เที่ยวโตเกียวแบบ “คลาสสิก” ต้องรู้จัก Yamanote line, ร้าน Komehyo และจิมโบโช ย่านหนังสือมือ 2

ปรีดี บุญซื่อ

รถไฟ Yamanote Line ที่มีเส้นทางวิ่งแบบวงกลม มีทั้งหมด 29 สถานี ภายในวงกลมคือ พื้นที่ใจกลางของโตเกียว
รถไฟ Yamanote Line ที่มีเส้นทางวิ่งแบบวงกลม มีทั้งหมด 29 สถานี ภายในวงกลมคือ พื้นที่ใจกลางของโตเกียว

เนื่องจากไม่ต้องใช้วีซ่า ทำให้ทุกวันนี้คนไทยเดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่นได้สะดวกและง่ายดายเหมือนกับที่เคยเดินทางไปเที่ยวสิงคโปร์หรือฮ่องกงมาแล้วแบบนับครั้งไม่ถ้วน ในอนาคตต่อๆ ไป คนไทยคงจะมีความคุ้นเคยที่จะไปเที่ยวโตเกียวด้วยตัวเองแบบนักท่องเที่ยวสะพายเป้ โดยไม่ต้องอาศัยบริการของบริษัททัวร์

แต่การที่จะไปเที่ยวโตเกียวด้วยตัวเอง ใช้งบประมาณที่ประหยัด และคุ้มค่าเงิน จำเป็นต้องเรียนรู้ระบบขนส่งมวลชนในโตเกียว ซึ่งก็คือระบบรถไฟบนดินและรถไฟใต้ดิน โดยเฉพาะรถไฟสาย Yamanote Line ที่เปรียบเสมือนระบบการไหลเวียนเลือดของโตเกียว ในตอนแรก เมื่อดูแผนที่เส้นทางรถไฟในโตเกียวจะรู้สึกว่าซับซ้อนมาก แต่จริงๆ แล้วเป็นระบบที่ง่ายและสะดวกสำหรับคนต่างชาติ นอกจากนี้ ยังสะอาด ปลอดภัย และตรงเวลา เป็นที่กล่าวกันว่า เครือข่ายระบบรถไฟดังกล่าวสะท้อนภาพลักษณ์ที่สมบูรณ์แบบของโตเกียวในเรื่องการวางแผนการขนส่ง เทคโนโลยี และการบริหารจัดการ

รถไฟฟ้าสาย Yamanote Line

Yamanote Line เป็นรถไฟฟ้าสายสีเขียว ที่มาภาพ : https://commons.wikimedia.org/wiki/File:JR_East_E231_series_EMU_521.JPG
Yamanote Line เป็นรถไฟฟ้าสายสีเขียว ที่มาภาพ : https://commons.wikimedia.org/wiki/File:JR_East_E231_series_EMU_521.JPG

เมื่อเดินทางโดยเครื่องบินถึงสนามบินนาริตะ วิธีเดินทางเข้าไปยังโตเกียวที่ดีที่สุดคือ นั่งรถไฟสาย Narita Express ที่ดำเนินงานโดยการรถไฟของญี่ปุ่นชื่อว่า Japan Railway (JR) เดิมเป็นรัฐวิสาหกิจ ปัจจุบันแปรรูปเป็นธุรกิจเอกชนไปแล้ว ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง ค่าโดยสารเที่ยวเดียว (เมื่อปี 2015) 3,000 เยน หากซื้อไปและกลับ 4,000 เยน เวลานั่งรถไฟขากลับมายังสนามบินนาริตะ จะต้องไปจองที่นั่งที่สำนักงาน JR ก่อน เพราะไม่อนุญาตให้ผู้โดยสารยืน จากสนามบินนาริตะมาโตเกียว ควรจะลงรถไฟที่สถานี Tokyo Station เพราะเป็นชุมทางใหญ่ ที่สามารถต่อรถไฟของ JR สาย Yamanote Line ที่ลือชื่อของโตเกียว ไปยังโรงแรมที่พัก

Yamanote Line เป็นรถไฟที่มีเส้นสีเขียวพาดลำตัวรถ เส้นทางรถไฟถือเป็นหมุดปักเขตที่ดินอย่างหนึ่งของโตเกียว เส้นทาง Yamanote Line เป็นวงกลมล้อมรอบบริเวณที่เป็น “ศูนย์กลาง” ของโตเกียว บางคนบอกว่า เส้นทาง Yamanote Line คล้ายๆ กับสร้อยคอที่มีลูกปัด 29 ลูก เท่ากับจำนวนสถานี 29 แห่งของรถไฟสายนี้ สถานีสำคัญๆ ประกอบด้วย สถานีโตเกียว อากิฮาบาระ อุเอโนะ อิเคะบุคุโระ ชินจูกุ ชิบูยา และชินากาวา เป็นต้น

ชินจูกุ
ชินจูกุ

รถไฟ Yamanote Line เดินรถแบบวงกลม ทั้งตามเข็มนาฬิกาและทวนเข็มนาฬิกา การเดินทางจากสถานีหนึ่งไปอีกสถานีหนึ่งก็ดูเพียงแค่ว่าการเดินทางวนแบบไหนจะสั้นที่สุด บริเวณที่อยู่ภายในวงกลมของเส้นทางรถไฟ คือ “ศูนย์กลาง” ของโตเกียว คือเป็นที่ตั้งของวังจักรพรรดิ ศูนย์กลางธุรกิจ สำนักงานรัฐบาล และโบราณสถาน เป็นต้น เวลาคนโตเกียวจะอธิบายจุดต่างๆ ในโตเกียว หรือจะไปต่อรถไฟสายอื่นๆ ก็อาศัยเส้นทาง Yamanote Line เป็นจุดอ้างอิง เพราะฉะนั้น แม้แต่กับคนญี่ปุ่นเอง การรู้จักใช้รถไฟสาย Yamanote Line จึงถือเป็นเรื่องพื้นฐานอย่างหนึ่งของการรู้จักโตเกียว

ปัจจุบัน ค่าโดยสารของ Yamanote Line เริ่มต้นที่ 140 เยน ใช้เดินทางสำหรับ 1-3 สถานี แต่สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ บัตรโดยสาร Yamanote Line ที่คุ้มค่าที่สุด คือบัตรโดยสารภายใน 1 วัน ราคา 750 เยน ที่สามารถใช้เดินทางกับ Yamanote Line และเส้นทางสายอื่นๆ ในโตเกียวของรถไฟ JR นอกจากนี้ บัตรโดยสาร 1 วัน ช่วยให้นักท่องเที่ยวก็ไม่ต้องไปวิตกกังวลว่า เวลาลงที่สถานีหนึ่ง เงินในบัตรโดยสารรถไฟจะพอหรือไม่ หรือว่าจะต้องไปเติมเงิน

นักท่องเที่ยวต่างชาติควรอาศัยรถไฟสาย Yamanote Line เป็นจุดอ้างอิงในการเลือกโรงแรมที่พักด้วยเช่นกัน ที่พักควรเป็นโรงแรมที่อยู่ติดกับสถานีใดสถานีหนึ่งของ Yamanote Line ทั้งนี้ก็เพื่อสะดวกที่จะอาศัย Yamanote Line เดินทางไปยังจุดอื่นๆ ของโตเกียว ไม่ว่าจะเป็นชินจูกุ ชิบูยา หรืออากิฮาบาระ เป็นต้น นอกจากนี้ การเดินทางขากลับก็จะสะดวก โดยนั่ง Yamanote Line มาลงที่ Tokyo Station แล้วมาต่อ Narita Express เพื่อมายังสนามบินนาริตะ ความสะดวกอีกอย่างคืออาหารการกิน Yamanote Line เป็นรถไฟแบบบนดิน แต่สร้างยกสูงขึ้นไป ถนนสองข้างทางของ Yamanote Line จึงเต็มไปด้วยร้านอาหารที่มีให้เลือกมากมาย

Komehyo ร้านแบรนด์เนมมือ 2 ชื่อดัง

Komehyo ห้างสรรพสินค้าแบรนด์เนมมือ 2 ชื่อดังของญี่ปุ่น
Komehyo ห้างสรรพสินค้าแบรนด์เนมมือ 2 ชื่อดังของญี่ปุ่น

ญี่ปุ่นเป็นชาติที่ทำมาค้าขายสุจริต เพราะเหตุนี้ นักท่องเที่ยวจึงมีความมั่นใจที่จะซื้อสินค้าแบรนด์เนมมือ 2 จากญี่ปุ่น ร้าน Komehyo ที่ออกเสียงว่า “โคมีเหี่ยว” คือห้างสรรพสินค้าแบรนด์เนมมือ 2 ที่โด่งดังของญี่ปุ่น ร้านนี้บอกตัวเองว่าเป็นห้างสรรพสินค้า “เพื่อใช้ใหม่” หรือ Reuse Department Store ชื่อเสียงของ Komehyo คงจะอยู่ที่ความซื่อสัตย์ที่มีเสมอต้นเสมอปลายต่อสินค้าที่ขายให้กับลูกค้า ที่เรียกกันว่า Integrity ซึ่งอาจจะมีมากกว่าร้านขายสินค้าออนไลน์ที่มีชื่อบางแห่งที่ถูกลูกค้าฟ้องเพราะซัพพลายเออร์ส่งสินค้าแบรนด์เนมปลอมไปให้

เมื่อไปเที่ยวโตเกียว ควรจะหาโอกาสไปดูร้าน Komehyo ที่ชินจูกุ ร้านนี้ตั้งอยู่บนถนนสาย Meiji Dori ฝั่งตรงกันข้ามกับห้างสรรพสินค้า Isetan ร้าน Komehyo ที่ชินจูกุมีทั้งหมด 7 ชั้น หากมีเวลาไม่มาก ให้เดินดูชั้นที่ 1 ที่ขายกระเป๋ามือถือของผู้หญิงและผู้ชาย ชั้นที่ 2 ขายนาฬิกาแบรนด์เนมต่างๆ และชั้นที่ 4 ขายเครื่องประดับแบรนด์เนม ในช่วงลดราคา สินค้าแบรนด์เนมของ Komehyo ราคาจะถูกมาก คนที่ซื้อไปแล้วสามารถเปรียบเทียบว่าถูกหรือแพงโดยเข้าไปดูราคาของใหม่ในห้าง Isetan ที่อยู่ฝั่งตรงกันข้าม

การได้เข้าไปเห็นสินค้ามือ 2 ที่วางขายในร้าน Komehyo ทำให้รู้สึกว่า ญี่ปุ่นเป็นชาติมั่งคั่ง ประชาชนมีมาตรฐานชีวิตที่สูง คนญี่ปุ่นคงเห็นว่า สินค้าแบรนด์เนมต่างๆ เป็นของประเภทที่ใช้แล้วทิ้ง แบบเดียวกับกระดาษทิชชู่ กระป๋องชาเขียว หรือตะเกียบบะหมี่ราเม็ง

จิมโบโช ย่านถนนหนังสือมือ 2

จิมโบโช ย่านหนังสือมือ 2 ของโตเกียว ที่มาภาพ : wikicommons
จิมโบโช ย่านหนังสือมือ 2 ของโตเกียว ที่มาภาพ : wikicommons

สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ การเที่ยวโตเกียวแม้จะนานเป็นสัปดาห์ ก็อาจจะเป็นเพียงแค่การเดินทางขึ้นลงตามสถานีต่างๆ ของ Yamanote Line แต่ถ้าเดินทางออกจากเส้นทางนี้บ้าง จะพบกับบรรยากาศโตเกียวอีกแบบที่ไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม แต่จะเป็นการไปเที่ยวโตเกียวแบบ “คลาสสิก” อย่างเช่น การไปเยือนจิมโบโช (Jimbocho) ย่านที่เป็นที่ตั้งของร้านหนังสือมือ 2 ของโตเกียวที่โด่งดัง และเป็นย่านหนังสือมือ 2 ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ร้านหนังสือมือ 2 และสำนักพิมพ์ต่างๆ ของญี่ปุ่นล้วนตั้งอยู่ตลอดถนนชื่อยาสุคุนิ (Yasukuni) ร้านหนังสือมือ 2 มีมากกว่า 100 ร้าน มีทั้งร้านเล็กๆ และร้านใหญ่ๆ คละกันไป ที่น่าสังเกตก็คือ ร้านหนังสือแทบทั้งหมดจะอยู่ฝั่งด้านใต้ของถนน เพื่อไม่ให้หนังสือเสียหายจากแสงแดด คนที่ชอบหนังสือ “การ์ตูนญี่ปุ่น” ที่เรียกว่า Manga ที่คนญี่ปุ่นทุกเพศทุกวัยนิยมอ่าน สามารถเข้าไปดูตามร้านต่างๆ ได้ตลอดวันแม้จะอ่านภาษาญี่ปุ่นไม่ออกก็ตาม

บางร้านมีหนังสือภาษาอังกฤษมือ 2 อยู่ที่ชั้น 2 ของร้าน อย่างเช่น ร้านหนังสือเก่าแก่ชื่อ Kitazawa Bookshop หรือ Isseido Booksellers หนังสืออังกฤษของทั้ง 2 ร้าน ล้วนเป็นหนังสือที่มีคุณภาพในสาขาต่างๆ เช่น ศิลปะ ประวัติศาสตร์ หรือหนังสือหายาก ซึ่งเป็นที่ต้องการของบรรดาหนอนหนังสือ

ในยุคดิจิทัล คนสามารถเข้าถึงสิ่งพิมพ์และข้อมูลทางออนไลน์ต่างๆ ธุรกิจขายหนังสือตกต่ำไปทั่วโลก รวมทั้งในญี่ปุ่นเอง ร้านหนังสือมือ 2 หลายร้านในในจิมโบโชคงจะเป็นร้านหนังสือของคนรุ่นสุดท้ายแล้ว ความเสี่ยงที่จะสูญพันธุ์ทำให้ร้านหนังสือมือ 2 เหล่านี้กลายเป็นสิ่งที่มีค่าขึ้นมา เสน่ห์ของร้านหนังสือมือ 2 อยู่ที่การค้นพบ คือ คนอ่านไปหาและพบหนังสือที่ตัวเองต้องการ หรือบังเอิญไปพบหนังสือที่ตัวเองก็ต้องการ เราทุกคนรู้ว่าความสนุกแท้จริงของการช็อปปิ้งหนังสือมือ 2 คือการไปหาและพบหนังสือที่เราอยากได้ ดูเหมือนว่า มาจนถึงวันนี้ อินเทอร์เน็ตก็ยังไม่สามารถทำได้ในเรื่องนี้

ย่านหนังสือมือ 2 ที่เก่าแก่อย่างจิมโบโช สะท้อนมนต์เสน่ห์ของโตเกียว คือเป็นเมืองชั้นนำของโลกสมัยใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไม่หยุด แต่เวลาเดียวกัน โตเกียวก็มีย่านเล็กๆ ที่มีรากเหง้าทางวัฒนธรรมจากอดีตที่แทบจะไม่เปลี่ยนแปลง โลกสองส่วนสองวัฒนธรรมนี้อยู่ร่วมเคียงข้างกันและกัน ทำให้โตเกียวเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยความสนุกสนาน และความตื่นเต้นเร้าใจ