รถไฟไทย-จีน คมนาคมตั้งบริษัทร่วมทุน”เดินรถ” จีน 40 ไทย 60 ใช้เวลา 7 ปีคืนไทย  – ยืดเคาะแหล่งเงินสิงหาคม นัดถกต่อ 6-8 พ.ค. ที่จีน

12 มีนาคม 2015

ประชุมไทยจีน_2

เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2558 พล.อ.อ. ประจิน จั่นตอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยหลังการประชุมคณะกรรมการร่วมเพื่อความร่วมมือไทย-จีน ครั้งที่ 3 ด้านรถไฟ เส้นทางรถไฟกรุงเทพฯ-หนองคาย และแก่งคอย-มาบตาพุด ในช่วงวันที่ 10-11 มีนาคม 2558 โดยมีการลงพื้นที่ที่จังหวัดหนองคายว่ามี 4 เรื่องสำคัญคือ(อ่านคณะกรรมการร่วมเพื่อความร่วมมือด้านรถไฟระหว่างไทย-จีน ครั้งที่ 2)

1.ยืนยันรูปแบบความร่วมมือในการดำเนินโครงการ ว่าเป็นรูปแบบรับจ้างก่อสร้างเบ็ดเสร็จ หรือ EPC ซึ่งการแบ่งความรับผิดชอบให้เป็นไปตามที่ตกลงไว้ในการประชุมครั้งที่ 2 คือในฝ่ายไทยจะรับผิดชอบเรื่องของรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมและเวนคืนที่ดิน รวมทั้งจัดทำข้อมูลสนับสนุนให้กับฝ่ายจีนในการสำรวจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของแผนที่ ภาพถ่ายดาวเทียม ภาพถ่ายทางอากาศ และสถานที่สร้างสถานีรถไฟตลอดเส้นทาง ส่วนของฝ่ายจีนจะเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องสำรวจออกแบบและงานระบบเดินรถ ทั้งนี้ กระทรวงจะจัดให้มีเครื่องมือกับเจ้าหน้าที่พิเศษลงพื้นที่ร่วมด้วย

ทั้งนี้ งานก่อสร้างฐานรากพื้นฐานอาจจะให้เอกชนเข้าร่วม โดยปัจจุบันทางการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ได้จัดทำรายชื่อเอกชนที่มีศักยภาพแล้วประมาณ 12-15 ราย แต่ยังไม่ได้เลือกต้องพิจารณาอีกครั้ง

2.สรุปแนวทางการฝึกและถ่ายทอดเทคโนโลยี รวมไปถึงการพัฒนาบุคลากรของกระทรวงคมนาคม ร.ฟ.ท. และเอกชนไทย โดยเสนอแนวคิดที่จะฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทย ด้วยการจัดหลักสูตรสั้น-ยาว ในสาขาที่จำเป็น โดยนายวรเดช หาญประเสริฐ รองปลัดกระทรวงคมนาคม ยกตัวอย่างสาขาที่จำเป็น เช่น วิศวกรรมโยธารถไฟ, วิศวกรรมเครื่องกล, การบริหารระบบเดินรถ และเทคโนโลยีข้อมูลและการสื่อสาร โดยมอบหมายให้ ร.ฟ.ท. และการรถไฟจีนจัดทำหลักสูตรมานำเสนอในการประชุมครั้งหน้า แบ่งเป็นหลักสูตรระยะสั้น 3-6 เดือน หรือ 4-8 เดือน เริ่มต้นสิงหาคม 2558 ระยะกลาง 1-1.5 ปี เริ่มต้นเดือนตุลาคม 2558 และระยะยาวมากกว่า 1.5 ปี เริ่มต้นกลางปี 2559

3.เห็นชอบข้อตกลงเรื่องการปฏิบัติงานร่วมกันในบันทึกความร่วมมือ หรือเอ็มโอซี ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับโครงการ ตั้งแต่เดือนมีนาคมจนแล้วเสร็จว่า ขั้นต้น-ขั้นกลางจะทำอะไรก่อนลงนามสัญญาบ้าง ส่วนขั้นปลายจะตกลงกันในการประชุมครั้งที่ 4 ซึ่งคาดว่าจะประชุมหานอีกครั้งช่วงต้นเดือนเมษายนหรือปลายเดือนเมษายนนี้

ทั้งนี้ การประชุมครั้งนี้ฝ่ายจีนเสนอให้บรรจุข้อตกลงดังกล่าวลงในรายงานการประชุม ซึ่งถือว่ามีผลผูกมัดอยู่แล้ว จึงยังไม่มีการลงนามอย่างเป็นทางการ ส่วนร่างข้อตกลงฝ่ายไทยจะยังเก็บไว้ เผื่อได้ใช้ในโอกาสต่อไป

4.แหล่งเงินทุนและรูปแบบการลงทุน นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ได้กล่าวเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2558 ว่า จะแยกรูปแบบลงทุนเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนก่อสร้างเป็นรูปแบบ EPC และส่วนที่ 2 เรื่องการเดินรถ จะเป็นรูปแบบบริษัทร่วมทุนระหว่างไทยกับจีน

ส่วนเรื่องแหล่งเงินทุน ไทยเสนอว่าให้เป็นการระดมทุนจากหลายแหล่ง แบ่งเป็น 4 ส่วน ได้แก่ 1.กรรมสิทธิ์ที่ดินและการเวนคืน จะใช้เงินงบประมาณแผ่นดิน 2.การก่อสร้าง จะใช้เงินกู้ภายในประเทศ เนื่องจากใช้วัสดุก่อสร้างและวัตถุดิบในประเทศเป็นส่วนใหญ่ 3.เทคโนโลยี ระบบราง ระบบอาณัติสัญญาณ ระบบไฟฟ้า จะใช้เงินกู้จากประเทศจีน เนื่องจากจำเป็นต้องซื้อสินค้าจากจีน 4.      เป็นเรื่องของบริษัทร่วมทุน

พล.อ.อ. ประจินกล่าวเสริมว่า สัดส่วน “การดำเนินงาน” ของบริษัทร่วมทุนจะแบ่งออกเป็น 3 ช่วง 1) ช่วง 1-3 ปีแรก จะให้จีนเป็นผู้ดำเนินการหลัก 2) ช่วง 4-7 ปี ไทยและจีนร่วมดำเนินการในสัดส่วนเท่าๆ กัน และ 3) ช่วง 7 ปีเป็นต้นไป ไทยเป็นผู้ดำเนินการหลัก และให้จีนเป็นที่ปรึกษา

ขณะที่สัดส่วน “เงินลงทุน” จะต้องดูเนื้องานก่อน ซึ่งในหลักการเนื้องานที่เกี่ยวกับการวางระบบโครงสร้างพื้นฐานความรับผิดชอบเป็นของไทย 2 ใน 3 ส่วน ของจีนเป็น 1 ใน 3 ส่วน ส่วนการวางระบบอาณัติสัญญาณ การควมคุมการเดินรถ และเทคโนโลยีต่างๆ จีนจะรับผิดชอบ 2 ใน 3 ของไทยจะเหลือเพียง 1 ใน 3 เท่านั้น แต่ต้องสรุปความชัดเจนก่อนว่าเนื้องานส่วนต่างๆ จะมีแผนการเงินและจะได้สัดส่วนของการลงทุนเท่าไร ทั้งนี้ คาดว่าจะได้กรอบสัดส่วนในการประชุมครั้งหน้า แต่วงเงินจะไม่ทราบจนกว่าจะมีความชัดเจนของการสำรวจและออกแบบ

อย่างไรก็ตาม ทางกระทรวงมีความตั้งใจจะแบ่งสัดส่วนเงินลงทุนในบริษัทเป็น 3 ส่วน และให้จีนมีสัดส่วนไม่เกิน 40% ที่เหลือให้เป็นของ ร.ฟ.ท. และเอกชนไทย เนื่องจากต้องการให้ ร.ฟ.ท. มีบทบาทอยู่

ประชุมไทยจีน_1

นายอาคมกล่าวเพิ่มเติมว่าด้านเงื่อนไขการกู้เงิน ประเด็นแรกไทยเสนอว่าอยากได้ดอกเบี้ยที่ต่ำที่สุดกว่า 2% แต่ฝ่ายจีนระบุว่าประเทศไทยมีระดับรายได้ปานกลางแล้ว เงื่อนไขในการกู้ดอกเบี้ยจะต้องสูงกว่า 2% แต่ว่าโครงการนี้เป็นโครงการแรกระหว่างไทย-จีน จีนจึงให้ดอกเบี้ยต่ำสุดที่ 2% เท่าเดิมและไม่อาจให้ต่ำกว่านี้ได้ เนื่องจากยังติดข้อกฎหมายของจีนที่บอกว่าการปล่อยเงินกู้ต่างประเทศในโครงการพื้นฐานต่างๆ จะต้องไม่ต่ำกว่า 2%

ประเด็นที่ 2 เรื่องระยะเวลาของการปลอดหนี้และการชำระหนี้คืน เบื้องต้นฝ่ายจีนระบุว่าเป็นกฎของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าของจีนว่าต้องมีระยะเวลาชำระคืนเงินกู้ 20 ปี ปลอดหนี้ 5-7 ปี (รวมอยู่ในระยะคืนหนี้ 20 ปี) ขณะที่ฝ่ายไทยพยายามต่อรองที่ 25-30 ปี ปลอดหนี้ 7-10 ปี ซึ่งฝ่ายจีนระบุว่าจะนำไปพิจารณาก่อน

ประเด็นที่ 3 ฝ่ายไทยต่อรองลดค่านายหน้าและค่าบริหารจัดการเงินกู้ ซึ่งคิดรวมทั้ง 2 ประเภท ประมาณ 0.5% ของเงินกู้ อย่างละ 0.25% แต่ฝ่ายจีนขอให้คำตอบหลังจากศึกษาความเป็นไปได้แล้วเสร็จ

ประเด็นสุดท้าย ฝ่ายไทยขอให้ใช้กฎหมายไทย เนื่องจากเราเป็นผู้กู้ ซึ่งฝ่ายจีนได้ขอเวลาศึกษาก่อน รวมไปถึงรายละเอียดการใช้อนุญาโตตุลาการ รวมทั้งเงื่อนไขอื่นๆ ทั้งนี้ โดยปกติสัญญาเงินกู้แบบนี้จะต้องใช้ระบบของอนุญาโตตุลาการ และไทยยังต้องขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีด้วย

“เงื่อนไขการเงินต่างๆ ยังต้องหารือกันก่อน หลังจากศึกษาความเป็นไปได้แล้ว รวมไปถึงเรื่องการออกแบบด้วย ซึ่งจะทำให้รู้ต้นทุนของโครงการ เมื่อรู้ต้นทุนแล้วจึงจะมาดูเรื่องของต้นทุนการเงินอีกที ซึ่งเราได้เร่งทั้งสองกระบวนการให้เสร็จในเดือนสิงหาคม ก็ต้องรอสิงหาคมจึงได้ข้อสรุปจริงๆ ส่วนเรื่องสัดส่วนการร่วมทุน ต้องศึกษาออกแบบบริษัทร่วมทุนร่วมกันก่อน คงจะเป็นการประชุมครั้งหน้า” นายอาคมกล่าว

พล.อ.อ. ประจินกล่าวเสริมเรื่องเงื่อนไขเงินกู้ว่า ดอกเบี้ย 2% นี้ ทางจีนยังต้องกำหนดหลักเกณฑ์มาเสนอในการประชุมครั้งหน้าด้วยว่า ไทยต้องกู้เงินจำนวนเท่าไหร่ถึงจะได้ดอกเบี้ยอัตรา 2% แต่จำนวนเงินกู้ต่างๆ ยังต้องรอการศึกษาและออกแบบในเดือนสิงหาคมก่อน

พล.อ.อ. ประจินกล่าวถึงความคืบหน้าอื่นๆ ว่า ปัจจุบัน การรถไฟจีน (China Railway Corporation: CRC) ได้ส่งเจ้าหน้าที่มาเป็นชุดสำรวจ 20 คน แล้วคาดว่าจะตามมาอีก 30 คนรวมเป็น 50 คน ทั้งนี้ กระทรวงได้เตรียมไซต์ทำงานไว้ 3 แห่ง คือ 1) ชุดประสานงาน หรือ war-room ที่กระทรวงคมนาคม 2) เป็นส่วนที่ ร.ฟ.ท. จัดเตรียมไว้ให้ 3) เป็นในพื้นที่อาจจะเป็นที่แก่งคอยและนครราชสีมา ซึ่งเมื่อทีมงานครบแล้วจะรีบลงพื้นที่สำรวจออกแบบทันที ขณะเดียวกัน การประสานงานกับกระทรวงต่างๆ ให้กระทรวงต่างประเทศจะดูแลเรื่อง VISA กระทรวงแรงงานดูเรื่องใบอนุญาตทำงานและกระทรวงการคลังเข้ามาดูแลเรื่องการนำเข้าอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับภาษีหรือการยกเว้นภาษี

ขณะเดียวกัน ปัจจุบันมีเรื่องที่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเห็นชอบ 2 เรื่อง คือรายงานผลการดำเนินงานที่ผ่านมา และของบประมาณสนับสนุนส่วนสำนักงานประสานงานไทย-จีน และค่าที่ปรึกษาการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม, ประเมินสินทรัพย์กรณีต้องเวนคืนที่ดิน, การบริหารโครงการ และประเมินมูลค่าโครงการ คาดว่าจะนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้วันที่ 27 มีนาคม 2558

“ขอสรุปประเด็นให้ทราบว่า นับแต่การประชุมครั้งที่ 1-3 เรามีความก้าวหน้าเรื่องของการกำหนดรูปแบบการลงทุน รูปแบบความร่วมมือ และขอบเขตของงาน ที่จะเริ่มสำรวจตั้งแต่มีนาคมเป็นต้นไป และจะมีผลสำเร็จสำหรับช่วง 1-2 ในปลายสิงหาคมถึงต้นกันยายน และจะก่อสร้างได้ช่วงต้นตุลาคมปีนี้เป็นต้นไป 30 เดือน ส่วนช่วงที่ 3-4 จะสำรวจเดือนมีนาคม สำรวจเสร็จธันวาคม 2558 และก่อสร้างต้นปี 2559 เป็นต้นไป 36 เดือน” พล.อ.อ. ประจินกล่าว

ทั้งนี้ นางสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ ปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวถึงกำหนดการประชุมร่วมครั้งที่สี่ว่าจัดขึ้นที่คุนหมิง ประเทศจีน ในวันที่ 6-8 พฤษภาคม 2558 โดยมีวาระฝ่ายจีนคือเสนอหลักเกณฑ์เกี่ยวกับเงื่อนไขเงินกู้และรูปแบบบริษัทร่วมทุน, เสนอผลการศึกษาเบื้องต้นของโครงการ, เสนอหลักสูตรถ่ายทอดเทคโนโลยี และคำตอบข้อเสนอของไทยที่จะไปเยี่ยมชมกิจการรถไฟที่จีน ส่วนฝ่ายไทยจะเสนอความคืบหน้าผลการศึกษาสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ ทางจีน ยังขอให้ไทยจัดทำเรื่องแนวทางการบริหารจัดการและบำรุงรถไฟมาเสนอด้วย

ข่าวในประเด็น

อ่านข่าวในประเด็นทั้งหมด »

เครือข่ายสังคม