ปิดฉากยกมือ “ถอดถอน” ในสภาสูง “นริศร-อุดมเดช” ทิ้งทวนเคสสุดท้าย ก่อนโอนอำนาจให้ “ศาล” ตาม รธน. ใหม่

5 พฤศจิกายน 2016

ที่มาภาพ : http://click.senate.go.th/wp-content/uploads/2014/05/049.jpg

ที่มาภาพ : http://click.senate.go.th/wp-content/uploads/2014/05/049.jpg

ปิดฉากการถอดถอนอย่างไม่เป็นทางการของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)ในฐานะผู้ทำหน้าที่แทน “วุฒิสภา” (ส.ว.) ในการลงมติญัตติถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

คะแนนเสียง 206 เสียง ต่อ 15 เสียง ในคำร้องขอให้ถอดถอนนายอุดมเดช รัตนเสถียร อดีต ส.ส. พรรคเพื่อไทย กรณีสลับสับเปลี่ยนร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับที่มาของวุฒิสภา

และคะแนนเสียง 221 เสียง ต่อ 1 เสียง ในคำร้องนายนริศร ทองธิราช อดีต ส.ส. พรรคเพื่อไทย กรณีใช้บัตรลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ลงคะแนนแทนบุคคลอื่น

คือโหวตถอดถอนสุดท้ายของ สนช.

ที่เป็น “โหวตสุดท้าย” ด้วยเพราะร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน ได้กำหนดให้ “อำนาจ” ถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่เคยเป็นอำนาจของ “วุฒิสภา” ไปเป็นอำนาจในการใช้ดุลพินิจของ “ศาล”

บทบัญญัติตามมาตรา 235 ในร่างรัฐธรรมนูญใหม่ กำหนดว่า ในกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยหรือมีการ กล่าวหาว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ หรือผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ว่า มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย รวมทั้งฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไต่สวนข้อเท็จจริง และหาก ป.ป.ช. เห็นว่าผู้นั้นมีพฤติกรรมความผิด ให้ดำเนินการดังต่อไปนี้ส่งเรื่องไปยังศาลให้พิจารณาตามประเภทของความผิด ดังนี้

(1) กรณีฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ให้เสนอเรื่องต่อ “ศาลฎีกา” เพื่อวินิจฉัย

(2) กรณีอื่น ส่งสำนวนการไต่สวนไปยังอัยการสูงสุด เพื่อฟ้องคดีต่อ “ศาลฎกีาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรตำแหน่งทางการเมือง”

เมื่อศาล “ประทับรับฟ้อง” เมื่อใด ให้ผู้ถูกกล่าวหา “หยุดปฏิบัติหน้าที่” จนกว่าจะมีคำพิพากษา เว้นแต่ศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น

และหากศาลมีคำพิพากษาว่าผู้ถูกกล่าวหามีพฤติการณ์ความผิดตามที่ถูกกล่าวหา ให้พ้นจากตำแหน่งนับแต่วันหยุดปฏิบัติหน้าที่ และให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง รวมถึงจะเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลาไม่เกิน 10 ปีด้วยหรือไม่ก็ได้

สำหรับการพิจารณาของศาลฎีกาและศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นั้น รัฐธรรมนูญกำหนดให้นำสำนวนการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. มาใช้เป็นหลักในการพิจารณา แต่ศาลมีอำนาจที่จะไต่สวนข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้

ขณะที่มาตรา 144 ที่ระบุในประเด็นเกี่ยวกับการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมารรายจ่ายประจำปีงบประมาณ ได้ “ตีกรอบ” ไม่ให้ ส.ส. ส.ว. คณะกรรมาธิการเข้ามามีส่วนได้ส่วนเสียใดๆ ในการใช้งบประมาณรายจ่าย ซึ่งหาก ส.ส. และ ส.ว. จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของแต่ละสภาเห็นว่ามีการฝ่าฝืนบทบัญญัติ ให้เสนอความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณา หากศาลวินิจฉัยว่ามีการกระทำผิดจริง ให้ผู้กระทำความผิดสิ้นสุดสมาชิกสภาและให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับตั้ง

แต่หากเป็นกรณีที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้กระทำความผิด หรือไม่ยับยั้งความผิด ให้คณะรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะนับจากวันที่ศาลวินิจฉัย และให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง รวมถึงชดใช้เงินคืนพร้อมด้วยดอกเบี้ย

โดยเหตุผลหลักที่ กรธ. ใช้อธิบายสาเหตุการโยกอำนาจถอดถอนในครั้งนี้ เป็นเพราะที่มาของ ส.ว. ตามรัฐธรรมนูญใหม่มาจากการสรรหา อีกทั้งที่ผ่านมากระบวนการถอดถอนผ่าน ส.ว. ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร

31 คำร้องถอดถอน ยุค รธน. 2540

หากย้อนดูกระบวนการถอดถอนตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญปี 2540 มีการยื่นคำร้องขอถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่งต่อวุฒิสภา 31 เรื่อง โดยคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติว่า ข้อกล่าวหาตามคำร้องไม่มีมูล และให้ข้อกล่าวหาตกไป 14 เรื่อง

ส่วนที่เหลือไม่ได้ส่งให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไต่สวนข้อเท็จจริง เนื่องจากคำร้องไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด เช่น รวบรวมรายชื่อประชาชนไม่ครบ ทำให้การถอดถอนตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนนี้ยังไม่เคยดำเนินการถึงขั้นตอนให้วุฒิสภาพิจารณาลงมติถอดถอนจริง

“จรัล” พ้นตำแหน่งคนแรกในประวัติศาสตร์การถอดถอน

กระทั่งในปี 2550 ภายหลังการรัฐประหารในปี 2549 สนช. ได้ลงมติถอดถอนนายจรัล ดิษฐาอภิชัย กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ด้วยคะแนนเสียง 156 เห็นด้วย กับ 1 เสียงไม่เห็นด้วย และ 3 เสียงที่งดออกเสียง ซึ่งเป็นผลให้นายจรัลพ้นจากตำแหน่งกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติทันที เนื่องจากมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในการเป็นกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โดยเป็นหนึ่งในแกนนำ นปก. (แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ) ทำการชุมนุมก่อความวุ่นวายหน้าบ้านประธานองคมนตรี พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม ปี 2550 ทำให้มีเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บและทรัพย์สินของราชการและเอกชนเสียหาย

ส.ว. เหลว ถอดถอน 5 คำร้องตาม รธน. 2550

ส่วนการถอดถอนของสมาชิกวุฒิสภาตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญปี 2550 นั้น มีการยื่นคำร้องขอถอดถอนจำนวน 73 เรื่อง ในจำนวนนี้มีเพียง 5 เรื่องที่เข้าสู่ขั้นตอนให้วุฒิสภาลงมติถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่ง แต่คะแนนเสียงถอดถอนไม่ถึง 3 ใน 4 ตามที่กฎหมายกำหนดทำให้ผู้ถูกร้องไม่พ้นจากตำแหน่ง ประกอบด้วย

1. คำร้องขอให้ถอดถอนนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรีออกจากตำแหน่งกรณีสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ด้วยคะแนนเสียงถอดถอน 76 ต่อ 49 เสียง

2. คำร้องขอให้ถอดถอนนายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กรณีลงนามในแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา โดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อน ด้วยคะแนนถอดถอน 57 เสียง ต่อ 55 เสียง

3. คำร้องขอให้ถอดถอนถอดถอน นายภักดี โพธิศิริ อดีตกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จากกรณีถูกกล่าวหาว่าปฏิบัติหน้าที่ไม่เป็นธรรม ด้วยคะแนนเสียงถอดถอน 84 ต่อ 56 เสียง

4. คำร้องขอให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น กรณีส่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาธิปัตย์และบุคคลอื่นเข้าไปก้าวก่ายแทรกแซงงานของกระทรวงวัฒนธรรม ด้วยคะแนนเสียง ถอดถอน 40 เสียง ต่อ 95 เสียง

5. คำร้องขอให้ถอดถอน นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) และ นายไกรสร พรสุธี อดีตปลัดไอซีที ออกจากตำแหน่ง กรณีดำเนินการอนุมัติแก้ไขสัญญาสัมปทาน โครงการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ (ฉบับที่ 5) เพื่อลดสัดส่วนการถือหุ้นของบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) โดยมิชอบ โดยคะแนนเสียงถอดถอนนพ.สุรพงษ์เป็น 66 ต่อ 66 เสียง ขณะที่นายไกรสรมีคะแนนเสียงถอดถอน 66 ต่อ 66 เสียง เท่ากัน

โบว์แดง สนช. 2 ปี ฟัน 8 ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ขณะที่การถอดถอนในสมัย สนช. ชุดปัจจุบัน ได้พิจารณาคำร้องถอดถอน ดังนี้

1. คำร้องขอให้ถอดถอนนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา กรณีจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายในการทำหน้าที่ประธานรัฐสภา ดำเนินการประชุมร่วมกันของรัฐสภา เพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่…) พ.ศ. .… โดยจงใจปิดอภิปราย และดำเนินการประชุมทั้งที่องค์ประชุมรัฐสภาไม่ครบ โดย สนช. ลงมติไม่ถอดถอน 115 เสียง ต่อถอดถอน 100 เสียง

2. คำร้องถอดถอนนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตรองประธานรัฐสภา กรณีลงชื่อในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ และให้สัมภาษณ์เชิงให้ร้ายต่อการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภาจากการสรรหา ซึ่ง สนช. ลงมติไม่ถอดถอน ด้วยคะแนน 120 ต่อ 95 เสียง

3. คำร้องถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ออกจากตำแหน่ง ในความผิดฐานจงใจไม่ใช้อำนาจหน้าที่นายกรัฐมนตรียับยั้งความเสียหายปล่อยให้เกิดการทุจริตจำนำข้าว ด้วยคะแนนถอดถอน 190 ต่อ 18 คะแนน ไม่ออกเสียง 8 คะแนน ซึ่งถือว่า สนช. มีมติถอดถอนยิ่งลักษณ์ ออกจากตำแหน่ง และถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี

4. คำร้องถอดถอนอดีตสมาชิกวุฒิสภาจำนวน 38 คน กรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มา ส.ว. โดย สนช. มีมติไม่ถอดถอน

5. คำร้องถอดถอนนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายภูมิ สาระผล อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ และ นายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กรณีทุจริตการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ ซึ่ง สนช. ลงมติถอดถอนนายบุญทรงด้วยคะแนนเสียง 180 ต่อ 6 เสียง, นายภูมิ คะแนนเสียง 182 ต่อ 5 เสียง, นายมนัส ด้วยคะแนนเสียง 158 ต่อ 25 เสียง ทำให้บุคคลทั้งสามพ้นจากตำแหน่งและห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือในทางราชการเป็นเวลา 5 ปี

6. คำร้องถอดถอนนายประชา ประสพดี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กรณีแทรกแซงการทำงานของคณะกรรมการองค์การตลาด กระทรวงมหาดไทย โดยที่ประชุม สนช. ลงมติถอดถอนนายประชาด้วยคะแนน 182 ต่อ 7 เสียง ส่งผลให้นายประชาถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี โดยห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือรับตำแหน่งทางราชการ

7. คำร้องถอดถอน พล.อ.อ. สุกำพล สุวรรณทัต อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กรณีแทรกแซงการทำงานก้าวก่ายแทรกแซงการปฏิบัติราชการในการแต่งตั้งนายทหารชั้นนายพล สำนักปลัดกระทรวงกลาโหม โดยที่ประชุมลงมติถอดถอน ด้วยคะแนน 159 เสียง ต่อ 27 เสียง ซึ่งทำให้ พล.อ.อ. สุกำพล ถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี โดยห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือรับตำแหน่งทางราชการ

และล่าสุดกับการถอนถอนอดีต ส.ส. พรรคเพื่อไทย 2 คน ในวันที่ 4 พฤศจิกายน 2559 ถือเป็นการปิดฉากการใช้อำนาจถอดถอนในมือของวุฒิสภาตลอดกาล

เส้นทางถอดถอน จาก 2475 ถึง 2550

ที่ผ่านมาการถอดถอนออกจากตำแหน่ง เป็นกระบวนการที่ถูกบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ เพื่อใช้ควบคุมการใช้อำนาจของฝ่ายบริหาร โดยกระบวนการทางรัฐสภา ซึ่งกระบวนการถอดถอนนี้บัญญัติไว้รัฐธรรมนูญตั้งแต่รัฐธรรมนูญชั่วคราวฉบับแรก หรือพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พ.ศ. 2475 เป็นต้นมา แต่มีลักษณะของการให้สมาชิกของสภาควบคุมกันเอง และจำกัดเฉพาะการถอดถอนสมาชิกสภาและฝ่ายบริหารเท่านั้น ยังไม่ครอบคลุมไปถึงผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่นๆ และกระบวนการถอดถอนจะกระทำผ่านสมาชิกของสภาที่เป็นตัวแทนของประชาชนเท่านั้น

ตามพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผนดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 มาตรา 9 บัญญัติว่า “สภาผู้แทนราษฎร…มีอำนาจประชุมกันเพื่อถอดถอนกรรมการราษฎรหรือพนักงานรัฐบาลผู้หนึ่งผู้ใดก็ได้”

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2475 มาตรา 21 (5) บัญญัติว่า “สมาชิกภาพแห่งสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงเมื่อสภาผู้แทนราษฎรวินิจฉัยให้ออกจากตำแหน่งโดยเห็นว่ามีความประพฤติในทางจะนำความเสื่อมเสียแก่สภา…”

มาตรา 41 บัญญัติว่า “สภาย่อมทรงไว้ซึ่งสิทธิที่จะลงมติความไว้วางใจในรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลหรือทั้งคณะ”

โดยต่อมารัฐธรรมนูญในทุกฉบับก็จะบัญญัติในทำนองเดียวกันนี้

จนกระทั่งรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ได้เพิ่มบัญญัติให้มีหมวด “การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ” ขึ้นมา โดยเฉพาะ “การถอดถอนจากตำแหน่ง” เป็นมาตรการหนึ่งที่บัญญัติไว้ในหมวดนี้ โดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา และประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งตามจำนวนที่กฎหมายกำหนด สามารถเข้าชื่อร้องขอต่อวุฒิสภา เพื่อให้มีมติถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งต่างๆ ออกจากตำแหน่ง ครอบคลุมผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญทางการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรต่างๆ ตามรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งหรือข้าราชการระดับสูง

นอกจากนี้ ยังบัญญัติเปิดโอกาสให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถเข้าชื่อร้องขอและมีสิทธิลงคะแนนเสียงถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นให้พ้นจากตำแหน่งได้

โดยบทบัญญัติเหล่านี้ได้ถูกนำมาไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ซึ่งถือเป็นรัฐธรรมนูญฉบับสุดท้ายที่ให้อำนาจถอดถอนกับวุฒิสภา

ข่าวในประเด็น

เครือข่ายสังคม