ประเด็นฮอตรอบสัปดาห์ “กทค. ไม่พอใจกรณีดีแทคเผย คสช. สั่งปิดเฟซบุ๊กจริง” – “เดอะการ์เดียนเปิดโปงการค้าแรงงานทาสในไทย-ห้างคาร์ฟูร์ระงับการสั่งซื้อกุ้งจากซีพีทันที”

14 มิถุนายน 2014

ประเด็นฮอตรอบสัปดาห์ ระหว่างวันที่ 8-14 มิถุนายน 2557
– คสช. สั่งยกเลิกบินฟรีบอร์ดการบินไทย – ระบุแค่กดไลก์ก็มีความผิด
– กทค. ไม่พอใจกรณีดีแทคเผย คสช. สั่งปิดเฟซบุ๊กจริง
– ศาลตัดสินอาร์เอสชนะคดี – แฟนบอลเฮ ได้ดูบอลโลกฟรี
– เดอะการ์เดียนเปิดโปงการค้าแรงงานทาสในไทย-ห้างคาร์ฟูร์ระงับการสั่งซื้อกุ้งจากซีพีทันที

คสช. สั่งยกเลิกบินฟรีบอร์ดการบินไทย – ระบุแค่กดไลก์ก็มีความผิด

ที่มาภาพ : https://farm4.staticflickr.com/3911/14372189022_77c8520846.jpg

ที่มาภาพ : https://farm4.staticflickr.com/3911/14372189022_77c8520846.jpg

หลังการประชุมใหญ่ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. เพื่อขับเคลื่อนราชการแผ่นดิน ครั้งที่ 1 ประจำปี 2557 นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ได้มอบหมายฝ่ายเศรษฐกิจพิจารณาทบทวนสิทธิประโยชน์ของหลายหลายบริษัท เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายภาครัฐ โดยเริ่มจากตัดสิทธิการขึ้นเครื่องบินฟรี ของคณะกรรมการบริษัทการบินไทยเป็นอันดับแรก

พร้อมกันนี้ คสช. ได้เห็นชอบปฏิทินงบประมาณประจำปี 2558 โดยสำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย และ คสช. จะพิจารณากรอบวงเงินและโครงสร้างงบประมาณ ภายในวันที่ 2-12 มิถุนายน หลังจากนั้นจะเข้าสู่ขั้นตอนการจัดทำงบประมาณ และนำเสนอต่อฝ่ายนิติบัญญัติภายในวันที่ 29 กรกฏาคม ก่อนนำร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2558 ทูลเกล้าฯ ได้ภายในวันที่ 15 กันยายนนี้

คสช. ยังเห็นชอบโอนย้ายนายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม ไปเป็นที่ปรึกษาประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โดยตั้งนายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม รักษาการแทน

นายอำพนกล่าวว่า หัวหน้า คสช. จะปรับมาใช้ กลไกงานราชการเป็นหลัก ยึดโยงการทำงาน คล้ายการประชุม ครม. โดยมีตนเอง และเลขา คสช. ทำหน้าที่ร่วมกัน มีสำนักงบประมาณและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตาม คสช. แต่งตั้งเข้าร่วมประชุม และหัวหน้า คสช. ได้ให้หัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจไปพิจารณาดำเนินการตัดสิทธิประโยชน์ที่ไม่เป็นผลตอบแทนและเงินปันผลออก เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายภาครัฐของรัฐวิสาหกิจ โดยเริ่มจากบริษัทการบินไทยเป็นอันดับแรก เช่น ตัดสิทธิการขึ้นเครื่องบินฟรีของคณะกรรมการ

ส่วนประเด็นการใช้สัญลักษณ์ต่างๆ ของผู้ชุมนุมที่ไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารนั้น พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รองผู้บัญชาการศึกษา ช่วยราชการกองบัญชาการตำรวจนครบาล ระบุ การกินแซนด์วิซที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ต้องแยกแยะส่วนนี้ว่ากฎหมายห้ามชุมนุมทางการเมือง หากไปกินกาแฟคงไม่ใช้แต่มีเจตนาร่วมกันในการแสดงออกถึงการต่อต้าน เช่น อาจไม่ยกมือ แต่ปิดปากเฉย ๆ ทำเหมือนกันหมดเลย สื่อให้เห็นว่าการปิดปากก็เป็นการต่อต้านถือเป็นการชุมนุมทางการเมือง ส่วนแซนด์วิซนั้นยังก้ำกึ่งอยู่ แต่ทราบว่ามีการอ่านแถลงการณ์ประกอบด้วยแสดงว่ามีเจตนาร่วมกัน

โดยกำลังตรวจสอบแถลงการณ์ว่าเข้าข่ายต่อต้านหรือไม่ หากอ่านแล้วเป็นการต่อต้านก็จะออกหมายจับ แต่หากไม่เข้าข่าย ก็จะส่งรายชื่อผู้ที่ร่วมอ่านแถลงการณ์ให้เจ้าหน้าที่ทหารดำเนินการต่อไป อย่างไรก็ตาม การกินแซนด์วิซตอนนี้ เริ่มจะเข้าข่ายมีความผิดเหมือนการชู 3 นิ้วแล้ว ส่วนการดำเนินคดีกับกลุ่มผู้ชุมนุมต่อต้าน คสช. เมื่อ 8 มิ.ย. ตำรวจสามารถบันทึกภาพผู้แสดงสัญลักษณ์ชูสามนิ้วต่อต้านได้ทั้งหมด 7 คน และชัดเจนพอที่จะขออนุมัติศาลออกหมายจับ

และสำหรับการโพสต์ข้อความเชิญชวนให้ต่อต้าน คสช. ถือว่ามีความผิดแน่นอน เพราะเป็นการชวนคนให้มาชุมนุม หรือการแสดงความชื่นชอบด้วยการกดไลก์ถือว่ามีความผิดเช่นกัน เพราะเป็นการกระจายข่าวโดยคอมพิวเตอร์แม้ว่าจะไม่ได้เป็นผู้เขียนขึ้นเองตาม

กทค. ไม่พอใจกรณีดีแทคเผย คสช. สั่งปิดเฟซบุ๊กจริง

ทูตอังกฤษ โพสต์ปิดเฟซบุ๊ก

เว็บไซต์อิระวดีรายงานโดยอ้างเว็บไซต์ Aftenpostenซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ภาษานอร์เวย์ เสนอการให้สัมภาษณ์ของ ทอร์ ออดแลนด์ หัวหน้าฝ่ายสื่อสารของเทเลนอร์ เอเชีย ยอมรับว่าเมื่อวันที่ 28 พ.ค. เทเลนอร์ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของดีแทคได้รับคำสั่งจากรัฐบาลทหารให้ปิดกั้นการเข้าถึงเฟซบุ๊กในประเทศไทยเป็นเวลา 1 ชั่วโมง ซึ่งอาจส่งผลกระทบกับผู้ใช้งานเฟซบุ๊กราว 10 ล้านราย

ก่อนหน้านี้ เว็บไซต์ thenextweb.com เผยแพร่ส่วนหนึ่งของแถลงการณ์จากเทเลนอร์ (Telenor Asia) ในวันที่ 28 พ.ค. ยอมรับว่าดีแทคได้รับหนังสือบอกกล่าวจากคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เมื่อเวลาประมาณ 15.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นให้ปิดกั้นการเข้าถึงเฟซบุ๊กในประเทศไทยเป็นการชั่วคราว

หัวหน้าฝ่ายสื่อสารของเทเลนอร์กล่าวด้วยว่า การทำตามคำสั่งของรัฐบาลทหารนั้นเป็นภาวะที่ยากลำบากของบริษัท เพราะต้องยอมทำตามเนื่องจากเป็นบริษัทที่ได้รับใบอนุญาต ขณะเดียวกันเทเลนอร์ก็ตระหนักถึงหลักการขององค์กรสหประชาชาติที่ว่าด้วยการทำธุรกิจและสิทธิมนุษยชนด้วย

โดยหนังสือพิมพ์ Aftenposten ระบุในรายงานว่า Access ซึ่งเป็นกลุ่มรณรงค์การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารในสหรัฐอเมริกา ชี้ว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการละเมิดสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและเสรีภาพในการสื่อสารของประชาชนไทย

หลังจากที่เทเลนอร์ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของดีแทคออกมาระบุว่าได้รับการร้องขอจาก กสทช. ให้ปิดกั้นการเข้าเฟซบุ๊ก ทางคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) ของ กสทช. ออกมาระบุว่าเตรียมเข้มงวดกับผู้ให้บริการโทรคมนาคม โดยเฉพาะในรายที่สงสัยว่าจะเป็นการครอบงำกิจการจากต่างชาติ ซึ่งหากมีการตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นความจริง บริษัทดังกล่าวจะไม่สามารถเข้าร่วมการประมูลคลื่นความถี่ 1800 MHz และ 900 MHz (ที่เอาไว้ใช้ทำ 4G/LTE) ได้

หนังสือพิมพ์แนวหน้ารายงานว่า กทค. มองว่าการให้ข่าวของเทเลนอร์/ดีแทคต่อประเด็นการปิดกั้นดังกล่าวเป็นสิ่งที่ไม่สมควร และได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนกรณีการถือหุ้นของดีแทคแล้ว ส่วนด้านหนังสือพิมพ์ไทยรัฐระบุว่า พ.อ. เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ รองประธาน กสทช. ออกมาปฏิเสธว่า คำสั่งปิดกั้นเฟซบุ๊กนั้นไม่เป็นความจริงแต่ประการใด และคำสั่งการตรวจสอบการถือหุ้นดังกล่าวก็จะครอบคลุมไปถึงผู้ให้บริการรายอื่นๆ อย่างเช่นเอไอเอสและทรูด้วยเช่นกัน

โดยการตรวจสอบอย่างเข้มงวดสำหรับการถือหุ้นของต่างชาตินั้น นอกจากการป้องกันไม่ให้เกิดการครอบงำและมีอำนาจในการบริหารจัดการของนักลงทุนต่างชาติแล้ว ยังเพื่อความมั่นคงในระบบโทรคมนาคมของประเทศด้วย เพราะการติดต่อสื่อสารโทรคมนาคมถือเป็นหัวใจของการรักษาความมั่นคงภายในประเทศ หากยอมให้ต่างด้าวโดยเฉพาะทุนที่มีหน่วยงานของรัฐต่างชาติสนับสนุน อาจมีความเสี่ยงในการกำกับดูแลได้ ในปัจจุบันผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่รายต่างๆ ของไทย ส่วนมากมักจะมีการถือครองส่วนหนึ่งโดยทุนต่างชาติ เช่น เอไอเอสที่ถือครองโดย SingTel, ดีแทคที่ถือครองโดยเทเลนอร์ และล่าสุดสำหรับกลุ่มทรูที่เตรียมจะขายหุ้นเพิ่มทุนให้กับ China Mobile ตามมติของคณะกรรมการเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

ศาลตัดสินอาณ์เอสชนะคดี-แฟนลูกหนังเฮได้ดูบอลโลกฟรี

ที่มาภาพ :  http://www.villagepourhouse.com/wp-content/uploads/sites/2/2014/05/2014-Fifa-World-Cup-final-draw.jpg

ที่มาภาพ : http://www.villagepourhouse.com/wp-content/uploads/sites/2/2014/05/2014-Fifa-World-Cup-final-draw.jpg

จากการฟ้องร้อง กสทช. ของบริษัทอาร์เอส เรื่องการซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกที่ผ่านมา ศาลปกครองได้ตัดสินคดีพิพาทระหว่าง บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) และ กสทช. ที่อาร์เอสฟ้องขอให้เพิกถอนประกาศของ กสทช. ซึ่งบังคับใช้ให้อาร์เอสในฐานะผู้ถือลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2014 ถ่ายทอดครบ 64 คู่ผ่านฟรีทีวี แต่ทางด้านอาร์เอสต้องการถ่ายทอดสดเพียง 22 คู่เท่านั้น ศาลปกครองได้ตัดสินให้อาร์เอสชนะคดี โดยให้เหตุผลว่าบริษัทอาร์เอสฯ มีสิทธิ์เผยแพร่ภาพการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย 22 นัด เนื่องจากคำประกาศของ กสทช. ออกมาหลังจากที่บริษัทอาร์เอสฯ และการประกาศนั้นคุ้มครองเฉพาะการเผยแพร่ภาพการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย ปี 2014 ของบริษัทอาร์เอสฯ เท่านั้น

วงเงินที่บริษัท อาร์เอส อินเตอร์เนชั่นแนล บรอดคาสติ้ง แอนด์ สปอร์ต แมเนจเมนท์ จำกัด เจ้าของลิขสิทธิ์การถ่ายทอดฟุตบอลโลก 2014 นำเสนอค่าเสียโอกาสในการนำการถ่ายทอดฟุตบอลโลกมาเผยแพร่เป็นการทั่วไปบนฟรีทีวีทุกแพลทฟอร์ม อันประกอบด้วย ค่าเสียโอกาสในการจำหน่าย Set Top Box ค่าลิขสิทธิ์ True Vision และรายได้ของตัวแทนจำหน่าย เป็นวงเงินรวม 766.515 ล้านบาท ซึ่งสำนักงานฯ ได้นำมาประเมินความเหมาะสมในทุกด้านเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณา

ที่ประชุม กทปส. หรือ กองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ ได้พิจารณาและให้ความเห็นชอบกรอบวงเงินงบประมาณจำนวนไม่เกิน 492.481 ล้านบาท ซึ่งเป็นวงเงินที่ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม เพื่อใช้ในการสนับสนุนให้ประชาชนได้ดูบอลโลกฟรี ทั้งนี้โดยเป็นไปตาม พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ พ.ศ. 2553 มาตรา 53 (5) เงินค่าปรับทางปกครองที่ปรับตาม พ.ร.บ.องค์กรฯ 53 และตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ และตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบกิจการโทรคมนาคม และ (7) เงินทรัพย์สินที่ได้รับโอนมาตามมาตรา 91 คือเงินและทรัพย์สินจากกองทุนพัฒนากิจกรโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะเดิม และให้ตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงาน เพื่อศึกษาและเจรจาจำนวนเงินที่เหมาะสมในการสนับสนุนดังกล่าว โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของรัฐ

ที่ประชุม กสทช. ได้มีมติเห็นชอบตามที่คณะกรรมการบริหารกองทุน กทปส. เสนอ แต่มีความเห็นให้ปรับลดกรอบวงเงินลงเหลือจำนวนไม่เกิน 427.015 ล้านบาท ซึ่งเป็นวงเงินที่ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม จากเงินกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะเป็นวงเงินในการเจรจากับบริษัท อาร์เอส อินเตอร์เนชั่นแนล บรอดคาสติ้ง แอนด์ สปอร์ต แมเนจเมนท์ จำกัด เพื่อส่งเสริมให้มีการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2014 ทั้ง 64 นัด ผ่านฟรีทีวีทุกแพลตฟอร์ม ทั้งระบบโทรทัศน์ภาคพื้นดินหรือฟรีทีวีปกติ ระบบเคเบิล และผ่านดาวเทียม เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการด้านกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม อย่างทั่วถึง เพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิของคนพิการ ผู้มีรายได้น้อย และคนด้อยโอกาสให้เข้าถึงหรือรับรู้และใช้ประโยชน์จากรายการของกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ได้อย่างเสมอภาคกับบุคคลทั่วไป ให้ได้รับชมฟุตบอลโลกผ่านฟรีทีวีทั้ง 64 นัด

อีกทั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงานศึกษาและเจรจาจำนวนเงินที่เหมาะสมในการสนับสนุนดังกล่าวให้มีบุคคลภายนอกร่วมด้วย อาทิ ผู้แทนกระทรวงการคลัง ผู้แทนกระทรวงพาณิชย์ ผู้แทนสำนักงบประมาณ เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อให้มีความเหมาะสมกับต้นทุนที่แท้จริงและเหมาะสมเพื่อเป็นการรักษาผลประโยชน์

โดยสรุปแล้วการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2014 ช่อง 5 ถ่ายทั้งหมด 38 นัด, ช่อง 7 ฉาย 29 นัด และ ช่อง 8 ฉาย 56 นัด ตามลำดับ ขณะเดียวกัน อาร์เอสประกาศพร้อมเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการซื้อกล่อง หากผู้ซื้อกล่องบอลโลกหรือเติมเงินไปแล้ว ไม่ต้องการใช้บริการ ยินดีเยียวยาตามความเหมาะสมบนมูลค่าของช่องเวิลด์คัพ รายละเอียดการเยียวยาจะแจ้งบนเว็บไซต์ในเร็วๆ นี้

เดอะการ์เดียนเปิดโปงการค้าแรงงานทาสในไทย-ห้างคาร์ฟูร์ระงับการสั่งซื้อกุ้งจากซีพีทันที

ที่มาภาพ : http://www.theguardian.com/global-development/2014/jun/11/us-blacklist-thailand-prawn-trade-slavery-revelations

ที่มาภาพ: http://www.theguardian.com/global-development/2014/jun/11/us-blacklist-thailand-prawn-trade-slavery-revelations

สำนักข่าวเดอะการ์เดียนของอังกฤษ รายงานเปิดโปงชะตากรรมของแรงงานทาสจากอาเซียนที่ต้องมาทำงานบนเรือประมงของไทย เพื่อจับกุ้งป้อนส่งตามซูเปอร์มาร์เกตชั้นนำในสหรัฐฯ และอังกฤษ โดยระบุว่า เรือประมงเถื่อนของไทยใช้แรงงานต่างด้าวเยี่ยงทาส โหดร้ายทารุณ แม้กระทั่งโดนฆ่าทิ้ง ในกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการส่งกุ้งไปจำหน่ายทั่วโลก

เดอะการ์เดียนเปิดเผยว่า จากการสืบหาข่าวเกี่ยวกับการใช้แรงงานทาสในช่วง 6 เดือน พบว่า มีผู้ชายเป็นจำนวนมากถูกซื้อและขายเยี่ยงสัตว์ อีกทั้งยังถูกควบคุมไว้บนเรือประมงนอกชายฝั่งของไทย เพื่อจับกุ้งส่งไปยังซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำทั่วโลก โดยเฉพาะห้างค้าปลีกชื่อดังยักษ์ใหญ่ อย่างวอลมาร์ต คาร์ฟูร์ คอสต์โก้ และเทสโก้

พร้อมกันนั้น เดอะการ์เดียนยังรายงานด้วยว่า แรงงานต่างด้าวบนเรือประมงของไทยต้องทำงานหนักถึงวันละ 20 ชั่วโมง ซึ่งพวกเขาโดนทุบตีและทรมานเป็นประจำ จนถึงขั้นถูกฆ่าทิ้ง โดยมีแรงงานบางคนต้องอยู่บนเรือในทะเลนานหลายปี, มีบางคนโดนล่อให้ทำงานต่อไปด้วยการให้ยาบ้า อีกทั้งมีบางคนเห็นเพื่อนแรงงานด้วยกันถูกสังหารต่อหน้าต่อตา

หนังสือพิมพ์ของอังกฤษเปิดโปงต่อไปว่า มีคนงานต่างด้าว 15 คน จากพม่าและกัมพูชาเล่าว่า พวกเขาถูกใช้งานเยี่ยงทาสกันอย่างไร รวมถึงยังบอกว่าพวกเขาต้องจ่ายเงินค่านายหน้าเพ่ือช่วยในการหางานตามโรงงานในประเทศไทย หรือไม่ก็ทำงานด้านก่อสร้าง แต่สุดท้ายพวกเขากลับถูกขายให้กับบรรดาเจ้าของเรือประมง ซึ่งมีบางครั้งถูกขายด้วยค่าตัวเพียงแค่ 250 ปอนด์หรือประมาณ 14,000 บาทเท่านั้น

จากรายงานตีแผ่ปัญหาการใช้แรงงานทาสข้ามชาติและการค้ามนุษย์ในอุตสาหกรรมประมงของบริษัทขนาดใหญ่อย่างซีพีฟู้ด หนึ่งในเครือซีพีกรุ๊ป ที่รับซื้อปลาเป็ดในราคาถูกมาเป็นส่วนประกอบของอาหารสัตว์ที่ใช้เลี้ยงกุ้งส่งขายซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ทั่วโลก ล่าสุด คาร์ฟูร์ เชนซูเปอร์มาร์เก็ตยักษ์ใหญ่ในฝรั่งเศส ตัดสินใจหยุดสั่งซื้อกุ้งจากซีพีฟู้ดแล้ว

คาร์ฟูร์ถือเป็น 1 ใน 4 ยักษ์ใหญ่ค้าปลีกของโลก ได้ประกาศระงับการสั่งซื้อระหว่างการตรวจสอบสายพานการประมงที่ซับซ้อน และผู้ค้าปลีกยุโรปรายอื่นๆ ก็กำลังตรวจสอบสายพานการสั่งซื้อผลิตภัณฑ์อาหารทะเลของตัวเองเช่นเดียวกัน เพื่อที่จะค้นหาว่าแต่ละกระบวนการมีการค้ามนุษย์เกี่ยวข้องด้วยหรือไม่

หลังจากข่าวชิ้นนี้เผยแพร่ไปทั่วโลก ซีพีฟู้ดออกมายอมรับว่า สวัสดิภาพของแรงงานต่างด้าวในอุตสาหกรรมประมงปลาป่นเป็นปัญหา และมีแผนระยะยาวในการใช้โปรตีนชนิดอื่นมาแทนที่ปลาป่น แต่ขณะเดียวกันระบุว่าเรื่องนี้รัฐบาล โดยเฉพาะกรมประมงไม่จัดการเรือที่ไม่มีใบอนุญาตอย่างจริงจัง ทางภาคธุรกิจไม่มีอำนาจที่จะไปตรวจสอบที่มาที่ไปของเรือเหล่านี้ เจ้าหน้าที่ต้องเอาจริงเรื่องนี้และไม่ปล่อยให้เรือผิดกฎหมายเหล่านี้ลอยนวลอยู่ได้

เครือข่ายสังคม