นายกฯ แจงคดีรถเมล์ NGV รับของร้อนไม่ได้ โต้ข้อเสนอ สปท. ไม่ปิดกั้นสื่อ – ชงแผนพัฒนากลุ่ม จว. 63,145 ล้าน 2,505 โครงการ

31 มกราคม 2017

พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2560 ที่ทำเนียบรัฐบาล มีการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) และการประชุมคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยมี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เป็นประธาน

แจงรถเมล์ NGV รัฐบาลรับของร้อนไม่ได้

พล.อ. ประยุทธ์ ตอบคำถามถึงความคืบหน้ากรณีปัญหารถเมล์เอ็นจีวีว่า ตนได้รับทราบจากองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) แล้วว่าไม่สามารถตรวจรับได้ เนื่องจากอัยการได้ชะลอไม่ให้รับ ต้องมีการพิจารณากันในทางคดี คือเรื่องการผิดสัญญาว่ารถมีที่มาถูกต้องหรือไม่ และเรื่องการสำแดงเป็นเท็จหรือไม่ ไปว่ากันทางคดี

“รัฐบาลรับของร้อนไม่ได้อยู่แล้ว ประชาชนเดือดร้อนจะทำอย่างไร มาถามผม ก็ทำใหม่ไง มีอะไรอย่างอื่นไหมที่จะแก้ปัญหานี้ได้ คือต้องไม่เกิดเรื่องแบบนี้อีก เป็นเรื่องการป้องกันการทุจริต มาบอกว่ารัฐบาลนี้ไม่มีผลงาน หลายเรื่องที่เข้ากระบวนการตรวจสอบ ไปดูอะไรแล้วมาบอกรัฐบาลล้มเหลวทั้งหมด มันไม่เป็นธรรมกับผม” นายกรัฐมนตรีกล่าว

เล็งใช้ ม.44 ปฏิรูปตำรวจ – เอาระบบแต่งตั้งกองทัพเป็นแม่แบบ

พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวว่า สำหรับการประชุม คสช. ในวันนี้ไม่มีการออกคำสั่งพิเศษตามมาตรา 44 เกี่ยวกับการแก้ปัญหาในองค์กรตำรวจ แต่เป็นการหารือถึงความคืบหน้าการปฏิรูปตำรวจ ว่าขณะนี้ดำเนินการไปถึงไหน และจะต้องดำเนินการอะไรอีกบ้าง

“ปัญหาการซื้อขายตำแหน่งเป็นเรื่องที่ต้องไปคิดหาทางแก้ไข เพื่อสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจให้กับประชาชน ตำรวจเองก็มีทั้งดีและไม่ดี อยากให้มองทั้ง 2 ด้าน แต่ก็ต้องทำให้ได้มากที่สุด ได้มอบให้ฝ่ายมั่นคงไปดูแลเรื่องนี้แล้ว” นายกรัฐมนตรีกล่าว

ด้าน พล.ท. สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า พล.อ. ประยุทธ์ ได้สั่งการให้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ร่างคำสั่งมาตรา 44 เพื่อแก้ปัญหาการซื้อขายตำแหน่งในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) โดยให้ยึดแนวทางการแต่งตั้งโยกย้ายกองทัพ

“นายกรัฐมนตรีต้องการปฏิรูปตำรวจ ไม่ให้มีการซื้อขายตำแหน่ง โดยนายกรัฐมนตรีอยากให้ สตช. ยึดแนวทางของกองทัพเป็นหลัก คือ ให้ผู้บังคับบัญชาแต่ละชั้นหรือสายงานมีอำนาจแต่งตั้งโยกย้ายลูกน้องของตัวเอง เช่น ผู้บัญชาการกองพลทหาร หรือ ผบ.พล. มีอำนาจแต่งตั้งโยกย้ายคนหรือหน่วยขึ้นตรงของตนได้ หรือผู้บัญชาการกองทัพบก หรือ ผบ.ทบ. มีอำนาจแต่งตั้งโยกย้ายเฉพาะแม่ทัพภาคเท่านั้น แต่อำนาจสูงสุดยังคงอยู่ที่ ผบ.ตร. หรือ ผบ.ทบ. เป็นต้น เมื่อมีระบบหรือหลักการแต่งตั้งที่ชัดเจน จะได้ไม่เหมือนในอดีตที่ผ่านมาคือมีการแทรกแซงจากภายนอกหรือฝ่ายการเมืองที่จะสั่งอะไรลงไป” พล.ท. สรรเสริญ กล่าว

ยันคุมแค่จรรยาบรรณ ไม่ปิดกั้นสื่อ

พล.อ. ประยุทธ์ ตอบคำถามกรณีสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เสนอกฎหมายควบคุมสื่อและผลักดันให้จัดตั้งสภาวิชาชีพว่า ไม่ใช่กฎหมายคุมสื่อ การควบคุมนั้นไม่ใช่เป็นการควบคุมเพื่อปิดกั้นแต่เพื่อจรรยาบรรณ ส่วนเรื่องการตั้งสภาวิชาชีพวันนี้เป็นเรื่องต้องกำหนดมาตรฐานในทุกอาชีพ

“จรรยาบรรณ คือ การสื่อสารให้ประชาชนมีโอกาสได้เลือกรับฟัง ติดตาม และเชื่อถือ ต้องมีข้อมูลที่สมดุลทั้ง 2 ข้าง ไม่ใช่เอียงข้างใดข้างหนึ่งตลอด มันทำให้ประเทศชาติเกิดความสับสนวุ่นวาย ประชาชนขัดแย้งกัน รัฐบาล ข้าราชการ ทำงานไม่ได้ นั่นคือปัญหา” นายกรัฐมนตรี กล่าว

พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวต่อไปว่า เรื่องดังกล่าว สปท. เป็นผู้เสนอขึ้นมาเพราะเห็นว่าเป็นปัญหาที่ต้องมีการปฏิรูป และเรื่องสื่อก็อยู่ใน 11 วาระที่ต้องปฏิรูปอยู่แล้ว ไม่ใช่ตนไปสั่งการ ส่วนแนวคิดการตั้งคณะกรรมการวิชาชีพสื่อนั้นจะมีสมาชิก 13 คน มาจากภาคราชการ 4 คน ที่เหลือเป็นผู้แทนจากองค์กรสื่อ และอื่นๆ ขออย่ากังวลว่ารัฐบาลจะไปควบคุม เพราะคณะกรรมการส่วนใหญ่ก็มาจากภาคส่วนอื่นๆ และมาจากองค์กรสื่ออยู่แล้ว โดยคณะกรรมการฯ มีหน้าที่ตรวจสอบมาตรฐาน ฝึกอบรมให้ความรู้ ไม่ใช่การควบคุมการนำเสนอข่าวอย่างที่เข้าใจ รัฐบาลไม่สามารถสั่งปิดสื่อได้หากคณะกรรมการไม่มีมติ ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการอยู่แล้ว รัฐไปแทรกแซงไม่ได้

มุสลิมเข้า US ไม่ได้ต้องรอ ชี้ตนก็เข้าไม่ได้

พล.อ. ประยุทธ์ ตอบคำถามในประเด็นที่สหรัฐอเมริกามีนโยบายห้ามมุสลิมเข้าประเทศ ว่า นโยบายดังกล่าวมีผลกระทบต่อชาวมุสลิมไทยอยู่บ้างที่ไม่สามารถเดินทางไปสหรัฐฯ ได้ ซึ่งตนเองก็ไม่สามารถเข้าสหรัฐฯ ได้เช่นกันหากไม่มีการเชิญไป จึงอยากขอให้รอ และไม่ต้องการให้นำปัญหาของต่างประเทศมาใส่ประเทศไทย เพราะไทยก็มีปัญหามากอยู่แล้ว

“รัฐบาลได้เตรียมพร้อมตั้งรับมาตลอด กับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ ซึ่งประเทศคู่ค้าสำคัญของไทยตอนนี้ก็คือสหภาพยุโรปและสหรัฐฯ ส่วนนี้รัฐบาลได้วางนโยบายไว้แล้ว ในเรื่องการค้าระหว่างประเทศที่มีการเปลี่ยนแปลง ขณะเดียวกันเราก็ต้องเพิ่มขีดความสามารถการค้าภายใน ไม่ใช่พึ่งพาการส่งออกเพียงอย่างเดียว” นายกรัฐมนตรีกล่าว

สำหรับการแก้ปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวว่า ได้มีการพูดคุยเพื่อสันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังมีต่อเนื่อง ตามที่ได้รับรายงานนั้นดีขึ้น การแก้ปัญหาต้องเลือกเรื่องที่ทั้งฝ่ายรัฐและผู้เห็นต่างพอจะพูดคุยกันได้มาทำก่อน อย่างไรก็ตาม ก็ต้องมีการใช้กฎหมายพิเศษในการดำเนินคดีกับผู้ที่ใช้อาวุธสงครามหรือก่ออาชญากรรมร้ายแรง ควบคู่กับการเร่งรัดการพัฒนาพื้นที่ซึ่งตามแนวนโยบายพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ได้ถูกกำหนดอยู่ใน 6 พื้นที่ตามภูมิภาคของประเทศที่ต้องเข้าไปพัฒนาตามรูปแบบของกลุ่มจังหวัด แสดงถึงความจริงใจที่พร้อมจะแก้ปัญหาให้กับเขา

นายกฯ แจง ลงโทษ “สุภัฒ” ต้องเป็นไปตามกระบวนการ

พล.อ. ประยุทธ์ ตอบคำถามกรณีของการลงโทษนายสุภัฒ สงวนดีกุล รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา จากเหตุขโมยภาพวาดในโรงแรมที่ประเทศญี่ปุ่น ว่า กรณีดังกล่าว กระทรวงพาณิชย์เป็นผู้รับผิดชอบในการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ขณะเดียวกันก็ต้องเปิดโอกาสให้นายสุภัฒชี้แจงเหตุผลว่าทำไมจึงขโมยภาพดังกล่าว เพราะเป็นของไม่มีราคา รวมถึงให้แพทย์ตรวจสอบด้วย แล้วนำความผิดกับข้อเท็จจริงที่ได้มาเข้าสู่คณะกรรมการทางวินัยก่อนลงโทษ ไม่ใช่นายกรัฐมนตรีต้องสั่งทุกเรื่อง หากผลสรุปพบว่ามีการกระทำผิดจริงก็ต้องได้รับโทษโดยไม่มีข้อยกเว้น จะไม่มีการปกป้องอย่างเด็ดขาด

ทั้งนี้มีรายงานเพิ่มเติมว่า วันนี้ นายสุภัฒได้ทำหนังสือส่งถึงสื่อมวลชน แจ้งการลาออกจากราชการแล้ว

ยังตอบไม่ได้ ป.ย.ป. ทำทุกอย่างเสร็จใน 1 ปี

พล.อ. ประยุทธ์ ตอบคำถามการทำงานของคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดิน ตามกรอบการปฏิรูปประเทศยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) จะเป็นรูปธรรมได้ภายใน 1 ปีหรือไม่ ว่า ที่ผ่านมารัฐบาลได้ทำงานในด้านปฏิรูปมาโดยตลอด และที่ตั้งคณะกรรมการ ป.ย.ป. ขึ้นมาเพื่อช่วยกันขับเคลื่อนการปฏิรูป เพื่อให้รัฐบาลต่อไปมาสานต่อได้

ทั้งนี้ ตนยังบอกไม่ได้ว่าทุกอย่างจะสำเร็จได้ภายใน 1 ปี เพราะในการทำงานมีอุปสรรคและปัญหาติดขัดหลายอย่าง อย่างไรก็ตาม รัฐบาลก็จะดำเนินงานต่อไปอย่างเต็มที่ ซึ่งตนได้สั่งการไปทั้งหมดแล้ว ให้มีการทำงานแบบบูรณาการ เพราะที่ผ่านมาทำงานแบบฟังก์ชันมาโดยตลอด การแก้ไขปัญหาการบิน หรือปัญหาประมง IUU ที่ดำเนินการไปมากแล้วหากมีปัญหาติดขัด ป.ย.ป. จะเข้าไปช่วย ซึ่งตอนนี้ยังไม่ถึง 1 ปี แต่หากเสร็จสิ้นก็จะเห็นผล

ปรับ พ.ร.บ.อุทยานฯ คุ้มครองผู้อยู่มาก่อน 

พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวถึงกรณี สปท. เสนอให้แก้ไขกฎหมายอุทยานว่า กฎหมายดังกล่าวเป็นการปรับปรุงกฎหมายอุทยาน เนื่องจากปัจจุบันมีกฎหมายสำหรับผู้ที่เคยอยู่ในพื้นที่ป่าสงวนก่อนที่จะมีการประกาศเป็นพื้นที่ป่าสงวน แต่ที่ผ่านมาไม่มีกฎหมายสำหรับคนที่อยู่ในพื้นที่อุทยาน หรือพื้นที่อนุรักษ์อื่น

“พวกเขาอยู่มาก่อนการประกาศอะไรทั้งสิ้น จะไล่พวกเขาออกได้อย่างไร ดังนั้นขอให้อ่านกฎหมายให้ละเอียด อย่าจับเพียงประเด็นเหล่านี้ ซึ่งการทวงคืนผืนป่าเพื่อปลูกป่า จากนั้นเป็นการจัดสรรที่ดินให้พวกเขาอยู่ในลักษณะที่ไม่เป็นโฉนดเพราะป่ามีความเสื่อมโทรม อย่างไรก็ตามเป็นการทำสิ่งที่ผิดให้ถูกกฎหมายไม่ใช่เป็นการฟอกผิดให้ถูก และกลุ่มเหล่านี้ต้องทำอาชีพการเกษตรตามที่รัฐสนับสนุนให้เพื่อให้ประชาชนอยู่ร่วมกับป่าได้ แต่จะไม่ให้มีการบุกรุกใหม่แน่นอน” นายกรัฐมนตรีกล่าว

แก้สารเคมีเกษตรต้องค่อยเป็นค่อยไป

พล.อ. ประยุทธ์ ตอบคำถามกรณีการขึ้นทะเบียนสารเคมีมีพิษทางเกษตรว่า กรณีดังกล่าวต้องดูรายพื้นที่เพราะบางพื้นที่ต้องใช้ ซึ่งต้องมีการนำเข้า ส่วนนี้ก็ต้องควบคุมให้ได้ ซึ่งหากบอกว่ามีการเอื้อต่อบริษัทนำเข้า ที่ตนทราบนั้นไม่ได้มีบริษัทเดียวที่นำเข้าสารเคมีเกษตร อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้มีพื้นที่เกษตรอินทรีย์เกิดขึ้นมากแล้ว แต่ทุกอย่างอยู่ในระยะเปลี่ยนผ่านก็ต้องค่อยเป็นค่อยไป

มติ ครม. ที่น่าสนใจอื่นๆ มีดังนี้

นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th

นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่มาภาพ: www.thaigov.go.th

ชงแผนพัฒนา “จังหวัดและกลุ่มจังหวัด” – 63,145 ล้านบาท 2,505 โครงการ

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ครม. มีมติเห็นชอบแผนพัฒนาจังหวัด 76 จังหวัด แผนพัฒนากลุ่มจังหวัด 18 กลุ่มจังหวัด (พ.ศ. 2560-2564), แผนปฏิบัติราชการจังหวัด 76 จังหวัด แผนปฏิบัติราชการกลุ่มจังหวัด และคำของบประมาณของจังหวัดและกลุ่มจังหวัด ประจำปีงบประมาณ 2561 วงเงิน 63,145.10 ล้านบาท จำนวน 2,505 โครงการ แบ่งเป็นโครงการที่ควรสนับสนุนภายในกรอบวงเงิน 1,495 โครงการ วงเงิน 29,713.70 ล้านบาท และโครงการที่ควรสนับสนุนเกินกว่ากรอบวงเงิน 1,010 โครงการ วงเงิน 33,431.39 ล้านบาท และหากแบ่งตามกลุ่มจังหวัดและจังหวัดจะเป็นโครงการของจังหวัด 2,218 โครงการ วงเงิน 48,931.55 ล้านบาท และโครงการของกลุ่มจังหวัด 287 โครงการ วงเงิน 14,213.55 ล้านบาท ทั้งนี้ โครงการที่ควรสนับสนุนเกินกรอบวงเงินเป็นโครงการที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12

นอกจากโครงการของจังหวัดและกลุ่มจังหวัด ยังมีโครงการของกระทรวง กรม ตามแผนพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัดอีก 6,841 โครงการ วงเงิน 251,375.31 ล้านบาท ซึ่งสำนักงบประมาณจะเป็นผู้ดูแลความซ้ำซ้อนของโครงการก่อนจะอนุมัติเบิกจ่ายตามความเหมาะสมต่อไป

อนึ่ง ก่อนหน้านี้ ครม. มีมติเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2560 เห็นชอบการจัดทำงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ประจำปีงบประมาณ 2560 ของกลุ่มจังหวัด วงเงิน 110,433.66 ล้านบาท โดยยังเหลือวงเงินคำขอตั้งงบประมาณที่ยังไม่ได้รับจัดสรรและให้เสนอเป็นคำขอรับงบประมาณในปี 2561 แทนวงเงิน 91,000 ล้านบาท ซึ่งการประชุมครั้งนี้ได้อนุมัติเพิ่มเติมอีก 63,000 ล้านบาทดังกล่าว

“การจัดทำงบประมาณแบบกลุ่มจังหวัดถือเป็นรูปแบบใหม่นอกจากเน้นตามหน้าที่ของกระทรวง เป็นการจัดทำตามจังหวัดและกลุ่มจังหวัด ซึ่งจากเดิมรัฐบาลจะจัดสรรงบประมาณให้จังหวัดต่างๆ ปีละ 24,000-25,000 ล้านบาทอยู่แล้ว ปีนี้จะเห็นว่าเราจัดสรรเพิ่มขึ้นถึง 60,000 ล้านบาท ทำให้รัฐบาลสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนในพื้นที่ได้ดียิ่งขึ้น จากเดิมที่ถ้ากระทรวงส่งเรื่องขึ้นมาอาจจะถูกตัดออกไป ต่อไปนี้ผู้ว่าราชการจะสามารถเสนอขึ้นมาหลังจากประชุมกับภาคเอกชนหรือภาคประชาชนของแต่ละจังหวัด โดยมีงบประมาณที่เพียงพอจะตอบสนองความต้องการด้วย” ดร.กอบศักดิ์กล่าว

เบิก “งบกลาง” ช่วยเกษตรกรภาคใต้ 3 โครงการ 1,537.26 ล้านบาท – สอดไส้ 6 ล้านบาท

นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ครม. มีมติอนุมัติงงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2560 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อดำเนินโครงการตามแผนการช่วยเหลือฟื้นฟูเกษตรกร จำนวน 3 โครงการ วงเงิน 1,537.26 ล้านบาท แบ่งเป็น 1) มาตรการให้ความช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์และกลุ่มสหกรณ์ที่ประสบภัย 451.35 ล้านบาท 2) โครงการฟื้นฟูอาชีพเกษตรกรผู้ประสบภัย 191.25 ล้านบาท และ 3) โครงการซ่อมแซมโครงการชลประทาน 894.66 ล้านบาท

“กรอบแนวทางการดำเนินงาน แบ่งการดำเนินงานออกเป็น 3 ระยะ คือ ระยะเร่งด่วน ระยะสั้น และระยะยาว โดยมีแนวทางการดำเนินงาน ระยะแรก ช่วงเดือนมกราคม 2560 คือการหยุดยั้งความเสียหาย มุ่งเน้นการช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนแก่เกษตรกรในระยะเร่งด่วนเพื่อหยุดหรือลดความเสียหายให้มากที่สุด ระยะต่อไปช่วงเดือนมกราคม-กันยายน 2560 เป็นการเสริมสร้างฟื้นฟู โดยมุ่งเน้นการฟื้นฟูสภาพพื้นที่และอาชีพ ให้เกษตรกรที่ประสบอุทกภัยให้กลับสู่ภาวะปกติ และระยะยาว ช่วงปี 2560 เป็นต้นไปจะเป็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยมุ่งเน้นการลดความเสี่ยงจากอุทกภัย และพัฒนาให้ดีกว่าเดิมและปลอดภัยกว่าเดิม ทั้งนี้ ในส่วนโครงการซ่อมแซมโครงการชลประทาน ตอนแรกเสนอขึ้นมา 900.6 ล้านบาท แต่ ครม. มีมติให้หักออก 6 ล้านบาท เนื่องจากเป็นโครงการที่อยู่ในจังหวัดเพชรบุรีที่ได้ไม่อยู่ในพื้นที่ประสบภัยตามประกาศ” นายณัฐพรกล่าว

อนึ่ง ในภาพรวมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีมาตรการช่วยเหลือ 6 มาตรการ 12 โครงการ วงเงิน 2,497.9 ล้านบาท ได้แก่ 1) มาตรการฟื้นฟูซ่อมสร้างโครงสร้างพื้นฐาน จำนวน 4 โครงการ 2) มาตรการฟื้นฟูพื้นที่เกษตรกรรม จำนวน 1 โครงการ  3) มาตรการฟื้นฟูอาชีพด้านการเกษตร จำนวน 2 โครงการ 4) มาตรการฟื้นฟูอาชีพด้านปศุสัตว์ จำนวน 2 โครงการ 5) มาตรการฟื้นฟูอาชีพด้านประมง จำนวน 1 โครงการ และ 6) มาตรการฟื้นฟูรายได้และหนี้สินเกษตรกร จำนวน 2 โครงการ

โดยแบ่งตามที่มาของเงินเป็น 1) งบประมาณประจำปีและงบกองทุนหมุนเวียนเพื่อการกู้ยืมแก่เกษตรกรและผู้ยากจน 7 โครงการ 524.61 ล้านบาท 2) งบกลางฯ 3 โครงการ วงเงิน 1,537.26 ล้านบาท 3) งบกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร 1 โครงการ 353.48 ล้านบาท และ 4) เงินทดรองราชการตามระเบียบกระทรวงการคลังฯ 1 โครงการ 82.55 ล้านบาท

ทั้งนี้ นายณัฐพรกล่าวว่า ผลกระทบคาดว่าจะมีเกษตรกรด้านพืชได้รับผลกระทบ 480,513 ราย พื้นที่ 1.1 ล้านไร่ แบ่งเป็นข้าว 277,647 ไร่ พืชไร่ 55,939 ไร่ และพืชสวนและอื่นๆ 779,138 ไร่ มีเกษตรกรด้านปศุสัตว์ได้รับผลกระทบ 4,541 ราย มีจำนวนสัตว์ตาย 226,804 ตัว และเกษตรกรด้านประมงได้รับผลกระทบ 22,216 ราย มีสัตว์น้ำได้รับผลกระทบ 29,695 ไร่ กระชังเสียหายอีก 91,752 ตารางเมตร

ตั้งราคาอ้อยขั้นต้น 1,050 บาทต่อตันอ้อย

นายณัฐพรกล่าวว่า ครม. มีมติเห็นชอบการกำหนดราคาอ้อยขั้นต้นและผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นต้น  ฤดูการผลิตปี 2559/2560 ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) เสนอ เป็น 2 ราคา ดังนี้

1) กำหนดราคาอ้อยขั้นต้นฤดูการผลิตปี 2559/2560 ในเขตคำนวณราคาอ้อยที่ 1, 2, 3, 4, 6, 7 และ 9 ในอัตรา 1,050 บาทต่อตันอ้อย ณ ระดับความหวานที่ 10 ซี.ซี.เอส. และกำหนดอัตราขึ้น/ลงของราคาอ้อยเท่ากับ 63 บาทต่อ 1 หน่วย ซี.ซี.เอส. ต่อเมตริกตัน  และผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นต้น  ฤดูการผลิตปี 2559/2560 เท่ากับ 450 บาทต่อตันอ้อย

2) กำหนดราคาอ้อยขั้นต้นฤดูการผลิตปี 2559/2560 ในเขตคำนวณราคาอ้อยที่ 5 ในอัตรา 980 บาทต่อตันอ้อย ณ ระดับความหวานที่ 10 ซี.ซี.เอส. และกำหนดอัตราขึ้น/ลงของราคาอ้อยเท่ากับ 58.80 บาทต่อ 1 หน่วย ซี.ซี.เอส. ต่อเมตริกตัน และผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นต้น  ฤดูการผลิตปี 2559/2560 เท่ากับ 420 บาทต่อตันอ้อย

ทั้งนี้ เขตคำนวณราคาอ้อยที่ 8 ไม่ถูกกำหนดเนื่องจากโรงงานปิด

“ราคาเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาที่ราคา 808 บาทต่อตันอ้อย หรือประมาณ 30% ในเขต 1, 2, 3, 4, 6, 7, 9 และเพิ่มขึ้นจาก 773 บาทต่อตันอ้อย หรือ เพิ่ม 27% ในเขตที่ 5 โดยส่วนหนึ่งเพราะภัยแล้งในหลายประเทศทั้งอินเดีย จีน และไทยด้วย ทำให้ราคาของน้ำตาลในตลาดโลกปรับขึ้น ซึ่งรวมไปถึงสินค้าเกษตรอื่นๆ เช่น ยางพารา ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีต่อภาคเกษตรของไทย ส่วนที่ราคาของเขตที่ 5 ต่ำกว่า เพราะว่าคุณภาพของโรงงานสู้เขตอื่นๆ ไม่ได้ ทำให้ผลิตได้ไม่ดีเท่าเขตอื่นๆ ราคาจึงต่ำลงมา” นายณัฐพรกล่าว

ลดหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายจากข้าวจาก 0.75% เหลือ 0.5%

พล.ท. สรรเสริญ กล่าวว่า ครม. อนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. ….) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยภาษีเงินได้ (การแก้ไขเพิ่มเติมการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย กรณีสินค้าเกษตรประเภทข้าว) ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอว่า จากเดิมที่ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ซึ่งเป็นผู้ซื้อข้าวส่งออกจากเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 0.75% ก็ปรับให้หักไว้เพียง 0.5% ซึ่งช่วยลดภาระภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ของผู้ขายสินค้าเกษตรประเภทข้าวที่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้สูงกว่าภาระภาษีเงินได้ที่ต้องชำระ เนื่องจากการปรับลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก 30% เหลือเป็น 20%

นอกจากนี้ ยังก่อให้เกิดความเป็นธรรมในการจัดเก็บภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ทำให้สามารถดึงผู้ค้าข้าวเข้ามาในฐานข้อมูลการบริหารจัดเก็บภาษีผู้ประกอบการค้าข้าว ซึ่งจะช่วยป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษีส่งผลให้การจัดเก็บภาษีมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น แม้ว่าอาจจะส่งผลกระทบต่อกระแสเงินสดของรัฐบาลในการจัดเก็บภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย แต่ในภาพรวมจะทำให้ภาครัฐจัดเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้น

อนุมัติแผน “ท่องเที่ยวชุมชน” อย่างยั่งยืน

ดร.กอบศักดิ์ กล่าวว่า ครม. มีมติรับทราบแผนยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวโดยชุมชนอย่างยั่งยืน พ.ศ. 2559-2563 หรือ Commonity-Based Tourism: CBT Thailand) 5 ยุทธศาสตร์ คือ 1) การสร้างเสริมคุณภาพ ทักษะ และความสามารถของทรัพยากรมนุษย์ในชุมชนให้มีศักยภาพการจัดการการท่องเที่ยวแบบพึ่งพาตนเองบนฐานพอเพียงและความรู้ 2) การส่งเสริมการเพิ่มคุณค่าและมูลค่าของต้นทุนทรัพยากรชุมชนสู่การเป็นสินค้าและบริการบนฐานเอกลักษณ์ อัตลักษณ์ และการมีส่วนร่วม 3) การพัฒนาการบริหารจัดการการตลาดท่องเที่ยวที่มุ่งเน้นการสร้างสมดุลของความสุขระหว่างชุมชนและนักท่องเที่ยว 4) การพัฒนากลไกการขับเคลื่อนระบบการบริหารจัดการและการทำงานเชื่อมโยงเชิงเครือข่ายประชารัฐที่มีเอกภาพ มั่นคง และยั่งยืน และ 5) การพัฒนาดัชนีชี้วัดความสุขระหว่างชุมชนและนักท่องเที่ยว ตลอดจนการพัฒนาไปสู่การเป็นแหล่งเรียนรู้ในภูมิภาคอาเซียน

โดยมีเป้าหมายเพื่อ 1) เพิ่มศักยภาพของทรัพยากรมนุษย์ในชุมชนให้มีความรู้และเพิ่มทักษะความสามารถในการจัดการการท่องเที่ยวโดยชุมชนได้อย่างยั่งยืนบนฐานความพอเพียง 2) เพิ่มคุณค่าและมูลค่าของต้นทุนทรัพยากรท่องเที่ยว อันจะทำให้เกิดการยกระดับความสำคัญของชุมชนในสังคม 3) เพิ่มชุมชนที่มีการจัดการการท่องเที่ยวโดยชุมชนที่มีมาตรฐานคุณภาพภายใต้ขีดความสามารถของการรองรับชุมชน และ 4) เพิ่มจำนวนเครือข่ายและความเข้มแข็งของเครือข่ายการท่องเที่ยวโดยชุมชน

ทั้งนี้ กลไกการขับเคลื่อนต่อไป คณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวมีมติเมื่อ 22 สิงหาคม 2559 ให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการการท่องเที่ยวโดยชุมชนขึ้นมาขับเคลื่อนและติดตามผล โดยประกอบด้วยภาครัฐ เอกชน ประชาชน และวิชาการ

เข้มป้องกันทุจริต – เตรียมทำหลักสูตรอบรม ขรก.ระดับสูง 

พ.อ.หญิง ทักษดา สังขจันทร์ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าในที่ประชุม ครม. นายกรัฐมนตรี ได้กำชับแนวทางการป้องกันการทุจริตในทุกกระทรวงทบวงกรม เช่น การจัดทำงบประมาณต้องโปร่งใสและตรวจสอบได้ หรือ แผนยุทธศาสตร์ชาติ การปฏิรูป หรือ การปรองดอง ต้องมีที่มาที่ไปหรือมีกลไกบริหารจัดการที่ชัดเจน โดยต้องเน้นย้ำให้ประชาชนได้รับทราบว่ารัฐบาลให้ความสำคัญทุกโครงการ จะต้องไม่ให้มีการทุจริต

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้นายวิษณุ เครืองาม ไปศึกษาโครงการในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศไทยร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) โดยให้มีการจัดทำหลักสูตรระยะสั้นสำหรับผู้บริหารระดับสูง เช่น ปลัดกระทรวง อธิบดี ผู้ว่าฯ เพื่อให้เกิดความเข้าใจเกี่ยวกับการทำงานทั้งหมดของรัฐบาล ทั้งในส่วนของ ป.ย.ป. การสร้างความปรองดอง ฯลฯ

“การจัดหลักสูตรดังกล่าวเป็นหลักสูตรระยะสั้น ใช้เวลาประมาณ 4-5 วัน เพื่อให้ไม่กระทบต่อการทำงาน แต่ผู้เข้าร่วมต้องมาอบรมทุกวัน โดยจะแบ่งเป็นการอบรมระดับผู้บริหาร เพื่อจะได้สามารถส่งต่อหรืออธิบายชี้แจงข้อมูลต่างๆ ดังกล่าวให้กับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานเข้าใจได้ และหลักสูตรสำหรับการเตรียมข้าราชการ ให้แก่ผู้บริหารระดับรองทั้งหมด เช่น รองอธิบดี เพื่อเตรียมความพร้อมของบุคลากรดังกล่าวก่อนที่จะขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงต่อไป รวมถึงเพื่อเตรียมการสานต่องานผู้บริหารระดับสูงที่จะเกษียณอายุราชการในอนาคตได้” พ.อ.หญิง ทักษดา กล่าว

เห็นชอบงบ 9,000 ล้าน นำสายไฟลงดิน

พล.ท. สรรเสริญ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบแผนงานเปลี่ยนระบบสายไฟฟ้าอากาศเป็นสายไฟฟ้าใต้ดินปี  2551-2556  (ฉบับปรับปรุง) ของการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ในวงเงินลงทุน  9,088.8 ล้านบาท  โดยใช้เงินกู้ในประเทศ จำนวน  5,400.0 ล้านบาท และเงินรายได้ของ กฟน. อีกจำนวน  3,688.8 ล้านบาท

โครงการดังกล่าวจะดำเนินโครงการใน 3 พื้นที่ คือ 1) โครงการปทุมวัน จิตรลดา และพญาไท 2) โครงการนนทรี ในพื้นที่ช่องนนทรี และดำเนินการเปลี่ยนวิธีก่อสร้างท่อร้อยสายหลักเป็นการก่อสร้างอุโมงค์สายส่งไฟฟ้าใต้ดิน เนื่องจากการสร้างท่อร้อยสายเดิมในปี 2551 มีการประเมินว่าต้องใช้ 24 ท่อ แต่เมื่อมีการคำนวณถึงการใช้สายส่งต่างๆ ในปัจจุบันต้องเพิ่ม 30 ท่อ และการทำในระบบอุโมงค์จะเป็นการรองรับการเพิ่มขึ้นของสายส่งในอนาคต และให้ง่ายต่อการซ่อมบำรุง ในพื้นที่ที่ 2) ในโครงการพระราม 3 บริเวณถนนพระราม 3  ช่วงสถานีต้นทางถนนตก-สะพานพระราม 9 ระยะทาง 3.6 กิโลเมตร

ข่าวในประเด็น

อ่านข่าวในประเด็นทั้งหมด »

เครือข่ายสังคม