ปลัดศึกษาฯ ปิดเกมยื้อ-ซื้อเวลา ชี้องค์การค้าคุรุสภาฟ้องคดีอาญา ”สมมาตร์ มีศิลป์” บอร์ด สกสค. ไม่มีอำนาจถอนฟ้อง ส่งศาลฎีกาตัดสิน

ดร สุทธศรี วงษ์สมาน ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ที่มา www.moe.go.th
ดร.สุทธศรี วงษ์สมาน ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
ที่มา: www.moe.go.th

หลังจากที่นายสมมาตร์ มีศิลป์ ผู้อำนวยการองค์การค้าของสำนักงานส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ทำบันทึกข้อความ ส่งถึง ดร.สุทธศรี วงษ์สมาน ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ วันที่ 9 ตุลาคม 2557 เพื่อขอให้ ดร.สุทธศรี ในฐานะเป็นประธานคณะกรรมการ สกสค. นำคดีองค์การค้าของคุรุสภา (ชื่อเดิม) มอบอำนาจอัยการสูงสุดเป็นโจทย์ฟ้องนายสมมาตร์กับพวก 5 คนที่ศาลแขวงพระนครเหนือ ข้อหา “เบียดบังทรัพย์สินขององค์การค้าฯ 250 ล้านบาท มาเป็นของตน” บรรจุวาระการประชุมบอร์ด สกสค. “มีมติถอนฟ้อง” ก่อนที่ศาลฎีกาจะอ่านคำพิพากษาวันที่ 22 ตุลาคม 2557

จากนั้น นายสมมาตร์ให้ทนายความยื่นคำร้องต่อศาลแขวงพระนครเหนือ เพื่อขอให้ศาลเลื่อนวันอ่านคำพิพากษา โดยนำบันทึกข้อความที่นายสมมาตร์ทำถึงปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งคาดว่าบอร์ด สกสค. พิจารณาถอนฟ้องคดีนายสมมาตร์และพวก 5 คนในวันที่ 13 พฤศจิกายน 2557 พร้อมกับใบรับรองแพทย์ยืนยันจำเลยที่ 4 ป่วยเป็นโรคปอดบวม ไม่สามารถเดินทางมารับฟังศาลอ่านคำพิพากษาได้ วันที่ 22 ตุลาคม 2557 ศาลแขวงพระนครเหนือจึงตัดสินเลื่อนอ่านคำพิพากษาออกไปเป็นวันที่ 24 ธันวาคม 2557

พอถึงวันที่ศาลนัดอ่านคำพิพากษา ปรากฏว่านายสมมาตร์ให้ทนายความยื่นคำร้องต่อศาลอีกครั้ง โดยอ้างเหตุผลว่าคดียังอยู่ระหว่างการเจรจาไกล่เกลี่ยกับบอร์ด สกสค. ศาลฎีกาจึงมีคำสั่งให้เลื่อนอ่านคำพิพากษาออกไปเป็นวันที่ 29 เมษายน 2558

ระหว่างรอศาลฎีกาอ่านคำพิพากษา องค์การค้าของ สกสค. พยายามบรรจุถอนฟ้องคดีนายสมมาตร์เข้าเข้าวาระประชุมคณะกรรมการ โดยทำหนังสือถึงปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ขอให้เปิดประชุมคณะกรรมการ สกสค. นัดพิเศษ บังเอิญปลัดกระทรวงศึกษาธิการติดราชการด่วน จึงมอบหมายนายกมล ศิริบรรณ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการไปประชุมแทน โดยการประชุมนัดพิเศษครั้งนี้ องค์การค้าของ สกสค. เสนอเรื่องขอถอนฟ้องเป็นวาระจร นายกมลเห็นว่าประเด็นนี้เป็นเรื่องใหญ่ ตนไม่เคยทราบความเป็นมาของคดีนี้มาก่อน โดยหลักการแล้วควรนำเรื่องบรรจุเข้าเป็นวาระการประชุมปกติ และส่งข้อมูลคดีให้คณะกรรมการ สกสค. พิจารณาล่วงหน้าก่อนการประชุม เจ้าหน้าที่องค์การค้าของ สกสค. จึงเก็บเอกสารขอถอนฟ้องคดี

วันที่ 18 พฤศจิกายน 2557 องค์การค้าของ สกสค. บรรจุเรื่องขอถอนฟ้องคดีเข้าที่ประชุมคณะกรรมการ สกสค. อีกครั้ง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการไม่ว่าง ต้องไปประชุมกับ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. จึงมอบหมายให้นายกมลทำหน้าที่ประธานที่ประชุมคณะกรรมการ สกสค. ครั้งนี้คณะกรรมการ สกสค. แต่งตั้งนายถวิล น้อยเขียว กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สกสค. เป็นประธานคณะทำงานศึกษาความเป็นมาคดีนายสมมาตร์ พร้อมเสนอแนะแนวทางแก้ไขให้ที่ประชุมคณะกรรมการ สกสค. ครั้งต่อไป (คลิ๊กที่ภาพเพื่อขยาย)

ปลัดกระทรวงศึกษาฯปิดเ

วันที่ 8 มกราคม 2558 องค์การค้าของ สกสค. นำเสนอเรื่องขอไกล่เกลี่ยคดีหรือถอนฟ้องเข้าที่ประชุมคณะกรรมการ สกสค. อีกครั้ง โดยครั้งนี้ ดร.สุทธศรีเป็นประธานที่ประชุม

ภายหลังการหารือ ดร.สุทธศรีเปิดแผยว่า กรณีองค์การค้าของคุรุสภาฟ้องร้องนายสมมาตร์และพวกรวม 5 คน มีทั้งหมด 10 คดี เป็นคดีความกันมา 10 กว่าปี คณะกรรมการ สกสค. ชุดปัจจุบันไม่เคยทราบเรื่องมาก่อน เป็นเรื่องของคณะกรรมการชุดก่อน ขณะที่ฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการ สกสค. ก็ไม่ได้จัดทำรายละเอียดของแต่ละคดีส่งให้ที่ประชุมคณะกรรมการของ สกสค. พิจารณา แต่เพื่อประโชน์ของทางราชการ เนื่องจากนายสมมาตร์ฟ้องกลับคณะกรรมการ สกสค. ตนจึงแต่งตั้งคณะกรรมการกลางชุดใหม่ขึ้นมาศึกษาประวัติความเป็นมาของคดีความต่างๆ อย่างละเอียด เพื่อเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการพิจารณา

“การประชุมคณะกรรมการ สกสค. ครั้งนี้ ที่ประชุมจึงไม่ได้มีการพิจารณาประเด็นยกฟ้อง เพราะไม่ทราบรายละเอียดของทั้ง 10 คดี และที่สำคัญคณะกรรมการ สกสค. ชุดใหม่ไม่มีอำนาจไปถอนคดีความที่กำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาในชั้นศาลฎีกา ในหลักการแล้วควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของศาลเป็นผู้พิจารณาคดี คณะกรรมการของ สกสค. ไม่ใช่ศาลจะไปยกฟ้องได้อย่างไร” ดร.สุทธศรีกล่าว

ส่วนกรณีสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) มีหนังสือให้คณะกรรมการ สกสค. ทวงเงินค่าตอนแทนหรือค่าเบี้ยเลี้ยงต่างๆ จากอดีตรักษาการผู้อำนวยการองค์การค้าของ สกสค. คืน เนื่องจากที่ไม่มีสิทธิเบิก ดร.สุทธศรีกล่าวต่อว่า ประเด็นนี้ไม่เกี่ยวกับนายสมมาตร์ มีศิลป์ กรณีนี้ สตง. ให้ทวงเงินอดีตข้าราชการระดับสูงที่กระทรวงศึกษาธิการส่งไปทำหน้าที่รักษาการผู้อำนวยการองค์การค้าของ สกสค. โดย สตง. มองว่าข้าราชการระดับสูงที่กระทรวงศึกษาธิการส่งไปนั่งรักษาการเป็นทั้งผู้บังคับบัญชาและกำกับดูแลองค์การค้าของ สกสค. โดยตรง จึงไม่มีสิทธิเบิกค่าตอบแทนหรือค่าเบี้ยเลี้ยง จึงขอให้คณะกรรมการ สกสค. ทวงเงินคืน สุดท้ายขอยืนยันว่า การประชุมครั้งนี้ คณะกรรมการไม่ได้มีมติให้ตั้งกรรมการสอบนายสมมาตร์แต่อย่างใด