“โจโค วิโดโด”นักสร้างฝันที่เป็นจริงสู่ว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ของอินโดนีเซีย

16 เมษายน 2014

รายงานโดย…บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์

อินโดนีเซีย เป็นอีกประเทศหนึ่งที่เตรียมการผลัดเปลี่ยนผู้นำคนใหม่แทนประธานาธิบดีสุสิโล บัมบัง ยุดโดโยโน ที่กำลังจะพ้นตำแหน่งหลังจากครองอำนาจมานาน 10 ปีเต็ม แม้การเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่จะมีขึ้นในวันที่ 9 ก.ค. นี้ แต่จากผลการเลือกตั้งทั่วไปที่เพิ่งผ่านพ้นไปเมื่อเร็วๆ นี้ รวมทั้งจากผลการสำรวจความเห็นโดยสถาบันรอย มอร์แกน รีเสิร์ช ล้วนแต่ชี้ไปในทางเดียวกันว่าชาวเมืองอิเหนาต่างสุดแสนจะเบื่อระอารัฐบาลนายยุดโดโยโน อดีตมือปราบการทุจริตคอร์รัปชัน แต่พอใกล้ถึงเวลาจะต้องถอดหัวโขนทิ้งเนื่องจากกฎหมายรัฐธรรมนูญไม่อนุญาตให้สมัครรับเลือกตั้งต่อเป็นสมัยที่ 3 การบริหารประเทศของนายยุดโดโยโนในช่วงสองปีสุดท้ายจึงเริ่มไร้ประสิทธิภาพ ปล่อยปละละเลยให้คนใกล้ชิดรวมหัวกันทุจริตฉ้อฉลและใช้อำนาจในทางมิชอบเหมือนในอดีต ทำให้ชาวเมืองอิเหนาที่ยืนยันหนักแน่นว่าต้องการรัฐบาลที่ซื่อสัตย์สุจริตและปลอดจากการคอร์รัปชัน คิดจะดัดสันดานนักการเมืองเลวด้วยการส่งสัญญาณว่าพร้อมจะเลือกผู้นำขวัญใจคนจนตัวจริง ผู้เคยแสดงผลงานให้ประจักษ์มานานแล้วว่ามือสะอาดจริง จนสามารถฟาดฟันกับการคอร์รัปชันอย่างได้ผลตั้งแต่สมัยเป็นนายกเทศมนตรีบ้านนอกสู่ผู้ว่าฯ มหานครจาการ์ตา ให้เป็นว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ในอนาคตอันใกล้

นักการเมืองผู้เป็นความหวังใหม่ของชาวเมืองอิเหนามากที่สุดในขณะนี้ก็คือนายโจโค วิโดโด หรือ “โจโควิ” ผู้ว่าราชการจอมสีสันแห่งกรุงจาการ์ตาวัย 52 ปี ซึ่งผลการสำรวจความเห็นบ่งบอกว่ามีคะแนนนิยมทิ้งห่างคู่แข่งอย่างขาดลอย

นายโจโค วิโดโด หรือ "โจโควิ" ที่มาภาพ : http://images.solopos.com/2012/03/2803Jokowi.jpg

นายโจโค วิโดโด หรือ “โจโควิ”
ที่มาภาพ : http://images.solopos.com/2012/03/2803Jokowi.jpg

ไม่ว่าจะเป็นนายปราโบโว ซูเบียนโต อดีตผู้บัญชาการหน่วยปฏิบัติการพิเศษ ผู้มีชนักติดหลังถูกกล่าวหาว่าละเมิดสิทธิมนุษยชน หรือนายอาบูริซัล บาครี ประธานพรรคโกลคาร์ พรรคการเมืองเก่าแก่ของอดีตประธานาธิบดีซูฮาร์โต กระทั่งพรรคประชาธิปไตยอินโดนีเซียแห่งการต่อสู้ (พีดีไอ-พี) ใต้การนำของอดีตประธานาธิบดีเมกะวตี ซูการ์โนปุตรี ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเดินหน้าเสนอชื่อให้เป็นตัวแทนชิงทำเนียบประธานาธิบดีในกลางปีนี้

สำหรับชาวเมืองอิเหนาแล้ว ค่อนข้างคุ้นหูกับชื่อของนายโจโค วิโดโด ในฐานะนักการเมืองดาวรุ่ง เจ้าของสมญา “โอบามา” แห่งแดนอิเหนา ไม่เพียงเพราะมีรูปร่าง หน้าตา สีผิว และบุคลิกคล้ายคลึงกับประธานาธิบดีบารัก โอบามา แห่งสหรัฐฯ​ราวกับแฝดต่างฝาเท่านั้น หากยังเป็นเพราะเป็นไพร่ตัวจริง ที่ต้องปากกัดตีนถีบเหมือนกับพี่น้องร่วมชาติส่วนใหญ่ อีกทั้งยังมีบุคลิกแบบหนุ่มลูกทุ่งพร้อมลุยทุกที่ ผสมผสานกับการเป็นนักการเมืองตีนติดดินที่คลุกคลีตีโมงกับชาวบ้านยากจนได้อย่างกลมกลืน นับตั้งแต่กระโดดเล่นการเมืองระดับท้องถิ่น เป็นนักการเมืองบ้านนอกที่โนเนมแทบไม่มีใครรู้จัก

ก้าวกระโดดเป็นนักการเมืองไฟแรงขวัญใจประชาชน จากนายกเทศมนตรีจอมโปรเจกต์แห่งเมืองสุราการ์ตาหรือโซโล สู่ผู้ว่าราชการกรุงจาการ์ตา ผู้มีผลงานการบริหารที่เข้าตาประชาชนมากที่สุด จนกลายเป็นกระแส “โจโควี” เหมือนกับกระแสลุงกำนันสุเทพ เทือกสุบรรณไม่มีผิด

หากไม่มีอะไรพลิกความคาดหมาย โอกาสค่อนข้างสดใสที่โจโควีจะสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ขึ้นในประเทศนี้ในฐานะเป็นประธานาธิบดีคนแรกที่ไม่ได้เกี่ยวข้องหรือมาจากกองทัพ รวมถึงไม่ได้มีต้นทุนทางสังคมที่สูงและสวยหรูเหมือนผู้นำคนอื่นๆ แม้จะมีนักวิเคราะห์บางคนเริ่มตั้งคำถามว่าโจโควีมีประสบการณ์และความสามารถมากพอที่จะสวมหัวโขนนี้หรือไม่ ซึ่งผู้ที่ให้คำตอบนี้ดีที่สุดก็คือสำนักข่าวบลูมเบิร์กที่นำเสนอรายงานกึ่งวิเคราะห์ชิ้นหนึ่งระบุว่านายโจโคอาจเป็นผู้ช่วยเหลือประชาธิปไตยในทวีปผิวเหลืองเอเชียที่กำลังอยู่ในภาวะสิ้นหวัง โดยใช้นโยบายประชานิยมแต่ไม่โกงเหมือนผู้นำอื่นๆ ในเอเชีย ยิ่งเมื่อเทียบกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศ ไม่ว่าจะที่พม่า กัมพูชา มาเลเซียรวมทั้่งไทยแลนด์แดนแค่นยิ้ม ยิ่งตอกย้ำว่าอนาคตทางการเมืองของนายโจโคมีความสำคัญเกินกว่าจะถูกจำกัดอยู่แค่การเป็นผู้ว่ากรุงจาการ์ตาในฐานะผู้อยู่วงนอกแล้ว

นายโจโคคือผู้ที่จุดประกายความหวังว่าคนนอกวงการเมืองจะนำพาความเปลี่ยนแปลงและแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชันและนโยบายเลื่อนลอย หรือดีแต่โฆษณาชวนเชื่อเพียงเพื่อจะชนะเลือกตั้งเพียงอย่างเดียวเหมือนในอดีต สำนักข่าวบลูมเบิร์กย้ำว่า สิ่งที่ประเทศเหล่านี้ต้องการในขณะนี้คือการแก้ปัญหา ไม่ใช่สโลแกน ซึ่งนายโจโคได้แสดงให้เห็นแล้วว่าตัวเองแตกต่างจากนักการเมืองรุ่นเก่าด้วยการสร้างรูปแบบการจัดการปัญหาสำคัญ 3 ประการ ที่ใครก็ตามที่ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีอินโดนีเซียต้องเผชิญอย่างเลี่ยงไม่ได้

นายโจโค วิโดโด เกิดในครอบครัวชนชั้นกลางที่ค่อนไปทางยากจนแห่งจังหวัดสุราการ์ตาหรือโซโล ใจกลางเกาะชวาเมื่อวันที่ 21 มิ.ย. 2504 สำเร็จการศึกษาระดับประถมต้นถึงมัธยมที่จังหวัดบ้านเกิด ก่อนจะไปเรียนต่อวิศวกรรมศาสตร์ที่คณะป่าไม้ มหาวิทยาลัยกัดจาห์ มาดา เมื่อปี 2528 หลังจากสำเร็จการศึกษาแล้วก็ยึดอาชีพนักธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์และส่งออกเฟอร์นิเจอร์ ก่อนจะตัดสินใจกระโจนเล่นการเมืองท้องถิ่นด้วยการสมัครเป็นนายกเทศมนตรีเมืองสุราการ์ตา และก็ได้รับเลือกตั้งท่ามกลางความกังขาของหลายคนที่สงสัยในฝีมือว่ามีมากน้อยแค่ไหน แต่ผ่านไปแค่ปีเดียวหลายคนก็เริ่มประจักษ์เมื่อเกิดความเปลี่ยนแปลงในเมืองนี้อย่างเห็นได้ชัดจากการลอกเลียนแบบการพัฒนาเมืองต่างๆ ในยุโรปที่นายโจโคมักจะเดินทางไปดูงานบ่อยๆ สมัยที่เป็นนักธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์และส่งออกเฟอร์นิเจอร์ รวมไปถึงการทำตัวเป็นคนตีนติดดินเข้าถึงประชาชนในโซโลอย่างง่ายๆ ทำให้กลายเป็นขวัญใจและผู้ทรงอิทธิพลในจังหวัดนี้

ตลอดช่วง 7 ปีที่เป็นนายกเทศมนตรีจังหวัดโซโล โจโควีได้พยายามรื้อฟื้นภาพลักษณ์หรือแบรนด์เก่าๆ ของเมืองนี้ในฐานะเป็นศูนย์กลางด้านวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว ภายใต้คำขวัญว่า “เดอะ สปริต ออฟ ชวา” โดยเฉพาะการผลักดันให้เมืองสุราการ์ตาได้ขึ้นทะเบียนเป็นหนึ่งในเมืองมรดกโลกและได้รับการอนุมัติเมื่อปี 2549 อีกทั้งยังเข็นเมืองนี้ให้เป็นศูนย์กลางการประชุมและการจัดนิทรรศการนานาชาติ อาทิ เป็นที่จัดประชุมของคณะกรรมการมรดกโลก และเป็นเจ้าภาพจัดงานแสดงดนตรีโลก เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังได้สร้างตลาดสินค้าพื้นเมืองแห่งใหม่ สร้างถนนคนเดินยาว 7 กม. ปรับปรุงสวนสาธารณะใหญ่ของเมือง ออกกฎคุมเข้มเรื่องการตัดต้นไม้ใหญ่บนถนนสายหลักในเมือง ปรับปรุงระบบขนส่งคมนาคม ด้วยการเพิ่มรถโดยสาร 2 ชั้น ย้ายบ่อขยะในเมืองเพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว การเสนอโครงการประกันสุขภาพชาวเมืองโซโลทุกคน โดยทุกโครงการจะดำเนินไปด้วยความโปร่งใส ดึงคนในท้องที่เข้ามามีส่วนร่วม ที่สำคัญก็คือสั่งห้ามคนในครอบครัวของตัวเองเข้ายุ่งเกี่ยวกับการประมูลในโครงการต่างๆ ของเมืองนี้

ความสำเร็จทั้งหลายทั้งปวงนี้ โดยเฉพาะในเรื่องของการเลือกคนดีมีฝีมือมาเป็นที่ปรึกษาใกล้ชิด ทำให้ชื่อเสียงของนายโจโคยิ่งขจรไกลไปทั่วประเทศ จนได้รับรางวัลเกียรติยศมากมาย อาทิ รางวัลผู้นำในฝันซึ่งจัดทำโดยนิตยสารเทมโป รางวัลผู้นำการเปลี่ยนแปลงจากหนังสือพิมพ์รีพับลิกา ท้ายสุดพรรคฯ ก็ไม่อาจทานกระแสโจโควีได้ จึงเสนอให้กระโดดข้ามห้วยมาสมัครชิงผู้ว่าจาการ์ตา แล้วก็ไม่ผิดหวัง และหลังจากได้นั่งเก้าอี้ผู้ว่าฯ จาการ์ตาแล้ว โจโควีก็สร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อีกเช่นกัน ด้วยการเสนอโครงการจะฟื้นฟูกรุงจาการ์ตาให้กลับมาเป็น “อัญมณีแห่งเอเชีย” อีกครั้ง หลังจากถูกละเลยมาเป็นเวลานานหลายสิบปี

หนึ่งในมาตรการฟื้นฟูกรุงจาการ์ตาก็คือการเสนอภิมหาโปรเจกต์ต่างๆ เหมือนเช่นที่เคยทำในสุราการ์ตา อาทิ โครงการสร้างโทลเวย์ใหม่อีก 6 แห่ง โครงการจะย้ายหาบเร่ตามถนนสายต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาจราจรติดขัดในกรุงจาการ์ตา ตลอดจนโครงการจะสร้างอุโมงค์ยักษ์เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมใหญ่ อันเป็นปัญหาเรื้อรังของมหานครแห่งนี้ ซึ่งแต่ละปีทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายคน แต่ที่ผิดไปจากนักการเมืองอื่นๆ คือนายโจโคจะคุมเข้มไม่ให้มีการทุจริตคอร์รัปชันเชิงนโยบายหรือมีการกินกันทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ

นายโจโค วิโดโด หรือ "โจโควิ"  ที่มาภาพ : http://statik.tempo.co/data/2013/05/28/id_188091/188091_620.jpg

นายโจโค วิโดโด หรือ “โจโควิ”
ที่มาภาพ : http://statik.tempo.co/data/2013/05/28/id_188091/188091_620.jpg

ความที่เป็นคนติดดินและไม่ลืมกำพืดเดิม นายโจโคจึงมักจะย่องไปดูงานตามพื้นที่ต่างๆ โดยเฉพาะในพื้นที่ยากจนโดยไม่บอกใครล่วงหน้า โดยแต่งตัวสบายๆ เดินท่อมๆ ตรวจตลาดและซอกซอยต่างๆ ไปพูดคุยกับชาวบ้านในปัญหาต่างๆ ตั้งแต่ปัญหาปากท้อง เรื่อยไปจนถึงปัญหาน้ำท่วม ความสำเร็จเหล่านี้ทำให้ได้รับการโหวตให้ครองอันดับ 3 ผู้ว่าฯ ที่ดีที่สุดในโลกจากการสำรวจเมื่อปี 2555

นายโจโค ซึ่งเป็นแฟนเพลงวงดนตรีฮาร์ดร็อก ‘ดีพ เพอร์เพิล’ และครั้งหนึ่งเคยเป็นเจ้าของกีตาร์ที่มีลายเซ็นของสมาชิกวงเฮฟวีเมทัลคนหนึ่ง ยืนยันว่าการเป็นนักการเมืองที่ประสบความสำเร็จจะต้องยืนหยัดแก้ไขปัญหาในประเทศโดยเฉพาะการทุจริตคอร์รัปชัน ด้วยการไม่นำเสนอนโยบายเลื่อนลอยหรือดีแต่พูด ดีแต่โฆษณาชวนเชื่อ อาทิ มุ่งมั่นจะแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันและระบบราชการที่ไร้ประสิทธิภาพด้วยการสร้างระบบที่โปร่งใส วัดคุณภาพคนจากผลงานไม่ใช่เส้นสายหรือการติดสินบน หรือแก้ปัญหาจราจรด้วยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และสุดท้ายก็คือสร้างโครงข่ายสวัสดิการสังคมที่เหมาะสม รวมไปถึงการดูแลสุขภาพฟรีแก่กลุ่มคนที่ยากจนที่สุด เป็นต้น

ด้วยความประทับใจในชีวิตต้องสู้ตั้งแต่ยังเด็ก รวมไปถึงการเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ที่สุภาพอ่อนน้อม เรียบง่าย ซื่อสัตย์ ฉลาดเฉลียวแต่มีจินตนาการก้าวไกล สร้างสรรค์ และมุ่งมั่น ที่สำคัญก็คือมีหัวใจอยู่กับคนยากจน จึงมีผู้นำประวัติในวัยเด็กของโจโควีไปสร้างเป็นภาพยนตร์ที่ฉายเมื่อกลางปีที่แล้ว โดยเจ้าตัวบ่นอุบอิบว่าชีวิตของตัวเองแสนจะพื้นๆ ไม่มีอะไรน่าสนใจมากพอที่จะทำเป็นภาพยนตร์

แต่หลายคนเชื่อว่า หากได้เป็นประธานาธิบดีคนใหม่ผู้เอาจริงในการปราบคอร์รัปชันและเดินหน้าพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าเป็นอัญมณีแห่งเอเชียสมกับที่ฝันไว้ ก็อาจจะมีคนสนใจสร้างภาพยนตร์เรื่องใหม่ว่าด้วยชีวิตต้องสู้ของประธานาธิบดีขวัญใจคนจนอีกเรื่องหนึ่งก็ได้

เครือข่ายสังคม