ประเด็นฮอตรอบสัปดาห์ – 2 กระแสทั้งต่อต้านและเข้าร่วม “Shutdown Bangkok” 13 มกราคม 2557

11 มกราคม 2014

“โพลาร์ วอร์เท็กซ์” อเมริกา & แคนาดา หนาวติดลบ 50 องศา
เคาท์ดาวน์ วัน “Shutdown Bangkok”
ผุดป้ายขนาดยักษ์ “หยุดสุเทพปิดกรุงเทพฯ หยุดประเทศพังพินาศ”
วิจารณ์อีก ไทยรัฐ พาดหัว “วันเด็กเซ็งจุงเบย”
ท่าฮิต “SelfieOlympics”

ประเด็นที่ถูกพูดถึงมากสุดในโซเชียลมีเดียในรอบสัปดาห์ 5 – 11 มกราคม 2557

สวัสดี “วันเด็กแห่งชาติ” วันเสาร์ที่ 2 ของเดือนมกราคม ช่วงเวลาแห่งกระแสการเมืองร้อนแรง แต่สังคมยังคงมีความร่าเริงสดใสของวัยเด็กให้ได้คลายความตึงเครียดอยู่ โดยในปีนี้รักษาการนายกรัฐมนตรีนางสาว ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ให้คำขวัญวันเด็ก 2557 ไว้ว่า “กตัญญู รู้หน้าที่ เป็นเด็กดี มีวินัย สร้างไทยให้มั่นคง”

เรื่องแรก ปลายปีที่ผ่านมาในประเทศไทยก็ได้สัมผัสกับอากาศที่หนาวเย็นแบบที่ไม่เคยเจอมาก่อนนานนับเดือน แต่ความหนาวที่ประเทศไทยพบเจอ ยังไม่เทียบเท่ากับอีกซีกโลกของเราอย่างสหรัฐอเมริกาและแคนาดา ที่ต้องเผชิญสภาพอากาศหนาวจัดในรอบ 20 ปี ด้วยอิทธิพลของ “โพลาร์ วอร์เท็กซ์” หรือลมวนขั้วโลก ทำให้อากาศหนาวเย็นจัดจนถึง -50 องศาเซลเซียส หลายสถานที่ถูกปกคลุมไปด้วยน้ำแข็ง รวมไปถึงสถานที่ธรรมชาติที่เป็นน้ำ อาทิ ทะเลสาบมิชิแกนหรือน้ำตกไนแองการา ที่อยู่ระหว่างแคนาดาและสหรัฐอเมริกา ก็ถูกความหนาวเย็นปกคลุมจนทำให้สายน้ำกลายเป็นน้ำแข็งคล้ายกำแพงยักษ์ กลายเป็นประติมากรรมทางธรรมชาติที่น่าอัศจรรย์

ที่มาภาพ httpwww.afp.comennews

ที่มาภาพ: http://www.afp.comennews

หน่วยงานและบริการต่างๆ ไม่สามารถให้บริการได้ตามปกติ ไม่ว่าจะเป็นสายการบิน หรือแม้กระทั่งการจ่ายกระแสไฟฟ้า สื่อต่างๆ รายงานว่า สภาวะอากาศในขณะนี้ ถือได้ว่าหนาวเย็นยิ่งกว่าบนดาวอังคาร ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมาก ต้องการพิสูจน์ความหนาวเย็นดังกล่าวให้เห็นกับตาด้วยการนำน้ำเดือดมาสาดในอากาศ พบว่าน้ำที่สาดไปกลายเป็นละอองน้ำแข็ง ซึ่งก็มีผู้โพสต์ภาพและคลิปวิดีโอการทดลองต่างๆ ลงเว็บไซต์ยูทูบอย่างมากมาย

“ถ้าประเทศไทยเป็นแบบนี้ คงได้ตายกันหมดแน่เลย ไม่เคยหนาวขนาดนั้น น่าสงสารจังอ่ะ หายใจคงลำบาก”

“ผนังบ้านของคนเมืองหนาว จะหนาเป็นศอกเลยนะค่ะเวลาเปิดฮีทเตอร์ จะทำให้เก็บความร้อนได้ดี เลยอบอุ่น”

“Chicago, USA เมื่อวันจันทร์ที่ 6 มกราคม หนาวที่สุดในรอบ 20 ปี อุณหภูมิติดลบ 40 องศา ไปทำงานไม่ได้ตั้งแต่วันอาทิตย์แล้วเพราะว่ารถติดหิมะ เอาออกไม่ได้ วันอังคารก็ยังเย็นอยู่ติดลบ 30 องศา แต่คิดว่าต่อไปก็อุ่นขึ้นแล้วอุณหภูมิกลับไปที่ศูนย์องศาตามปกติ เพราะว่า Polar Vortex กลับไปที่ขั้วโลกเหนือแล้ว”

“โลกร้อน ทำให้สภาพภูมิอากาศแปรปรวน กระแสน้ำอุ่นเปลี่ยนทิศทาง ลมเปลี่ยนทิศทาง ร้อนก็ร้อนจัด เย็นก็จะเย็นจัด แถมถ้าร้อนมากๆ พายุก็จะรุนแรง ตามความร้อน ในสารคดีมีเยอะ ในหนังสืออีกบอกไว้มาก”

“แคนนาดาปกติอุณหภูมิก็เกือบ 0 องศาอยู่แล้วลงไป -30 องศา ถ้าเปรียบเทียบกับความรู้สึกคนไทยบ้านเราก็ประม่ณว่าอุณหภูมิปกติที่ 32-37 องศา ลดลงไปเหลือ 3-5 องศาประมาณนี้มั่ง แต่ถ้าให้คนแคนนาดาที่อยู่ในพื้นที่เหล่านี้มาอยู่บ้านเราที่อุณหภูมิ 30 กว่าองศามาอยู่บ้านเราคงลำบากกว่าแน่”

“บ้านในอเมริกามีฮีตเตอร์ค่ะ เปิดให้อุ่นได้ทั้งวันทั้งคืน อยู่ในบ้านไม่หนาวเลย เวลาออกไปข้างนอกก็ใส่เสื้อผ้ากันหนาๆ เสื้อผ้ากันหนาวมีประสิทธิภาพมากค่ะ เค้าบุมาอย่างดี เนื้อผ้ากันลมและความหนาวเย็นได้ดี ใส่หมวกปิดหัวปิดหู ใส่ถุงมือ รองเท้าก็ใส่เป็นบูทมีพื้นหนา จะเอาให้อุ่นจริงก็ปิดหน้าเหลือแต่ตาค่ะ รถยนต์ก็มีฮีตเตอร์ ขับออกจากบ้านก็ไม่หนาวแล้วค่ะ คนประเทศนี้เค้าถึงอยู่กันได้ไงคะ”

เรื่องที่สอง ประชาชนฝ่าย กกปส. ต่างนับถอยหลังรอวันจันทร์ที่ 13 มกราคม 2557 วัน “Shutdown Bangkok”หรือ“วันปิดกรุงเทพฯ” มหากาพย์ทางการเมืองที่คนทั่วโลกให้ความสนใจว่าทิศทางประเทศไทยจะเป็นเช่นไร ซึ่งฝ่าย กปปส. นำโดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ก็ยังคงอุดมการณ์เดิม เพื่อการปฏิรูปการเมืองก่อนการเลือกตั้ง แม้ที่ผ่านมาวิธีการกดดันรัฐบาล ดูจะยังไม่มีวี่แววว่ารัฐบาลจะยอมถอย ฝ่าย กกปส. ก็ยังคงยืนหยัด เพื่ออุดมการณ์เดิมต่อไป โดยในวันจันทร์ที่ 13 มกราคม 2557 นิ้ จะมีการปิดถนนทั้งหมด 7 จุด อันได้แก่

1. ถนนแจ้งวัฒนะ มี กปปส. นนทบุรี ราชบุรี นครปฐม มี กปปส. จ.นนทบุรี เป็นผู้ประสานงาน จะปิดถนนเพื่อไม่ให้ศูนย์ราชการทำงานได้
2. ห้าแยกลาดพร้าว
3. อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
4. สี่แยกปทุมวัน จะเป็นเวทีหลักในการชุมนุม และมีการถ่ายทอดสดทางบลูสกาย 24 ชั่วโมง
5. สีลม
6. สี่แยกราชประสงค์
7. อโศก

ที่มาภาพ : http://democracyforburma.wordpress.com

ที่มาภาพ: http://democracyforburma.wordpress.com

กำนันสุเทพ ได้มีการยืนยันว่าจะเป็นการปิดเพื่อกดดันไม่ให้หน่วยงานต่างๆ ยอมเป็นเครื่องมือของระบอบทักษิณ และจะเป็นการชุมนุมกดดันอย่างสันติ สงบ ไม่ทำร้าย หรือเผาสถานที่ เหมือนที่เสื้อแดงเคยกระทำเมื่อครั้งปี 2552 และ 2553 โดยทางโลกโซเชียลเน็ตเวิร์ก ก็ได้มีการตื่นตัวเกี่ยวกับเรื่องนี้ ทั้งมีการแชร์ข้อความเชิญชวน เตือนความจำในการออกมาแสดงพลังชุมนุมในวันจันทร์ที่ 13 มกราคม กันเป็นจำนวนมาก ทั้งยังมีการจัดทำเสื้อ “Shutdown Bangkok” เพื่อเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของการแสดงเจตนารมณ์อันแน่วแน่กับการเปลี่ยนแปลงประเทศครั้งใหญ่อีกด้วย

“เหตุผลหนึ่งใหลายๆ ข้อที่ต่อต้านระบอบทักษิณ เอาที่เห็นชัดและมีผลกระทบโดยตรงกับคนระดับรากหญ้า คือ นโยบาย Medical Hub of Asia ของรัฐบาลจะเกิดผลกระทบและทำลายระบบการบริการสุขภาพทางการแพทย์อันดีงามของสังคมไทยในไม่ช้าไม่ว่าจะในเรื่องของกำลังบุคลากรทางด้านสาธารณสุข ปัจจุบันนี้อัตรากำลังด้านสาธารณสุขของไทยเราขาดแคลนและไม่เพียงพอ หากยังจะต้องไปให้บริการกับชาวต่างชาติ อะไรจะเกิดขึ้น ผลกระทบต่อการบริการของผู้ป่วยในโรงพยาบาลภาครัฐ จะเข้าขั้นวิกฤติเพราะโรงพยาบาลเอกชนจะซื้อตัวบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญไป สร้างจุดขายให้กับคนต่างชาติ ผลคือ จะมีการลาออกของแพทย์จากโรงพยาบาลรัฐเกิดขึ้นอย่างมากมาย ในช่วง 3-4 ปี ที่ผ่านมา มีแพทย์จากโรงพยาบาลของรัฐลาออกทุกปี ปีละไม่ต่ำกว่า 700 คน รากหญ้า เสื้อแดง รู้บ้างไหม ใครจะมารักษาพวกคุณ ในเมื่อแพทย์ พยาบาล หนีไปอยู่โรงพยาบาลเอกชน และโรงพยาบาลเหล่านี้คุณลองไปเช็ครายชื่อผู้ถือหุ้นดูสิ ว่าใครคือผู้ถือหุ้นบ้าง”

“ความสำเร็จ ที่ยิ่งใหญ่ ไม่ได้มาชั่วข้ามคืน อดทนหน่อยนะคะ เราต่อสู้กับ ทรราชย์ ระดับโลก ไม่สู้ ไม่ชนะ เป็นงัย ต้องเป็นกันค่ะ”

“ขอแสดงความยินดีด้วย กับ ชาวกรุงเทพ นักเรียน นิสิต นักศึกษา ที่จะได้มีเวลาในการอ่านหนังสือสอบกันแบบยาวๆ ( เป็นเดือน เป็นปี หรือ อีกหลายปี ) จบไปตอนนี้ ก็หางานยาก จะจบช้ากว่าโรงเรียน หรือ มหาลัย ต่างจังหวัดเขา จะเป็นไรไป ต้องขอบคุณท่านสุเทพนะ รู้ไหม ที่ทำให้มีเวลาว่าง ในการอ่านหนังสือเตรียมสอบ 55”

“ใครเผากรุง ตอนเป็นรัฐบาลทำไมจับไม่ได้ มีคนเผากรุงรู้จักว่าสนับสนุนปิดกรุงเทพต่างอะไรกับโจรเผากรุง”

“ผมว่าปิดบ้านนายกที่กรุงเทพฯ ไม่พอมั๊ง อยากให้ลุงกำนันไปปิดบ้านนายกที่เชียงใหม่ด้วย นายกจะได้ไม่มีที่อยู่ไปเลย”

“ดูจากพฤติกรรมที่ผ่านมา การโกง การใช้ความรุนแรง การโกหก การใส่ร้าย ฯลฯ ประชาชนไม่เหลือทางเลือกแล้วครับ ประชาชนต้องดูแลประเทศด้วยตัวเอง ต้องต่อสู้กับรัฐบาลและนักการเมืองทั้งในปัจจุบันและอนาคต ประชาชนที่มีความรับผิดชอบยังมีงานที่ต้องทำอีกมากเพื่อให้ประเทศนี้น่าอยู่และมีอนาคตที่ดี”

เรื่องที่สาม ฝ่ายไม่เห็นชอบกับการปิดกรุงเทพฯ ของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ จนเป็นกระแสคัดค้านจากผู้ที่ไม่ต้องการให้เกิดเหตุการณ์ปิดกรุงเทพฯ ขึ้นในวันที่ 13 มกราคม 2557 จนเกิดเป็นป้ายขนาดใหญ่ บนป้ายโฆษณาว่า “หยุดสุเทพปิดกรุงเทพฯ หยุดประเทศพังพินาศ” บนถนนวิภาวดีรังสิตฝั่งขาเข้าใกล้แยกหลักสี่ และ “เอาเลือกตั้ง ไม่เอาเทือกตั้ง” กลางแยกติวานนท์ จังหวัดนนทบุรี จนทำให้ผู้ที่สัญจรบนท้องถนน ต่างถ่ายรูปป้ายข้อความดังกล่าว และแชร์ต่อกันเป็นจำนวนมาก

ที่มาภาพ : https://th-th.facebook.comsanooknewsposts10202689199461698

ที่มาภาพ: https://th-th.facebook.comsanooknewsposts10202689199461698

โดยที่ป้ายข้อความดังกล่าว ได้รับความสนใจอย่างมากจากผู้ที่ไม่ต้องการให้เกิดเกตุการณ์ปิดกรุงเทพฯ พร้อมทั้งได้มีการแสดงความคิดเห็นกันอย่างมากมาย แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีผู้ตั้งข้อสงสัยว่า ใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลังของป้ายโฆษณาขนาดยักษ์ดังกล่าว ซึ่งสื่อได้มีการรายงาน คำแถลงการณ์ของนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ โฆษก กปปส. ที่ได้แถลงข้อสังเกตเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวไว้ว่า น่าจะเป็นขบวนการบั่นทอนการปฏิบัติการของมวลมหาประชาชน เพราะผู้ที่จะติดป้ายโฆษณาในลักษณะนี้ได้ต้องใช้ค่าใช้จ่ายมาก ต้องมีอำนาจในการสั่งทำได้อย่างเร่งด่วน อีกทั้งป้ายที่ปรากฏก็ไม่มีความเหมือนป้ายที่ประชาชนเขียนด้วยมือ ซึ่งหมายความว่าน่าจะเป็นทางรัฐบาลที่สั่งให้ดำเนินการติดป้ายดังกล่าวขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ในโลกเชียลเน็ตเวิร์ก ก็ดูเหมือนจะมีหลายความคิดเห็นที่ไม่ต้องการให้เกิดการปิดกรุงเทพฯ เช่นกัน

“การกระทำอันใดก็ตามหากทำให้คนส่วนใหญ่เดือดร้อนมันจะถูกประณามและต่อต้านกลับอย่างรุนแรงขอความกรุณาทั้งสองสามฝ่ายที่คิดว่าตัวเองถูกเห็นใจประชาชนส่วนใหญ่ด้วยพอเถอะความรุนแรงเราต้องการสยามเมืองยิ้มกลับคืนมา”

“คุณสุเทพคิดผิดเรื่องปิดกรุงเทพ เพราะคนกรุงเทพ ออกมาต่อต้านการกระทำของคุณสุเทพจำนวนมาก แม้่จะไม่แสดงออกมาตรงๆ บนท้องถนน แต่ในสื่อออนไลน์ต่างๆ คนกลางๆ เขาก็ไม่เห็นด้วย คนที่เคยเห็นด้วยตอน พรบ.นิรโทษกรรม ก็ออกมาแสดงการต่อต้านมากขึ้น”

“ทำไมตอนเผาบ้านเผาเมืองคงไม่พินาศอ่ะน่ะ เหมือนประมาณว่าข้าทำได้คนอื่นอย่าทำว่างั้น”

“นายกเป็นนายกของประเทศไทย ไม่ได้เป็นผู้ว่า กทม. จำเป็นต้องทำงานแต่ในกรุงเทพ เชื่อเถอะครับ หลังปิดกรุงเทพไป คนจะออกมาต่อต้านเรื่อยๆ และจะออกมาเลือกตั้งจำนวนมาก เพื่อแสดงการต่อต้านอย่างสันติ ว่าไม่เอาระบอบที่คุณจะตั้งพวกเดียวกันเอง พอเถอะครับสังคมยังให้อภัย แต่ถ้ายังทำต่อไป คนจะยิ่งหนีหาย ไปเรื่อยๆ เพราะทุกคนก็ต้องห่วงชีวิตความเป็นอยู่ คนกรุงเทพ และคนที่อาศัยอยู่กรุงเทพ เขาเดือดร้อนหนัก คนต่างจังหวัดเขาไม่ได้เดือนร้อนครับ คุณจะทำเพื่ออะไรครับ ถ้าไม่ใช่เพื่อตัวเอง”

“เสียงของเจ้าของประเทศ ที่จะเป็นผู้ใช้ทรัพยากรต่อไปตัวจริง ส่วนเจ้าของประเทศเดิมๆ ก็ควรสละความคิดยึดมั่นถือครองเสีย ให้มันจบพร้อมอายุขัยตนจึงจะนับว่าเป็นผู้มีธรรม”

“คนที่เดือดร้อนเพราะปิดกรุงเทพและม็อบที่เดินแทบทุกวัน ทำมาหากินไม่ได้ สุเทพมารับผิดชอบมั๊ยถ้้าได้เขาคงไม่บ่นกันทั่วหรอก เพราะเขาต้องหากินด้วยตัวเอง ไม่ได้มีใครเอาเงินมาแจกๆ โดยไม่ต้องทำงาน ไม่เหมือนม็อบสุเทพ ที่เดินไปรับตังค์ไปสุขใจเอย เลยเดินกันแทบทุกวัน”

เรื่องที่สี่ สื่อยักษ์ใหญ่ “ไทยรัฐ” ถูกกระแสวิพากษ์วิจารณ์ เมื่อมีการพาดหัวข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์ฉบับวันอังคารที่ 7 มกราคม 2557 ด้วยถ้อยคำว่า “วันเด็กเซ็งจุงเบย” โดยที่หลายฝ่ายออกมาให้ความเห็นว่าเป็นถ้อยคำที่ไม่เหมาะสม เพราะเป็นคำแสลงที่ใช้เล่น ไม่เหมาะสมที่จะนำมาใช้เป็นทางการ หรือเป็นการพาดหัวข่าวใหญ่ ซึ่งต่อจากการพาดหัวข่าวดังกล่าว ยังได้มีการอธิบายเพิ่มเติมเนื้อข่าวเกี่ยวกับการจัดงานวันเด็ก ที่ไฮไลท์สำคัญที่เด็กๆ รอคอยทุกปี คือการนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีอาจต้องอดไปด้วย เพราะสถานการณ์บ้านเมืองอีกทั้งในหลายๆ พื้นที่ของการจัดงานวันเด็กในกรุงเทพมหานคร อาจไม่คึกคักเท่ากับต่างจังหวัด เนื่องจากการชุมนุมใหญ่ที่จะเกิดในวันจันทร์ที่ 13 มกราคม 2557

ที่มาภาพ : http://www.bloggang.commainblog.phpid=sitcom&month=08-01-2014&group=70&gblog=45

ที่มาภาพ: http://www.bloggang.commainblog.phpid=sitcom&month=08-01-2014&group=70&gblog=45

“เป็นสื่อ ไม่ควรทำให้ภาษาวิบัติ อย่างไรควรยึดหลักให้เป็นที่ถูกต้องเสมอ”

“คอ นก รีด / ประเทศ ซิดนีย์ / หลักหมื่นมาก่อนหลักแสน อีกมากมาย เหมาะสมแล้วหรือ? ดร่ามากันแค่จุงเบย แล้วการแถลงการณ์ของผู้นำฝ่ายบริหารของประเทศมันไม่เป็นทางการกว่าหรือ”

“เซงจุงเบย วันเด็กทั้งที ใช้คำเด็กๆ น่ารักๆ หน่อยก็ไม่น่าเป็นไร เพราะที่ผ่านมาเจอแต่คำย่อ ปปกส นปช สทส กกน ปชป โอ๊ยย ปวดหัวกว่าอีก”

“เครคิดว่าขำ..ผมขำไม่ออก เพราะอาการขำๆ แล้วปล่อยให้เลยตามเลยกับเรื่องเล็กๆ แบบนี้แหละ ประเทศเราพอมีเรื่องใหญ่ๆ ก็ได้แต่ขำๆ กันไป ใครไม่รักผมรักภาษาไทยของผม”

“มันคือวิวัฒนาการทางภาษามากกว่าน่ะ คือเมื่อสื่อออกมาแล้ว มีคนเข้าใจ ก็ถือว่า เป็นที่ยอมรับได้ แล้วที รายการทีวี พิธีกรต่างๆ ดารา นักร้อง ก็ยังใช้เลย มองให้เป็นศิลปะอย่างหนึ่งก็ได้ ภาษาจะวิบัติหรือไม่ ขึ้นอยู่กับจิตสำนึกของตัวเอง ต่อให้ไม่เจอใน นสพ. ก็ต้องไปเจอที่อื่นอยู่ดี”

“ขอโทษนะครับถ้าใครหลายคนจะมองว่าจับผิด แต่นี่คือสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นสำหรับบุคคลที่ทำงานในสายงานสื่อสารมวลชน และนี่คืออีกหนึ่งตัวอย่าง”

เรื่องที่ห้า ท่าฮิตต้อนรับปีม้ากับท่าถ่ายรูปที่มีผู้ติดแฮชแท็ก # SelfieOlympics ในโลกอินสตาแกรมกันมากที่สุดรับปี 2557 จนมีการเปิดเป็นแฟนเพจ Selfie Game 2014 ในหน้าเฟซบุ๊กอีกด้วย ซึ่งคำว่า Selfie นี้มีความหมายเป็นการบ่งบอกถึงการถ่ายรูปตัวเอง และ Olympics ก็คือการต้อนรับการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่กำลังจะเกิดขึ้น จึงทำให้เห็นภาพที่ใครๆ ถ่ายจากในห้องน้ำ เพราะมีกระจก พร้อมทำท่าล้อเลียนสุดท้าทายให้เหมือนกันแข่งขันกีฬาโอลิมปิกกันมาก โดยการถ่ายภาพนี้จะเน้นที่ท่ายาก ไม่เหมือนใคร จนชนิดที่เรียกว่าท่าฮิตในอดีต อย่าง Pranking (ถ่ายรูปนอนคว่ำ) และ Levitation (ถ่ายรูปแบบลอยตัว) ต้องอายกันไปเลย

ที่มาภาพ : http://technolomo.com20140104selfieolympics-new-trend-of-teens

ที่มาภาพ : http://technolomo.com20140104selfieolympics-new-trend-of-teens

อย่างไรก็ตาม การถ่ายภาพ SelfieOlympics นี้เป็นที่นิยมกันมากในต่างประเทศ แต่ประเทศไทยถือว่ายังไม่มีผู้ได้นิยมถ่ายนัก ด้วยเพราะต้องใช้ท่าทางที่พาดโผน เสี่ยงอันตราย อีกทั้งภายในห้องน้ำก็ไม่ใช่สถานที่กว้าง ที่จะจัดอุปกรณ์มากมายเข้าไปเพื่อถ่ายรูปลักษณะนี้ จึงทำให้ได้เห็นแต่ไอเดียและความพยายามในการถ่ายภาพลักษณะนี้จากชาวต่างชาติ ซึ่งก็ต้องยอมรับในความพยายามที่จะสร้างรอยยิ้มให้เกิดจากไอเดียการถ่ายภาพ SelfieOlympics นี้ จนทำให้แทบทุกความคิดเห็นต่อท้ายด้วย 555 ที่แสดงถึงเสียงหัวเราะนั่นเอง

“ท่ายากทั้งนั้น ลงทุนสูงมาก 5555”

“ชีวิตไม่ง่ายเลยนะ ทำให้อยู่ยากขึ้นไปอีก 555”

“สวยไม่มากแต่ท่ายากนู๋เยอะ ยอมรับเลยจริงๆ ฮามากอ่ะ”

“ผมลองทำตามละครับ ตอนนี้หาหมออยู่ ลื่นนนนนนซิคร้าบ 5555”

“ต้องแข็งแรงมาก ถึงทำได้ สมกับเป็นโอลิมปิกเกมส์ไง”

“ต่างชาตินี้ เขาตั้งใจทำอะไรแบบนี้ เพื่อความฮามากเลยอ่ะ นับถือ”

เครือข่ายสังคม