ประเด็นฮอตในโซเชียลมีเดีย ประจำปี 2556

4 มกราคม 2014

ปี 2556 “มะเส็ง” ผ่านไปแล้ว เรียกได้ว่ารอบ 1 ปีที่ผ่านมาเกิดปรากฏการณ์ “งูพ่นไฟ” มีเรื่องราวต่างๆ ในสังคมไทยเป็นอย่างมาก เรื่องราวเด่นๆ ที่เกิดขึ้นก็มีมากมายหลายเรื่อง

กระแสสังคม เรื่องแรก เป็นที่ปลาบปลื้มและยินดีของประชาชนชาวไทย คือการปรากฏพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตั้งแต่ครั้งที่เสด็จออกจากโรงพยาบาลศิริราชพร้อมสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เพื่อไปยังพระราชวังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยมีประชาชนเฝ้ารับเสด็จตลอด 2 ข้างทางจนถึงพระราชวัง และอีกครั้งที่ประชาชนทั้งในกรุงเทพมหานครและชาวหัวหินต่างพร้อมใจสวมเสื้อสีเหลืองไปเฝ้ารอรับเสด็จ พร้อมคราบน้ำตาแห่งความปลิ้มปิติเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม 2556 ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จออกมหาสมาคม ณ พระราชวังไกลกังวล พร้อมพระราชดำรัส ใจความว่า

ที่มาภาพ : http://news.thmsn.com620x413

ที่มาภาพ: http://news.thmsn.com620x413

“ขอขอบใจท่านทั้งหลายเป็นอย่างยิ่ง ที่มีไมตรีจิตพรั่งพร้อมกันมาให้พรวันเกิด รวมทั้งให้คำมั่นสัญญา ข้าพเจ้าขอแสดงสนองพรและไมตรีจิตนั้นด้วยใจจริงเช่นกัน บ้านเมืองของเราเป็นสุขสืบมาช้านาน เพราะเรามีความปึกแผ่นในชาติ และต่างบำเพ็ญกรณียกิจตามหน้าที่ให้สอดคล้องเกื้อกูลกัน เพื่อประโยชน์ของชาติ คนไทยทุกคนจึงควรจะตระหนักในข้อนี้ให้มาก และตั้งใจประพฤติตัวปฏิบัติงานให้สมฐานะและหน้าที่ เพื่อให้สำเร็จประโยชน์ส่วนรวม คือ ความมั่นคงปลอดภัยของชาติบ้านเมืองไทย ขออำนาจแห่งคุณพระรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จงคุ้มครองรักษาท่านทุกคนให้มีแต่ความสุข ความเจริญตลอดไป”

เรื่องที่สอง ข่าวคราวด้านลบสะเทือนวงการศาสนา จากพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของพระสงฆ์ จนกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ใหญ่ในสังคม ตั้งแต่พระสงฆ์ตีสุนัข, เจ้าอาวาสมีเพศสัมพันธ์กับหญิงสาว, พระสงฆ์นั่งทานอาหารภายในห้างกับหญิงสาว และที่สร้างความสะเทือนใจให้ลูกศิษย์ลูกหาจนเป็นมหากาพย์ให้สืบค้นกันมาก คือ กรณีพระเณรคำ ทั้งเรื่องการใช้กระเป๋าหรู นั่งเครื่องบินเจ็ท การเรี่ยไรเงินบริจาคจำนวนมหาศาล การสร้างที่พักราคาหลายร้อยล้าน และกรณีความสัมพันธ์กับผู้หญิงที่นับแล้วมีภรรยาถึง 8 คน ลูกอีก 2 คน

รวมไปถึงกรณีอดีตพระอาจารย์ชื่อดัง มิตซูโอะ คเวสโก หรือ นายมิตซูโอะ ชิบาฮาชิ ที่บวชเรียนตั้งแต่อายุได้ 16 ปี ครองสมณเพศถึง 38 พรรษา และมีลูกศิษย์ให้ความเคารพมากมาย แต่ก็มาลาสิกขาเมื่ออายุ 54 ปี ซึ่งช่วงแรกก็สร้างความฉงนให้ประชาชนเป็นอย่างมาก แต่แล้วคำตอบก็ถูกเฉลยว่า สาเหตุที่ลาสิกขาก็เพื่อมาแต่งงานกับนางสุทธิรัตน์ มุตตามระ จึงสร้างความรู้สึกผิดหวังให้ชาวบ้านที่เคารพศรัทธาเป็นจำนวนมาก แต่บางความเห็นก็มองว่า การแต่งงานเกิดขึ้นหลังการลาสิกขาก็ไม่น่าจะเสียหายอะไร

เรื่องที่สาม ประเด็นการเสียชีวิตของอดีตนักกีฬายิงปืนทีมชาติไทย เอ็กซ์ จักรกฤษณ์ พณิชย์ผาติกรรม ที่ถูกยิงเสียชีวิตคารถยนต์ส่วนตัว จนเป็นประเด็นให้มีการสืบคดีกันยืดยาวหลายเดือน แต่สุดท้ายคำตอบที่ได้คือ การจ้างวานฆ่าจากคนในครอบครัว คือแม่ของหมอนิ่ม พญ.นิธิวดี ภู่เจริญยศ ภรรยา ด้วยเหตุผลที่ว่าทนเห็นลูกสาวถูกทำร้ายร่างกายจากสามีไม่ไหว จึงตัดสินใจจ้างวานมือปืนมายิงลูกเขย จนเป็นข่าวใหญ่ ให้สืบประเด็นกันยาวเหยียด

เรื่องที่สี่ เมื่อสาวนุ่งสั้น เจ้าของฉายา “สั้นเสมอหู” ใบเตย อาร์สยาม หรือ นางสาวสุธีวัน ทวีสิน มีข่าวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่ครั้งที่ใบเตยหลุดพูดเรื่องไปร้องเพลงภายในงานของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ประเทศฮ่องกง พร้อมการไปทานข้าว 2 ครั้ง โดยได้ค่าตอบแทนครั้งละ 5 แสนบาท พร้อมการช็อปปิ้งกระเป๋าหรู อีกทั้งประจวบกับช่วงเวลาที่ใบเตยเพิ่งซื้อบ้านราคา 20 ล้าน ในเครือหมู่บ้านของตระกูลชินวัตร จนผู้บริหารของทางค่ายต้องออกมาช่วยเคลียร์ประเด็นให้จบลง พร้อมคำขอโทษที่ทำให้แฟนๆ ต้องเสียความรู้สึก ซึ่งเหมือนข่าวจะจบลง แต่แล้วก็มีภาพสาวปริศนาเสื้อสีขาวเดินจับมือช็อปปิ้งกับอดีตนายกรัฐมนตรี อีก จนใบเตยออกมาแก้ข่าวพร้อมน้ำตาอีกครั้งว่ายังไงก็ไม่ใช่ตน เพราะใบเตยต้องสั้นเท่านั้น

เรื่องที่ห้า ข่าวฮอตวงการบันเทิงสำหรับคู่รักสายฟ้านางเอกสาว เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ และ เอ๋ ชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม ที่คบกันเพียง 5 เดือน ก็ประกาศจดทะเบียนสมรส ทั้งที่ฝ่ายชาย เป็นสามีของตู่ นันทิดา (แก้วบัวสาย) อัศวเหม ทั้งยังมีลูกสาว คือ น้องเพลง ชนม์ทิดา อัศวเหม จนทำให้ฝ่ายนางเอกสาว เจนี่ ถูกโจมตีทั้งจากผู้ที่เคยรู้จักในวงการบันเทิงและประชาชนทั่วไปอย่างมาก และเรื่องนี้ผู้คนในสังคมออนไลน์ต่างพูดถึงและนำไปเชื่อมโยงกับละครฮิตที่เจนี่เคยเล่นไว้อย่างเรื่อง “แรงเงา” ที่เป็นเรื่องราวของการแย่งชิงสามี จนมีคำพูดฮิต ติดตลกว่า “แย่งสามีนพนภาคือมายา แย่งสามีนันทิดาคือเรื่องจริง”

ที่มาภาพ : https://www.facebook.comtakemeoutthailand

ที่มาภาพ: https://www.facebook.comtakemeoutthailand

กระแสการเมืองไทยในปี 2556 นี้ยังคงร้อนแรงต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา จากปัญหาทางการเมืองที่ยังไม่คลี่คลาย ยังมีการแบ่งข้าง แบ่งสี จึงเป็นเหตุให้มีการแสดงความคิดเห็นเชิงโจมตีบนโลกโซเชียลเน็ตเวิร์กกันอย่างเมามัน

เรื่องแรก “ปัญหาการจราจรที่ติดขัดอย่างหนัก” เป็นที่พูดถึงและบ่นถึงกันมากทั้งในชีวิตประจำวันและในโซเชียลเน็ตเวิร์ก จนกลายเป็นเรื่องยอดฮิตที่อยู่คู่สังคมกรุงเทพมหานครไปแล้ว แต่ยิ่งนานวัน กลับยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งจากข้อมูลอ้างอิงตามรายงานข่าวสถิติของกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ได้ระบุว่า ปริมาณรถจดทะเบียนสะสมทั่วประเทศ ณ เดือนมิถุนายน 2556 มีทั้งสิ้น 33,781,957 คัน และในกรุงเทพมหานครมีทั้งสิ้น 7,940,627 คัน

ถ้าถามว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้รถติดมากขึ้น? คำตอบที่แว้บเข้ามาในสมองหลายๆ คนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็น่าจะเป็นผลจากโครงการรถยนต์คันแรก อีกทั้งการขาดระเบียบวินัยในการใช้รถใช้ถนนของผู้ขับขี่ การไม่เคารพกฎหมายจราจร จึงทำให้ปัญหาการจราจรมีแต่หนักขึ้น จนกลายเป็นอัมพาตอย่างที่เป็นอยู่

แต่ที่สร้างความประหลาดใจให้ประชาชน ก็คงเป็นคำตอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ที่ให้เหตุผลของสาเหตุการจราจรที่ติดขัดว่า ไม่ได้มาจากนโยบายรถคันแรกทั้งหมด แต่เพราะปัจจัยอื่นอีกมากมาย อาทิ การสร้างห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่, การปรับผิวจราจร และการปิดถนนเพื่อก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ที่กระจายไปตามถนนหลัก 8 สาย ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง และใช้เวลาอย่างน้อย 3-5 ปี กว่าสภาพการจราจรจะเข้าสู่ภาวะปกติ การจราจรติดขัด จึงยังคงเป็นปัญหาที่คาใจประชาชนและเป็นปัญหาที่แก้ไม่ตกของทุกรัฐบาล

เรื่องที่สอง “ต้านเขื่อนแม่วงก์” กับปรากฏการณ์ที่ประชาชนรวมตัวกันเพื่อร่วมต่อต้านการสร้างเขื่อนแม่วงก์ โดยมีการเดินขบวนจากหน้าหอศิลปและวัฒนธรรมกรุงเทพฯ ไปสิ้นสุดที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ อีกทั้งยังมีการลงรายชื่อคัดค้านร่วมกันที่เว็บไซต์ Change.org พร้อมทั้งแชร์ภาพและข้อความผ่านทางโซเชียลเน็ตเวิร์ก ด้วยอุดมการณ์เดียวกันว่า “ไม่เอาเขื่อนแม่วงก์” ซึ่งการนำขบวนคัดค้านในครั้งนี้ นำโดยเครือข่ายอาสาเพื่อสิ่งแวดล้อม Green Move Thailand ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

ที่มาภาพ : http://news.voicetv.co.ththailand82711.html

ที่มาภาพ: http://news.voicetv.co.ththailand82711.html

1. ปริมาณกักเก็บน้ำของเขื่อนแม่วงก์อยู่ที่ประมาณ 250 ล้าน ลบ.ม. ตอบสนองความต้องการเชิงเศรษฐกิจเพียง 116,545 ไร่ในช่วงฤดูแล้ง ซึ่งต่างจากปริมาณน้ำที่ได้อยู่แล้วจากแหล่งน้ำปัจจุบันเพียงเล็กน้อย ไม่คุ้มกับประโยชน์เชิงนิเวศที่ต้องสูญเสียไป เพราะพื้นที่ก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ซึ่งเป็นผืนป่าตะวันตกผืนเดียวกับอุทยานแห่งชาติห้วยขาแข้งและอุทยานแห่งชาติทุ่งใหญ่นเรศวรอันเป็นผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองไทย มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมาก และทั้งยังเป็นพื้นที่มรดกโลกอีกด้วย และมาตรการปลูกป่าทดแทนเพื่อลดผลกระทบจากการสร้างเขื่อนแม่วงก์ไม่อาจทดแทนระบบนิเวศที่ซับซ้อนและอุดมสมบูรณ์ที่สุดในประเทศไทยให้กลับคืนมาได้

2. ลำน้ำแม่วงก์เป็นลำน้ำขนาดเล็กมีปริมาณน้ำประมาณ 1% ของปริมาณน้ำทั้งหมดในลุ่มน้ำเจ้าพระยา จึงไม่ได้เป็นสาเหตุของอุทกภัยในพื้นที่ราบลุ่มภาคกลาง

3. โครงการเขื่อนแม่วงก์ยังไม่ได้ผ่านการพิจารณาอนุมัติรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ หรือ EHIA

ทั้งโลกออนไลน์ ก็ยังได้มีการแชร์และเผยแพร่คลิปวิดีโอความจริงของการสร้างเขื่อนแม่วงก์ ผลงานจากนักศึกษาคณะนวัตกรรมสื่อสารสังคม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ที่ได้อธิบายถึงความสูญเสียหากมีเขื่อนแม่วงก์ พร้อมทั้งเปรียบเทียบให้เห็นถึงการนำเม็ดเงินจำนวนดังกล่าวไปพัฒนาประเทศในด้านอื่นเพื่อป้องกันน้ำท่วม จะได้ประโยชน์มากกว่าการสร้างเขื่อนขึ้นมากักเก็บน้ำจำนวนน้อยนิด (ชมคลิป)

เรื่องที่สาม “ถอดละครดังกลางอากาศ เหนือเมฆ 2″ จนเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก เมื่อละครโทรทัศน์ของสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 เรื่อง “เหนือเมฆ 2 ตอน มือปราบจอมขมังเวทย์” ที่ออกอากาศในคืนวันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ เวลา 20.30-22.45 น. และมีแฟนละครที่ติดตามกันอย่างมาก อยู่ๆ ก็ถูกถอดจากการออกอากาศทั้งที่ยังไม่จบ และมีละครใหม่เรื่อง “แรงปรารถนา” ออกอากาศแทนในคืนวันศุกร์ที่ 4 มกราคม จากเดิมที่มีกำหนดจะออกอากาศตอนจบในวันอาทิตย์ที่ 6 มกราคม 2556 ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 แจ้งแฟนละครล่วงหน้าเพียงไม่นาน โดยมีการประกาศแจ้งเป็นข้อความและตัววิ่งระบุว่า “งดออกอากาศละคร “เหนือเมฆ 2″ เนื่องจากมีเนื้อหาในบางตอนที่ไม่เหมาะสม และนำละครเรื่องใหม่มาออกอากาศแทน”

เรื่องนี้ประชาชนต่างวิเคราะห์หาคำตอบด้วยตัวเอง โดยที่หลายสำนักข่าวยังได้มีการวิเคราะห์เกี่ยวกับเรื่องนี้ว่ามีนักการเมืองรายใหญ่เป็นผู้สั่งให้ยุติการออกอากาศ สาเหตุเพราะเนื้อหาของละครมีเค้าโครงที่ระบุพาดพิงถึงเรื่องการเมืองและการคอร์รัปชัน บางฉากบางตอนมีการระบุพฤติกรรมของนักการเมืองในเชิงลบ อาทิ กรณีที่ไปเกี่ยวข้องกับสัมปทานดาวเทียม เป็นต้น

โดยที่ทางด้านคณะกรรมการ กสทช. ได้ออกมาชี้แจงว่า ละครเหนือเมฆ 2 อาจจะผิดมาตรา 37 พ.ร.บ.การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ.2551 ที่ระบุว่าห้ามไม่ให้ออกอากาศเนื้อหารายการที่มีลักษณะล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือการกระทำซึ่งเข้าลักษณะลามกอนาจารหรือมีผลกระทบให้เกิดความเสื่อมทรามทางจิตใจหรือสุขภาพของประชาชนอย่างร้ายแรง

เรื่องที่สี่ ประเด็นเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากนโยบายของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย จนเป็นเรื่องให้มีการวิพากษ์วิจารณ์และถกเถียงอย่างมากตั้งแต่ “โครงการรับจำนำข้าว” ที่รัฐบาลให้เหตุผลว่าต้องการกระจายรายได้ลงสู่รากหญ้าและยกระดับราคาข้าวไทย แต่แล้วก็กลับพบการทุจริต การสวมสิทธิ์การจำนำข้าว จนต้องมีการตรวจสอบ เพราะมีรายชื่อของเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวพันหลายราย และตัวเลขขาดทุนที่รัฐบาลยังไม่สามารถสรุปได้

ต่อมาที่ความเดือดร้อนของชาวใต้ เรื่อง “ราคายางพาราตกต่ำ” ผลผลิตยางออกมาจนล้นตลาด ซ้ำยังต้องแข่งขันกับต่างชาติ จนเกษตรกรยางพารารวมตัวกันประท้วง และรัฐบาลตัดสินใจแก้ไขปัญหาด้วยการช่วยเหลือปัจจัยค่าผลิต 2,150 บาทต่อไร่ นอกจากนี้ยังมี “โครงการกู้เงิน 2.2 ล้านล้านบาท” เพื่อลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐาน และ “โครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท” ที่ได้สร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาลอีกเป็นจำนวนมาก

เรื่องที่ห้า เหตุการณ์การเมืองที่สำคัญของปี 2556 กับการชุมนุม “มวลมหาประชาชนชนขับไล่ระบอบทักษิณ” โดยแกนนำ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ สร้างปรากฏการณ์เรียกพลังมวลชนได้จนถึงหลักล้านคน เริ่มต้นจาก วันพฤหัสบดีที่ 31 ตุลาคม 2556 หลังจากที่รัฐบาล นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีการประชุมเพื่อผลักดันให้เกิด “พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฉบับสุดซอย ในวาระ 2 และวาระ 3” ทำให้เกิดการรวมตัวกันของประชาชน ที่บริเวณใกล้สถานีรถไฟสามเสน หรือบริเวณสี่แยกอุรุพงษ์ พร้อมอาวุธที่เป็นเอกลักษณ์ของมวลชน คือ “นกหวีด”

ที่มาภาพ : http://news.th.msn.com

ที่มาภาพ: http://news.th.msn.com

จากนั้น มวลชนได้มีการเลื่อนกลุ่มมาปักหลักกันที่บริเวณถนนราชดำเนิน ซึ่งก็มีการปราศรัยกันเป็นประจำทุกวัน อีกทั้งยังมีการเดินขบวนเพื่อกดดันรัฐบาล เริ่มต้นครั้งแรกกับการสร้างปรากฏการณ์มวลมหาประชาชนครั้งยิ่งใหญ่ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 24 พฤศจิกายน 2556 ที่ประชาชนเข้าร่วมการชุมนุมกันเป็นจำนวนมากทั่วถนนราชดำเนิน ไปจนถึงสนามหลวง จนบนสะพานพระปิ่นเกล้า และฝั่งสะพานพระราม 8 ต้องปิดการจราจร เนื่องจากมีผู้ชุมนุมเดินเท้าข้ามสะพานมายังฝั่งราชดำเนินไม่ขาดสาย

และครั้งต่อมาในวันที่ 9 ธันวาคม 2556 โดยกลุ่มมวลชนถือฤกษ์ดีเวลา 9.39 น. แบ่งออกเป็น 9 ทัพ มุ่งหน้าสู่จุดหมายเดียวกัน คือ ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งในครั้งนี้ได้มีสื่อต่างชาติที่ให้ความสนใจมาร่วมนำเสนอข่าวเป็นจำนวนมาก พร้อมภาพมวลมหาประชาชนที่ต่างก็หยุดงานมาร่วมขบวน จนเกิดเป็นภาพการเดินขบวนพร้อมธงชาติขนาดใหญ่ที่สวยงามแพร่ภาพไปทั่วโซเชียลเน็ตเวิร์ก แต่อย่างไรก็ตาม แม้ผลของการเดินขบวนจะได้รับคำตอบจากรัฐบาล คือการยุบสภา แต่มวลมหาประชาชนยังคงมีการรวมตัวชุมนุมต่อ เพราะต้องการให้ระบอบทักษิณหมดสิ้นไปด้วยการลาออกของนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่ให้มีการเลือกตั้งใหม่ จึงทำให้มีการรวมตัวชุมนุมกันต่อโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการ “ปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง” ในวันอาทิตย์ที่ 22 ธันวาคม 2556

ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลาที่มีการชุมนุม ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองไทย ก็ยังได้สร้างน้ำตาแห่งความสูญเสียไว้มากมาย เช่น จากการปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีหน้าที่ปกป้องและรักษาความสงบให้กับบ้านเมือง โดยที่หลายฝ่ายมองว่าน่าจะมาจาก “บุคคลที่สาม” หรือ “ชายชุดดำ” เพราะทั้งฝ่ายประชาชนและตำรวจต่างยืนยันว่า ตนไม่มีอาวุธ ประชาชนมีเพียงนกหวีด และเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ใช้เพียงแก๊สน้ำตา กระสุนปืนยาง เพื่อสลายการชุมนุมและความวุ่นวาย ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ปะทะกันของกลุ่มคนเสื้อแดงและนักศึกษารามคำแหง จนทำให้มีนักศึกษาและคนเสื้อแดงเสียชีวิต หรือเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างกลุ่มผู้ชุมนุมเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ บริเวณสนามกีฬาไทย–ญี่ปุ่น ดินแดง จนทำให้มีทั้งผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิตจากกระสุนปืน

อย่างไรก็ตาม เมื่อยังไม่ได้คำตอบที่ชัดเจนของบ้านเมือง การชุมนุมเพื่อปฏิรูปประเทศไทยก็ยังคงดำเนินต่อไป โดยที่ล่าสุดนายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำการชุมนุม ได้มีการประกาศอย่างชัดเจนถึงการรวมพลเพื่อชุมนุมใหญ่กดดันรัฐบาลอีกครั้งในวันจันทร์ที่ 13 มกราคม 2557 โดยชาวเน็ตได้ใช้ชื่อเรียกปฏิบัติการนี้ “ปิดกรุงเทพฯ” ซึ่งการชุมนุมของมวลมหาชนเพื่อกดดันรัฐบาลครั้งนี้ผลจะเป็นอย่างไรคงยังต้องติดตามกันต่อ แต่ที่แน่ๆ หลังจากมีการประกาศปิดกรุงเทพฯ ก็มีเสียงสะท้อนจากภาคธุรกิจออกมาแล้วว่า อาจจะทำให้หลายธุรกิจสะดุดเช่นกัน

เครือข่ายสังคม