ประเด็นฮอตรอบสัปดาห์ – “ฮือฮา ยันตระกลับไทย” และ “นิสิตนักศึกษาต้านสอบ U-NET”

26 เมษายน 2014

ประเด็นที่ถูกพูดถึงมากสุดในโซเชียลมีเดียในรอบสัปดาห์ 20-26 เมษายน 2557

ฮือฮา ยันตระกลับไทย

ลุ้นให้มีการถ่ายทอดสด ประชุม กกต. กับ พรรคการเมือง

ปลด เดวิด มอยส์

คึกคักซุปตาร์ตบเท้าร่วมงานไทยรัฐทีวี

นิสิตนักศึกษาต้าน “สอบ U-NET”

ประเด็นฮอตเรื่องแรก เป็นเรื่องให้ได้พูดถึงและวิพากษ์วิจารณ์ ถึงการกลับมาเมืองไทยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมาของอดีตพระสงฆ์ที่มีคดีความและหลบหนีไปอเมริกาสำหรับ “พระยันตระ” หรือ นายวินัย ละอองสุวรรณ ซึ่งได้มีภาพยืนยันจากเฟซบุ๊กของเทศบาลเมืองปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช บ้านเกิดของยันตระ โดยมีประชาชนที่ยังคงนับถือเดินทางเข้าไปกราบไหว้เป็นจำนวนมาก

ตามรายงานข่าวแจ้งว่า อดีตพระยันตระเดินทางมาเมืองไทยพร้อมผู้ติดตามจำนวน 2 คน ซึ่งเดินทางเข้ามาทางประเทศมาเลเซียและเข้าประเทศไทยทางชายแดนมาเลเซีย เพื่อมากราบพระครูสุธรรมสมาจาร หรือ “พ่อท่านเชื่อง” เจ้าอาวาสวัดรัตนาราม หรือวัดบางบ่อ อำเภอปากพนัง ที่เป็นพระอุปัชฌาจารย์ของตนเมื่อครั้งอุปสมบท และได้มาพักอยู่ที่อาศรมที่ปลูกสร้างขึ้นหลังบ้านเดิมของนายวินัย

ที่มาภาพ : http://www.manager.co.th

ที่มาภาพ : http://www.manager.co.th

อย่างไรก็ตาม อดีตพระยันตระถูกมหาเถรสมาคมมีพระบัญชาให้สึก เพราะมีหลักฐานว่าเสพเมถุน ต้องอาบัติปาราชิก พร้อมคดีอาญาอีกหลายคดี อาทิ หมิ่นสมเด็จพระสังฆราช แต่งกายเลียนสงฆ์ ไปแล้วเมื่อปี 2537 แต่ยันตระไม่รับยอมรับมติ และเปลี่ยนจีวรเป็นสีเขียว ทำหนังสือเดินทางปลอมเดินทางไปยังอเมริกา และอยู่ที่ เมืองซานดิเอโก รัฐแคลิฟอร์เนีย อยู่ในป่าเรดวูด กว่า 20 ปี โดยอ้างว่าตนเป็นผู้ลี้ภัยทางการเมือง การกลับมาเมืองไทยครั้งนี้ ถูกวิพากษ์วิจารณ์กันมาก เพราะคดีความที่ยาวนานกว่า 20 ปี ก็ยังไม่ถูกสะสาง ทั้งยังเดินทางกลับเข้าประเทศไทยพร้อมการต้อนรับอย่างดีจากบรรดาประชาชนที่ยังคงเลื่อมใสอีกด้วย

“มันสะท้อน สังคมไทย กี่ราย ต่อกี่รายแล้ว สังคมไทย เป็นสังคมที่คนชั่วลอยนวล เณรคำ ยันตระ ทักษิณ แต่ก็ไม่มีใครหน้าไหน ทำอะไรคนพวกนี้ได้”

“ใครยังนับถือคนอย่างนี้ได้คงไม่เข้าใจหลักธรรมของพระพุทธเจ้า เสียดายที่เกิดในดินแดนแห่งพุทธศาสนาแต่ พ.ศ.ไม่ทำหน้าที่ที่ถูกต้อง วัดจานบิน สมีหลิกกินเงินถึงได้มีทั่วไทย เมื่อไหร่จะปฏิรูปสิ่งเหล่านี้เพื่อเป็นกุศลจริงๆ ซะที”

“ไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับคนไทย เพราะจิ้งจก หรือตุ๊กแกมีหางมากกว่า และสัตว์พิการแปลกประหลาดก็จุดธูปยกมือไหว้ได้หมด”

“ยังมีคนกราบไหว้ นี่แหละคนไทย ศรัทธาแต่ปราศจากปัญญาไตร่ตรอง”

“อาตมาอยู่ป่าเรดวูดมา 10 ปี ปลีกวิเวกหนี้คดีมานาน กลับมาครั้งนี้อยากดังอีกครั้งแบบพอเพียงนะโยม หมั่นทำบุญกับอาตมาเยอะๆ”

“ใครจะยกมือไหว้ใคร อะไร ก็ช่างเขาเถอะครับ! มันมือและความคิดของเขา ไม่ใช่ของเรา กรรมคนเรา ความสว่าง ความมืดของจิตใจคนเรามันมีไม่เท่ากันอ่ะครับ คนไม่ดี คนแอบอ้าง คนทำความเสื่อมเสีย มันก็เป็นอื่นไปไม่ได้ ไม่ต้องไปยุ่ง ไปสนใจมันครับ ข่าวออกก็เพื่อให้เราทราบ จะได้ระมัดระวังกัน”

ประเด็นฮอตเรื่องที่สอง ในสัปดาห์ที่ผ่านมาหลายคนต่างเฝ้ารอการประชุมร่วมระหว่างคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และพรรคการเมืองต่างๆ เมื่อวันอังคารที่ 22 เมษายน 2557 ณ โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ เพื่อรับฟังความคิดเกี่ยวกับการกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ ซึ่งก่อนการประชุมมีผู้ที่ให้ความสนใจอย่างมาก เนื่องจากศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) ได้ประสานขอให้มีการถ่ายทอดสดการหารือดังกล่าวผ่านทางช่อง 9 และช่อง 11 รวมทั้งช่องไทยพีบีเอส แต่จากการประชุมพิจารณาเรื่องดังกล่าวในช่วงเช้าของวันประชุม ทาง กกต. ก็มีมติ ไม่อนุญาตให้มีการถ่ายถอดสด เพราะเห็นว่าเป็นการประชุมเฉพาะ ซึ่งหากมีการถ่ายทอดสดจะควบคุมการประชุมลำบาก และอาจมีการพาดพิงถึงบุคคลอื่นทำให้มีคดีความขึ้นได้ และคิดว่าจะเป็นผลลบมากกว่าผลดี อีกทั้งที่ผ่านมา ก็ไม่เคยเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนถ่ายทอดสดการประชุมมาก่อน

ที่มาภาพ : http://image.mcot.net

ที่มาภาพ : http://image.mcot.net

โดยตามรายงานข่าวมีการแจ้งว่าทาง กกต. ได้รับรายงานว่ามีเสียงปืนปะทะกันดังขึ้น ซึ่งก็ได้ให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบที่มา และเข้มงวดความปลอดภัย อีกทั้งทางด้านหลวงปู่พุทธะอิสระ แกนนำ กปปส. เวทีแจ้งวัฒนะ ได้นำขบวนเดินทางมายังโรงแรมมิราเคิลแกรนด์ นำป้ายที่มีข้อความระบุว่า “Reform Before Election คนไทยจะไม่ไปเลือกตั้ง จนกว่าจะปฏิรูป” มาให้กกต. โดยมีตัวแทนรับป้ายดังกล่าวและนำขึ้นไปติดบริเวณหลังห้องประชุม เพื่อถ่ายภาพเป็นหลักฐานแสดงต่อแกนนำ โดยไม่มีเหตุความรุนแรงใด อย่างไรก็ตาม สรุปผลการประชุมก็ไม่ได้มีวาระเกี่ยวกับการรับรองผลการเลือกตั้ง ส.ว. เพิ่มเติม เพราะมีสำนวนคำร้องคัดค้านเพิ่ม

“การเลือกตั้งไม่แก้ปัญหาประเทศไทยเลยประเทศไทยมีการเลือกตั้งแล้วได้ สส ผู้มีพฤติกรรมคอรัปชั่น แล้วก็มีการประท้วง รัฐประหาร แล้วก็กลับมาเลือกตั้งอีก ปัญหาเดิมๆ ตั้งแตมีประชาธิปไตยในประเทศไทย จะเห็นได้ว่าการเลือกตั้งไม่แก้ปัญหาเลย สิ่งที่ควรทำคือ
1 มีผู้ทำสำรวจว่า ต้องการรัฐบาลชุดนี้ต่อไปหรือไม่
2 ต้องการให้มีการปรับปรุงกฎหมายเลือกตั้ง เพื่อกำหนดคุณสมบัติ สส ก่อนการเลือกตั้งหรือไม่
3 ต้องการให้มีการเลือกตั้งในสถานการณ์ที่ไม่สงบอย่างปัจจุบันหรือไม่”

“ปฏิรูปเป็นเรื่องโกหก ที่แท้แค่อยากเขียนกฎหมายเอง กำจัดคู่แข่งทางการเมืองคนสำคัญ”

“ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง อย่าหวังเลือกตั้งเผด็จการเข้ามาโกง”

“ถามพรรคการเมืองตอนนี้ ก็อยากลงเลือกตั้งทั้งนั้นแหละ ไม่ลองถามประชาชนดูว่า ต้องการการปฏิรูปก่อนเลือกตั้งดูล่ะ”

“ถือว่าการลาออกของคณะรัฐบาลที่ผ่านมาเป็นโมฆะ เหตุเนื่องจากกระบวนการที่ต้องดำเนินการตามรัฐธรรมนูญลำดับขั้นต่อมาบกพร่อง อันเนื่องมาจากองค์กรกลไกตามรัฐธรรมนูญและการดูแลการเลือกตั้งขัดข้องโดยตัวระบบเอง โดยศาลรัฐธรรมนูญก็รับรองแล้วไม่สมบูรณ์แบบ เอาตามนี้และกันกฎหมายผมเขียนเอง แล้วก็ไปคุยๆ กันจะปฎิรูปอะไรๆ ก็ไปทำกัน แล้วก็เลือกตั้งใหม่ อีก 6 เดือนและกัน ไม่น่าจะยากทีให้ข้าราชการทำสั่งวันนี้เอาพรุ่งนี้ยังมี มันเหนือกวาด่วนที่สุด”

“อย่ารีบเลือกตั้งเลยมีปัญหาแน่นอน หันมาทำประชามติดีว่า ถามประชาชนทั้งประเทศว่าจะเลือกตั้งก่อนหรือปฏิรูปก่อน โดยก่อนทำประชามติต้องมีการเผยแพร่ความรู้ให้ประชาชนรอบด้าน เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนเสนอเหตุผลข้อดีขอเสีย ก่อนลงประชามติ”

ประเด็นฮอตเรื่องที่สาม ประเด็นร้อนที่แฟนบอลต่างให้การพูดถึงอย่างมากในสัปดาห์นี้ เมื่อ “เดวิด มอยส์” โค้ชจากทีมฟุตบอลชื่อดัง แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ถูกปลดออกจากตำแหน่งเพราะผลงานที่ดูแย่ หลังจากทำหน้าที่ได้เพียง 10 เดือน ซึ่งก็ได้มีการแต่งตั้ง ไรอัน กิกส์ นักเตะและสตาฟของทีมมาทำหน้าที่นำทัพปีศาจแดงชั่วคราวจนจบฤดูกาล

อย่างไรตามรายงานข่าวยังรายงานด้วยว่า หลังจากข่าวปลดเดวิด มอยส์ ออกไปเพียงไม่ถึงชั่วโมง หุ้นของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดที่เคยติดลบก็เด้งขึ้นสูงสุดในรอบ 11 เดือน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการปฏิบัติหน้าที่ของเดวิด มอยส์ ทำให้หุ้นตกลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งประเด็นการถูกปลดจากตำแหน่งของ เดวิด มอยส์ แฟนบอลหลายคนมีความเห็นว่าไม่น่าจะเป็นเพียงเรื่องการคุมทีมที่แย่เพียงอย่างเดียว เพราะผลงานเพิ่งให้เห็นแค่ 10 เดือนเท่านั้น แต่ที่จริงแล้วเป็นเพราะสโมสรแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดอยู่ในตลาดหุ้นนิวยอร์ก

เดวิด มอยส์ ที่มาภาพ : http://www.wessexscene.co.uk

เดวิด มอยส์ ที่มาภาพ : http://www.wessexscene.co.uk

“ท่านเซอร์มองออก ว่าไม่นานนักเตะจะแก่ตัว และด้อยฝีมือลงไป เลยชิงออกจาก ผู้จัดการทีมก่อน และหา เดวิด มอยส์มารับหน้าเสื่อแทน ทีนี้ความเกรียงไกรของท่านเซอร์ก็ยังคงอยู่ตลอดกาล”

“ในเมื่อฟุตบอลในปัจจุบันกลายเป็นธุรกิจไปแล้ว นักธุรกิจ คงมองแต่กำไร ขาดทุน และหุ้น เท่านั้น กลายปลดมอยส์ ส่งผลให้หุ้นของแมนยูพุ่งขึ้นมาทันที คราวนี้ใครที่ซื้อหุ้นตอนที่หุ้นแมนยูตกมากๆ ได้กำไรมหาศาลเลยทีเดียว”

“ก็แล้วไม่ใช่เพราะผลงานแย่เหรอไง รายได้เลยหดหาย เลยโดนปลดออก”

“ไม่เกี่ยวกับผลงานแย่ยังไง ก็รายได้หดเพราะตกรอบยูฟ่าฯ ก็เลยต้องปลดก็ถูกต้องแล้ว”

“กีฬาสมัยนี้ไม่ใช่แค่กีฬา ทุกอย่างคือธุรกิจ โลกธุรกิจ”

“คนไม่ใช่ ทำอะไรก็ผิด เรื่องแบบนี้ ควรทำใจ”

ประเด็นฮอตเรื่องที่สี่ สัปดาห์นี้สีสันของวงการบันเทิงคงหนีไม่พ้นภาพการเข้าร่วมงานของบรรดาซูเปอร์สตาร์ที่ตบเท้าร่วมงานแถลงข่าวเปิดตัวทีวีดิจิตอล ไทยรัฐทีวี ช่อง 32 ณ เซ็นเตอร์พอยท์ สตูดิโอ ซึ่งนำทีมโดย ซูเปอร์สตาร์ตลอดกาล อย่างพี่เบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์ พร้อมสาวสวยซูเปอร์สตาร์ระดับแถวหน้าอย่างมากมาย อาทิ แอน ทองประสม, แอฟ ทักษอร, มาช่า วัฒนพานิชย์, พลอย เฌอมาลย์, แพนเค้ก เขมนิจ, เคน ธีรเดช, โดม ปกรณ์, โอปอล์, นัท มีเรีย และดาราชื่อดังอีกมากมาย ที่ถ่ายภาพและแชร์ลงโซเชียลมีเดียอย่างเฟซบุ๊กและอินสตาแกรมกันอย่างสนุกสนาน ซึ่งแต่ละคนเรียกได้ว่าจัดเต็มเสื้อผ้า หน้า ผม ยกรันเวย์แฟชั่นมาไว้ในงานกันอย่างเต็มที่ จนแฟนคลับดูไปก็ชื่นชมในความงามและน่ารักของซุปตาร์ที่ตนชื่นชอบกันอย่างมากมาย

ที่มาภาพ : http://www.thairath.co.th

ที่มาภาพ : http://www.thairath.co.th

“พี่มาช่า สวยเสมอ สวยตลอด สวยไม่เสื่อมคลายจริงๆ”

“สื่อยักษ์ใหญ่ จัดงานใหญ่จริงๆ มีแต่ระดับแถวหน้าของวงการทั้งนั้น”

“งานนี้นักข่าวบันเทิงคุ้มจริง ได้ข่าวเก็บไว้เต็มเลย แต่ละคนระดับคุณภาพ”

“ซูเปอร์สตาร์ตลอดกาล เบิร์ด ธงชัย , มาช่า , แอน ทองประสม คริสติน่า ดูแลรูปร่างและความงามของตัวเองได้ดีมากๆ ชื่นชม”

“พลอยกับโดม ก็ยังดูร๊ากกกกก กันดี คู่นี้เลิกแล้วก็สนิทกันดีอ่ะ”

ประเด็นฮอตเรื่องที่ห้า อยู่ๆ ก็เป็นเรื่องให้นักศึกษาไทยลุกขึ้นต่อต้านผ่านโลกออนไลน์ เมื่อสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) มีมติให้จัดการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติระดับอุดมศึกษา หรือ U-NET ซึ่งตามรายงานข่าวแจ้งว่าจะเป็นการประเมินมาตรฐานบัณฑิตตามที่กฎหมายกำหนดโดยยึดกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ หรือ TQF โดยจะนำร่องเริ่มทดสอบนักศึกษาระดับปริญญาตรีชั้นสุดท้ายของทุกสาขาวิชาในมหาวิทยาลัยที่สมัครใจเข้ารับการทดสอบ ใน 4 วิชา ได้แก่ การใช้ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร การใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร การใช้สารสนเทศและเทคโนโลยีเพื่อการดำรงชีวิต การรู้เท่าทันสื่อ การคิดวิเคราะห์แก้ปัญหา และการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ต่อจากนั้นในปีการศึกษา 2558 จะเพิ่มการทดสอบอีก 2 ด้าน ได้แก่ ด้านคุณธรรม จริยธรรม และด้านทักษะวิชาชีพเฉพาะสาขาวิชา ซึ่งจะร่วมกับสภาวิชาชีพ สมาคมวิชาชีพ นำผลประเมินหรือผลทดสอบซึ่งเป็นที่ยอมรับแต่ละสาขาวิชามาใช้ ส่วนสาขาวิชาไม่มีสภาวิชาชีพ สมาคมวิชาชีพก็จะขอความร่วมมือกับสภาคณบดีในการพัฒนาเครื่องมือวัดทักษะวิชาชีพ

ที่มาภาพ : https://www.facebook.com/WeareAntiunet?ref=nf

ที่มาภาพ : https://www.facebook.com/WeareAntiunet?ref=nf

เมื่อข่าวนี้แพร่ออกไป ก็เกิดการต่อต้านจากนิสิตและนักศึกษา จึงเกิดเป็นคำถามที่แชร์ต่อกันอย่างมากมายว่า “เพราะเหตุใดต้องสอบ U-NET” ทั้งยังมีการตั้งเฟซบุ๊กแฟนเพจที่ชื่อว่า “ต่อต้านการสอบ U-Net จาก สทศ.” รวมไปถึงการล่ารายชื่อเพื่อให้ สทศ. ยกเลิกการทดสอบดังกล่าวอีกด้วย โดยตามรายงานข่าวได้ระบุข้อความของการล่ารายชื่อดังกล่าวไว้ดังนี้

“การสอบ U-NET ไม่ได้ช่วยวัดความรู้และมาตรฐานของบัณฑิตระดับปริญญาตรีได้จริง ๆ และไม่สามารถชี้วัดอะไรได้เลยกับตัวนักศึกษา เพราะแต่ละสถาบันหรือมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ก็มีหลักสูตรในการสอนที่ต่างกัน ที่สำคัญหลังจากสอบมาแล้วบริษัทไม่มีความสำคัญที่จะต้องนำคะแนนส่วนนี้มาใช้รับคนเข้าทำงาน สิ่งที่ สทศ. กำลังทำนั้นกำลังทำให้ทุกอย่างมันซับซ้อนมากยิ่งขึ้น นักเรียน นิสิต หรือ นักศึกษา ยังคงวนเวียนอยู่กับการสอบ ไม่มีเวลาในการคิดสิ่งสร้างสรรค์และทำประโยชน์ให้กับตนเองและผู้อื่น และ ที่สำคัญที่สุด ตัวนิสิต นักศึกษาไม่ยินยอมแก่ระบบการสอบดังกล่าว และ เป็นการเปลืองระบบงบประมาณโดยใช่เหตุ”

“สำหรับผู้ที่ไม่เคยเข้าสอบกับสทศ.ไม่เข้าใจหรอกว่าทำไมนิสิตนักศึกษาถึงต่อต้านกันขนาดนี้ เพราะข้อสอบที่ได้สอบออกมาไม่ได้มาตรฐาน ในบางข้อเฉลยเหมือนตามความคิดเห็นของผู้ออกข้อสอบ ไม่ยอมเผยแพร่ข้อสอบเก่า ถึงแม้ว่าจะมีคนสนับสนุนเพราะมีมหาลัยเอกชนบางที่แค่มีเงินก็จบได้ แต่จุดประสงค์ของสทศ.นั้นคือการเอาคะแนนมาใช้ในการหางาน ฉะนั้นพฤติกรรมนิสิตนักศึกษาไม่มีส่วนมาเกี่ยวข้องกับการทำงาน ทั้งหมดก็บรรลุนิติภาวะแล้วต้องดูแลตัวเองได้ ถามว่านิสิตนักศึกษากลัวการสอบมั้ย ถ้ากลัวจริงสอบกลางภาคปลายภาคไม่ออกมาบ่นมากกว่านี้หรือ ในฐานะนิสิตนักศึกษารุ่นที่จะได้สอบนี้คิดว่ามันไม่มีความจำเป็นในการสอบ แม้ว่านิสิตสามารถทำข้อสอบได้ แต่เอาเวลาตรงนั้นมาเตรียมตัวสำหรับการเข้าสู่การทำงานน่าจะดีกว่า”

“ข้องใจตั้งแต่ O-net เมื่อ 4 ปีที่แล้วล่ะ ตรงข้อสอบเกี่ยวกับลีลาศไรเนี้ย ถามหน่อยเหอะ มันคือวิชาพื้นฐานป่ะ? แบบเรียนแต่ละที่เหมือนกันป่ะ? แกทแพทจัดสอบเพื่อ? สอบไปก็ไม่ได้ใช้ เปลืองเงินมาก สอบ สอบ สอบ เรียนเพื่อไปสอบใช่ไหม ไม่ได้เรียนเพื่อพัฒนาใช่ป่ะ เก่งวิชาการแต่ทำไรไม่เป็นก็เท่าไร สอบเพื่อ?”

“ที่กล่าวมาหลักสูตรผมมีเรียนแค่ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารและเรียนรู้ ส่วนอีก 3 วิชาไม่มีเรียนเลย แต่มีเรียน ภาษาไทยเพื่อการอ่านและเขียน สารสนเทศเพื่อการค้นคว้าและเรียนรู้ แล้วอย่างนี้มันจะไปในแนวทางเดียวกันได้ไงหว่า แม้แต่หลักสูตรเดียวกันแต่ต่างมหาวิทยาลัยยังแตกต่างกันเลย รู้สึกโชคดีจริงๆ ที่ผ่านมาเป็นรุ่นทดลองตลอด ไม่ว่าจะจับฉลากเรียน สอบ O-net แบบสุ่ม GAT PAT รุ่นแรก และอื่นๆอีกมากมาย”

“ผมว่า อย่าบังคับเลย มีก็ได้ ไม่มีก็ไม่เป็นไร ให้เหมือนพวกสอบวัดระดับทั่วไปจะดีกว่า เพราะยังไงตอนสมัครงาน ทางบริษัทเขามีแบบทดสอบกับสัมภาษณ์ของเขาเองแล้ว ปี 4 ปกติก็เครียดอยู่แล้ว ไหนจะธีสิส ไหนจะเตรียมนู่นนี่ ให้มาสอบอีก”

“เห็นด้วยกับให้แค่จัดเป็นสอบวัดระดับทั่วไปค่ะ ไม่ต้องเอามาเป็นส่วนกลาง บริษัทไหนจะรับใช้คะแนนนี้ก็ให้แจ้งในประกาศรับสมัคร ใครต้องการสอบวัดระดับก็สมัครไป”

“ด่วน!! สทศ. ทราบเรื่องการรวมพลังของพวกเราแล้ว แต่ สทศ. ยืนยัน ไม่สนเสียงต้าน!! เราจะไม่หยุดแค่นี้ เราจะยกระดับความเข้มข้นของการต่อต้านการสอบดังกล่าวอย่างแน่นอน”

เครือข่ายสังคม