ข้อถกเถียงทำไมน้ำมันต้องอิงราคาสิงค์โปร์ – ราคาส่งออกถูกกว่าขายในประเทศ และทำไมอุตฯปิโตรเคมีซื้อก๊าซถูกกว่าประชาชน

การเปิดประเด็นเรื่องพลังงานทั้งของกลุ่มจับตาการปฏิรูปพลังงานไทยและกลุ่มปฏิรูปพลังงานเพื่อความยั่งยืน ยังคงเป็นข้อมูลคนละชุดเรื่องที่ถกเถียงกันอยู่ ล่าสุดน.ส.รสนา โตสิตระกูล อดีตวุฒิสมาชิก กรุงเทพมหานคร กลุ่มจับตาการปฏิรูปพลังงานไทย (จปพ.) หรือ “Thai Energy Reform Watch” กล่าวว่า “น้ำมันทุกลิตรผลิตออกโรงกลั่นในประเทศแท้ๆ ขายในประเทศ ทำไมต้องอ้างอิงราคาสิงคโปร์ บวกค่าขนส่ง ค่าประกันภัย ทั้งที่ไม่ได้เกิดขึ้น” เป็นประเด็นที่ น.ส.รสนาตั้งเป็นคำถามฝากไปถึงคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ช่วงแถลงเปิดตัว “กลุ่มจับตาการปฏิรูปพลังงานไทย” เสนอให้ยกเลิกโครงสร้างราคาน้ำมันสำเร็จรูปโดยอ้างอิงราคาสิงคโปร์ พร้อมกับตัดค่าใช้จ่ายเทียมออกไป

ต่อประเด็นนี้“กลุ่มปฏิรูปพลังงานเพื่อความยั่งยืน” ที่มีนายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นแกนนำ โดยนายมนูญ ศิริวรรณ อดีตผู้บริหาร บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ชี้แจงข้อมูลว่าทำไมราคาน้ำมันที่ผลิตในประเทศ ขายคนไทยต้องอิงราคาสิงคโปร์

นายมนูญ ศิริวรรณ
นายมนูญ ศิริวรรณ

นายมนูญกล่าวว่า ที่มาของการกำหนดราคาน้ำมันสำเร็จรูปอ้างอิงราคาสิงคโปร์ เกิดขึ้นในช่วงที่ประเทศไทยไม่มีโรงกลั่นน้ำมัน ขณะนั้นรัฐบาลต้องการจูงใจให้ต่างชาติย้ายฐานจากการผลิตจากสิงคโปร์เข้ามาตั้งโรงกลั่นในประเทศไทย โดยการันตีกับนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาตั้งโรงกลั่นในประเทศไทยต้องได้รับผลตอบแทนในรูปของค่าการกลั่น หรือ “refinery margin” น้อยกว่าตั้งโรงกลั่นน้ำมันที่สิงคโปร์

สาเหตุหลักๆ ที่ต้องมีมาตรการจูงใจต่างชาติมีดังนี้ 1.ค่าขนส่งน้ำมันจากตะวันออกกลางมาประเทศไทยมีต้นทุนสูงกว่าสิงคโปร์ เพราะระยะทางไกลกว่า 2. ความสะดวกสบายในการขนส่งสินค้าและพิธีการศุลกากร ขณะนั้นประเทศไทยสู้สิงคโปร์ไม่ได้ 3. โรงกลั่นในประเทศไทยต้องสำรองน้ำมัน ขณะที่สิงคโปร์ไม่ต้องสำรอง ทั้งหมดเป็นต้นทุนของโรงกลั่นน้ำมันในประเทศไทย

“นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมต้องอิงราคาที่สิงคโปร์ บวกค่าขนส่งและประกันภัย เสมือนนำเข้าจากสิงคโปร์ เนื่องจากรัฐบาลขณะนั้นไปการันตีกับนักลงทุนต่างชาติ ต้องได้รับค่าตอบแทนไม่น้อยหน้าสิงคโปร์ ขณะเดียวกันก็มีการควบคุมการสร้างโรงกลั่น โดยกำหนดเงื่อนไขให้นักลงทุนต่างชาติที่จะเข้ามาตั้งโรงกลั่นต้องมีพาร์ทเนอร์ อาทิ บริษัทเชฟรอน หากตั้งโรงกลั่นในประเทศไทยต้องให้ ปตท. ถือหุ้น 36% เชฟรอนถือ 64% หลังจากผลิตน้ำมันสำเร็จรูปได้แล้วต้องปฏิบัติตามสัญญารับซื้อผลิตภัณฑ์ (product offtake agreement) โดยการจัดสรรน้ำมันเป็นไปตามสัดส่วนการถือครองหุ้น เช่น โรงกลั่นผลิตน้ำมันต้องแบ่งให้เชฟรอนเพื่อนำไปขาย 64% อีก 36% เป็นของ ปตท. หรือกรณีโรงกลั่นบางจากกลั่นน้ำมันได้ต้องแบ่งให้ ปตท. 25% บางจากได้ 75% ตามสัดส่วนการถือหุ้น โดยราคาซื้อ-ขายใช้ราคาอ้างอิงสิงคโปร์ หรือราคาหน้าโรงกลั่น เมื่อซื้อน้ำมันจนครบตามสัญญาแล้ว ปริมาณน้ำมันส่วนเกินที่ไม่ได้อยู่ในข้อตกลง ในส่วนนี้ไม่ได้ใช้ราคาหน้าโรงกลั่น การกำหนดราคาเองขึ้นอยู่กับการเจรจาต่อรอง การแข่งขัน ดังนั้นราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นจึงมี 2 ราคา คือ ราคาอ้างอิงกับราคาตลาด” นายมนูญกล่าว

นายมนูญกล่าวต่อว่า ส่วนราคาส่งออกขึ้นอยู่กับระยะทาง ไม่ได้ใช้ราคาอ้างอิงสิงคโปร์ สมมติประเทศไทยส่งน้ำมันไปขายลาวใช้ราคาหน้าโรงกลั่นบวกค่าขนส่งไปที่ลาวมาเปรียบเทียบกับราคาน้ำมันที่ลาวซื้อจากสิงคโปร์บวกค่าขนส่งไปลาว ถ้าเปรียบเทียบแล้วราคาของไทยแพงกว่าที่ลาวซื้อจากสิงคโปร์ ลาวก็ไปสั่งน้ำมันสิงคโปร์ แต่ในแง่การแข่งขัน ถ้าโรงกลั่นไทยมีน้ำมันเหลือเยอะ และต้องการขาย ก็ต้องลดราคาแข่งกับสิงคโปร์ แต่น้ำมันที่ผลิตในประเทศไทยใช้มาตรฐานยูโร 4 ซึ่งมาตรฐานสูงกว่าสิงคโปร์ที่ใช้มาตรฐานยูโร 3 ราคาถูกกว่าไทย นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมราคาน้ำมันส่งออกถูกกว่าราคาน้ำมันในประเทศ

“ผมพูดความจริงก็ถูกด่าว่าเห็นคนไทยโง่หรือไง ขายน้ำมันให้พม่า ลาว ถูกกว่าขายให้คนไทย ผมไม่รู้ว่าพูดอย่างไร เขาไปตัดเอาคำพูดของผมบางท่อนที่ว่าราคาน้ำมันส่งออกต้องถูกว่าราคาน้ำมันในประเทศ ตัดแค่ท่อนนี้ไปโพสต์ในโซเชียลมีเดีย ผมถูกด่า แต่ข้อเท็จจริงเรื่องราคาสินค้าส่งออกถูกกว่าราคาขายในประเทศเป็นเรื่องปกติของคนทำการค้า เมื่อผลิตสินค้าเหลือจากการขายก็ส่งออก ซึ่งส่วนใหญ่ราคาถูกกว่าขายในประเทศ ยกเว้นสินค้าที่ต่างประเทศต้องการ พวกพรีเมียม อย่างนี้ขายได้ราคา แต่ผู้ส่งออกบางรายยอมขาดทุน เพราะเขาต้องเดินเครื่องผลิตสินค้าเต็มกำลังการผลิต เพื่อให้ต้นทุนการผลิตต่อหน่วยลดต่ำลงสามารถแข่งขันได้ดีขึ้น ยอมขาดทุนในส่วนที่ส่งออก นี่คือเหตุผลทางการค้า” นายมนูญกล่าว

นายมนูญกล่าวต่อไปอีกว่า แต่อย่างไรก็ตาม สินค้าส่งออกไม่ได้มีราคาถูกเสมอไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระยะทางในการขนส่งด้วย เช่น ไทยส่งน้ำมันไปขายลาว พม่า ได้ราคาดีกว่า เพราะได้เปรียบในเชิงภูมิศาสตร์ ส่วนกรณีไทยส่งไปขายอินเดียมีระยะทางไกลกว่า ถ้าอยากขายต้องลดราคาแข่งกับคนอื่นๆ ซึ่งไทยไม่มีทางสู้สิงคโปร์ได้ เพราะอยู่ใกล้อินเดียมากว่า

ต่อข้อกล่าวหาที่ว่าทำไมไม่เอาน้ำมันส่วนเกินมาลดลดราคาขายในประเทศ ต้องอธิบายเชิงเปรียบเทียบว่า สมมติเราผลิตไข่ไก่ 100 ฟอง ในประเทศมีปริมาณการบริโภคเต็มที่ 80 ฟอง แม้จะลดราคาลงมาเหลือฟองละ 1 บาท ก็บริโภคได้แค่ 80 ฟอง ถามว่ามีพ่อค้าที่ไหนยอมเฉือนเนื้อตัวเอง ดังนั้น กำลังการผลิตส่วนเกินจึงต้องส่งออก โดยที่ราคาก็ต้องไปแข่งขันกับคู่แข่ง ทุกอุตสาหกรรมเป็นเช่นนี้ทั้งหมด

“ไม่มีพ่อค้าที่ไหนโง่ตั้งราคาขายในประเทศถูกกว่าส่งออก คนไทยจึงกินข้าวแพงกว่าข้าวส่งออกใช่หรือไม่ เมื่อไหร่ก็ตามที่สต็อกคุณเหลือเยอะ ระบายออกต่างประเทศ ก็ต้องถูกกดราคา ธุรกิจน้ำมันถูกด่าว่าเอาเปรียบคนไทย ดูถูกคนไทยเป็นควาย ทำให้คนไทยต้องซื้อน้ำมันราคาแพง” นายมนูญกล่าว

ส่วนประเด็นที่ทำไมธุรกิจปิโตรเคมีเครือ ปตท.ซื้อก๊าซราคาถูก นายมนูญกล่าวว่าต้องเข้าใจโครงสร้างการผลิตของปิโตรเคมีว่าแอลพีจีที่นำไปใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตในภาคปิโตรเคมี ไม่ได้นำไปใช้เป็นเชื้อเพลิง โครงสร้างราคาจึงแตกต่างกัน ภาคปิโตรเคมีซื้อแอลพีจีจากโรงแยกก๊าซโดยอ้างอิงจากราคาเม็ดพลาสติกในตลาดโลกที่ 550 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน หรือประมาณ 17.5 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ภาคครัวเรือนหรือแก๊สหุงต้มซื้อแอลพีจีในราคาควบคุมที่ 333 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน หรือประมาณ 10 บาทต่อกิโลกรัม จะได้เห็นว่าภาคปิโตรเคมีซื้อแอลพีจีแพงกว่าภาคประชาชน แต่พอภาคครัวเรือนซื้อ 10 บาทต่อกิโลกรัม บวกค่าภาษีต่างๆ ทำให้ก๊าซหุ้งต้มมีราคาขายปลีกที่ 22 บาทต่อกิโลกรัม ทำให้ประเด็นถูกบิดเบือนคือไปหยิบราคาขายปลีก 22 บาทต่อกิโลกรัมมาเปรียบเทียบกับราคาหน้าโรงกลั่น ที่ถูกต้องใช้ราคาหน้าโรงแยกก๊าซมาเปรียบเทียบกัน

ส่วนกรณีที่ว่าทำไมธุรกิจปิโตรเคมีซื้อแอลพีจีราคาถูก นายมนูญกล่าวว่าประเด็นนี้เป็นเรื่องการจัดสรรการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด กล่าวคือ ธุรกิจปิโตรเคมีไทยได้เปรียบในการแข่งขันกับประเทศอื่นๆ เพราะก๊าซในอ่าวไทยเป็นก๊าซเปียก (wet gas) นำมาผ่านกระบวนการแยกก๊าซจะได้วัตถุดิบสำหรับโรงงานปิโตรเคมี ขณะที่แหล่งก๊าซธรรมชาติประเทศอื่น อย่างเช่น พม่า เป็นก๊าซแห้ง (dry gas) นำมาแยกไม่ได้ พม่าจึงไม่มีโรงงานปิโตรเคมี นี่คือทรัพยากรธรรมชาติที่ประเทศไทยมีและได้เปรียบประเทศอื่นๆ

“จากข้อเรียกร้องของอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่ต้องการให้ภาคปิโตรเคมีมาใช้ก๊าซในประเทศ บอกว่าให้ไปซื้อก๊าซเปียกจากต่างประเทศมาใช้ หากเปรียบเทียบ อย่าง ชุมชนปลูกป่าสัก โรงงานต้องการตัดเพื่อทำเฟอร์นิเจอร์ ชาวบ้านบางคนไม่ยอม บอกให้ไปซื้อจากต่างประเทศเข้ามาทำเพื่อทำเฟอร์นิเจอร์ เพราะไม้สักแปลงนี้เก็บไว้ทำฟืน กรณีปิโตรเคมีก็เช่นเดียวกัน โรงงานที่ตั้งอยู่ในเมืองไทยแต่ให้ไปซื้อก๊าซเปียกจากต่างประเทศมาใช้เป็นวัตถุดิบ มันไม่มีเหตุผล ในเมื่อประเทศเรามีทรัพยากรที่สามารถป้อนอุตสาหกรรมของเราได้ ทำให้เราได้เปรียบคู่แข่ง แต่กลับให้นำเข้ามา เพราะคิดว่าปิโตรเคมีซื้อแอลพีจีถูกเกินไป เพราะเห็นว่าธุรกิจนี้มีกำไรเยอะ แต่ถ้าคิดว่าบริษัทพวกนี้หากินกับทรัพยากรของคนไทยทั้งประเทศ ก็คิดวิธีที่จะให้เขาคืนกำไรให้ประเทศในรูปแบบอื่น อาทิ เก็บภาษีเพิ่มขึ้นเพื่อรัฐมีรายได้มากขึ้น เช่น บริษัททั่วไปเสียภาษีนิติบุคคลที่ 20% ของกำไรสุทธิ ก็อาจจะเก็บภาษีในอัตรา 50% เหมือนธุรกิจขุดเจาะน้ำมัน แต่ไม่ใช่ไปห้ามไม่ให้ใช้ ทำให้การจัดสรรทรัพยากรบิดเบี้ยว” นายมนูญกล่าว

นายมนูญกล่าวอีกว่า LPG ที่ใช้ในประเทศไทย ปัจจุบันมาจาก 3 แหล่ง คือโรงกลั่นน้ำมัน,โรงแยกก๊าซธรรมชาติและนำเข้า กรณีที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงถูกกำหนดให้ขายที่ราคาควบคุม 333 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน ดังนี้

1) LPG ที่ผลิตจากโรงกลั่นน้ำมันประมาณ 24% ถูกกำหนดให้ขายราคาควบคุม(333 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน) ส่วนปริมาณการผลิต LPG ที่เหลือ 76% กำหนดให้ขายราคาตลาดโลก (CP) ส่วนต่างที่เกิดขึ้นระหว่างราคาควบคุมกับราคาตลาดโลก รัฐให้กองทุนน้ำมันนำเงินมาจ่ายชดเชยให้โรงกลั่นน้ำมัน โดยไม่ผ่านปตท.

2)LPG ที่หน้าโรงแยกก๊าซ กรณีใช้เป็นเชื้อเพลิงถูกกำหนดให้ขายราคาควบคุม (333 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน) ส่วนต่างระหว่างราคาควบคุมกับราคาตลาดโลกได้รับเงินชดเชยจากกองทุนน้ำมันเช่นเดียวกัน แต่ถ้าขายให้ภาคปิโตรเคมีส่วนนี้กองทุนน้ำมันไม่จ่ายเงินชดเชย

3)LPG นำเข้า ให้ใช้ราคาตลาดโลกบวกค่าใช้จ่ายนำเข้า ส่วนต่างระหว่างราคาควบคุมกับราคาตลาดโลก กองทุนน้ำมันจ่ายเงินชดเชยให้บริษัทปตท. โดยให้ปตท.จ่ายเงินนำเข้า LPG ไปก่อน กว่าจะได้รับเงินจากกองทุนน้ำมัน 4-5 เดือน ดอกเบี้ยก็ไม่ได้รับ ปัจจุบันจึงไม่มีผู้ประกอบการรายใดนำเข้า LPG ตรงนี้ก็ถูกนำมาเป็นประเด็นกล่าวโจมตีปตท.ว่าผูกขาดการนำเข้า LPG ซึ่งข้อเท็จจริง ปตท.ต้องการให้ผู้ประกอบการรายอื่นเข้ามาแบกรับภาระส่วนนี้บ้าง แต่ไม่มีผู้ประกอบการรายใดที่มีสายป่าน หรือมีทุนเพียงพอ

“ข้อเสนอที่ให้ประชาชนมาใช้ก๊าซที่โรงแยกก๊าซก่อน อันตรายมาก อาจจะสนับสนุนให้ผู้บริโภคใช้ LPG กันอย่างฟุ่มเฟือย รถยนต์แห่ติดแก๊สเพิ่มมากขึ้น ขณะที่ราคาขายปลีกไม่สามารถปรับขึ้นได้ เกิดปัญหาการลักลอบส่งออก กองทุนน้ำมันต้องจ่ายเงินชดเชยมากขึ้น ไม่สามารถยกเลิกนโยบายการนำเงินกองทุนน้ำมันมาอุดหนุนภาคธุรกิจบางกลุ่มได้ เพราะรัฐบาลไม่รู้จะหาเงินจากแหล่งไหนมาจ่ายชดเชย ในที่สุดก็แก้ไขปัญหาอะไรไม่ได้ วนเป็นงูกินหาง” นายมนูญ กล่าว

อย่างไรก็ตามจากการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) วันที่ 12 มิถุนายน 2557 พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) ฐานะรองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานที่ประชุม ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวว่า ในวันอาทิตย์ที่ 15 มิถุนายน 2557 คสช. จะเชิญทุกฝ่ายที่มีความคิดเห็นขัดแย้งเกี่ยวกับการปฏิรูปพลังงานมาให้ข้อมูล เพื่อนำไปใช้ในการปรับโครงสร้างราคาพลังงาน

(อ่านเพิ่มเติมแนวคิดของพล.อ ประยุทธ์ จันทร์โอชา เรื่องการปฏิรูปพลังงาน)

  • Bunnaroth Buaklee

    มันเป็นเหตุผลคนละหนุบหนับ โอเคครับเข้าใจว่าเพราะเรื่องมันใหญ่เลยต้องแยกประเด็นเถียง/พูดคุย…. แต่ปัญหาก็คือทำให้ความเข้าใจในภาพรวมของปัญหาพลังงานเบี้ยวไปได้ โดยเฉพาะผู้อ่านที่ไม่มีพื้นฐานมาก่อน

    กรณีนี้เราต้องเข้าใจยุทธศาสตร์พลังงานของประเทศนับแต่สงครามโลกมาจนถึงยุคป๋าเปรมและยุคพล.อ.ชาติชาย โชติช่วงชัชวาลย์ก็เพื่ออยากจะพัฒนาแหล่งพลังงานของตนเอง ยืนบนขาตัวเอง สร้างกลไกครบวงจรขึ้นมา

    ความคิดต่อยอดพลังงานก๊าซจากอ่าวมาเป็นโรงแยก โรงกลั่น และแนวคิดดึงดูดต่างชาติมาตั้งโรงกลั่นแข่งสิงคโปร์ไม่ผิดหรอก ไปมีคอมมิตเมนท์ก็คือเงื่อนไขในยุคนั้น แต่ก็บนเงื่อนไข “ประโยชน์ทางอ้อมต่อประเทศ” ย้อนกลับมาผ่านรัฐวิสาหกิจ ปตท. บางจาก ฯลฯ

    คุณมนูญบอกเองว่า กำหนดว่าหากเชฟรอน เอสโซ่ เชลล์จะลงทุนต้องเอาทุนไทยไปร่วมด้วยนะ นี่แหละครับ ปตท. บางจาก ซึ่งตอนนั้นเป็นรัฐวิสาหกิจ 100% ได้ผลประโยชน์ทางอ้อมในแง่ความเป็นเข้าของร่วม เพราะเรากลั่นแข่งกับเอสโซ่ เชลล์ไม่ไหวในขณะนั้น

    ยุทธศาสตร์พลังงานชาติในยุคนั้น(เปรม ชาติชาย) ต่อฐานมาจากยุคที่เรายืมจมูกเพื่อนหายใจ ถูกฝรั่งรังแก เลยต้องสร้างอะไรที่เป็นของตัวเองขึ้นมา บนความคิดว่า เพื่อความมั่นคงทางพลังงาน

    แต่ยุทธศาสตร์ “เงื่อนไข” ประโยชน์ชาติที่เสียไปเพื่อให้ไทยเข้มแข็งถูกทำลายไปแล้วตั้งแต่ทักษิณแปรรูปปตท. คนไทยไม่เข้มแข็งแล้ว….กลายเป็นผู้ถือหุ้นเข้มแข็ง และคนเล่นหุ้นในตลาด SET หยิบมือเดียวเข้มแข็ง

    เงื่อนไขที่คนไทยยุคก่อนเชิญชวนต่างชาติตั้งโรงกลั่น มลายหมดแล้วเพราะปตท.เข้าไปซื้อโรงกลั่นแทบหมด แทบไม่เหลือต่างชาติ ที่ยังไม่ฮุบหมดเพราะกลัวจะกลายเป็นผูกขาดหรือเปล่า ก็เลยเหลือไว้พอประกอบพิธีกรรม

    คุณมนูญอธิบายความแบบนี้คนที่ไม่เข้าใจภาพรวมและที่มาก็จะเขวไป กลายเป็นคนไทยยุคป๋าเปรม ยุคชาติชายต่อเนื่องอานันท์เบี้ยวมาก่อน ที่เหลือเลยเบี้ยวตาม

    ไม่ใช่อย่างนั้นหรอก เอาแค่โครงสร้างผู้เล่นในตลาดโรงกลั่นปัจจุบัน เทียบกับการประกาศเชิญชวนยุคชาติชายต่อเนื่องอานันท์ก็ไม่ใช่กลุ่มเดิมแล้ว เพราะเจ้าของหลักของโรงกลั่นกลายเป็นไทย (แทบ) หมดแล้ว

    และเอาแค่เงื่อนไขให้ รัฐวิสาหกิจไทยเข้าถือ เพราะประเทศจะได้ประโยชน์ทางอ้อมจากเงื่อนไขที่เสียไป เราก็ไม่ได้แล้ว เพราะแปรรูปไปแล้ว

    ข้อตกลงเหล่านี้ประเทศเสียประโยชน์ไปก็เพราะหวังประโยชน์ตอบแทนกลับทางอ้อมในระยะยาว ที่จริงแล้วเป็นมูลค่าทางบัญชีที่ปตท.ไม่ได้ตีเป็นราคา… ได้ไปฟรีๆ ตอนแปรรูป แถมได้เงื่อนไขราคาหน้าโรงกลั่นอีกต่างหาก

    ปตท.ในฐานะบริษัทมหาชนโดยเฉพาะหุ้นเอกชนได้ไปสองสามเด้ง บนการเสียประโยชน์ของประเทศชาติ

    เสียดายที่มุมเหล่านี้คุณมนูญไม่ได้พูดออกมาให้หมด

    • ธุรกิจพลังงาน

      ความเข้มแข็งของไทยไม่ได้เสียไปเพราะการแปรรูปและเอาปตท.เข้าตลาดหลักทรัพย์ แต่กลับทำให้ไทยเข้มแข็งมากขึ้น เพราะแทนที่รัฐบาลจะต้องคอยแบ่งโควต้าการกู้ยืมเงินของรัฐวิสาหกิจมาให้ปตท.ใช้ เมื่อขายหุ้นแล้ว ปตท.ก็สามารถออกตลาดหาเงินกู้ได้เองโดยไม่ต้องมีกระทรวงการคลังค้ำประกัน ได้เงินมาขยายธุรกิจทางปิโตรเคมี และยังได้ช่วยเหลือบริษัทลูกที่ตกอยู่ในวิกฤตทางการเงิน ให้รอดพ้นมาได้ (ซึ่งต่อมาได้มาเป็นตัวช่วยสร้างกำไรให้กลุ่ม) นอกจากนี้ ยังทำให้ปตท.มีโอกาสซื้อกิจการอื่นๆในราคาที่ดีอีกด้วย จึงทำให้ประเทศไทยมีความมั่นคงทางพลังงานเพิ่มมากขึ้นไม่ใช่น้อยลง ในปัจจุบัน กระทรวงการคลัง กองทุนวายุภักดิ์และ บริษัทไทยเอ็นวีดีอาร์ ถือหุ้นปตท.รวมกันประมาณ 70% ดังนั้น ปตท.ก็ยังเป็นหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่สร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานให้แก่ประเทศเช่นเดิม โดยใช้เงินทุนบางส่วนจากเอกชนมาใช้ในการดำเนินงาน

      ทั้งนี้ เงินทุนที่กระทรวงการคลังให้มามีรวมทั้งสิ้น 20.6 ล้านบาท (องค์การเชื้อเพลิง 20ล้านบาท องค์การก๊าซธรรมชาติ 600,000 บาท มารวมกันเป็นปตท.ตามพรบ.ปตท.2522) ในปัจจุบัน 2557 (35 ปีต่อมา) ส่วนของผู้ถือหุ้น มีมูลค่าตามบัญชี 708,073.74 ล้านบาท (จำนวนหุ้น 2,856.3 ล้านหุ้น มีมูลค่าตามตลาด @300บาท/หุ้น = 856,890 ล้านบาท) มีทรัพย์สินทั้งสิ้น 1,779,379.91 ล้านบาท มีหนี้สินทั้งสิ้น 932,928.56 ล้านบาท

      มีรัฐวิสาหกิจไหนที่ทำให้เงินลงทุนของรัฐเพิ่มเป็นหลายหมื่นเท่าภายในเวลา 35 ปี? แล้วอย่างนี้คุณยังตั้งแง่ว่าไทยเสียผลประโยชน์อยู่อีกหรือ?

      • Tawat Sirin

        ปตท. เพิ่มทุน และไปขุดสำรวจยังต่างประเทศ บางประเทศก็เกิดการระเบิดแท่นขุดเจาะ โดนฟ้องร้องมากมาย แต่ทำไมภายในประเทศปล่อยให้เชพร่อนมาได้สัมปทาน แทนที่ปตท. แล้วปตท.จะเพิ่มทุนไปทำไม คือเอาไปหาผลประโยชน์ที่อื่น ความเสี่ยงก็ให้รัฐบาลผู้ถือหุ้นใหญ่ เสียหายไปด้วย อย่างนี้จะเอาผิดกับผู้บริหารปตท.ได้หริอไม่ ในทางแพ่งและอาญา

  • มานี

    โลจิกแม่งโคตรแปลกเลย เย็ดเข้!!!!

  • Auttapon Kobthanyakan

    น้ำมันเยอะขนาดนำไปขายต่างประเทศ แล้วทำไมไม่สำรองไว้ กำไลปี ๆ หนึ่งเป็นแสนล้าน นายทุนก็ต้องหาผลประโยชน์ให้ตัวเอง ใครเค้าจะยอม ยอมขาดทุนกำไลสิอย่างนี้พอรับได้ ถ้าสมมุติกำไลปีละแสนล้าน ได้แค่ สาม สี่ หมื่นล้าน ก็ยังกำไลอยู่ดี ่จริงมั้ยท่าน…

    • ธุรกิจพลังงาน

      ในการสำรองน้ำมันไม่ว่าจะเป็นน้ำมันดิบหรือน้ำมันสำเร็จรูป ล้วนแต่มีต้นทุนทั้งสิ้น นอกจากนี้ น้ำมันมีการเสื่อมสภาพตามระยะเวลา ถ้าเก็บไว้จนเสื่อมสภาพ ก็อาจเอาออกมาใช้ไม่ได้ ต้องเอาเข้ากระบวนการกลั่นหรือปรับปรุงคุณภาพใหม่ ซึ่งก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายอีก เมื่อต้นทุนแพงขึ้น ก็ต้องขายราคาแพงขึ้นด้วย

      น้ำมันที่ส่งออกนั้น ถ้าเป็นน้ำมันดิบ มักจะเกิดจากน้ำมันดิบกำลังจะล้นถัง (tank top) จึงต้องขายล๊อต นั้นๆออกไป เหตุผลอีกประการคือ น้ำมันดิบที่ผลิตได้ มักจะมีสารปรอทและกำมะถันสูง และจะให้ผลผลิตเป็นเบนซินมาก ดีเซลน้อย ในขณะที่ไทยใช้ดีเซลมาก เบนซินน้อย ทำให้ต้องนำเข้าดีเซลและส่งออกเบนซิน บางส่วนจึงต้องส่งออก แล้วนำเข้าน้ำมันดิบที่จะให้ผลผลิตเป็นดีเซลมาก เบนซินน้อยเข้ามากลั่น

      อนึ่งโรงกลั่นมีกำลังการผลิตประมาณ 1,000,000 บาเรลต่อวัน ถ้าผลิตน้อย ต้นทุนต่อหน่วยจะแพง จึงต้องนำเข้าน้ำมันดิบเพื่อกลั่นได้เต็มกำลังการกลั่น จึงใช้น้ำมันดิบในประเทศประมาณ 150,000 บาเรล/วัน แล้วนำเข้าน้ำมันดิบประมาณ 850,000 บาเรล/วัน แต่ในประเทศมีความต้องการใช้น้ำมันสำเร็จรูปประมาณ 800,000 บาเรล/วัน น้ำมันสำเร็จรูปประมาณ 200,000 บาเรลจึงต้องส่งออก ซึ่งต้องตั้งราคาให้สามารถแข่งขันกับสิงคโปร์ได้ ในบางกรณีราคาที่ขายออกจึงถูกกว่าราคาหน้าโรงกลั่น

      • แค่เด็ก..

        “อนึ่งโรงกลั่นมีกำลังการผลิตประมาณ 1,000,000 บาเรลต่อวัน ถ้าผลิตน้อย ต้นทุนต่อหน่วยจะแพง จึงต้องนำเข้าน้ำมันดิบเพื่อกลั่นได้เต็มกำลังการกลั่น จึงใช้น้ำมันดิบในประเทศประมาณ 150,000 บาเรล/วัน แล้วนำเข้าน้ำมันดิบประมาณ 850,000 บาเรล/วัน แต่ในประเทศมีความต้องการใช้น้ำมันสำเร็จรูปประมาณ 800,000 บาเรล/วัน น้ำมันสำเร็จรูปประมาณ 200,000 บาเรลจึงต้องส่งออก ซึ่งต้องตั้งราคาให้สามารถแข่งขันกับสิงคโปร์ได้ ในบางกรณีราคาที่ขายออกจึงถูกกว่าราคาหน้าโรงกลั่น”

        …เออ ขอถามแบบไม่ค่อยรู้นะคับ. น้ำมันดิบนี่สามารถเอามา”กลั่น”เป็นน้ำมันสำเร็จรูปได้ 100% เลยหรือคับ… แล้วระหว่างการผ่านตั้งแต่หม้อต้มจนจบขบวนการนี่ได้กลับมา 100% เลยด้วย..อืมม…ดีคัพทำ 100 ได้ 100 แถมเพิ่มมูลค่าอีก..^^ ร ว ย ละคนไทย.. Thailand only.

  • Anutara Tantraporn

    คุณมนูญอย่างไร้เหตุผล สับสนไปมา
    ข้อที่ 1. พลังงานไทยเป็นสมบัติของชาติ ไม่ใช่สมบัติของ ปตท.
    ข้อที่ 2. แรงจูงใจที่จะต้องให้ต่างชาติเข้าร่วมทุนมันเรื่องเก่า ปัจจุบันไม่จำเป็นมีแต่เขาจะแย่งกันเข้ามา คำถามคือ แล้วเราต่างอย่างไรกับมาเลเซีย
    ข้อที่ 3. หากต้องการแข่งขันกับสิงคโปร์ ก็ให้ต่างชาติไปขุดเจาะน้ำมันในสิงคโปร์ก็ได้ เพราะฉะนั้น เราก็ไม่มีความจำเป็นต้องอ้างอิงราคาน้ำมันสิงคโปร์ก็ได้ หรือหากจะขายต่างชาติก็จะใช้ราคาสิงคโปร์ก็ได้ แต่ขายในไทยก็ไม่มีความจำเป็นใดๆ จะมาอ้างเรื่องพ่อค้าแม่ขายไม่ได้ เพราะมันไม่ใช่สมบัติของ ปตท.
    ข้อที่ 4. ความเข้มแข็งของชาติ ไม่เกี่ยวข้องกับความเป็นรัฐวิสาหกิจหรือไม่ มันไม่ใช่แต่เรื่องเงิน แต่มันยังรวมไปถึงความสามารถในการแข่งขันของประเทศโดยรวม และความมั่นคงของชาติ การที่ราคาพลังงานในประเทศถูกลงแบบแข่งขันได้ (เมื่อลองเทียบกับมาเลเซีย) เป็นความได้เปรียบเชิงต้นทุนของเศรษฐกิจทั้งประเทศ ไม่ใช่เฉพาะ ปตท. ขณะนี้ราคาน้ำมันในประเทศไทยแพงกว่าอเมริกา ไม่ว่าอธิบายอย่างไรก็ฟังไม่ขึ้น เพราะทั้งระยะทาง ทั้งต้นทุน และอื่นๆ เมื่อนำมาคิดรวมกันแบบเทียบเคียงในทุกๆ กรณียิ่งตอบคำถามไม่ได้
    ข้อที่ 5. การนำเข้าน้ำมันดิบเพื่อให้กลั่นได้เต็มกำลังการผลิตนั้น ก็บอกไม่ได้ว่าเราไม่มีน้ำมันในประเทศเพียงพอ เพราะเรามีสัมปทานในการขุดน้ำมันในประเทศมากมาย คำถามคือน้ำมันดิบเหล่านั้น ส่งออกไป ทำ U-Turn กลับเข้ามาในประเทศหรือเปล่ายังรอการพิสูจน์ แต่หากต้องนำเข้ามาเพื่อกลั่นมากขนาดนั้นจริงๆ คำถามคือ จะตั้งโรงกลั่นขึ้นมามากมายเพื่ออะไร? ตั้งแต่ต้น หากนำเข้ามาเพื่อโอกาสทางธุรกิจก็รู้ว่าธุรกิจนั้นต้องสามารถทำกำไรได้ตั้งแต่ต้น โดยไม่กระทบกับราคาน้ำมันในประเทศ หากกระทำไปโดยไม่สนใจว่าราคาน้ำมันในประเทศจะเป็นอย่างไร มันก็เท่ากับทรยศคนทั้งประเทศ

    ขอแค่นี้ก่อน

  • ชูวิทย์ สะกิดดู

    เอาอย่างนี้ครับท่านมนูญส่วนเกินมีเท่าไหร่ผมรับซื้อหมดทุกหยดเลยถ้าราคาน้ำมันที่คุณส่งออก ถูกกว่าขายในไทย 2-3 บาท ผมจะเอาไว้ขายไห้ปั้มน้ำมันนะ ok นะจ๊ะ

  • santi

    “สมมติเราผลิตไข่ไก่ 100 ฟอง ในประเทศมีปริมาณการบริโภคเต็มที่ 80 ฟอง
    แม้จะลดราคาลงมาเหลือฟองละ 1 บาท ก็บริโภคได้แค่ 80 ฟอง
    ถามว่ามีพ่อค้าที่ไหนยอมเฉือนเนื้อตัวเอง ดังนั้น
    กำลังการผลิตส่วนเกินจึงต้องส่งออก โดยที่ราคาก็ต้องไปแข่งขันกับคู่แข่ง
    ทุกอุตสาหกรรมเป็นเช่นนี้ทั้งหมด”
    คำถาม ถ้ารู้ว่าบริโภคเต็มที่แค่ 80 แล้วผลิตออกมาทำแป๊ะอะไรตั้ง 100 ตอบให้คนรู้น้อยหายโง่หน่อยครับ

  • สมควร

    ถ้าผลิตเองแล้วขายในประเทศแพง ส่วนประเทศที่ซื้อของคนอื่นไปได้ของถูก
    งั้นก็ไม่ต้องผลิตเอง ซื้อของคนอื่นดีกว่ามั้ย ถูกดีเพราะเขาลดราคาแข่งกันอยู่แล้ว

  • Pingback: “ประยุทธ์” ขึ้นราคาแก๊ส-ลดราคาน้ำมัน สู่โหมดปฏิรูปพลังงานรองรับ AEC รื้อโครงสร้างบิดเบี้ยว ()

  • อิทธิ ตั้ง

    กูเรียนมาน้อยเลยต้องเป็นทาสหรือไงวะ