“ชวนคิดชีวิตคนกรุงฯ” สู่วิถีที่ยั่งยืน-ใช้พลังงานบานตะไท ห้างสรรพสินค้าไทยใช้ไฟมากกว่าลาวและกัมพูชาทั้งประเทศ

25 ธันวาคม 2013

นางสาวนนลนีย์ อึ้งวิวัฒน์กุล ผู้ก่อตั้ง bangkok bicycle campaign (ซ้าย) และนางสาวฝ้ายคำ หาญณรงค์ ผู้ประสานงาน คณะทำงานโลกเย็นที่เป็นธรรม

นางสาวนนลนีย์ อึ้งวิวัฒน์กุล ผู้ก่อตั้ง bangkok bicycle campaign (ซ้าย) และนางสาวฝ้ายคำ หาญณรงค์ ผู้ประสานงาน คณะทำงานโลกเย็นที่เป็นธรรม

ภาพกรุงเทพฯ ในปัจจุบันที่เต็มไปด้วยอาคารสูง และมีพื้นที่สีเขียวเบาบาง บีบให้วิถีชีวิตของคนกรุงฯ ดูเหมือนจะมีทางเลือกไม่มากนัก จนกลายเป็นผู้ใช้พลังงานเกินความจำเป็น และเป็นผู้ผลิตคาร์บอนไดออกไซด์สู่โลกในปริมาณมากโดยไม่รู้ตัว แต่วิถีชีวิตคนกรุงฯ เปลี่ยนแปลงได้ เพียงแค่คนกรุงฯ หันไปหาทางเลือกใหม่ๆ และกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง

ในงานเสวนา “ชวนคิดชีวิตคนกรุงฯ” เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม ณ โถงหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ นางสาวฝ้ายคำ หาญณรงค์ ผู้ประสานงาน คณะทำงานโลกเย็นที่เป็นธรรม, นางสาวปณัฐพรรณ ลัดดากลม สถาปนิกและนักผังเมืองเพื่อชุมชนสถาบันอาศรมศิลป์, นางสาวนนลนีย์ อึ้งวิวัฒน์กุล ผู้ก่อตั้ง bangkok bicycle campaign และนางสาวกิ่งกร นรินทรกุล ณ อยุธยา หนึ่งในผู้ก่อตั้งโครงการกินเปลี่ยนโลก เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดและประสบการณ์ในมุมมองต่างๆ สู่การเปลี่ยนแปลง “วิถีคนกรุงฯ ที่ยั่งยืน” ด้วยการจัดการมนุษย์ สิ่งก่อสร้าง และธรรมชาติ ให้อยู่ร่วมกันได้อย่างสมดุล

นางสาวฝ้ายคำกล่าวว่า อัตราการใช้พลังงานของคนในกรุงเทพฯ และปริมณฑลสูงมากเมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนประชากรทั้งประเทศ จากประชากรกรุงเทพฯ และปริมณฑลประมาณกว่า 10 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 16 ของประชากรไทย แต่มีรถที่จดทะเบียนในกรุงเทพฯ​ประมาณร้อยละ 24 ของจำนวนรถยนต์รวม ณ สิ้นเดือนพฤศจิกายน 2556 ทั้งประเทศ 34 ล้านคัน เฉพาะรถที่จดทะเบียนในปี 2556 พบว่าทั้งประเทศมีรถจดทะเบียน 3.4 ล้านคัน ซึ่ง 1 ใน 3 เป็นของคนกรุงเทพฯ ฉะนั้น แค่การใช้พลังงานของรถยนต์ของคนกรุงเทพฯ ก็สูงมากแล้ว

จำนวนประชากรและรถยนต์ของไทย

สำหรับการใช้พลังงานไฟฟ้าทั้งประเทศรวม 148,700 ล้านหน่วยนั้น กรุงเทพฯ ใช้มากถึง 44,200 ล้านหน่วย หรือประมาณ 1 ใน 3 ส่วน ซึ่งอีก 1 ส่วนใช้ใน 7 จังหวัดอุตสาหกรรม และส่วนที่เหลือ 65 จังหวัดใช้รวมกัน หรือถ้าเปรียบเทียบกับต่างประเทศ กรุงเทพฯ ใช้ไฟฟ้าเกือบเท่าฟิลิปปินส์ทั้งประเทศ และมากกว่าประเทศนิวซีแลนด์ ดังนั้น คนกรุงเทพฯ จึงปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 4.61 ตันต่อคนต่อปี เทียบได้กับการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ของคนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 11 คน ภาคเหนือ 8 คน และภาคใต้ 5 คน

การปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ของประชากรไทย

กลุ่มธุรกิจในกรุงเทพฯ ที่ใช้ไฟฟ้ามากที่สุด 10 อันดับแรก

กลุ่มธุรกิจในกรุงเทพฯ ที่ใช้ไฟฟ้ามากที่สุด 10 อันดับแรก

ภาคธุรกิจคือกลุ่มที่ใช้ไฟฟ้ามากที่สุดในกรุงเทพฯ 3 อันดับแรกคือห้างสรรพสินค้า อาคารสำนักงานให้เช่าและอพาร์ทเม้นท์ เกสต์เฮาส์ แค่เฉพาะกลุ่มห้างสรรพสินค้าใช้ไฟฟ้าถึง 2,250 ล้านหน่วย ซึ่งมากกว่าการใช้ไฟฟ้าของประเทศลาวที่ใช้อยู่ที่ 2,350 ล้านหน่วย และประเทศกัมพูชาที่ใช้อยู่ที่ 2,008 ล้านหน่วยเท่านั้น

ในปี 2549 เฉพาะห้างสรรพสินค้าเซนทรัลเวิลด์ สยามพารากอน และมาบุญครอง ใช้ไฟฟ้ารวมกันเทียบเท่ากับกระแสไฟฟ้าที่เขื่อนสิรินธร เขื่อนปากมูล และเขื่อนอุบลรัตน์ผลิตได้รวมกัน ซึ่งเป็นการคุ้มค่าแล้วหรือไม่กับการสร้างเขื่อนที่สร้างผลกระทบให้กับสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตของประชาชนที่อยู่อาศัย ณ พื้นที่สร้างเขื่อนมหาศาลเพื่อห้างสรรพสินค้าแค่ 3 แห่ง

ปัจจุบัน คนกรุงเทพฯ ต้องการใช้พลังงานมากถึง 8,590 เมกะวัตต์ ในขณะที่มีโรงไฟฟ้าเป็นของตัวเองแค่ 2,258 เมกะวัตต์จากโรงไฟฟ้าพระนครเหนือและพระนครใต้

วิถีของคนกรุงเทพฯ ทั้งที่อยู่อาศัยและสำนักงานไม่ได้ออกแบบมาเพื่อการประหยัดพลังงาน และผังเมืองก็ไม่ได้ออกแบบเพื่อให้ชีวิตคนกรุงฯ มีทางเลือกอื่นในการดำเนินชีวิต หากมองไปรอบๆ เมืองก็จะเห็นแต่ห้างสรรพสินค้า ไฮเปอร์มาร์เกต และร้านขายส่งซึ่งมีมากถึง 232 แห่ง ในขณะที่มีสวนสาธารณะเพียงแค่ 31 แห่งเท่านั้น

อัตราการลดใช้รถยนต์ของเมืองในต่างประเทศ

อัตราการลดการใช้รถยนต์ของเมืองในต่างประเทศ

คุณภาพชีวิตของคนเมืองขึ้นอยู่กับสิ่งที่อยู่ในเมือง และสิ่งที่อยู่ในเองคือตัวกำหนดการใช้พลังงานของเมืองด้วย ปัจจุบันในต่างประเทศแข่งขันกันสร้างเมืองที่น่าอยู่ เช่น การใช้พลังงานหมุนเวียน และการเลิกใช้รถยนต์เพราะสร้างมลพิษและใช้พลังงานฟอสซิลสูง แล้วหันมาใช้การเดินทางด้วยวิธีอื่นแทน เช่น เดินเท้า ขนส่งสาธารณะ จักรยาน ฯลฯ

การใช้พลังงานหมุนเวียนของเมืองในต่างประเทศ

การใช้พลังงานหมุนเวียนของเมืองในต่างประเทศ

ถึงเวลาที่เราต้องวิเคราะห์แล้วว่ากรุงเทพฯ ใช้พลังงานมากเกินไปหรือไม่ เพื่อทำให้เกิดการลดการใช้พลังงานในส่วนที่เกินความจำเป็น โดยลดความต้องการใช้พลังงานของตัวเองให้น้อยลง เนื่องจากกรุงเทพฯ พึ่งพาทรัพยากรจากต่างจังหวัดและต่างประเทศเพื่อผลิตพลังงาน ถ้าลดความต้องการได้ ก็สามารถลดการใช้พลังงาน ลดการสร้างเขื่อนและลดผลกระทบต่อคนและแหล่งทรัพยากรที่ผลิตพลังงานให้กรุงเทพฯ

ด้านนางสาวปณัฐพรรณ ลัดดากลม สถาปนิกและนักผังเมืองเพื่อชุมชน สถาบันอาศรมศิลป์ กล่าวว่า ใจกลางเมืองกรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางของอาคารสูงและห้างสรรพสินค้าที่กระจุกตัวกันอยู่ จนกลายเป็นแหล่งที่ความร้อนสูงกว่าจุดอื่นๆ ของเมือง เรียกว่า “เกาะความร้อนหรือโดมความร้อน” เนื่องจากตึกที่สร้างจากปูนเหล่านี้คายร้อนออกมาทั้งความร้อนจากทางธรรมชาติและพลังงานที่ใช้ภายในอาคาร ซึ่งในปี 2554 พบว่าพื้นที่กลางเมืองมีอุณหภูมิสูงกว่าชานเมืองถึง 7 องศาเซลเซียส

อีกทั้งกลางเมืองยังขาดพื้นที่สาธารณะสีเขียว มีแต่พื้นที่สาธารณะของอาคารหรือห้างสรรพสินค้า ทางเท้า ถนนที่เป็นพื้นดาดแข็ง เช่น ปูน ซีเมนต์ หรือเหล็ก จึงยิ่งใช้พลังงานมากและคายความร้อนสู่เมืองมากขึ้น ซึ่งถ้าเป็นพื้นดินหรือพื้นธรรมชาติก็จะช่วยให้เมืองเย็นสบายขึ้น และเป็นพื้นที่หายใจของอาคารต่างๆ

การแก้ปัญหาเกาะความร้อน คือ 1. ออกแบบผังเมืองใหม่ เพราะผังเมืองกรุงเทพฯ แบบเดิมกระจัดกระจาย สร้างแต่ถนนซึ่งไม่เอื้อต่อการคมนาคมรูปแบบอื่นๆ นอกจากรถยนต์ ในขณะที่ประเทศอื่นๆ ลดการสร้างถนนและพัฒนาขนส่งสาธารณะมากขึ้น 2. ควรมีมาตรการก่อสร้างอาคารที่เอื้อต่อสิ่งแวดล้อมด้วย เนื่องจากมาตรการที่ผ่านมาเอื้อประโยชน์ด้านเศรษฐกิจมาโดยตลอด 3. กำหนดรูปแบบการก่อสร้าง เช่น ห้ามสร้างบ้านขวางตะวัน เพราะจะทำให้บ้านและอาคารกักเก็บความร้อนไว้สูง เนื่องจากไม่มีลมพัดผ่าน

ดังนั้น การก่อสร้างใหม่จึงควรสร้างอาคารที่อยู่สบาย โดยการออกแบบตัวอาคารที่ให้ลมพัดผ่านได้และไม่ขวางทางตะวัน มีหน้าต่าง อีกทั้งพื้นที่รอบอาคารต้องมีธรรมชาติอยู่ด้วย เช่น พื้นดิน ต้นไม้ บ่อน้ำ เพราะธรรมชาติจะช่วยให้บ้านหรืออาคารเย็นสบายขึ้น รวมถึงหันมาใช้วัสดุอื่นแทนปูน เช่น ไม้ เพื่อลดการดูดซับความร้อนและลดการใช้พลังงาน เช่น อาคารหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ส่วนบ้านหรืออาคารที่สร้างแล้ว สามารถทำให้เย็นขึ้นและลดการใช้พลังงานได้โดยการปลูกต้นไม้ตามระเบียงตึกในชั้นต่างๆ และพื้นด้านล่างโดยรอบ

เช่นเดียวกัน สำหรับบ้านก็สามารถลดความร้อนลงได้โดยการปลูกไม้กระถางในบริเวณพื้นบ้านดาดแข็งที่รับแสง เช่น ดาดฟ้าหรือระเบียงบ้าน เพื่อให้พุ่มไม้กรองแสงให้ตกลงสู่พื้นได้น้อยลง บ้านจึงดูดความร้อนไว้น้อยลง ส่งผลให้บ้านเย็นขึ้น เวลาที่ปิดเครื่องปรับอากาศในบ้านก็จะทำอุณหภูมิเย็นได้เร็วขึ้น นอกจากนี้ให้นำกระถางต้นไม้ อ่างน้ำ หรืออ่างบัว วางไว้ในแนวรับแสงของบ้าน เพื่อให้ต้นไม้หรือน้ำช่วยกรองแสงและลดความร้อนภายในบ้าน

แม้ว่าตอนนี้จะมีเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อกันความร้อนอาคาร เช่น สีทาบ้าน หรือฉนวนกันความร้อนต่างๆ ที่ช่วยลดอุณหภูมิภายในบ้านได้ แต่สิ่งเหล่านี้มีต้นทุนสูง ต้องทำซ้ำ หรือซ่อมแซมบ่อยๆ จึงไม่ยั่งยืนเท่าการพึ่งพาธรรมชาติ

สำหรับพื้นที่สาธารณะกลางเมือง ให้ปลูกต้นไม้ให้มากขึ้นทั้งในสวนและทางเท้า รวมถึงให้ความสำคัญกับถนนคนเดิน เช่นเดียวกับถนนออร์ชาร์ด ประเทศสิงคโปร์ ที่ให้ความสำคัญกับต้นไม้ทุกต้นโดยจดทะเบียนต้นไม้ นอกจากนี้ เราต้องให้ทางเลือกอื่นๆ ในการเดินทางของเมืองนอกจากนั่งรถยนต์อย่างในปัจจุบันด้วย

“การมีพื้นที่สาธารณะสีเขียวกลางเมือง นอกจากเป็นพื้นที่หายใจทั้งของสิ่งมีชีวิตและอาคารต่างๆ แล้ว ยังเป็นศูนย์รวมของคนที่ออกจากบ้านมาพบปะ พูดคุย หรือทำกิจกรรมร่วมกันในที่สาธารณะ ทำให้สามารถลดการใช้พลังงานในบ้านและอาคารได้”

ทั้งนี้ ผังเมืองของกรุงเทพฯ เอื้อให้มีพื้นที่สาธารณะมาโดยตลอด แต่มีปัญหาในทางปฏิบัติเนื่องจากไม่มีบทลงโทษ ทำให้การก่อสร้างที่ผ่านมาผู้ประกอบการคำนึงถึงต้นทุนเป็นหลัก เน้นสร้างมูลค่ามากกว่าคุณค่า แต่ตอนนี้มีการผลักดันในด้านนโยบายแล้ว คาดว่าจะปฏิบัติได้จริงภายใน 2 ปี

นางสาวกิ่งกร นรินทรกุล ณ อยุธยา หนึ่งในผู้ก่อตั้งโครงการกินเปลี่ยนโลก (ซ้าย) และนางสาวปณัฐพรรณ ลัดดากลม สถาปนิกและนักผังเมืองเพื่อชุมชนสถาบันอาศรมศิลป์

นางสาวกิ่งกร นรินทรกุล ณ อยุธยา หนึ่งในผู้ก่อตั้งโครงการกินเปลี่ยนโลก (ซ้าย) และนางสาวปณัฐพรรณ ลัดดากลม สถาปนิกและนักผังเมืองเพื่อชุมชนสถาบันอาศรมศิลป์

ด้านนางสาวนนลนีย์ อึ้งวิวัฒน์กุล ผู้ก่อตั้ง bangkok bicycle campaign กล่าวว่า การปั่นจักรยานในเมืองสามารถทำได้ แม้ว่าจะมีปัจจัยหลายอย่างที่ไม่เอื้ออำนวย เพราะตัวเองเป็นคนชอบปั่นจักรยาน โดยเริ่มจากปั่นรอบๆ บ้าน พอโตขึ้นก็กล้าที่จะปั่นไกลขึ้นทั้งในกรุงเทพฯ และไปต่างจังหวัด และสานต่อการปั่นจักรยานในเมืองอย่างจริงจัง โดยรวมกลุ่มกับเพื่อนๆ ที่ปั่นจักรยานในเมือง จากที่ปั่นจักรยานสัปดาห์ละครั้ง ก็เพิ่มขึ้นเป็น 2 ครั้งต่อสัปดาห์ จนกลายเป็นเสพติดการปั่นจักรยานทุกวัน ซึ่งช่วยลดทั้งการใช้พลังงานและลดน้ำหนักด้วย ยิ่งปั่นจักรยานมากขึ้นยิ่งทำให้เราคำนวณเวลาเดินทางได้ และเป็นเวลาที่คงที่แน่นอนไม่ว่าจะมีปัญหารถติด การชุมนุม หรืออุบัติเหตุฉุกเฉินใดๆ เกิดขึ้นก็ตาม

แม้ถนนในกรุงเทพฯ จะไม่เอื้ออำนวยให้ปั่นจักรยานมากนัก แต่ซอยลัดเลาะต่างๆ ในกรุงเทพฯ กลายเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งที่ทำให้ได้เห็นวิถีชุมชนแต่ละแห่งที่แตกต่างกัน และทำให้เราใกล้ชิดธรรมชาติมากขึ้น ใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น รวมถึงสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ระหว่างทาง เช่น ต้นไม้ถูกตัด ไฟทางเสีย แล้วแจ้งกรุงเทพมหานครให้มาแก้ไขได้

ที่ผ่านมากรุงเทพมหานครไม่สนใจเรื่องการปั่นจักรยานมากนัก แต่เราก็พยายามปั่นจักรยานเพื่อให้เขาสนใจและเห็นความสำคัญอยู่สมอ และพยายามเสนอการปั่นจักรยานเข้าเป็นโครงการของ กทม. จนในที่สุดคนของ กทม. ก็เริ่มสนใจและลองมาปั่นจักรยาน สู่การผลักดันโครงการทำทางจักรยานทั้ง 50 เขตทั่วกรุงเทพฯ และโครงการปั่นจักรยานมากมาย

ส่วนนางสาวกิ่งกร นรินทรกุล ณ อยุธยา หนึ่งในผู้ก่อตั้งโครงการกินเปลี่ยนโลก กล่าวว่า คนในปัจจุบันพึ่งพิงอาหารแบบใหม่มากขึ้น ได้แก่ อาหารแช่เย็น และอาหารแช่แข็ง ซึ่งอาหารประเภทนี้ใช้พลังงานในการผลิตมากกว่าอาหารแบบเก่าที่ขายในตลาดสดถึง 50-100 เท่า ตั้งแต่การปลูก ใช้ปุ๋ย เครื่องจักรกลทางการเกษตร และค่าขนส่งปกติ ยังไม่รวมค่าขนส่งข้ามประเทศและพลังงานที่ใช้ในการบรรจุภัณฑ์ ฯลฯ และยิ่งแปรรูปมาก รวมถึงผ่านการแช่เย็นหรือแช่แข็งด้วย ก็ยิ่งใช้พลังงานสูงขึ้น ซึ่งผู้บริโภคส่วนใหญ่ไม่ค่อยนึกถึงว่าตัวเองมีส่วนร่วมในการใช้พลังงานมหาศาลจากอาหารที่บริโภค

งานวิจัยในสหรัฐฯ ระบุว่า การผลิตอาหารเพื่อบริโภคต่อคนต้องใช้น้ำมันถึง 400 แกลลอน และพลังงานของโลกร้อยละ 40 ใช้เพื่อผลิตปุ๋ยไนโตรเจนซึ่งเป็นต้นทุนหลักในการปลูกพืช และกระบวนการผลิตปุ๋ยนี้สร้างก๊าซเรือนกระจกในปริมาณสูงมาก ฉะนั้น เมื่ออาหารเป็นสิ่งจำเป็นของมนุษย์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นเราจึงมีส่วนรวมในการผลิตคาร์บอนไดออกไซด์จากอาหารที่เราบริโภค

ในซูเปอร์มาร์เกตและร้านสะดวกซื้อที่ผู้บริโภคนิยมซื้ออาหารนั้นขายสินค้าที่เป็นอาหารถึงร้อยละ 70-90 ของสินค้าทั้งหมด อาหารเหล่านี้มักเป็นอาหารแช่แข็ง ซึ่งต้องคงอุณหภูมิไว้ที่ -18 องศาเซลเซียส เช่น ผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ หรืออาหารแช่เย็นที่ต้องคงอุณหภูมิไว้ที่ 8-12 องศาเซลเซียส จะเห็นว่าระบบการจัดการอาหารแบบนี้ใช้พลังงานและน้ำมันสูงมาก ทั้งๆ ที่ประเทศไทยมีอาหารอุดมสมบูรณ์ตลอดทั้งปี มีขายสดใหม่ทุกวัน แต่กลับต้องพึ่งอาหารแบบใหม่ ซึ่งก่อนจะกินก็ต้องใช้พลังงานเพื่อทำให้ร้อนพร้อมทานอีก

rethink urban life

“การบริโภคในปัจจุบันเป็นการส่งเสริมให้เกิดอุตสาหกรรมอาหารแบบใหม่ และคนเมืองเริ่มคุ้นชินกับอาหารเหล่านี้ จนลืมการกินอาหารตามฤดูกาลไปหมดแล้ว เพราะเราสามารถกินอะไรก็ได้จากทั่วโลก และกินได้ตลอดทั้งปีไร้ขีดจำกัด รวมถึงกินทิ้งกินขว้าง ทำให้อาหารมากถึง 1 ใน 3 ส่วนกลายเป็นขยะ”

เราถูกทำให้เชื่อว่าอุตสาหกรรมอาหารแบบปิดสะอาดและปลอดภัยกว่าการผลิตอาหารในระบบเปิดตามธรรมชาติ ซึ่งประเทศไทยรับความคิดชุดนี้มาภายใน 20 ปีซึ่งเร็วกว่าประเทศอื่นๆ มาก อีกทั้งกระบวนการผลิตนี้ไปทำลายเกษตรกรรายย่อยและการกระจายตัวของตลาด และส่งเสริมให้คนบริโภคอาหารจากอุตสาหกรรมมากขึ้น

แม้ว่าอุตสาหกรรมอาหารแบบใหม่ดูเหมือนว่าจะผูกขาดตลาด แต่จริงๆ แล้วผู้บริโภคมีทางเลือกอื่น เพียงแต่ต้องกล้าเลือกบริโภคและหาความรู้เกี่ยวกับอาหารที่บริโภคมากขึ้น โดยเฉพาะโฆษณาอาหารต่างๆ เช่น กินแล้วขาว ผู้บริโภคก็ต้องตั้งคำถามว่าจริงหรือไม่แล้วไปหาคำตอบ ซึ่งถ้าผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงทัศนคติการกินและรวมตัวกัน ก็สามารถผลักดันสู่นโยบายการบริโภคแบบใหม่ที่ไม่พึ่งอาหารจากอุตสาหกรรมอาหารมากเช่นในปัจจุบัน

  • wachirawin

    ไม่
    น่าจะเป็นหลักการที่ถูกต้องนะครับ เพราะ 5.6 ล้านคน
    เป็นประชากรในทะเบียนบ้าน อย่าลืมว่า กรุงเทพ
    มีประชากรแฝงอีกเป็นจำนวนมาก(ทั้งนักศึกษา คนทำงาน
    ที่ทะเบียนบ้านอยู่ต่างจังหวัดแต่ตัวมาใช้ชีวิตอยู่กทม. ยังไม่นับรวม
    นักท่องเที่ยวต่างชาติอีก) ดังนั้นบทความนี้น่าจะใช้วิธีคิดที่ ผิดพลาด
    คลาดเคลื่อน อย่างมีนัยสำคัญนะครับ นี่ยังไม่รวมแรงงานต่างด้าวอีกนับไม่ถ้วน

    • iampz

      — ดังนั้นบทความนี้น่าจะใช้วิธีคิดที่ ผิดพลาด
      บทความนี้อาจจะมีส่วนผิดพลาดเรื่องจำนวนประชากรในกรุงเทพฯ อย่างที่คุณว่า แต่ไม่ใช่ว่าผิดส่วนเดียวแล้วเนื้อหาส่วนอื่นจะต้องผิดไปด้วยครับ

      • daedal

        มันคือการตั้งใจบิดเบือนรึเปล่า?
        แล้วความน่าเชื่อถือหละ?

        • iampz

          คือถ้าจะสงสัยมันก็สงสัยได้แหละครับ แต่ไม่ใช่ใช้ประโยคคำถามแต่ชี้นำให้คนอื่นเชื่อว่ามันบิดเบือนแบบลอยๆ โดยไม่ชี้แจงเหตุผลหรือระบุว่าส่วนไหนที่บิดเบือน

  • Suthon Hin

    เราต้องการเศรษฐศาสตร์ (รวมถึงนักเศรษฐศาสตร์) ที่มีใจเปิดกว้าง เป็นศาสตร์ที่มุ่งไปสู่ความกินดีอยู่ดีของมนุษย์ในระยะยาว ไม่ใช่การแสวงหาผลกำไรและผลผลิตสูงสุดในระยะสั้น แต่ต้องการศาสตร์ที่ตระหนักถึงการถนอมรักษาโลก รวมทั้งทรัพยากรธรรมชาติและสภาพแวดล้อม ไว้สำหรับลูกหลานและผู้คนในอนาคต ซึ่งเป้าหมายเหล่านี้จะสามารถบรรลุได้โดยเปลี่ยนแปลงความเข้าใจที่ผู้คนมีต่อเศรษฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงวิถีที่นักเศรษฐศาสตร์ถูกฝึกฝนและเรียนรู้มา มีการเผยแพร่แนวความคิดใหม่ๆ ทางเศรษฐศาสตร์ผ่านสื่อต่างๆ โดยเฉพาะสื่อออนไลน์ เพื่อขยายกลุ่มเป้าหมายไปสู่สาธารณชนนอกห้องเรียนในวงกว้าง เพื่อกระตุ้นให้เกิดการถกเถียงและการสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ

    (จาก เศรษฐศาสตร์ขัดศีลธรรม — http://www.oknation.net/blog/utopiathai/2013/12/25)

ข่าวในประเด็น

อ่านข่าวในประเด็นทั้งหมด »

เครือข่ายสังคม