“แสงสว่างปลายอุโมงค์”

22 ธันวาคม 2013

มน อิสระ

ผมหยุดเขียนไปนานเพราะสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปมากและไม่ได้เป็นไปอย่างที่คิด จากเดิม “อหิงสา”ทำท่าจะกลายเป็น”อหังการ์” ผมเลยต้องหลบไปพักผ่อนที่ภูเก็ตเสีย 1 สัปดาห์เพียงเพื่ออยู่กับความเงียบและเฝ้าติดตามการเปลี่ยนแปลงอยู่ห่างๆ มาถึงวันนี้พอจะมองเห็นทางออกของประเทศไทยบ้างจึงมีกำลังใจที่จะกลับมาเขียนใหม่ ขอขอบคุณท่านผู้อ่านที่ให้กำลังใจดัวยการ กด like และ comment เพราะข้อมูลที่ท่านส่งกลับมามีประโยชน์ต่อผมมากจริงๆครับ

ได้ฟังคุณหมอยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ ผู้ทรงคุณวุฒิ กรมสุขภาพจิตฯ ให้สัมภาษณ์ทางทีวีแล้วโดนใจผมมาก ที่ท่านบอกว่าคนไทยควรระวังจะเป็นโรค”ความเครียดทางการเมือง”ซึ่งจะส่งผลร้ายทั้งทางจิตใจ, สลายความสัมพันธ์, กดดันสังคม และสุดท้ายไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนท่านก็จะพูดแต่เรื่องการเมือง ส่งผลให้ชีวิตเราท่านห่างไกลจากความสุขที่เคยมีมาก่อน ตกอยู่ในโหมดแห่งความวุ่นวายและเครียด….ผมเห็นด้วยครับ

คุณหมอแนะนำว่าถ้าเราตกอยู่ท่ามกลางผู้ที่เป็น”โรคเครียดทางการเมือง”ควรทำดังนี้ครับ
1.รับฟัง
2.ชื่นชมทุกความคิด โดยเฉพาะความคิดที่ไม่เหมือนเรา
3.แสดงออกซึ่งความห่วงใยผู้แสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์
4.ให้คำแนะนำ เช่น พักผ่อนมากๆ อย่าเครียด อย่าดูทีวีช่องเดียว เป็นต้น

การตื่นตัวทางการเมืองนับว่าเป็นสิ่งดี อันนี้เป็นสิ่งที่เราทุกคนได้รับในช่วงเวลาที่ผ่านมา นับจากนี้ใครจะโกงกิน ใครจะทำรัฐประหาร จะลำบากยากยิ่งเพราะประชาชนจะไม่ยอมอีกต่อไปแล้ว ต้องโทษนักการเมืองที่แสดงตัวอย่างที่เลวร้ายให้เราเห็นในห้วง 10 ปีที่ผ่านมา การเมืองตกต่ำในขณะที่ประชาชนสูงขึ้น จากนี้เราจะร่วมกันบอกนักการเมืองว่าควรทำอย่างไร สิ่งนี้เรียกว่า”การปฎิรูปทางการเมืองของไทย”ไงล่ะครับ

ขอบคุณคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่เห็นการเมืองตกต่ำจึงลาออกจาก สส.มาเป็นประชาชนเต็มขั้นแล้วนำมวลชนสู้กับนักการเมืองน้ำเน่าเหล่านั้น ขอบคุณคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ไม่ไช้ความรุนแรงปราบปรามประชาชน ขอบคุณทหารที่ยังรักษาความเป็นคนกลางที่เชื่อมระหว่างสองขั้วอำนาจอันพอจะทำให้มีทางออกของประเทศไทยอยู่บ้าง ขอบคุณสส.พรรคประชาธิปัตย์ที่ร่วมใจกันลาออกมาอยู่เคียงข้างกับประชาชน ผมจะขอบคุณอย่างยิ่งถ้าสส.พรรคเพื่อไทยร่วมใจกันยืนตรงเคารพธงชาติแล้วเปิดทางให้ประชาชนได้ใช้ความเป็นเจ้าของประเทศกำหนดทางเดินให้ประชาธิปไตยของไทย ตามแนวทางที่เป็นไทย,โปร่งใสและยั่งยืน ขอขอบคุณบรรดาสื่อมวลชนทุกแขนงที่ช่วยนำความจริงมาสู่ประชาชน ตลอดจนเปิดเวทีเสวนาหาทางออกตามแนวสันติวิธี สุดท้ายผมต้องปรบมือดังๆให้คนไทยทุกฝ่ายที่แสดงออกให้ชาวโลกเห็นว่าเราไม่จำเป็นต้องใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหาและเราแก้ปัญหาของเราเองได้

ชาวไทยได้แสดงได้ร่วมกันแสดงให้ชาวโลกเห็นถึงวัฒนธรรม 3 ไม่ คือ
1.ไม่เบียดเบียนตนเอง
2.ไม่เบียดเบียนผู้อื่น
3.ไม่เบียดเบียนสังคม

ดีแล้วครับ….รักษาแนวทางนี้ไว้เพื่อประเทศไทยจะได้เจริญรุ่งเรืองครับ

แม้ทางออกเลือนรางและริบหรี่
ก็ยังดีที่พอมีหนทางใหม่
ปฎิรูปปฎิวัติประเทศไทย
สู่หนทางศิวิไลและยั่งยืน

ประเทศไทยถูกขับเคลื่อนเข้ามาอยู่ในอุโมงที่มีแสงสลัวอีกครั้งหนึ่ง ถึงแม้ทางออกจะดูริบหรี่แต่ก็ยังมีแสงสว่าง มิได้มืดมิดเสียทีเดียว หลายองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน ได้พยายามรวมหัวกันคิดและเสนอทางเลือกมากมาย ทางเลือกเหล่านั้นสามารถหยิบมาเป็นทางออกได้ ตัวอย่างเช่น 7 องค์กรเอกชนที่เคยต่อต้านคอรัปชันเป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ได้ระดมสมองแล้วเสนอสิ่งที่น่าคิดว่ารัฐบาลควรแก้ไขในเรื่องต่างๆดังต่อไปนี้
1.กระบวนการยุติธรรม
2.องค์กรอิสระ
3.การมีส่วนร่วมของประชาชน
4.การรณรงค์สร้างจิตสำนึกทางการเมืองของนักการเมือง

อย่าลืมว่าพรรคการเมืองคือองค์กรทางการเมืองของประชาชน นักการเมืองที่ประชาชนมอบอำนาจให้กลับหลงลืมตัว สำคัญผิดคิดว่าตนเองเป็นนายของประชาชนทำอะไรตามอำเภอใจ จึงเกิดการทวงคืนอำนาจอย่างที่เห็น ถึงเวลาแล้วที่นักการเมืองตัองอดทน รับฟังเสียงของประชาชนและใช้เหตุผลในการตกลงใจมากกว่าการใช้คะแนนเสียงแต่เพียงถ่ายเดียว นอกจากนี้การอาศัยพวกมากลากไป การพูดจาสามหาว ความถ่อยที่แสดงให้ประชาชนเห็นในสภาเวลาถ่ายทอด ล้วนแล้วแต่ทำให้การเมืองตกต่ำทั้งสิ้น แล้วอย่างนี้จะให้เขาไว้วางใจได้อย่างไร

อย่างที่ผมเคยย้ำว่าอย่างไรเสียประเทศไทยก็ควรจะต้องปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อนการเลือกตั้งหรือหลังการเลือกตั้งเพื่อนำไปสู่การปฎิรูปการเมืองจึงเป็นเรื่องเร่งด่วนที่เราต้องหาข้อยุติให้ได้

ใครมีอำนาจในการกำหนดทางออกของประเทศผมขอร้องให้ช่วยกันหาข้อยุตินี้ เพื่อเราจะได้เดินสู่การเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรมเข้าสู่ครรลองของประชาธิปไตยที่แท้จริงเสียที ผมชื่นชมคนไทยทุกหมู่เหล่าที่ช่วยกันคิดทางเลือกเพื่อนำไปสู่ทางออกด้วยสันติวิธี แต่ไม่ชอบพวกชักใบให้เรือเสียโดยอ้างโน้นอ้างนี่ทำให้การแก้ปัญหาไปไม่ถึงไหน

เรามีเวลาไม่มากนัก ช่วยกันกำหนดทางเลือกเพื่อหาทางออกให้ประเทศไทยจะไม่ดีกว่าหรือ ก็คือเดินไปสู่แสงสว่างปลายอุโมงค์นั่นแหละครับ