นายกฯ ประกาศ ตรวจสอบผมได้ – ปัด ม.44 ยุบสภา ขึ้นเงินเดือนลูกจ้างรัฐวิสาหกิจ รายได้ต่ำกว่า 4.3 หมื่น

5 ตุลาคม 2016

เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2559 ที่ทำเนียบรัฐบาล มีประชุมคณะรัฐมนตรี โดยมี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธาน

พล.อ.ประยทธ์ จันทร์โอชา นากยกรัฐมนตรี  และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุม ครม. ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th

พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุม ครม. ที่มาภาพ: www.thaigov.go.th

นายกฯ เตรียมลงพื้นที่แก้ปัญหาน้ำท่วม อยุธยา-ชัยนาท

ในวันนี้ พล.อ. ประยุทธ์ ให้ผู้สื่อข่าวซักถาม โดยคำแถมแรกเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำขณะนี้ว่าได้ให้กระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัด และนายอำเภอ ไปดูในพื้นที่ที่มีปัญหาแล้ว ประเด็นสำคัญคือต้องทำให้ประชาชนเข้าใจถูกต้องว่าทำไมน้ำเยอะ น้ำล้น

รัฐบาลรับมือกับสถานการณ์นี้โดยมี 2 มาตรการ มาตรการที่ 1 คือ ทำแก้มลิงธรรมชาติ ระบายน้ำลงทุ่ง แต่ต้องทำความเข้าใจกับประชาชน เพราะอยู่ในช่วงการเพาะปลูก โดยมีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จัดหาระยะเวลาเก็บเกี่ยว ส่วนมาตรการที่ 2 เป็นมาตรการต่อเนื่อง เยียวยาตามความเหมาะสมแก่เกษตรกรส่วนหนึ่งที่อาจเสียหายจากแก้มลิงธรรมชาติ เพราะจะไปท่วมในพื้นที่ใหญ่และจะระบายน้ำไม่ทัน ซึ่งยังไม่ได้กำหนดเงินชดเชย

“ณ ตอนนี้ พื้นที่เสียหายมี ราว 600,000 ไร่ หรือมากกว่านั้น ดูจากดาวเทียม กำลังให้กระทรวงมหาดไทยตรวจสอบ” พล.อ. ประยุทธ์ กล่าว

ทั้งนี้ ในวันที่ 5 ตุลาคม 2559 พล.อ. ประยุทธ์ และคณะ มีกำหนดการลงพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา และ จ. ชัยนาท เพื่อรับฟังรายงานสถานการณ์น้ำของทั้งสองจังหวัด

ตั้ง ครม. ส่วนหน้า แก้ปัญหาภาคใต้ เริ่มสัปดาห์หน้า

เมื่อถามถึงการปฏิบัติงานของคณะผู้แทนพิเศษของรัฐบาล หรือ ครม. ส่วนหน้า พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวว่า ให้เริ่มปฏิบัติงานสัปดาห์หน้า ขณะนี้มียุทธศาสตร์ 9 เรื่องที่ต้องขับเคลื่อน เช่น เศรษฐกิจ ความมั่นคง ความปลอดภัย เป็นต้น ซึ่งจะเป็นการบูรณาการการทำงานร่วมกัน ที่แต่เดิมเป็นแบบแยกส่วน โดยมอบหมายไม่ให้งบประมาณและแผนงานซ้ำซ้อน

ด้าน พล.ท. สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในที่ประชุม ครม. นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ด้านกฎหมาย อธิบายว่า การแต่งตั้งคณะผู้แทนพิเศษนี้ เพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องการบูรณาการการใช้งบประมาณ ซึ่งเดิมไม่สามารถใช้งบประมาณข้ามหน่วยงาน หากจะใช้ ต้องออกเป็นพระราชบัญญัติ ซึ่งมีขั้นตอนนานพอสมควร อีกทั้งยังมีการแก้ปัญหาเรื่องการขาดความต่อเนื่องของการทำงาน เนื่องจากโครงสร้างการทำงานของคณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ในระดับพื้นที่ (คปต.) จะมีทั้งข้าราชการประจำและข้าราชการการเมืองที่ทำงานอยู่ในส่วนกลางเป็นส่วนใหญ่

“คณะผู้แทนพิเศษฯ จะเป็นสมาชิกของ คปต. ด้วย โดยคณะนี้จะลงไปดูแผนงานทั้งปวง ถ้าสามารถแก้ไขปัญหาตรงพื้นที่ได้เลยเขาก็ทำ แต่ถ้าเกินวิสัยก็เสนอข้อมูลที่ส่วนกลาง ไม่ต้องเสียเวลายาวนาน แต่คณะผู้แทนพิเศษฯ ไม่ได้มีอำนาจสั่งการใคร งานที่มีอยู่จึงไม่ซ้ำซ้อน” พล.ท. สรรเสริญ กล่าว

นายกฯ ประกาศ ตรวจสอบผมได้ ไม่เคยห้ามใคร

เมื่อถามว่า ในช่วงเวลานี้ที่ทั้งตัวนายกฯ และคนใกล้ชิดถูกโจมตีเป็นพิเศษ พล.อ. ประยุทธ์ ตอบว่า “ผมรู้ตัวแก่ใจของผมว่าผมเป็นอย่างไร ผมก็วูบวาบเป็นธรรมดา ไม่ได้รู้สึกอะไร เพราะธรรมดาก็ต้องถูกโจมตี การทำความดีก็ไม่ค่อยได้ประโยชน์อะไรในบ้านเมืองนี้ มันจะโดนขัดขวางเป็นธรรมดา แต่จะผิดจะถูกไปว่ากันที่กระบวนการยุติธรรม เรื่องบางเรื่องมีกติกาอยู่แล้ว ก็ไปไล่เอา ไม่ใช่ให้ผมมานั่งสั่งทุกเรื่อง กลไกเดิมมีอยู่แล้วไม่ใช่เพิ่งมาทำตอนนี้ ในอดีตก็ทำ อย่าเอามาจับกันไปมา”

เมื่อถามต่อว่า เรื่องที่เกิดขึ้นทำให้เสียสมาธิไหม พล.อ. ประยุทธ์ ตอบว่า “ผมก็เข้มแข็งขึ้น สมาธิผมแยกออกจากกัน โมโหคือโมโห ทำงานคือทำงาน อารมณ์ดีผมก็อารมณ์ดี ผมเป็นคนแยกแยะออก”

ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้ประเมินเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไหม พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวสวนว่า “แล้วคุณประเมินว่าอย่างไร คุณเป็นสื่อมวลชน สัมผัสประชาชนมากกว่า คิดอย่างไร ผมไม่ได้ประเมิน ถ้าอยากตรวจสอบผม ก็ตรวจสอบไปสิ ผมไม่ได้ห้ามใคร หากจะตรวจสอบในฐานะที่เข้ามาบริหารประเทศ ไปห้ามใครหรือยัง”

เมื่อถามย้ำว่า ยอมให้มีการตรวจสอบใช่ไหม พล.อ. ประยุทธ์ ตอบว่า “กฎหมายมันว่าไง อำนาจผมอยู่ตรงไหน” พร้อมปิดท้ายด้วยเสียงอันดังว่า “ก็บอกว่าไม่ได้เป็นผู้นำมาจากการเลือกตั้ง เข้าใจหรือยัง นี่คือความแตกต่าง”

เมื่อถามว่ารู้สึกอย่างไรที่สังคมกำลังมองว่าใช้มาตรา 44 ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 เยอะเกินไป พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวว่า “ที่ใช้ไปก็มีความหมายไหม หรือนึกอยากจะใช้ก็ใช้ มันมีเหตุผลในการใช้ไหม อะไรที่ไม่ควรใช้บอกหน่อย”

ปัด ม.44 ยุบสภา เป็นไปตามกติกา

เมื่อถามถึงกรณีที่นายวิษณุ เครืองาม ได้กล่าวว่า ถ้าเลือกนายกรัฐมนตรีรอบแรกไม่ได้และใช้ระยะเวลานานกว่าที่เป็นก็สามารถใช้ ม.44 ยุบสภาได้นั้น พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวว่า “เขาอธิบายในห้องว่าไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น มีกติกาอยู่ จะไปยุบได้อย่างไร ถ้าไม่มีเรื่อง ก็ตามใจ ถ้าไม่อยากให้ทำอะไรก็ทำไป วันหน้าถ้าเลือกไม่ได้แล้วตีกันอีก ก็ปล่อยตีกันไปข้ามปี ก็เลือกเอา ประชาธิปไตยแบบนั้นก็เอาไป ผมไม่ว่าอะไร คิดว่าผมจะทนจะอยู่ในประเทศที่ล้มเหลวแบบนี้หรือ ผมก็ไม่อยู่ถึงวันนั้น ผมก็ไปไหนของผม ไม่สนใจ พอแล้ว”

มติ ครม. ที่สำคัญอื่นๆ มีดังนี้

ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th

ที่มาภาพ: www.thaigov.go.th

ไฟเขียว พ.ร.บ. EEC จูงใจลงทุน 3 จังหวัดตะวันออก

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี (นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ด้านเศรษฐกิจ) กล่าวว่า วันนี้ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (พ.ร.บ. EEC) เพื่อรองรับการดำเนินโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก ที่ครอบคลุม 3 จังหวัด คือ ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา และสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนในระยะยาว

โดยกฎหมายดังกล่าวมีสาระสำคัญ ดังนี้ กำหนดให้จัดตั้งคณะกรรมการนโยบายพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกขึ้น มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อกำหนดนโยบาย อนุมัติแผนงาน และออกมาตรการเข้ามาพัฒนาพื้นที่ พร้อมกับตั้งสำนักงานคณะกรรมการนโยบายพื้นที่เขตเศรษฐกิจฯ มีฐานะเป็นนิติบุคคลเป็นหน่วยงานของรัฐแต่ไม่ใช่ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ มีหน้าที่เสนอแนะ ศึกษา วิจัย และเตรียมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยให้ตั้งเลขาธิการขึ้นมาดูแลรับผิดชอบสำนักงาน มีอำนาจอนุมัติตามกฎหมาย 5 ฉบับ คือ การขุดดินและถมดิน การควบคุมอาคาร การจดทะเบียนเครื่องจักร การสาธารณสุข ทะเบียนพาณิชย์ และโรงงาน

“เพื่อวางรากฐานการลงทุนของประเทศตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 เช่น การพัฒนาที่ดิน การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี ที่จะมากกว่าเขตเศรษฐกิจพิเศษอื่นๆ และการส่งเสริมบริการแบบ One-Stop Service เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการ ซึ่งจะช่วยดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติกว่า 1.5 ล้านล้านบาท โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเป้าหมาย พระราชบัญญัติฉบับนี้จะบังคับใช้ในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง กำหนดสิทธิการถือครองที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ของคนต่างด้าว โดยให้เช่าได้เป็นระยะเวลา 50 ปี และต่ออายุได้อีก 49 ปี คาดว่าจะประกาศใช้ได้ในช่วงต้นปี 2560” นายกอบศักดิ์กล่าว

ขึ้นเงินเดือนลูกจ้างรัฐวิสาหกิจ รายได้ต่ำกว่า 43,000 บาท

นายกอบศักดิ์กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบการปรับค่าจ้างของลูกจ้างรัฐวิสาหกิจ ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ ตามมติคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2559 เพื่อให้สอดคล้องกับการปรับเงินเดือนของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ได้รับการอนุมัติปรับขึ้นเงินเดือนไปตั้งแต่เดือนธันวาคม 2557 และเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลในการช่วยเหลือบุคลากรภาครัฐชั้นผู้น้อยให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม

การปรับอัตราค่าจ้างดังกล่าวจะมีผลกับลูกจ้างที่มีเงินเดือนไม่เกิน 43,890 บาท โดยจะปรับขึ้นไม่เกิน 2% ของค่าจ้างที่ได้รับ สำหรับอัตราจ้างแบบขั้นปรับขึ้นไม่เกิน 0.5 ขั้น โดยให้มีผลย้อนหลังไปตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2557

“ปัจจุบันจำนวนลูกจ้างรัฐวิสาหกิจทั้ง 64 แห่ง รวม 295,009 ราย ในส่วนนี้เป็นผู้ที่มีเงินเดือนต่ำกว่า 43,890 บาท จำนวน 190,000 ราย” นายกอบศักดิ์ กล่าว

“พิโคไฟแนนซ์” ต่อยอด “นาโนไฟแนนซ์” แก้ปัญหาหนี้นอกระบบ

นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า วันนี้ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบในหลักการของการบริหารงานเพื่อการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบอย่างบูรณาการและยั่งยืน โดยตั้งเป้าที่จะช่วยเหลือลูกนี้จำนวน 20% ต่อปี คิดเป็น 240,000 รายต่อปี มูลหนี้ประมาณ 25,000 ล้านบาทต่อปี จากจำนวนลูกหนี้นอกระบบปัจจุบัน 1.18 ล้านคน มูลหนี้ประมาณ 1.23 แสนล้านบาท ด้วยการเพิ่มช่องทางการเข้าถึงสินเชื่อในระบบให้แก่ลูกหนี้นอกระบบและประชาชน จากธุรกิจสินเชื่อรายย่อยประเภทใหม่ ในระดับจังหวัด หรือ “สินเชื่อพิโคไฟแนนซ์”

“สินเชื่อพิโคไฟแนนซ์จะเป็นสินเชื่อที่เล็กลงไปกว่านาโนไฟแนนซ์ คือ จะให้สินเชื่อแก่บุคคลธรรมดา ทั้งที่มีและไม่มีหลักทรัพย์เป็นประกัน วงเงินไม่เกิน 50,000 บาทต่อราย จำกัดขอบเขตเฉพาะจังหวัดที่ผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อตั้งอยู่ โดยต้องมีทุนจดทะเบียนซึ่งชำระแล้วไม่ต่ำกว่า 5 ล้านบาท และจะเรียกเก็บดอกเบี้ย ค่าปรับ ค่าบริการ และค่าธรรมเนียมร่วมกันได้ไม่เกิน 36% ต่อปี” นายณัฐพรกล่าว

สำหรับเจ้าหนี้ที่ปล่อยกู้หนี้นอกระบบที่เรียกคิดอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด 15% ต่อปี หากไม่มาจดทะเบียนเป็นพิโคไฟแนนซ์หรือนาโนไฟแนนซ์ก็จะมีบทลงโทษตามกฎหมาย โดยจะมีโทษทั้งจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 2

ที่ผ่านมาได้มีการจัดตั้งสินเชื่อรายย่อยเพื่อการประกอบอาชีพ หรือนาโนไฟแนนซ์ ที่ปล่อยกู้ไม่เกิน 1 แสนบาทต่อราย อัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 36% ต่อปี แต่ได้พบปัญหาประชาชนเข้าถึงสินเชื่อยาก เพราะต้องมีหลักประกัน เพื่อลดความเสี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ ป้องกันไม่ให้เกิด NPL โดยปัจจุบันมีผู้ประกอบธุรกิจนาโนไฟแนนซ์ที่ได้รับอนุญาต 29 ราย เปิดบริการแล้ว 20 ราย ปล่อยกู้ทั้งระบบ 2.24 หมื่นราย วงเงิน 556 ล้านบาท

ทั้งนี้ ยังได้เพิ่มช่องทางเข้าถึงแหล่งเงินให้กับประชาชนโดยธนาคารออมสินและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้จัดตั้งหน่วยธุรกิจ (Business Unit) รับผิดชอบภารกิจด้านการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบโดยเฉพาะ แยกจากโครงสร้างการดำเนินงานปกติของธนาคาร (PSA) โดยจะกำหนดเกณฑ์การพิจารณาสินเชื่อที่ผ่อนปรนกว่าหลักเกณฑ์สินเชื่อปกติ พร้อมให้คำปรึกษาและความรู้ด้านการเงินแก่ลูกหนี้นอกระบบ

นอกจากนี้ ยังมีมาตรการอื่นๆ ที่จะช่วยเหลือผู้เป็นหนี้นอกระบบ ได้แก่ การดำเนินการกับเจ้าหนี้นอกระบบที่ผิดกฎหมายอย่างจริงจัง เช่น การเร่งรัดให้ร่าง พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรามีผลบังคับ, ลดภาระหนี้นอกระบบโดยการไกล่เกลี่ยประนีประนอมหนี้, เพิ่มศักยภาพของลูกหนี้นอกระบบในการหารายได้ ด้วยการฝีกอาชีพ และสนับสนุนการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบของหน่วยงานภาครัฐและองค์กรการเงินชุมชนที่เกี่ยวข้อง

เว้นภาษีโอนเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไป RMF

นายกอบศักดิ์กล่าวว่า ครม. มีมติอนุมัติร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ (พ.ศ….) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (การดำเนินการเพื่อรองรับการโอนเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไปออมต่อเนื่องในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ) โดยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2559

โดยมีสาระสำคัญเป็นการกำหนดให้เงินหรือผลประโยชน์ใดๆ ที่ได้รับเนื่องจากการขายหน่วยลงทุนคืนให้แก่กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ซึ่งคำนวณจากเงินที่ลูกจ้างโอนจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไปยังกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพแล้วได้คงเงินไว้ในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพจนเสียชีวิต ทุพพลภาพ หรือจนถึงอายุ 55 ปีบริบูรณ์ ไม่ว่าเป็นเงินที่รับโอนมาจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพโดยตรง หรือรับโอนมาจากกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพอื่นที่เงินทอดแรกเป็นเงินที่ได้รับโอนมาจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจะได้รับการยกเว้นภาษี และลูกจ้างและนายจ้างไม่ต้องจ่ายเงินสะสมและเงินสมทบเข้ากองทุน ตามระยะเวลาที่กำหนดในข้อบังคับของกองทุน

“กฎกระทรวงดังกล่าวจะช่วยส่งเสริมการออมเพื่อการเกษียณอายุอย่างต่อเนื่องผ่านระบบกองทุน รวมทั้งช่วยเพิ่มทางเลือกแก่ผู้ออมให้ได้รับผลตอบแทนจากการออมเพิ่มขึ้น สร้างหลักประกันและความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมให้แก่ผู้สูงอายุ และช่วยลดภาระงบประมาณของรัฐบาลในการดูแลผู้สูงอายุในอนาคต โดยเฉพาะเมื่อประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ โดยจะไม่ทำให้รัฐบาลสูญเสียรายได้ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากการประมาณการรายได้ประจำปีงบประมาณ” นายกอบศักดิ์กล่าว

เร่งเวลาช่วยมันสำปะหลัง จาก 1 ธ.ค. เป็น 15 ต.ค. นี้

นายณัฐพรกล่าวว่า ครม. มีมติเห็นชอบแนวทางการบริหารจัดการมันสำปะหลังปี 2559/60 เพิ่มเติม เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์และแนวโน้มของราคามันสำปะหลังทั้งในไทยและต่างประเทศที่ยังตกลงอย่างต่อเนื่อง

โดยอนุมัติให้เลื่อนระยะเวลาการดำเนินโครงการทั้ง 3 โครงการ ได้แก่ โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูกมันสำปะหลังในระบบน้ำหยด ปี 2559/60, โครงการสินเชื่อเพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิตและการแปรรูปมันสำปะหลัง ปี 2559/60 และโครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมมันสำปะหลังและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร ปี 2559/60 จากเดิมที่ ธ.ก.ส. จะเริ่มโครงการวันที่ 1 ธันวาคม 2559 เป็นเริ่มโครงการตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2559 สิ้นสุดโครงการในวันที่ 31 ธันวาคม 2562

อนุมัติโครงการพักชำระหนี้และลดดอกเบี้ยให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง แก่ผู้เป็นลูกค้า ธ.ก.ส. จำนวนประมาณ 5 แสนราย โดยจะมีการพักเงินต้น 2 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2559 – 31 สิงหาคม 2561 และลดอัตราดอกเบี้ย 3% ต่อปี ซึ่งรัฐจะเป็นผู้ชดเชยให้ 1.5% คิดเป็นเงิน 1,200 ล้านบาท และอีก 1.5% เป็นภาระของ ธ.ก.ส. โดยให้กู้รายละไม่เกิน 5 แสนบาท คิดเป็นเงินกู้ทั้งหมดประมาณ 4 หมื่นล้านบาท

และโครงการสินเชื่อเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายฉุกเฉินสำหรับผู้ปลูกมันสำปะหลัง โดย ธ.ก.ส. คิดอัตราดอกเบี้ยเดือนละ 0.5 ต่อเดือน วงเงินกู้รายละไม่เกิน 20,000 บาท ระยะเวลาชำระหนี้ไม่เกิน 12 เดือน เริ่มปล่อยสินเชื่อเดือนพฤศจิกายน 2559 – 31 มีนาคม 2560

อัดงบอีก 5,000 ล้าน กระตุ้นการลงทุนชายแดนใต้

นายณัฐพรกล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบโครงการเมืองต้นแบบ “สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอ เพื่อสนับสนุนให้เกิดการลงทุนของภาคเอกชนในพื้นที่ได้ทันที รวมทั้งสร้างงานให้กับชาวบ้าน และยังเพิ่มพื้นที่ปลอดภัยได้มากขึ้น ระยะเวลาโครงการตั้งแต่ปี 2560-2563 กรอบวงเงิน 5,175 ล้านบาท โดยขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ประจำปี 2560 สำหรับโครงการสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการก่อน 22 โครงการ วงเงิน 1,190 ล้านบาท

โครงการดังกล่าวจะดำเนินการนำร่องใน 3 พื้นที่คือ อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส และอำเภอเบตง จังหวัดยะลา โดยมีแนวทางพัฒนาให้อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี เป็นเมืองต้นแบบอุตสาหกรรมแปรรูปการเกษตร อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส เป็นศูนย์กลางการค้าชายแดนระหว่างประเทศ และอำเภอเบตง จังหวัดยะลา เป็นเมืองต้นแบบการพัฒนาที่พึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน

“การดำเนินงานจะแบ่งเป็น 3 ระยะ คือ ระยะเร่งด่วน จะออกมาตรการสิทธิประโยชน์การลงทุน จัดตั้งกองทุนส่งเสริมธุรกิจรุ่นใหม่ของแต่ละอำเภอ ระยะ 2 ปี จะสนับสนุนการลงทุนในระยะเร่งด่วน และระยะต่อไปจะเชื่อมโยงระบบขนส่งทั้งหมดไปยังภูมิภาคต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ ทั้งนี้ มีมาตรการด้านสิทธิประโยชน์ ทั้งจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่เพิ่มอัตราการลดหย่อนอากรขาเข้าวัตถุดิบสำหรับผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 90% ขยายเวลาเว้นอากรขาเข้าสำหรับการผลิตเพื่อส่งออกเป็นเวลา 10 ปี เพิ่มประเภทกิจการที่ให้การส่งเสริมอีก 6 ประเภท เป็นต้น ด้านสำนักงานเศรษฐกิจการคลังและกรมสรรพากร ขยายเวลามาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการประกอบธุรกิจในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ไปอีก 3 ปี (2561-2563)” นายณัฐพรกล่าว

แก้กฎหมายส่งเสริม SMEs คลุมภาคเกษตร

นายกอบศักดิ์กล่าวว่า ครม. มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. โดยมีสาระสำคัญเพื่อปรับปรุงกฎหมายดังกล่าวให้กระบวนการช่วยเหลือ ส่งเสริม และสนับสนุน ครอบคลุมถึงวิสาหกิจภาคเกษตร ด้วยการแก้ไขคำนิยามคำว่า “วิสาหกิจ” และ “องค์การเอกชน” เพิ่มหลักเกณฑ์พิจารณาเรื่องรายได้ในการกำหนดลักษณะของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และแก้ไขเพิ่มเติมจำนวนคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจฯ ให้สอดคล้องกับการโอนย้ายให้สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) มาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของนายกรัฐมนตรี

“ปัจจุบันจะแยกประเภท SMEs ตามจำนวนแรงงานและสินทรัพย์ถาวร โดย SMEs ขนาดย่อมจะมีสินทรัพย์ไม่เกิน 50 ล้านบาท มีแรงงานไม่เกิน 50 คน ขณะที่ SMEs ขนาดกลางจะมีสินทรัพย์ 50-200 ล้านบาท มีแรงงานกว่า 50 คน ซึ่งในอนาคตจะนำในส่วนของ ‘รายได้’ และ ‘ยอดขาย’ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการกำหนดคำนิยามด้วย เพื่อให้มีความชัดเจนในการส่งเสริม เนื่องจากมีธุรกิจบางประเภทที่มีแรงงานไม่เกิน 50 คน แต่สินทรัพย์เกิน 50 ล้านบาท จึงต้องปรับให้สอดคล้อง เพื่อให้ความช่วยเหลือของรัฐตรงจุดจริงๆ” นายกอบศักดิ์กล่าว

อนึ่งปัจจุบันมี SMEs ประมาณ 2.8 ล้านราย คิดเป็น 42% ของจีดีพีโดยรวมของประเทศ และเป็นแหล่งจ้างงานหลักของคนไทย มีวิสาหกิจชุมชน 80,000 กิจการ และครัวเรือนภาคการเกษตรถึง 6 ล้านครัวเรือน คาดสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ 200 ล้านบาท

แก้ กม. บังคับใช้ช่วง ปีใหม่ 2560 ลดอุบัติเหตุ

พล.ท. สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ด้านความมั่นคง ในฐานะคณะกรรมการนโยบายป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนแห่งชาติ (นปถ.) ได้เสนอในที่ประชุม ครม. ว่า ได้เสนอให้หน่วยงานที่สร้างความปลอดภัยบนท้องถนนแก้ไขกฎหมาย 5 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1. เมาแล้วขับ ให้กำหนดปริมาณแอลกอฮอล์ และทำฐานข้อมูลผู้กระทำผิด เพื่อกำหนดโทษหากทำผิดซ้ำ 2. ขับรถเร็วเกินกำหนด ให้ลดความเร็วในเขตเมือง และเพิ่มบทลงโทษ 3. กำหนดให้การออกใบอนุญาตขับขี่ยากขึ้น แต่ยึดคืนง่าย โดยการเพิกถอนนี้ครอบคลุมรถส่วนบุคคลด้วย 4. กำหนดเงื่อนไขการขอรับใบอนุญาตสำหรับการขับรถสาธารณะ และปรับปรุงการเยียวยาแก่ผู้เสียหาย 5. เข้มงวดการคาดเข็มขัดนิรภัยในรถสาธารณะ

โดยคาดว่า ให้มีผลบังคับใช้ทันช่วงเทศกาลปีใหม่ ปี 2560 นอกจากนั้น ให้สำนักงบประมาณและกองทุนด้านความปลอดภัยทางท้องถนน สนับสนุนเครื่องมือให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น เครื่องตรวจจับความเร็ว กล้องติดรถยนต์

เตรียมจัดระเบียบที่เที่ยวใน กทม.

พ.อ.หญิง ทักษดา สังขจันทร์ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ. ประยุทธ์ มีข้อสั่งการในที่ประชุม ครม. ถึงการจัดระเบียบสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญในกรุงเทพฯ จากกรณีวัดมงคลบพิตร จ.พระนครศรีอยุธยา เกิดปัญหาผู้ค้าจัดวางสินค้าบริเวณทางเท้าด้านหน้าทางเข้าวัด กีดกันทางเดินเข้าของนักท่องเที่ยว และทำให้ความศักดิ์สิทธิ์ของสถานที่หายไป พล.อ. ประยุทธ์ ต้องการให้สถานที่ท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ มีความสะดวก สะอาด น่ามอง จึงแนะนำให้มีการจัดระเบียบ โดยจะมีการพูดคุยกับผู้ค้าเรื่องการจัดที่ค้าขายสำรอง

พร้อมยกตัวอย่างการแก้ปัญหาที่พักริมคลองรังสิต โดย “ปทุมธานีโมเดล” ที่เปลี่ยนให้ที่เป็นราชพัสดุ อย่างไรก็ตาม พล.อ. ประยุทธ์ อยากให้แก้ปัญหาโดยการดูตัวอย่างจากต่างประเทศ ทั้งสหรัฐฯ ญี่ปุ่น ที่กำหนดให้ผู้ค้าพบกันครึ่งทาง ทำให้ประชาชนมีความสะดวกในการซื้อขายสินค้าด้วย

ข่าวในประเด็น

อ่านข่าวในประเด็นทั้งหมด »

เครือข่ายสังคม