“ยิ่งลักษณ์” ระบุสต็อกข้าว 3 ล้านตัน ยันอยู่ครบ แต่อนุกรรมการปิดบัญชียัง”ไม่ปรับบัญชี” – หมอ”วรงค์” เผยไอ้โม่งซื้อข้าวส่งคืนโกดัง

ความเสียหายที่เกิดจากโครงการจำนำข้าวยังเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันไม่เลิกรา โค้งสุดท้ายก่อนที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ “ป.ป.ช.” จะสรุปผลการไต่สวนชี้มูลความผิด น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี ฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ปล่อยให้มีการทุจริตเกิดขึ้นในโครงการรับจำนำข้าวทุกขั้นตอน ทำให้รัฐ “ขาดทุนกว่า 2 แสนล้านบาทต่อปี”

ช่วงเช้าของวันที่ 23 เมษายน 2557 น.ส.ยิ่งลักษณ์เรียกประชุมรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับโครงการจำนำข้าว มาหารือ อาทิ นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รักษาการรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รักษาการรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, นายชัยเกษม นิติสิริ รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม, นางเบญจา หลุยเจริญ รักษาการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง และนายยรรยง พวงราช รักษาการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นต้น

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่มาภาพ : เฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/Y.Shinawatra?fref=ts
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่มาภาพ : เฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/Y.Shinawatra?fref=ts

ภายหลังการประชุมเสร็จสิ้น น.ส.ยิ่งลักษณ์มอบหมายให้นายยรรยง พวงราช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ไปยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. โดยขอให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบข้อมูลของคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวเปลือกอีกครั้งก่อนสรุปผลการตัดสิน ทั้งนี้เนื่องจากคณะอนุกรรมการปิดบัญชีฯ ไม่ได้นำข้อมูลข้าวสารจำนวน 2.977 ล้านตัน ที่หายไปจากสต็อกเข้ามาคำนวณด้วย ทำให้โครงการรับจำนำข้าวสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์มีผลขาดทุนสูง 2-3 แสนล้านบาทต่อปี

นายยรรยงให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวว่า “จริงๆ ข้าว 2.977 ล้านตัน ไม่ได้หายไปไหน ส่วนใหญ่อยู่ระหว่างการนำไปสีแปรสภาพเป็นข้าวสาร เพื่อนำเข้ามาเก็บไว้ในโกดังกลาง อีกส่วนหนึ่งอยู่ระหว่างการส่งมอบให้กับผู้ซื้อ และมีบางส่วนขายไปแล้ว เจ้าหน้าที่กระทรวงพาณิชย์จึงไม่ได้นำตัวเลขข้าวลอตนี้มาลงบันทึกบัญชี หากคณะอนุกรรมการปิดบัญชีฯ นำข้าวลอตนี้เข้ามาคำนวณทางบัญชีด้วย ผลขาดทุนจะลดลงไปกว่าแสนล้านบาท ดังนั้นรัฐบาลจึงต้องการให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบข้าวที่อยู่ในสต็อกอีกครั้งก่อนที่จะชี้มูลความผิด ป.ป.ช. จะทราบว่าข้าวลอตนี้ จริงๆ แล้วไม่ได้หายไปไหน”

และในตอนเย็นวันเดียวกัน น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้โพสต์ข้อความขึ้นบนเฟซบุ๊กว่า “กรณีคณะอนุกรรมการปิดบัญชีฯ ไม่ได้นำข้าวที่อยู่ในครอบครองขององค์การคลังสินค้า (อคส.) และองค์การตลาดเพื่อการเกษตรกร (อ.ต.ก.) จำนวน 2.977 ล้านตันข้าวสาร มารวมคำนวณทางบัญชีด้วย โดยอ้างว่าข้าวสูญหายไปนั้น ความจริงแล้วไม่ได้สูญหาย จึงต้องถือว่าสต็อกข้าวนั้นมีอยู่ กรณีที่ไม่นำมารวมคำนวณจึงไม่ถูกต้อง และไม่อาจกล่าวอ้างได้ว่าข้าวดังกล่าวสูญหาย ดังนั้นการตรวจสอบสต็อกให้ถูกต้องย่อมเป็นภารกิจที่สำคัญ และจะทำให้การปฏิบัติหน้าที่ของ ป.ป.ช. เป็นไปด้วยความโปร่งใสและเป็นธรรม ไม่ได้เชื่อเพียงคำกล่าวอ้างดังที่ปรากฏเป็นข่าวเท่านั้น ดิฉันจึงมอบหมายให้นายยรรยง พวงราช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ยื่นหนังสือต่อ ป.ป.ช. เพื่อขอให้ตรวจสอบว่าข้าว 2.977 ล้านตันข้าวสาร ที่อยู่ในความครอบครองของ อคส. และ อ.ต.ก. สูญหายจริงหรือไม่ และเพื่อจัดทำเป็นรายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริง หรือรายงานการแสวงหาข้อเท็จจริงให้เสร็จสิ้นก่อนการพิจารณาและสรุปสำนวนต่อไป การที่ดิฉันขอให้ดำเนินการเช่นนี้ก็เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำรงความยุติธรรมตามหลักนิติธรรม ทั้งเป็นการให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาคือตัวดิฉัน ซึ่งมีสิทธิตามรัฐธรรมนูญ ได้พิสูจน์ความถูกต้องแท้จริงของข้อกล่าวหา ตามมาตรฐานสากลและการปฏิบัติที่เท่าเทียมกัน”

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า กรณีสต็อกข้าวที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ให้สัมภาษณ์สื่อว่า หากคณะอนุกรรมการปิดบัญชีฯ ยอมรับตัวเลข 2.9 ล้านตัน เข้ามารวมคำนวณในบัญชี จะช่วยลดตัวเลขการขาดทุนลงกว่าแสนล้านบาทนั้นไม่เป็นความจริง เพราะหากใช้ราคารับจำนำข้าวสูงที่สุด 15,000 บาทต่อตัน คูณกับข้าวที่ตกค้างอยู่นอกบัญชีสต็อก 2.977 ล้านตัน ช่วยลดผลขาดทุนได้แค่ 50,000 ล้านบาทเท่านั้น ซึ่งโครงการรับจำนำข้าวเปลือกฤดูผลิตปี 2555/56 ก็ยังขาดทุน 220,000 ล้านบาทต่อปี

เบื้องลึกของตัวเลขข้าวรัฐบาลสูญหายจากสต็อกเกือบ 3 ล้านตันนั้น แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังเปิดเผยต่อไปอีกว่า หลังจากที่น.ส.สุภา ปิยะจิตติ ฐานะประธานคณะอนุกรรมการปิดบัญชีฯ สรุปผลการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวเปลือก ครั้งที่ 2 วันที่ 31 พฤษภาคม 2556 ขาดทุน 2.7 แสนล้านบาท น.ส.สุภาจึงทำรายงานถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ปรากฏว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่พอใจมาก ขอให้ น.ส.สุภาปรับบัญชีใหม่ โดยให้เหตุผลว่าข้าวจำนวน 2.977 ล้านตัน อยู่ระหว่างการสีเป็นข้าวสารเพื่อนำเข้าไปเก็บในโกดังกลาง เจ้าหน้าที่ฝ่ายบัญชีของ อคส. และ อ.ต.ก. จึงไม่ได้ลงบันทึกบัญชี น.ส.สุภาเห็นว่าข้าวที่ขาดหายไปจากบัญชีสต็อกมีปริมาณมากเกือบ 3 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท คณะอนุกรรมการปิดบัญชีฯ จึงรับฟังคำชี้แจงของกระทรวงพาณิชย์ แต่ไม่ยอมปรับปรุงบัญชี

น.ส.สุภา ปิยะจิตติ รองปลัดกระทรวงการคลัง
น.ส.สุภา ปิยะจิตติ รองปลัดกระทรวงการคลัง

“ช่วงนั้นก็มีรัฐมนตรีบางคนเสนอให้ปลัดกระทรวงการคลังตั้งคณะกรรมการสอบ น.ส.สุภา เพื่อหาตัวข้าราชการที่ให้ข้อมูลความเสียหายของโครงการจำนำข้าวกับสื่อมวลชน น.ส.สุภาถูกฝ่ายการเมืองบีบอย่างหนัก จึงเสนอให้รัฐบาลออกคำสั่งให้คณะอนุกรรมการปิดบัญชีฯ ตรวจสอบสต็อกข้าวทั่วประเทศ หากผลการตรวจสอบข้าวที่ขาดหายไป 2.9 ล้านตันอยู่ครบ น.ส.สุภาถึงจะยอมปรับปรุงบัญชีให้ตามที่รัฐบาลเรียกร้อง ปรากฏว่ารัฐบาลไม่มีคำสั่งให้คณะอนุกรรมการปิดบัญชีฯ ดำเนินการตรวจสต็อกข้าว แต่มีคำสั่งแต่งตั้ง พล.ต.ต. ธวัช บุญเฟื่อง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นประธานคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อมูลปริมาณข้าวคงเหลือของ อคส. และ อ.ต.ก. น.ส.สุภาจึงเสนอให้คณะทำงานชุดนี้มีตัวแทนจากอนุกรรมการปิดบัญชีอย่างน้อย 1 คน ร่วมทีมตรวจสอบสต็อกข้าวทั่วประเทศด้วย” แหล่งข่าวกล่าว

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังกล่าวว่า หลังจากตรวจนับสต็อกข้าวเสร็จเรียบร้อยแล้ว คณะทำงานชุดนี้ยังไม่เคยเรียกประชุมคณะทำงานเพื่อพิจารณาเรื่องนี้อีกเลย เท่าที่ทราบข้อมูลอย่างไม่เป็นทางการ ปริมาณข้าวที่คณะทำงานชุดนี้ลงพื้นที่ตรวจสอบมีปริมาณน้อยกว่าปริมาณข้าวที่ลงบันทึกบัญชีไว้กับส่วนกลาง หรือข้าวสารในสต็อกหายไป 1.5 แสนตัน ผลการตรวจสอบสต็อกข้าวทั่วประเทศครั้งนี้ถือเป็นยืนยันว่าเรื่องข้าวหายไปจากสต็อกนั้นเป็นเรื่องจริง ปัจจุบัน น.ส.สุภาก็ยังไม่ยอมรับตัวเลขดังกล่าว เนื่องจากปริมาณข้าวที่คณะทำงานชุดนี้ตรวจนับมียอดต่ำกว่าปริมาณข้าวที่ลงบัญชีไว้กับส่วนกลาง 1.5 ล้านตัน

“การตรวจนับสต็อกข้าวครั้งนี้ จึงถือเป็นการยืนยันว่าเรื่องข้าวหายจากสต็อกนั้นเป็นเรื่องจริง ด้วยเหตุผลนี้เอง น.ส.สุภาจึงไม่ยอมรับ ข้าวที่หายไปจากสต็อก 3 ล้านตัน เข้ามารวมอยู่ในบัญชี จนกว่าจะมีการพิสูจน์โดยการตรวจนับจริง และพบว่าข้าวลอตนี้อยู่ครบ” แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง กล่าว

ด้าน นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า กรณีที่นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รักษาการรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวช่วงที่ไปให้ปากคำ ป.ป.ช. ว่า “โครงการจำนำข้าวเสียหายปีละ 1 แสนล้านบาท” ความเสียหายที่เกิดขึ้นน่าจะหมายถึงกรณีรัฐบาลจัดสรรงบประมาณมาชดเชยต้นเงินกู้และดอกเบี้ยให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) รวมทั้งการจัดสรรงบฯ เป็นการบริหารจัดการโครงการจำนำข้าว แต่ยังไม่ได้ชี้แจงกรณีที่รัฐบาลเบิกเงินกู้จากกระทรวงการคลัง และสภาพคล่อง ธ.ก.ส. มาใช้รับจำนำข้าวเกือบ 6.9 แสนล้านบาท เกินกรอบวงเงินที่ได้รับอนุมติจาก ครม. 5 แสนล้านบาท ก่อนถึงปิดบัญชี 31 ธันวาคม 2556 ต้องปรับลดยอดการใช้จ่ายเงินให้อยู่ภายใต้กรอบวงเงินดังกล่าว ขณะที่การระบายข้าวไม่เป็นไปตามเป้าหมาย เงินที่เหลืออยู่มีไม่พอที่จะมาใช้ในการปิดบัญชี จึงต้องไปตกลงกับสำนักงบประมาณ โยกงบฯ 6 หมื่นล้านบาทที่รัฐบาลจัดสรรให้ ธ.ก.ส. มาช่วยปิดบัญชี

“ปัญหาคือทุนหมุนเวียน 5 แสนล้านบาทใช้ไปหมดแล้ว ยังติดค้างเงินชาวนาในฤดูการผลิต 2556/57 อีก 1.9 แสนล้านบาท ผมยังไม่แน่ใจว่าเงินที่ได้จากการระบายข้าวรวมกับเงินที่ยืมมาจากงบกลาง 20,000 ล้านบาท จะเหลือพอใช้หนี้ชาวนาเกือบ 2 แสนล้านบาทหรือไม่ ทั้งนี้ยังไม่นับรวมเงินที่ลงไป 5 แสนล้านบาท ตอนนี้ใช้ไปเกือบหมดแล้ว แถมยังมีหนี้ที่รัฐบาลตกลงกับสำนักงบฯ ขอยืมเงินมาปิดบัญชี ณ สิ้นปี 2556 อีก 6 หมื่นล้านบาท ค่าดอกเบี้ย ค่าบริหารจัดการที่หมกเม็ดไว้อีกมาก ใครต้องรับผิดชอบ นายกิตติรัตน์ไม่เคยพูดถึงหนี้ 5 แสนล้านบาทเลย แต่สุดท้ายแล้ว คงต้องตั้งงบฯ มาใช้หนี้ก้อนนี้” นพ.วรงค์กล่าว

นพ.วรงค์กล่าวต่อไปอีกว่า วันที่นายยรรยงได้รับมอบหมายจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ให้ไปยื่นเอกสารชี้แจง ป.ป.ช. เพื่อยืนยันว่า “ข้าวสาร 2.9 ล้านตันอยู่ครบ ไม่มีข้าวหาย” ตามที่คณะอนุกรรมการปิดบัญชีฯ และ ป.ป.ช.ระบุ ซึ่งตนทราบข่าวจากพรรคพวกที่เป็นเซอร์เวเยอร์มีการนำข้าวสารกลับมาคืนโกดังกลางแล้ว โดยการไปประมูลซื้อข้าวที่รัฐบาลขายแบบเลหลังราคาถูกๆ ซึ่งสอดคล้องกับข่าวจาก “ไทยรัฐออนไลน์” ข้าวที่นำไปทำข้าวถุงไม่ได้หายไปไหน แต่เบิกข้าวเกิน จึงไม่แปลกครับที่วันนี้นายยรรยงกล้าท้า ป.ป.ช. ให้ไปตรวจสต็อกข้าว ข้าวไม่ได้หายไปไหน ตอนนี้อยู่ครบแล้ว

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีตส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์
นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์

“ผมขอย้ำ ทั้งนายกิตติรัตน์ นายนิวัฒน์ธำรง และนายยรรยง ผมได้อ่านสัมภาษณ์ของพวกคุณจากสื่อมวลชนแล้ว ความเสียหายที่เกิดจากการทุจริตระบายข้าวแบบจีทูจี ไม่ว่าจะดิ้นอย่างไร พวกคุณไม่สามารถแก้ตัวให้กับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้สักคนเลย น.ส.ยิ่งลักษณ์รับรู้การระบายข้าวแบบจีทูจีมาโดยตลอด ทำไมจึงปล่อยให้ทุจริตจนเกิดความเสียหายมากมายขนาดนี้” นพ.วรงค์กล่าว

นพ.วรงค์กล่าวต่อไปอีกว่า กรณีนายยรรยงออกมาให้สัมภาษณ์ว่า “โครงการข้าวถุงส่อทุจริตจริง เตรียมสั่งฟันเจ้าหน้าที่ อคส. ที่เกี่ยวข้อง แม้เสียไปชีวิตแล้วก็จะตามยึดทรัพย์สินคืนหลวง” อย่าคิดว่าตนตามไม่ทัน รัฐบาลกำลังจะโยนบาปไปให้เจ้าหน้าที่ที่เสียชีวิตไปแล้ว ช่วงนั้นมีการเบิกข้าวสารออกจากคลังไปทำข้าวถุงลอตใหญ่ที่สุด 1.8 ล้านตัน เท่าที่ทราบ อดีตผู้บริหาร อคส. ที่เสียชีวิตแล้วไม่ยอมลงนามอนุมัติ แม้กระทั่งผู้อำนวยการ อคส. คนปัจจุบันก็ยังไม่กล้าอนุมัติ แต่ทำไมข้าวสาร 1.8 ล้านตัน ถูกเบิกออกไปทำข้าวถุงได้ โครงการผลิตข้าวถุง 2.5 ล้านตัน เป็นโครงการขนาดใหญ่มูลค่าเกือบ 70,000 ล้านบาท มีหรือที่ฝ่ายการเมืองจะไม่ทราบเรื่อง หากฝ่ายการเมืองไม่รู้เรื่องก็ถือว่าละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ประเด็นที่สำคัญที่สุดคือ บริษัทอดีตเลขานุการรัฐมนตรี หรือ หมอโด่ง เข้ามารับข้าวถุงจำหน่ายให้คนจนราคาถุงละ 70 บาท แต่เอาเข้าจริง ข้าวไม่ถึงมือคนจน แต่ถูกนำไปขายคืนให้กับโรงสีที่รับจ้างรัฐบาลผลิตข้าวถุง”