สู้โกง ด้วยพลังความเห็นแก่ตัว

หางกระดิกหมา

ในประเทศไทย เวลาเราพูดกันถึงเรื่องการโกงกิน การคอร์รัปชัน เรามักนึกไปถึงเรื่องของคุณธรรม จริยธรรม นึกถึงเรื่องของความรู้สึกผิดชอบชั่วดีเป็นหลัก การออกแบบรณรงค์เพื่อปราบปรามป้องกันต่างๆ ก็เลยมุ่งเน้นอยู่ที่การปลูกฝังด้านนี้กัน พยายามปลุกเร้าเรื่องความดี ความชั่ว พยายามชักจูงให้คนมีคุณธรรม ให้คนชั่วกลับใจ ให้คนดีไม่คบค้าคนผิด วนเวียนกันอยู่อย่างนี้ แล้วดูเหมือนการต่อสู้เช่นนี้จะไม่ได้ผลสักเท่าไหร่ เพราะดัชนีชี้วัดเราย่ำแย่ลงทุกทีๆ จากเคยอยู่อันดับ 60 เมื่อปี 2539 กลับไหลทะรูดสาละวันเตี้ยลง จนมาอยู่อันดับที่ 102 ในปัจจุบัน

พอการรณรงค์ทำท่าจะไม่ได้ผล ก็เลยหันไปทุ่มเทความหวังกับเยาวชนคนรุ่นใหม่ ผลิตโครงการต่างๆ ออกมาอบรมชักชวนให้น้องๆ หนูๆ เป็นคนดี เช่น “โตไปไม่โกง” “2020 เยาวชนไทยไร้คอร์รัปชัน” “เยาวชนไทยหัวใจสีขาว” “บัณฑิตไทยไม่โกง” ฯลฯ ซึ่งแม้จะทำได้ง่าย เพราะเด็กไม่มีพิษสงเหมือนผู้ใหญ่ แต่จะเป็นผลมากน้อยก็ยังไม่ทราบได้ เพราะกว่าจะวัดผลได้จริงจังก็ต้องรอไปอีกเป็นสิบปี ยี่สิบปี ระหว่างนี้ก็อาจเป็นได้แต่เพียงความหวังที่เราใช้ประโลมใจสำหรับความล้มเหลวเฉพาะหน้าเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม โชคดีที่นอกจากการฝากความหวังในธรรมชาติเบื้องสูงของมนุษย์ในระยะยาวอย่างนี้แล้ว เรายังมีงานที่สามารถทำได้เลยโดยอาศัยสิ่งที่เป็นธรรมชาติพื้นฐานของมนุษย์อย่างเช่น “ความเห็นแก่ตัว” นี่แหละ มาเป็นเครื่องมือ เป็นอาวุธสำคัญที่จะต่อสู้กับภัยคอร์รัปชันที่มันกัดกร่อนกินคนส่วนใหญ่ของประเทศกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันอีกด้วย

จะว่าไป คนที่เกี่ยวข้องได้ประโยชน์จากคอร์รัปชันนั้นมันมีอยู่แค่หยิบมือเดียว ประมาณได้ไม่กี่หมื่นกี่แสนคน เทียบเป็นร้อยละก็ไม่ถึงหนึ่งเปอร์เซ็นต์ จึงเป็นเรื่องที่น่าฉงนที่ว่า ทำไมคนร้อยละเก้าสิบเก้าในประเทศนี้จึงยอมให้ “คนโกง” ทั้งหลายเหล่านั้นกอบโกยอย่างไม่ถูกต้อง อย่างไม่บันยะบันยัง จนสร้างความเสียหายได้มหาศาลกันถึงเพียงนี้

จะเป็นด้วยความไม่รู้เท่าทัน ความเห็นแก่เศษอามิสเล็กน้อยที่เขาแบ่งปันโยนมาให้ หรือจะเป็นวัฒนธรรมพุทธครึ่งๆ กลางๆ ที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตาทำดีโดยปัจเจก และเพิกเฉยต่อความชั่วก็แล้วแต่ สิ่งเหล่านี้ได้สร้างความฮึกเหิมลำพองแก่เหล่าทรชนคนโกง ไม่ให้ฉุกสำนึกถึงความผิดบาปใดๆ ด้วยว่ายังได้รับความนับหน้าถือตาในวงสังคมทั่วไป ขอเพียงให้อุดมโภคทรัพย์แต่อย่างเดียวก็พอที่จะกลบความผิดชั่วทุกอย่างลงไปได้ โดยเฉพาะในเมื่อกระบวนการยุติธรรมที่มีอยู่แทบจะไม่เคยเอาผิดใครได้เลย

ดังที่ริชาร์ด พอสเนอร์ ปราชญ์อเมริกัน เคยกล่าวไว้ว่า “โลกทุกวันนี้ ได้บทพิสูจน์แล้วว่า พลังความเห็นแก่ตัวนั้น มีพลัง มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล สูงกว่าพลังความเห็นแก่สังคม เห็นแก่ส่วนรวมมากนัก” หรือที่มิลตัน ฟรีดแมน นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล เจ้าพ่อแห่งเสรีนิยม ระบุว่า “ไม่มีระบบไหนในโลกที่ไม่ได้ดำเนินไปบนความเห็นแก่ตัว” ประเด็นจึงอยู่ที่ว่า จะออกแบบระบบ ออกกฎกติกาอย่างไร ที่จะทำให้ความเห็นแก่ตัวของปัจเจกไม่สามารถเอารัดเอาเปรียบคนอื่น สังคม หรือแม้แต่สิ่งแวดล้อม เหนือไปกว่านั้น จะออกแบบอย่างไรให้ความเห็นแก่ตัวของแต่ละคนมารวมกันแล้ว สามารถสร้างพลังทวี ก่อประสิทธิผลเพิ่มมาแบ่งปันกัน และช่วยกันต่อสู้กับสิ่งที่ไม่ถูกไม่ต้องอย่างเช่นคอร์รัปชันร่วมกันได้

ที่มาภาพ : http://www.chiangmainews.co.th/page/wp-content/uploads/896.jpg96.jpg
ที่มาภาพ : http://www.chiangmainews.co.th/page/wp-content/uploads/896.jpg96.jpg

ถึงเวลาหรือยังที่พวกเราจะลุกขึ้นมาร่วมมือกัน ต่อสู้กับภัยคอร์รัปชันร่วมกันอย่างไม่เพิกเฉย สู้เพื่อพวกเราเอง สู้ด้วยการเรียกร้องว่าพวกเราก็มีสิทธิ์ที่จะ “เห็นแก่ตัว” ได้ เพราะเมื่อพวกเขาร่วมกันปล้นชิงเราไป เราทุกคนคือผู้เสียหาย

การ “ไม่โกง” เท่านั้นไม่เพียงพอ เราต้อง “ไม่ยอมให้ใครโกง” ด้วย จึงจะประสบความสำเร็จ พูดอีกอย่างคือการทำดีโดยปัจเจก “การเข้าวัดถือศีล” ไม่เพียงพอ ทุกคนต้องลุกขึ้นมาร่วมมือกัน “ไล่ผีปราบมาร” สังคมจึงจะสะอาดขึ้น (อย่างพวกผม ขอสารภาพเลยว่า ที่ลุกขึ้นมาต่อสู้กับคอร์รัปชันนี่หาได้เป็นเพราะมีจิตสาธารณะ แต่เป็นเพราะความเห็นแก่ตัวแท้ๆ เนื่องด้วยอยากใช้ชีวิตในประเทศ ในสังคมที่มีความเจริญ มีความเป็นธรรม ไม่แตกแยก มีความสงบสุข ในขณะที่ภัยคอร์รัปชันกลับกำลังทำลายสิ่งดีๆ เหล่านี้ลงไปอย่างยับเยิน)

ในระบบสังคมอุปถัมภ์แบบไทยๆ ที่ทุกคนหวังพึ่งผู้นำ ผู้ปกครอง เมื่อมีอะไรที่ไม่ดีเกิดขึ้น เรามักโทษผู้นำ โทษผู้ใหญ่ แล้วก็ตะโกนเรียกหาคนดีคนเก่ง พอเวลาผ่านไปก็มักจะผิดหวัง แล้วก็เพรียกหาคนใหม่อยู่ โดยละเลยที่จะสร้างระบบที่ดี ที่รัดกุม ที่สามารถควบคุมไม่ให้สิ่งเลวร้ายเกิดขึ้นได้ ดังนั้นขอเสนอว่า ในเมื่อระบบใดๆ ก็ไม่สามารถป้องกันความโลภของคนโกงได้ผลจริงจัง นอกจากเจ้าของประเทศ พวกเรา “ผู้เห็นแก่ตัว” ทั้งหลาย จะต้องร่วมมือร่วมใจ ไม่ละเลยที่จะติดตามตรวจสอบอยู่ตลอดไป จะต้องช่วยกันสร้าง “องค์ประกอบ” ต่างๆ ที่ครบถ้วน จะต้องกระตือรือร้นช่วยให้องค์ประกอบต่างๆ ทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ อย่าวางเฉยธุระไม่ใช่ หวังพึ่งแต่คนอื่นอยู่ร่ำไป ลองถามตัวเองบ่อยๆ ว่าเราได้ทำเท่าที่ทำได้และควรทำแล้วหรือยัง ที่จะร่วมกันขจัดภัยคอร์รัปชันนี้

ระบบที่ดีย่อมยั่งยืนกว่ากระบวนการสรรหาคนดีแต่อย่างเดียวมากนัก ระบบที่ดีจะบังคับคนไม่ดีไม่ให้ทำชั่วได้ และจะทำให้คนชั่วไม่อยากเข้ามา ระบบที่ดีจะสร้างแรงจูงใจให้คนดีได้รับผลตอบแทนที่ดีและเป็นธรรม ในขณะที่ภายใต้ระบบ “ไร้คุณธรรม” คนดีไม่มีทางจะได้ผุดเกิด

คอลัมน์ “โกงกินสิ้นชาติ” ที่มีมาต่อเนื่องทุกวันจันทร์กว่าเก้าสิบสัปดาห์นี้ ก็มีวัตถุประสงค์เพียงแค่จะนำเสนอเรื่องราวของ “คอร์รัปชัน” อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ นอกเหนือไปจากเรื่องของศีลธรรมจรรยา พยายามวิเคราะห์ปัจจัยต่างๆ อย่างรอบด้าน รวมทั้งเสนอแนะมาตรการต่างๆ ที่หวังจะให้เป็นองค์ประกอบของ “ระบบที่ดี” โดยมีจุดมุ่งหมายให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากกับดักชั่วร้ายนี้

แต่นั่นจะเป็นไปได้ก็เมื่อพวกเราร่วมกัน “ไม่ยอมให้ใครโกง” ร่วมมือกัน “ไล่ผีปราบมาร” จนสำเร็จ ด้วย “พลังความเห็นแก่ตัว” ของพวกเราเองทุกคนเท่านั้น

หมายเหตุ: เนื่องด้วยภารกิจรัดตัวทั้งงานราษฎร์งานหลวง “หางกระดิกหมา” จะขอพักการเขียน คอลัมน์ “โกงกินสิ้นชาติ” นี้ไว้ชั่วคราว ขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามตลอดมา จนกว่าจะพบกันใหม่

ตีพิมพ์ครั้งแรก: คอลัมน์โกงกินสิ้นชาติ นสพ.โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันจันทร์ที่ 17 พฤศจิกายน 2557