ภาวะโลกร้อน เมื่อนานาประเทศ “ดีแต่พูดและดีแต่หาแพะรับบาป”

รายงาน..อิสรนันท์

หลังจากเห็นชัดมากขึ้นว่า โลกกำลังจะตายลงอย่างช้าๆ จากความล้มเหลวในการแก้ปัญหาภาวะโลกร้อน อันเนื่องจากนานาประเทศ “ดีแต่พูดและดีแต่หาแพะรับบาป” มานานหลายปี ขณะนี้ประเทศยักษ์เล็กยักษ์ใหญ่เหล่านั้นได้เร่งแก้ไขความผิดพลาดใหญ่หลวงนั้นด้วยการหันมาจับมือกันหาทางแก้วิกฤติภาวะโลกร้อนอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น

หนึ่งในความร่วมมือล่าสุดมาจากผลการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่ม 7 ประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก (จี 7) ซึ่งมีขึ้นที่รีสอร์ทแห่งหนึ่งแถบภูเขาแอลป์บาวาเรีย ทางภาคใต้ของเยอรมนีเมื่อต้นเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา ที่ได้ประกาศแผนยุทธศาสตร์ระยะยาวเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ตัวการของภาวะเรือนกระจก เริ่มด้วยการเตรียมยกเครื่องภาคพลังงานขนานใหญ่ภายในกลางศตวรรษนี้หรือในปี 2593 โดยให้ทั่วโลกช่วยกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงให้ได้มากที่สุดหรือราว 40-70 เปอร์เซ็นต์ จากระดับที่เคยปล่อยเมื่อปี 2553 รวมทั้งยังย้ำเป้าหมายเดิมในการจำกัดการเพิ่มอุณหภูมิโลกให้อยู่ที่ 2 องศาเซลเซียสจากระดับก่อนหน้ายุคอุตสาหกรรม ตามที่ตกลงกันในการประชุมสภาพภูมิอากาศโลกของสหประชาชาติ ปี 2552 ที่กรุงโคเปนเฮเกน

นอกจากนี้ ผู้นำกลุ่ม จี 7 ยังประกาศจะสนับสนุนการระดมทุนจากภาครัฐและเอกชน จำนวน 100,000 ล้านดอลลาร์ สำหรับกองทุนลดภาวะโลกร้อนในประเทศยากจนนับจากปี 2563 เป็นต้นไป ตลอดจนจะเร่งรัดให้ประเทศในทวีปแอฟริกาสามารถเข้าถึงพลังงานหมุนเวียน ไม่นับรวมไปถึงการกระตุ้นให้เร่งรัดการพัฒนาและใช้เทคโนโลยีที่เป็นนวัตกรรมใหม่ๆ ก่อนที่บรรดาประเทศภาคีสมาชิกจะยุติการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล อาทิ ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ โดยสิ้นเชิงภายในสิ้นศตวรรษนี้

ที่มาภาพ : http://i.guim.co.uk/img/static/sys-images/Guardian
ที่มาภาพ : http://i.guim.co.uk/img/static/sys-images/Guardian

ข้อสรุปที่ได้ผลคืบหน้าเกินคาดหมายนี้ได้รับการตอบรับจากกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมหลายกลุ่มว่าเท่ากับช่วยนับถอยหลังการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล และเป็นจุดเริ่มต้นของการใช้พลังงานหมุนเวียน 100 เปอร์เซ็นต์ รวมทั้งยังเท่ากับปูทางสำหรับการประชุมสุดยอดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติที่กำหนดมีขึ้นที่กรุงปารีสในปลายปีนี้ เชื่อว่าผู้นำจาก 200 ประเทศ จะสามารถเจรจาต่อรองจนบรรลุข้อตกลงในการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ทางด้านคริสตจักรโรมันคาทอลิกก็ไม่อาจนิ่งนอนใจหรือทำเฉยอีกต่อไปได้เช่นกัน โดยเมื่อกลางเดือน มิ.ย. นิตยสารฉบับหนึ่งของอิตาลีได้เผยแพร่เอกสารลับชิ้นหนึ่งสันตะปาปาฟรานซิสที่รั่วไหลออกมา ในเอกสารหนา 184 หน้าของสันตะปาปาฟรานซิสซึ่งใช้ภาษาที่รุนแรงและตรงไปตรงมาได้ทรงเรียกร้องให้โลกช่วยกันหาทางป้องกันภาวะโลกร้อนที่ส่อเค้าจะทวีความหนักหนาสาหัสมากขึ้น เห็นได้ชัดก็คือระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นซึ่งจะคุกคามประชากรถึง 1 ใน 4 ของประชากรทั่วโลกที่อยู่ใกล้แนวชายฝั่ง

ขณะเดียวกัน ภาวะขาดแคลนน้ำก็จะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นภายในอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้า เมื่อกลุ่มธุรกิจข้ามชาติขนาดใหญ่จะเข้าไปควบคุมการใช้น้ำ จนกลายเป็นชนวนปัญหาใหญ่ของศตวรรษนี้และอาจเป็นชนวนของสงครามโลกครั้งใหม่ขึ้นมาอีก ถึงขั้นงัดอาวุธนิวเคลียร์หรืออาวุธชีวภาพมาใช้ ท้ายสุดก็อาจทำให้โลกถึงกาลแตกดับได้

ในเอกสารลับของสันตะปาปาฟรานซิสทรงเตือนนักการเมืองว่าไม่ควรละเลยต่อความรับผิดชอบนี้ ด้วยการทำเป็นไม่สนใจประจักษ์พยานทางวิทยาศาสตร์เพราะกลัวว่าจะกระทบต่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของตัวเอง พร้อมกับทรงย้ำว่าประเทศที่มั่งคั่งร่ำรวยจะต้องแบกรับภาระในเรื่องนี้ในฐานะที่เป็นตัวการสร้างปัญหาจึงมีหน้าที่ต้องแก้ไขปัญหานี้

ช่วงไล่เลี่ยกันนี้ บรรดาคาร์ดินัล บิชอป และคริสตชนโรมันคาทอลิกในสหรัฐฯ ได้เตรียมการกดดันผู้สมัครเป็นตัวแทนพรรคตราช้างรีพับลิกันที่จะส่งชิงประธานาธิบดีในเดือน พ.ย. ศกหน้า ให้ยกปัญหาโลกร้อนเป็นวาระสำคัญของการหาเสียงด้วย โดยเฉพาะผู้สมัคร 3 คนที่นับถือนิกายนี้รวมไปถึงเจบ บุช อดีตผู้ว่าการรัฐฟลอริดา ลูกชายของอดีตประธานาธิบดีจอร์จ บุช แถมยังเป็นน้องชายของอดีตประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช ที่เปลี่ยนมานับถือนิกายนี้เมื่อ 20 ปีที่แล้ว

ผู้นำคาทอลิกในสหรัฐฯ ได้เสนอแนะผู้สมัครของพรรคนี้ 12 คนแถลงระหว่างเริ่มหาเสียงชิงเป็นตัวแทนพรรคอย่างเป็นทางการที่รัฐไอโอวาเป็นรัฐแรกในวันที่ 2 ก.ค. ย้ำว่าภาวะโลกร้อนได้ส่งผลกระทบต่อภาวะแล้งจัดและน้ำท่วมในแต่ละพื้นที่

แต่ ทั้งเจบ บุชและผู้สมัครอีก 2 คนที่นับถือโรมันคาทอลิกต่างให้ความเห็นคล้ายคลึงกันว่าไมใช่หน้าที่ของศาสนจักรแม้กระทั่งสันตะปาปาที่จะเข้ามากดดันให้ปรับเปลี่ยนนโยบายทางเศรษฐกิจ พร้อมกับเตือนว่าคริสตจักรมีหน้าที่สอนคนให้เป็นคนดีและอยู่อย่างพอเพียงมากกว่าที่จะเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมือง

ผู้สมัครบางคนยืนยันว่านักวิทยาศาสตร์ได้ “กุ” เรื่องภาวะโลกร้อนขึ้นมารวมไปถึงการซัดทอดว่าเป็นฝีมือของมนุษย์ จากนั้นก็ระบายสีให้ใหญ่โตเกินจริง และไม่เชื่อว่ารัฐสภาจะออกกฎหมายทำนองนี้ ยกเว้นแต่จะส่งผลกระทบร้ายแรงต่อเศรษฐกิจของประเทศเท่านั้น

จากผลการสำรวจความเห็นของชาวอเมริกันพบว่า 68 เปอร์เซ็นต์เชื่อว่ามีหลักฐานมากพอที่จะสะท้อนให้เห็นว่าอุณหภูมิโลกได้ร้อนขึ้นในช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมา ในจำนวนนี้ 46 เปอร์เซ็นต์มองว่าเป็นปัญหาร้ายแรง

และเมื่อแยกเป็นความเห็นของชาวพรรครีพับลิกันและชาวพรรคเดโมแครตพบว่ามีความเห็นต่างกัน โดยกลุ่มอนุรักษ์นิยมในพรรคตราช้างแค่ 45 เปอร์เซ็นต์ เชื่อว่าอุณหภูมิของโลกเริ่มสูงขึ้น ในจำนวนนี้ครึ่งหนึ่งยอมรับว่ามาจากฝีมือของมนุษย์ เทียบกับชาวพรรคตราลาเดโมแครตที่เชื่อว่าโลกร้อนขึ้นถึง 86 เปอร์เซ็นต์ และมากถึง 3 ใน 4 ของจำนวนนี้เชื่อว่ามาจากฝีมือของมนุษย์

การตื่นตัวของผู้นำจี 7 และคริสตจักรโรมันคาทอลิกนี้ คงทำให้คนทั่วโลกถอนหายใจด้วยความโล่งอกมากขึ้น หลังจากตกอกตกใจกับข่าวร้ายสาระพัดที่โถมทับเข้ามาไม่ขาดสาย โดยเฉพาะคำเตือนจากนักวิทยาศาสตร์ขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (นาซา) ที่ว่าภายในปี 2643 หรืออีก 85 ปีข้างหน้า อุณหภูมิในหลายประเทศอาจร้อนระอุมากกว่า 45 องศาเซลเซียส

ทั้งนี้ ในฐานข้อมูลการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของนาซาว่าด้วยการคาดการณ์อุณหภูมิโลกในอนาคตที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อกลางเดือน มิ.ย. ชี้ว่าในอีก 85 ปีข้างหน้า ระดับความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศอาจพุ่งสูงถึง 945 ส่วนในล้านส่วนจาก 400 ส่วนในล้านส่วนในขณะนี้ ทำให้ก๊าซนี้ปะปนอยู่ในชั้นบรรยากาศเกือบ 0.1 เปอร์เซ็นต์ ผลตามมาก็คืออุณหภูมิในแต่ละวันในทวีปแอฟริกา, อเมริกาใต้, และอินเดียจะพุ่งปรี้ดไปแตะที่ระดับ 45 องศาเซลเซียส ในส่วนของไทยนั้น อุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ยอยู่ที่ 43.75 เปอร์เซ็นต์ ต่ำสุดเฉลี่ยอยู่ที่ 36.25 องศาเซลเซียส

การคาดการณ์นี้สอดคล้องกับผลวิจัยของกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ในเนปาล, เนเธอร์แลนด์ และฝรั่งเศส ที่ทำนายว่าธารน้ำแข็งบนยอดเขาเอเวอร์เรสต์ในเทือกเขาหิมาลัยอาจละลายจนเกือบหมดในช่วงปี 2643

ผลกระทบตามมาเป็นลูกโซ่ก็คือจะเกิดภัยแล้ง คลื่นความร้อน อุทกภัย พลอยทำให้ผลผลิตในภาคการเกษตรลดลงฮวบฮาบจนเกิดปัญหาอดหยากตามมา

รายงานชิ้นนี้มีขึ้นในช่วงไล่เลี่ยกับที่สำนักข่าวกลางของเกาหลีเหนือรายงานว่าได้เกิดภาวะแล้งจัดในรอบ 100 ปีขึ้นในแดนโสมแดง จนทำให้พื้นที่ทางการเกษตรกว่า 1 ใน 3 ของพื้นที่เกษตรทั่วประเทศได้รับความเสียหาย และอาจทำให้เกิดทุพภิกขภัยครั้งใหญ่ตามมา โดยอาจจะรุนแรงยิ่งกว่าคราวเกิดทุพภิกขภัยในช่วงทศวรรษ 2533 ซึ่งครั้งนั้นมีผู้อดตายนับแสนๆ คนหรืออาจจะสูงถึงกว่าล้านคน

ขณะที่หลายพื้นที่ในอนุทวีปทั้งในอินเดียและปากีสถานได้เกิดคลื่นความร้อนอันเนื่องจากอากาศร้อนจัดที่สุดในรอบหลายทศวรรษ จนอุณหภูมิพุ่งสูงระหว่าง 45.5-50 องศาเซลเซียส ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 2,000 คน

ที่มาภาพ :https://cdn.urbantimes.co/wp-content/uploads/2012/11/alaska-global-warming.jpg
ที่มาภาพ :https://cdn.urbantimes.co/wp-content/uploads/2012/11/alaska-global-warming.jpg

โลมาปรับพฤติกรรมย้ายถิ่นฐานใหม่

ที่สนใจยิ่งกว่านั้นก็คืออุณหภูมิของโลกที่สูงขึ้นยังพลอยทำให้พฤติกรรมการกินของหมีขั้วโลกเปลี่ยนไปด้วยถึงขั้นจับโลมามากินเป็นครั้งแรก ทั้งนี้ หนังสือพิมพ์ดิอินดิเพนเดนท์ได้อ้างรายงานของนักวิจัยกลุ่มหนึ่งเมื่อกลางเดือน มิ.ย. ว่าผลพวงจากภาวะโลกร้อนทำให้โลมาได้ปรับพฤติกรรมในการเคลื่อนย้ายถิ่นฐานใหม่ จากปกติจะเดินทางขึ้นเหนือไปยังมหาสมุทรอาร์กติกในช่วงฤดูร้อนเท่านั้นหรือในราวกลางเดือน มิ.ย. แต่ในปีนี้ โลมากลับเดินทางมาถึงตั้งแต่ช่วงฤดูใบไม่ผลิหรือราวเดือน มี.ค.-เม.ย. ทำให้ติดอยู่ใต้ผืนน้ำแข็งในมหาสมุทรอาร์กติก และกลายเป็นเหยื่อโอชะของหมีขั้วโลกที่ล่าโลมาเป็นอาหารเป็นครั้งแรก ไม่ต่างจากการล่าแมวน้ำมาเป็นอาหาร

หนังสือพิมพ์ดิอินดิเพนเดนท์รายงานด้วยว่า กลุ่มนักวิจัยได้พบเห็นพฤติกรรมเช่นนี้เป็นครั้งแรกเมื่อปีที่แล้ว เมื่อพบเห็นหมีขั้วโลกอย่างน้อย 6 ตัว กำลังจับโลมากิน และหลังจากกินอิ่มแล้ว หมีขั้วโลกเหลานั้นก็ยังกลบฝังซากโลมาไว้ใต้น้ำแข็งเพื่อเก็บไว้กินในภายหลังด้วย ซึ่งถือเป็นพฤติกรรมที่พบไม่บ่อยนักในหมีขั้วโลก เชื่อว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีอาหารไม่เพียงพอก็เป็นได้

ในส่วนของความคืบหน้าหลังจากรัฐแคลิฟอร์เนียประกาศมาตรการคุมเข้มการใช้น้ำนั้น นางเฟลิเซีย มาร์คัส ผู้อำนวยการคณะกรรมการควบคุมการใช้น้ำของรัฐแคลิฟอร์เนียได้ประกาศข่าวดีว่านับตั้งแต่ประกาศใช้กฎเหล็กเพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งแล้ว ปรากฎว่า อัตราการใช้น้ำในรัฐนี้ลดลงถึง 13.5 เปอร์เซ็นต์ในช่วงเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว แต่ก็ยังคงห่างไกลจากเป้าหมายการต่อสู้ภัยแล้งของเจอร์รี บราวน์ ผู้ว่าการรัฐ ซึ่งตั้งเป้าไว้ว่าจะต้องประหยัดน้ำลงให้ได้ 25 เปอร์เซ็นต์

นางเฟลิเซีย มาร์คัส ให้ความเห็นด้วยว่า สถิติการใช้น้ำที่ลดลงถือเป็นการเดินหน้าในทิศทางที่ถูกต้องแล้ว แต่เธอยอมรับว่ายังไม่ทราบชัดว่า ปริมาณการใช้น้ำที่ลดลงนี้เป็นผลมาจากสภาพอากาศที่เย็นขึ้นหรือเป็นเพราะประชาชนให้ความร่วมมือเพื่อลดการใช้น้ำกันแน่ หรือมาจากการเพิ่มบทลงโทษผู้ฝ่าฝืนการคุมเข้มการใช้น้ำให้รุนแรงขึ้น ถึงขั้นต้องโทษปรับวันละ 1,000 ดอลลาร์ (ราว 32,000 บาท) และ 2,500 ดอลลาร์ต่อเอเคอร์ต่อฟุตของน้ำที่ลักลอบใช้จนเกินการควบคุม หรืออาจถูกนำตัวขึ้นศาล

ส่วนที่ลอสแอนเจลิสนั้นได้ประกาศมาตราเสริมว่าจะขึ้นค่าน้ำเป็น 2 เท่าใน 3 พื้นที่รวมไปถึงบริเวณเขตชายหาดมาลิบู อันเป็นที่ตั้งของบ้านหรูของเหล่าดาราชื่อดังที่ถูกสื่อประจานว่าไม่ค่อยให้ความร่วมมือในการประหยัดน้ำสักเท่านัก

จับตาดาราดังประหยัดน้ำ “ฟ้องด้วยภาพ-ดีแต่พูด”

ก่อนหน้านี้ สื่อหลายสำนักได้ช่วยกันตรวจสอบว่าชาวเมืองโดยเฉพาะบรรดาดาราชื่อดังที่มีคฤหาสน์หรูในย่านมาลิบูให้ความร่วมมือในการประหยัดน้ำมากน้อยเพียงใด ถึงขนาดส่งเฮลิคอปเตอร์ไปจับผิดภาพสนามหญ้าของดาราเหล่านั้นที่ยังเขียวชอุ่มอยู่เหมือนเดิม เว็บไซต์ของสื่อต่างๆ จึงช่วยกันเผยแพร่ภาพเหล่านั้นเพื่อประจานดาราที่ไม่ให้ความร่วมมือ อาทิ มีการโพสต์ภาพสนามหญ้าที่บ้านพักของ คานเย เวสต์ ศิลปินแร็พชื่อดัง กับ คิม คาร์ดาเชียน ภรรยา ที่ยังเขียวชอุ่ม ต่อกรณีนี้โฆษกของคิมชี้แจงว่าคิมให้ความสำคัญกับเรื่องนี้และได้สั่งแก้ไขพื้นที่บางส่วนเพื่อช่วยประหยัดน้ำ อีกทั้งเธอไม่มีปัญหาแต่อย่างใดหากจะปล่อยให้สนามหญ้าหน้าบ้านกลายเป็นสีน้ำตาลเพราะไม่ได้ฉีดน้ำรดต้นหญ้า

คิม คาร์ดาเชียน ยังได้ให้สัมภาษณ์ว่า ทุกวันนี้เธอช่วยประหยัดน้ำเต็มที่ ด้วยการสระผมเพียง 5 วันในหนึ่งสัปดาห์ แม้ว่าบางคนอาจจะมองว่าเป็นการกระทำที่น้อยเกินไปก็ตาม

ด้านศิลปินดารานักร้องดังรุ่นใหญ่ อย่างบาร์บรา สไตรแซนด์ ที่เคยออกโรงเรียกร้องให้ชาวแคลิฟอร์เนียร่วมมือกันประหยัดน้ำ รวมทั้งรณรงค์ให้มีมาตรการเร่งด่วนเพื่อแก้ปัญหาภัยแล้ง ก็ถูกฟ้องด้วยภาพว่า “ดีแต่พูด” เนื่องจากสนามหญ้าที่บ้านของเธอยังเขียวชอุ่มอยู่เหมือนกัน บ่งบอกว่ายังมีการใช้น้ำรดสนามหญ้าอยู่เหมือนเดิม

ร้อนถึงโฆษกของบาร์บาร่าต้องรีบแถลงชี้แจงว่าในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา นักร้องชื่อดังผู้นี้ได้ลดการใช้น้ำลงกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ และยังคิดหาวิธีจะประหยัดมากขึ้น แต่ก็เลี่ยงไม่ยอมให้เหตุผลว่าทำไมสนามหญ้าถึงยังเขียวชอุ่มอยู่

บ้านของคนดังที่ถูก “ฟ้องด้วยภาพ” ยังมีบ้านของ เจนนิเฟอร์ โลเปซ, เจนนิเฟอร์ อนิสตัน และ ฮิวจ์ เฮฟเนอร์ เจ้าพ่อนิตยสารเพลย์บอย

ด้านองค์การพิทักษ์สิ่งแวดล้อมอเมริกาเผยว่า ต้องเพิ่มกฎเหล็กในการป้องกันแหล่งน้ำธรรมชาติล่วงหน้าเพื่อประกันว่าประชาชนกว่าร้อยล้านคนจะมีน้ำดื่มที่สะอาดไว้บริโภค หนึ่งในกฎเหล็กนั้นรวมไปถึงการไฟเขียวให้หน่วยงานนี้สามารถเข้าไปตรวจสอบแหล่งน้ำต่างๆ อาทิ แม่น้ำลำธาร บ่อน้ำและทะเลสาบทั้งของเอกชนและของรัฐเพื่อดูว่าสะอาดพอที่จะใช้บริโภคในช่วงที่ประเทศนี้กำลังเผชิญกับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนมากเป็นประวัติการณ์

สำนักข่าวเอเอฟพีได้ลงทุนตรวจสอบสภาพความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งน้ำที่วนอุทยานแห่งชาติโยเซมิติ ทางตะวันออกของรัฐแคลิฟอร์เนีย อันเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญแห่งหนึ่ง ที่มีนักท่องเที่ยวเฉลี่ยแล้วปีละ 3-4 ล้านคน อีกทั้งยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติเมื่อปี 2527 พบว่าได้รับกระทบจากภัยแล้งไม่ใช่น้อย เมื่อน้ำที่ทะเลสาบมิร์เรอร์ เลค หรือทะเลสาปกระจกลดลงจนแห้งขอดเห็นผืนทราย กระทั่งนักท่องเที่ยวพากันไปอาบแดดกลางทะเลสาปได้

ขณะที่น้ำตกโยเซมิติ จุดท่องเที่ยวอีกจุดหนึ่งก็แห้งลงเหลือแต่น้ำหยดมากกว่าน้ำตก บ่งบอกว่าหิมะบริเณเทือกเขาเซียร์รา เนวาดา ตกน้อยมากจนมีผลกระทบต่อแหล่งน้ำธรรมชาติที่มาจากการละลายของหิมะแม่น้ำเมอร์เซด หนึ่งในแม่น้ำสายหลักของแคลิฟอร์เนียที่ไหลผ่านวนอุทยานแห่งชาตินี้ก็แห้งลงอย่างเห็นได้ชัด เหลือขนาดความลึกราว 3 ฟุตเท่านั้นเทียบกับความลึก 7 ฟุตเมื่อปีที่แล้ว ทั้งๆ ที่ยังไม่ถึงฤดูร้อนดี

แม้ว่าวนอุทยานแห่งชาติโยเซมิติ ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ที่ต้องจำกัดการใช้น้ำเนื่องจากบริหารจัดการโดยรัฐบาลกลาง แต่เจ้าหน้าที่วนอุทยานได้เรียกร้องนักท่องเที่ยวที่ยังคงมาเที่ยวไม่ขาดสายอย่าได้ทำลายแหล่งน้ำธรรมชาติ และให้พยายามประหยัดน้ำระหว่างล้างภาชนะที่พกติดตัว ผลตามมาก็คือกีฬาเสี่ยงตายหรือกีฬาผาดโผนที่วนอุทยานนี้พลอยได้รับผลกระทบบางส่วน อย่างการล่องแก่งซึ่งปรกติจะเริ่มในวันหยุดเพื่อรำลึกทหารผ่านศึกปลายเดือน พ.ค. จนถึงต้นเดือน ส.ค. หรืออาจจะเลยไปถึงเดือน ก.ย. ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ แต่ปีนี้การล่องแก่งจะมีขึ้นเร็วกว่าปรกติและปิดเร็วกว่าปรกติขึ้นอยู่กับระดับความลึกของน้ำ เพราะถ้าความลึกของน้ำเหลือแค่ 1.5 ฟุตก็ไม่สามารถล่องแก่งได้ หนำซ้ำยังอาจเจอกับแง่งหินที่โผล่ขึ้นมา จนต้องแบกแพไปยังระดับน้ำที่ลึกกว่า

ที่สำคัญก็คือ เจ้าหน้าต้องคอยระวังไฟป่าที่อาจลุกขึ้นมาได้จากสภาพอากาศร้อนและแห้ง เหมือนเช่นที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2556 ถือเป็นไฟป่าครั้งรุนแรงเป็นอันดับ 3 ของรัฐ เผาผลาญพื้นที่กว่า 400 ตารางไมล์ ทั้งๆ ที่นักดับเพลิงราว 5 พันคนและเฮลิคอปเตอร์ 20 ลำพยายามช่วยกันดับไฟอย่างสุดความสามารถ

เมื่อปีที่แล้วก็ยังเกิดไฟป่าขึ้นอีกกินพื้นที่เกือบ 6 ตารางไมล์ ทำให้ไม้สนซีควายา หรือรู้จักกันในชื่อ “เรดวู้ด” ที่ถือเป็นต้นไม้ที่สูงและใหญ่ที่สุดในโลก มีอายุยาวนานกว่า 3,000 ปีและขึ้นเฉพาะในแถบนี้เท่านั้น หวุดหวิดได้รับความเสียหาย