Piketty เจ้าของหนังสือดังก้องโลก

ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

หนังสือที่โลกตะวันตกกล่าวถึงกันมากที่สุดเล่มหนึ่งในปัจจุบันคือ “Capital in the Twenty-First Century” ของ Thomas Piketty หนังสือที่โด่งดังข้ามคืนอย่างไม่มีใครนึกฝัน

หนังสือเล่มนี้วิเคราะห์สาเหตุแห่งความไม่เท่าเทียมกันของฐานะทางเศรษฐกิจของสมาชิกในสังคมทุนนิยมอย่างน่าสนใจโดยที่ตนเองไม่ใช่มาร์กซิสต์แต่อย่างใด

ถ้าจะเปรียบเทียบความดังในเวลาอันรวดเร็วของหนังสือเล่มนี้กับหนังสือคลาสสิกเล่มหนึ่งที่หนังสือเล่มนี้ตั้งชื่อให้ใกล้เคียงอย่างตั้งใจคือ “Das Kapital” ของ Karl Marx ก็จะแปลกใจ Das Kapital ตีพิมพ์ครั้งแรกเป็นภาษาเยอรมันใน ค.ศ. 1867 ขายได้ 1,000 เล่มใน 5 ปี อีก 20 ปีต่อมาจึงมีการแปลเป็นภาษาอังกฤษ ในปี 1907 ผู้คนในอังกฤษยังแทบไม่รู้จัก แต่หนังสือของ Piketty เขียนเป็นภาษาฝรั่งเศส และเมื่อแปลเป็นภาษาอังกฤษออกสู่ตลาดในเดือนมีนาคม 2014 ก็โด่งดังเหลือเชื่อ ในสหรัฐอเมริกาเป็นหนังสือที่ขายดีที่สุดของ Amazon จนเล่มปกแข็งขาดตลาดอยู่หลายเดือน

สาเหตุที่หนังสือเล่มนี้เป็นที่สนใจอย่างมากส่วนหนึ่งก็เพราะว่าวางตลาดในจังหวะที่ผู้คนสนใจความไม่เท่าเทียมกันอยู่พอดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหรัฐอเมริกาที่เห็นกันมานานว่าช่องว่างคนรวยคนจนนั้นเป็นเรื่องที่เพียงคนยุโรปเท่านั้นที่หมกมุ่นกัน

วิกฤติเศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกาในปี 2008 ทำให้เห็นชัดว่าการไร้ธรรมาภิบาลและคนรวยในภาคการเงินนั้นมีพฤติกรรมอย่างไร และรวยมากน้อยเพียงใดเมื่อเปรียบเทียบกับคนชั้นกลางที่ทำงานหนักและเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ การเห็นความแตกต่างของระดับความมั่งคั่งและการกระจายตัวของความมั่งคั่ง ทำให้เกิดเป็นประเด็นขึ้นในสังคมอเมริกันปัจจุบัน

“Capital in the Twenty-First Century” ของ Thomas Piketty  หนังสือที่โด่งดังข้ามคืนอย่างไม่มีใครนึกฝัน ที่มาภาพ : http://media.salon.com/2014/04/piketty_capital.jpg
“Capital in the Twenty-First Century” ของ Thomas Piketty หนังสือที่โด่งดังข้ามคืนอย่างไม่มีใครนึกฝัน
ที่มาภาพ: http://media.salon.com/2014/04/piketty_capital.jpg

เมื่อมีหนังสือของ Piketty ซึ่งตั้งใจเขียนให้คนทั่วไปอ่านโดยปราศจากสมการคณิตศาสตร์หรือมีข้อความที่ต้องแบกกระไดมาอ่านด้วย จึงโดนใจคนอเมริกันอย่างจังท่ามกลางความไม่พอใจของผู้ที่เชื่อมั่นในระบบทุนนิยมที่มีรัฐบาลเข้าไปแทรกแซงเท่าที่จำเป็นเท่านั้น หรือพวกที่เรียกว่าฝ่ายขวาในสังคมอเมริกัน Thomas Piketty เป็นคนฝรั่งเศส ปัจจุบันอายุ 43 ปี เขาจบปริญญาเอกเมื่ออายุเพียง 22 ปี ด้วยวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับการกระจายความมั่งคั่ง โดยศึกษาที่ EHESS (École des Hautes Études en Sciences Sociales) และ LSE (London School of Economics and Political Science) เมื่อจบก็สอนหนังสืออยู่ 2 ปีที่ MIT (Massachusetts Institute of Technology) และกลับมาเป็นนักวิจัยที่ EHESS เขาเป็นผู้บริหารของ Paris School of Economics ที่ตนพยายามก่อตั้งขึ้น

ตลอดเวลาเขาศึกษาเรื่องเศรษฐศาสตร์แห่งความไม่เท่าเทียมกัน (Economics of Inequality) จนกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญของโลกในเรื่องนี้ Piketty เขียนหนังสือหลายเล่ม เล่มนี้เป็นเล่มที่ทำให้เขาดังระดับโลกข้ามคืน หนังสือ Capital in Twenty-First Century สร้างความฮือฮาเพราะในประการแรก เขาใช้สถิติข้อมูลที่ชี้ให้เห็นถึงความไม่เท่าเทียมกันข้ามระยะเวลา 300 ปี ของหลายประเทศในยุโรปและสหรัฐอเมริกามาวิเคราะห์จนได้ความจริงที่น่าแปลกใจหลายประการ เช่น

ตัวอย่างที่ 1 ในช่วงเวลา ค.ศ. 1914-1970 ในสหรัฐอเมริกา มูลค่าความมั่งคั่งรวมและความไม่เท่าเทียมกันของรายได้ของประชากรลดลงอย่างมาก แต่ตั้งแต่ทศวรรษ 1970 เป็นต้นมาช่องว่างดังกล่าวเพิ่มสูงขึ้นจนเกือบเท่าเมื่อปลายศตวรรษที่ 19

ตัวอย่างที่ 2 มูลค่ามรดกที่ตกทอดกันในแต่ละปีในฝรั่งเศสรวมกันมีมูลค่าเท่ากับร้อยละ 5 ของ GDP ในทศวรรษ 1950 แต่ปัจจุบันมูลค่านั้นเพิ่มขึ้น 3 เท่าตัวซึ่งไม่ต่างไปจากศตวรรษที่ 19 ที่ตัวเลขนี้สูงถึงร้อยละ 25

สองตัวอย่างนี้คือส่วนหนึ่งของหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าระบบทุนนิยมมีทางโน้มที่จะทำให้คนรวยและคนจนยิ่งมีฐานะทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกันยิ่งขึ้นหากภาครัฐไม่เข้ามาแทรกแซง ความแตกต่างเช่นนี้มีนัยสำคัญของความไม่เท่าเทียมกันของโอกาสทางการศึกษาและโอกาสทำงานหารายได้ Piketty ให้คำอธิบายว่าระบบตลาดเสรี หรือบางทีเรียกว่าระบบทุนนิยม มีทางโน้มโดยธรรมชาติสู่การเพิ่มพูนทรัพย์สินและรายได้ของคนรวย พูดง่ายๆ ก็คือระบบทุนนิยมมีทางโน้มที่นำไปสู่สภาวการณ์ที่คนรวยจะรวยยิ่งขึ้น

ฟังดูก็แสนจะธรรมดา ใครๆ ก็รู้สึกแต่ไม่มีใครพิสูจน์ให้เห็นชัดเจนเหมือนคำอธิบายของหนังสือเล่มนี้ที่มาจากการวิเคราะห์ข้อมูลของหลายประเทศข้ามเวลาถึง 300 ปี

การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจหมายถึงการเพิ่มขึ้นของมูลค่าการผลิต หรือรายได้รวมของสมาชิกในระบบเศรษฐกิจ ดังนั้นอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงจึงหมายถึงการที่ผู้คนทั่วไปมีทางโน้มที่จะมีรายได้สูงขึ้นมาก
ในระบบทุนนิยม คนรวยมีรายได้สำคัญมาจากการลงทุนของทรัพย์สินและทุนที่ได้สะสมไว้ ถ้ามีอัตราการตอบแทนของทุนสูงก็จะยิ่งทำให้รวยยิ่งขึ้นเพราะผลตอบแทนก็จะแปรรูปเป็นทุน และมีการสะสมจนทำให้มีรายได้สูงยิ่งขึ้นและสะสมเป็นทุนมากขึ้น Piketty ศึกษาข้อมูลจริงในประวัติศาสตร์และพบว่า ในเศรษฐกิจทุนนิยม อัตราผลตอบแทนจากทรัพย์สินและทุนสูงกว่าอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจอยู่เสมออย่างเห็นได้ชัดอยู่หลายเท่าตัว และนี่คือสาเหตุว่าเหตุใดคนรวยจึงยิ่งรวย

เศรษฐกิจเติบโตช้าหมายถึงมีอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจต่ำ รายได้ของคนทั่วไปเพิ่มสูงขึ้นช้า แต่ถ้าอัตราผลตอบแทนของทรัพย์สินและทุนสูงกว่า ก็หมายความว่าเจ้าของทุนทรัพย์สินและทุนซึ่งก็ได้แก่คนรวยจะได้รับผลตอบแทนสูงกว่า เมื่อสถานการณ์นี้ดำรงต่อเนื่องและสูงกว่ากันหลายเท่าตัวก็หมายความว่าคนรวยก็จะรวยยิ่งขึ้น สัดส่วนของรายได้จากการลงทุนจะยิ่งขยายตัวมากกว่าสัดส่วนของรายได้ที่มาจากค่าแรงขึ้นทุกที

คำอธิบายของ Piketty ทำให้คนอเมริกันเข้าใจชัดยิ่งขึ้นว่าเหตุใดคนรวยสุด 10 เปอร์เซ็นต์รวมกันเป็นเจ้าของ 70 เปอร์เซ็นต์ของความมั่งคั่งทั้งหมดของประเทศ (ครึ่งหนึ่งของความมั่งคั่งทั้งหมดนี้ คนรวยสุด 1 เปอร์เซ็นต์เป็นเจ้าของ) ซึ่งเทียบกับ 65 เปอร์เซ็นต์ในปี 1950

บ้านเรายังไม่มีการศึกษาเรื่องเดียวกันนี้อย่างลึกซึ้งเท่า Piketty ผู้เขียนมั่นใจว่าหากศึกษาลงลึกอาจพบความจริงที่น่าตกใจยิ่งกว่าก็เป็นได้ แค่ดูเผิน ๆ ในปัจจุบันแม่บ้านคนเดียวของสกุลเดียวสามารถเป็นทั้งเจ้าของสายการบิน ที่ดินและทรัพย์สินในไทยและประเทศเพื่อนบ้าน และแฟรนไชส์ อีกเป็นจำนวนมากได้

ตีพิมพ์ครั้งแรก คอลัมน์ “อาหารสมอง” นสพ.กรุงเทพธุรกิจ วันอังคาร 27 พ.ค. 2557

  • Suthon Hin

    ไม่มีคำ “ที่ดิน” เลย ยกเว้นตอนท้ายซึ่งเป็นทำนองวิจารณ์ของอาจารย์ ดร.วรากรณ์เอง “ที่ดิน”ผิดกับทรัพย์สินอื่นๆ ตรงที่ไม่มีมนุษย์คนใดสร้างหรือผลิตมันขึ้นมา ถ้าเก็บภาษีที่ดินต่ำเกินไป ก็ทำให้คนรวยสะสมกักตุนเก็งกำไรเก็บที่ดินไว้ได้คนละมากๆ ที่ดินถูกปล่อยว่างไม่ค่อยได้ใช้ทำประโยชน์ ชาติก็ไม่ค่อยเจริญ ที่ดินก็แพง คนจนก็ไม่ค่อยจะสามารถหาซื้อหรือเช่าที่ดินไว้เป็นที่อยู่ที่ทำมาหากิน ต้องง้อของานจากนายทุนผู้จ้าง ค่าแรงก็ถูกกด แล้วรัฐที่เก็บภาษีที่ดินต่ำก็ต้องเก็บภาษีการผลิตการค้าการบริการสูง รวมทั้งภาษีเงินได้ ก็ทำให้ค่าแรงสุทธิยิ่งต่ำ สินค้าก็แพง ความยากจนจึงเกิด อีกทั้งการเก็งกำไรที่ดินก็เป็นตัวการทำให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจฟองสบู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ยิ่งทำให้เดือดร้อนกันมากยิ่งขึ้น ความเจริญก็ยิ่งถดถอยลงไป สนใจก็เชิญอ่าน “เศรษฐศาสตร์แนวจอร์จ” ได้ครับ อากู๋จะช่วยค้นให้

    • Suthon Hin

      องค์กรที่สนับสนุนการเก็บภาษีมูลค่าที่ดินตามแนวของเฮนรี จอร์จปัจจุบันมีในประเทศต่างๆ รวม 20 ประเทศ ในสหรัฐฯ เองมีองค์กรเช่นนี้ 32 แห่ง ออสเตรเลีย 8 แคนาดา 7 อังกฤษ 6 เดนมาร์ก 6 สเปน 3 แอฟริกาใต้ 3 นิการากัว 1 อาร์เจนตินา 1 นิวซีแลนด์ 1 เบลเยียม 1 เนเธอร์แลนด์ 1 กรีซ 1 มอลตา 1 รัสเซีย 1 เกาหลีใต้ 1 ไนจีเรีย 1 มาลี 1 เอธิโอเปีย 1 และ เซเนกัล 1 แห่ง (จาก INTERNATIONAL DIRECTORY OF GEORGIST ORGANIZATIONS http://www.cgocouncil.org/showcgo.php)

  • Suthon Hin

    Business Insider on New Star Piketty, Old Star H. George

    Thomas Piketty is all the rage now but still has a long way
    to go before he can touch the impact of 19th c. hero Henry George.

    (เชิญอ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://www.progress.org/views/good-press/business-insider-on-new-star-piketty-old-star-h-george/)