ตั้ง “วิษณุ-ธีระเกียรติ” รักษาการ รมต. – ครม. ไฟเขียว ต่ออายุสัมปทานเชฟรอน อีก 10 ปี – MOC รถไฟ-ไทยจีน 9 ธ.ค. นี้

8 ธันวาคม 2016

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2559 ที่ทำเนียบรัฐบาล มีการประชุมคณะรัฐมนตรี โดย พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธาน และเนื่องจากวันนี้เป็นวันพุธ วันที่ พล.อ. ประยุทธ์ กำหนดให้เป็นวันออกกำลังกายของข้าราชการประจำทำเนียบรัฐบาล เวลา 15.00 น. มีเสียงเพลงดังขึ้น บอกให้รู้ว่าใกล้เวลาออกกำลังกาย ข้าราชการจำนวนหนึ่งลงมามีส่วนร่วมในกิจกรรม เช่น ตีแบดมินตัน ชักเย่อ และเต้นแอโรบิก

พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวถึงการปรับคณะรัฐมนตรี หลังจากที่ พล.อ. ไพบูลย์ คุ้มฉายา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และ พล.อ. ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้รับการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งให้เป็นองคมนตรี ว่า ขณะนี้ยังไม่แล้วเสร็จ แต่ได้มอบหมายให้รักษาการดูแลไปก่อน โดยมอบหมายให้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ เป็นผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และมอบหมายให้นายธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีช่วยกระทรวงศึกษาธิการ เป็นผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ขณะที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมจะมีการปรับพร้อมกันในทีเดียวเลย รวมไปถึงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ขณะนี้รัฐมนตรีว่าการก็ทำงานดีอยู่แล้ว ส่วนคนที่จะเข้ามาเป็นรัฐมนตรี ไม่จำเป็นต้องเป็นทหาร ให้ทำงานได้ก็พอ

พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวต่อถึงประเด็นที่หลายฝ่ายมองว่าอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงโรดแมปว่า ขอให้ไปดูว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้างในประเทศขณะนี้ ไม่ได้ขึ้นกับว่ารัฐบาลอยากจะเปลี่ยนหรือทำอะไรทั้งนั้น

ด้าน พล.ท. สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ชี้แจงกับที่ประชุมว่า เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมพ้นจากตำแหน่ง เลขานุการรัฐมนตรี ผู้ช่วยรัฐมนตรี จะต้องพ้นจากหน้าที่ตามไปด้วย ดังนั้น พล.อ. ประยุทธ์ จึงถามนายธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาฯ และ พล.อ. สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาฯ ว่าต้องการเปลี่ยนเลขานุการหรือไม่ โดยทั้งคู่ยืนยันให้เป็นเลขานุการคนเดิม

เตรียมของขวัญปีใหม่แล้ว – ลั่น ไม่เคยให้ใช้เวลาราชการออกกำลังกาย

พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวว่า รัฐบาลมีของขวัญปีใหม่อยู่แล้ว ทั้งมาตรการทางภาษี การท่องเที่ยว การใช้จ่ายต่างๆ ทุกอย่างชัดเจนอยู่แล้ว ปัญหามีอยู่ว่าคนที่ใช้และได้รับผลประโยชน์เขาจะใช้หรือเปล่า เพราะทุกอย่างเป็นมาตรการที่ออกไปแล้ว

พล.อ. ประยุทธ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่สังคมวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลเรื่องที่ข้าราชการใช้เวลาราชการไปออกกำลังกายว่า ตนได้บอกไปแล้วว่าไม่ได้กำหนดให้ข้าราชการมาออกกำลังกายในเวลานั้นเวลานี้ ซึ่งในส่วนของรัฐบาล ตนขอให้ออกกำลังกายกันในวันพุธ เวลา 15.00 น. เป็นต้นไป แต่คนที่ทำงานอยู่ก็ไม่ต้องลงมา

“ผมไม่เคยสั่งปิดราชการ หรือหยุดให้บริการประชาชน ส่วนในต่างจังหวัดที่มีปัญหา ผมได้ให้ตรวจสอบแล้ว ขออย่าไปติดป้ายประกาศที่ไม่ควรจะปิด อย่าให้เป็นประเด็นเลย” พล.อ. ประยุทธ์ กล่าว

รัชกาลที่ 10 ทรงเป็นห่วงน้ำท่วมภาคใต้

พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวถึงมาตรการช่วยเหลือกรณีน้ำท่วมภาคใต้ว่า รัฐบาลให้ความสำคัญเรื่องนี้อย่างมาก ไม่ได้นิ่งนอนใจ และได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปดูแล ทั้งทหาร คสช. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย รวมถึงได้มอบหมายให้ พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่เยี่ยมประชาชน และในวันที่ 8 ธันวาคม 2559 นี้ ยังมอบหมายให้ พล.อ. ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ลงพื้นที่เช่นเดียวกัน

“เป็นการแก้ปัญหาที่ยาก เพราะพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่รับน้ำขนาดใหญ่ ที่ผ่านมาก็เกิดปัญหาเช่นนี้ เพราะไม่ว่ารัฐบาลจะก่อสร้างอะไรก็ตาม มักจะเจอแรงต่อต้านในพื้นที่ตลอด อยากให้ประชาชนเข้าใจว่าสิ่งที่รัฐบาลคิดจะทำอะไรไม่ใช่เรื่องง่าย ขอร้องว่าบางอย่างหากมีความจำเป็นก็จะต้องใช้อำนาจที่มีอยู่ทำให้ได้ และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงห่วงใยประชาชนที่เดือดร้อนอยู่แล้ว และได้มอบหมายให้ผู้แทนพระองค์นำถุงพระราชทานไปเพิ่มเติมให้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ” พล.อ. ประยุทธ์ กล่าว

เตรียมดำเนินกฎหมายคนทำข่าวพระราชประวัติ ร.10

พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวถึงกรณีสื่อต่างชาติ นำเสนอข่าวเกี่ยวกับพระราชประวัติของรัชกาลที่ 10 ของไทยว่า ถ้าสื่อต่างประเทศนั้นมีสาขาอยู่ในประเทศไทย และมีนักข่าวคนไทยอยู่ เมื่อทำผิดกฎหมายไทยก็ต้องดำเนินคดี

“ในต่างประเทศเขาอาจจะเห็นว่าไม่ผิด ตรงนี้ผมไม่รู้ แต่ในประเทศไทยถือว่าผิด ยกเว้นไม่ได้ ใช้กฎหมายเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นสื่อหรือใคร ถ้าผิดก็ต้องผิด ดังนั้น จะทำอะไรก็ต้องระวังก็แล้วกัน อย่าไปทำผิดที่เป็นการละเมิดความเป็นส่วนตัวคนอื่นเขา จนทำให้เกิดความวุ่นวายสับสน มาตรา 116 ก็มี ถ้าทำผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ก็ต้องดำเนินคดี ตนไม่ได้ขู่นะ ดังนั้น ถ้าต้องการให้ประเทศชาติสงบสุขก็ต้องช่วยกัน” พล.อ. ประยุทธ์ กล่าว

ปมส่งมอบรถเมล์เอ็นจีวี – สั่งตรวจสอบโรงแรมเถื่อน

พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวถึงประเด็นการรับมอบรถเมล์เอ็นจีวี 489 คัน ขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ที่เดิมเอกชนผู้ชนะการประมูล คือ บริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป จำกัด จะต้องส่งมอบรถภายในธันวาคม 2559 นี้ แต่ติดปัญหาขั้นตอนการชำระภาษี จะต้องทำให้ถูกกฎระเบียบ ต้องตรวจสอบภาษีให้ถูกต้อง ซึ่งรัฐบาลไม่ได้ปล่อยปะละเลยในเรื่องดังกล่าว

สำหรับกรณีที่ พล.อ. ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกฯ ได้สั่งการให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ประสานความร่วมมือกับกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย และผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ ปราบปรามโรงแรมที่ไม่มีใบอนุญาตประกอบการ (โรงแรมเถื่อน) เพื่อยกระดับการท่องเที่ยวไทยสู่ตลาดคุณภาพอย่างแท้จริงนั้น พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวว่า ได้สั่งย้ำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจร่วมกับเจ้าหน้าที่กระทรวงมหาดไทยตรวจสอบร่วมกัน และให้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

อย่าเข้าข้าง “พระธัมมชโย” พร้อมจับทันที

พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวถึงกรณีการดำเนินคดีกับ พระเทพญาณมหามุนี (พระธัมมชโย) เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ว่า เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง สื่ออย่าขยายความให้กับผู้กระทำความผิด เหมือนกับเป็นการให้ท้ายกันแล้วเล่นงานเจ้าหน้าที่แทนว่าเมื่อไรจะทำ ก็จะเป็นอยู่แบบนี้ มีคนเข้าไปในวัดจำนวนมากๆ หลายพันคน ลองคิดเอาก็แล้วกัน  หากสื่อได้ไปอยู่แล้วมีส่วนร่วมตรงนั้นจะทำไหม ถ้าคิดว่าอยู่ตรงนั้นแล้วทำด้วยก็มาเลย มาด้วยกัน วันไหนที่เจ้าหน้าที่จะเข้าไปจริง จะให้นักข่าวเข้าไปพร้อมตำรวจ จะได้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น

“คดีนี้ก็เหมือนคดีทั่วๆ ไป คนทำความผิดก็ต้องดำเนินคดี มีหมายค้นจับได้เมื่อไร ก็จับเมื่อนั้น ถ้ามีมาตรการเข้าไปแล้วเกิดเหตุการณ์ขึ้นก็จำเป็นต้องระมัดระวังให้มากที่สุด ก็ต้องจับ ไม่ใช่ว่าประกาศล่วงหน้า จะไปประกาศทำไม คนทำความผิดก็ต้องดำเนินคดีภายใต้กฎหมายเดียวกัน ซึ่งวันนี้ใช้มาตรการตรวจสอบต่างๆ ทั้งภายนอก กองทุน เม็ดเงิน วันนี้ยังไม่ชัดเจนอีกหรือ ว่าเขาผิดหรือไม่ ถ้าเขาไม่ผิดก็ต้องมาชี้แจงแค่นั้นเอง” พล.อ. ประยุทธ์ กล่าว

มติ ครม. ที่สำคัญอื่นๆ มีดังนี้

พ.อ.หญิง ทักษดา สังขจันทร์ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ พ.อ.อธิสิทธิ์ ไชยนุวัติ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th

พ.อ.หญิง ทักษดา สังขจันทร์ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พล.ท. สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ พ.อ. อธิสิทธิ์ ไชยนุวัติ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
ที่มาภาพ: www.thaigov.go.th

ไฟเขียวเชฟรอน ต่ออายุสัมปทานอีก 10 ปี

พล.ท. สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า วันนี้ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบการขอต่อระยะเวลาผลิตปิโตรเลียมของ บริษัท เชฟรอน ออฟชอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้รับสัมปทานปิโตรเลียมเลขที่ 1/2534/36 แปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทยเลข 88/32 พื้นที่ผลิตปิโตรเลียมรวม 1,992 ตารางกิโลเมตร ใน 6 พื้นที่ผลิต โดยขยายออกไปอีก 10 ปี ครบกำหนดในปี 2573 จากเดิมระยะเวลาสัญญาสัมปทานเริ่มจากปี 2543-2563 ระยะเวลา 20 ปี ซึ่งเป็นไปตามข้อสัญญาที่ระบุไว้ใน “ไทยแลนด์ 3 ” ที่เปิดโอกาสให้ต่อสัญญาเพิ่มเติมได้อีก 10 ปี

โดยในการต่อสัมปทานดังกล่าว สามารถสร้างรายได้ให้แก่ภาครัฐในรูปของ

  • ค่าภาคหลวง และภาษีเงินได้ปิโตรเลียม รวมประมาณ 1,550 ล้านเหรียญสหรัฐ
  • ผลประโยชน์พิเศษ ได้แก่ โบนัสการลงนาม ค่าตอบแทนระยะเวลาการผลิต (โบนัสการผลิต) ทุนเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น การฝึกอบรมสำหับการรับช่วงต่อผู้ดำเนินงาน การใช้บริการและวัสดุอุปกรณ์ภายในประเทศ และการจ้างงานและฝึกอบรมบุคลากรไทย รวม 55 ล้านเหรียญสหรัฐ

อีกทั้งผลประโยชน์ที่ได้รับจากแหล่งปิโตรเลียมดังกล่าว เมื่อต่ออายุสัมปทาน ภาครัฐได้รับประโยชน์ 71% เชฟรอนได้รับประโยชน์ 29% ขณะที่สัมปทานเดิมภาครัฐได้ประโยชน์ 63% เชฟรอนได้รับ 37% นอกจากนี้ รัฐบาลได้ยื่นข้อเสนอรับผลประโยชน์หรือเป็นโบนัสพิเศษเพิ่มเติม 0.5 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยต้องชำระภายใน 30 นับจากวันลงนาม, โบนัสจากการผลิตปิโตรเลียม 1% ของมูลค่าปิโตรเลียม โดยไม่ต่ำกว่า 1.25 ล้านเหรียญสหรัฐ และโบนัสสำหรับช่วยเหลือทางสังคม 0.1 ล้านเหรียญสหรัฐ ในช่วงระยะเวลา 10 ปี เริ่มจ่ายในปี 2561

เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียม คืนภาษีค่ารื้อสิ่งปลูกสร้าง

พล.ท. สรรเสริญ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. ยังมีมติเห็นชอบ ร่างพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. … เพื่อให้การจัดเก็บภาษีเงินได้มีความเป็นธรรมสอดคล้องกับการประกอบกิจการปิโตรเลียมมากขึ้น ร่วมทั้งช่วยส่งเสริมให้มีการประกอบกิจการปิโตรเลียมในไทย และจูงใจให้ผู้ประกอบการรื้อถอนสิ่งติดตั้งให้เสร็จสิ้น

โดยมีสาระสำคัญกำหนดให้ผู้รับสัมปทาน สามารถนำมูลค่าหลักประกันการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างหรือวัสดุอื่นใดตามกฎหมายว่าด้วยปิโตรเลียม มาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิที่ได้จากกิจการปิโตรเลียมได้ และกำหนดหลักเกณฑ์การจำหน่ายหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้ รวมทั้งวิธีการและระยะเวลาการขอคืนภาษีเงินได้ปิโตรเลียม โดยต้องยื่นภายใน 3 ปี นับแต่วันสุดท้ายของกำหนดเวลายื่นรายการตามที่กฎหมายกำหนด

เคาะเพิ่ม 1.9 แสนล้าน งบกลางปี 2560

นายสมศักดิ์ โชติรัตนะศิริ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.เห็นชอบตามที่สำนักงบประมาณเสนอ เรื่องแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม และปฏิทินงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ประจำปีงบประมาณ 2560 วงเงิน 190,000 ล้านบาท

โดยมีแหล่งเงินมาจาก 1) ภาษีและรายได้อื่น 27,078 ล้านบาท สำหรับงบประมาณรายจ่ายเพื่อชดเชยเงินคงคลัง และ 2)เงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณจำนวน 162,912 ล้านบาท ซึ่งกระทรวงการคลังจะออกพันธบัตรออมทรัพย์มาใช้ดำเนินการในส่วนนี้

นายสมศักดิ์กล่าวด้วยว่า สำหรับแหล่งเงินส่วนที่สอง จำนวน 162,912 ล้านบาท จะนำมาใช้บริหารงานจังหวัดและกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการประมาณ 100,000 ล้านบาท และเงินพัฒนากองทุนหมู่บ้าน 500,000 บาทต่อแห่ง วงเงินรวมประมาณ 60,000 ล้านบาท โดยจะเสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ภายในเดือน มกราคม 2560

เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.สถาบันการเงินฯ เอื้อ ธปท. คุมสถาบันการเงินเฉพาะกิจ

พล.ท. สรรเสริญ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ เพื่อให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะผู้กำกับดูแลสถาบันการเงินเฉพาะกิจในด้านความมั่นคง สามารถกำหนดหลักเกณฑ์ในการกำกับดูแล กำหนดกระบวนการแก้ไขปัญหากรณีเงินกองทุนต่ำกว่ากำหนด และเพื่อป้องกันความเสียหาย  พร้อมทั้งปรับปรุงบทกำหนดโทษกรณีฝ่าฝืนหลักเกณฑ์กำกับดูแล ตามพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงินฯ

“เนื่องจากสถาบันการเงินเฉพาะกิจ เช่น ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารอิสลาม ต่างมีหลักเกณฑ์เฉพาะตัวที่ต่างไปจากธนาคารพาณิชย์ ทำให้มีข้อจำกัดไม่สามารถนำเกณฑ์กำกับดูแลของ ธปท. ตามพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงินมาใช้ได้ จึงมีการปรับปรุงกฎหมายเพื่อให้การกำกับดูแลด้านความมั่นคงของสถาบันการเงินเฉพาะกิจมีประสิทธิภาพเทียบเคียงได้กับอำนาจในการกำกับดูแลธนาคารพาณิชย์” พล.ท. สรรเสริญ กล่าว

นอกจากนี้ ในที่ประชุม ครม. ได้มีการหารือกันเพิ่มเติมถึงการกำกับดูแลสถาบันการเงินของประเทศ ขณะนี้มีอยู่ 3 ส่วน คือ ธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงินเฉพาะกิจ  และสหกรณ์ โดย ธปท. กำกับดูแลธนาคารพาณิชย์ และเพิ่มเติมการกำกับดูแลสถาบันการเงินเฉพาะกิจในแง่ของความมั่นคง ส่วนสหกรณ์ที่เป็นสถาบันการเงินที่อยู่ภายใต้การกำกับของกรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปัจจุบันมีแนวทางในการพัฒนาสหกรณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก ดังนั้น จึงมีการเร่งรัดให้กระทรวงการคลังเสนอเรื่องต่อที่ประชุม ครม. เพื่อให้มีการกำกับดูแลสหกรณ์ให้มีมาตรฐานที่ใกล้เคียงกับสถาบันการเงินเฉพาะกิจด้วย

เห็นชอบ ร่าง พ.ร.บ.แบงก์ชาติ ตั้งกองทุนฟื้นฟูฯ

พล.ท. สรรเสริญ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….  ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ โดยมีสาระสำคัญเป็นการกำหนดกลไกในการพิจารณาให้ความช่วยเหลือสถาบันการเงินที่ประสบภาวะวิกฤติทางการเงินอันอาจจะกระทบต่อเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจและระบบการเงิน รวมทั้งมีการเพิ่มเติมอำนาจหน้าที่ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ในการแก้ไขปัญหาสถาบันการเงินตามแผน แนวทาง และวิธีการที่ ครม. ได้อนุมัติ

thaipublica-พ.ร.บ.ธนาคารแห่งประเทศไทย

โดยจะใช้กลไกของกองทุนฟื้นฟูฯ เป็นหลัก ในการให้อำนาจในการเรียกเก็บเงินจากสถาบันการเงิน เพื่อนำมาช่วยเหลือสถาบันการเงินที่กำลังประสบภาวะวิกฤติ หรือได้ประสบภาวะวิกฤติแล้ว เช่น ให้กู้ยืมเงินโดยมีการตกลงรายละเอียดในเรื่องของหลักประกัน, การให้กองทุนฟื้นฟูฯ เข้าถือหุ้นสถาบันการเงินที่เกิดวิกฤติ, การแปลงหนี้เป็นทุน หรือการให้ความช่วยเหลือทางการเงินอื่นๆ ซึ่งอัตราการเรียกเก็บเงินนั้นคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูฯ จะเป็นผู้พิจารณา และหากการเรียกเก็บเงินยังไม่พอรัฐบาลก็ต้องเข้ามาช่วยดูแลด้วย

“แม้จะมีการแก้ไขพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย แต่ยืนยันว่าสถานะทางการเงินของประเทศไทยยังมีความแข็งแกร่ง แต่สาเหตุที่ต้องผลักดันกฎหมายนี้ออกมา เนื่องจากต้องการให้เกิดความปลอดภัยว่า หากเกิดเหตุวิกฤติทางการเงิน เช่น วิกฤติต้มยำกุ้งในปี 2540 ขึ้นอีกในอนาคต ประเทศไทยจะมีกลไกรองรับในการแก้ปัญหานี้ได้” พล.ท. สรรเสริญ กล่าว

นอกจากนี้ ที่ประชุม ครม. ได้มีมติเห็นชอบการโอนเงินหรือสินทรัพย์ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเพื่อชำระคืนต้นเงินกู้และดอกเบี้ย FIDF1 และ FIDF3  โดยโอนเข้าบัญชีเพื่อการชำระคืนต้นเงินกู้ชดใช้ความเสียหายของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาสถาบันการเงิน (บัญชีสะสมฯ) ในปีงบประมาณ 2560 เป็นจำนวน 14,000 ล้านบาท โดยให้กองทุนฯ ทยอยโอนเงินดังกล่าวตามปริมาณสภาพคล่องของกองทุน

ย้ำทำแน่ รถไฟ-ไทยจีน MOC 9 ธ.ค. นี้

พ.อ. อธิสิทธิ์ ไชยนุวัติ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ร่างบันทึกความร่วมมือ (Memorandum of Cooperate: MOC) ระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ว่าด้วยการกระชับความร่วมมือในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางรถไฟ ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งของไทย พ.ศ. 2558-2565 เพื่อยืนยันถึงเจตนารมณ์ในความร่วมมือระหว่างไทยจีนในการพัฒนาระบบราง หลังจากที่เคยมีการลงนามความเข้าใจ (Memorandum of Understanding: MOU) ครั้งล่าสุดไปเมื่อ 30 พฤศจิกายน 2559

โดยมีสาระสำคัญเป็นการสร้างทางรถไฟขนาดทางมาตรฐานสายแรกของประเทศไทยใน 2 เส้นทางคือ  เส้นทางที่ 1 หนองคาย-นครราชสีมา-แก่งคอย-ท่าเรือมาบตาพุด เส้นทางที่ 2 คือ แก่งคอย-กรุงเทพฯ โดยจะดำเนินการแบ่งเป็น 4 ช่วง คือ ช่วงที่ 1 กรุงเทพฯ-แก่งคอย ช่วงที่ 2 แก่งคอย-ท่าเรือมาบตาพุด ช่วงที่ 3 แก่งคอย-นครราชสีมา และช่วงที่ 4 นครราชสีมา-หนองคาย โดยทั้งสองฝ่ายยืนยันความร่วมมือที่จะดำเนินการรถไฟเส้นทางกรุงเทพฯ-หนองคาย โดยจะเริ่มเส้นทางอันดับแรกคือเส้นทางกรุงเทพฯ-นครราชสีมา และเส้นทางที่จะลงมือเป็นลำดับที่ 2 คือ เส้นทางนครราชสีมา-หนองคาย ซึ่งจะมีการหารือทันทีหลังการลงนามในครั้งนี้

ทั้งนี้ จะมีการลงนามในร่างบันทึกความร่วมมือดังกล่าวในการประชุมคณะกรรมการร่วมว่าด้วยการค้าการลงทุนและความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทย-จีน ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 9 ธันวาคม 2559 ที่มีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เดินทางไปร่วมประชุมด้วย

เพิ่มเงื่อนไขต่างด้าวอยู่ไทยอย่างถูก กม.

พล.ท. สรรเสริญ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบร่างกฎกระทรวงกำหนดฐานะและเงื่อนไขการอยู่ในราชอาณาจักรไทยของผู้เกิดในราชอาณาจักรไทย ซึ่งไม่ได้สัญชาติไทย พ.ศ. ….โดยใจความสำคัญคือเรื่องเงื่อนไขของผู้ไม่มีสัญชาติไทย ให้อยู่ในราชอาณาจักรไทยได้อย่างถูกกฎหมาย

สาระสำคัญของกฎหมายดังกล่าวมีรายละเอียด ดังนี้ 1. ให้ผู้ที่เกิดที่ประเทศไทย แต่ไม่มีสัญชาติไทย อยู่ในไทยได้เช่นเดียวกับพ่อแม่ ยกเว้นพ่อแม่ไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย 2. สิทธิการอยู่อาศัยของเด็กจะหมดเมื่อสิทธิการอยู่อาศัยของพ่อแม่สิ้นสุด ยกเว้น เด็กจะมีอายุ 18 ปีบริบูรณ์, แต่งงานกับคนไทย, เดินทางกลับประเทศของพ่อแม่ไม่ได้, มีผู้ปกครอง สามี ภรรยา หรือลูกที่มีสัญชาติไทย, กำลังเรียนในสถาบันในประเทศไทย หรือทำคุณประโยชน์ตามหลักเกณฑ์ 3. สามารถเพิกถอนสิทธิการอยู่อาศัยในราชอาณาจักรไทยได้ หากกระทำการใดที่กระทบต่อความมั่นคง เหยียดหยามประเทศไทย หรือขัดต่อความสงบ
4. ให้ลูกที่เกิดในราชอาณาจักรไทยมีสิทธิและหน้าที่เช่นเดียวกันพ่อแม่ หรือแค่พ่อหรือแม่ แม้ว่าพ่อแม่จะเสียชีวิตก็ตาม

“นอกจากนี้ ครม. ยังเห็นชอบตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอปรับปรุงหลักเกณฑ์การให้สัญชาติ สถานะบุคคล ของเด็กนักเรียน นักศึกษา และบุคคลไร้สัญชาติ ตามพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ.2508 ที่แก้ไขเพิ่มเติมปี 2551 เดิมชนกลุ่มน้อยจะได้รับสัญชาติไทยเมื่ออาศัยในประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 18 ปี 2538 เป็นต้นมา ซึ่งมองว่าอาจจะไม่เป็นธรรมกับผู้อื่น จึงแก้เป็นต้องอยู่ในประเทศไทยไม่น้อยกว่า 15 ปีนับถึงวันที่ยื่นเรื่องขอ แต่บิดา มารดาต้องจดทะเบียนเลขประจำตัว 13 หลักของผู้ที่เข้ามาในประเทศ โดยจะต้องมีหลักฐานการเกิดในประเทศไทยโดยทะเบียนบ้านหรือทะเบียนประวัติ ต้องไม่เคยมีสัญชาติอื่นมาก่อน พูดไทยได้ มีความจงรักภักดีเลื่อมใสในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และมีความประพฤติดี ไม่เป็นภัยต่อความมั่นคง จึงจะสามารถได้สัญชาติไทยได้” พล.ท. สรรเสริญ กล่าว

พล.ท. สรรเสริญ กล่าวเพิ่มเติมว่า หากไม่เข้าเงื่อนไขแรก สามารถใช้ระบบการศึกษาเข้ามาช่วยได้ เช่น จบชั้นอุดมศึกษาหรือเทียบเท่าในประเทศไทย ศึกษาต่อต่างประเทศแล้วได้รับทุน หรือเป็นคนไร้รากเหง้า จะต้องได้รับหนังสือรับรองความเป็นคนไร้รากเหง้าจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ก่อน และต้องอยู่อาศัยในประเทศไทยไม่ต่ำกว่า 10 ปี ถึงจะมีโอกาสยื่นขอสัญชาติไทยได้ ส่วนบุคคลที่กำลังศึกษาหรือมีความจำเป็นต้องขอสัญชาติไทยต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หรือผู้ที่รัฐมนตรีฯ แต่งตั้งมอบหมายให้ทำหน้าที่

เห็นชอบร่างแผนพัฒนาสุขภาพฯ ฉบับ 12

พ.อ. อธิสิทธิ์ กล่าวว่า ครม. มีมติเห็นชอบร่างแผนพัฒนาสุขภาพแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560-2564) เพื่อเป็นกรอบแนวทางการดำเนินงานพัฒนาด้านสุขภาพของประเทศ ซึ่งจะสอดรับกับเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี และจะยึดกรอบเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน และสอดคล้องกับการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข

โดยมียุทธศาสตร์ทั้งหมด 4 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ 1. สร้างเสริมสุขภาพคนไทยเชิงรุก ซึ่งจะให้ความสำคัญกับการสนับสนุนให้ทุกภาคส่วนมีศักยภาพ ความรู้ และทัศนคติที่ถูกต้องด้านสุขภาพ 2. การสร้างความเป็นธรรม ความเหลื่อมล้ำในการบริการสุขภาพ ที่จะให้ความสำคัญกับการปฏิรูประบบที่มีแพทย์ เวชศาสตร์ กระจายครอบคลุมทุกพื้นที่ 3. การพัฒนาและสร้างกลไกเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ การบริหารจัดการกำลังคนด้านสุขภาพ โดยให้ความสำคัญกับการปฏิรูประบบ กลไก การบริหารจัดการกำลังคนด้านสุขภาพในทุกระดับ และ 4. การพัฒนาและสร้างความเข้มแข็งในระบบสุขภาพ ซึ่งจะให้ความสำคัญกับการพัฒนา ระบบสนับสนุนการบริการสุขภาพ ระบบข้อมูลข่าวสารด้านสุขภาพ การเงิน การคลังด้านสุขภาพ รวมไปถึงยาและเทคโนโลยีด้านสุขภาพ

“ประวิตร” ตั้งเป้าเพิ่มศักยภาพแรงงานไทย ทุกคนมีงานทำ

พ.อ.หญิง ทักษดา สังขจันทร์ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในที่ประชุม พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้รายงานถึงการขับเคลื่อนงานรัฐบาลในยุทธศาสตร์ด้านแรงงานว่า ตามยุทธศาสตร์ดังกล่าว คนไทยทุกกลุ่มจะต้องมีอาชีพมีงานทำ และเน้นในเรื่องเพิ่มประสิทธิภาพแรงงาน รวมถึงการปฏิรูปกฎหมายด้านแรงงานที่เป็นประโยชน์กับแรงงานไทย

“ข้อมูลนี้จะต้องสอดคล้องกับการปฎิรูปเศรษฐกิจ และการดำเนินงานด้านเศรษฐกิจของบีโอไอ และจะเชื่อมโยงไปในกลุ่มเออีซี ส่วนการผลิตแรงงานกลุ่มนี้ทำเพื่อรองรับการสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษของประเทศไทยในอนาคต สำหรับการขาดแคลนแรงงานในปัจจุบันที่ต้องการคนไทยให้คนไทยเป็นแรงงานมีฝีมือ ทางท่านนายกฯ ได้เน้นย้ำว่า ต้องสร้างระบบแรงงานที่ครบวงจรขึ้นมา และทำอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเรื่องการศึกษา เรื่องกฎหมายต่างๆ โดยอยากให้ทางกระทรวงแรงงานจัดทำเป็นแผนแม่บททางด้านแรงงาน เพื่อให้สอดคล้องกับการพัฒนาประเทศ” พ.อ.หญิง ทักษดา กล่าว

ข่าวในประเด็น

อ่านข่าวในประเด็นทั้งหมด »

เครือข่ายสังคม