“ปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ…ทำทำไม ทำอย่างไร”

4 กุมภาพันธ์ 2015

ดร. วิรไท สันติประภพ

คนไทยส่วนใหญ่ไม่ค่อยเห็นความสำคัญของรัฐวิสาหกิจ มักคิดว่ารัฐวิสาหกิจเป็นเพียงกลุ่มบริษัทไม่กี่แห่งที่ให้บริการสาธารณะ จะหวังให้รัฐวิสาหกิจมีคุณภาพดีหรือบริการดีก็คงยาก เพราะรัฐวิสาหกิจเป็นเพียงแขนขาของระบบราชการ ถูกบริหารโดยข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ และต้องเกรงใจอิทธิพลทางการเมือง นอกจากนี้ จะเปลี่ยนแปลงทีไรก็มักถูกแรงต้านจากสหภาพแรงงานอีกด้วย ดังนั้น จะหวังให้รัฐวิสาหกิจเปลี่ยนแปลงได้คงยาก เอาทรัพยากรและพลังไปทำเรื่องอื่นน่าจะเกิดประโยชน์มากกว่าสำหรับสังคมไทย

เพราะคนไทยส่วนใหญ่มีความคิดความเห็นแบบนี้ รัฐวิสาหกิจจึงไหลลงไปเรื่อยๆ ถ้าเราคิดว่ารัฐวิสาหกิจเป็นปัญหาที่ปล่อยปละละเลยได้แล้ว เราจะพลาดโอกาสสำคัญที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้ดีขึ้น รัฐวิสาหกิจมีความสำคัญมาก (กว่าที่คนไทยส่วนใหญ่คิด) อย่างน้อยในหกมิติสำคัญ คือ

มิติแรก รัฐวิสาหกิจเป็นเจ้าของหรือมีอำนาจครอบคลุมทรัพยากรจำนวนมากที่เป็นหัวใจของยุทธศาสตร์ของประเทศ ประเทศไทยจะยกระดับการพัฒนาได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะใช้ทรัพยากรที่อยู่ในมือรัฐวิสาหกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด ไม่ว่าจะเป็นคลื่นความถี่โทรคมนาคม ระบบการขนส่งทางราง ท่าเรือ สนามบิน สิทธิ์การบิน ที่ดินผืนงามๆ กลางเมือง ตลอดไปจนถึงบริการสาธารณะต่างๆ ที่กระทบโดยตรงต่อต้นทุนการใช้ชีวิตของคนไทย และต้นทุนการทำธุรกิจของธุรกิจไทย ถ้าหากรัฐวิสาหกิจไม่สามารถใช้ทรัพยากรในมือของตนได้อย่างเต็มศักยภาพและมีประสิทธิภาพแล้ว จะเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการยกระดับความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยและความอยู่ดีกินดีของคนไทย

มิติที่สอง รัฐวิสาหกิจมีงบประมาณรวมกันจำนวนมาก คนไทยส่วนใหญ่คงไม่ทราบว่างบประมาณรายจ่ายของรัฐวิสาหกิจในแต่ละปีรวมกันถึงสี่ล้านสี่แสนล้านบาท หรือประมาณสองเท่าของงบประมาณของรัฐบาล ถ้าพิจารณาเฉพาะงบลงทุน จะพบว่ารัฐวิสาหกิจมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ โครงการลงทุนเมกะโปรเจกต์ของทุกรัฐบาลจะต้องทำผ่านรัฐวิสาหกิจเป็นส่วนใหญ่ ถ้าหากรัฐวิสาหกิจยังไหลไปเรื่อยๆ โครงการลงทุนเหล่านี้มีโอกาสสูงมากที่จะล้มเหลวหรือได้ผลตอบแทนจากการลงทุนต่ำ เหมือนกับโครงการลงทุนส่วนใหญ่ของรัฐวิสาหกิจที่ผ่านมา

มิติที่สาม รัฐวิสาหกิจเป็นผู้ประกอบการสำคัญในหลายธุรกิจ โดยเฉพาะในธุรกิจการเงิน (ซึ่งสถาบันการเงินของรัฐมีทรัพย์สินรวมกันมากกว่าร้อยละ 30 ของระบบการเงินไทย) ธุรกิจพลังงาน (ที่รัฐวิสาหกิจเป็นผู้ผลิตพลังงานรายใหญ่แทบทุกประเภท และมีอิทธิพลในการกำหนดราคา) และธุรกิจขนส่ง พฤติกรรมของรัฐวิสาหกิจที่เป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ในธุรกิจต่างๆ มีผลต่อโครงสร้างการทำธุรกิจและโครงสร้างการแข่งขัน สามารถสร้างความบิดเบือนให้กลไกตลาด สร้างภาระให้แก่ผู้บริโภค และบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของคู่แข่งเอกชน ในบางธุรกิจรัฐวิสาหกิจเป็นทั้งผู้มีอำนาจกำกับดูแลและเป็นผู้ประกอบการเองด้วย สามารถใช้อำนาจกีดกันคู่แข่งเอกชนได้ไม่ยาก ส่งผลเสียต่อความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทยในระยะยาว

มิติที่สี่ แม้ว่าในวันนี้รัฐวิสาหกิจไทยสามารถนำส่งรายได้ให้แก่รัฐบาลรวมกันถึงปีละกว่าแสนล้านบาท แต่เรามีรัฐวิสาหกิจหลายแห่งที่ประสบกับปัญหาขาดทุนโดยต่อเนื่องและมีแนวโน้มที่จะขาดทุนเพิ่มขึ้น จากการบริหารงานที่ขาดประสิทธิภาพ ไม่สามารถปรับตัวได้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาวะแวดล้อมการทำธุรกิจ ปัญหาขาดทุนมักถูกซุกใต้พรม ซ่อนไว้รอเวลาที่จะระเบิดออกมาให้รัฐบาลต้องเอาภาษีประชาชนไปช่วยเหลือ เราคุ้นเคยกันดีกับข่าวรัฐบาลล้างหนี้ให้รัฐวิสาหกิจบางแห่งรอบแล้วรอบเล่า หรือต้องช่วยเพิ่มทุนให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐที่มีอัตราหนี้เสียสูงกว่าสถาบันการเงินเอกชนนับสิบเท่า ส่วนรัฐวิสาหกิจที่มีกำไรนั้น ถ้าเปรียบเทียบกับผู้ประกอบการเอกชนในอุตสาหกรรมเดียวกันแล้วจะพบว่ามีประสิทธิภาพในการดำเนินงานและความสามารถในการทำกำไรต่ำกว่ามาก ไม่คุ้มค่ากับเงินลงทุนจำนวนมหาศาลที่รัฐได้ใส่เข้าไป และกำไรส่วนหนึ่งก็เป็นผลมาจากอำนาจผูกขาดหรือกึ่งผูกขาด

มิติที่ห้า รัฐวิสาหกิจเป็นช่องทางสำคัญของการคอร์รัปชันในสังคมไทย เพราะรัฐวิสาหกิจมีงบประมาณสูงและมีอำนาจกึ่งรัฐที่จะให้คุณให้โทษได้ในหลายภาคเศรษฐกิจ การคอร์รัปชันขนาดใหญ่ในปัจจุบันวิวัฒนาการไปมาก จากที่เคยเรียกเงินทอนในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างเป็นการคอร์รัปชันผ่านโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่ไม่มีราคากลาง สามารถปรับตัวเลขสมมติฐานต่างๆ เพื่อให้แสดงผลตอบแทนที่คุ้มค่าการลงทุนได้โดยง่าย เกิดปรากฎการณ์กินหัวคิวกันตั้งแต่เริ่มชงโครงการไปจนถึงอนุมัติโครงการ โดยไม่ต้องรอให้ดำเนินโครงการจริง เมื่อผ่านไปหลายปีโครงการลงทุนเหล่านี้ล้มเหลวก็จับมือใครดมไม่ได้ โทษผู้บริหารระหว่างทางได้หลายรุ่น และมักอ้างว่าสภาวะแวดล้อมทางธุรกิจเปลี่ยนแปลงไปทำให้ไม่ได้ผลตอบแทนตามที่คาดหวัง ด้วยเหตุนี้ นักการเมืองจึงนิยมแย่งกันเป็นรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงที่มีรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่อยู่ในอาณัติ และเราถึงได้มีโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐวิสาหกิจเป็นอนุสาวรีย์แห่งความล้มเหลวอยู่มาก

มิติที่หก รัฐวิสาหกิจได้กลายเป็นช่องทางสำคัญของการทำนโยบายประชานิยม (แบบไร้ความรับผิดชอบ) เพราะกระบวนการงบประมาณและกระบวนการกำกับดูแลมีช่องโหว่อยู่มาก (มากกว่ากระบวนการงบประมาณและกฎระเบียบขอหน่วยงานราชการ) เราคุ้นเคยกันดีกับโครงการรับจำนำสินค้าเกษตรแบบรับซื้อทุกเมล็ดในราคาสูงเพื่อแจกเงินซื้อเสียง โครงการพักหนี้ให้แก่ลูกหนี้สารพัดประเภททั้งหนี้เสียและหนี้ดี หรือโครงการบริการสาธารณะฟรีแบบไม่กำหนดกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจน โครงการประชานิยม (แบบไร้ความรับผิดชอบ) เหล่านี้อาศัยรัฐวิสาหกิจเป็นกลไกสำคัญทั้งสิ้น เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักการเมืองชนะการเลือกตั้ง และสร้างภาระการคลังจำนวนมากให้แก่คนไทยในระยะยาว

ที่มาภาพ : http://www.prachachat.net/online/2013/05/13686808441368681046l.jpg

ที่มาภาพ: http://www.prachachat.net/online/2013/05/13686808441368681046l.jpg

เหตุผลทั้งหกมิติข้างต้นชัดเจนว่าทำไมเราถึงต้องปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ แต่คำถามที่ยากกว่าคือ จะปฏิรูปรัฐวิสาหกิจอย่างไรให้เกิดผลเป็นรูปธรรมได้ภายในช่วงเวลาสั้นๆ ของโอกาสปฏิรูปประเทศไทยรอบนี้ ปัญหาของรัฐวิสาหกิจเป็นปัญหาที่หมักหมมมานาน หลายปัญหาไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง ผู้มีอำนาจรัฐที่ผ่านมามักจะซื้อเวลาและปล่อยไว้ให้เป็นปัญหาของรัฐบาลต่อไป จนรัฐวิสาหกิจหลายแห่งอยู่ในฐานะยากที่จะเยียวยา และเป็นแหล่งผลประโยชน์ที่มีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก ผู้บริหารรัฐวิสาหกิจหลายแห่งก็ใช้วิธีซื้อเวลา หวังว่าเมื่อนักการเมืองกลับมามีอำนาจใหม่ ชีวิตแบบรัฐวิสาหกิจไทยไหลไปเรื่อยๆ ก็จะกลับมาเหมือนเดิม

ผมเชื่อว่าการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจเกิดขึ้นได้ในช่วงเวลาสั้นๆ ถ้าเรากล้าตัดสินใจเลือกทำเฉพาะเรื่องที่จะเกิดผลต่อเนื่องในระยะยาว อย่างน้อยในสี่เรื่องสำคัญ

เรื่องแรก จะต้องเร่งจัดตั้งหน่วยงานที่ทำหน้าที่กำกับดูแลรัฐวิสาหกิจแบบรวมศูนย์ ในวันนี้ไม่มีหน่วยงานใดที่ทำหน้าที่เป็นเจ้าของรัฐวิสาหกิจแทนประชาชนไทยอย่างแท้จริง สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ทำหน้าที่เป็นเพียงหน่วยงานประสานงาน และเป็นที่ปรึกษาให้แก่รัฐวิสาหกิจและกระทรวงต่างๆ เท่านั้น อำนาจการกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจยังกระจายอยู่ตามกระทรวงต้นสังกัด ทำให้นักการเมืองเจ้ากระทรวงแทรกแซงรัฐวิสาหกิจได้โดยง่าย ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตั้งกรรมการและผู้บริหาร การชงและอนุมัติโครงการลงทุน หรือการให้รัฐวิสาหกิจทำบทบาทที่เกินพันธกิจหลักและความสามารถของตนเพื่อตอบโจทย์ทางการเมือง

การจัดตั้งหน่วยงานกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจแบบรวมศูนย์ได้รับการยอมรับทั่วโลกว่าเป็นแนวทางกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจที่มีประสิทธิภาพสูงสุด และช่วยแก้ปัญหารัฐวิสาหกิจในหลายประเทศที่เคยมีปัญหาคล้ายกับเราได้สำเร็จ หน่วยงานกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจที่ควรจัดตั้งขึ้นใหม่จะต้องสามารถเล่นบทบาทเจ้าของรัฐวิสาหกิจได้อย่างเต็มที่ (คล้ายกับผู้ถือหุ้นในบริษัทเอกชน) จะต้องกำกับดูแลให้แน่ใจว่ารัฐวิสาหกิจทุกแห่งประสบความสำเร็จตามพันธกิจของการจัดตั้งทั้งในฐานะของการเป็นวิสาหกิจที่ต้องหารายได้และการให้บริการสาธารณะอย่างมีประสิทธิภาพและเต็มศักยภาพ หน่วยงานใหม่นี้ต้องสามารถแต่งตั้งกรรมการและผู้บริหารที่มีความรู้ความสามารถในรัฐวิสาหกิจได้โดยไม่ต้องรอใบสั่งจากนักการเมือง หน่วยงานนี้จะประสบความสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อมีระบบการบริหารงานที่โปร่งใส เปิดเผยให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลต่างๆ อย่างต่อเนื่องตรงไปตรงมา มีระบบป้องกันไม่ให้นักการเมืองเข้ามาแทรกแซง มีพนักงานคุณภาพสูงที่รู้เรื่องการทำธุรกิจและการบริหารการลงทุนขนาดใหญ่ และมีความเป็นอิสระด้านงบประมาณ (คล้ายกับกรณีของธนาคารแห่งประเทศไทย หรือสำนักงาน กลต. ที่ไม่ต้องรอให้นักการเมืองจัดสรรงบประมาณแผ่นดินให้)

อย่างไรก็ดี รัฐวิสาหกิจต้องเป็นกลไกของรัฐ ดังนั้น การกำหนดนโยบายที่จะให้รัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งดำเนินการยังเป็นอำนาจของกระทรวงที่เกี่ยวข้อง หน่วยงานกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจที่ควรจัดตั้งขึ้นใหม่จะต้องพิจารณาผลของการดำเนินนโยบายที่จะเกิดขึ้นต่อรัฐวิสาหกิจแต่ละแห่ง โดยเฉพาะกรณีที่รัฐบาลขอให้รัฐวิสาหกิจดำเนินการเรื่องที่อยู่นอกเหนือพันธกิจหลัก รัฐบาลจะต้องรู้ภาระที่จะเกิดขึ้นกับรัฐวิสาหกิจตั้งแต่ก่อนที่จะดำเนินการ และมีกลไกชดเชยผลกระทบทางการเงินให้แก่รัฐวิสาหกิจ ไม่ใช่ใช้รัฐวิสาหกิจแบบขาดความรับผิดชอบและซ่อนปัญหาไว้ใต้พรมเหมือนกับที่ผ่านมา

เรื่องที่สอง จะต้องยกระดับระบบบรรษัทภิบาลของรัฐวิสาหกิจให้เท่าเทียมหรือเหนือกว่าบริษัทเอกชนชั้นนำของประเทศ ระบบบรรษัทภิบาลที่ดีจะต้องเริ่มจากการแบ่งแยกบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบให้ชัดเจนระหว่างรัฐวิสาหกิจและหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ต้องแบ่งแยกอำนาจหน้าที่ที่ทับซ้อนกัน (ทั้งในระดับหน่วยงาน และระดับข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่เข้ามาเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจ) เพื่อไม่ให้ชี้นิ้วกันไปมา หรือประนีประนอมกันจนไม่เกิดผลอย่างที่คาดหวัง โดยเฉพาะในด้านการกำหนดนโยบาย (policy maker) การกำกับดูแลตรวจสอบรัฐวิสาหกิจ (regulator) บทบาทการเป็นเจ้าของรัฐวิสาหกิจ (owner) และการดำเนินงานของตัวรัฐวิสาหกิจเอง (operator) และที่สำคัญ จะต้องสร้างระบบตรวจสอบการทำหน้าที่ตามความรับผิดชอบแต่ละด้านได้อย่างตรงไปตรงมา

ในปัจจุบัน การดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจถูกกำกับโดยกฎหมายและกฎเกณฑ์หลายฉบับ แต่รัฐวิสาหกิจยังมีปัญหาบรรษัทภิบาลอยู่มาก เราอาจจะต้องเร่งทบทวนกฎหมายต่างๆ ที่มีอยู่ และกำหนดกระบวนการทำงานเกี่ยวกับระบบบรรษัทภิบาลของรัฐวิสาหกิจใหม่ เพื่อแน่ใจว่าการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจเป็นไปตามพันธกิจหลัก มีเป้าหมายที่ชัดเจน โปร่งใส และตรวจสอบได้ รัฐวิสาหกิจต้องเปิดเผยข้อมูลการดำเนินงานอย่างเพียงพอในรูปแบบที่นักวิเคราะห์จะสามารถติดตามได้ คณะกรรมการและผู้บริหารของรัฐวิสาหกิจต้องปราศจากความขัดแย้งทางผลประโยชน์และการทำหน้าที่ทับซ้อน ต้องรับผิดรับชอบต่อการกระทำ และถูกประเมินอย่างเหมาะสมกับสภาวะทางธุรกิจและการแข่งขัน การให้ผลตอบแทนแก่พนักงานรัฐวิสาหกิจจะต้องสอดคล้องกับผลงาน และที่สำคัญ การทำงานของรัฐวิสาหกิจตามนโยบายของรัฐบาลจะต้องมีกรอบที่ชัดเจนทั้งในเรื่องผลสำเร็จที่คาดหวังและต้นทุนการดำเนินงาน

เรื่องที่สาม จะต้องสร้างความสามารถในการแข่งขันอย่างเท่าเทียมกันระหว่างรัฐวิสาหกิจกับผู้ประกอบการเอกชนในกิจการหารายได้ของรัฐวิสาหกิจ โดยเฉพาะรัฐวิสาหกิจที่อยู่ในรูปบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชน การแข่งขันอย่างเท่าเทียมกันเป็นกลไกสำคัญที่จะทำให้รัฐวิสาหกิจหยุดนิ่งไม่ได้ ต้องพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง รัฐวิสาหกิจไม่ควรใช้ความได้เปรียบจากอำนาจรัฐสร้างเกราะป้องกันตัวเองจากการแข่งขันหรือบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของคู่แข่งเอกชน ในปัจจุบันมีหลายเรื่องที่รัฐวิสาหกิจได้เปรียบคู่แข่ง เช่น รัฐบาลให้เงินอุดหนุนแก่รัฐวิสาหกิจ (แทนที่จะให้เงินอุดหนุนแก่ประชาชนกลุ่มเป้าหมาย) ทำให้รัฐวิสาหกิจมีต้นทุนการทำธุรกิจลดลง กฎเกณฑ์การจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานภาครัฐยังคงให้สิทธิ์รัฐวิสาหกิจเป็นพิเศษ พระราชบัญญัติแข่งขันทางการค้าไม่ครอบคลุมรัฐวิสาหกิจที่มีอำนาจเหนือตลาดและทำธุรกิจแข่งกับเอกชน และรัฐวิสาหกิจบางแห่งยังเป็นผู้กำกับดูแลคู่แข่งเอกชนด้วย

ในขณะเดียวกัน มีหลายปัจจัยที่ทำให้รัฐวิสาหกิจแข่งขันกับคู่แข่งเอกชนด้วยความเสียเปรียบ ไม่ว่าจะเป็นการถูกบังคับให้ทำหน้าที่เกินพันธกิจหลักของตนโดยไม่ได้รับการชดเชยอย่างเหมาะสมและทันการณ์ กฎหมายเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างและแรงงานรัฐวิสาหกิจขาดความยืดหยุ่น ไม่สอดคล้องกับสภาวะการแข่งขันและเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจอย่างมีประสิทธิภาพ ถ้าประเด็นเหล่านี้ไม่ได้รับการแก้ไข รัฐวิสาหกิจจะแข่งขันไม่ได้ กลายเป็นภาระของรัฐบาลที่จะต้องดูแลในอนาคต และรัฐวิสาหกิจต้องพยายามหาอำนาจรัฐสร้างเกราะป้องกันการแข่งขันให้ตนเองจนเกิดความบิดเบือนในกลไกตลาด

เรื่องสุดท้าย รัฐบาลต้องกล้าตัดสินใจปรับเปลี่ยนสถานะรัฐวิสาหกิจที่ไม่ควรเป็นรัฐวิสาหกิจอีกต่อไปให้อยู่ในรูปองค์กรอื่นที่เหมาะสมกว่า หรือลดสัดส่วนการถือหุ้นของรัฐบาลลง สำหรับรัฐวิสาหกิจที่มีปัญหาความสามารถในการแข่งขันและปัญหาทางการเงิน รัฐบาลต้องกล้าที่จะผ่าตัดปฏิรูปอย่างเด็ดขาด ไม่เลี้ยงไข้ไว้สร้างปัญหาที่รุนแรงกว่าในระยะยาว รัฐวิสาหกิจที่มีปัญหาไม่ควรได้รับเงินช่วยเหลือหรือถูกมอบหมายให้ดำเนินโครงการใหม่ๆ โดยเฉพาะโครงการลงทุนขนาดใหญ่ จนกว่าจะแน่ใจได้ว่าจะเกิดการปฏิรูปการดำเนินงานอย่างแท้จริง

การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจที่มีปัญหานี้หนีไม่พ้นที่รัฐบาลและคณะกรรมการของรัฐวิสาหกิจต้องกล้าตัดสินใจเรื่องพนักงาน ทั้งในด้านจำนวนที่มักเกินพอดี และคุณภาพของพนักงานที่ไม่สอดคล้องกับสภาวะการแข่งขัน ปัญหาของรัฐวิสาหกิจเป็นปัญหาโครงสร้างที่หมักหมมมานานและมักไม่ใช่ความผิดของพนักงาน ดังนั้น รัฐบาลต้องดูแลพนักงานที่จะได้รับผลกระทบจากการปฏิรูปอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม

ช่วงระยะเวลาหนึ่งปีข้างหน้านี้เป็นโอกาสสำคัญสำหรับการวางโครงสร้างปฏิรูปประเทศไทยในด้านต่างๆ การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจเป็นเรื่องสำคัญมากเรื่องหนี่งที่จะต้องดำเนินการให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เพราะถ้าเรานิ่งเฉยไม่ทำอะไรกันอย่างจริงจังแล้ว รัฐวิสาหกิจมีแนวโน้มที่จะเป็นระเบิดเวลา และเป็นตัวถ่วงการพัฒนาประเทศในหลายด้าน ทั้งความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทย การอยู่ดีกินดีของประชาชน และที่สำคัญ การพัฒนาระบบประชาธิปไตย ให้ก้าวข้ามการคอร์รัปชันและกับดักนโยบายประชานิยม (แบบไร้ความรับผิดชอบ) ไปได้อย่างยั่งยืน

ตีพิมพ์ครั้งแรก: นสพ.หนังสือพิมพ์โพสท์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2558