“เสธฯ แดง” สั่งกองสลากฯ ตัดวงจร “ยี่ปั๊ว” กว้านซื้อสลาก-รวมชุด-จ้างรายย่อย ขายหวยเกินราคา จับรายย่อยอ้างสาวไม่ถึง”ยี่ปั้ว”

วันที่ 8 พฤศจิกายน 2559 พล.ท.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 ในฐานะประธานกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล แถลงข่าวมาตรการแก้ปัญหาขายสลากเกินราคา ณ หอประชุมกองทัพภาคที่ 1
วันที่ 8 พฤศจิกายน 2559 พล.ท. อภิรัชต์ คงสมพงษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 ในฐานะประธานกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล แถลงข่าวมาตรการแก้ปัญหาขายสลากเกินราคา ณ หอประชุมกองทัพภาคที่ 1

วันที่ 8 พฤศจิกายน 2559 พล.ท. อภิรัชต์ คงสมพงษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 ในฐานะประธานกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล แถลงข่าวมาตรการแก้ปัญหาขายสลากเกินราคา โดย พล.ท. อภิรัชต์ กล่าวถึงสาเหตุสำคัญที่ทำให้การขายสลากเกินราคากลับมาเป็นปัญหาอีกครั้งว่า เกิดจากผู้ที่ได้รับการจัดสรรสลากบางส่วนไม่ใช่คนขายสลากจริง หลังจากได้รับการจัดสรรสลาก ทั้งจากระบบโควตาเดิม และซื้อ-จองผ่านธนาคารกรุงไทย ผู้ค้าสลากกลุ่มนี้นำสลากไปขายต่อให้กับยี่ปั๊ว เพื่อนำไปรวมเป็นชุดขายในราคาแพง โดยเฉพาะการนำเลขมงคลที่เกิดจากความเชื่อของคนไทยมารวมชุดขายในราคาชุดละ 400-500 บาท (ปกติ 4 คู่ ราคา 320 บาท) แต่อย่างไรก็ตาม เรื่องการแก้ปัญหาขายสลากเกินราคา เอาเปรียบประชาชน เป็นนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จึงจำเป็นต้องจับกุมผู้ที่ขายสลากเกินราคาอย่างเข้มงวด

ผู้สื่อข่าวถามว่า ทำไมต้องจับกุมผู้ที่ขายสลากเกินราคา พล.ท. อภิรัชต์ กล่าวว่า “เรื่องนี้มันทำกันเป็นขบวนการ ก่อน คสช. แต่งตั้งบอร์ดสลากฯ ชุดใหม่เข้ามาแก้ปัญหาสลากเกินราคา เดิมสำนักงานสลากพิมพ์สลากขาย 37 ล้านฉบับคู่ ผมได้สั่งให้พิมพ์เพิ่มเป็น 50 ล้านฉบับคู่ในเดือนตุลาคม 2558 และพิมพ์เพิ่มเป็น 60 ล้านฉบับคู่ในเดือนกุมภาพันธ์ 2559 เพื่อให้เพียงพอกับความต้องการของประชาชน ระหว่างที่สำนักงานสลากฯ ทยอยพิมพ์สลากเพิ่มนั้น สลากที่วางขายตามแผงขายกันคู่ละ 80 บาทมาโดยตลอด”

สลากเกินราคา

จากนั้น สำนักงานสลากฯ นำสลาก 60 ล้านฉบับคู่ มาจัดสรรให้กับสมาคม มูลนิธิ องค์กรการกุศลประมาณ 15.6% ของจำนวนสลากทั้งหมด จัดสรรให้ตัวแทนจำหน่ายสลากส่วนกลาง (ผู้ค้ารายย่อย) 7.9% จัดสรรให้ตัวแทนจำหน่ายสลากส่วนภูมิภาค 20.5% ส่วนที่เหลือ 56% จัดสรรให้กับรายย่อยผ่านระบบซื้อ-จองของธนาคารกรุงไทย โดยสรุปแล้ว ปริมาณสลากที่พิมพ์ออกขายทั้งหมด 85% อยู่ในมือของผู้ค้ารายย่อย

“แต่เมื่อเวลาผ่านไปได้ระยะหนึ่ง ขบวนการขายสลากเกินราคาก็เริ่มปรับกลยุทธ์ โดยกลุ่มยี่ปั๊วไปกว้านซื้อสลากมาจากผู้ค้ารายย่อยเพื่อนำมารวมชุดขายในราคาแพง ซึ่งจากการสอบปากคำของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ผู้ค้าสลากที่ถูกจับข้อหาขายสลากเกินราคาส่วนใหญ่อายุ 20-30 ปี ให้การว่ารับสลากมาจากยี่ปั๊ว แต่ไม่ยอมเปิดเผยชื่อว่าเป็นยี่ปั๊วรายไหน โดยยี่ปั๊วให้สลากไปขาย ส่วนจะขายในราคาเท่าไหร่ก็ได้ จะขายคู่ละ 90-100 บาท ก็ได้ แต่ต้องนำเงินมาคืนยี่ปั๊วคู่ละ 80 บาท ส่วนเกินคือกำไร ด้วยเหตุนี้ สำนักงานสลากฯ จึงต้องจับกุมคนที่ไปรับจ้างยี่ปั๊วมาขายเกินราคา” พล.ท. อภิรัชต์ กล่าว

ประธานคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาลกล่าวต่อว่า ในช่วงวันที่ 1 สิงหาคม – วันที่ 31 ตุลาคม 2559 เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารจับกุมผู้ค้าสลากเกินราคาได้ทั้งสิ้น 1,337 ราย และสำนักงานสลากฯ ได้ยกเลิกสัญญาตัวแทนจำหน่ายสลากที่ขายสลากเกินราคา 153 ราย และตัดสิทธิ์การลงทะเบียนจอง-ซื้อสลากผ่านธนาคารกรุงไทย 57 ราย ที่ผ่านมาสำนักงานสลากฯ จัดสรรสลากให้กับกลุ่มผู้ค้าสลากรายย่อยคนละ 5 เล่ม (1 เล่มมี 100 ฉบับคู่) ดูเหมือนว่าจะไม่เพียงพอกับความต้องการ แต่ถ้าย้อนกลับไปดูข้อมูลทางการตลาด ปกติสลากจะมีราคาแพงในช่วงเดือนมิถุนายน-เดือนกันยายนของทุกปี แต่พอถึงช่วงเทศกาลปีใหม่ สงกรานต์ และช่วงเปิดเทอม ราคาสลากก็จะลดลง หากสำนักงานสลากฯ พิมพ์สลากเพิ่มขึ้นไปอีก ก็เกรงว่าจะเกิดปัญหาสลากล้นตลาด

พล.ท.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 ในฐานะประธานกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล
พล.ท. อภิรัชต์ คงสมพงษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 ในฐานะประธานกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล

ดังนั้น มาตรการแก้ปัญหาสลากเกินราคาตอนนี้มี 3 มาตรการ คือ 1. ทำสัญญาตัวแทนจำหน่ายสลากใหม่ทุกๆ 6 เดือน โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2559 2. เพิ่มเติมข้อความในสัญญาตัวแทนจำหน่ายสลากให้รัดกุม กล่าวคือ “หากตรวจพบว่าสลากของตนไปวางไว้เพื่อเตรียมจำหน่ายที่จุดจำหน่ายของผู้อื่นที่ระบุไว้ในข้อที่ 11 ให้สันนิษฐานว่าผู้นั้นไม่ได้ขายสลากด้วยตนเองและถือว่าผู้ขายผิดสัญญา และตัวแทนจำหน่ายสลากยินยอมให้ความสะดวกและความร่วมมือแก่เจ้าหน้าที่สำนักงานฯ ในการตรวจสอบสถานที่จำหน่ายของตัวแทน หากไม่ให้ความร่วมมือ ให้ถือว่าตัวแทนประพฤติผิดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการเป็นตัวแทนจำหน่ายและให้สำนักงานสลากฯ พิจารณาบอกเลิกสัญญาได้ทันที” และ 3. หลังจากทำสัญญาตัวแทนจำหน่ายสลากเสร็จเรียบร้อยจะส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ลงพื้นที่ ตรวจสอบว่าตัวแทนจำหน่ายสลากนำสลากไปขายต่อให้ยี่ปั๊วหรือไม่ หากตรวจพบก็ยกเลิกสัญญาทันที” พล.ท. อภิรัชต์ กล่าว

พล.ท. อภิรัชต์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ทางสำนักงานสลากยังมีการปรับเปลี่ยนเวลาในการรับสลากไปขาย ทำให้ยี่ปั๊วมีเวลาในการรวบรวมสลากจากผู้ค้าสลากรายย่อยมารวมชุดขายไม่ทันเวลา แต่หลังจากที่สำนักงานสลากฯ ดำเนินมาตรการแก้ปัญหาสลากเกินราคา 3 แนวทางไปแล้ว เชื่อว่าขบวนการค้าสลากเกินราคา ก็ต้องปรับตัว และกลับมาขายสลากเกินราคากันได้อีก สำนักงานสลากฯ ก็ต้องปรับกลยุทธ์ในการแก้ปัญหาต่อไป และตนได้สั่งการให้สำนักงานสลากฯ ปรับปรุงระบบการพิมพ์สลากจากฉบับละ 40 บาท เป็นฉบับละ 80 บาท เพื่อลดต้นทุนการพิมพ์สลาก เนื่องจากพฤติกรรมของผู้บริโภคในปัจจุบันนิยมซื้อสลากเป็นคู่ในราคาคู่ละ 80 บาท ไม่มีผู้ค้าสลากรายใดแบ่งขายฉบับละ 40 บาท

%e0%b8%82%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%aa%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%81

พ.ต.อ. บุญส่ง จันทรีศรี รองผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล กล่าวถึงมาตรการในการแก้ไขปัญหาสลากรวมชุดว่า สำนักงานฯ ได้ปรับวันจ่ายสลากจองที่ไปรษณีย์ปลายทางจากเดิมวันที่ 2 และวันที่ 17 ของทุกเดือน เปลี่ยนเป็นวันที่ 7 และ 22 ของทุกเดือน ซึ่งเป็นวันสุดท้ายในการจำหน่ายสลากของตลาดวังสะพุง ทั้งนี้ เพื่อทำให้ยี่ปั๊วไม่มีเวลาในการนำสลากจองไปรวมชุด ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ค้ารายย่อยที่แท้จริงสามารถทำรายการสลากจองล่วงหน้าได้มากขึ้น และคาดว่าผลที่จะได้รับจากการแก้ไขปัญหาสลากเกินราคานั้นจะทำให้สามารถตัดวงจรนายทุนที่เข้ามากว้านซื้อสลากออกไปจากตลาด ทำให้การรวมชุดสลากลดลงหรือหมดไป รวมถึงได้คัดกรองผู้ค้าสลากรายย่อยที่แท้จริง ส่งผลให้สามารถจำหน่ายสลากได้ในราคาที่กำหนด คือ 80 บาท

อ่าน: เจาะลึกโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาลที่นี่