ศึกสองนางพญาบังคลาเทศ

วรากรณ์ สามโกเศศ
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

เหตุการณ์ฝ่ายค้านคว่ำบาตรไม่ลงเลือกตั้งและประท้วงกันจนนองเลือดในบังกลาเทศในปัจจุบันทำให้คนไทยสนใจเป็นพิเศษว่ามันเกิดอะไรขึ้น

ก่อนกล่าวถึงสองนางพญา คือ นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน และผู้นำฝ่ายค้าน ซึ่งต่างฝ่ายต่างเคยเป็นนายกรัฐมนตรีกันมาแล้วคนละ 2 สมัย ขอเล่าประวัติศาสตร์ของประเทศนี้เพื่อปูพื้นไปสู่สองนางพญาซึ่งเป็นตัวละครเอก

การได้รับอิสระภาพในปี ค.ศ. 1947 ของอินเดียทำให้เกิดประเทศขึ้นใหม่อันประกอบด้วย ปากีสถานตะวันตก ซึ่งอยู่ด้านตะวันตกของอินเดีย และปากีสถานตะวันออก ซึ่งอยู่ไกลออกไป ปากีสถานทั้งตกและออกเป็นประเทศเดียวกันแต่ดินแดนไม่ติดกันโดยมีอินเดียคั่นอยู่

บุคคลสำคัญที่ต่อสู้เพื่อความเป็นเอกราชของปากีสถานตะวันออกคือ Sheikh Mujibur Rahman หรือเรียกสั้นๆ ว่า Mujib จนได้เป็นประเทศใหม่ในชื่อของบังกลาเทศในปี 1971 (ปากีสถานตะวันตกก็เปลี่ยนชื่อเป็นปากีสถาน) และในปี 1973 เขาก็ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีโดยมีพรรค Awami League (AL) ซึ่งมีนโยบายเอียงไปทางสังคมนิยมเป็นฐาน อย่างไรก็ดี ในปี 1975 Mujib ซึ่งได้รับการยอมรับนับถืออย่างกว้างขวางว่าเป็นบิดาของประเทศก็ถูกสังหารพร้อมกับครอบครัวเกือบทั้งหมด

Shiekh Hasina ที่มาภาพ : http://www4.pictures.zimbio.com
Shiekh Hasina ที่มาภาพ : http://www4.pictures.zimbio.com

ลูกสาวคนโตชื่อ Shiekh Hasina และคนเล็กอีกคนรอดชีวิตเพราะอยู่นอกประเทศ Hasina มีเลือดพ่อทางการเมืองเข้มข้นและปัจจุบันเธอคือนางพญาคนแรกที่เป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ในปัจจุบัน

บ้านเมืองยุ่งอยู่ 2 ปี มีการประกาศสภาวะฉุกเฉิน มีรัฐประหาร ทหารเข้ามามีบทบาทสำคัญในการแย่งชิงอำนาจกัน ในที่สุดนายพล Ziaur Rahman ก็ทำรัฐประหารและก้าวขึ้นเป็นประธานาธิบดีในปี 1977 โดยมีพรรค BNP ซึ่งมีนโยบายเศรษฐกิจเสรีเป็นฐาน อย่างไรก็ดี ในปี 1981 เขาก็ถูกสังหารอีกเหมือน Mujib

ภรรยาหม้ายของเขาชื่อ Khaleda Zia ทำงานการเมืองต่อจากสามีภายใต้อุดมการณ์ของพรรค BNP เธอคือนางพญาคนที่สองซึ่งเป็นผู้นำฝ่ายค้านในปัจจุบัน หัวหน้าผู้คว่ำบาตรการเลือกตั้งครั้งนี้อย่างดุเดือด

ในเวลาต่อมา ชีวิตของทั้งสองนางพญาโยงใยกันเป็นคู่แค้น ต่างเกลียดกันอย่างเข้ากระดูกดำ ผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะท่ามกลางคอร์รัปชันที่ดาษดื่น การฆาตกรรม กดขี่ข่มเหงฝ่ายตรงกันข้ามอย่างเต็มไปด้วยความรุนแรง

เมื่อนายพล Ziaur Rahman สิ้นชีวิต ทหารก็เข้ามามีบทบาทอีกครั้งโดยมีนายพล Hossain Mohammad Ershad เป็นหัวหน้าคณะรัฐประหารและต่อมาเป็นประธานาธิบดีสามารถครองอำนาจได้ยาวจาก ค.ศ. 1982 ถึง 1990 ในช่วงเวลานี้ Hasini เข้าออกคุกหลายครั้ง ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย โดยร่วมมือกับ Khaleda Zia และกลุ่มประชาชนต่างๆ อย่างกว้างขวาง ในที่สุดก็สามารถผลักดันให้ Ershad ต้องลาออกและจัดให้มีการเลือกตั้งในปี 1991

Khaleda Zia แห่งพรรค BNP ที่มาภาพ : http://www.newagebd.com
Khaleda Zia แห่งพรรค BNP ที่มาภาพ : http://www.newagebd.com

ในการเลือกตั้งครั้งนี้ Khaleda Zia แห่งพรรค BNP ก็ชนะ ได้เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของโลกมุสลิม (เปลี่ยนระบบมาเป็นนายกรัฐมนตรีที่มีอำนาจบริหารสูงสุด) เธอครองอำนาจท่ามกลางแรงกดดันจากพรรคฝ่ายค้านคือ AL และพรรคอื่นๆ ให้มีรัฐบาลรักษาการเป็นผู้ดูแลการเลือกตั้งแทน แต่นายกรัฐมนตรีก็ไม่ยอม ในการเลือกตั้งในปี 1996 Hasini จึงเรียกร้องให้หยุดงานเป็นเวลาหลายอาทิตย์ และพรรคฝ่ายค้านรวมหัวกันประกาศบอยคอตการเลือกตั้ง กล่าวคือ ไม่ส่งผู้สมัครลงแข่ง

สภาผู้แทนราษฎรที่มีแต่ ส.ส. จาก BNP หรือฟากรัฐบาลอยู่ได้ไม่นานเพราะขาดความชอบธรรมจนต้องประกาศเลือกตั้งอีกครั้งใน 4 เดือนต่อมาในปี 1996 โดยมีรัฐบาลรักษาการเป็นผู้ดูแลการเลือกตั้ง ในการเลือกตั้งครั้งนี้ Hasini แห่งพรรค AL ชนะได้เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยแรก Zia กลับมาเป็นผู้นำฝ่ายค้านแทน

Hasini เป็นนายกรัฐมนตรีจาก 1996 จนถึง 2001 ท่ามกลางการประท้วง หยุดงาน วุ่นวายปั่นป่วนและความรุนแรงขึ้นทุกที และในปี 2001 ก็แพ้เลือกตั้งเสียแชมป์ให้แก่ Zia ผู้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีครั้งที่ 2 Zia ครองอำนาจจากปี 2001 ถึง 2006 จนถึงกำหนดเลือกตั้งใหม่

ในการเลือกตั้งที่กำหนดในปี 2007 Hasani ผู้นำฝ่ายค้านไม่ยอมรับนายกรัฐมนตรีรักษาการ กล่าวหาว่าไม่เป็นกลาง ต่อสู้ประท้วงกันจนมีผู้เสียชีวิต 40 คน ทั้งพรรค AL และ BNP ตกลงกันไม่ได้จนทหารเข้าแทรกแซงจัดตั้งรัฐบาลรักษาการขึ้นมาจัดการ “ล้างบาง” คอร์รัปชันและความชั่วร้ายทั้งปวงที่มีอยู่ทั่วไป

รัฐบาลของทหารชุดนี้จริงจังในการจัดการปราบคอร์รัปชันอย่างไม่เลือกหน้า ลูกชายสองคนของ Zia และ Zia เองถูกจับข้อหาคอร์รัปชัน ส่วน Hasani โดนข้อหาคอร์รัปชันและฆาตกรรมคนจำนวนมาก รัฐบาลพยายามกีดกันไม่ให้ Hasani กลับจากสหรัฐอเมริกา และบีบให้ Zia ออกนอกประเทศ ทั้งหมดนี้เพื่อ “ปฏิรูปประเทศ” เพราะทน “วีรกรรม” ของสองนางพญาไม่ไหว

อย่างไรก็ดี ในที่สุดหลังจากขึ้นศาลต่อสู้คดีกันไม่นาน นางพญาทั้งสองก็หลุดจากคดีและมีการเลือกตั้งใหญ่ในปลายปี 2008 ทั้ง Hasani และ Zia ลงเลือกตั้ง ผลปรากฏว่า Hasani ชนะอย่างท่วมท้น เธอได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีครั้งที่สองจนถึงปลายปี 2013

ปัจจุบัน Zia อายุ 68 ปี และ Hasani อายุ 66 ปี ต่างไม่ลดราวาศอกกันเลยในวัยนี้ เมื่อการเลือกตั้งตามกำหนดมาถึงในวันที่ 5 มกราคม 2014 Hasani ผู้เป็นนายกรัฐมนตรีห้ามมิให้ฝ่ายค้านเดินขบวนประท้วง ตำรวจถูกใช้เป็นเครื่องมือสำคัญ เธอกักขัง Zia ไว้ในบ้านโดยอ้างว่าเพื่อรักษาความปลอดภัย และไม่ยอมให้มีรัฐบาลรักษาการเป็นผู้ดูแลการเลือกตั้ง

Zia ร่วมกับพรรคฝ่ายค้านทั้งหมดไม่พอใจมาก ประท้วงหยุดงานมาหลายเดือนก่อนเลือกตั้ง บอยคอตเลือกตั้งและประท้วงด้วยความรุนแรงเหมือนที่ Hasani กระทำกับเธอในปี 1996 เพียงแต่เที่ยวนี้เธอได้เรียนรู้บทเรียนมาแล้วจึงเล่นหนักกว่าเก่า

ในการเลือกตั้ง 300 ที่นั่งที่ผ่านไปนั้นมีอยู่ 154 ที่นั่งที่ไม่มีคู่แข่ง แต่ก็มีหลายพรรคสมัคร Hasani จึงชนะได้ 127 ที่นั่ง ส่วนอีก 146 ที่นั่งที่มีการแข่งนั้น Hasani ชนะ 105 ที่นั่ง สรุปก็คือ พรรครัฐบาลของ Hasani ชนะขาด

สถานการณ์ที่เป็นอยู่ก็คือ ไม่มีพรรคใหญ่เป็นฝ่ายค้านในสภา ประวัติศาสตร์ของประเทศนี้ก็คือถ้าถูกบอยคอตเลือกตั้งและมีพรรคเดียวในสภาก็จะอยู่ไม่ครบเทอม ความปั่นป่วนวุ่นวายรุนแรงยังไม่จบและจะมีต่อไปอีกเพราะไม่ต้องการให้นางพญาอีกคนได้เป็นนายกรัฐมนตรีติดต่อกันสองสมัย…เรื่องอย่างนี้มันยอมกันไม่ได้

บทเรียนสำคัญของไทยก็คือ ช่วง 2006-2008 ที่ “ล้างบาง” นั้น เหตุใดมันจึงไม่ได้ผล ถึงแม้ผู้นำทั้งสองฝ่ายโดนดำเนินคดีคอร์รัปชันด้วยกันทั้งคู่พร้อมพรรคพวกแต่ก็รอดมาได้ ทำอย่างไร “การปฏิรูป” ปราบคอร์รัปชันจึงจะมีประสิทธิภาพ

หมายเหตุ: ตีพิมพ์ครั้งแรก คอลัมน์ “อาหารสมอง” น.ส.พ.กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันอังคาร 14 ม.ค. 57