ThaiPublica > เกาะกระแส > ความคืบหน้าคำสั่งศาล ในคดีที่ ป.ป.ช. ชี้มูลปกปิดบัญชีทรัพย์สิน 3 ราย – สั่งจำคุกจนท.รัฐ 5 ปี รับเงิน 1 หมื่นบาท

ความคืบหน้าคำสั่งศาล ในคดีที่ ป.ป.ช. ชี้มูลปกปิดบัญชีทรัพย์สิน 3 ราย – สั่งจำคุกจนท.รัฐ 5 ปี รับเงิน 1 หมื่นบาท

21 สิงหาคม 2016


เมื่อเร็วๆ นี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. รับทราบความคืบหน้าคำสั่งศาลและคำสั่งอัยการ ในคดีที่ ป.ป.ช. ชี้มูลไปแล้ว ดังนี้

1. ศาลสั่งจำคุกเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยไม่รอลงอาญาในคดีทุจริต 2 คดี

1) ศาลฎีกาพิพากษาจำคุก 5 ปี นายศิริศักดิ์ ศักดิ์ศิริ อดีตเจ้าหน้าที่ปกครอง อำเภอเสิงสาง จังหวัดนครราชสีมา กรณีนายศิริศักดิ์ฯ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา ได้รับมอบหมายให้เป็นเจ้าหน้าที่รับผิดชอบงานบัตรประจำตัวประชาชน มีหน้าที่ตรวจสอบเอกสาร บันทึกข้อมูล ตรวจสอบว่าผู้ขอทำบัตรฯใหม่มีใบหน้าตรงกับข้อมูลภาพถ่ายประจำตัวฉบับเดิมหรือไม่ เรื่องนี้มีข้อเท็จจริงว่า ได้มีนายสุทัศน์ หม่องคะ ไปยื่น ขอทำบัตรฯใหม่ โดยอ้างว่าตนชื่อนายสุบรรณ์ แพนดี ซึ่งบัตรเดิมสูญหาย จากนั้นนายศิริศักดิ์ฯได้นำตัวไปถ่ายรูป แต่เมื่อดูข้อมูลทางคอมพิวเตอร์ พบว่าใบหน้าไม่เหมือนกับใบหน้าของนายสุบรรณ์ฯ เป็นเหตุให้นายสุทัศน์ฯยอมรับว่าตนไม่ใช่นายสุบรรณ์ฯ แต่จะขอทำบัตรฯโดยสวมชื่อเป็นนายสุบรรณ์ฯ นายศิริศักดิ์ฯ จึงพูดว่าทำเช่นนี้เป็นความผิดฐานแจ้งความเท็จจะเอาเรื่อง นายสุทัศน์ฯ จึงขอให้นายศิริศักดิ์ฯ ช่วยเหลือ นายศิริศักดิ์ฯ จึงบอกว่าต้องมีค่าน้ำร้อนน้ำชาเป็นหลักหมื่นขึ้นไป นายสุทัศน์ฯ จึงกลับไปและอีก 2 – 3 วันต่อมาจึงนำเงินจำนวน 10,000 บาท ไปมอบแก่ นายศิริศักดิ์ฯ จนเป็นเหตุให้ถูก ป.ป.ช. ไต่สวนชี้มูลความผิด และส่งอัยการเพื่อฟ้องต่อศาลชั้นต้น อุทธรณ์ และฎีกา ตามลำดับ จำคุก 5 ปี คดีถึงที่สุด

2) ศาลอุทธรณ์พิพากษาจำคุก 1 ปี นายขจรหรือณรงค์กร สายนาคำ อดีตพนักงานไปรษณีย์ แม่เมาะ จังหวัดลำปาง กรณีนายขจรหรือณรงค์กรฯ มีหน้าที่ทำและจัดการรับฝากไปรษณีย์หน้าเคาน์เตอร์ งานรับ-จ่ายธนาณัติ งานรับฝาก PAY AT POST งานรับฝากและจ่ายพัสดุ ฯลฯ ได้รับฝากธนาณัติออนไลน์จากลูกค้าจำนวน 5 ฉบับ เป็นเงิน 17,300 บาท และค่าบริการอีก 152 บาท รวมทั้งรับชำระเงินผ่านบริการ PAY AT POST 22 รายการ เป็นเงิน 118,795.10 บาท และค่าบริการอีก 219.35 บาท แต่นายขจร หรือณรงค์กรฯ ละเว้น ไม่ยอมนำเงินลงเข้าระบบ CA POS ให้ถูกต้องให้เสร็จในวันเดียวกันตามระเบียบและขั้นตอนของบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด และเบียดบังเอาเงินที่รับไว้ตามหน้าที่ทั้งหมดไปเป็นประโยชน์แก่ตนเองโดยทุจริต จนเป็นเหตุให้ถูก ป.ป.ช. ไต่สวนชี้มูลความผิด และส่งอัยการเพื่อฟ้องต่อศาลชั้นต้นและอุทธรณ์ ตามลำดับ นายขจรหรือณรงค์กรฯ รับสารภาพ จำคุก 1 ปี คดีถึงที่สุด

2. ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สั่งเว้นวรรคทางการเมือง 5 ปี และพ่วงอาญานักการเมืองท้องถิ่น ในคดีไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน หรือจงใจยื่นด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริง 3 คดี

1) นายสมมิตร ไชยโชติ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบางสวน อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา จงใจยื่นบัญชีฯ และเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริง กรณีเข้ารับตำแหน่ง โดยสำนักงาน ป.ป.ช. ตรวจพบว่านายสมมิตรฯ ไม่ยื่นรายการหนี้สินที่เป็นหนี้นางสาวอุษาพรรณ กนกอนันต์ จำนวน 10,993,207 บาท จึงให้นายสมมิตรฯ ชี้แจง นายสมมิตรฯชี้แจงว่าเป็นการหยิบยืมเงินจากนางสาวอุษาพรรณฯ ซึ่งเป็นเพื่อนกันทีละเล็กละน้อย คิดว่าไม่จำเป็นต้องกรอกรายละเอียด แสดงให้เห็นว่านายสมมิตรฯทราบว่า ณ วันที่มีหน้าที่ยื่น ตนย่อมทราบว่ามีหนี้สินดังกล่าวอยู่

ศาลฎีกาฯ เห็นว่านายสมมิตรฯไม่ใส่ใจต่อหน้าที่อันสำคัญของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่จะต้องปฏิบัติ ซึ่งเป็นมาตรการที่กฎหมายบัญญัติไว้เพื่อให้เกิดการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเป็นไปโดยสำนึกในการกระทำที่ต้องการจะปกปิดหนี้สินที่ตนมีอยู่ จึงพิพากษาว่านายสมมิตรฯ จงใจยื่นบัญชีฯ กรณีเข้ารับตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลบางสวน ด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ ห้ามมิให้นายสมมิตรฯ ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือดำรงตำแหน่งใด ในพรรคการเมืองเป็นเวลาห้าปี นับแต่วันที่ 14 พฤษภาคม 2556 และจำคุก 2 เดือน และปรับ 8,000 บาท นายสมมิตรฯ รับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ไม่ปรากฎว่านายสมมิตรฯเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี

2) นายวิชล แก้วถาวร รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลบางพระ อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา จงใจไม่ยื่นบัญชีฯ และเอกสารประกอบ ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด กรณีพ้นจากตำแหน่ง กรณีพ้นจากตำแหน่งมาแล้วเป็นเวลาหนึ่งปี และกรณีเข้ารับตำแหน่ง (ครั้งที่ 2) โดยสำนักงาน ป.ป.ช. ตรวจพบว่า นายวิชลฯ ยื่นบัญชีฯทั้ง 3 กรณี เกินกำหนดไปเป็นเวลา 520 วัน , 155 วัน , 438 วัน ตามลำดับ นายวิชลฯ ชี้แจงว่าการยื่นล่าช้าเป็นเพราะไม่เข้าใจระเบียบกฎหมายเกี่ยวกับการยื่นบัญชีฯที่ออกใหม่ ไม่ได้กระทำทุจริตหรือประพฤติตัวเป็นเหตุให้ราชการเสียหาย ทั้งยังประสบปัญหาการยื่นบัญชีฯของคู่สมรสที่แยกทางกันแต่ยังไม่ได้จดทะเบียนหย่า ศาลฎีกาฯ เห็นว่าข้ออ้างของนายวิชลฯล้วนแต่เป็นเรื่องส่วนตัว ไม่อาจรับฟังได้อย่างมีเหตุผลอันสมควร แสดงให้เห็นว่า นายวิชลฯ ไม่ใส่ใจต่อหน้าที่สำคัญของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่จะต้องปฏิบัติ ซึ่งเป็นมาตรการที่กฎหมายบัญญัติเพื่อให้เกิดการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จึงพิพากษาว่านายวิชลฯ จงใจไม่ยื่นบัญชีฯภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด กรณีพ้นจากตำแหน่ง กรณีพ้นจากตำแหน่งมาแล้วเป็นเวลาหนึ่งปี และกรณีเข้ารับตำแหน่ง (ครั้งที่ 2) ห้ามมิให้นายวิชลฯ ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือดำรงตำแหน่งใดในพรรคการเมืองเป็นเวลาห้าปี นับตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน 2557 จำคุกกระทงละ 2 เดือน ปรับกระทงละ 8,000 บาท รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 6 เดือน และปรับ 24,000 บาท นายวิชลฯ รับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ไม่ปรากฎว่านายวิชลฯ เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงไว้มีกำหนด 1 ปี

3) นายวิชิต ชิตวิเศษ สมาชิกสภาเทศบาลเมืองบ้านสวน อำเภอเมืองชลบุรี จ.ชลบุรี จงใจยื่นบัญชีฯ และเอกสารประกอบ ด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริง กรณีเข้ารับตำแหน่ง โดยสำนักงาน ป.ป.ช. ตรวจพบว่านายวิชิตฯได้ยื่นบัญชีเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2554 กรณีเข้ารับตำแหน่ง โดยมีข้อมูลทรัพย์สิน และหนี้สินส่วนหนึ่งคือ ที่ดิน 2 แปลง โฉนดเลขที่ 81543 และโฉนดเลขที่ 74419 และหนี้สินรายการกู้ยืมจาก นายสุชาติ สุรกิจบวร 1,000,000 บาท โดยนำที่ดินโฉนด 81543 จดทะเบียนจำนองเป็นประกัน เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2552 และเมื่อพ้นตำแหน่งในวันที่ 10 มกราคม 2557 ได้ยื่นบัญชีฯกรณีพ้นตำแหน่งพบว่ามีรายการหนี้สินเป็นเงินกู้ยืมจากนายสุชาติฯ เพิ่มมาอีก 1,000,000 บาท โดยนำที่ดินโฉนด 74419 จดทะเบียนจำนองเป็นประกัน รวมเป็นหนี้นายสุชาติฯ 2,000,000 บาท

แต่จากการตรวจสอบการจดทะเบียนจำนองเป็นประกันทั้ง 2 แปลง พบว่าระยะเวลาจดทะเบียนฯห่างกันเป็น 5 วัน แปลง 74419 จดทะเบียนฯ 15 กันยายน 2552 แปลง 81543 จดทะเบียนฯ 21 กันยายน 2552 ก่อนเข้ารับตำแหน่ง แต่ในช่วงยื่นบัญชีฯ กรณีเข้ารับตำแหน่ง ไม่ปรากฎหนี้ในส่วนที่ใช้ที่ดินโฉนด 74419 จำนองเป็นประกัน นายวิชิตฯ ชี้แจงว่าเข้ารับตำแหน่งช่วงเวลาเดียวกับ ที่มีการเลือกตั้งของเทศบาลเมืองบ้านสวน ทำให้ต้องชี้แจง กกต. หลายครั้ง หลงลืมคิดว่ายื่นบัญชีฯครบถ้วนแล้ว

ศาลฎีกาฯ เห็นว่าเป็นข้ออ้างที่เลื่อนลอย ง่ายแก่การกล่าวอ้าง เป็นพฤติการณ์ที่ไม่นำพาต่อการปฎิบัติตามกฎหมาย ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ จึงพิพากษาว่านายวิชิตฯ จงใจยื่นบัญชีฯ และเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ และเนื่องจากปัจจุบันนายวิชิตฯ ดำรงตำแหน่งรองนายกเทศมนตรีเมืองบ้านสวน จึงให้นายวิชิตฯ พ้นจากตำแหน่งรองนายกเทศมนตรีตำบลบ้านสวน นับแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2558 ห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือดำรงตำแหน่งใดในพรรคการเมืองเป็นเวลาห้าปี นับแต่วันที่ 10 มกราคม 2557 และจำคุก 2 เดือน ปรับ 8,000 บาท นายวิชิตฯ รับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ไม่ปรากฎว่านายวิชิตฯ เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี