กสิกรไทยเตรียมจัดงานสัมมนา AEC เติมกลยุทธ์ให้ผู้ประกอบการไทย

16 กุมภาพันธ์ 2016

 นายปรีดี ดาวฉาย (ขวา) กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย และ มร.เจเรมี แกรนท์ (ซ้าย) บรรณาธิการบริหาร หนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียล ไทม์ส ร่วมแถลงข่าวงานสัมมนา AEC+3 Business Forum 2016 : Reshaping a new paradigm for growth เพื่อให้ความรู้ คำแนะนำ และการจับคู่ธุรกิจ ให้แก่นักธุรกิจไทยและต่างประเทศที่ต้องการทำธุรกิจในกลุ่มประเทศประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน รวมทั้งประเทศจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ (AEC+3) ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 16 มีนาคม 2559

นายปรีดี ดาวฉาย (ขวา) กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย และ มร.เจเรมี แกรนท์ (ซ้าย) บรรณาธิการบริหาร หนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียล ไทม์ส ร่วมแถลงข่าวงานสัมมนา AEC+3 Business Forum 2016 : Reshaping a new paradigm for growth เพื่อให้ความรู้ คำแนะนำ และการจับคู่ธุรกิจ ให้แก่นักธุรกิจไทยและต่างประเทศที่ต้องการทำธุรกิจในกลุ่มประเทศประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน รวมทั้งประเทศจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ (AEC+3) ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 16 มีนาคม 2559

นายปรีดี ดาวฉาย กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า การเดินหน้าเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่เริ่มมาตั้งแต่ต้นปี 2559 เป็นการเปิดตลาดที่น่าสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ของโอกาสจากขนาดของธุรกิจ และอัตราการเติบโตของธุรกิจในอนาคต ประกอบกับกลุ่มประเทศ +3 ซึ่งได้แก่ ประเทศจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ มีแนวโน้มการลงทุนในกลุ่มประเทศอาเซี่ยนที่สูงขึ้น ทำให้คาดการณ์ได้ว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 2016 ของกลุ่มประเทศ AEC จะเพิ่มขึ้นเป็น 4.9 %

อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันทางธุรกิจที่สูงขึ้น เช่น คู่แข่งจากต่างประเทศที่จะเข้ามาแย่งชิงตลาดในประเทศเพิ่มขึ้น ทำให้ผู้บริโภคมีตัวเลือกมากขึ้น รวมถึงเทคโนโลยีที่เข้ามามีบทบาทต่อโครงสร้างธุรกิจ ทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ดังนั้น ภาคธุรกิจจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อตอบสนองการเปลี่ยนแปลงของตลาดอย่างรวดเร็วด้วยเช่นกัน

“ธนาคารกสิกรไทย จึงร่วมมือกับไฟแนนเชียลไทม์ส จัดงาน AEC+3 Business Forum 2016 : Reshaping a New Paradigm for Growthขึ้นในวันที่ 16 มีนาคม 2559 เพื่อเป็นการเปิดมุมมองและเสริมสร้างศักยภาพของธุรกิจหรืออุตสาหกรรมให้แข็งแกร่ง พร้อมปรับตัว เพื่อเติบโตหรือยืนหยัดในรูปแบบการค้า-การลงทุนแบบใหม่ที่จะเกิดขึ้น”

ทั้งนี้งานสัมมนาจะแบ่งออกเป็น 4 ส่วนหลัก ๆ ได้แก่

1. AEC+3 BUSINESS FORUM 2016 เป็นการรวมตัวของผู้นำองค์กรที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของบริษัทชั้นนำระดับภูมิภาคจากหลากหลายอุตสาหกรรมในภาคพื้นเอเชีย จะมาร่วมแบ่งปันประสบการณ์และแนะนำเกี่ยวการทำธุรกิจ ประกอบไปด้วย 3 หัวข้อหลัก คือ การบริหารทรัพยากรบุคคล การเปลี่ยนแปลงของธุรกิจซึ่งเป็นผลมาจากเทคโนโลยี และกลยุทธ์สำหรับการบริหารธุรกิจในตลาดที่หลากหลาย

2. AEC+3 Business Matching 2016 งานจับคู่ธุรกิจ ที่จะมีผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม ได้แก่ อาหารและเครื่องดื่ม วัสดุก่อสร้าง และบริการทางการแพทย์จากประเทศใน AEC+3 ซึ่งเป็นผู้ประกอบการที่ได้รับการรับรองจากธนาคารพันธมิตรของธนาคารกสิกรไทยมาร่วมงานกว่า 200 ราย คาดการณ์ไว้ว่าจะมีมากกว่า 300 ดีลการจับคู่ทางธุรกิจที่สำเร็จ

3. AEC+3 Trade & Investment Consulting Booths บริการให้คำปรึกษาโดยตัวแทนจากสาขาและสำนักงานตัวแทนของธนาคารกสิกรไทยจากประเทศกัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม และอินโดนีเซีย รวมถึงผู้เชี่ยวชาญจากองค์กรเกี่ยวกับการลงทุนจากแต่ละประเทศ ที่จะให้คำแนะนำเกี่ยวกับการลงทุนและการค้าระหว่างประเทศสำหรับผู้ที่สนใจทำธุรกิจระหว่างประเทศ

4. AEC+3 Regional Business Matching Collaboration โดยเป็นการลงนามความร่วมมือแบบพหุภาคีกับหน่วยงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศคู่ค้า 8 ประเทศ ส่งเสริมการค้าระหว่างพันธมิตรเพื่อส่งต่อและแนะนำคู่ค้า รวมถึงการแลกเปลี่ยนข้อมูลการลงทุน โอกาสในการลงทุนในภูมิภาคจากประเทศต่างๆ ในกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และรวมถึงประเทศ ญี่ปุ่น จีน และเกาหลีใต้

AEC

AEC1

ด้าน Mr. Jeremy Grant, Managing Editor, FT Confidential Research, Financial Times กล่าวว่างานสัมมนาจะเป็นการให้มุมมองจากผู้บริหารองค์กรระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนากลยุทธ์การตลาดในระดับภูมิภาค การบริหารจัดการพนักงานที่มีประสิทธิภาพ การนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาจัดการกับรูปแบบธุรกิจ รวมถึงกรณีศึกษาขององค์กรที่ผลักดันจากธุรกิจในประเทศของตัวเองจนกลายเป็นที่รู้จักในตลาดระดับภูมิภาค

“Business Forum จะแบ่งปันประสบการณ์ในการปฏิวัติธุรกิจการบินที่เปลี่ยนแปลงจากในอดีตอย่างสิ้นเชิง จากการเข้ามาของสายการบินต้นทุนต่ำ โดย Tony Fernandes, Group CEO of AirAsia ต่อด้วยการขับเคลื่อนองค์กร ผู้นำจากบริษัทข้ามชาติต่างๆ จะมาแชร์แง่มุมในการจัดหาและเลือกทรัพยากรบุคคลในภูมิภาคต่างๆ ที่จะเข้ามาทำงานให้กับองค์กรในภูมิภาคนั้นๆ จาก Achal Agarwal กรรมการบริหาร จาก Kimberly Clark Asia Pacific, Chan Park ผู้จัดการทั่วไปจาก Uber และ Maurizio Bussi ผู้อำนวยการจาก International Labour Organization เพื่อให้การดำเนินงานภูมิภาคเป็นไปอย่างคล่องตัวและมีประสิทธิภาพสูงสุด รวมถึงการพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ความสามารถสูงขึ้น สามารถต่อยอดและพาองค์กรไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน”

นอกจากนี้ การพัฒนาทางเทคโนโลยี ยังมีส่วนสำคัญในการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำธุรกิจ โดย Rohan Mahadevan จาก PayPal จะมาบอกเล่าเรื่องราวในการพัฒนาทางเทคโนโลยีที่ทำให้เกิดการใช้จ่ายรูปแบบใหม่ นำมาซึ่งการปรับเปลี่ยนทัศนคติและพฤติกรรมของผู้บริโภค เพื่อให้ทุกองค์กรเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดที่ถูกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีมากขึ้น รวมถึงการแข่งขันที่สูงขึ้นตามไปด้วย ต่อด้วยพูดถึงการใช้นวัตกรรมในการสร้างธุรกิจจากผู้บริหารบริษัทชั้นนำจากต่างประเทศ ที่จะมาแบ่งปันวิธีการบริหารจัดการข้อมูลในด้านต่างๆ เพื่อใช้ในการตัดสินใจในการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ และกลยุทธ์ทางการตลาด, การขายและการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ รวมถึงการสร้างวัฒนธรรมองค์กร ให้เป็นองค์กรของความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม ไปจนถึงการเตรียมพร้อมขององค์กรให้พร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจที่จะต้องขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีมากขึ้น

สุดท้ายกับกรณีศึกษาในเรื่องราวสำเร็จขององค์กรที่สามารถขยายธุรกิจไปสู่ความสำเร็จในระดับนานาชาติ จากผู้บริหารขององค์กรชั้นนำในภูมิภาคในการสร้างธุรกิจในตลาดต่างประเทศ อาทิ Yoshiaki Ito, กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Haier Asia Group บริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้าชั้นนำจากจีน ที่จะมาพูดถึงการพัฒนาการผลิตและการตลาดไปยังฐานลูกค้าที่กว้างขึ้นไปทั่วทั้งภูมิภาค Aloke Lohia ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของอินโดรามาเวนเจอร์สของไทย ที่จะมาพูดถึงกลยุทธ์ในการเพื่อขยายธุรกิจเข้าไปในสหรัฐอเมริกา ยุโรป และตลาดเกิดใหม่หลายแห่งจากในการเข้าซื้อกิจการต่างๆ และ Athur Tan ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Integrated Microelectronics Inc. (IMI) และกรรมการผู้จัดการอาวุโสของ Ayala Corp ที่จะมาพูดคุยเกี่ยวกับความสำเร็จที่เกิดจากการร่วมทุนของ IMI กับ Ayala Corp ที่เข้าร่วมทุนกับ Resins Inc ในสหรัฐอเมริกา ยุโรป และเอเชีย

ส่วนนายพิพิธ เอนกนิธิ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า อาเซียนจะก้าวมาเป็นศูนย์กลางการค้าการลงทุน การผลิตและบริโภคแห่งใหม่ของภูมิภาค โดยเฉพาะกลุ่มประเทศ CLMV ที่น่าจับตามองเป็นพิเศษ ซึ่งเห็นได้จากสัดส่วนตัวเลขของการลงทุนจากต่างชาติที่ย้ายฐานการผลิตเข้ามาในอาเซียน รวมถึงยอดการค้าระหว่างประเทศที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และธนาคารกสิกรไทยได้วางกลยุทธ์มุ่งเน้นการพัฒนา 3 แกนธุรกิจ ได้แก่

1. จัดตั้งสาขาหรือสำนักงานตัวแทนของธนาคารเพื่อรองรับการขยายตัวทางธุรกิจในอนาคต ปัจจุบันมี ธนาคารท้องถิ่น 1 แห่ง ตั้งอยู่ที่ สปป.ลาว และสาขาต่างประเทศ 7 แห่ง ได้แก่ สาขาเซินเจิ้น สาขาย่อยหลงกั่ง สาขาเฉิงตู สาขาฮ่องกง สาขาพนมเปญ สาขาลอสแอนเจลิส และสาขาหมู่เกาะเคย์แมน สำนักงานผู้แทน 8 แห่ง ได้แก่ สำนักงานผู้แทนปักกิ่ง สำนักงานผู้แทนเซี่ยงไฮ้ สำนักงานผู้แทนคุนหมิง สำนักงานผู้แทนย่างกุ้ง สำนักงานผู้แทนฮานอย สำนักงานผู้แทนโฮจิมินห์ สำนักงานผู้แทนจาการ์ตา และสำนักงานผู้แทนโตเกียว นอกจากนี้ ภายในปี 2559 ธนาคารได้เตรียมการเพิ่มสาขาแห่งที่ 2 ณ กรุงเวียงจันทน์ สปป.ลาว

2. พัฒนาระบบเทคโนโลยีต่างๆ ในเรื่องการทำธุรกรรมการค้าระหว่างประเทศ การโอนเงินข้ามประเทศ เพื่อรองรับการขยายตัวทางธุรกิจที่เพิ่มสูงขึ้น

3. สร้างความแข็งแกร่งให้เครือข่ายพันธมิตรของธนาคารในประเทศต่างๆ ซึ่งปัจจุบันทางธนาคารได้มีการลงนามความร่วมมือในเรื่องของผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนจากต่างชาติมากกว่า 40 องค์กร

นายพิพิธกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ธนาคารเล็งเห็นถึงความสำคัญของการส่งมอบข้อมูลความรู้ที่จะเป็นประโยชน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ AEC+3 เพื่อเตรียมความพร้อมให้แก่ทั้งนักลงทุนไทยที่จะก้าวเข้าสู่ตลาดต่างประเทศรวมไปถึงนักลงทุนจากประเทศอื่นๆ ผ่านบริการAEC+3 Advisory นอกจากนี้ ยังมีบริการแนะนำการจับคู่ทางธุรกิจกับคู่ค้าที่ผ่านการคัดกรองแล้วจากพันธมิตรของธนาคารฯ ในกลุ่ม AEC+3 เพื่อส่งเสริมการค้าการลงทุนทั้งในประเทศ (inbound) และต่างประเทศ (outbound) แก่ลูกค้าธนาคารฯ รวมทั้งการจัดตั้งสายงานธุรกิจข้ามประเทศขึ้นเพื่อตอบโจทย์ความต้องการในทุกกลุ่มของลูกค้าธนาคาร ตั้งแต่ธุรกิจขนาดใหญ่ไปจนถึงลูกค้ารายย่อย

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่

ข่าวในประเด็น

อ่านข่าวในประเด็นทั้งหมด »

ป้ายคำ

,

เครือข่ายสังคม