“จีรนันท์ วงษ์มงคล” อัครราชทูตที่ปรึกษาการพาณิชย์ “เข้าใจ เข้าถึง” ลูกค้ากัมพูชา จัดทริปซูเปอร์ริชประลองสนามแข่งพัทยา ดันส่งออกโต 30%

นางจีรนันท์ วงษ์มงคล อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายการพาณิชย์) สำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ สถานเอกอัครราชทูตไทย ประเทศกัมพูชา
นางจีรนันท์ วงษ์มงคล อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายการพาณิชย์) สำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ สถานเอกอัครราชทูตไทย ประเทศกัมพูชา

ด้วยนโยบายรัฐบาลภายใต้การนำของรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ที่พยายามผลักดันการส่งออกในปี 2559 ให้โตขึ้น 5% จากที่ติดลบ 5.8% ในปี 2558 และมุ่งเน้นสำหรับตลาด CLMV ซึ่งได้แก่กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม โดยมองว่าเป็นตลาดที่มีศักยภาพในการส่งออก

ล่าสุด จากการร่วมทริปกับบริษัทเมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ซึ่งเพิ่งจะได้รับการอนุมัติร่วมลงทุนทำธุรกิจประกันชีวิตที่กัมพูชา ในงานนี้นางจีรนันท์ วงษ์มงคล อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายการพาณิชย์) สำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ สถานเอกอัครราชทูตไทย ประเทศกัมพูชา ได้บรรยายพิเศษในหัวข้อ “ศักยภาพและความพร้อมด้านการค้า การลงทุน และธุรกิจประกันชีวิตในกัมพูชา หลังเปิด AEC”

“จีรนันท์” ผู้ซึ่งรับราชการใช้ชีวิตที่นี่มา 20 ปี ตั้งแต่ครั้งยังหุงหาอาหารด้วยฟืน มูลค่าส่งออกของไทย 800 ล้านเหรียญสหรัฐ สามารถให้สัมภาษณ์สื่อท้องถิ่นด้วยภาษาเขมรได้อย่างคล่องแคล่วเสมือนคนเขมรก็ว่าได้ เล่าว่า “พนมเปญเป็นศูนย์กลางทางการค้า และเป็นศูนย์ราชการ ถ้าหากเปรียบเทียบกัมพูชาอยู่ได้เพราะอะไร จะเห็นได้ว่าเศรษฐกิจหลักอันดับหนึ่งของกัมพูชาคือการท่องเที่ยว อย่าง เสียมราฐ เป็นจุดที่นักท่องเที่ยวให้ความสนใจ แต่น่าแปลกใจว่าปัจจุบัน กัมปงโสม หรือจังหวัดพระสีหนุ กลายเป็นเป้าหมายหนึ่งของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกที่มากับเรือสำราญขนาดใหญ่ ในปีที่ผ่านมามีเรือสำราญเข้ามา 20-30 ลำ ซึ่งนักท่องเที่ยวเหล่านี้ส่วนหนึ่งบินไปเสียมราฐ ไปอยู่ 1-2 คืน ก็กลับมาที่เรือ ส่วนหนึ่งกระจายอยู่ที่ชายหาด จ.พระสีหนุ อีกส่วนหนึ่งมาพนมเปญ เพราะฉะนั้น การทำธุรกิจที่พนมเปญ ถือว่าสร้างผลตอบแทนให้กับผู้ประกอบการอย่างดี อย่างธุรกิจโรงแรม ก็จะไม่มีฤดูไฮซีซัน โลว์ซีซันเหมือนเสียมราฐ โดยอัตราการเข้าพักที่พนมเปญจะดีกว่าเสียมราฐด้วยซ้ำ”

เศรษฐกิจอันดับ 2 ที่ทำให้กัมพูชาเองมีการพัฒนาและเติบโตอย่างสูง คือ การก่อสร้าง ในกรุงพนมเปญ มีคอนโดมีเนียมเกิดขึ้นมากมาย ประมาณ 30 กว่าชั้น อนาคตจะมีตึกสูง 50 ชั้น และต่อไปเขาจะทำ 100 ชั้น นี่คือความเติบโตของกรุงพนมเปญ

เศรษฐกิจอันดับ 3 คือการใช้แรงงานที่เข้มข้น กัมพูชามีประชากรวัยหนุ่มสาวอายุ 50 ปีลงมาถึง 15 ปี จำนวน 66% ของประชากร 15 ล้านคน เป็นคนวัยหนุ่มสาว นักธุรกิจต่างชาติที่มากัมพูชาเขาบอกว่าเขาเห็น 2 สิ่งที่ทำให้เขาตัดสินเข้ามาลงทุน คือ 1. เสถียรภาพทางการเมือง เขาบอกว่ารัฐบาลกัมพูชามีเสถียรภาพในอดีต และอนาคตก็ยังไปได้อีกนาน เพราะเป็นการสร้างเครือข่ายโยงใยที่แม้จะเทเหล้าเก่าไปแล้วเหล้าใหม่ก็มีกลิ่นเดิม รสเดิม สูตรเดิม 2. อำนาจซื้อของคนหนุ่มสาว สามารถแทรกอยู่ในคนชั้นกลาง โดยคนหนุ่มสาวเหล่านี้ออกจากใต้เส้นความยากจนขึ้นมาเป็นระดับกลางและมีจำนวนมากขึ้น เขาถือว่าคนรุ่นหนุ่มสาวมีกำลังซื้อมหาศาล

อำนาจซื้อของคนชั้นกลางเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง เมื่อเทียบกับกัมพูชาเมื่อ 20 ปีที่แล้ว รถที่ใช้อยู่เป็นรถมือสอง แต่ปัจจุบันเราจะเห็นรถใหม่ๆ เช่น โรลส์-รอยซ์ บริษัทบอกว่าขายไปแล้ว 60 คัน สำหรับประชากรของคนรวยกัมพูชาที่มีหยิบมือเดียว จำนวนนี้อาจจะมากกว่าเมื่อเทียบอัตราส่วนกับประเทศใกล้เคียงด้วยซ้ำ และบริษัทนี้เขาตั้งเป้าว่าเขาจะขาย 2,000 คัน ตอนนี้ไปแล้ว 60 คัน คงจะขายได้ในอนาคตอันใกล้นี้ เป็นเป้าหมายที่ท้าทาย ทำไมโรลส์-รอยซ์ถึงตั้งเป้าหมายเช่นนั้น ทั้งที่กัมพูชาจะซื้อสินค้าหรืออะไรก็ตามด้วยเงินสดทั้งนั้น การใช้เงินกู้ ใช้บริการไฟแนนซ์น้อยมาก กลายว่าคนรวยไม่กู้ แต่คนจนกู้ อีออนการ์ดจึงแทรกอยู่ในสังคมคนเงินเดือน คนทำงาน คนเริ่มทำงาน ที่เข้ามาให้บริการ

“อีกด้านหนึ่ง หากถามว่าพอกัมพูชาเข้าสู่เออีซีจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงอีกไหม ดิฉันบอกว่ากัมพูชาเปิดประเทศตัวเองมาตั้งแต่ปี 2535 เปิดเสรีทุกด้าน ด้านแรกคือการลงทุน รับการลงทุนทุกขนาด ไม่จำกัดขนาด ทุกธุรกิจทุกประเภท เป็นการดึงดูดนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาลงทุนในกัมพูชาจำนวนมาก”

การจราจรในพนมเปญ
การจราจรในพนมเปญ

เขมร-1

นอกจากนี้ การที่เขายินดีให้คนต่างชาติมาอยู่อาศัยในประเทศของตนเอง ก็เกิดกิจการคอนโดมีเนียมที่สร้างขึ้นเพื่อรองรับคนต่างชาติที่จะหลบภัย 2 สิ่งที่เกิดขึ้นในโลกนี้มาอยู่ในกัมพูชา คือ 1. ภัยธรรมชาติ และ 2. ภัยจากการก่อการร้ายหรือสงคราม กัมพูชาบอกว่าประเทศเขาจะไม่มีเหตุการณ์อย่างนี้ เพราะประเทศเขาไม่มีมุสลิมหัวรุนแรง และเขาไม่มีสถานที่ให้คนเหล่านี้พักอาศัยแบบสบายและฝังตัวอยู่ เพราะการฝังตัวอยู่ก็แบบไม่เกิดไม่งอก ไม่เป็นที่ชื่นชอบของพวกหัวรุนแรง แม้กัมพูชาเป็นประเทศพุทธ แต่จะมีอิสลามประมาณ 500,000-600,000 คน ไม่ได้รับการกระตุ้นเรื่องการเมืองมากนัก ก็เป็นกลุ่มที่ใช้ชีวิตปกติ อาชีพใกล้แม่น้ำหาปลา ทำการเกษตรไป

อยากฝากสื่อมวลชน คือเรื่องของทัศนคติ การรับรู้ การยอมรับต่อคนไทยและสินค้าไทย คนกัมพูชามีทัศนคติที่บวกกับคนไทย ยังชื่นชอบสินค้าไทย หากเปรียบเทียบสินค้าไทยกับอื่นๆ ก็เลือกสินค้าไทย กระแสแรงสุดปัจจุบันคือเรื่องละคร มีละครไทยฉายในทีวีท้องถิ่นทุกช่อง แปลเสร็จเรียบร้อย ขายดีมาก จนรัฐบาลบอกว่าช่วงเวลาไพรม์ไทม์ 19.00-21.00 น. ห้ามฉายละครต่างชาติ เพื่อสนับสนุนผู้สร้างละครท้องถิ่น

ก็เกิดปัญหาว่า ผู้สร้างท้องถิ่น พอได้รับประกาศ ปรับตัวไม่ทัน ทำไม่ทัน จะสร้างละครได้อย่างไรที่จะซัพพลายให้แต่ละช่อง มีประมาณ 10 ช่อง ก็เป็นโอกาสผู้สร้างละครไทย ที่มาแสดงฝีมือที่จะมาสร้างละครในกัมพูชา และขายคนกัมพูชา การสร้างละครก็ทำได้สองอย่าง คือเป็นผู้สร้างใช้นักแสดงกัมพูชาล้วน และอีกอย่างคือเป็นผู้สร้างใช้นักแสดงร่วมกัน ก็เป็นโอกาสนักแสดงไทย นอกจากนักแสดงไทยจะได้รับความนิยมจากการสร้างละครไทยแล้ว ก็ยังมีผู้สร้างท้องถิ่นกัมพูชา ต้องการจ้างนักแสดงไทยมาแสดงร่วมกับนักแสดงท้องถิ่น เพราะเขาถือว่าไทยเป็นตัวอย่างของความก้าวทางการสร้างละครและภาพยนตร์ เพราะว่าการสร้างละครและภาพยนตร์ของเขาเอง เขาต้องติดต่อโพสต์โปรดักชั่นที่ไทยเป็นหลัก และเขายกนิ้วให้ว่าการตัดต่อการให้เสียงของไทย ดีมาก

สิ่งต่างๆ เหล่านี้ทั้งตัวสินค้าและบริการของไทย รวมทั้งทัศนตคิกับคนไทยที่ดีอยู่ ดิฉันก็หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับผู้ประกอบการไทย นักธุรกิจไทยที่เข้ามาอยู่ในกัมพูชา เช่น เมืองไทยประกันชีวิตที่จะเข้ามา เชื่อมคน เชื่อมวัฒนธรรม เชื่อมประเพณี ดูแลคนกัมพูชาเหมือนดูแลคนไทย ก็จะได้สิ่งดีๆ กลับไปประเทศไทย

ยุทธศาสตร์เจาะตลาดกัมพูชา

ยุทธศาสตร์ที่จะทำกัมพูชา ตามนโยบายรัฐบาล 1. คือยุทธศาตร์มุ่งชายแดน ถ้าทำให้มูลค่าการค้าเพิ่มโดยอาศัยที่เรามีชายแดนติดกัน แล้วพยายามทำให้กัมพูชาเป็นตลาดเดียวกับไทย สิ่งที่ทำโครงการไปเราเรียกว่าดาวกระจายคาราวานสินค้าไทย เพราะปัจจุบันมีคาราวานสินค้าไทยที่เข้ามาจำหน่ายสินค้าไทยในจังหวัดต่างๆ ในกัมพูชาเดือนหนึ่ง 2-3 ราย และกระจายไปทุกจังหวัด ถึงระดับตำบล อำเภอ หมู่บ้านด้วยซ้ำ

คิดว่าถ้าเราสามารถจัดระเบียบรถที่เข้ามาเร่ขายเหมือนตลาดนัด ยกมาตรฐานขึ้นมา กางเต็นท์ให้เรียบร้อย จัดระเบียบการขับรถให้ถูกต้อง นำสินค้าที่มีมาตรฐานเข้ามาจำหน่าย ไม่ทำสินค้าราคาถูกเหมือนตลาดนัด แต่ว่าเป็นสินค้าเอสเอ็มอีที่เป็นสินค้าโอท็อปของไทย ตัวนี้ เราสามารถกระจายสินค้าเข้ามาในกัมพูชาได้อย่างทั่วถึง และสามารถเจาะไปทุกหมู่บ้านได้ ธุรกิจที่ตามมาจะทำให้คนไทยมีงานทำด้วย โดย ปี 2559 จะทำประมาณ 20 ครั้ง เป็นคาราวานต้นแบบไปทุกจังหวัด

“เรามีหลักเกณฑ์ในการคัดเลือกผู้ประกอบการที่จะเข้ามาค้าขาย ไม่ใช่ ใครก็ได้ที่จะเข้ามาเข้าร่วมคาราวาน ถ้าคุณขายสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน เขาไม่ให้เข้า ขายสินค้าจีนไม่ได้ สินค้าเวียดนามก็ไม่ได้ ต้องไทยเท่านั้น และเรายอมลงทุนสร้างเต็นท์ ทำโฆษณา ตกแต่งสวยงาม”

“คาราวานไม่ต้องเสียภาษี เขาขอยกเว้นภาษี เก่งมาก ติดต่อทำหนังสือถึงรัฐบาลกัมพูชา ยอมเรื่องยกเว้นภาษีนำเข้า ยอมให้รถเข้า ปกติห้ามเข้า แถมเป็นพวงมาลัยขวาอีกต่างหาก เข้ามาทีละ 200 คัน เขายอมให้ไทย เป็นสิ่งที่น่าภูมิใจมาก และผู้ประกอบการไม่ต้องเสียเบี้ยบ้ายรายทางเยอะ ทางเราก็จะออกหนังสือไปถึงกระทรวงพาณิชย์กัมพูชา เพื่อช่วยเรื่องใบอนุญาต พยายามชวนเขามาร่วมกับเรา ต้นทุนผู้ประกอบการจะได้ถูกลง ปกติเขาขายบูทละ 15,000 บาทต่อ 7 วัน แม่ค้าเขาก็มา หากเราลดราคาให้เขาได้เขาจะได้มีกำไรเพิ่มขึ้น”

การก่อสร้างในพนมเปญ
การก่อสร้างในพนมเปญ
 central market  พนมเปญ
central market พนมเปญ

Cambodia super rich

2. ตั้งศูนย์กระจายสินค้าตามชายแดนต่างๆ เพราะชายแดนของไทยจะเปิดจาก 6 ด่านถาวรเป็น 10 ด่านถาวร เพราะฉะนั้น เราต้องมีศูนย์กระจายสินค้า เพื่อจะให้สินค้าไปถึงมือประชาชนกัมพูชาอย่างทั่วถึง และเราจะร่วมมือกับผู้ประกอบชาวกัมพูชา ตั้งศูนย์กระจายสินค้าเฉพาะสินค้าไทย จะทำให้การขายมากขึ้น

3. เจาะตลาดคนรวยในกัมพูชา เรียกว่า Cambodia super rich คนกลุ่มนี้เขาซื้อรถหรู แต่เขาไม่รู้จะไปขับที่ไหน เพราะที่นี่ในเมืองการจราจรค่อนข้างติดขัด เขาไม่สามารถใช้ความเร็วได้ เราจะพาซูเปอร์ริชเหล่านี้ไปเมืองไทย สิ่งที่เขาอยากได้คือสนามแข่ง เช่น สนามพัทยา จะได้ทดลองรถยนต์ของเขาว่ามีประสิทธิภาพมากขนาดไหน เขาใช้รถดีๆ ลัมโบร์กีนี โรลส์-รอยซ์ รถสปอร์ตหรูๆ เขาไม่มีสถานที่ขับ หากเราจัดให้เขาไปช็อปปิ้ง ให้คนไปตรวจสุขภาพ และขับรถหรูๆ ไปและไปลองสนามแข่ง จะทำให้คนไทยรับรู้ว่าคนกัมพูชาไม่ได้จนต่อไปแล้วนะ เขามีคนรวยเหมือนกัน และการท่องเที่ยว เราต้องการนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ มีกำลังซื้อ

“ในปีนี้ตั้งงบประมาณไว้แล้ว คาดว่าจะไปเมืองไทยช่วงเดือนพฤษภาคม ไปสนามแข่งที่พัทยา ประมาณ 20 คัน จะพาซูเปอร์ริชให้ไปช็อปปิ้งแบรนด์เนม หากไปถามพนักงานขายที่ห้างเซ็นทรัลชิดลม เอ็มโพเรียม คนขายจะรู้จักคนกัมพูชาว่าเป็นนักช็อปมือหนัก จะซื้อแบรนด์เนม และซื้อตามๆ กันทุกๆ คน”

4. อีกโครงการเน้นสินค้าเครื่องจักรกลการเกษตร ที่จะให้คนไทยเข้ามาขาย ช่วงแรกอาจจะสร้างคอนเนคชั่นก่อน การขายสินค้าในประเทศนี้ หัวใจที่จะทำให้เกิดการค้าและธุรกิจได้ 1) ต้องมีความไว้วางใจซึ่งกันและกัน หากเขารู้จักเรา ไว้ใจเราเขาจะค้ากัน 2) สินค้าที่นำเข้าไปขาย ต้องดี มีคุณภาพ ราคาแข่งขันได้ สินค้าที่ผ่านมาทำได้ดีอยู่แล้ว

“หากเราสามารถเจาะกล่องดวงใจ 2 ประเด็นนี้ได้ก็จะค้าขายได้ เพราะคุณภาพสินค้าไทยดีอยู่แล้ว เราต้องสร้างความคุ้นเคย สร้างเหมือนเป็นครอบครัวเดียวกันให้เขารู้สึกอย่างนั้น เขาจะขายสินค้าเราไปเรื่อยๆ เขามีความรอยัลตี้กับสินค้าไทย เพราะคนกัมพูชาเองถ้าหากเขารักใครเขาก็จะรักคนนั้น มีความผูกพันที่จะอยู่กันต่อไปเหมือนครอบครัวเดียวกัน”

“เป้าหมายที่จะทำให้มูลค่าการค้ากัมพูชาเพิ่มมากขึ้น ที่จริงตั้งใจไว้จะโตประมาณ 15% แต่ที่ทำมา 10 เดือน ในปี 2558 ได้ 12% แล้ว ก็คิดว่าจนสิ้นปี 2558 ก็คงใกล้ 15% ตามสถิติแล้วคงไม่มีประเทศไหนที่จะทำได้ แต่กัมพูชาเป็นประเทศที่บริโภค เขาเป็นผู้นำเข้าสินค้าทุกอย่าง ไม่มีการผลิตในประเทศ”

ขณะที่บางประเทศ อย่างเวียดนาม พยายามยกตัวเอง เป็นผู้ผลิตและใช้ในประเทศ แต่กัมพูชา เขาถือว่าเขามีซัพพลายมาจากประเทศอื่นๆ ทำให้เขาสามารถเลือกการบริโภคได้หลากหลาย ประกอบกับรัฐบาลเขาไม่มีการควบคุมราคาสินค้า ปล่อยให้เป็นไปอย่างเสรี ผู้ค้าก็จะเกิดการแข่งขันกันเอง

มูลค่าการค้ากว่า 2 แสนล้านบาทต่อปี

ปัจจุบันมูลค่าการค้าไทย-กัมพูชา ปีละประมาณ 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณกว่า 150,000-170,000 ล้านบาท จริงๆ หากรวมตัวเลขที่เราไม่มีสถิติ มากกว่า 200,000 ล้านบาทต่อปี แต่กัมพูชาส่งออกมาไทยประมาณ 500 ล้านเหรียญสหรัฐ มันแตกต่างกันมาก เพราะสินค้าส่งออกของเขาเป็นสินค้าเกษตร มีมูลค่าไม่สูงนัก

“ปีนี้รัฐบาลตั้งเป้าโต 30% ดิฉันคิดว่าหากสถิติต่างๆ อยู่บนโต๊ะ 30% มันได้อยู่แล้ว แต่ว่าทุกอย่างไม่ได้ปรากฏตัวเลขที่แน่นอน ที่เป็นจริง ซึ่งเป็นความท้าทายที่เป็นไปได้ เพราะโครงการที่กล่าวมาข้างต้นสามารถปฏิบัติได้ และทำได้ทันทีด้วย อย่างโครงการดาวกระจายคาราวานสินค้าไทย มีรถคาราวานเข้าไปอยู่แล้ว เพียงแต่เราจัดระเบียบและเก็บสถิติให้ชัดเจน คาราวานรถหนึ่งคัน มาค้าขาย 7 วัน มีรายได้กลับไปครั้งละ 50,000 บาท เขามาครั้งหนึ่ง 200 คันต่อหนึ่งคาราวาน คิดเป็นเงินมหาศาล เดือนหนึ่งจัดสัก 4 ครั้ง”

“สินค้าที่เข้ามาเป็นสินค้าอุตสาหกรรม มีสินค้าทุกอย่าง โดยเฉพาะพลาสติก ที่นอน เสื้อผ้า เครื่องหนัง กางเกงยีนส์ รองเท้า คนเขาชอบ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยได้ประโยชน์ เพราะผู้ค้าบอกว่าการค้าขายกับประเทศไทย ไปงานไหนแทบจะบอกว่าคนขายมากกว่าคนซื้อด้วยซ้ำ แต่เขามาขายในกัมพูชาเขามีความสุขมาก เพราะคนกัมพูชาพอเห็นสินค้าไทยเขาจะวิ่งมาซื้อเลย เพราะเขาเชื่อมั่นในคุณภาพ”

“เรากำลังจะจัดงานท็อปไทยแบรนด์ วันที่ 3-7 กุมภาพันธ์ 2559 มีเกือบ 400 บูท การจัดงานที่ผ่านมามีคนเข้ามาชม 20,000-30,000 คน มาตั้งแต่เปิด 9 โมงเช้าถึง 3 ทุ่ม และ 3 ทุ่ม ยังมีคนมาซื้อ ไม่ยอมให้เราปิดเลย เพราะเขาเริ่มจะมาตอนทุ่มหนึ่ง คาดว่าเงินจะสะพัดประมาณหลายร้อยล้านบาท คิดดู 400 บูท แค่ได้ขายบูทละ 5,000 บาทต่อวัน ก็ได้มหาศาล”

การจัดงานอีเวนต์แบบนี้จะเป็นการจัดใหญ่โดยรัฐบาล กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศครั้งหนึ่ง และจัดโดยเอกชน เช่น สภาหอการค้า เขาจะมาจัด 2 ครั้ง ประมาณมิถุนายนและกันยายน 2559 ดังนั้น ในพนมเปญจะจัด 3 ครั้งตามคำเรียกร้อง ตอนนี้บูทที่จะขายมิถุนายนนี้ก็ขายกันไปแล้ว คนแย่งกันมา เพราะเขาเคยมาปีก่อนๆ เขาขายดี ทุกคนก็บอกต่อๆ กันมาว่าขายดี

อำนาจซื้อชาวกัมพูชา

ตัวเลขรายได้คนกัมพูชาปัจจุบัน ต่อคนต่อปี อยู่ที่ประมาณ 1,200 เหรียญสหรัฐ เฉลี่ยวันละ 4 เหรียญต่อคน จากที่เคยมีรายได้ไม่ถึง 1,000 เหรียญต่อคนต่อปี หรือ 2-3 เหรียญต่อวันต่อคน เขาพ้นจากประเทศยากจน มาเป็นประเทศกำลังพัฒนา รายได้ของเขาเป็นตัวชี้นำว่าเขามีรายได้เพิ่มขึ้น แต่จริงๆ คนกัมพูชามีรายได้เยอะกว่านี้ เพราะหากประเมินจากสิ่งที่เขาบริโภค เช่น การซื้อรถยนต์โรลส์-รอยซ์ คันละ 700,000 เหรียญ ก็ซื้อเงินสด ซื้อบ้านก็เงินสด ซื้อทรัพย์สินเป็นเงินสด และเขาสร้างคอนโดมิเนียม ที่เราเห็น 9-10 ชั้น เขาไม่ใช้เงินกู้ ใช้เงินตัวเอง และบ้านช่องใหญ่โต ไม่เฉพาะในกรุงพนมเปญ ไปต่างจังหวัดเราจะเห็นว่าบ้านเขาหลังใหญ่ขึ้น

เมื่อถามว่าใน 25 จังหวัดของกัมพูชา จังหวัดไหนสินค้าไทยขายดีสุด นางจีรนันท์กล่าวว่า “จังหวัดที่อยู่ติดกับชายแดนไทย เช่น จังหวัดพระตะบอง จังหวัดบันเตียเมียนเจย จังหวัดไพลิน จังหวัดเกาะกง ติดกับประเทศไทย การซื้อขายเราถามราคาสินค้าเขาจะบอกเป็นเงินบาทเลย เพราะเขาซื้อเป็นเงินบาทเขาจะขายคนของเขาเป็นเงินบาท คนกัมพูชาที่อยู่ใกล้ชายแดนไทยจะใช้เป็นเงินบาท คนที่ห่างออกมา ในเมืองหลวง หากถามราคาเป็นบาท เขาจะคำนวนเป็นดอลลาร์ก่อนมาคำนวนเป็นเรียวเท่าไหร่

นางจีรนันท์ วงษ์มงคล อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายการพาณิชย์)  ประเทศกัมพูชา
นางจีรนันท์ วงษ์มงคล อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายการพาณิชย์) ประเทศกัมพูชา

เมื่อถามต่อว่าในด้านการลงทุนเป็นอย่างไร นางจีรนันท์กล่าวว่า “คนไทยมาลงทุนเยอะขึ้น เห็นจากลงทุนขนาดใหญ่ เช่น โรงสีข้าว โรงงานแปรรูปมันสำปะหลัง ข้าวโพด ที่ดิฉันรับแขก มีผู้มาสอบถามข้อมูลเยอะมาก และเราพาไปนัดหมายกับผู้ประกอบการประเภทเดียวกัน ซึ่งประสบผลสำเร็จ หรือประเภทที่ใช้แรงงานเยอะ การ์เมนต์ก็กลับมาอีกรอบ หลังจากที่เคยหนีค่าแรง ปัจจุบันเข้ามาด้วยความเข้าใจ และถือว่าแรงงานกัมพูชา หากจะขึ้นอีก ก็คาดว่าจะขึ้นในอัตราที่ไม่สูงเท่ากับประเทศอื่น เขายังตั้งรับได้อยู่”

“ค่าแรงที่รัฐบาลกัมพูชาประกันขั้นต่ำที่ 140 เหรียญต่อคนต่อเดือน หรือประมาณ 4,000 กว่าบาท ซึ่งค่าแรงยังจูงใจให้นักลงทุนต่างชาติมาลงทุน และเด็กวัยแรงงานรุ่นหนุ่มสาว มีเยอะ และคนยังหางานอยู่ ไม่เลือกงานเท่าไหร่ ทำให้คนนักลงทุนยังสนใจกัมพูชา”

เมื่อถามว่ารัฐบาลส่งเสริมมากน้อยแค่ไหน นางจีรนันท์กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับประเทศกัมพูชา ให้การสนับสนุนเต็มที่ ทางเราจะทำโครงการอะไรที่ใช่ ที่ทำให้มูลค่าการค้าเพิ่มขึ้น รัฐบาลสนับสนุนเต็มที่ โดยเฉพาะการที่รัฐบาลมองเห็นว่า การเปิดสำนักงานตัวแทนอยู่ในจังหวัดที่เศรษฐกิจดีรองจากพนมเปญ คือ เสียมราฐ ใกล้ชายแดนไทย เพราะเสียมราฐไม่ว่าจะเข้าจากด่านไหนของไทยจะมีระยะทาง 150 กิโลเมตร ทั้งจากสุรินทร์และสระแก้ว นอกจากนี้ คนที่บริโภคสินค้าตรงนั้นคือต่างชาติ เป็นนักท่องเที่ยว จากทั่วโลกปีละ 4 ล้านคน และมีอัตราเติบโตปีละ 20% เป็นตลาดที่สินค้าไทยสามารถมาได้ทุกอย่าง โดยเฉพาะสินค้าของที่ระลึก เราทำสไตล์ขายนักท่องเที่ยว มองว่าไปได้อีกมาก

“ส่วนนโยบายของกัมพูชาเขาเปิดเสรี เขาบอกว่าอยากมาทำธุรกิจอะไร จะขนาดเล็กขนาดใหญ่ ขอให้เข้ามา เพียงแต่ว่ามาเร็วหน่อย อย่าช้า เดี๋ยวจะไม่มีที่ยืน เขาต้อนรับการลงทุนทุกประเภท เพราะเขาถือว่าการที่คุณมาทำธุรกิจในประเทศนี้ ทำให้คนของเขาได้เรียนรู้ หากคุณไม่เข้ามาคนของเขาจะไม่มีการพัฒนาและเรียนรู้ เลย มีการสร้างงาน”

ถามว่าจริงๆ คนเขมรนิสัยใจคอเป็นอย่างไร นางจีรนันท์กล่าวว่า “น่ารัก เขาเองถ้าโดยธรรมชาติเขาเหมือนเรา เพราะว่าพุทธศาสนากล่อมเกลาจิตใจ บางครั้งไปเจอคนที่เขาขโมย เพราะเขาไม่มี แต่ 80% ไม่น่ากลัว”