหญ่กว่าเดิมอีกด้วย

สรุปว่า ลอตเตอรี่ กับ หวย ดูจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ประชาชนขาดไม่ได้ตลอดไป ข้างประชาชนก็ช่างมัวเมาลุ่มหลง ปีหนึ่งๆ ใช้เงินมาทุ่มด้านนี้หลายแสนล้านต่อปี สร้างรายได้ให้รัฐมากมาย นับเป็นภาษีคนจนชิ้นสำคัญเลยทีเดียว

เช่นเคยนะครับ ว่าเสียยาว เลยต้องขอยกยอดเรื่องที่หลายคนคงสงสัยว่า การประกันภัยประกันชีวิต นั้นเป็นการพนันอย่างไรไปตอนหน้าอีกแล้ว รออ่านนะครับ

หมายเหตุ: ตีพิมพ์ครั้งแรก เฟซบุ๊ก Banyong Pongpanich วันที่ 11 เมษายน 2560