การชุมนุมคือแหล่งเรียนรู้

21 ธันวาคม 2013

วรากรณ์ สามโกเศศ
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

หลายคนเห็นว่าเหตุการณ์ชุมนุมในบ้านเราในปัจจุบันเป็นเรื่องวุ่นวายน่าปวดหัว บ้านเมืองควรสงบราบเรียบเพื่อคนต่างประเทศจะได้มาลงทุน มาท่องเที่ยว ใช้ศักยภาพของเศรษฐกิจไทยได้เต็มที่ สร้างงาน ฯลฯ บ้างก็ว่าเป็นเรื่องจำเป็นเพราะเป็นการแสดงออกซึ่งความเห็นของประชาชนตามระบอบประชาธิปไตย ไม่ว่าใครจะว่าอย่างไรก็ตาม มันได้กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญของเยาวชนและพลเมืองไทย

คนจำนวนมากกลัวหนักหนาว่าคนต่างชาติจะไม่มาลงทุน จะไม่มีปฏิสัมพันธ์ทางการค้า เศรษฐกิจ และการเงินกับประเทศของเรา ผมอยากบอกว่าทุกสังคมในโลกมันก็มีเหตุการณ์ทั้งบวกและลบในชีวิตสลับกันไปเช่นนี้ตั้งแต่มนุษย์เดินหลังตรงเป็นผู้เป็นคนเมื่อ 150,000-200,000 ปีมาแล้ว

สหรัฐอเมริกา ยุโรป เอเชีย อังกฤษ เยอรมนี ฝรั่งเศส จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ล้วนเจอมรสุมเศรษฐกิจและการเมืองมาด้วยกันทั้งนั้น ประเด็นมันอยู่ที่ว่าสังคมนั้นๆ จะใช้เวลาก่อนที่มันจะกลับมาอยู่ในสภาพที่เป็นปกตินานเพียงใดเท่านั้นเอง และประการสำคัญ สังคมนั้นได้เรียนรู้มากขึ้น ซึ่งก็คือการไต่ Learning Curve นั่นเอง

มนุษย์ทุกสังคมลองถูกลองผิดในทุกเรื่องกันอยู่ตลอดเวลา ตัวอย่างมีมากมาย เช่น สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศหมายเลขหนึ่งของโลก แต่จนบัดนี้ยังหาโมเดลให้บริการสาธารณสุขที่เหมาะสมและถูกใจประชาชนไม่พบ กฎหมายควบคุมธุรกิจการเงินออกมากี่ฉบับต่อกี่ฉบับเพื่อควบคุมและสร้างความมั่นคงแต่สถาบันการเงินก็ยังเป็นปัญหาทำร้ายผู้ลงทุนจนต้องแก้ไขกันอยู่ตลอดเวลา

นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลเป็นคนอเมริกันเกือบทั้งหมด ความรู้เศรษฐศาสตร์กระจายกว้างขวางในทุกระดับของสังคม แต่เศรษฐกิจอเมริกันก็ยังมีอัตราการว่างงานสูงกว่าประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศ

มื่อการมีปัญหาของสังคมและเศรษฐกิจเป็นเรื่องธรรมดา ดังนั้นจึงไม่ควรตกอกตกใจกันจนเกินเหตุ แต่ควรหาประโยชน์จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพื่อทำให้มันเป็นแหล่งเรียนรู้เพื่อการ “ลองถูก” บ่อยกว่าเดิมในอนาคต

สำหรับนักศึกษากฎหมายในมหาวิทยาลัย กฎหมายนิรโทษกรรมที่ผู้คนรังเกียจควรเป็นหัวข้อของการวิเคราะห์อย่างละเอียดทั้งด้านดีและด้านเสียด้วยเหตุด้วยผลโดยผู้สอนไม่นำความรู้สึกส่วนตัวหรือความเอนเอียงทางการเมืองเข้ามาในห้องเรียน เมื่อถกกันแล้วนักศึกษาก็จะเห็นประเด็นต่างๆ และได้เรียนรู้มากขึ้น

ผู้ศึกษากฎหมายมหาชน ศึกษาสังคมวิทยา การเมือง รัฐตำรวจ การจัดการกับฝูงชน การเจรจาต่อรอง การวางแผนกลยุทธ์ ฯลฯ ล้วนมีแหล่งการเรียนรู้ที่ทำให้นักศึกษาเห็นว่าเรื่องที่เรียนรู้ในห้องเรียนกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวันนั้นเป็นเรื่องเดียวกัน

บ่อยครั้งที่ผู้เรียนเข้าใจว่าเรียนสิ่งที่ครูอาจารย์สอนในห้องเพื่อเอาไว้สอบได้คะแนน ส่วนสิ่งที่เกิดขึ้นนอกห้องเรียนนั้นเป็นอีกส่วนหนึ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกัน เมื่อใดที่ครูอาจารย์สามารถทำให้ผู้เรียนเข้าใจว่าสิ่งที่สอนในห้องกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงนอกห้องเรียนเป็นเรื่องเดียวกันแล้ว ความเบื่อหน่ายของผู้เรียนดังเช่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบันก็จะหายไปมาก

เมื่อมีนักเรียนหัวดีถามว่าแล้วแหล่งเรียนรู้ที่อาจารย์เอามาสอนนี้เมื่อไหร่มันจะหายไปหมดจนผมได้เจอหน้าพ่อแม่ ลุงป้าที่หายไปตอนค่ำๆ กันทุกวันบ้าง ก็คงจะตอบว่ามันตอบยากเพราะมันขึ้นอยู่กับ

(ก) พลังของ ‘มวลมหาประชาชน’ จะยืนตัวอย่างที่เป็นอยู่นี้ได้นานแค่ไหน ซึ่งมันก็ไปขึ้นอยู่กับว่าพลังนี้เข้มข้นแค่ไหน กลยุทธ์ของฝ่ายรัฐบาลที่เล่นเกมยื้อนั้นผู้คนจะรู้ทันกันทั่วและพร้อมที่จะสู้กับเกมนี้อย่างยาวหรือไม่

(ข) ผู้นำทหารพร้อมจะออกแรงอยู่เบื้องหลังอย่างแข็งขันเหมือนที่ได้ทำตอนต้นมากน้อยเพียงใด และจะเห็นแตกต่างกันหรือไม่ในหมู่ผู้นำเมื่อต้องเผชิญกับการตัดสินใจ โดยเฉพาะเมื่อมีการระดมคนจากอีกฝ่ายมาต่อสู้กัน

(ค) ผู้นำความคิดในสังคมโดยเฉพาะนักวิชาการจะช่วยกันประคับประคอง อดใจไม่วิพากษ์วิจารณ์อันจะเสมือนกับเป็นการบั่นทอนแรงของ ‘มวลมหาประชาชน’ ได้หรือไม่เพียงใด

(ง) ผู้อำนวยการ ศอ.รส. คนใหม่ (สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล) จะช่วยเติมเชื้อไฟแบบเขลาๆ ให้แก่ “มวลมหาประชาชน” ได้ดีเพียงใด

สังคมไทยต้องช่วยกันทำให้เหตุการณ์ชุมนุมครั้งนี้เป็นแหล่งเรียนรู้ชนิดที่เมื่อหลายปีผ่านไปแล้ว เมื่อกลับมาย้อนคิดถึงมันแล้ว ก็สามารถยิ้มกันได้

หมายเหตุ: ตีพิมพ์ครั้งแรก คอลัมน์ “อาหารสมอง” นสพ.กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันอังคารที่ 10 ธ.ค. 2556

  • Suwit Khunthongsap

    สรุปคุณหนุนเผด็จการรัฐประหารนั่นเอง

  • Nane Cmu Lovetheking

    ขอสนับสนุนประชาธิปไตยแบบที่เหมาะกับประเทศไทย ที่ขจัดการคอร์รัปชั่น ประชาธิปไตยเพื่อตัวเองและพวกพ้อง ครับ และขจัดการซื้อสิทธิ์ขายเสียงครับ

  • Hui Kittipa

    เราเรียนรู้ว่าการกระทำของผู้ประท้วงผิดรธน.ล้มล้างการปกครองของปท.อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และก้าวล่วงพระราชอำนาจ มีโทษถึงประหารชีวิต เลยยอมหักไม่ยอมงอ มีทิฐิ ขาดสติไปแล้ว ปท.จะฉิบหายไม่ว่า ขณะที่รัฐบาลหาทางลงให้ตลอดทางแต่..ยังดื้อด้าน
    ใช้วิธีการ”เผด็จการ” มากำหนดชะตาบ้านเมือง นี่พ.ศ.อะไรแล้ว เกรงใจปชช.ส่วนใหญ่ด้วย

    ข้อเรียกร้องต่างๆสามารถแก้ไขได้ตามกติกาปชต. หาทางเจรจากันด้วยความสงบและสันติ
    หรือจะใช้วิธีขอคืนพื้นที่เหมือนปี 53 ???

    • Under_score

      ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติ 6 ต่อ 3 วินิจฉัยการชุมนุม กปปส. ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ เป็นการใช้เสรีภาพโดยสงบ เนื่องจากไม่ไว้วางใจการบริหารของรัฐบาล…เห็นชื่อ ปกป้องประชาธิปไตย น่าจะเข้าใจการทำงานของ “ระบอบประชาธิปไตย” …(อำนาจอธิปไตย ประกอบด้วย นิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ)

      • Hui Kittipa

        เมื่อ 19ธค.56 เลขานุการศาลอาญาชี้คำวินิจฉัยศาลรธน.ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในคดี การอ้างเสรีภาพตามรธน.แต่ฝ่าฝืนกฎหมายอาญาไม่ได้ และไม่มีผลผูกพันศาลอาญา
        ดูรายละเอียด
        http://m.thairath.co.th/content/pol/390433

        อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย (ไม่ใช่มวลมหาปชช)ที่ใช้ผ่านฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งขณะนี้มีการยุบสภา คืนอำนาจให้ปวงชนชาวไทย จะได้ใช้อำนาจของตนเลือกผู้บริหารใหม่ผ่านการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นกติกาประชาธิปไตย.ที่อารยะประเทศทั่วโลกเขาใช้กัน ทำไมจะมาใช้วิธีเผด็จการ ซึ่งปวงชนชาวไทยเขายอมรับไม่ได้หรอก

        วันนี้ประกาศรับสมัครเลือกตั้ง ทั้งหมด 77จังหวัด มี70จังหวัดได้ไปสมัครกันเรียบร้อย
        เหลือ 7จังหวัดที่ยังก่อกวนจะล้มการเลือกตั้ง นี่ก็เห็นได้ว่าปวงชนชาวไทยต้องการเลือกตั้ง
        อย่าถอยหลังลงคลองเลย จงเชื่อมั่นในระบบประชาธิปไตยช่วยกันฟูมฟักให้ต้นประชาธิปไตยเติบโตแข็งแรงยิ่งๆขึ้นด้วยดีกว่า
        “1 สิทธิ์ 1เสียงเท่ากัน” ไปเลือกตั้ง 2กพ.57 กันเยอะๆ