ประเด็นฮอตรอบสัปดาห์ – “ทั่วโลกยังวิตก เที่ยวบิน MH370 มาเลเซียแอร์ไลน์ ยังหาไม่พบ” และ “โฟกัสเปิดศึกดราม่า แฉผู้ชายเจ้าชู้ อย่ามาบอม!!”

ทั่วโลกยังวิตก เที่ยวบิน MH370 สายการบินมาเลเซียแอร์ไลน์ ยังหาไม่พบ
โฟกัสเปิดศึกดราม่า แฉผู้ชายเจ้าชู้ อย่ามาบอม!
ลูกชายคนโต ยิงโหดทั้งครอบครัว เหตุน้อยใจ เก็บกด
ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีมติให้ ร่าง พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้าน ตกไป
ลือว่อนเน็ต “ตั้ง อาชีวะ” โผล่ออดิชัน ไทยแลนด์ ก็อตทาเลนต์ ซีซัน 4
อ่านต่อ…..

ประเด็นที่ถูกพูดถึงมากสุดในโซเชียลมีเดียในรอบสัปดาห์ 9–15 มีนาคม 2557

เรื่องแรก กรณีเครื่องบินโบอิ้ง 777-200ER สายการบินมาเลเซีย เที่ยวบิน MH370 ที่มีผู้โดยสารและลูกเรือรวม 239 ชีวิต สูญหายอย่างลึกลับตั้งแต่วันที่ 8 มีนาคม 2557 จนเป็นเรื่องให้พูดถึงกันตลอดทั้งสัปดาห์

การวิเคราะห์ของหลายสำนักข่าวรายงานว่า โดยปกติ สาเหตุหลักที่ทำให้เครื่องบินประสบอุบัติเหตุ มักจะมาจากสภาพอากาศแปรปรวน หรือไม่ก็ความผิดพลาดของนักบินและความผิดปกติของเครื่องบิน แต่สำหรับสายการบินมาเลเซียแอร์ไลน์นั้นได้รับการยกย่องในเรื่องของความปลอดภัย อีกทั้งเครื่องบินโบอิ้ง 777-200ER ก็ถือว่าเป็นเครื่องบินที่มีความปลอดภัยสูงเพราะใช้เทคโนโลยีใหม่ในการออกแบบ และเที่ยวบิน MH370 ก็ได้รับการยืนยันจากบันทึกสภาพอากาศแล้วว่าสภาพอากาศขณะนั้นอยู่ในสภาวะที่ดี ด้านกัปตันเองก็มีชั่วโมงบินมากกว่า 18,000 ชั่วโมง ปฏิบัติงานให้สายการบินมานานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2524

หลายคนตั้งข้อสงสัยไปต่างๆ นานา รวมทั้งประเด็นการก่อการร้ายด้วย เนื่องจากการเข้าไปตรวจสอบของเอฟบีไอนั้นพบพาสปอร์ตปลอมของผู้โดยสารเที่ยวบินดังกล่าวจำนวน 2 เล่ม ซึ่งเป็นของนักท่องเที่ยวชาวอิตาลีและชาวออสเตรีย ที่ทำพาสปอร์ตหายขณะมาท่องเที่ยวในเมืองไทย แต่ก็ได้รับการตรวจสอบแล้วว่า พาสปอร์ตปลอมบนเที่ยวบินดังกล่าวน่าจะเป็นเรื่องของการเข้าเมืองผิดกฎหมายมากกว่า

ที่มาภาพ : http://home.truelife.comdetail3088548hilight
ที่มาภาพ: http://home.truelife.comdetail3088548hilight

ล่าสุด สายการบินมาเลเซียแอร์ไลน์ ได้ออกแถลงการณ์เพื่อให้ชาวมาเลเซียและผู้คนทั่วโลกร่วมกันอธิษฐานเพื่อให้พบผู้โดยสารและลูกเรือบนเที่ยวบิน MH370 ดังกล่าว พร้อมกันนี้ ทางสายการบินยังได้ทำการจัดส่งข้อมูลทั้งหมด รายงานสถานการณ์ไปยังกรุงปักกิ่ง เพื่อดูแลและตรวจสอบญาติของผู้โดยสารอย่างใกล้ชิด และทางสายการบินยืนยันที่จะดูแลรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดหากมีการค้นพบเครื่องบินลำดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม คนงานที่แท่นขุดเจาะน้ำมัน ที่ทำงานอยู่ในบริเวณอ่าวไทย ได้มีการแจ้งว่าพบเห็นเครื่องบินลำหนึ่งระเบิดกลางอากาศเมื่อช่วงเย็นของวันที่ 8 มีนาคม 2557 ที่ผ่านมา แต่ก็ยังไม่สามารถตอบได้ว่าเป็นเครื่องบินของสายการบินใด

“ขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านในการค้นหาเครื่องบิน MH370 นะคะ”

“ทางการมาเลย์จัดแถลงข่าวแต่ดูเหมือนว่าต่างคนต่างตอบตามความเชื่อของตัวเอง รัฐมนตรีคมนาคมตอบอย่าง ตัวแทนสายการบินตอบอย่าง แถมตำรวจและทหารก็ตอบไปอีกอย่างเลย ทำให้จีนที่มีผู้โดยสารเยอะที่สุดเกิดโมโหเพราะญาติที่รอฟังข่าวก็ไม่มีวี่แววว่าเมื่อไหร่จะได้คำตอบ คล้ายกับว่าทางมาเลย์ไม่ค่อยอยากจะเปิดเผยข้อมูลให้ละเอียดเพราะจะมีผลทางกฏหมายหรือถูกด่าเพราะแค่หละหลวมไม่ตรวจสอบพาสปอร์ตของคนที่ขโมยของคนอื่นมาใช้ก็แย่อยู่แล้ว ทั้งที่ไม่ใช่ประเทศล้าหลังสักหน่อยแถมเขายังหาว่าเป็นแหล่งหรือทางผ่านของขบวนการค้ามนุษย์และผู้ลี้ภัย”

“ภาพดาวเทียมฟ้อง ตำแหน่งก็บอกเสร็จสับ ทำไมไม่ไปดูให้รู้ว่า ใช่ หรือ ไม่ใช่ ตั้งแต่วันที่ 9 แล้ว มาทำให้ชาวโลก สงสัยอยากรู้ อยากเห็นนี่มันมีความสุขมากใช่มั๊ย???”

“เค้าไม่ได้บอกเลยว่าพาสปอร์ตไทย เค้าบอกว่าหายที่ประเทศไทย แล้วคนซื้อตั๋วที่ใช้พาสปอร์ตปลอมนั้นก็ซื้อจากประเทศไทย แสดงว่าประเทศไทยเป็นแหล่งทำพาสปอร์ตปลอม”

“ในประวัติศาสเรื่องหนึ่งในสมัยบรรพบุรุษศาสดาของมุสมลิม ที่อยู่ในถ่ำมานานมากจนวันหนึ่งออกมาจากถ่ำ แต่แล้วทุกอย่างถูกเปลี่ยนแปลงไปหมดแล้วทั้งสกุลเงินและอะไรหลายๆอย่างบนโลก ก็เหมือนเครื่องบิน MH 370 ลำนี้ อยากให้ฏิหารย์เกิดขึ้นเหมือน ประวัติศาตร์เรื่องนี้ประมาณว่า อยู่ๆ วันหนึ่งก็บินถึงปักกิ่ง โดยที่ความรู้สึกเหมือนคนในเครื่องบิน บินตามเวลาปกติที่กำหนด และทุกคนก็ปลอดภัย ”

เรื่องที่สอง ทอล์คออฟเดอะทาวน์วงการบันเทิง เมื่ออยู่ๆ “โฟกัส จีระกุล” สาวน้อยตากลมนักแสดงเด็กชื่อดังจากภาพยนตร์เรื่อง “แฟนฉัน” ซึ่งปัจจุบันเป็นกลายเป็นสาวสวยเต็มวัย ทั้งยังมีดีกรีที่คุณพ่อเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ ออกมาโพสต์คลิปวิดีโอสะอื้นและตัดพ้อต่อว่าพระเอกหนุ่มที่เธอกำลังคบหาดูใจ กับคลิปที่ชื่อว่า “ฝากถึง..คนที่คุณก็รู้ว่าใคร (โปรดใช้วิจารณญาณในการฟังนะคะ)” โดยที่ตอนแรกผู้ที่รับทราบข่าวก็เดากันไปต่างๆ นานาว่าหนุ่มคนนั้นคือใคร จนมาเฉลยเมื่อฝ่ายชายออกมายอมรับและขอโทษฝ่ายหญิงว่าตนคือคนที่โฟกัสพูดถึง นั่นคือ หนุ่มจากสุภาพบุรุษจุฑาเทพ “บอม ธนิน มนูญศิลป์”

เนื้อหาของคลิปมีอยู่ว่า สาวโฟกัสได้ระบายถึงความรู้สึกอัดอั้นในความสัมพันธ์ทึ่คลุมเครือกับหนุ่มบอม ทั้งๆ ที่ความสัมพันธ์ของทั้งสองเริ่มมาตั้งแต่ก่อนที่หนุ่มบอมจะเป็นพระเอกชื่อดัง แต่ทุกครั้งที่ถูกสื่อถามเรื่องความรัก หนุ่มบอมก็มักจะบ่ายเบี่ยงที่จะตอบ และเมื่อมีชื่อเสียงก็ทำตัวห่างเหิน รวมทั้งการที่หนุ่มบอมคบผู้หญิงพร้อมกันหลายคน จนในที่สุดก็มาถึงเรื่องที่ทำให้สาวโฟกัสรู้สึกทนไม่ได้และไม่อยากทนอีก คือการให้สัมภาษณ์ครั้งล่าสุดของหนุ่มบอมว่า ไม่อยากมีความรักในขณะนี้เพราะจะเป็นตัวถ่วงชีวิต รวมถึงการที่หนุ่มบอมไปพูดกับผู้หญิงอีกคนที่คบอยู่ว่า เหตุผลที่ต้องทนคบกับโฟกัสเพราะแม่ของเธอขอร้องไว้

ที่มาภาพ : http://www.manager.co.thentertainmentViewNews.aspxNewsID=9570000027165
ที่มาภาพ: http://www.manager.co.thentertainmentViewNews.aspxNewsID=9570000027165

โดยเรื่องนี้เป็นประเด็นให้ชาวโซเชียลมีเดียพูดถึงและติดตามกันเป็นจำนวนมาก เนื่องจากทั้งสองต่างก็มีแฟนคลับของตนเอง จึงทำให้ต่างฝ่ายต่างก็แสดงความคิดเห็นต่างกันไป ทั้งฝ่ายที่เป็นแฟนคลับหนุ่มบอมก็มีการให้กำลังใจฝ่ายชายและแสดงความไม่เห็นด้วยกับการกระทำของโฟกัสที่ออกมาแฉความสัมพันธ์ ส่วนอีกฝ่ายก็ใม่ชอบกับพฤติกรรมการเป็นผู้ชายเจ้าชู้และไม่ให้เกียรติผู้หญิงของหนุ่มบอม จนกลายเป็นกลุ่มที่ต่อต้านและใช้คำพูดที่ดูเป็นคำฮิต เพื่อใช้ว่าผู้ชายเจ้าชู้ ไม่จริงใจ และชอบโกหกว่า “อย่ามาบอม”

“คิดว่า ที่น้องโฟกัสยอมเสียหน้า มาแฉแบบนี้ เพราะว่าอะไรรู้มั้ยย…เพราะสังคมจะได้รู้ ผู้หญิงหลายคนจะได้ตาสว่างไง เรื่องนี้ไม่สงสารบอมนะ กรรมใดใครก่อก็รับไปละกัน ถ้าไม่อยากโดนแฉ ก็อย่าทำแบบนี้แต่แรก เบื่อก็เลิก จะกั๊กน้องเค้าไว้ทำไม?”

“ก็เห็นใจลูกผู้หญิงด้วยกันนะ แต่ออกมาแฉแบบนี้ผู้ชายไม่เสียหายแต่อย่างใดคะ ผู้หญิงมีแต่เสียกับเสียมากกว่านะ อีกอย่างของแบบนี้ผู้ชายถึงจะเริ่มก่อนแต่ผู้หญิงไม่เล่นด้วยก็จบนะคะ”

“พูดตามตรง ตอนแรกอ่านข่าวโฟกัสรู้สึกตำหนิฝ่ายหญิงที่ออกมาแฉ ไม่ใช่เพราะคิดว่าผู้หญิงไม่ดี แต่รู้สึกว่าคนเราน่าจะให้เกียรติตัวเองมากกว่านี้ เมื่อพลาดไปแล้วก็อย่าได้ไปเวิ่นเว้อ ออกมาแฉโน่นนี่ มันเสียภาพพจน์เพราะไม่ใช่ว่าแต่งงานแล้ว ยังไงน้องก็เริ่มใหม่ได้ สวยๆเริ่ดๆ แต่พอได้ฟังคลิปน้องเค้าก็เริ่มเข้าใจว่าที่ออกมาแฉเพราะผู้ชายไปพูดถึงแม่เค้าด้วย ซึ่งถ้าเป็นเรื่องจริงก็แย่เกินกว่าจะรับได้ มันทำให้เค้ากับแม่ดูน่าสมเพชมากที่ต้องไปอ้อนวอนผู้ชายคนนึงมาคบกับลูกสาว ถ้ามันไม่ใช่เรื่องจริง เราก็ต้องปกป้องศักดิ์ศรีของแม่เรา นึกว่าถ้าเราเป็นเค้า แค่ผู้ชายไปเที่ยวบอกใครว่าไม่เลิกกับเราเพราะเราขาดเค้าไม่ได้ เราก็โกรธจะแย่แล้ว คือไม่ได้สิ้นไร้ไม้ตอกขนาดนั้น ช่วยด้วยเหอะ
สรุปผู้ชายเสียแบบไม่ได้เกิด ส่วนน้องผู้หญิงเราก็นึกไม่ออกนะ ว่าจะตอบโต้ยังไงที่ดีกว่านี้ เพราะถ้าเป็นเรื่องคบซ้อน ซ่อนแฟน เราว่าการทำคลิปแฉมันน่าเกลียดมาก แต่นี่มีพูดถึงแม่ด้วย ก็เข้าใจเค้าในส่วนนี้”

“ดาราผู้ชายสมัยนี้ คบไม่ได้ซักคน คิดว่าตัวเองเป็นเทพ ผู้หญิงทุกคนอยากอยู่ใกล้ เลยมองว่าผู้หญิงเป็นของเล่น เป็นเกือบหมดทุกคนแหละบอกเลย น่ากลัวเสียยิ่งกว่า”

“เรื่องบอมโฟกัสนี่โอเคเป็นที่เข้าใจกันกว่าบอมผิดจริง การโดนวิพากษ์วิจารณ์เสียๆ หายๆ ก็เป็นเรื่องที่ต้องยอมรับในฐานะบุคคลสาธารณะ ถ้าใครทำไม่ดีก็ตักเตือนเป็นคนๆ ไป”

“จากที่ดูคลิปฟังสัมภาษณ์ ทั้งบอม และ โฟกัสแล้ว ต้องขอบอกว่าโฟกัสพูดตรงมาก และคิดว่าคนเราทำดีต้องได้ดี ส่วนบอมดูแล้วคือเป็นดารามีคนเริ่มรู้จักและกำลังมีผลงานออกมาก็เลยไม่อยากมีข่าวคนรักเพราะกลัวว่าจะตกกระแส เราเป็นผู้ชายถ้าคิดจะคบกับเขาก็ควรให้เกียรติกันเพราะเขาก็มีหน้ามีตามีพ่อมีแม่เป็นที่รู้จัก ถ้าทำไม่ได้ก็ไม่ควรมาคบกัน”

เรื่องที่สาม เหตุการณ์น่าสะเทือนใจกับเรื่องราวที่ลูกชายคนโตก่อคดีสังหารทั้งครอบครัว และยังมีการโยนความผิดให้น้องคนเล็กวัยเพียง 16 ปี ที่ก็ถูกตนสังหาร โดยที่นายอัครวัฒน์ ศรพรหม อายุ 19 ปี ลูกชายคนโต ผู้ทำการสังหารครอบครัวในครั้งนี้ ได้ให้การต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจในเบื้องต้นที่มีการพบศพผู้เป็นบิดา มารดา และน้องชาย ว่าน้องชายวัย 16 ของตนน่าจะเกิดอาการเครียดจากเรื่องเรียน ทั้งยังถูกกดดันจากผู้เป็นบิดามารดา จึงได้ลงมือสังหารบิดามารดาและฆ่าตัวเองตายตาม

แต่ต่อมาตามรายงานข่าวเล่าว่า เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการตรวจพิสูจน์หลักฐานกลับพบความผิดปกติ คือ พบว่านายอัครวัฒน์เป็นผู้ปิดกล้องวงจรปิด และยังเป็นผู้วางปืนไว้ในมือน้องชาย แต่กลับวางคนละข้างกับฝั่งขมับที่โดนยิง ประกอบกับบนเสื้อผ้าที่นายอัครวัฒน์ใส่ในวันเกิดเหตุก็มีคราบเขม่าดินปืน จึงทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนเพิ่มเติม จนนายอัครวัฒน์ยอมรับว่าตนเป็นผู้ลงมือฆ่าคนในครอบครัวทั้งหมด พร้อมให้เหตุผลว่าเพราะโกรธแค้นผู้เป็นมารดาที่ชอบต่อว่าและควบคุมเรื่องต่างๆ แม้แต่คอนโดที่พักก็ยังติดกล้องเพื่อตามดูพฤติกรรม อีกทั้งยังผิดสัญญาที่บอกว่าจะออกรถป้ายแดงให้หลังเข้ามหาวิทยาลัยได้ พร้อมกับยอมรับอีกว่าเคยใช้ยานอนหลับกับบิดามารดาแล้ว แต่ไม่สำเร็จจึงตัดสินใจใช้อาวุธปืน

เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องให้ชาวไทยบนโลกออนไลน์พูดถึงกันมาก ประกอบกับบรรดาญาติหรือแม้แต่ผู้เป็นย่าก็ยังแสดงความคิดเห็นว่าดูไม่ออกถึงอาการเก็บกดที่หลานมีอยู่ เพราะภาพที่เห็นก็ยังเห็นครอบครัวที่อบอุ่นและยังมีกิจกรรมที่ครอบครัวทำร่วมกันอยู่เสมอๆ โดยที่ทางด้านนายอัครวัฒน์ได้มีการเข้าไปขอโทษผู้เป็นย่า พร้อมทั้งบอกว่า หลังพ้นโทษจะขอบวชแบบไม่สึก

“เราว่าเขาเป็นคนค่อนข้างน่ากลัวนะ ไม่ได้อยากให้ฆ่า หรือประหารใคร แต่อยากจะบอกว่า มาจากฐานะที่บ้านดีพร้อม แล้วเป็นแบบนี้ น่ามาจากจิตสำนึกภายในมากกว่า แล้วการออกมาหลังจากรับโทษ บอกเลยว่าน่ากลัว กับสภาวะทางจิตเขาแบบนี้ ก่อนทำ มีการไตร่ตรอง มีการวางแผน แล้วหลังจากรับโทษแล้ว รับรอง เขาไม่มีอะไรที่น่ากลัวเกินไปสำหรับจะทำอะไรผิดอีกแล้ว”

“บวชไปเเล้วได้อะไร ฆ่าครอบครัวตัวเอง ฆ่าพ่อแม่ บาปมหาศาล ถึงจะทำดีเยอะก็ไม่ได้อะไรหรอก”

“แม่พ่อเหน็ดเหนื่อยแค่ไหนที่เลี้ยงลูกมาโตจนป่านนี้ จะนอนก็ไม่ได้นอน จะกินก็ไม่ได้กินอิ่ม ต้องคอยเช็ดฉี่เช็ดอึให้ไม่รู้ตั้งกี่ปี เพื่อให้คนๆนั้นที่เรียกว่าลูก รักปานดวงใจมาฆ่าตัวเองตายเหรอ ก่อนทำอะไร มีสติ คิดซะบ้างนะ”

“พระพุทธเจ้าทรงห้ามคนฆ่าพ่อฆ่าแม่ บวชนะครับ สรุปว่าบวชไม่ได้ครับ ถือว่าเป็นปาราชิกก่อนบวชแล้วครับ”

“ประหารไปเหอะ จะได้ไม่เป็นภาระของสังคม ตัวอย่างแบบนี้แหละที่ทำให้คนไม่เกรงกลัวกฏหมาย”

“ไม่เกิดประโยชน์หรอก อย่าเอาคนไม่เอาถ่านมาไว้ในพระพุทธศาสนา ถึงบวชไปก็ไร้ผล เพราะเธอได้ฆ่าพระอรหันต์ไปเรียบร้อยแล้ว และในธรรมวินัยก็ไม่อนุญาตให้บวชบุคคลผู้ทำอนันตริยกรรม มีเพียงหนทางเดียวที่จะไปได้สำหรับเธอ คือ อเวจีนรก อันเป็นนรกที่ไม่มีกาลและเวลา ไม่สามารถนับเป็นตัวเลขได้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กรรม 5 อย่างที่ไม่ควรทำ คือ 1. มาตุฆาต ฆ่ามารดา 2. ปิตุฆาต ฆ่าบิดา 3. อรหัตตฆาต ฆ่าพระอรหันต์ 4. โลหิตตุปบาท ทำร้ายพระพุทธเจ้าให้เลือดออก 5. สังฆเภท ยังสงฆ์ให้แตกกัน กรรม 5 ประการนี้เป็นกรรมหนัก ห้ามทำ เมื่อทำแล้วห้ามสวรรค์ ห้ามนิพพาน มีทางเดียวที่ไป คือ อเวจีนรก เป้นสัตว์นรกที่ต่ำสุด นานสุด เพราะฉนั้น ไม่เกิดประโยชน์ในการที่ครวญหาผ้าเหลือง เพราะเธอได้ทำกรรมอันหนักถึง 3 กรรม คือ 1 ฆ่าบิดา 2. ฆ่ามารดา 3. พ่อแม่เปรียบเสมือนพระอรหันต์ เธอก็ฆ่าท่านทิ้งเสียหมด เจ้าจงรับกรรมทั้งในโลกนี้ และโลกหน้าเถิด ถึงไม่เชื่อ มันก็มีอยู่ของมันยังนั้นแหละ”

เรื่องที่สี่ หลังจากมีประเด็นให้ถกเถียงกันมาเป็นระยะ กับร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ ด้วยวงเงิน 2 ล้านล้านบาท ซึ่งก็มีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย จนกระทั่งในที่สุดเรื่องนี้ก็อยู่ภายใต้อำนาจการตัดสินใจของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ โดยในสัปดาห์ที่ผ่านมามีการรายงานข่าวว่า ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้นัดประชุมเพื่อแถลงด้วยวาจา และลงมติอ่านคำวินิจฉัย โดยมีมติเป็นเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 เห็นว่าการดำเนินการการออกร่าง พ.ร.บ. นี้ขัดรัฐธรรมนูญ และมีมติ 6 ต่อ 2 เห็นว่า กระบวนการตราไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่ง พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท มีลักษณะเป็นเงินแผ่นดิน การใช้จ่ายต้องเป็นกรณีความจำเป็นเร่งด่วน แต่ในข้อเท็จจริงการพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งที่เป็นวัตถุประสงค์ของ พ.ร.บ. ดังกล่าวยังไม่ใช่ความจำเป็นเร่งด่วน อีกทั้งการควบคุมตรวจสอบค่าใช้จ่ายเงินดังกล่าว ยังไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ หมวด 8 ส่งผลให้ร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวต้องตกไป เนื่องจากเนื้อหาและกระบวนการไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

ที่มาภาพ : https://www.facebook.comphoto.phpfbid=759699900706780&set=pcb.759700340706736&type=1&relevant_count=2
ที่มาภาพ: https://www.facebook.comphoto.phpfbid=759699900706780&set=pcb.759700340706736&type=1&relevant_count=2

ทางด้านนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า โดยส่วนตัวแล้วรู้สึกเสียดายถ้าหากการตัดสิน พ.ร.บ. ดังกล่าวเป็นลบ แต่อย่างไรเรื่องนี้ก็เป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญที่จะตัดสิน ขณะเดียวกันก็หวังว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีทางออกให้การเลือกตั้งเดินหน้าได้

อย่างไรก็ตาม เรื่องคำตัดสิน พ.ร.บ. ดังกล่าว ในโลกออนไลน์ยังได้มีการพูดถึงอีกด้วยว่า โครงการซื้อขายข้าว G to G ที่นายกหลี่ เค่อ เสียง ตกลงกับนางสาวยิ่งลักษณ์ว่าจีนจะซื้อข้าวไทยจำนวน 5 ล้านตัน โดยซื้อปีละ 1 ล้านตันเป็นเวลา 5 ปี เพื่อแลกกับการการที่ไทยจะให้จีนทำโครงการรถไฟความเร็วสูงนั้น ก็ต้องเงียบสนิทไปด้วย และหลังจากที่มติตุลาการศาลรัฐธรรมนูญออกมาก็มีการโพสต์ข้อความแสดงความคิดเห็นบนหน้าเฟสบุ๊ก ทวิตเตอร์ส่วนตัวกันเป็นจำนวนมาก ในลักษณะที่ว่าคนไทยไม่ต้องเป็นหนี้ไปอีก 50 ปี

“อย่างเอาโครงการมาอ้าง ทั้งที่ปัญหามันเกิดจากตัว พรบ.กู้เงินครับ พรบ.กู้เงิน 2.2ล้านล้าน ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน จากนอกระบบได้และเงินกู้ที่ได้ก็กำหนดให้ไม่รวมเข้าสู่งบประมาณ(ไม่เข้าสภา)(ไม่มีบัญชีที่จะตรวจสอบ) ทำให้การบริหารจัดการเงิน2.2ล้านล้าน ขึ้นอยู่กับ ครม(ฝ่ายบริหาร)อย่างเดียวเสี่ยงต่อการจะเกิดการคอรับชันที่ไม่สามารถเอาผิดได้เพราะออกนอกระบบหมด ด้วยเหตุนี้เองที่ไม่สามารถตรวจสอบได้ พรบ. นี้จึงเป็นคดีให้ ศาล รธน วินิจฉัย ว่า พรบ นี้ขัดต่อ รธน. รึไม่ ในวันที่ 12-3-2557 หากผิดจริงไม่ใช่แค่ฝ่ายนิติบัญญัติที่ยกมือให้ พรบ. นี้ ต้องเอาผิดให้ได้ถึงฝ่ายบริหารด้วยที่จงใจนำเงินงบประมาณออกนอกระบบเผื่อเลี่ยงการตรวจสอบ ต้องมีความผิดเช่นกันครับ”

“พัฒนาประเทศใครเขาไม่ห้าม แต่วิธีกู้เงินมันผิด เพราะไม่มีใครเขากู้เงินที่จะใช้ 7 ปีข้างหน้ามากองเอาไว้ทีเดียว แทนที่จะทะยอยกู้มาเป็นงวดๆ รัฐบาลต้องอธิบายว่าทำไมเป็นชาวบ้านอย่าโง่ คนที่จะต้องรับภาระหนี้ไม่ใช่รัฐบาลแต่เป็นชาวบ้านและลูกหลานของเมิงที่ต้องแบกหนี้ในวันข้างหน้า”

“อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร ทั้งหมดตกอยู่ภายใต้อำนาจศาล ยังไม่เข้าใจที่เคยร่ำเรียนมาว่า อำนาจทั้งสามแยกส่วนกัน เหมือนระบบ พิกัดเชิงฉาก นี้คงจะเป็นกระบวนการตุลาการภิวัฒน์ ที่ล่วงไปมั่วหมด อำนาจบริหาร อำนาจนิติบัญญัติจะจัดทำการบริหารและตัดสินใจ ในการบริหาร รวมถึงการจัดทำงบประมาณ อำนาจอื่นไม่สามารถมาบอกว่าผิดหรือถูก เพราะเป็นเรื่องที่ฝ่ายอำนาจบริหาร อำนาจนิติบัญญัติ จะลงมติตัดสินใจ เป็นอำนาจที่ประชาชนมอบให้มาเพื่อดำเนินการบริหาร และออกกฎหมาย ผิดถูก ปชช จะเป็นผู้ตัดสินในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ถ้าเป็นอย่างนี้เราจะเลือกตั้งไปทำไม เมื่อเลือกมาแล้ว อำนาจทั้งหมดก็จะมาตกที่กลุ่มบุคคล เก้าคน เป็นผู้ชี้ถูกชี้ผิด ความเป็นไปของคนทั้งประเทศ อย่างนี้ก็ให้ คนทั้งเก้าคนนี้ ทำอะไรในประเทศเบร็ดเสร็จไปเลยดีกว่า ประหยัดเงินมาก ไม่ต้องแบ่งแยกหน้าที่กันทำ”

“พอเปิด AEC ประเทศเราอยู่ในภูมิศาสตร์ที่จะเป็น HUB นะครับ หลายคนอาจจะคิดเเค่ว่ากู้เเล้วเป็นหนี้ แต่มันมีประโยชน์ระยะยาวในความคิดผมนะ แล้วมันไม่ใช่เเค่รถไฟ มันหมายถึงระบบการขนส่งทั้งหมด ท่าเรือต่างๆ ถ้ารอมีตังค์สร้างเองชาติไหนจะได้สร้าง เราสร้างเเล้วเราก็ผ่อนก็ได้ ถามตัวเองก่อนว่าจะไม่ยอมลงทุนอะไรเพื่อสร้างชาติร่วมกันเลยหรอ แล้วเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ พรรคประชาธิปัตย์ที่ค้านๆ เค้าอยู่เนี่ย เมื่อตอนเป็นรัฐบาลปี 2551 ก็เคยเปิดให้จีนกับญี่ปุ่นมาศึกษาแนวเส้นทางที่จะลงทุนสร้างเเล้วด้วยซ้ำ อย่างว่าเเหละ เมกกะโปรเจ็ค รัฐบาลไหนก็อยากขึ้นชื่อเป็นเจ้าของ กรรมเลยมาตกอยู่ที่ประเทศ อย่าลืมนะครับ เปิด AEC ประเทศเราจะอยู่ในตำเเหน่งที่เป็น HUB อยากรวยเหมือนสิงคโปร์มั้ยล่ะ”

“ไม่มีใครบอกว่า “โครงการ” 2 ล้านล้าน ไม่ดี ใครๆ ก็อยากได้รถไฟความเร็วสูง เดินทางสะดวกทั่วประเทศ แบบญี่ปุ่น ก็โอเคล่ะ ปัญหามันอยู่ที่ “วิธีการใช้เงิน” กับ “คนที่จะมารับผิดชอบ” โครงการ คือรัฐบาลชุดนี้ วิธีการใช้เงิน ศาลรัฐธรรมนูญบอกแล้วว่าผิด (ถึงจะมีตุลาการเสร่อมาให้ความเห็นทางวิศวกรรมทำให้ดูเสื่อมก็ถอะ) ด้วย 9 ต่อ 0 ส่วนเรื่อง คนที่จะมารับผิดชอบ ขนาด 5 แสนล้าน ยังไม่มีปัญญาจัดการให้ดี ให้เรียบร้อย แล้วมาเอา 2 ล้านล้านไป จะมีปัญญาทำหรือ ขนาด 5 แสนล้าน ก็เข้ากระเป๋าใครไปแล้วกี่หมื่นล้าน แล้ว สองล้านล้าน จะเข้ากระเป๋าใคร กี่แสนล้าน ขนาด 5 แสนล้าน เรื่องพื้นฐานของประเทศอย่างเรื่องข้าว ยังทำให้เจ๊งได้ขนาดนี้ แล้ว เรื่องเทคโนโลยีชั้นสูง กับเงินที่มาก กว่าหลายเท่าจะขนาดไหน”

เรื่องที่ห้า ยังคงเป็นเรื่องให้ชาวโซเชียลพูดถึงอย่างต่อเนื่องกับนายเอกภพ เหลือรา หรือ ตั้ง อาชีวะ ผู้ต้องหาตามหมายจับในคดีหมิ่นสถาบันเบื้องสูงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยที่ล่าสุดได้มีภาพเผยแพร่ไปในโลกออนไลน์ เป็นภาพที่นายตั้งได้สมัครเข้าร่วมแข่งขันรายการไทยแลนด์ ก็อตทาเลนต์ ซีซัน 4 รอบออดิชัน ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 8-9 มีนาคม 2557 ที่ผ่านมา ณ จังหวัดเชียงใหม่ โดยในภาพยังเห็นว่านายตั้งติดป้ายผู้สมัครหมายเลข 311658 กำลังนั่งรอคิวเพื่อทำการแสดงโชว์อยู่

ที่มาภาพ : http://www.bangkokbiznews.comhomedetailpoliticspolitics20140314568803
ที่มาภาพ: http://www.bangkokbiznews.comhomedetailpoliticspolitics20140314568803

เรื่องนี้ ทางด้านฝ่ายประชาสัมพันธ์ ของบริษัทเวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) ได้ออกมาชี้แจงต่อสื่อว่า ภาพดังกล่าวเป็นภาพการรับสมัครไทยแลนด์ ก็อตทาเลนต์ ซีซัน 3 อยู่ในช่วงต้นปี 2556 โดยเป็นการรับสมัครที่กรุงเทพมหานคร ไม่ใช่ที่จังหวัดเชียงใหม่ และนายเอกภพก็ถูกออกหมายจับเมื่อช่วงปลายปี 2556

“แล้วจะให้เค้ารับผิดชอบอย่างไรละครับ ใครมีหน้าที่จับมันก็เรียกร้องให้ไปจับสิ ถ้ามันจริงอ่ะ จะไปปิดเค้าทำไม”

“ด่ากันไปเรียบร้อย พอเป็นเรื่องใหญ่แล้วมีคนออกมาแก้ข่าวพร้อมหลักฐาน แล้วเรื่องนี้ก็จะเงียบไปอีก ฝ่าย กปปส ที่นำข่าวนี้มานำเสนอก็จะไม่มีใครมาขอโทษ ส่วนกองเชียร์ ก็จะทำเป็นมองไม่เห็น และไม่พูดถึงแล้วก็ลืมๆมันไป เหมือนคราวก่อนๆ รอประเด็นใหม่ตั้งขึ้นมา แล้วก็ด่ากันใหม่ ผมเห็นวังวนแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยๆกับฝ่ายค้าน ปชป หรือ กปปส บ่อยๆ ผิดกับฝ่ายแดง นปช หรือรัฐบาล ที่พอออกข่าวอะไรมา พอพิสูจน์แล้วไม่เป็นความจริงก็จะออกมาขอโทษ ออกมาแก้ข่าว รวมถึงรับผิดชอบด้วยการแบนตัวเองอยู่หลายคน อย่างเช่นล่าสุดก็คุณ บก ลายจุดที่แบนตัวเองเพราะนำข่าวที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงมานำเสนอโดยที่ไม่รู้ความจริง”

“เช็คข่าวกันก่อน เวิร์คพ้อยท์ เขาเเป็นสื่อ บางทีปล่อยให้มาออกรายการ ยังไงก็ต้องถูกว่าแน่นอน เขาต้องคิดก่อน นี้คงเป็นภาพเก่าแหละ นายคงนี้คนชอบออกสื่อ ถึงไปเข้าร่วมทุกที่ ที่ได้เงินนะ”

“อย่างไรก็ตาม อยากให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง เร่งแก้ไข ตามจับให้จบๆ นะ จะได้ไม่ต้องมีกรณีพิพาทกันอีก ผิดจริงก็ต้องจับ”