ปฏิรูปพลังงานไทย (ตอน 1): ข้อมูลบิดเบือนหรือบิดเบือนข้อมูล

7 มีนาคม 2014

ปิยสวัสดิ์11 (1)

เมื่อใดที่ถกและเถียงกันในเรื่อง “พลังงานไทย เพื่อใครหรือเพื่อไทย” ความแตกแยกต้องบานปลายทุกครั้ง และจะลามไปถึงการทวงคืนพลังงานไทย ทวงคืน ปตท. จะด้วยการมีข้อมูลไม่เพียงพอ หรือข้อมูลเพียงพอแต่พูดไม่ครบก็ตาม แต่ก็ทำให้เรื่อง “การปฏิรูปพลังงาน” เป็นเรื่องร้อนที่เกินเลยอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะการใช้ฐานข้อมูลจากทางการเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ พลิกประเด็นนำเสนอข้อมูลที่บิดเบือน เสมือนจงใจให้เกิดความเข้าใจผิด ข้อมูลพลังงานเชิงลบจำนวนมากจึงปรากฏในโลกออนไลน์ และถูกแชร์ต่อๆ กันไปจนทำให้สังคมเกิดความสับสน

เมื่อเร็วๆ นี้ นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้จัดวงเสวนา “ปฏิรูปพลังงาน” เพื่อนำเสนอข้อมูลข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพลังงานของไทย โดยกล่าวว่า “ขณะนี้มีการบิดเบือนข้อมูล หรือจงใจให้เกิดความเข้าใจผิด เกี่ยวกับนโยบายพลังงานปรากฏอยู่ในโซเชียลมีเดียเป็นจำนวนมาก และก่อนที่จะไปพูดถึงเรื่องนโยบายปฏิรูปพลังงาน ต้องรับทราบข้อมูลพื้นฐานด้านพลังงานที่ถูกต้อง หากข้อมูลคลาดเคลื่อน ก็จะนำไปสู่การกำหนดนโยบายที่ผิดพลาด ก่อนเริ่มบรรยาย ผมขอออกตัวก่อนว่าผมไม่ได้รักบริษัท ปตท. สุดชีวิต แต่ต้องให้ความเป็นธรรมกับ ปตท. ด้วย”

ประเด็นแรกที่นายปิยสวัสดิ์พูดถึงคือ กรณีที่มีข้อความโพสต์บนเครือข่ายสังคมออนไลน์ เปรียบเทียบประเทศไทยเสมือนซาอุดิอาระเบีย ประเทศไทยมีทั้งก๊าซธรรมชาติและน้ำมันเป็นจำนวนมหาศาล เป็นเรื่องจริงหรือไม่?

การบิดเบือนข้อมูลพลังงาน

35 ปี แห่งการพัฒนาปิโตรเลียมไทย

นายปิยสวัสดิ์กล่าวว่า ในช่วง 35 ปีที่ผ่านมา การพัฒนาปิโตรเลียมไทยถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก จากเดิมไทยไม่มีแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติเลย แต่มีแหล่งผลิตน้ำมันขนาดเล็กที่อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ กำลังการผลิต 1,000 บาร์เรลต่อวัน จุดเริ่มต้นของการให้สัมปทานปิโตรเลียมไทยเกิดขึ้นสมัยจอมพลถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรี มีการผลักดันพระราชบัญญัติปิโตรเลียม 2514 บริษัทยูโนแคลค้นพบก๊าซธรรมชาติครั้งแรก คือ แหล่งเอราวัณ แต่ปรากฏว่า ตามลักษณะโครงสร้างทางธรณีวิทยาของประเทศไทย แหล่งก๊าซธรรมชาติส่วนใหญ่เป็นกระเปาะเล็กๆ ต้องเจาะหลายหลุมและใช้เงินลงทุนจำนวนมากกว่าจะได้ก๊าซ

ต่อมา สมัยพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ เป็นนายกรัฐมนตรี มีนายเกษม จาติกวณิช เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้มีการเจรจาทำสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติฉบับแรกกับยูโนแคล ต้องขอชมเชยคณะกรรมการเจรจาซื้อขายชุดนั้น ซึ่งมีนายสาวิตต์ โพธิวิหค, ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล และนายศิววงศ์ จังคศิริ เป็นกรรมการเพราะ “ผลการเจรจาค่อนข้างดีมาก รัฐบาลซื้อก๊าซธรรมชาติจากยูโนแคลได้ในราคา 70% ของราคาน้ำมันเตา และมีสูตรการปรับราคาที่อิงกับราคาน้ำมันเตาเพียงประมาณ 40% ทำให้ต้นทุนในการผลิตไฟฟ้าลดลงเพราะในขณะนั้นประมาณ 90% ของไฟฟ้าผลิตจากน้ำมันเตา และตลอด 15 ปีที่ผ่านมา ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ราคาก๊าซธรรมชาติในประเทศไทยเพิ่มขึ้นไม่มากนักเมื่อเทียบกับราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นประมาณ 5 เท่าตัว สัญญาซื้อก๊าซธรรมชาติจากยูโนแคลกลายเป็นบรรทัดฐานของสัญญาซื้อก๊าซธรรมชาติจากแหล่งผลิตอื่นๆ จนถึงปัจจุบัน ทำให้ราคาซื้อก๊าซธรรมชาติจากแหล่งในประเทศต่ำกว่าราคาก๊าซธรรมชาติที่นำเข้าค่อนข้างมาก”

ปิยสวัสดิ์9 (2)

จากนั้น บริษัทเท็กซัส แปซิฟิก ค้นพบแหล่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย ในสมัยรัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ แต่ไม่มีความประสงค์จะพัฒนา จึงให้ ปตท. ซื้อสัมปทานจากเท็กซัส แปซิฟิก โดยรัฐบาลได้มอบหมายให้นายศุลี มหาสันทนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานคณะกรรมการเจรจา ในที่สุดก็ซื้อสัมปทานคืนจากเท็กซัส แปซิฟิก มาได้ในราคา 83 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แหล่งนี้ก็คือแหล่งบงกชในปัจจุบัน นอกจากนี้ ปตท. ยังไปรับซื้อสัมปทานคืนจากบริษัทบีพีทั้งบนบกและทางทะเล เพื่อนำมาพัฒนาต่อจนเป็นแหล่งไพลิน การซื้อสัญญาสัมปทานปิโตรเลียมคืนจากบริษัทต่างชาติเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ ปตท. มีกำไรเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ต้องถือว่าเป็นการตัดสินใจลงทุนที่ถูกต้อง

นายปิยสวัสดิ์กล่าวต่อไปว่า การพัฒนาแหล่งพลังงานของไทยเริ่มต้นจาก พ.ร.บ.ปิโตรเลียม 2514 จากอดีตไม่สามารถผลิตก๊าซธรรมชาติได้เลยมาจนถึงปัจจุบันผลิตก๊าซธรรมชาติได้ 729,470 บาร์เรลต่อวัน (เทียบเท่าน้ำมันดิบ) และก๊าซธรรมชาติที่ผลิตได้ส่วนใหญ่เป็นก๊าซเปียกมีคอนเดนเสทปะปนอยู่ สามารถแยกคอนเดนเสทออกไปใช้ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีหรือโรงกลั่นน้ำมันวันละ 90,000 บาร์เรลต่อวัน

ส่วนการผลิตน้ำมันดิบ แหล่งผลิตน้ำมันแห่งแรกอยู่ที่อำเภอฝาง กำลังการผลิต 1,000 บาร์เรลต่อวัน ในสมัยรัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ บริษัทเชลล์ค้นพบแหล่งน้ำมันดิบที่จังหวัดกำแพงเพชร มีกำลังการผลิต 20,000 บาร์เรลต่อวัน คือแหล่งสิริกิติ์ ต่อมามีการพบที่อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม, จังหวัดสุพรรณบุรี และพบบ่อน้ำมันอีกหลายแหล่งทั้งบนบกและในทะเล ทำให้การผลิตน้ำมันดิบของไทยเพิ่มขึ้นเป็น 150,000 บาร์เรลต่อวันในปัจจุบัน ทั้งนี้ ในปัจจุบันแหล่งปิโตรเลียมของเชลล์ทั้งหมดเป็นของ ปตท.สผ. เพราะเมื่อหลายปีก่อนเชลล์ตัดสินใจถอนตัวออกจากประเทศไทยในด้านการขุดเจาะและพัฒนาปิโตรเลียม เนื่องจากต้องการนำเงินไปลงทุนในประเทศอื่นที่น่าสนใจกว่า

ปิยสวัสดิ์2 (1)

หลังจาก พ.ร.บ.ปิโตรเลียม 2514 มีผลบังคับใช้ ประเทศไทยค้นพบแหล่งน้ำมันดิบขนาดใหญ่ที่จังหวัดกำแพงเพชร คาดว่าจะมีน้ำมันดิบเป็นจำนวนมหาศาล รัฐบาลสมัยพลเอกเปรมจึงมีการปรับเงื่อนไขการให้สัมปทานใหม่ หรือที่เรียกว่า “Thailand II” ปรากฏว่าบริษัทน้ำมันเลิกสนใจที่จะขอแปลงสัมปทานใหม่ทันที เพราะลักษณะทางธรณีวิทยาของไทยทำให้การพัฒนาก๊าซธรรมชาติและน้ำมันในประเทศไทยมีต้นทุนสูง บริษัทน้ำมันต้องขุดเจาะหลายหลุมกว่าจะได้ก๊าซและน้ำมัน ในสมัยพลเอกเปรมนั้นเอง จึงมีการแก้ไข พ.ร.บ.ปิโตรเลียม 2514 และระบบการให้สัมปทาน Thailand II เป็นระบบที่เรียกว่า “Thailand III”

“กฎหมายฉบับนี้ยังไม่ทันผ่านความเห็นชอบสภาฯ รัฐบาลพลเอกเปรมลาออก รัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ นำร่างแก้ไขกฎหมายปิโตรเลียมเสนอต่อที่ประชุมรัฐสภาอีกครั้ง และในที่สุด “Thailand III” ก็มีผลบังคับใช้ในปี 2532”

ปิยสวัสดิ์3

ส่วนกรณีที่มีข่าวเผยแพร่ผ่านสื่อออนไลน์ ระบุว่าใต้พื้นดินมีน้ำมันเป็นจำนวนมหาศาลนั้น นายปิยสวัสดิ์บอกว่า “เป็นเรื่องจริงครึ่งเดียว” นายปิยสวัสดิ์กล่าวยอมรับว่าไทยมีการผลิตก๊าซธรรมชาติ คอนเดนเสท และน้ำมันดิบเป็นจำนวนมากจริง ปัจจุบันมีการผลิตเกือบ 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน (เทียบเท่าน้ำมันดิบ) ขณะที่ปริมาณการใช้ก็เพิ่มขึ้นเป็นวันละ 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน จึงต้องมีการนำเข้าน้ำมันดิบก๊าซธรรมชาติและถ่านหินจากต่างประเทศอีกประมาณ 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน (เทียบเท่าน้ำมันดิบ)

ปิยสวัสดิ์4

อีกประเด็นที่พูดถึงกันมากในโลกออนไลน์ คือ กระทรวงพลังงานไทยบอกว่า ประเทศไทยผลิตน้ำมันดิบ 150,000 บาร์เรลต่อวัน คอนเดนเสทอีก 90,000 บาร์เรลต่อวัน รวมแล้วประมาณ 250,000 บาร์เรลต่อวัน ขณะที่ข้อมูลของกระทรวงพลังงานของสหรัฐอเมริกา และ C.I.A. (ซึ่งก็คือข้อมูลกระทรวงพลังงานสหรัฐอเมริกานั่นเอง) บอกว่าประเทศไทยผลิต 400,000 บาเรลต่อวัน ทำให้เกิดข้อสงสัยว่ามีใครขโมยไปขายหรือไม่

นายปิยสวัสดิ์กล่าวว่า จริงๆ น้ำมันและก๊าซธรรมชาติของไทยไม่ได้ถูกใครขโมยไป สาเหตุที่ทำให้ตัวเลขการผลิตน้ำมันแตกต่างกันเนื่องจากนิยามในการจัดเก็บข้อมูลของไทยและสหรัฐอเมริกามีความแตกต่างกัน ข้อมูลของกระทรวงพลังงานไทยจะนับเฉพาะน้ำมันดิบและคอนเดนเสทที่ออกมาจากปากหลุม ส่วนกระทรวงพลังงานอเมริกาจะนับรวมของเหลวที่แยกมาจากก๊าซธรรมชาติด้วย แต่เมื่อปรับนิยามให้ตรงกันแล้ว พบว่าตัวเลขการผลิตไม่มีความแตกต่างกัน กล่าวคือ นำตัวเลขการผลิตก๊าซโซลีนธรรมชาติ (NGL) และแอลพีจีที่ผลิตออกจากโรงแยกก๊าซเข้าไปรวมกับตัวเลขการผลิตน้ำมันดิบและคอนเดนเสท

ปิยสวัสดิ์5

“ข้อมูลที่ผมนำเสนอก็ไม่ใช่ข้อมูลลับอะไร ทุกคนสามารถเข้าไปดูได้ที่เว็บไซต์กระทรวงพลังงานและหน่วยงานในกระทรวงพลังงาน เพียงแต่ผมลองย้ายข้อมูลดู โดยนำก๊าซโซลีนธรรมชาติและแอลพีจีที่ออกจากโรงแยกก๊าซเข้าไปรวมกับน้ำมันดิบและคอนเดนเสท บวกกันแล้วได้ 400,000 บาร์เรลต่อวัน นอกจากธนาคารแห่งประเทศไทยแล้ว กระทรวงพลังงานก็เป็นอีกหน่วยงานหนึ่งที่เปิดเผยข้อมูลละเอียดมาก และเป็นหน่วยงานที่เปิดเผยข้อมูลมากที่สุดแห่งหนึ่งในหน่วยราชการไทย แต่เปิดเผยมากคนก็เอาไปบิดเบือนมาก หน่วยงานไหนไม่เปิดเผยข้อมูลก็ไม่ค่อยถูกด่าหรอก ในแง่การผลิตผมคิดว่าตัวเลขถูกต้อง ไทยผลิตมาก แต่ใช้มาก จนต้องนำเข้า เอาไปเปรียบเทียบกับซาอุดีอาระเบียคงไม่ถูกต้อง คนละสเกลกัน ไทยผลิตแค่วันละ 1 ล้านบาร์เรล (เทียบเท่าน้ำมันดิบ) แต่ซาอุดีอาระเบียผลิตน้ำมันดิบอย่างเดียววันละ 10 ล้านบาร์เรล นี่ยังไม่รวมก๊าซธรรมชาติ ส่วนสหรัฐอเมริกาทราบว่าตอนนี้ผลิตน้ำมันดิบแซง ซาอุดีอาระเบียไปแล้ว” นายปิยสวัสดิ์กล่าว

ปิยสวัสดิ์6

นายปิยสวัสดิ์อธิบายต่ออีกว่า ในเรื่องปริมาณสำรองปิโตรเลียมของไทย เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่มีการพูดถึงกันมากในสังคมออนไลน์ว่าประเทศไทยมีปริมาณสำรองพลังงานจำนวนมาก แต่กระทรวงพลังงานบอกว่ามีน้อย ตัวเลขหายไปไหน

“จริงๆ ไม่มีใครรู้หรอกว่าประเทศไทยมีปริมาณสำรองปิโตรเลียมมากน้อยแค่ไหน เพราะมันอยู่ใต้ดิน มันต้องขุดเจาะขึ้นมา ถึงจะทราบว่าจริงๆ แล้วมันมีเท่าไหร่ การวัดปริมาณสำรองปิโตรเลียมตามหลักวิชาการจะแบ่งเป็น 3 ระดับ คือ 1. ปริมาณสำรองที่พิสูจน์แล้ว หรือ Proved เรียกย่อๆ ว่า “P1” ข้อมูลในระดับนี้เชื่อถือว่ามีปิโตรเลียมแน่ประมาณ 90% 2. ปริมาณสำรองที่คาดว่าจะพบ หรือ Probable (P2) ข้อมูลในส่วนนี้มีความมั่นใจประมาณ 50% 3. ปริมาณสำรองที่น่าจะพบ หรือ Possible (P3) มีความมั่นใจได้แค่ 10% สรุปคือปริมาณสำรองปิโตรเลียมไม่ได้มีมากมายอย่างที่คิด ขณะเดียวกันกลับลดลงด้วยซ้ำ”

ทั้งนี้ หากนำปริมาณสำรองที่พิสูจน์แล้วว่ามีปิโตรเลียมแน่นอน (P1) หารด้วยการผลิต พบว่าประเทศไทยมีก๊าซธรรมชาติใช้ไปได้อีก 11 ปี แต่ถ้ามีการสำรวจขุดเจาะปิโตรเลียมเพิ่มเติม P2 และ P3 ก็มีโอกาสปรับขึ้นเป็น P1 และถ้ารัฐบาลให้สัมปทานสำรวจขุดเจาะปิโตรเลียมแหล่งใหม่ก็มีโอกาสค้นพบแหล่งใหม่ๆ หากนำตัวเลขปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติทั้งหมดมารวมกัน 27 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต (P1+P2+P3) หารด้วยกำลังตัวเลขการผลิตต่อปี ประเทศไทยมีก๊าซธรรมชาติใช้ต่อไปได้อีก 30 ปี การมีก๊าซธรรมชาติเหลืออยู่แค่ 30 ปีถือเป็นเรื่องที่น่าตกใจมาก เพราะประเทศอื่นมีปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติเหลือเป็น 100 ปี และถ้าเราจะสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซใหม่ในวันนี้ เราต้องมั่นใจว่าจะมีก๊าซเพียงพอตลอดอายุของโรงไฟฟ้าคือ 25-30 ปี ตลอด 6 ปีที่ผ่านมา การสำรวจขุดเจาะปิโตรเลียมของไทยต้องชะลอลง เพราะมีคนคัดค้านไม่สามารถให้สัมปทานใหม่ได้ ทำให้ปริมาณสำรองปิโตรเลียมของไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง

ปิยสวัสดิ์7

โดยข้อมูลจากบริษัทบีพีระบุว่า ประเทศที่มีปริมาณสำรองน้ำมันมากที่สุดคือเวเนซุเอลา โดยมีปริมาณน้ำมันสำรอง 297,600 ล้านบาร์เรล ขณะที่ประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันสำรอง 440 ล้านบาร์เรล ส่วนประเทศที่มีปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติมากที่สุดคืออิหร่าน มีปริมาณก๊าซสำรอง 33.6 ล้านล้านลูกบาศก์เมตร ประเทศไทยมีปริมาณก๊าซสำรอง 2.85 แสนลูกบาศก์เมตร

“ประเทศไทยมีปริมาณสำรองน้ำมันและก๊าซธรรมชาติน้อยจนตกสเกล และไม่น่าแปลกใจที่เวเนซุเอลามีนโยบายประชานิยม กำหนดราคาขายปลีกน้ำมันในราคาที่ถูกมาก ซาอุดีอาระเบียก็เช่นเดียวกัน ประเทศเหล่านี้มีปริมาณสำรองปิโตรเลียมเหลือเฟือ ใช้เท่าไหร่ก็ไม่หมด ดังนั้น ปริมาณสำรองน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ใช้กำหนดนโยบายราคาพลังงาน หากประเทศไทยมีปริมาณสำรองปิโตรเลียมเหลือเป็นจำนวนมาก ก็ยังพอมีเหตุผลที่จะขายน้ำมันให้ประชาชนในราคาถูกได้” นายปิยสวัสดิ์กล่าว

ส่วนข้อกล่าวหาที่ว่าไทยผลิตน้ำมันดิบมากกว่าบูรไน 3 เท่าตัว นายปิยสวัสดิ์ยอมรับว่าถูกต้อง ข้อมูลปี 2555 ประเทศไทยผลิตน้ำมัน 440,000 บาร์เรลต่อวัน (นิยามเดียวกันกับของกระทรวงพลังงานสหรัฐอเมริกา) ส่วนบรูไนผลิต 158,000 บาร์เรลต่อวัน แต่ต้องไปดูปริมาณสำรองน้ำมันด้วย บรูไนมีประชากรน้อยกว่าไทยมาก แต่มีปริมาณสำรอง 1,100 ล้านบาร์เรล ขณะที่ไทยมีปริมาณสำรองแค่ 400 ล้านบาร์เรล ส่วนมาเลเซียผลิตน้ำมันวันละ 657,000 บาร์เรลต่อวัน แต่มีปริมาณสำรอง 3,700 ล้านบาร์เรล มากกว่าไทย 9 เท่า

ปิยสวัสดิ์8 (1)

นอกจากนี้ กรณีที่มีการเปรียบเทียบว่าไทยมีน้ำมันและก๊าซเป็นจำนวนมาก เสมือนซาอุดีอาระเบียตะวันออก แต่ต้องดูที่ปริมาณสำรองด้วย จริงๆ แล้วประเทศไทยมีปิโตรเลียมน้อยมาก หากเร่งผลิตขึ้นใช้ ถลุงกันให้หมดเมื่อไหร่ ก็ต้องนำเข้าก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) และก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากต่างประเทศที่มีราคาแพงกว่าก๊าซอ่าวไทยมาก

“ดังนั้น การให้ข้อมูลที่ถูกต้อง จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ไม่ใช่ไปเอาข้อมูลที่ไม่ถูกต้องมากำหนดนโยบายพลังงาน มันไม่ได้เกิดผลเสียต่อคนรุ่นผมหรอก เพราะตอนนี้ผมอายุ 60 ปี แต่จะเห็นผลอีก 30 ปี เด็กอายุ 20-30 ปี ที่กำลังก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริหารประเทศ ต้องแบกรับภาระนำเข้าก๊าซในราคาที่แพงมาก” นายปิยสวัสดิ์กล่าว

ปิยสวัสดิ์10

  • อิฐบูรณ์ อ้นวงษา

    เรียน ท่านบรรณาธิการที่นับถือ

    ผมขอนุญาตมองต่างจากสิ่งที่ท่านนำเสนอดังนัี้ครับ

    ปิยสวัสดิ์ผู้ศรัทธาระบบสัมปทาน เผยข้อมูล ระบบสัมปทานคือการยกกรรมสิทธิ์แหล่งปิโตรเลียมให้เอกชนผู้รับสัมปทาน เมื่อรัฐจะเอาคืนต้องใช้เงินซื้อคืนมา แต่ถ้าใช้ระบบแบ่งปันผลผลิตกรรมสิทธิ์แหล่งปิโตรเลียมก็เป็นของรัฐทั้งหมด ไม่ต้องซื้อคืนอย่างที่ปิยสวัสดิ์อธิบาย นอกจากนี้ปิยสวัสดิ์ยอมรับในตัวเลขปริมาณการ ผลิตปิโตรเลียมของไทยว่ามีมากกว่าบรูไน(น้ำมันดิบ) แต่บอกว่า อย่าดูแต่เรื่องปริมาณการผลิตอย่างเดียวต้องดูเรื่องปริมาณสำรองปิโตริลัยมด้วยว่าของประเทศไทยมีน้อยกว่ามาก แต่คำถามคือปิยสวัสดิ์ไม่รู้หรืออย่างไรว่าภายใต้ระบบสัมปทานผู้เป็นเจ้าของข้อมูลปิโตรเลียมที่สำรวจพบเป็นของบริษัทผู้รับสัมปทาน ทำให้ประเทศไทยไม่ได้เป็นเจ้าของข้อมูลปริมาณสำรองปิโตรเลียมที่พิสูจน์แล้ว อีกทั้งรัฐบาลหรือ ปตท. ยังไม่มีการสำรวจหรือไม่มีข้อมูลความเป็นไปได้ของปริมาณสำรองปิโตรเลียมของตัวเอง ก่อนให้สิทธิในการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม

    ดังนั้น ปริมาณสำรองที่พิสูจน์แล้วของประเทศไทย จึงเป็นตัวเลขเฉพาะปริมาณปิโตรเลียมที่ ปตท. ไปทำสัญญาซื้อขายกับบริษัทผู้ระบสัมปทานแล้วเท่านั้น มิใช่ปริมาณสำรองปิโตรเลียมที่พิสูจน์แล้วทั้งหมด จึงทำให้ปริมาณสำรองปิโตรเลียมที่พิสูจน์แล้วของประเทศไทยน้อยกว่ามาตรฐานของปริมาณสำรองที่พิสูจน์แล้วของหลายๆประเทศ

    อิฐบูรณ์ อ้นวงษา

    • น้อง ปอสาม

      รัฐบาลไทยเคยสำรวจผลิตเองแล้วแต่ไม่สำเร็จจึงได้หันไปเปิดสัมปทานในปี 2511 แต่ยังมีส่วนที่รัฐผลิตเองโดยกรมการพลังงานทหารที่ครองสัมปทานในภาคเหนือ 6 จังหวัด 25,300 ตร.กม.ที่ผลิตเพียง 1,000 บาร์เรล/วัน รายจ่ายมาจากงบประมาณแผ่นดินรายได้เข้ากระทรวงกลาโหม

      หากเราไม่สามารถนำปิโตรเลียมขึ้นมาใช้ ก็ต้องนำเข้ามากขึ้นในราคาตลาด และนำเข้ามากกว่า 85% ของที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ถ้าผลิตเองได้บ้างก็ยังมีรายได้เข้าแผ่นดินจากการนำทรัพยากรขึ้นมาใช้ทั้งนี้ทั้งนั้น ราคาน้ำมันที่ประชาชนจ่ายเป็นคนละประเด็นกัน

      บางรัฐบาลอาจจะมีนโยบายใช้กลไกตลาดกำหนดราคาเพราะช่วยให้การใช้ปิโตรเลียมมีประสิทธิภาพ เศรษฐกิจต่อเนื่องเข้มแข็ง แต่บางรัฐบาลอาจจัดให้ราคาต่ำด้วยวิธีใดก็ตาม เพื่อให้ประชาชนรู้สึกดีและอาจเชื่อว่าจะทำให้ค่าครองชีพต่างๆต่ำลงได้ แต่จะต้องเพิ่มภาษีด้านอื่นจากประชาชนมากขึ้น เพราะรัฐต้องหารายได้(ทดแทน) มาเป็นค่าใช้จ่ายงบประมาณและให้บริการต่างๆแก่ประชาชน

      ความแตกต่างระหว่างระบบสัมปทานและ PSC ที่น่าคิดคือ PSC มักมีการเจราจาเป็นครั้งๆไป และรัฐจะต้องร่วมลงทุนด้วย แต่ในระบบสัมปทานรัฐไม่ต้องเสี่ยงกับการลงทุน และมีความโปร่งใสเพราะได้ระบุเงื่อนไขต่างๆไว้ใน พ.ร.บ.ปิโตรเลียม มีการประมูลสัมปทาน (ไม่ใช่ beauty contest) คือคัดเลือกผู้ที่เสนอเงื่อนไขดีที่สุดสำหรับรัฐภายใต้กรอบกฎหมาย

      • คนไทยขี้สงสัย???

        ประเด็นใจกลางของการเกิดกระแสเรียกร้องให้ทวงคืน ปตท. และปฏิรูปกิจการพลังงานของประเทศทั้งระบบ ก็อยู่ที่ ราคาน้ำมัน ก๊าซ ไฟฟ้า ที่ต่างขึ้นๆกันแบบมักมือชกประชาชนผู้บริโภคในประเทศไทยแบบอธิบายแล้วมีแต่ข้อสงสัย เพราะมาจากการทุ่มอธิบายโดยกิจกรรมสื่อสารมวลชน/องค์กรบางหน่วยที่พิสูจน์แล้วว่า ล้วนได้รับการว่าจ้างโดยตรงและ/หรือเอื้อประโยชน์โดยอ้อมจากธุรกรรมผลประโยชน์ในกิจการพลังงานทั้งสิ้น

      • คนไทยขี้สงสัย???

        ประเด็นย่อยที่ว่า ปริมาณสำรองน้ำมัน/ก๊าซ (ไม่ว่าจะคิดระบุตัวเลขด้วยวิธีใดๆ) ที่บทความนี้อ้างว่า ที่จริงมีน้อยในคำสรุปรวมๆ ก็ยังมีข้อมูลภาพใหญ่ที่ผมขอแย้งว่า ถ้ามันมีน้อยจริงในบ้านเรานะ ทำไมในอ่าวไทยถึงมีหลุมแท่นขุดเจาะตั้ง กว่า ๔๐๐ แท่นล่ะ????? แล้วที่ต้องเน้นลงไปอีกด้วยแง่คิดง่ายๆแบบชาวบ้านๆ คือ กว่า ๘๐% ของแท่นเหล่านี้เป็นของบริษัทเดียวกัน พ่อค้าน้ำมันรายนี้เขาคงไม่ทุ่มเงินเล่นๆมาทำแท่นขุดเจาะเป็นหมื่นๆล้านบาทตลอดนับสิบปี ถ้าปริมาณสำรองมันมีไม่เยอะ+คุ้มพอ แล้วข้อมูลเสริมที่ผมไปเจอมานะ บริษัทพ่อค้าที่ว่า ดันมีสภาพเดิมที่ล้มละลายจากบริษัทชื่อก่อนหน้า แล้วยำใหม่เป็นบริษัทที่เป็นกลุ่มผู้ถือหุ้นเจ้าเดิม จากนั้นก็ฟื้นตัวใหม่หลังได้สัมปทานก้อนยักษ์ในอ่าวไทยและก้อนน้อยๆแต่ผูกขาดชิ้นเนื้อปลามันในอีก ๒ ประเทศในแถบลาตินอเมริกา ถ้าอยากรู้ว่าบริษัทนี้เขารายงานผลกำไรที่ได้จากประเทศไทยว่าอย่างไร ท่านเจ้าของบทความ หรือ ผู้สนับสนุน ก็ลองรับคำท้าคุณอิฐบูรณ์+คุณปานเทพ+คุณรสนา ที่ astv มาโต้กันเรื่องนี้ ผมจะได้เอาข้อมูล (นิดๆหน่อยๆ)ที่ว่ามานี้มาบอกมาแบ่งกันให้ตรวจสอบกันให้รู้ สำหรับผมนะ มีข้อกล่าวหาต่อวงราชการไทยด้านพลังงานว่า เป็นกิจการที่เก็บข้อมูลที่ครบถ้วนถูกต้องไว้ แต่บอกไม่หมดครับ แถมผู้คนในระบบราชการก็กินทั้งเงินเดือนจากภาษีอากรของประชาชน + เงินจากผลประโยชน์ในกิจการน้ำมัน/ก๊าซแบบฉ้อฉล อ้อ ถ้าปริมาณสำรองน้ำมันบนบกมันมีไม่เยอะ อย่างที่สรุปกันมา/ค้นกันมานับสิบๆปี ก็อย่าไปเสียเวลาเปิดประมูลแปลงสัมปทานขุดเจาะบนบกทีละนับแสนๆไร่ซีครับ ชาวบ้านจะได้เชื่อที่ท่านพูดว่า น้ำมันเมืองไทย มันมีน้อย มันมีน้อย มันมีน้อย

        • Wobb

          มีหลุมเยอะ เพราะ แต่ละหลุมมันผลิตได้น้อยไงครับ

    • น้อง ปอสาม

      แล้วทำไมคุณไม่เคยคิดจะพูดถึงปริมาณการใช้บ้างครับ อันดับผลิตมันสำคัญอะไร ในเมื่อการใช้เยอะกว่าหลายเท่าตัวนัก

      • สมศักดิ์ รักเธอเสมอ

        ปริมาณการใช้ที่ปิยะสวัสดิ์และตัวแทนกลุ่มทุนพลังงานเอามาอธิบาย เป็นตัวเลขที่โรงกลั่นใช้ไม่ใช่คนไทยใช้ อย่าลืมว่าไทยส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปไปทั่วโลก กลั่นเพื่อส่งออกอย่ามาบอกว่าคนไทยใช้ทั้งหมดสิครับ

    • Jaja Naja

      ปฏิรูปพลังงานปิโตรเลียม.. แก๊ส น้ำมัน… ระบบสัมปทานรัฐ ไม่เอื่อประโยชน์
      ในการใช้ทรัพยากรชาติ.. ขอแค่ เลิกระบบ สัมปทาน แล้ว เปลี่ยนเป็น
      Production Sharing การแบ่งปันผลผลิต .. เอาแค่นี้ก่อน แล้วดูซิคะ
      ว่าจะมีใคร มาร่วมประมูล.. ต้องลงทุนเองแล้ว แบ่งกำไร รัฐได้ 80%
      บริษัทเอกชน ได้ 20% มีเอกสาร การสำรวจของต่างชาติ อยู่ในมือ.. หรือ
      ลองหาอ่าน แล้วจะทราบค่ะ ว่าเมืองไทย มีน้ำมันมาก จริง

  • ฟ้าใหม่เมืองไทย

    1.ถ้าไทยกลั่นเองทำเองแต่แพงกว่าต่างประเทศ ทำไมไม่นำเข้าไปเลยครับ ?

    2.ถ้าให้สัมประทานต่างชาติ แบ่งกำไร ไทย 80% ต่างชาติ 20% แค่นี้ ประเทศไทยก็รวยแล้วครับ แต่ไม่ทำเพราะ มีนักการเมืองกลุ่มหนึ่งขายชาติหรือเปล่า ทำให้ต่างชาติขุดน้ำมันในราคาที่แทบจะฟรี

    3.ต่อจากข้อ 2 นำกำไร80% มาแปลงเป็น 100% แล้วแบ่งให้ประชาชน 60% ในรูปแบบหุ้น หรือครอบครัว หรืออะไรก็ได้ที่ประชาชนได้รับประโยชน์เต็มที่มากมายกว่านี้ ส่วน40% รัฐนำไปจัดการพัฒนาโครงสร้างของประเทศ อย่างรถไฟรางคู่ที่ควรจะมี เพราะราคาถูก คุ้มค่า กระจายให้กับทุกภาค และ ทุกจังหวัด ถ้ามีครบแล้ว เงินเหลือ อยากจะสร้าง รถไฟความเร็วสูงก็คงไม่มีใครว่า ใครตำหนิได้ครับ

    4. ต่อจากข้อ 3 สิ่งที่เสนอมาข้อ 1-3 คงทำไม่ได้ถ้าการเมืองเป็นประชานิยม ประชาชนนิยมการโกง รัฐบาลคอรัปชั่นร่วมโกงกันทั้งรัฐสภา อย่าว่าแต่เรื่องน้ำมันเลยครับ ที่ดินประเทศตัวเองยังจะขายให้ต่างชาติเลย

    • Wobb

      1. นำเข้าทั้งหมด เราก็จะไม่มีอะไรมาช่วยถ่วงการแกว่งตัวของราคาครับ ราคาตลาดโลกขยับเมื่อไร ราคาในประเทศต้องขยับตามทันที นอกจากนั้น ก๊าซธรรมชาติ จะขนส่งไม่ทันกับความต้องการของโรงไฟฟ้าในประเทศ ปัจจุบันโรงไฟฟ้าหลักทางภาคตะวันออก (ระยอง) ภาคกลาง (วังน้อย) และภาคอีสาน (น้ำพอง) รับก๊าซธรรมชาติที่ส่งมาทางท่อขนส่ง
      ถ้าหากนำเข้าก๊าซ จะต้องมีเรือขนส่งก๊าซธรรมชาติมาเทียบท่าเรือวันละกี่เที่ยวเพื่อเลี้ยงอัตราการผลิตไฟฟ้า จะต้องเกิดรถ/รถไฟขนก๊าซไปป้อนให้โรงไฟฟ้าน้ำพองอีกวันละกี่เที่ยว การขนส่งทางบก เพิ่มความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุขึ้นอีกมากมาย (โรงไฟฟ้าน้ำพอง รับก๊าซที่ผลิตในภาคอีสาน ไม่ใช่ก๊าซในทะเล ดังนั้น ระบบท่อจึงไม่เชื่อมต่อกับท่อจากภาคตะวันออก)

      2. ถ้าแบ่งกำไรที่ รัฐไทย 80 ต่างชาติ 20 อย่างที่ว่า ประเทศไทยจะ “จน” ครับ เพราะจะไม่มีใครมาลงทุนสำรวจและผลิต การขุดเจาะสำรวจและผลิต ไม่ฟรี นะครับ… ค่าดำเนินการในการสำรวจต่อ 1 หลุม เทียบเท่างบประมาณกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ครึ่งปี (หรืออาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ)

      3. คงทำได้ ถ้าเราเป็น Net Exporter คือมีกำไรสุทธิจากธุรกิจพลังงาน แต่เราเป็น Net Importer คือ ขาดทุนสุทธิจากธุรกิจพลังงาน

  • Thorn Theerawee

    ถกกัที่สมมติฐานเดียวกันค้นหาประโยชน์สูงสุดต่อรัฐและเจ้าของประเทศซิคุณปิยสวัสดิ์ฯ ข้อมูลมากมายที่ใช้อธิบายฯ เพียงแค่ต้องการหักล้างกันเท่านั้นหรือเปล่า จะได้ประโยชน์ใด เมื่อภาค ปชช.ที่ถูกดูแคลนจากทุน_ตัวแทนทุนฯ เค้าเห็นต่างด้วยข้อมูล_เหตุผลฯ และมีโมเดลให้เปรียบเทียบชัดเจน จึงควรมาถกเพื่อประเทศและปชช.อย่างจริงใจ และไม่ควรปล่อยให้ประเด็นการเป็น บมจ. ปันผลกันอึกทึกฯ ผ่านไปโดยไม่ถกกัน _ รวมไปถึงบรรดาทรัพย์สิน_สินทรัพย์ที่เกี่ยวโยงกับภาษีฯ ที่ไปหากำไรและปันผลกันฯ เรื่องกฎหมาย ประโยชน์ทับซ้อนฯ _ ประชาชนอยากฟังครับสัมปทานหรือแชร์ริ่งดี ที่รัฐและคนไทยถือประโยชน์เอาได้ยิ่งกว่าผู้ถือหุ้นฯ อย่าเพียงถกๆๆๆเพื่อแพ้ชนะที่ตัวตนครับิ

ข่าวในประเด็น

อ่านข่าวในประเด็นทั้งหมด »

เครือข่ายสังคม