นายกฯ แจงคดีจำนำข้าวต้องจบกพ.2560 – มติ นบข. ระงับการระบายข้าว ก.ย.-ต.ค. หวั่นราคาตก

เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2559 ที่ทำเนียบรัฐบาล มีการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว ครั้งที่ 5/2559 โดยมี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธาน ที่มาภาพ : http://www.thaigov.go.th/
เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2559 ที่ทำเนียบรัฐบาล มีการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว ครั้งที่ 5/2559 โดยมี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธาน ที่มาภาพ : http://www.thaigov.go.th/

เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2559 ที่ทำเนียบรัฐบาล มีการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว ครั้งที่ 5/2559 โดยมี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธาน

นายกฯ แจงใช้ ม.44 เปิดทางยึดทรัพย์ คดีจำนำข้าว – ระงับการระบายข้าวหวั่นราคาตก

พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวภายหลังการประชุม นบข. ถึงภาพรวมการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวว่า การประชุมในวันนี้เป็นการติดตามมาตรการที่ให้การช่วยเหลือเกษตรกรไป โดยแก้ที่ต้นทางการผลิต ว่าจะสามารถลดต้นทุนการผลิตได้อย่างไร รวมทั้งการดูแลเรื่องการแปรรูป นวัตกรรม และการสนับสนุนให้เกษตรกรเก็บข้าวไว้ในยุ้งฉาง เพื่อลดปัญหาข้าวล้นตลาด ซึ่งจะช่วยแบ่งเบาภาระด้านงบประมาณภาครัฐที่ต้องเช่าพื้นที่จัดเก็บจากเอกชน

ในการประชุมครั้งนี้ได้มีมติให้ระงับเรื่องการระบายข้าวไปก่อน เพื่อรองรับผลการผลิตในฤดูกาลใหม่ที่จะมาถึง ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2559 เป็นต้นไป โดยต้องรอดูสถานการณ์ข้าวคงเหลือในคลังก่อน เพราะหากปล่อยไปราคาข้าวในท้องตลาดอาจตกลง และข้อสำคัญคือการทำความเข้าใจเกษตรกรให้ได้มากที่สุด เนื่องจากงบประมาณมีจำกัด ซึ่งภาระในเรื่องนี้ยังมีอยู่มาก หนี้สินที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา

นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงความคืบหน้าคดีรับจำนำข้าวว่า “เรื่องความคืบหน้าคดีต้องไปถามอัยการกับศาล มันมีระยะเวลาอยู่แล้ว จะต้องเสร็จไม่เกินเดือนกุมภาพันธ์ 2560 ขณะนี้ คณะกรรมการที่รับผิดชอบกำลังพิจารณาข้อสรุปออกมา เรื่องนี้จะไม่ไปทาบทับ เพราะเป็นเรื่องของคณะกรรมการต้องสรุปมาตามกฏหมาย ตามระเบียบการ วิธีปฏิบัติ ก็ฟังเหตุผลเขาบ้าง อย่าใช้ความรู้สึก ไม่อย่างนั้นเจ้าหน้าที่จะทำงานลำบาก” พล.อ. ประยุทธ์ กล่าว

ส่วนของรัฐบาลมีหน้าที่ในการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบขึ้นมา 2 คณะ ฝ่ายหนึ่งตรวจสอบทางบัญชี ประเมินล่วงหน้าในแต่ละปี และอีกส่วนคือคณะกรรมการตรวจสอบความผิดทางละเมิด ซึ่งมีกฎหมายอยู่ ต้องไปดูว่าเป็นอย่างไรต่อไปในอนาคต อย่าเพิ่งเอาไปพูดกันตอนนี้ เพราะจะเกิดความเสียหาย ขอให้เป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรม

เมื่อถามว่าจากคำสั่ง 56/2559 เรื่อง การคุ้มครองการบริหารจัดการผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรในการดูแลของรัฐ และการดำเนินการต่อผู้รับผิดชอบ เพื่อระงับความเสียหายของรัฐ หากมีคำสั่งทางปกครองออกมาจะสามารถให้กรมบังคับคดีดำเนินการยึดทรัพย์ได้เลยหรือไม่ พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวว่า อยากให้เข้าใจให้ตรงกันว่า ต้องให้ค่ำสั่งทางปกครองออกมาก่อน ไม่ได้เป็นการใช้กฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 มาตรา 44 เพื่อไปยึดทรัพย์

“หากผลสรุปออกมาแล้วจึงจะดำเนินการ เรื่องนี้กระทรวงพาณิชย์รู้อยู่แล้วว่าเขาไม่สามารถไปยึดทรัพย์ได้ คำสั่งมาตรา 44 ผมเพียงแต่ให้กรมบังคับคดีเข้าไปดำเนินการในส่วนนี้ อย่าไปบอกว่าใช้มาตรา 44 ไม่ใช่ ผมไม่ทำอย่างนั้นอยู่แล้ว จะผิดจะถูกคณะกรรมการเขาสอบสวนมาก็ตามนั้น ขณะเดียวกันทางคดีอาญาก็ว่ากันต่อไปอีกเรื่องหนึ่ง เป็นคนละเรื่อง” พล.อ. ประยุทธ์ กล่าว

เตรียมยื่น ครม. ปรับเงื่อนไขจำนำยุ้งฉาง – เพิ่มดอกเบี้ยชดเชยโรงสีเก็บสต็อกข้าว

ชาวนาศรีสะเกษ

ด้านนางสาววิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ อธิบดีกรมการค้าภายใน ระบุถึงสถานการณ์ข้าวในตลาดโลกว่า ปัจจุบันมีผลผลิตออกมาค่อนข้างมาก ทำให้ราคาข้าวต่ำลง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะภาวะเศรษฐกิจของผู้ซื้อ อีกส่วนเกิดจากประเทศผู้นำเข้า ปรับนโยบายในการพึ่งพาตนเอง โดยการปลูกข้าวเองมากขึ้น ดังนั้น แนวโน้มการซื้อข้าวในตลาดโลกจึงลดลง โดยที่ประชุม มีแผนชะลอการระบายข้าวในช่วงเดือนกันยายนและตุลาคมเพื่อไม่ให้ข้าวในช่วงต้นฤดูราคาตก

“ไทยเองกำลังมีนโยบายที่จะทำตลาดข้าวครบวงจร จึงต้องดูแนวโน้มความต้องการตลาดว่ามีจำนวนเท่าใด เพื่อปรับพื้นที่การเพาะปลูก ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินการหาตลาดในเชิงรุก ช่วงที่ผ่านมาประมูลข้าวได้ ทำให้ข้าวมีการส่งออกและพร้อมจะรับข้าวใหม่ที่จะออกมามากขึ้นในเดือนตุลาคม 2559 จะมากสุดช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2559 ซึ่งในช่วง 3 เดือนนี้จะมีผลผลิตออกมาประมาณ 23.5 ล้านตันข้าวเปลือก เป็นข้าวหอมมะลิ 9.55 ล้านตัน ข้าวเหนียว 5.29 ล้านตัน ข้าวเจ้า 6.72 ล้านตัน ข้าวหอมปทุม 1.14 ล้านตัน และอื่นๆ 0.02%” นางสาววิบูลย์ลักษณ์กล่าว

สำหรับสภาพคล่องของโรงสีที่จะดูดซับข้าวในช่วงเวลาดังกล่าว ได้ปรับโครงการทั้งในส่วนของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ที่จะให้เกษตรกรมีส่วนในการดูดซับข้าวเข้าไปเก็บในรูปของสหกรณ์และการจำนำยุ้งฉางของเกษตรกรประมาณ 2 ล้านตัน กลุ่มโรงสีและผู้ประกอบการข้าวประมาณ 8 ล้านตัน รวมประมาณ 10 ล้านตัน

ทั้งนี้ เนื่องจากที่ผ่านมาโรงสีและผู้ค้าข้าวรับซื้อในราคาสูง ขณะนี้ราคาลดลงจึงขาดทุน รัฐบาลจึงขยายอัตราชดเชยดอกเบี้ยเพิ่มให้จากเดิม 3% เป็น 4% ถ้าหากโรงสีหรือผู้ประกอบการเก็บข้าวไว้ได้นานขึ้น และในส่วนโครงการของ ธ.ก.ส. จะมีการปรับการจ่ายเงินให้เกษตรกร จากเดิมจะจ่ายเงินให้เกษตรกรเมื่อระบายข้าวจากยุ้งจำนวน 1,500 บาทต่อตัน เพื่อให้เกษตรกรมีเงินหมุนเวียนจึงจะจ่ายให้เกษตรกรตั้งแต่เริ่มต้นเข้าโครงการ 1,000 บาทต่อตัน และจะจ่ายอีก 500 บาทต่อตัน เมื่อระบายข้าว

“สำหรับวงเงินจากเดิมเตรียมไว้ให้โรงสี 900 ล้านบาท หากชะลออออกไปอีกจะเพิ่มประมาณ 360 ล้านบาท และการปรับเงื่อนไขการจ่ายเงินของ ธ.ก.ส. มาเป็นการจ่ายเงินล่วงหน้า 1,000 บาทต่อตัน ขณะนี้ ธ.ก.ส. มีเงินช่วยเกษตรกร กลุ่มเกษตรกรและสหกรณ์ และโรงสีประมาณ 3,000-4,000 ล้านบาท และการปรับเงื่อนไขดังกล่าวจะต้องนำเรื่องผ่านความเห็นชอบจาก ครม. อีกครั้งหนึ่ง” นางสาววิบูลย์ลักษณ์กล่าว

นอกจากนี้ ยังมีแผนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่จะขยายกรอบจังหวัดที่จะปรับลดพื้นที่ปลูกข้าวนาปรังให้มาปลูกพืชอย่างอื่น และอีกโครงการคือลดพื้นที่ปลูกข้าวไปเลี้ยงสัตว์และปลูกข้าวโพด เนื่องจากข้าวโพดยังมีความต้องการ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมปศุสัตว์ ทำให้ปริมาณการผลิตไม่เพียงพอ ปัจจุบันผลิตข้าวโพดได้ประมาณ 4 ล้านตัน ขณะที่ความต้องการอยู่ที่ประมาณ 7-8 ล้านตัน

“หากปลูกข้าวโพดแล้วเชื่อมโยงโรงงานอาหารสัตว์ที่จะรับข้าวโพดได้ก็จะเป็นการรับลูกต่อไป จะเพิ่มความมั่นใจให้เกษตรกรได้” นางสาววิบูลย์ลักษณ์กล่าว

รวมทั้งมีรายงานเพิ่มเติมว่า กรมการค้าต่างประเทศสามารถระบายข้าวเพิ่มได้ 1 แสนตัน ให้กับฟิลิปปินส์ และจีนอีก 1 แสนตัน โดยจะทำการส่งมอบในช่วงเดือนกันยายน-พฤศจิกายน 2559 สำหรับการส่งออกจนถึงวันที่ 12 กันยายน 2559 มีปริมาณรวม 6.57 ล้านตัน จากเป้าที่ตั้งไว้ 9.5 ล้านตัน ด้านสต็อกข้าวปัจจุบันของรัฐบาลมีประมาณ 8.4 ล้านตัน