ประเด็นฮอตรอบสัปดาห์ – ภาพประวัติศาสตร์ “วันมวลมหาประชาชน” และ ชาวเน็ตแชร์ “ยิ่งลักษณ์”แถลงน้ำตาคลอ

ภาพประวัติศาสตร์ “วันมวลมหาประชาชน” 9/12/2556

ชาวเน็ตแชร์ ยิ่งลักษณ์ แถลงการณ์น้ำตาคลอ แต่หันหลังแล้วยิ้ม

หลากความคิดเห็นต่อการจัดตั้ง “สภาประชาชน”

หมั้นฟ้าแลบ แตงโม-โตโน่ บนข้อสงสัยที่มีมากมายของแฟนคลับ

ทึ่ง!! สาวเกาหลีทำศัลยกรรมสวย จนหมอศัลยกรรมขอแต่งงาน

อ่านรายละเอียด …………

ประเด็นที่ถูกพูดถึงมากสุดในโซเชียลมีเดียในรอบสัปดาห์ 8 – 14 ธันวาคม 2556

เรื่องแรก “วันแห่งมวลมหาประชาชน” ที่ประวัติศาสตร์จะต้องบันทึก ในวันที่ 9 ธันวาคม 2556 ที่ประชาชนพร้อมใจกันออกมาประกาศเจตนารมณ์ “ขับไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์และโค่นล้มระบอบทักษิณเพื่อปฏิรูปประเทศไทย” มากมาย ภายใต้การนำของกลุ่มประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ กปปส. มุ่งหน้าสู่หน้าทำเนียบรัฐบาลในเวลานัดหมาย 9.39 น. โดยแบ่งออกเป็น 9 ทัพ อันได้แก่

1. ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ นำโดย นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เดินตามเส้นทางถนนวิภาวดี มุ่งหน้าไปยังอนุสาวรีย์ชัย เข้าทางถนนราชวิถี แล้วเลี้ยวขวาแยกราชวิถี เรียบคลองเขาดิน เลี้ยวขวาสะพานชมัยมรุเชษฐ์ ทำเนียบรัฐบาล
2. อาคาร SCB รัชโยธิน รัชดาภิเษก นำโดย นายถาวร เสนเนียม มุ่งหน้าแยกฟอร์จูน เลี้ยวขวาเข้าอนุสาวรีย์ชัย ต่อด้วยแยกพญาไท เลี้ยวขวาเข้าถนนศรีอยุธยา ตรงไปที่แยกวัดเบญจฯ แล้วเลี้ยวซ้ายถึงทำเนียบรัฐบาล
3. หน้าเมเจอร์เอกมัย นำโดย นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ เดินผ่านสุขุมวิท ผ่านแยกราชประสงค์ เลี้ยวขวาตรงแยกหอศิลป์ จากนี้เดินมาถึงแยกราชเทวี เลี้ยวซ้ายเข้าถนนเพชรบุรีตัดใหม่ผ่านอุรุพงษ์ เข้าถนนพิษณุโลกตรงเข้าทำเนียบรัฐบาล
4. วงเวียนใหญ่ มุ่งหน้าสะพานสาธร วกเข้าเจริญกรุง เดินตามถนนเจริญกรุง เข้าถนนเลียบคลองผดุงกรุงเกษม ไปทางเลียบคลองผ่านทางตลาดโบ๊เบ๊แล้วเลี้ยวสะพานเทวกรรม ถึงสามแยกสนามม้านางเลิ้ง เลี้ยวซ้ายเข้าทำเนียบรัฐบาล นำโดย นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ
5. กระทรวงการคลัง นำโดย นายวิทยา แก้วภราดัย เดินมาตามถนนพระรามหก มาแยกประดิพัทธ์ เลี้ยวซ้าย ไปทางเกียกกาย ตรงจนถึงแยกเทเวศร์ เลี้ยวไปทางกระทรวงศึกษาธิการ เข้าสู่ทำเนียบรัฐบาล
6. อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย (1) นำโดย นายถนอม อ่อนเกตุพล เดินข้ามสะพานพระปิ่นเกล้า เลี้ยวขวาตามถนนจรัญสนิทวงศ์ ถึงแยกบางพลัดเลี้ยวขวาเข้าสะพานซังฮี้ เลี้ยวขวาเข้ามาทางแยกเทเวศร์ และเลี้ยวซ้ายต่อไปทางกระทรวงศึกษาธิการ เข้าทำเนียบรัฐบาล
7. สีลม นำโดย นายสาธิต เซกัล เดินมาทางพระราม 4 ผ่านหัวลำโพง เข้าเยาวราช เดินมาถึงแยกวังบูรพา แล้วเลี้ยวขวาเดินไปจนถึงสะพานผ่านฟ้า เข้าไปทางนางเลิ้ง แล้วเลี้ยวขวาเข้าทำเนียบรัฐบาล
8. อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย (2) นำโดย นายอิสสระ สมชัย เดินไปทางโรงเรียนสตรีวิทยา ถึงแยกวังแดง แล้วเลี้ยวขวา เข้าทำเนียบรัฐบาล
9. พรรคเพื่อไทย นำโดย นายศรีวรา อิสสระ เดินมาตามถนนเพชรบุรีตัดใหม่ ตรงมุ่งสู่ทำเนียบรัฐบาล

ที่มาภาพ : เฟซบุ๊ก Churdchoo Ariyasriwatana
ที่มาภาพ : เฟซบุ๊ก Churdchoo Ariyasriwatana
ที่มาภาพ : https://www.facebook.comphoto.phpfbid=707216482621789&set=a.319639431379498.86709.307390369271071&type=1&theater
ที่มาภาพ: https://www.facebook.comphoto.phpfbid=707216482621789&set=a.319639431379498.86709.307390369271071&type=1&theater

ทั้งนี้ทั้ง 9 ขบวนเดินไปตามเส้นทางที่ได้กำหนดไว้ โดยประชาชนจำนวนมากได้พร้อมใจกันหยุดงาน บ้างก็เดินทางกันมาเป็นกลุ่มคณะจากต่างจังหวัด เพื่อไปร่วมชุมนุมกันตามจุดรวมตัวต่างๆ บริเวณรอบทำเนียบรัฐบาล รวมไปถึงอนุสาวรีย์ชัยสมภูมิ ในวันดังกล่าวก็ได้ตั้งเวทีหลักอยู่ที่สนามม้านางเลิ้ง ระหว่างการเดินขบวนชาวโซเชียลเน็ตเวิร์ก ได้มีการโพสต์และแชร์ภาพแห่งประวัติศาสตร์ ภาพที่มีผู้แชร์มากที่สุด ได้แก่ ภาพขบวนที่ถนนวิภาวดีรังสิต ซึ่งในขบวนได้มีการนำธงชาติไทยขนาดใหญ่ กางปกคลุมประชาชนในขบวนด้วย สร้างความฮือฮาในความสวยงาม อีกทั้งในวันดังกล่าวก็มีสื่อต่างชาติจำนวนหลายสื่อ ที่เดินทางมารายงานข่าวการร่วมชุมนุมในครั้งนี้

อย่างไรก็ตาม การชุมนุมที่นำโดยแกนนำ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2556 และได้สร้างปรากฏการณ์การรวมตัวครั้งใหญ่ ใจกลางกรุงเทพมหานครไปแล้วเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2556 และอีกครั้ง คือครั้งนี้วันที่ 9 ธันวาคม 2556 ซึ่งยังคงรวมตัวเพื่อกดดันรัฐบาลต่อไป แม้เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 9 นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะรีบออกมาประกาศยุบสภาแล้วก็ตามแต่บรรดาแกนนำและมวลมหาประชาชน ก็ยังคงปักหลักชุมนุมต่อไป ด้วยเพราะวัตถุประสงค์ที่ต้องการขจัดระบอบทักษิณให้หมดสิ้นไป

“รวมใจเป็นหนึ่งเดียว ช่วยกันปฏิรูปการเมืองไทย ให้ไปในทิศทางที่ถูกต้อง”

“นี่คือพลังบริสุทธิ์ของมวลมหาประชาชน ได้เห็นภาพเหล่านี้แล้วน้ำตาไหลโดยไม่รู้ตัวครับ”

“ถึงไม่ได้อยู่เหตุการณ์มวลมหาประชาชนครั้งนี้ อดปลื้มแทนประเทศไทยที่มีคนรักชาติมากมายเหลือเกิน ขอบคุณทุกภาพที่บอกเรื่องราว ดูแล้วน้ำตาซึมเลยค่ะ”

“สรุป …. คนชั่วย่อมต้องแพ้ภัยตัวเองในที่สุด
แพ้ภัยเพราะความโลภ ด้วยการรวบผลประโยชน์ใส่ตัว โดยไม่สนใจใครๆ
แพ้ภัยเพราะความโกรธ ด้วยการใช้กำลังข่มขู่ทำลายล้างคนที่ไม่เข้าข้างตัว
แพ้ภัยเพราะความหลง ด้วยการอหังการ ลุแก่อำนาจ ไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหม
นี่คือสัจจธรรม … ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว”

“บรรยากาศการเดินขบวนที่ไม่เหมือนที่ใดในโลก จูงมือกัน แบ่งปันอาหาร น้ำ ขนม และรอยยิ้ม เดินไปเป่านกหวีดไป แม้จะทำให้การจราจรติดขัด แต่สองข้างทางมีแต่คนปรบมือต้อนรับ ร้านค้าและคนที่บ้านเรือนอยู่ริมทางให้น้ำให้ขนมให้แวะเข้าห้องน้ำได้ด้วย… สุดยอดครับ”

“หลายภาพน่ารัก หลายภาพโดนใจ และหลายภาพทำเอาน้ำตาซึม….ปลื้มอ่ะ น่ารักจริง เต็มไปด้วยความสุข และสีสัน แต่รัฐบาลก็ไม่ยอมลาออก”

เรื่องที่สอง ภายหลังวันมวลมหาประชาชน ทำให้นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ออกมาแถลงการณ์ จนทำให้เป็นทอล์คออฟเดอะทาวน์ เนื่องจากนางสาวยิ่งลักษณ์ มีอาการน้ำตาคลอเบ้าเหมือนจะร้องไห้ ระหว่างการแถลงด้วยข้อความที่ยืนยันว่ารัฐบาลชุดนี้จะยังคงทำหน้าที่รัฐบาลรักษาการต่อไป พร้อมขอความเห็นใจ ขอความเป็นธรรมให้กับตระกูลชินวัตรของตนเองด้วย

“ต้องเรียนว่าเป็นความรู้สึก ถ้าถามว่าเป็นใครก็เชื่อว่าทุกคนก็มีความรู้สึก ไม่ใช่ดิฉันไม่มีความรู้สึก ดิฉันก็ได้ฟังมาตลอดกับการร้องขอของผู้ชุมนุม การที่กล่าวถึงทั้งตระกูลนั้น ดิฉันถือว่าเราเป็นคนไทยด้วยกัน จะถึงขนาดไม่ให้เหยียบในแผ่นดินไทยเลยหรือ เราจะเป็นกันอย่างนี้หรือ ดิฉันถอยไม่รู้จะถอยอย่างไรแล้ว ก็ขอความเป็นธรรมด้วย”

ที่มาภาพ : http://news.mthai.comheadline-news293413.html
ที่มาภาพ: http://news.mthai.comheadline-news293413.html

โดยในโลกออนไลน์ ได้มีการนำคลิปการแถลงการณ์ที่นางสาวยิ่งลักษณ์มีอาการน้ำตาคลอเบ้าเหมือนจะร้องไห้ พร้อมข้อความที่กำกับไว้ว่า นี่ไม่ใช่การจับผิด “เเต่เป็นการเสนอข้อเท็จจริง ให้ครอบคลุมรอบด้าน” ไม่ใช่เเค่เสนอว่าปูร้องไห้ เเล้วไม่นำเสนอสิ่งที่เกิดหลังจากนั้น “ว่า­มันเกิดอะไรขึ้น” ให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูล ดูชัดๆ วินาทีหลังจากที่ปูร้องไห้ผ่านสื่อแล้วเกิดอะไรขึ้น

ในคลิป คือภาพหลังจากการแถลงของนางสาวยิ่งลักษณ์ และเดินเข้าไป นางสาวยิ่งลักษณ์ได้หันมายิ้ม จึงทำให้ชาวออนไลน์มองว่า นางสาวยิ่งลักษณ์ไม่ได้เสียใจจริง ทั้งยังมีการแชร์ภาพที่ถูกตัดต่อขึ้นเป็นภาพนางสาวยิ่งลักษณ์กำลังถือถ้วยรางวัล เหมือนกับนักแสดงที่ได้รับถ้วยรางวัลจากการแสดง พร้อมมีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมากมาย แต่หลายความเห็นก็มองว่าเป็นการยิ้มสู้ ซึ่งก็ไม่เห็นน่าแปลก

“เธอกำลังแสดงละครน้ำเน่า น้ำตาคลอขอความเป็นธรรม แล้วทำไมต้องมาเรียกร้องความเป็นธรรม”

“คนที่โพสน์ ใจร้ายมาก เขาเรียกว่าอ่อนนอกแข็งใน ลองเป็นคุณบ้าง ถ้าร้องไห้จะทำอย่างไร ถ้าหันไปสบตากับคนอื่น คุณก็จะยิ้มแก้อายเหมือนกัน อย่าพยายามอคติ ใช้หลักเหตุผลและธรรมชาติของคนมาคิด อย่าเอาแต่ความสะใจ”

“มองว่า เขาคงยิ้มสู้กับอุปสรรคมากกว่านะ”

“บางครั้งเราก็ยิ้มได้ทั้งที่มีน้ำตาซึม ภาพนี้เป็นส่วนหนึ่ง ซึ่งไม่อาจลบภาพความผิดของรัฐบาลชุดนี้ได้ ไม่ว่าจะเอาน้ำตามาออกสื่อ แต่สิ่งร้ายๆ ที่เคยทำแต่ก่อน ก็ไม่จางหายไปได้ครับ”

“แค่ยิ้มสู้เพื่อรักษาภาพลักษณ์ผู้นำก็ผิด จะอะไรกันนักหนาว่ะคนสมัยนี้”

“ไม่ต้องมาเสียน้ำตา ง่ายนิดเดียว ลาออกไป ตัดปัญหาถูกด่าว่า ไม่ต้องทนรับผิดชอบประเทศ ทำได้แค่นี้ นอนหลับฝันดี ปลอดโปร่งสบายตัว”

“หลังจากนั้นก็ได้เกิดกระแส ดราม่าอย่างหนักหน่วงบนโลกไซเบอร์ โอ้วแม่จ้าว เจ๊ปูว์แกได้รับรางวัลตุ๊กตาทองแน่ๆ ไหนว่าร้องไห้ไง ลับหลังไปกลับยิ้มแป้นเลย แต่แล้วก็..ถามจากพรรคพวกเพื่อนนักข่าวที่อยู่ในเหตุการณ์เล่าให้ฟังบอกว่า คนถามท่านนายกฯ คำถามนี้คือ พี่ดัท ASTV รีบไปขอโทษนายกฯ โดยพูดไล่หลังท่านนายกฯ ไปว่า ” ท่านนายกฯ โกรธไหมค่ะ” ท่านนายกฯ หันมายิ้มทั้งน้ำตาเหมือนบอกว่า “ไม่โกรธ” นี่คือความจริง”

เรื่องที่สาม เป็นเรื่องที่มีการถกเถียงและพูดถึงกันอยู่เรื่อยมาตั้งแต่มีการรวมกลุ่มชุมนุมต่อต้านระบอบทักษิณ กับเรื่องการจัดตั้ง “สภาประชาชน” เพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) โดยที่เป็นคำถามอยู่ในใจใครหลายคนว่า “สภาประชาชน” คืออะไร ทำไมต้องจัดตั้ง และจัดตั้งเพื่ออะไร รวมทั้งยังมีการออกมาแสดงความคิดเห็นที่ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว

จนกลุ่มนักวิชาการได้ออกมาแสดงความคิดเห็นดังกล่าวกันอย่างต่อเนื่อง โดยทางด้านจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กับกลุ่มนักวิชาการในนามสมัชชาปกป้องประชาธิปไตย (สปป.) ที่มีไม่เห็นด้วย นำโดย นายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ รองศาสตราจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, นายเกษียร เตชะพีระ ศาสตราจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนายปิยบุตร แสงกนกกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพราะมองว่าบ้านเมืองยังไม่ถึงทางตัน ยังไม่จำเป็นต้องเลือกไปสู่สงครามกลางเมือง ซึ่งนายกรัฐมนตรียังคงออกจากรักษาการไม่ได้ เพื่อสานภารกิจรักษาระบบให้เดินต่อไป

ทั้งนี้ทางด้าน นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ก็ได้ออกมาเปิดโมเดลสภาประชาชนต่อสื่อหลังจากมีการหารือกับ 7 องค์กรภาคธุรกิจว่า สภาประชาชนจะประกอบด้วยสมาชิก 400 คน ในจำนวน 300 คน จะมาจากการเลือกตั้งจากบุคคลในกลุ่มวิชาชีพสาขาต่างๆ และอีก 100 คนมาจากผู้ทรงคุณวุฒิที่ กปปส. จะร่วมกันสรรหา

ที่มาภาพ : https://akdaper.blogspot.com201312model.html
ที่มาภาพ: https://akdaper.blogspot.com201312model.html

โดยที่คุณสมบัติสำคัญของสมาชิกสภาประชาชน เบื้องต้นจะต้องไม่เป็นสมาชิกพรรคการเมือง ไม่เป็นตัวแทนพรรค ไม่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง เพื่อไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน และเมื่อสิ้นสุดการทำงานในสภาประชาชนแล้วจะต้องไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งในตำแหน่งการเมืองใดๆ เป็นเวลา 5 ปี โดยมี 3 ข้อหลักสำคัญ คือ

1. ต้องการเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศไทยให้เป็นระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ และปฏิรูปประเทศในเรื่องสำคัญๆ เพราะขณะนี้มีเวลาที่ค่อนข้างจำกัด
2. ต้องดำเนินภารกิจให้แล้วเสร็จก่อนการเลือกตั้งใหญ่ ที่นางสาวยิ่งลักษณ์ ได้เคยประกาศไว้ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 โดยเฉพาะการสกัดกั้นการซื้อเสียง เพื่อให้การเลือกตั้งได้ตัวแทนประชาชนอย่างแท้จริง ไม่เข้ามาโกงกิน หรือกอบโกยผลประโยชน์
3. การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะดำเนินการผ่านตัวแทนรัฐบาลชั่วคราว ซึ่งจะเป็นตัวแทนที่เข้ามาในช่วงเวลาสั้นๆ เท่านั้น เพราะไม่ต้องการแช่แข็งประเทศ โดยตัวแทนที่จะเข้ามาทั้งในส่วนของรัฐบาลและสภาประชาชนจะต้องไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองเลย เพราะเมื่อหมดการทำหน้าที่นี้แล้วก็จะต้องกลับสู่สถานภาพประชาชนธรรมดาตามเดิม

โดยที่ขอบเขตอำนาจหน้าที่ของสภาประชาชนจะต้องเข้ามาแก้ไขกฎเกณฑ์ในการดูแลการเลือกตั้งให้โปร่งใส หากพบการซื้อสิทธิ์ขายเสียงก็จะต้องมีบทลงโทษ ไม่เพียงตัดสิทธิ์ทางการเมืองแต่เพียงอย่างเดียว แต่ควรต้องถูกจำคุกด้วย หรือการดำเนินการให้มีองค์กรที่เข้ามาดูแลในเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันที่เข้มแข็ง และโทษของผู้ที่ทุจริตคอร์รัปชันก็ไม่ควรจะมีการจำกัดอายุความ อีกทั้งเห็นว่าจะต้องมีการกระจายอำนาจไปทุกจังหวัดโดยจัดให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการในทุกจังหวัด เพื่อจะได้เกิดความเป็นธรรมในการกระจายงบประมาณลงสู่ท้องถิ่น และประเด็นสำคัญคือการปรับโครงสร้างตำรวจ

เรื่องนี้ทางด้านประชาชนชาวโซเชียลเน็ตเวิร์ก ก็ได้มีการแสดงความคิดเห็นกันอย่างมากมาย เพื่อเป็นหนึ่งในพลังความคิดเห็นเพื่อหาทางออกให้เรื่องดังกล่าวเช่นกัน

“คำถามนี้ยากถามเหมือนกัน คือ จะเปลี่ยน จะอะไรไม่ว่า แต่จะกำหนดระบบวิธีการหรือ รูปแบบอะไรระชาชนต้องมีส่วนร่วมจริง ๆ “ไม่ใช่แค่ชื่อสภาประชาชน” แต่ประชาชนไม่มีสิทธิ มีเสียง บอกวิธีคัดเลือกมาก่อน ประชาชนต้องเป็นคนเลือก และต้องเป็นระบบที่ทุกชนชั้นมีส่วนในการกำหนดอย่างกว้างขวางที่สุด ที่สำคัญต้องวางกระบวนการตรวจสอบให้รัดกุม เข้มข้น และต้องคงไว้ซึ่งอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน ซึ่งเป็นหัวใจของระบอบประชาธิปไตย ใครอาจจะบอกว่า ประชาธิปไตยมันซื้อเสียงได้ ไม่ดี ฯลฯ แต่มันเป็นระบอบเดียวที่อนุญาตให้คุณด่าผู้ปกครองหรือรัฐบาลได้”

“หากมวลมหาประชาชนเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศที่ไม่เห็นด้วยกับ พรบ.นิรโทษกรรม หรือเห็นว่ารัฐบาลชุดนี้ขาดความชอบธรรม เนื่องจากไม่ยอมรับอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ หรือพฤติกรรมอื่นๆอีกมากมายตามที่ทราบในคราวที่มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งทั้งหมดเป็นผลจากการดำเนินการของพรรคเพื่อไทยที่มีเสียงข้างมากในสภา ดังนั้น หากมีการยุบสภาและมีการเลือกตั้งใหม่ มวลมหาประชาชนที่เราเห็นว่าเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ จะต้องเข้าคูหาเลือกตั้งเพื่อเลือกพรรคที่มีแนวทางตามที่กลุ่มผู้ชุมนุมได้กำหนดให้มากที่สุด(โดยไม่เลือกคนของพรรคเพื่อไทย)เพื่อเข้าสภาเป็นเสียงข้างมากเพื่อที่จะดำเนินการตามที่ต้องการ เช่นนี้ จะทำให้ความวุ่นวายในขณะนี้ได้ยุติลง จะดีกว่าที่จะมีความเห็นขัดแย้งกันเช่นนี้โดยหาข้อยุตืไม่ได้ สุดท้ายเห็นว่า ประชาชนเท่านั้นที่จะเป็นผู้กำหนดว่าจะเลือกแนวทางของพรรคใดหรือกลุ่มใด ที่สุดจะรู้ว่ามวลมหาประชาชนส่วนใหญ่ชอบแนวทางใหนกันแน่”

“มาตรา 7 จะเป็นจริง !!! ก็ต้องเป็นไปตามที่คณะอธิการบดีสถาบันการศึกษาเสนอ คือ
1. นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ต้องประกาศยุบสภา เพื่อทำให้ ส.ส.ทั้งสภา หมดสภาพไม่มีอำนาจในสภา และ ไม่สามารถยกมือโหวตแต่งตั้ง นายกฯ คนใหม่แทนนายกฯ ยิ่งลักษณ์
2. นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ต้องประกาศลาออกจากตำแหน่งนายกฯ เป็นการล้างไพ่ ที่สง่างาม และสมกับเป็นนายกฯ ของประเทศไทย ของประชาชนคนไทย อย่างแท้จริง และจะเป็นไปตามที่ยิ่งลักษณ์ออกมาแหลว่า “ทำเพื่อความสงบของประเทศ ปูยินดีทำทุกอย่าง” ใช่หรือไม่ !!! ดังนั้น การที่นายกฯ ยิ่งลักษณ์ พร่ำว่ายินดีรับฟังความเห็นของทุกฝ่าย และพร้อมที่จะกระทำ ถ้าสามารถทำให้ประเทศสงบ คำพูดนั้นจะเป็นจริง ต่อเมื่อประกาศ ยุบสภา และลาออกเพื่อเป็นการพิสูจน์
3. เมื่อนายกฯ ยิ่งลักษณ์ทำครบทั้งสองขั้นตอน จะทำให้เกิดสุญญากาศไม่มีผู้บริหารประเทศ เพราะไม่มีนายกรัฐมนตรี วิธีการต่อมาคือ ประธานศาลฎีกา หรือ บุคคลใดก็ตามที่สามารถทำขั้นตอนนี้โดยชอบธรรม เสนอขอนายกรัฐมนตรีพระราชทาน ตามมาตรา 7 โดยไม่ระคายเคืองเบื้องยุคลบาท
การที่มีคนของรัฐบาลออกมาพูดว่า ไม่สามารถใช้ มาตรา 7 นั้น เป็นการพูดเพื่อกันท่าไม่ยอมรับอำนาจของ “ในหลวง” ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ถือเป็นการหมิ่นสถาบันฯ อีกข้อหาหนึ่ง เพราะถ้าไม่สามารถใช้ มาตรา 7 ได้แล้วจะมีบัญญัติไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ อันเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศไปเพื่ออะไร ???
เพราะการใช้มาตรา 7 จะล้างมาตราอื่นที่กำหนดนายกรัฐมนตรีต้องมาจาก ส.ส. โดยปริยาย”

“เอาง่ายๆ ประชาชนจะมีสิทธิ์ และส่วนร่วมในการปกครองมากว่าในปัจจุบันแน่นอน ผมรับรองว่าเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์กว่าในปัจจุบัน”

“ระบบที่มีอยู่ใช่เป็นหลักการที่เขียนไว้ ไม่อยากให้หลุดไปจากหลักการ แต่ถ้าถามว่าหากปฏิบัติตามหลักการแล้ว หรือเราทำอะไรซักอย่างโดยมีกฏเกณฑ์ตายตัว แต่พบปัญหา เราสามารถปรบเปลี่ยนหลักเกณฑ์นั่นได้ เช่น มองแค่ที่ตัวเรา เราทำอะไรไม่มีดีเราปรับปรุงตัวเราได้ ไม่ใช่เปลี่ยนไม่ได้ และอีกอย่างการได้ปฏิรูปในครั้งนี้ ต้องอยู่พื้นฐานประชาธิปไตยอยู่แล้ว เราก็มีสิทธิ์ที่จะเปลี่ยนได้ เพราะเรามองเห็นปัญหา ถ้าเราคิดจะปฏิรูป อยากหาคนที่จะกล้าและมองเห็นจริงๆ หากได้ระบบเดิมมาแล้วสิ่งที่พวกเทำวันนี้มันจะเกิดขึ้นอีกหรือเปล่าแล้วเราทำเพื่ออะไร บ้านเมืองเหมือนเดิมค่ะ แล้วที่อยากจะให้มาเลือกตั้งตามระบบเดิมก็ทำให้ประชาชนอย่างดิฉันคนหนึ่งจะไม่เห็นความสำคัญของนักการเมืองอีกต่อไป ใครมาก็ได้ รอจนครบ 4 ปีแล้วเอาใหม่ แล้วเมืองไทยจะหลุดพ้นจากวงจรนี้ได้อย่างไร”

“อย่ามองว่าการที่ประเทศเรามีความคิดแตกแยกทะเลาะกันเองเป็นเรื่องน่าขำสิครับ การคิดต่างกัน การแตกแยก นั้นแหละผมเชื่อว่าจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ถ้าเป็นสมัยก่อนผมห่วงครับ ห่วงว่าประเทศเราจะล่มจมเพราะนักการเมือง แต่เดี๋ยวนี้ผมไม่คิดอย่างนั้นแล้วครับ ผมคิดว่าคนไทยทุกคนรู้ตัวแล้วครับว่าการให้อำนาจกับใครหรื่อกลุ่มคนใดๆก็ตามอย่างสนิทใจไม่ใช่สิ่งที่สมควร ผมเชื่อมั่นในความรู้ของคนไทย ที่จะเป็นอนาคตของประเทศเรา ประเทศเรายังต้องมีอยู่ต่อไปอีกร้อยปี พันปี คนเหล่านี้แหละที่จะดูแลประเทศเเทนเราในอนาคต เปิดใจให้กว้างยอมรับสิ่งใหม่ๆ ผมว่าประเทศอื่นๆรอบๆบ้านเราเขาน่าจะอิจฉาประเทศเรามากกว่าที่ประชาชนสามารถแสดงออกทางการเมืองได้อย่างอิสระ ไม่ใช่แบบที่เมือมีการชุมนุมแล้วต้องโดนรัฐบาลปราบให้เรียบเหมือนๆประเทศเพื่อนบ้านเรานะครับ”

เรื่องที่สี่ ความรักสายฟ้าแลบ ที่สร้างความสงสัยให้บรรดาแฟนคลับ และโลกโซเชียล สำหรับ โตโน่ ภาคิน คำวิลัยศักดิ์ และสาว แตงโม ภัทรธิดา พัชรวีระพงษ์ ที่เพิ่งเข้าพิธีหมั้นแลกแหวน และเปลี่ยนศาสนา กันไปอย่างด่วนจี๋เมื่อวันเลขสวย 11 ธันวาคม 2556 (11.12.13) ณ Benedict Studio ซึ่งมีเพียงญาติ และคนสนิทมาร่วมเป็นสักขีพยานเพียง 50 คนเท่านั้น โดยที่บรรดาแฟนคลับ อีกทั้งเพื่อนทั้งในและนอกวงการ เพิ่งจะรับรู้หลังจากเห็นรูปผ่านอินสตาแกรม

จึงเกิดเป็นประเด็นความสงสัย ให้ชาวโซเชียลได้สืบต่อกันว่า อาจมีการ “ท้อง” หรือเปล่า เนื่องจากการจัดงานที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว จนทำให้ตัวโตโน่เอง ถูกกระแสไม่ปลื้มจากเพื่อนรวมวงการ รวมทั้งบอสใหญ่ผู้ปลุกปั้น อย่าง บอย ถกลเกียรติ ที่สื่อรายงานว่า โตโน่ โทรมาเชิญก่อนหน้างานไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น อย่างไรก็ตาม กระแสข่าวท้องนั้นเกิดขึ้นจากการจัดงานที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว รวมทั้งการโพสต์ข้อความอย่างมีนัยยะแอบแฝงของทั้งโตโน่และแตงโม ที่มักจะใช้คำว่า “พ่อแม่” อาทิเช่น การโพสต์ข้อความบนอินสตราแกรม โตโน่ ก่อนที่จะมีงานหมั้นเกิดขึ้น ข้อความดังกล่าวระบุว่า “พ่อกับแม่คงต้องเจออีกหลายเรื่อง พ่อกับแม่…คงต้องเจออีกหลายเรื่อง ลูกเอ๋ย…แต่พ่อกับแม่ เชื่อในเรื่อง ของความจริงใจ…เชื่อในรักแท้ เชื่อในการทำความดี ความกตัญญูกตเวที และเมื่อไรก็ตามลูกเอ๋ย…ที่อำนาจของความรัก ชนะความรักในอำนาจ เมื่อนั้น…ลูกเอ๋ย(เจ้าหยุน)…โลกจะรู้จักความสงบสุข” หรือแม้แต่เมื่อวันชุมนุม ณ เวทีราชดำเนิน วันที่ 24 พฤศจิกายน 2556 โตโน่ก็โพสต์ข้อความว่า “วันแห่งประวัติศาสตร์ พ่อ แม่ คุณปู่ และคนไทยเกินกว่า 1 ล้านคน สู้เพื่อประเทศชาติและเพื่อลูก”

ที่มาภาพ : http://home.truelife.comdetail3055167hilight
ที่มาภาพ: http://home.truelife.comdetail3055167hilight

และยิ่งเป็นการตอกย้ำความคิดของบรรดาสายสืบโซเชียลกับข้อความที่สาวแตงโมตอบกลับในอินสตาแกรมของเพื่อนสนิทในกลุ่มอย่าง หนุ่ม แบงค์ แบล็ควานิลลา ที่ได้ไปร่วมงานหมั้น โดยหนุ่มแบงค์โพสต์ข้อความว่า “รอวันลูกเราสองคู่มาวิ่งเล่นกันนะ 5555” ซึ่งทางด้านสาวแตงโม ก็ตอบกลับว่า “5 เดือนแล้วอ่ะดิ ตามทันป่ะ” ทำให้หลายคนเดากันไปต่างๆ นานา โดยที่แตงโมได้มีเพียงคำให้สัมภาษณ์ต่อสื่ออย่างสั้นๆ ภายหลังวันพิธีหมั้นดังกล่าวว่า พิธีดังกล่าวได้เตรียมงานมาสักระยะแล้ว ไม่ได้กะทันหัน ในงานก็มีแค่การแลกแหวน ไม่ได้จดทะเบียนสมรส ไม่ได้จัดในโบสถ์ จัดกันที่สตูดิโอ ที่มีการจำลองขึ้น เป็นงานเล็กๆ ที่มีแต่ครอบครัวและญาติจากทั้ง 2 ฝ่าย และเพื่อนในวงการมีแค่ไม่กี่คน

สำหรับข่าวที่ว่าท้องนั้น แตงโมยืนยันว่า ไม่ท้องแน่นอน อีกทั้งตนเองเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับสมาคมวางแผนครอบครัวแห่งประเทศไทยมา 2 ปีแล้วรับรองว่าไม่ท้องแน่นอน กระแสวิจารณ์ที่ออกมา ถ้าเป็นแง่ดีก็ขอบคุณ แต่ถ้าเป็นแง่ร้าย คงห้ามความคิดของใครไม่ได้ คนที่ไม่ชอบจะพูดอย่างไรเขาคงไม่ชอบ ส่วนการออกมาแถลงข่าวคู่ ไม่มีแน่นอน เพราะ ไม่อยากให้เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ส่วนเรื่องการจัดงานแต่งงาน แตงโมก็บอกว่า “ยังค่ะ ยังไม่ถึงเวลา”

อย่างไรก็ตาม เรื่องราวความรักของทั้งคู่ ถูกกระแสแฟนคลับแอนตี้ตั้งแต่เริ่มที่จะคบกัน จนทั้งคู่ได้เข้าพิธีหมั้นหมายกันก็ยังคงเป็นกระแสให้วิพากษ์วิจารณ์ เพราะทั้งคู่เพิ่งคบกันได้ไม่นาน แต่ก็ยังมีหลายคนที่ให้กำลังใจและยินดีในความรักของคนทั้งคู่ (ชมคลิป)

“น่าสงสารชีวิต 2 คนนี้นะ จะรัก จะชอบกัน จะทำอะไร ก็มีแต่คนแอนตี้ไปหมด บางที ก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของคนสองคนบ้างก็ได้”

“ยุ่งกับเขาทำไมนะ พวกที่ขอบคอมเม้นท์ว่าเขานะ เขาแต่งก็ยินดีกับเขาสิท้องหรือไม่ท้องก็ไม่เกี่ยวไรกัน สมัยนี้ท้องได้แต่ง น่ายินดีออก”

“คบกัน ชอบกัน จับแต่งเลย ไม่รีรอ อย่าช้า ความรักหายาก”

“ถึงจะคบกับมาเป็นหลายๆ ปีก็ไม่มีทางรู้นิสัยจริงๆ กันหรอกจ๊ะ ยกเว้นแต่แต่งงานแล้วอยู่ด้วยกันซักพัก ถึงจะรู้นิสัยกันจริงๆ นี่คือความจริงที่ไม่อาจจะหลีกหนีได้ จากนั่นก็ขึ้นอยู่กับตัวเองแล้วว่าจะรับคู่ของคุณได้เท่าไหน นะจ๊ะ”

“ขอให้รักกันนานๆนะ ถ้าเป็นเนื้อคู่กันจริง ก็ไม่จำเป็นที่จะคบกันนานๆๆ ใช่ก้อแต่งเลยดีกว่า”

“ถ้าเค้ามั่นใจในกันและกันก็ยินดีด้วย แถมทำแบบนี้ยังแสดงออกได้ชัดเจนดีกว่าพวกที่ท้องก่อนแล้วค่อยแต่ง เราว่าคู่นี้ เขาทำอะไรก็เปิดเผยดีนะ”

“จะดีจะร้ายอย่างไร เค้าทั้งคู่สามารถดูแลเลี้ยงตัวเองเลี้ยงพ่อแม่ได้แล้ว แล้วพวกคุณๆ ที่ชอบว่า ลองมองดูตัวเองสิว่าคุณเลี้ยงปากเลี้ยงท้องให้ตัวคุณและพ่อแม่ของคุณได้แล้วหรือยัง? และถ้าเค้ามีลูกกันจริง ก็ไม่เเห็นแปลก เพราะเขารักกัน”

เรื่องที่ห้า เพราะความสวยอยู่คู่กับผู้หญิง และเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งดีๆ หลายอย่างในชีวิตของผู้หญิง ทั้งความมั่นใจ การพบปะผู้คน การทำงาน รวมไปถึงเรื่องความรัก ชีวิตคู่ จึงทำให้ผู้หญิงหลายคนเลือกที่จะทำศัลยกรรมความงาม ซึ่งในปัจจุบันการทำศัลยกรรมก็ถือเป็นเรื่องปกติ คลินิกศัลยกรรมเปิดกันมากเหมือนร้านสะดวกซื้อ จนทำให้เกิดเป็นเรื่องราวที่สร้างความฮือฮาในโลกออนไลน์สัปดาห์นี้

เมื่อเว็บไซต์singaporeseen.stomp.com.sg มีการรายงานข่าวว่า “ฮุนจางจิน“ อายุ 33 ปี สาวเกาหลีผู้โชคดี เธอได้รับการทำศัลยกรรมจนสวย จนคุณหมอที่ทำศัลยกรรมให้เธอตกหลุมรัก และขอเธอแต่งงาน ซึ่งก็อาจจะไม่ใช่เรื่องแปลกเท่าไหร่นัก เพราะในบ้านเราก็มีคู่รักคุณหมอศัลยกรรมกับคนไข้ให้ได้เห็นเช่นกันกับคู่ของ หญิงแย้ นนทพร ธีระวัฒนสุข บิ้วตี้บล็อกเกอร์ชื่อดังวัย 26 ปี กับแฟนหนุ่มศัลยแพทย์ ซึ่งเป็นผู้เนรมิตรความสวยให้เธอทั้งตัว

ที่มาภาพ : http://www.unigang.comArticle16675
ที่มาภาพ: http://www.unigang.comArticle16675

แต่สำหรับกรณีของสาว ฮุนจางจิน ผู้นี้ ทำให้โลกออนไลน์ต้องตกตะลึง เพราะใบหน้าก่อนศัลยกรรมของเธอนั้นเหมือนผู้ชายมาก ทำให้เธอไม่เคยมีแฟนแลย และถูกเพื่อนๆ ล้อเลียนเสมอ จนเธอได้รับโอกาสที่ดีจากทางมหาวิทยาลัยที่เรียนอยู่ ออกค่าใช้จ่ายในการทำศัลยกรรมให้จนทำให้เธอสวยเปลี่ยนเป็นคนละคน

“ถือเป็นเรื่องดีครับ สวยชาตินี้ไม่ต้องรอชาติหน้า ถึงลูกจะโตมาหน้าตาไม่สวย ก็ศัลยกรรมได้ ไม่เห็นเป็นไร”

“ลูกออกมา อาจจะงง เพราะหน้าตาไม่เหมือนหน้าพ่อแม่ก็ได้นะ”

“ศัลยกรรม เนรมิตรทุกสิ่งเลย สาวๆ สมัยนี้สวยแทบทุกคน พูดเลย”

“ความแตกต่างระหว่างคนไทยกับ เกาหลี คนไทยเกิดมามีเค้าสวยอยู่แล้ว แต่ไปศัลยกรรมเพื่อให้มันสวยเป๊ะขึ้นกว่าเดิม แต่คนเกาหลี ส่วนใหญ่เกิดมาหน้าตาขี้เหร่แล้วไปศัลยกรรมจนสวยเช้ง”

“พูดตามตรง สมัยนี้ หนุ่มๆ จะแต่งงานกับสาวๆ คงต้องเอาภาพสมัยเด็กๆ มาดูก่อน เพื่อความชัวร์ ไม่งั้นต้องงงกับหน้าตาลูกที่เกิดมาอย่างแน่นอน”

“ก็เพราะสังคมมองกันที่เปลือกนอกไง ถ้าเธอไม่ตัดสินใจทำศัลยกรรม ก็คงไม่มีใครมาชอบเธอหรอก และก็คงจะล้อเลียนและด่าว่าเธอเป็นตัวประหลาดต่อไป ทั้ง ๆ ที่เธออาจจะเป็นคนจิตใจดีแสนดีก็ได้ บางทีคนเราก็ต้องเข้าใจคนอื่นบ้างนะ อย่าตัดสินคนแค่หน้าตา และล้อเลียนคนอื่น เพราะสนุกปากของคุณ จริงอยู่ว่าหน้าตาคือด่านแรกให้คนชอบกัน แต่ก็ควรจะมีมิตรไมตรีดีๆ กับเพื่อนร่วมโลกด้วย ถึงเขาจะหน้าตายังไงแต่ถ้านิสัยดีก็ควรจะเป็นมิตรกับเขาไม่ใช่เหรอ ไม่ใช่แค่ด่าเอามัน นี่ถ้าไม่ทำศัลยกรรม ก็คงจะโดนล้อเหมือนเดิม ทำก็โดนว่า ไม่ทำก็โดนว่า ทั้ง ๆ ที่พวกคุณก็ไม่ได้รู้นึกนิสัยใจคอเขาเลย”