Gleason เมื่อความฉิบหายมาเยือนในช่วงชีวิตดี๊ดี

30 พฤศจิกายน 2016

1721955

open

หนังเปิดฉากด้วยภาพชายหนุ่มคนหนึ่งหันมาคุยกับกล้อง เขาตั้งใจจะบันทึกวิดีโอให้ลูกดู หลังจากเขารู้ข่าวดีว่าภรรยากำลังตั้งท้องลูกคนแรก ซึ่งมาในเวลาไล่เลี่ยกับข่าวร้ายว่าตนกำลังป่วยเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือ ALS อันเป็นโรคร้ายแรงที่ประสาทสูญเสียการควบคุมกล้ามเนื้อ ซึ่งโดยทั่วไปผู้ป่วยจะเสียชีวิตลงภายใน 2-5 ปี

ก่อนที่หนังจะตัดสลับไปยังภาพคลิปวิดีโอโมเมนต์ต่างๆ ที่เผยให้คนดูรู้ว่าเขาคือ สตีฟ กลีสัน อดีตนักกีฬาอเมริกันฟุตบอลดาวรุ่ง ในตำแหน่งไลน์แบ็คเกอร์ (กองกลางของแนวตั้งรับ อันเป็นหัวใจของทีม) หนุ่มหล่อ หุ่นล่ำ ยิ้มมีเสน่ห์ ฮอตสุดในทีม นิวออร์ลีนส์ เซนต์ส โดยเฉพาะในเกมนัดสำคัญที่ซูเปอร์โดมเมื่อปี 2006 หลังจากบ้านเกิดของเขาถูกพายุแคทรีนาซัด สตีฟก็เอาชนะคู่ต่อสู้ได้อย่างถล่มทลาย กลายเป็นดาวเด่นข่าวใหญ่ประจำปีนั้นไปเลย

EAST RUTHERFORD, NJ - SEPTEMBER 19:  Steve Gleason #37 of the New Orleans Saints stands on the sideline during the game with the New York Giants on September 19, 2005 at Giants Stadium in East Rutherford, New Jersey. The Giants won 27-10. (Photo by Jim McIsaac/Getty Images)

EAST RUTHERFORD, NJ – SEPTEMBER 19: Steve Gleason #37 of the New Orleans Saints stands on the sideline during the game with the New York Giants on September 19, 2005 at Giants Stadium in East Rutherford, New Jersey. The Giants won 27-10. (Photo by Jim McIsaac/Getty Images)

กระทั่งเขาได้เจอแฟนสาว มิเชล หนังก็อัดใส่คนดูด้วยโมเมนต์ที่พวกเขาพากันลั้ลลาท่องโลก ที่บ้างก็รั่วๆ ขำๆ แสนจะมีความสุขชีวิตดี๊ดี ก่อนที่ทั้งสองจะแต่งงานกันแล้วมาลงเอยในปี 2011 เมื่อสตีฟรู้ตัวว่าเป็นโรคร้าย ซึ่งคนดูจะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงชีวิตที่เหลืออยู่ของเขา ตั้งแต่ใบหน้าที่เปลี้ยนเปลี่ยนไปจนไม่เหลือเค้าเดิม ร่างกายที่ทรุดฮวบอย่างรวดเร็ว แต่ในเวลาเดียวกัน ก็ได้เป็นเห็นโมเมนต์กำเนิด ริเวอร์ ลูกชายของพวกเขา ที่ค่อยๆ เติบโตขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเช่นกัน

หนังทั้งเรื่องนี้รวมรวมจากคลิปต่างๆ ทั้งที่ถ่ายกันเล่นๆ, วิดีโองานแต่ง, รูปถ่ายต่างๆ และที่ถ่ายเพิ่มทีหลังโดยตัวสตีฟและมิเชลเอง บวกกับภาพจากกล้องของ เดวิด ลี คนทำหนังแถวบ้าน กับ ไท มินตัน-สมอลล์ เพื่อนซี้ของสตีฟ ก่อนที่ผู้กำกับ เคลย์ ทวีล จะก้าวเข้ามากำกับสารคดีเรื่องนี้ในเดือนมีนาคม ปี 2015 ที่มีการถ่ายเพิ่มจนฟุตเตจทั้งหมดยาวถึง 1,300 ชั่วโมง “มันเป็นงานสุดหินที่ละเอียดอ่อนมาก” ทวีลกล่าวถึงหนังเรื่องนี้ Gleason ที่ในอีกสิบเดือนต่อมาก็สามารถไปผงาดในเทศกาลท็อปสุดของอเมริกา ซันแดนซ์ ได้ โกยคำชมไปอื้อ แถมคว้ารางวัล ออเดียนซ์ อะวอร์ด ในเทศกาล SXSW, สารคดียอดเยี่ยมเทศกาลหนังซีแอตเทิล รางวัลสเปเชียล จูรี เมนชั่น จากเทศกาลหนังฟูลเฟรม ไปจนถึงลือกันว่าอาจได้ชิงออสการ์ที่กำลังจะมาถึงด้วย

2

ทวีลเล่าให้ฟังว่า “ด้วยความที่มันเป็นภาพถ่ายส่วนตัว บวกกับที่ถ่ายโดยเพื่อนสนิท ดังนั้นมันจึงเต็มไปด้วยโมเมนต์แสนจะแนบชิด ขณะเดียวกันก็แสนจะดิบ แล้วก็ยังเต็มไปด้วยโมเมนต์เปราะบางสะกิดใจ หน้าที่ของผมคือการเข้ามาจัดการร้อยเรียงเรื่องราว แล้วถ่ายทำบางส่วนเพิ่มเพื่อช่วยเชื่อมต่อข้อปล้องต่างๆ ให้เล่าเรื่องราวได้อย่างไหลลื่น เป็นเหมือนชั้นบางๆ ที่ช่วยห่อหุ้มฟุตเตจเหล่านี้ไม่ให้หลุดขาดจากกัน แต่แน่นอนว่าฟุตเตจที่พวกเขาถ่ายทำกันมามันมีความพิเศษอยู่แล้ว หนังเรื่องนี้จึงทั้งกินใจและแสนจะจริงใจ ไม่ซ้ำใคร พวกเขารู้ทางกันในการรับมือกันและกันอย่างไม่เสแสร้งเลยสักนิด สิ่งเหล่านี้ทำให้ Gleason พิเศษเหนือสารคดีทั่วไป”

3

เช่นเดียวกับความเห็นจากนิตยสาร Wired ที่ว่า “นี่ไม่ใช่สารคดีดาดๆ ที่แค่กระแทกเราด้วยโมเมนต์ดราม่า แต่มันพูดถึงสิ่งที่ท้าทายกว่านั้นมาก โดยเฉพาะเมื่อมันปรากฏขึ้นในปีนี้ที่จัดว่าเป็นปีทองของหนังสารคดีเลยก็ว่าได้ เพราะแค่ซัมเมอร์นี้ก็มีสารคดีเด่นๆ อย่าง O.J. Made in America ที่ขุดคุ้ยคดีสุดฉาวของซิมป์สัน, Weiner ที่ตีแผ่นักการเมืองและโต้กระแสสื่อได้อย่างเผ็ดร้อน, ไปจนถึง De Palma ที่เล่าถึงผู้กำกับชื่อดัง ไบรอัน เดอ พัลมา ไปพร้อมกับการวาดภาพความเสื่อมทรุดของระบบสตูดิโอทำหนังยุคใหม่ หรือแม้แต่หนังของผู้กำกับสารคดีรุ่นเก๋าอย่าง แวร์แนร์ แฮร์โซก ที่มาเล่าประเด็นร่วมสมัยอย่างโลกอินเทอร์เน็ต ใน Lo and Behold, Reveries of the Connected World ก็จะเห็นได้ว่าขนาดอยู่ท่ามกลางสารคดีสายแข็งพวกนี้ Gleason ก็ยังมีความโดดเด่นเป็นตัวของตัวเอง ทั้งในทางหนังและสีสันของตัวผู้เล่าเอง พวกเขาทั้งดูดี ชีวิตเพียบพร้อม แถมรวยมากด้วย ซึ่งทำให้ได้รับการดูแลทางการแพทย์ในระดับดีเยี่ยม แต่นั่นก็หมายความว่าพวกเขาต้องจัดการกับความหิวกระหายของอุตสาหกรรมเซเล็บอันซับซ้อนด้วยเช่นกัน ซึ่งพวกเขาก็จริงใจมากพอที่กล้าจะบอกว่าต้องการเป็นที่จับจ้อง แต่ไม่ใช่แค่เพื่อตัวเอง อันทำให้พวกเขากลายเป็นฮีโร่อย่างแท้จริง’

เพราะนอกจากการต่อสู้กับโรคร้ายแล้ว ครอบครัวนี้ยังระดมผองเพื่อนมาช่วยกันก่อตั้งเป็น #ทีมกลีสัน ที่ช่วยกันระดมทุนเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วย ALS ยากไร้ด้วย พวกเขาตระเวนไปให้กำลังใจผู้ป่วยรายอื่นๆ จัดกิจกรรมออกสื่อให้ผู้คนตระหนักรู้ถึงภัยร้ายของโรคนี้ ต่อสู้เพื่อสิทธิ์ในทางกฎหมาย และในการเข้าถึงอุปกรณ์สุดล้ำที่ช่วยให้ผู้ป่วยสื่อสารได้ง่ายขึ้น ด้วยเครื่อง Tobii Dynavox อันเป็นเทคโนโลยีสื่อสารด้วยการกะพริบตาไปยังอุปกรณ์ที่สามารถพิมพ์และพูดแทนผู้ป่วยได้โดยไม่ต้องใช้มือสัมผัสเลย

4

หรืออย่างเมื่อไม่กี่ปีก่อน ถ้ายังจำกันได้ ที่มีการท้าประลองเอาน้ำแข็งราดตัวอัดคลิปแล้วส่งต่อๆ กันไปทั่วโลก ที่สามารถดึงเงินจากกระเป๋าของบรรดาเซเล็บอย่าง จัสติน บีเบอร์, ฮิวจ์ แจ็กแมน, เรเน่ เซลเวเกอร์, มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก หลิวเต๋อหัว ฯลฯ ที่ต่างก็แห่กันมาช่วยอัดคลิปกันรัวๆ ภายใต้โครงการ Ice Bucket Challenge หนึ่งในนั้นก็มี สตีฟ กลีสัน ผู้นี้ที่เป็นตัวตั้งตัวตีด้วย รวมถึงกิจกรรมขับเคลื่อนอื่นๆ ภายใต้คำขวัญของ #ทีมกลีสัน ที่ว่า “ไม่ยอมยกธงขาว” (No White Flags) ก็ทำให้ สตีฟ ได้เป็นทั้งพรีเซนเตอร์สินค้า ได้ออกสัมภาษณ์สื่อ ได้เงินสนับสนุนจากสปอนเซอร์รวยๆ มากมาย

ขณะที่ในหนังช่วงหนึ่ง มิเชลเล่าว่า “ผู้คนเข้ามาบอกฉันว่า ‘ยินดีด้วยนะ’ …หืม!? …สำหรับอะไร? …หมายความว่าไง? …ให้ฉันยินดีกับอะไรรึ? ฉันควรจะยินดีกับความฉิบหายในชีวิตฉันงั้นสินะ…”
5