ข้อคัดค้าน…เรื่องการเก็บภาษีกำไรจากตลาดหุ้น

21 มิถุนายน 2014

บรรยง พงษ์พานิช

Capital Gains Tax Debate…
มีผู้หยิบยกข้อเสนอต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้ยกเลิกการยกเว้นการเก็บภาษีผลได้จากทุน (Capital Gains Tax) ที่มีมาเกือบสี่สิบปีแล้วเสีย แล้วกลับมาจัดเก็บใหม่โดยเท่าเทียมกัน

การยกเว้นภาษีนี้ เป็นไปตามประมวลรัษฎากร มาตรา 42 (43)

ผมเคยเขียนเรื่องนี้ไว้สองตอน เมื่อเดือน ตุลาคม 2556

ตอนแรก…ภาษีผลได้จากทุนในตลาดหุ้น Capital Gains Tax เขียนเมื่อ 8 ต.ค. 2556 ว่า…

เมื่อไม่กี่วันก่อน ได้รับหนังสือ “การสํารวจองค์ความรู้ภาษีผลได้จากทุน ในตลาดหุ้น และข้อเสนอสําหรับประเทศไทย” ที่เขียนโดย ดร.ภาวิน ศิริประภานุกูล แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่านเป็นเพื่อนกับผมด้วย) ซึ่งอยู่ในชุด “การสำรวจองค์ความรู้เพื่อการปฏิรูปประเทศไทย” จัดทำโดย สำนักงานปฏิรูป

สรุปข้อความในหนังสือได้ว่า การที่เรายกเว้นภาษีผลได้จากทุนในตลาดหุ้น ให้กับบุคคลธรรมดาที่ขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯ นั้น (ต่อไปผมจะขอเรียก Capital Gains Tax อย่างย่อๆ ว่า CGT นะครับ) เป็นการยกเว้นให้กับกลุ่มคนที่รวยที่สุดในประเทศ ทำให้ระบบภาษีไม่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ (ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของไทย) คนรายได้สูงกลับได้รับยกเว้นภาษีทางตรง ขัดกับหลักการที่จะใช้ภาษีช่วย Redistribution ลดความเหลื่อมล้ำ

ข้อเสนอของการศึกษาเห็นว่า เราควรทบทวนการยกเว้นนี้ แล้วกลับมาเริ่มเก็บภาษีนี้ โดยอาจเริ่มทีละน้อย แล้วค่อยเพิ่มจนเท่ากับอัตราภาษีเงินได้ทั่วไป (อัตราก้าวหน้า)

ถ้าใครสนใจรายละเอียดไปอ่านได้ตามที่แนบมานะครับ

ในฐานะที่เป็นคนตลาดทุนมา 36 ปีเศษ และได้รับประโยชน์จากการยกเว้นนี้มาตลอด ผมขอวิจารณ์แบบยาวๆ หน่อยนะครับ

1. มีข้อโต้แย้งมากมายว่า ในทางทฤษฎีแล้ว “ควร” หรือ “ไม่ควร” มีการเก็บ CGT จากหุ้น (ไม่เฉพาะในหรือนอกตลาดด้วย) ที่ว่าควรเก็บก็บอกว่า เพราะเป็นรายได้ และส่วนใหญ่ตกเป็นของคนรวยอีกต่างหาก แต่อีกด้านก็โต้แย้งว่า ถ้าเก็บ จะเป็นการเก็บภาษีซ้อน เพราะกำไรของกิจการโดนภาษีไปแล้ว (Corporate Income Tax) ราคาหุ้นคือ present value ของเงินปันผล ถ้าเก็บภาษีทั้งจากกำไรบริษัท จากปันผล และ CGT เท่ากับว่า เก็บภาษีสามครั้งจากเงินได้เดียวกัน (ผิดทฤษฎี ที่ไม่ควรแม้แต่จะเก็บซ้ำ)

การเก็บ CGT จึงเป็นการเพิ่ม Cost of Capital ทำให้มีปัญหาในการแข่งขัน เพราะการพัฒนาหมายถึงต้องลงทุน (โดยเฉพาะใน Capital Intensive Investments) ซึ่งข้อโต้แย้งเรื่อง “เก็บภาษีซ้อน” นี้ดูจะสำคัญกว่า เรื่อง Lock-in Effect กับ Capitalization Effect แต่ในหนังสือไม่ได้กล่าวถึงข้อโต้แย้งนี้เลย

2. มีประเทศจำนวนมาก ที่ไม่มีการเก็บ CGT (จากเหตุผลในข้อที่แล้ว) ในกลุ่ม OECD ก็มีถึง 11 จาก 34 ประเทศ ในประเทศใกล้เคียงที่ต้องแข่งขันแย่งชิงเงินทุนกับไทย เช่น สิงคโปร์, มาเลเซีย. ฮ่องกง, เกาหลีใต้, อินเดีย ก็ไม่เก็บ CGT และส่วนใหญ่ ไม่เก็บ Dividend Tax ด้วย ฟิลิปปินส์ก็เก็บแค่ 6% ถ้าเราเก็บก็จะมีปัญหา อย่างน้อยก็การแข่งขันแย่งชิงเงินทุน (เลยต้องให้ BOI เป็นการใหญ่ บิดเบือนกันไปทั้งระบบ)

ที่น่ากลัวกว่าก็คือ ในที่สุดจะเกิด Capital Flight คือเมื่อตลาดการเงินเชื่อมโยงกันมากๆ คนจะลงทุนในไทยก็จะไป Base ในประเทศที่ไม่เก็บ คนไทยเอง (ที่มีศักยภาพ…เช่นพวกผม) ก็ขนเงินไปลงทุนมาจากนอกประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่ไม่เก็บ และมีสนธิสัญญาทางภาษี (ไม่เก็บซ้อน) เหลือแต่คนชั้นกลาง ที่เก็บหอมรอมริบสร้างเนื้อสร้างตัวอยู่เท่านั้นที่ต้องโดนเก็บ

3. ประสิทธิภาพการจัดเก็บก็เป็นปัญหา ว่าจะเก็บจากใคร เก็บอย่างไรบ้าง เช่น เก็บเฉพาะคนไทยขายในไทย หรือคนไทยขายทั่วโลก หรือทุกคนที่ขายในไทย หรือทุกคนขายหุ้นไทยทั่วโลก ซึ่งทุกเรื่องมีทางที่จะหลบจะหนีได้หมด แถมทำให้เกิดความวุ่นวายไปทั่ว เช่น ถ้าเก็บจากทุกคนที่ขายในไทย ก็จะเกิดตลาดหุ้นไทยนอกอาณาเขตประเทศไทย ถ้าเก็บจากคนไทยทุกคน ก็หลบได้โดยการไปตั้งทรัสตี ตั้งโฮลดิ้ง ตปท. หรือใช้พวก Tax Heaven สรุปว่า เศรษฐีหลุดหมด ผลพลอยเสียก็คือ ทำให้ Local Capital Flight เกิดง่ายขึ้นในยามวิกฤติ

หลักการที่ว่าควรเก็บภาษีในอัตราก้าวหน้า (Progressive Taxation) ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่แนวคิดของ David Ricardo (1817) เพื่่อช่วยในการ Redistribution นั้น ในระยะหลังถูกวิพากษ์วิจารณ์มากพอควร ทั้งเรื่องการลดแรงจูงใจ และประสิทธิภาพในการจัดเก็บ นักเศรษฐศาสตร์หลายท่านสนับสนุนการเก็บภาษีทางอ้อม เช่น จากการบริโภค (VAT) แล้าค่อยนำมากระจาย Redistribute ผ่านการจัดรัฐสวัสดิการให้ผู้ด้อยโอกาส (เช่น ความเห็นของ Sir Arthur Lewis ผู้ได้รับ Nobel ปี 1979)

โดยสรุป ผมเห็นด้วยว่า ปัญหา “ความเหลื่อมล้ำ” ในประเทศไทย เป็นเรื่องสำคัญยิ่ง และไม่ได้มีการแก้ไขเพียงพอตลอดมา แต่การใช้มาตรการ “CGT” นี้ จะต้องคำนึงถึงผลกระทบทุกๆ ด้านที่ผมกล่าวถึง

ผมเห็นด้วยกับหลัก “Progressive Taxation” ในทุกกรณีที่จัดเก็บได้ เช่น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่เป็นอยู่ การเก็บภาษีจากทรัพย์สินอสังหาริมทรัพย์ (เพราะไม่มีใครยกหนี หรือเอาไปซ่อนที่ไหนได้ แต่ต้องเก็บจากทุกคน ไม่มีการยกเว้น แม้แต่สถาบันพระมหากษัตริย์ และสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์) ส่วนภาษีที่ถึงจะมีก็จัดเก็บยาก (ซึ่งในที่สุดเก็บได้จากผู้ไม่มีศักยภาพเลี่ยงเท่านั้น) จะต้องระวังให้มาก (เช่น ภาษีมรดก) เพราะแทนที่จะลด กลับจะเป็นการเพิ่มความเหลื่อมล้ำเข้าไปอีก

ที่แปลกใจมาก คือ การที่รัฐบาลในช่วงสองปีที่ผ่านมา ท่านกรุณา ลดภาษีเงินได้นิติบุคคล ลงมาจากร้อยละ 30 ของกำไร เหลือเพียง 20% ในปัจจุบัน นัยว่าเพื่อให้แข่งกับบางประเทศใน ASEAN ทำให้เราต้องสูญเสียภาษีไปปีละร่วม 200,000 ล้านบาท ทั้งๆ ที่ Corporate Profit เป็นส่วนเดียวที่เติบโตดีที่สุดต่อเนื่องมาสิบห้าปี (เฉลี่ย 20% ต่อปี) และผู้ที่ได้ประโยชน์เกือบทั้งหมดเป็นคนรวยที่อยู่ใน 1% แรก ที่มีรายได้รวมกว่า 13% ของประเทศ กับทุนต่างชาติ เรื่องนี้นับได้ว่าเป็นการ Re-redistribution ครั้งยิ่งใหญ่เลยทีเดียว (ถ้าไม่อย่างนั้น ลงทุนสองล้านล้านในเจ็ดปี กู้แค่ห้าแสนล้านก็พอ) ผมถือเป็นผลงาน “โบว์ดำ” ที่ไม่รู้ว่าใช้หัวแม่เท้าข้างไหนคิดออกมา (ความจริงผมควรยกย่อง เพราะว่า กิจการที่ผมบริหารอยู่เสียภาษีน้อยลง ปีละร่วมห้าร้อยล้าน และทำให้หุ้นที่ผมลงทุนอยู่เยอะแยะ ราคาขึ้นกว่า 10%)

กลับมาเรื่อง Capital Gains Tax อีกที ความจริงผมกลับมีความเห็นตรงข้าม นั่นคือ ควรเลิกจัดเก็บทั้งหมด ทั้งในตลาดหลักทรัพย์ฯ และนอกตลาด ทั้งจากบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล เพราะการที่เรามีความไม่เป็นกลาง (Neutral) มีอคติทางการเก็บภาษี (Tax Bias) ทำให้เกิดการบิดเบือนในระบบเยอะ ทำให้ไม่มี M&A ที่เป็นประโยชน์มาก ทำให้บริษัทเข้าตลาดทั้งๆ ที่ไม่คุ้มค่า ทำให้ไม่มี Venture Capital ที่เป็นแหล่งเงินทุนคุณภาพที่สำคัญสำหรับ SMEs

การที่มีการยกเว้นเฉพาะในตลาดหุ้นฯ โดยอ้างว่าเพื่อส่งเสริมให้คนเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นนั้นไม่สมเหตุสมผล เพราะคนได้ประโยชน์มากสุดไม่ใช่คนเข้ามาซื้อหุ้น แต่เป็นพวกเจ้าของดั้งเดิม ที่มาขายหุ้นในตลาด

เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ที่ต้องชัดเจนครับ สำหรับผม ถ้าเว้น ขอให้เว้นทั้งหมด ถ้าเก็บก็ควรเก็บทั้งมวล ซึ่งผมคิดว่า ควรเว้นนะครับ

ความเห็นผมแย้งกับรายงานของ อาจารย์ ดร.ภาวิน ครับ ลองอ่านเปรียบเทียบดูนะครับ ทุกอย่างมีหลายมุมเสมอ

…..

Capital Gains Tax …อีกที (16 ต.ค. 2556)

วันก่อนเขียนเรื่อง “ภาษีผลได้จากทุนในตลาดหุ้น” (CGT) ไปเมื่อ 8 ต.ค.2556 ซึ่งผมมีความเห็นว่า เราไม่ควรเรียกเก็บ แถมเสนอว่า ควรยกเลิกไปหมดทั้งในและนอกตลาดหลักทรัพย์ ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล และยังสะเออะเลยไปถึงว่า ควรพิจารณาเลิกเก็บภาษีจากเงินปันผลด้วยหรือไม่ (กลับไปอ่านได้นะครับ)

ผมต้องประกาศตัวก่อนว่า ผมประกอบอาชีพในตลาดทุน แถมมีเงินลงทุนในหุ้นอีกมาก เพราะฉะนั้น ข้อเสนอ ข้อโต้แย้ง อาจดูเป็นการอคติเข้าประโยชน์ส่วนตน

แต่ขอยืนยันว่า ที่โต้แย้ง เป็นไปโดยบริสุทธิ์ใจ ในฐานะผู้เสียภาษีที่ดีตลอดมา (โดยที่ไม่เคยคิดหรือเรียกร้องเลยว่าผู้เสียภาษีมากควรได้สิทธิพิเศษอะไร) แต่ก็ขอให้ผู้อ่านใช้วิจารณญาน ใช้หลัก “กาลามสูตร” พิจารณาให้ดี โดยคำนึงถึงข้อขัดแย้งในผลประโยชน์ของผมดังที่ได้ประกาศออกตัวไว้นะครับ

และถ้าไม่ยกเว้นทั้งหมด ผมก็เสนอให้เก็บทั้งหมดเหมือนกัน ทั้งในและนอกตลาดด้วยซ้ำ เหตุผลเดิมที่ยกเว้นเพื่อส่งเสริมการลงทุนในตลาดหุ้น น่าจะพ้นยุคไปแล้ว (ก็ส่งเสริมมาตั้ง 38 ปีแล้ว) แถมในอดีต ผู้ที่ได้ประโยชน์มากกลับไม่ใช่ผู้ที่เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นฯ แต่เป็นเจ้าของเดิมที่เอาหุ้นมาขายในตลาดต่างหาก (จำ 73,000 ล้านได้ไหมครับ และก็สารภาพว่าผมเองก็ได้รับยกเว้นเพราะข้อนี้ไปหลายร้อยล้าน) และถ้าจัดเก็บผมก็จะจ่าย ถ้าไม่มีวิธีที่จะเลี่ยง (ไม่ใช่หลบนะครับ) โดยไม่ผิดกฎหมาย (แต่ขอยืนยันว่าน่าจะมีแน่นอน สำหรับคนรวยอย่างผม และก็ขอยืนยันว่าถ้ามีผมก็จะไม่จ่าย ก็คุณวอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffet) ยังยอมรับว่าตนจ่ายภาษีในอัตราต่ำกว่าเลขาของตัวเองอีก แต่ก็ไม่จ่าย เพราะไม่ต้องจ่าย แต่จะเก็บไว้บริจาค 99%)

มีผู้แย้งว่า เหตุผลเรื่องเก็บภาษีซ้อนที่ผมยก ไม่น่าจะฟังขึ้นเพราะมีการเก็บภาษีซ้อนตั้งเยอะแยะ เช่น คนที่เสียภาษีเงินได้ ยังต้องเสีย VAT ขอเรียนว่าเท่าที่ผมทราบ (บอกไปแล้วว่าไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญทฤษฎีภาษี) การเก็บภาษีทางตรงนั้น มีหลักว่าไม่ควรเก็บซ้อนหลายครั้งในเงินได้ก้อนเดียวกันจริงๆ เพราะมันจะไปลดแรงจูงใจในการลงทุนหรือทำงานหนัก แต่ภาษีทางอ้อมซ้ำซ้อนไม่เป็นไร เพราะถือว่าเก็บจากการบริโภค อย่างภาษีศุลกากร สรรพสามิต กับ VAT ก็ซ้ำซ้อนกันได้ เช่น ซื้อรถ กินเหล้า ซื้อผลิตภัณฑ์เวอร์ซาเช ก็ต้องเสียทั้งสองอย่าง

แต่เอาเถอะ ไม่ต้องคำนึงถึงเหตุผลภาษีซ้อน มาดูเหตุผลอื่นอีกสักสองเหตุผล

เหตุผลแรก เป็นเรื่องต้นทุนของการลงทุน ปกติการลงทุนในหุ้นทุนซึ่งมีความเสี่ยงสูง เป้าหมายผลตอบแทน (Required Rate of Return) ของนักลงทุนสำหรับตลาดไทยจะอยู่ประมาณ 12% ต่อปี ถ้าเรามี CGT 37% ภาษีปันผล10% และภาษีเงินได้นิติบุคคลอีก 20% ก็ตือต้องเสียภาษีสามก้อนจากเงินลงทุนก้อนเดียว

ทีนี้ ถ้านักลงทุนต้องการสุทธิ 12% สมมติว่าได้ปันผล 3% สุทธิเหลือ 2.7% ดังนั้นต้องได้สุทธิจาก capital gains อีก 9.3% หรือต้องได้ 9.3/0.63 เท่ากับ 14.8% ดังนั้นตัวบริษัทต้องทำกำไรก่อนภาษีเท่ากับ (14.8+3)/0.8 เท่ากับ 22.25% ผู้ลงทุนถึงจะได้ผลตอบแทน 12%ตามที่ต้องการ

เมื่อเทียบกับ สิงคโปร์ มาเลเซีย ที่เป็นคู่แข่งทั้งแย่งเงินทุนและขายสินค้า ของเขาเก็บ Corporate Income Tax อย่างเดียว บริษัททำกำไรก่อนภาษีแค่ 15% (12/0.8) นักลงทุนก็ได้ผลตอบแทนสุทธิ 12% เท่าของเราแล้ว ลองคิดดูสิครับ ถ้าลงทุนแข่งกัน ขายสินค้าแข่งกัน เขาต้องการกำไร 15% เราต้องการ 22.25% ใครจะแข่งชนะ ถ้าคุณเป็นนักลงทุนต่างชาติ คุณจะเลือกลงที่ไหน โดยเฉพาะถ้าเป็น Capital Intensive Investment ซึ่งมักเป็นอุตสาหกรรมที่มี Value Added สูง เราจะยิ่งเสียเปรียบ เรียกว่าต้นทุนการเงินสูงกว่ามาก

ถ้าต้นทุนการเงินสูง คนก็จะลงแต่พวก Non-Tradables (สินค้าที่ไม่ต้องแข่งในตลาดโลก) เช่น Property, Healthcare, Infrastructure Retails เพราะพวกนี้สามารถผลักภาระไปในราคา ให้ผู้บริโภครับไป ส่วนสินค้าส่งออก ก็ต้องไปแข่งพวกที่ใช้ทุนต่ำ เป็น Labor Intensive หรือที่กดราคาวัตถุดิบในประเทศได้ แถมถ้าต้นทุนพวก Non-Tradables สูง ก็ยิ่งบั่นทอนศักยภาพการแข่งขันไปใหญ่

จะเห็นว่า พอเราอยากให้คนลงทุน เลยต้องมี BOI ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีทุกอย่าง เลยเก็บไม่ได้เลย กับทำให้ระบบบิดเบือนลักลั่นไปหมด (ผมมีความเห็นว่าควรเลิกส่งเสริมการลงทุนโดยให้สิทธิทางภาษีเสียที แต่เปลี่ยนเป็นใช้นโยบายภาษีที่แข่งได้ กับส่งเสริมโดยวิธีอื่น)

เห็นไหมครับ ภาษีทำให้สภาพการแข่งขันกระทบได้แค่ไหน กับทำให้เกิดการบิดเบือนในระยะยาวได้มากอีก

เหตุผลที่สอง เป็นเรื่องการจัดเก็บ CGT ถ้าจะเก็บให้ได้ผล ให้เท่าเทียม เป็นเรื่องยากมาก หรือแทบเป็นไปไม่ได้เลย จะต้องเลิกต้องรื้อ สนธิสัญญาทางภาษีเดิมที่ทำไว้แทบทุกประเทศ ถ้าไม่อย่างนั้นจะจัดเก็บได้เฉพาะกับคนไทยรายย่อยเท่านั้น แล้วก็อาจเกิดผลกระทบอื่นๆ ตามมาอีก เช่น อาจมีตลาดหุ้นไทยนอกประเทศ หรือเกิด Capital Flight

ขอยกตัวอย่าง ถ้าจัดเก็บ CGT โดยทุกอย่างไม่เปลี่ยน ผมก็เปลี่ยนไปลงทุนผ่าน กองทุนรวมต่างประเทศ (การย้ายเงินออกทำได้ง่าย และไม่ผิดกฎด้วย) หรือไปตั้งทรัสตี หรือโฮลดิ้งสัญชาติที่มีอนุสัญญาไม่เก็บภาษีซ้อน แล้วลงทุนเข้ามา หรือไม่ก็พาลเลิกลงทุนในหุ้นไทยเสียเลย (ก็มีหุ้นดีๆ อื่นๆ ให้เลือกทั่วโลกอีกตั้ง กว่า 30,000 หุ้น ที่ไม่ต้องเสีย CGT นี่ครับ)

สรุป ผมยืนยันความเห็นว่า การเก็บ CGT น่าจะมีผลเสียมากกว่าผลดีมากครับ แถมเห็นว่า น่าจะเลิกเก็บทั้งในตลาด นอกตลาด ทั้งจากนิติบุคคลด้วย จะได้ส่งเสริมให้เกิดการลงทุน และกิจกรรมสำคัญอื่น เช่น M&A, การ Restructure, Venture Capital ซึ่งล้วนมีส่วนสำคัญที่จะช่วยพัฒนาเศรษฐกิจทั้งสิ้น

หมายเหตุ : ตีพิมพ์ครั้งแรก เฟซบุ๊ก Banyong Pongpanich วันที่ 20 มิถุนายน 2557

บทความอื่นๆ

เครือข่ายสังคม